วันพุธที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

แหกตา!ซ่อมบ้านน้ำท่วมลดหย่อนภาษีได้แต่รอปีหน้า


เมื่อวันที่ 29 ก.พ.2555 ได้ไปยื่นแบบการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือ ภ.ง.ด.91 ประจำปี 2554 ที่สำนักงานเขตในพื้นที่ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี รวมเงินทีจ่ายภาษีในปี 2554 เกือบ 2 หมื่นบาท (ที่เป็นเงินของคนที่มาจากเด็กวัดคนหนึ่ง) แต่ก็ต้องเสียความรู้สึกไม่น้อยสำหรับนโยบายประชานิยมที่ให้นำบิลใบเสร็จการซ่อมบ้านน้ำท่วมไปลดหย่อนภาษีได้

น้ำท่วมในพื้นที่อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2554 และลดจนสามารถสัญจรไปมาได้ปลายเดือนธันวาคม พ.ศ.2554 และจะเริ่มซ่อมแซมบ้านก็เข้าเดือนกุมพาพันธ์ พ.ศ.2555 ดังนั้นบิลใบเสร็จที่ทางร้านออกให้ก็เป็นปี 2555

เมื่อยื่นบิลใบเสร็จให้กับเจ้าหน้าที่สรรพากรและมีการตรวจสอบ ก็พบปัญหาอันดับแรกไม่มีรายชื่อของผู้ยื่นแสดงการเสียภาษีแม้นจะระบุบ้านเลขที่ก็ตาม ต่อมาก็คื่อแม้นจะมีชื่อแต่ก็เป็นชื่อของคู่สมรสเมื่อคู่สมรสแยกแยกยื่นก็ไม่สามารถใช้สิทธิได้ ก็เลยพูดกับเจ้าหน้าที่อย่างมีอารมณ์ว่า ใช้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แบบนี้แล้วตาสีตาสีจะได้สิทธิ์นี้หรือ

เจ้าหน้าที่ก็พยายามจะหาช่องโดยแยกบิลชื่อคู่สมรสออกแล้วเลือกเอาเฉพาะที่มีเลขที่บ้านเนื่องจากข้าพเจ้าเป็นเจ้าบ้านแล้วตรวจสอบก็พบว่าบิลใบเสร็จนั้นระบุเป็นปี 2555 ซึ่งจะใช้ยื่นแสดงการเสียภาษีของปี 2554 ไม่ได้ จะต้องเก็บไว้ยื่นการแสดงการเสียภาษีของปี 2555 ก็คือปีหน้า เมื่อเป็นเช่นนี้ก็รู้สึกว่าจบกัน จึงบอกกับเจ้าหน้าที่ไปว่า พอถึงปีหน้าปลวกก็กินบิลใบเสร็จนี้หมดแล้วหรือไม่ก็ไม่รู้ไปเก็บไว้ที่ไหน หรือไม่นโยบายของรัฐบาลเปลี่ยนไปอีก แล้วนโยบายนี้ก็คงเป็นหมัน

ในที่สุดแล้วภาษีที่จ่ายให้กับรัฐปี 2554 จำนวนเกือบ 2 หมื่นบาทนั้นได้คืนเพียง 4 ร้อยบาท ก็คงไม่เป็นอะไร นึกเสียว่าเป็นการทำบุญให้กับรัฐ ก็ได้แต่หวังว่าผู้ที่มีอำนาจเอาเงินทำบุญด้วยการเสียภาษีนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ก็จะเป็นกำลังใจการเสียภาษีในปีต่อไป

แต่ถ้าผู้มีอำนาจนำเงินทำบุญด้วยการเสียภาษีของข้าพเจ้านี้ไปใช้เพื่อประโยชน์ด้วยเอง ก็เท่ากับผิดศีลข้อลักทรัพย์ ก็นึกดูว่าตามหลักศาสนาจะมีโทษอย่างไร แม้นว่าโทษทางกฎหมายจะตามเอาผิดไม่ได้ก็ตาม ก็ได้แต่แช่งในใจว่า "ก็ขอให้คนที่โกงภาษีของข้าพเจ้าไม่มีความเจริญทั้งในชาตินี้และชาติหน้า เพราะนี้คือเงินที่ข้าพเจ้าหามาด้วยน้ำพักน้ำแรง กว่าจะได้มาแต่ละบาทบางครั้งต้องเคลือบด้วยเลือดและน้ำตา"

อีกประการหนึ่งก็คือกรณีที่มีคู่สมรสที่เสียภาษีเงินได้และมีบุตร เมื่อจะยื่นก็ต้องคำนวนว่ารวมหรือแยกยืนแบนไหนจะได้คืนมากกว่ากัน อย่างกรณีของข้าพเจ้านี้คู่สมรสมีเงินได้และแยกยื่นหรือให้ทางบริษัทดำเนินการ ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ได้คืนเพียง 4 ร้อยบาท

ก็ได้แต่นึกในใจว่า นโยบายที่นักการเมืองพูดเพื่อหาเสียงนั้นง่ายแต่เวลาปฏิบัติจริงไม่ได้เป็นไปตามนั้น และที่บอกว่าจะชดเชยความเสียหายจากน้ำท่วมตามสภาพความเป็นจริงแต่ไม่เกิด 3 หมื่นบาทนั้น เวลากำหนดให้ยื่นก็เร่งและกำหนดเวลา แต่พอยื่นไปแล้วนี้ก็ผ่านมาเดือนกว่าก็ยังไม่ความคืบหน้าอะไรก็คงหายไปกับสายลมอีก

Chinese Smartphones Gaining Popularity

เปิดกล้องแล้วLost in Laosสานสัมพันธ์ไทยลาว

วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

พระยอดกตัญญูทำนาเลี้ยงพ่อแม่สังคมกลับมองไม่ใช่กิจของสงฆ์



แต่ความจริงแล้วนี้แหละคือกิจของสงฆ์เป็นการสอนความกตัญญูด้วยการปฏิบัติ หากพระเข้าใจเรื่องพุทธิเกษตรและเกษตรอินทรีย์แล้วจะยังประโยชน์อีกมาก

พม่าเร่งปรับปรุงเมืองหลวงใหม่"เนปิดอว์"รับเปิดประเทศ

Creative students re-design winter

วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

แหล่อีสานสะท้อนสังคมเณรคำมณี

Samsung Galaxy Note 10.1 Hands On with Pen Demo

เปิดปม - วิกฤติสารเคมีเกษตร



วิกฤตเกษตรกทม.-ปริมณฑลหลังน้ำท่วม

วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

The Buddhist Elationผลงานเอนิเมชั่นเด็กไทยสร้างชื่อที่ญี่ปุ่น



The Buddhist Elation เป็นผลงานเอนิเมชั่นของนายสัญชัย น้อยจันทร์ จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมจากโครงการ Talent development program for international animation contest 2011 ซึ่งเป็นโครงการขยายผลจาก Thailand Animation Contest by Ayudhya Allianz C.P. ที่ได้มีการจัดอบรมการสร้างงานเอนิเมชั่นและส่งผลงานเข้าแข่งขันในงาน Asia Digital Art Awards 2011 ที่จัดขึ้นโดยประเทศญี่ปุ่น

วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

vietnam coffee กาแฟเวียดนาม

"เกษตรอินทรีย์"ทางเลือกทางรอดยั่งยืน


“เมื่อตอนเป็นเด็ก ผมเกิดคำถามกับตัวเองมาตลอดเวลาว่าทำไมผมถึงจน บ้านผมทำไร่ทำนากันทั้งครอบครัวเราทำงานหนักกันทั้งครอบครัว แต่ทำไมครอบครัวเราถึงหนีความจนไม่พ้น”

ดร.ชมชวน บุญระหงส์ ผู้อำนวยการสถาบันชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืน สะท้อนความรู้สึกบางส่วนเกี่ยวกับการประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่ตนเอง และครอบครัวยึดเป็นอาชีพหลักมาตลอดทั้งชีวิตในการเสวนาหัวข้อ “พลังใหม่ พลังเกษตรอินทรีย์” ในงานประชุมวิชาการด้านเกษตรอินทรีย์สู่สังคม ครั้งที่1 ที่ห้องประชุมสารนิเทศ หอประชุมใหญ่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งจัดขึ้นโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และเครือข่ายตลาดนัดสีเขียว

การจัดงานในครั้งนี้ยังมีวิทยากรภาคเอกชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเสวนาแลกเปลี่ยนเพื่อร่วมกันหาทางออกให้กับทางเลือก และทางรอดของเกษตรไทยในยุคใหม่ อย่างไรก็ตามมีเกษตรกรจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบในการประกอบอาชีพไม่ต่างจากครอบครัวของ ดร.ชวนชม เนื่องเพราะการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจโลกทำให้ความต้องการในการบริโภคเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว จึงทำให้เกิดการเร่งการผลิตพืชผลทางเกษตร ทำให้เกษตรกรต้องพึ่งพาสารเคมี ทั้งยากำจัดศัตรูพืช ปุ๋ยเคมี และฮอร์โมนต่าง ๆ จึงทำให้เกษตรและผู้บริโภคต้องพบเจอกับความเสี่ยงจากสารเคมีต่างๆ เหล่านี้

ทั้งนี้จากรายงานวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์เรื่องของการบริโภคกับความเสี่ยงพบว่า คนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งมากที่สุด โดย 70เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่เสียชีวิตนั้นสาเหตุมาจากมลพิษจากอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมี นอกจากนี้แล้วยังมีอีกหลายโรคที่เป็นสาเหตุหลักในการเสียชีวิตของคนไทย อาทิ โรคหัวใจ โรคความดันและโรคเบาหวาน ก็เกิดมาจากการบริโภคอาหารที่ไม่ปลอดภัยแทบทั้งสิ้น

“สมัยก่อนแถวบ้านผมเรียนการปลูกพืชผักพวกต้นหอม ถั่ว หัวกะหล่ำว่า ผักไร้ญาติ เพราะผักพวกนี้จะต้องเติบโตได้ด้วยสารเคมี พอญาติเสียชีวิตเขาชวนให้ไปงานศพก็ไปไม่ได้เพราะต้องฉีดยาฆ่าแมลงให้กับผัก ญาติก็โกรธไม่มีใครคบ เขาก็เลยเรียกว่าผักไร้ญาติ เรื่องเล่าอันนี้อาจจะเป็นเรื่องที่ตลกสำหรับคนที่ได้ฟังครั้งแรกแต่สำหรับเกษตรที่เขาประกอบอาชีพนี้เขาต้องพบเจอเรื่องราวเหล่านี้จริงๆ อย่างเช่นครอบครัวผมพ่อผมก็ต้องตายไปก็เพราะได้รับผลกระทบจากสารเคมีที่แกใช้ตอนปลูกผัก” ผู้อำนวยการสถาบันชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืนบอกเล่าให้ผู้เข้าร่วมงานเสวนาฟัง

ดร.ชวนชม ยังบอกเล่าเพิ่มเติมอีกว่า ภายหลังจากที่ครอบครัวได้รับผลกระทบในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่ต้องเสี่ยงกับการใช้สารเคมี เขาได้พยายามหาช่องทางใหม่ๆ ซึ่งน่าจะเป็นทางเลือกทางรอดให้กับเกษตรไทย ในยามที่ยุคของสารเคมีเฟื่องฟูเช่นนี้ จนมาพบกับแนวทางของเกษตรอินทรีย์ที่ไม่ต้องพึ่งพิงสารเคมี และเป็นมิตรกับทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค “ผมและแกนนำชาวบ้านหลายคนได้เปลี่ยนมาปลูกผักด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ไม่ต้องพึ่งพิงสารเคมี ปุ๋ยเราก็ทำกันเอง ที่ดินก็ที่ดินของเรา เมล็ดพันธุ์เราก็ไม่ต้องไปซื้อจากนายทุน พวกเราลองทำกันแบบลองผิดลองถูกจนปัจจุบันนี้หลายครอบครัวอยู่กันได้พึ่งพิงตนเองได้ หลายคนมีเงินซื้อที่ดินเพิ่มมีเงินซื้อรถด้วย ผมไม่ได้เอาเงินมาล่อแต่สิ่งที่มันได้รับมันเห็นกันได้ขนาดนี้เราจึงจำเป็นที่จะต้องมีการขยายเครือข่ายในการทำงานด้านนี้ออกไปให้มากๆ” ผู้อำนวยการสถาบันชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืนกล่าว

นอกจากการสร้างเครือข่ายของเกษตรกรที่จะวางมือจากสารเคมีเพื่อหันกลับมาสู่รูปแบบการผลิตของเกษตรอินทรีย์อย่างที่ดร.ชวนชมได้กล่าวทิ้งท้ายในการเสวนาไว้นั้น ทุน หรือตลาด ก็กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การผลิตรูปแบบนี้อยู่รอดในกระแสโลกาภิวัฒน์ได้ด้วย

วัลลภ พิชญ์พงศา เลขานุการสมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ไทย ได้เป็นตัวแทนขององค์กรเล็กๆ ที่ขยายตลาดเกษตรอินทรีย์ของเกษตรกรไทยให้ยิ่งใหญ่ในต่างแดนร่วมแสดงทรรรศนะไว้ในการเสวนาครั้งนี้อย่างน่าสนใจว่า “แรกเริ่มเดิมทีนั้น บริษัทของผมทำโรงสีข้าวธรรมดา เราก็ไปทำการรับข้าวจากชาวนามาสี ก็รับมาสีไป แบบไม่ได้มีการพูดคุยอะไรกันมาก ต่อมาที่บริษัทได้เกิดความคิดในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงในการทำธุรกิจนี้คือเราได้เปลี่ยนมาทำการส่งออกข้าวอินทรีย์ให้กับประเทศยุโรป ผมเห็นได้ชัดเจนเลยว่าการทำธุรกิจแบบเดิมนั้นขาดความสัมพันธ์กันกับชาวนา แต่การทำการเกษตรอินทรีย์นั้นเราได้ลงไปพูดคุยกับชาวนา และชาวนาเองก็มีสิทธิ์และมีส่วนที่จะเข้ามาร่วมกับกระบวนการผลิตกับเราเกือบทุกขั้นตอนทั้งการส่งข้าว การสีข้าว การเก็บข้าว” เลขานุการสมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ไทยกล่าววัลลภยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่าการทำธุรกิจในลักษณะนี้นั้นจะเป็นการสร้างความเป็นธรรมให้เกิดในระบบตลาด เพราะไม่มีการเจรจาต่อรอง ไม่มีใครมีอำนาจเหนือใคร และระบบธุรกิจอินทรีย์นั้นจะทำให้เกิดการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกัน เพราะที่ผ่านมาเกษตรกรนั้นมักจะถูกเอาเปรียบและถูกแนะนำให้ทำการเกษตรในรูปแบบที่เป็นอันตรายกับตัวเองจากตัวแทนของบริษัทขายปุ๋ย และยาฆ่าหญ้า หากแต่การเกษตรอินทรีย์นั้นจะทำลายระบบเดิมๆ และทำให้เกษตรสามารถพึ่งพิงตนเองได้

ขณะที่ รสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานครที่เข้าร่วมในการเสวนาในครั้งนี้ด้วยเช่นกันกล่าวถึงประโยชน์ของการทำการเกษตรอินทรีย์ว่า “เกษตรอินทรีย์ มันจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงจากระบบเดิมที่เราใช้ระบบกู้กิน กู้ใช้ มันจะกลายเป็นการอยู่ดี กินดี ความเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราต้องแสวงหา ตามความศรัทธาของท่านมหาตมะคานธีกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า กิจกรรมที่มนุษย์ควรทำคือการทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับชีวิตต้องเกี่ยวกับปัจจัยสี่นั้นจะต้องนำไปสู่การขัดเกลาชีวิตของเราเองให้ได้ เรื่องอาหารเป็นเรื่องทีเกี่ยวข้องกับเรื่องของจิตใจ ข้อยึดถือของการเกษตรอินทรีย์จึงมีอย่างชัดเจนว่า การเกษตรของเรานั้นจะต้องไม่ไถพรวนดิน ไม่กำจัดวัชพืช ไม่ฉีดยาค่าแมลงและต้องไม่ใส่ปุ๋ย ซึ่งแนวคิดนี้นั้นผลประโยชน์ก็จะเกิดขึ้นอยู่กับผู้ทำแทบทั้งสิ้นเพราะไม่ต้องมาเสี่ยงกับการได้รับผลกระทบจาการใช้สารพิษและสารเคมีต่างๆ ” สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานครกล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจ

อาจกล่าวได้ว่าในวันนี้ เริ่มมีเกษตรกลุ่มเล็กๆ ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้กับระบอบใหญ่ การต่อสู้ของเกษตรกรที่ทำเรื่องเกษตรอินทรีย์ในครั้งนี้นั้นอาจจะเป็นบุคคลกลุ่มเล็กแค่สิบหรือยี่สิบคน หากแต่กลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ นี้อาจจะกลายเป็นทางเลือกทางรอดในยามที่โลกเกิดวิกฤตขึ้นในวันข้างหน้า ก็ได้เหลือแค่รอเวลาให้โลกเป็นผู้จัดสรรและพิสูจน์เท่านั้นเอง !!!

.........
(หมายเหตุ : ที่มา เขียนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) http://www.isranews.org/)

ลาวแง้วชาติพันธุ์ฝั่งแม่มหาเนชั่น





วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

แฟนพันธุ์แท้สตีฟ จ๊อบส์ Steve Jobs





บลูมเบิร์กคาดไทยเผชิญเศรษฐกิจถดถอยหลังน้ำท่วม

นักโฆษณาให้ความสำคัญกับสื่อใหม่มากขึ้น

อ.ยิ่งศักดิ์เปิดตัวภรรยาครั้งแรก

วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

พม่าในมุมมองของ "อองซานซูจี"

ข้อมูลท่องเที่ยวเมืองดาลัด เวียดนาม DALAT travel information vietnam

อนาคตของกระจูดทะเลน้อยพัทลุง

Learn Khmer - In the Market

ไทยขานรับเซ็นเซอร์ทวิตเตอร์เป็นประเทศแรก

วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

แฟนบอลอียิปต์ปะทะเดือดตาย74เจ็บนับพัน



หลังจากทีมมาสรี ซึ่งเป็นทีมเจ้าบ้านเอาชนะทีมเยือน อัล อาห์ลี จากไคโร ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมที่ได้รับความนิยมสูงสุดของอียิปต์ ด้วยสกอร์ 3-1 แฟนบอลเลือดร้อน พากันกรูลงไปในสนามแข่งขันที่พอร์ต ซาอิด เมืองท่าติดชายทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมื่อวันพุธที่ผ่านมา เกิดการปะทะกันมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 74 คน และบาดเจ็บราว 1,000 พันคน

"ชัชชาติ" เข้ากราบ"เจ้าคณะกทม." ร่วมมือแนวถวายการอุปถัมภ์กิจการพระพุทธศาสนา

วันอังคารที่ 28 มิถุนายน 2565   เพจพระอาจารย์ พระธรรมวชิรมุนี วิ. โอวาทธรรมและศาสนกิจ ได้โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน เวลา 22:04 น.  ...