แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พรรคไทยสร้างไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พรรคไทยสร้างไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2565

"ไทยสร้างไทย" ชูนโยบายแก้เพิ่มสร้าง ปลดล็อกเศรษฐกิจประเทศ

วันที่ 10 ตุลาคม 2565   ที่ห้องบอลรูม 1 โรงแรม ไฮแอท รีเจนซี่ บางกอก สุขุมวิท พรรคไทยสร้างไทยจัด “ถึงเวลา…ปลดล็อกเศรษฐกิจ”  เปิดนโยบายเศรษฐกิจพรรคไทยสร้างไทย  ภายในงาน ดร.โภคิน พลกุล ประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศพรรคไทยสร้างไทย ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันอำนาจนิยม ที่ไม่รับฟังเสียงประชาชน กติกาที่เป็นไปเพื่อคนใดคนหนึ่ง โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ  เราจึงต้องสร้างรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน รวมถึงการปลดล็อคระบบรัฐราชการ ที่เป็นอุปสรรคในการทำมาหากิน และพรรคไทยสร้างไทยจึงมีเป้าหมายในการสร้างนโยบายให้พี่น้องประชาชนอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี ตั้งแต่เกิดจนแก่ ดังนั้นเราต้องปลดปล่อยประชาชน Liberate และเพิ่มพลังให้กับประชาชน Empower พรรคไทยสร้างไทยจึงมีนโยบายบำนาญประชาชน 3,000 บาท เรียนฟรีจนจบปริญญาตรี หรือกองทุนคนตัวเล็ก เพื่อให้พี่น้องมีพลังและลุกขึ้นมาทำมาหากินได้อย่างเข้มแข็ง

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี รองหัวหน้าพรรคและประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจพรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยประสบปัญหา หลายประการตัวเลขทางเศรษฐกิจที่เป็นเครื่องยนต์หลักสำคัญในการขับเคลื่อนทั้ง 4 ตัว คือ การส่งออก การท่องเที่ยว การลงทุน และ การบริโภคภายในติดลบทุกตัว พรรคไทยสร้างไทยจึงเสนอแพคเกจนโยบาย แก้เพิ่ม สร้าง คือ การแก้หนี้ เพิ่มเงินในกระเป๋า และ สร้างเศรษฐกิจโลกใหม่ เพื่อเป็นเครื่องมือใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ 


นายสุพันธุ์ชี้ว่า ปัญหาหลักของประเทศตอนนี้ที่ต้องเร่งแก้คือปัญหาหนี้ โดยพรรคไทยสร้างไทยมีนโยบายสำคัญคือการแก้หนี้ โดยเปิดตัว 3 กองทุน คือ 1.กองทุนฟื้นฟูหนี้เสีย “ปลดล็อกเครดิตบูโรให้ประชาชน” นายสุพันธุ์ชี้ว่า หนี้เสียที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 เมื่อช่วงต้นปีมีประมาณ 100,000 ล้านบาท แต่วันนี้เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 500,000 ล้านบาท จึงต้องเร่งปลดล็อกเครดิตบูโร แก้ปัญหาดอกเบี้ย และ กู้อิสรภาพในการกู้เงิน 2. กองทุน SMEs เพื่อช่วยเหลือในการทำธุรกิจ ทั้งภาคท่องเที่ยว และ วิสาหกิจชุมชน และ 3. กองทุนเครดิตประชาชนเพื่อจะแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ให้ประชาชนสามารถผ่อนชำระได้โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ดอกเบี้ยต่ำ และ ผ่อนชำระรายวันได้


ต่อมาจะเป็นการเพิ่มเงินในกระเป๋า โดยนายสุพันธุ์ ระบุว่าจะเน้นสิ่งที่ประเทศไทยมีจุดแข็ง พัฒนาต่อได้ ด้านแรกคือ ด้านการเกษตร และ อาหาร ที่จะต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการผลิต ระบบชลประทานที่จะต้องแก้ไข หาวัตถุดิบราคาถูก เช่น ปุ๋ย เมล็ดพันธ์ และมีการจับคู่เกษตรกรกับผู้รับซื้อผลผลิต การแบ่งโซนนิ่ง ต่อมาคือด้านสุขภาพและวิถีชีวิต ที่จะสนับสนุนให้ไทยเป็น Medical Hub ในทุกมิติ ทั้งแพทย์แผนปัจจุบัน และ แพทย์ทางเลือก การผลิตเวชภัณฑ์ เครื่องสำอาง สมุนไพรไทย และ การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ให้มีความเป็น Universal Design มากขึ้น และสุดท้าย คือด้านการท่องเที่ยว ที่รัฐจะผลักดันการใช้งานแพลตฟอร์มของไทย เช่น Thai Guide หรือ ไทยเท่ ให้นักท่องเที่ยวจองที่พัก ร้านอาหาร การเดินทางได้ในราคาถูกกว่า ไม่ต้องพึ่งพาแอปของต่างชาติ รัฐโปรโมทให้ไม่ต้องเสียค่าโฆษณากับแอปพลิเคชั่นต่างชาติ 


ส่วนสุดท้ายคือการสร้างเศรษฐกิจโลกใหม่ หรือ New World Economy คือการแก้ปัญหาของใหม่ๆ ของโลกในปัจจุบันด้วยวิธีการใหม่ เช่นปัญหาความมั่นคงทางอาหารที่ไทยต้องพลิกวิกฤตเป็นโอกาสโดยการส่งเสิรมอาหาร 5 ด้าน ได้แก่อาหารเเสริมสุขภาพ อาหารทางการแพทย์ อาหารอินทรีย์ อาหารทางนวัตกรรม และอาหารสำหรับตลาดเฉพาะให้มากขึ้น นอกจากนั้น ต้องสนับสนุนอุตสาหกรรมไทยให้สิทธิประโยชน์ใน BOI ลดหย่อนภาษีนักธุรกิจในประเทศ เพื่อที่จะแข่งขันกับทุนต่างชาติได้  และต้อง ปรับตัวชี้วัดและกฎเกณฑ์ต่างๆ ต้องมีการดู GDP ของ SMEs แยกออกมาอีกตัวหนึ่ง มีการดูหนี้ในระบบมาเป็นตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญเพิ่มขึ้นไปกว่าแค่ดู GDP ทั้งประเทศ 

นายสุพันธุ์ ทิ้งท้ายว่า สิ่งสำคัญทั้งในการค้าและการเมืองคือความเชื่อมั่น และวันนี้ตนเชื่อมั่นในพรรคไทยสร้างไทย และ หวังว่าประชาชนคนตัวเล็กทั้งประเทศจะเชื่อมั่นพรรคไทยสร้างไทยต่อไปด้วย


วันเสาร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2565

"สุพันธุ์" อัดรัฐนโยบายพักหนี้ แต่ไม่พักดอก เท่ากับซ้ำเติมประชาชน"เจ็บ จน เจ๊ง"

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2565  นายสุพันธุ์ มงคลสุธี อดีตประธานกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในฐานะรองหัวหน้าพรรคและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคไทยสร้างไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ภูเก็ตที่ผมเห็นวันนี้มันไม่ต่างอะไรกับเมืองร้าง!


แม้รัฐบาลจะเปิดประเทศ นักท่องเที่ยวเริ่มกลับมาบางส่วน แต่ผู้ประกอบการหลายรายยังไม่สามารถกลับมาเปิดกิจการได้ เพราะเจ็บหนักจากโควิด แม้จะมีนโยบายพักหนี้ แต่ไม่พักดอกเบี้ย ดอกเบี้ยที่วิ่งทุกวัน ประกอบกับหนี้เสียที่เกิดขึ้นตอนปิดประเทศ ซ้ำเติมประชาชนให้ "เจ็บ จน เจ๊ง"


โดยเฉพาะโรงแรมเล็ก ยิ่งเจ็บหนัก เพราะมี พ.ร.บ.โรงแรม ที่ร่างขึ้นมาตั้งแต่ปี 2547 ควบคุมเงื่อนไขการเปิดโรงแรมที่เหมาะสำหรับโรงแรมขนาดใหญ่ แต่โรงแรมขนาดเล็กที่มีห้องหลักสิบ ไม่สามารถทำได้ เช่น พื้นที่ว่าง 30% หรือทางเดินและบันไดในอาคารต้องกว้าง 1.2 เมตรขึ้นไปเป็นต้น โรงแรมเล็กไม่สามารถทำได้แน่นอน นอกจากทุบตึกสร้างใหม่ เพราะพวกเขาปรับปรุงอาคารพาณิชย์มาเป็นที่พักให้เช่าก่อนที่จะมีกฎหมายฉบับนี้ แถมช่วงเวลาผ่อนปรนที่รัฐบาลให้ผู้ประกอบการเหล่านี้ไปปรับปรุงให้ได้มาตรฐานตามกฎหมายก็ต้องเจอกับโควิดและล็อกดาวน์ ขาดรายได้ เป็นหนี้ ทำให้โรงแรมเล็กตอนนี้ทยอยกันปิดตัว ถูกธนาคารยึด และขายทอดตลาด เฉพาะป่าตองอย่างเดียว ปิดตัวไปเกือบ 200 แห่ง มูลค่าความเสียหายกว่า 68,000 ล้านบาท


เมื่อโรงแรมเล็กหายไป แล้วเกิดอะไรขึ้น? ระบบนิเวศทางเศรษฐกิจในชุมชนก็พังไปด้วย โรงแรมขนาดเล็กเหล่านี้ มีแค่ที่พัก หรือขายอาหารด้วยนิดหน่อย แต่นักท่องเที่ยวเมื่อมาพักแล้วก็จะมากินมาเที่ยว มาใช้จ่ายในชุมชน ต่างจากโรงแรมขนาดใหญ่ที่มีทุกอย่างให้บริการในตัว จากที่โรงแรมเหล่านี้เคยเป็นหูเป็นตา ตามตรอกซอกซอยในภูเก็ต ก็กลับปิดไฟมืดทำให้ตรอกซอยที่เคยสว่างก็ดูน่ากลัวสำหรับผู้มาเยือน แถมเมื่อปิดกิจการก็ต้องเลิกจ้างพนักงาน เลิกใช้บริการซักรีดหรือรับซื้อผลผลิตจากในชุมชน โรงเรียนบางแห่งแทบไม่เหลือนักเรียน เพราะคนย้ายไปหางานที่อื่นกันหมด


ภาพที่ผมถ่ายมาคือโรงแรมเล็กที่ปิดตัวตามสองข้างทางในป่าตอง จ.ภูเก็ต บางที่ถูกยึดจนธนาคารมาติดป้ายประกาศขายก็แล้ว ทุกวันนี้ยังขายไม่ได้ ป้ายขาดเปื่อยไปก็มี เพราะเศรษฐกิจไม่ดีไงครับ รัฐบาลที่มองแต่จีดีพี แล้วเอากฎหมายมาปิดขวางการทำมาหากินของประชาชนคนตัวเล็ก มันจะทำให้เศรษฐกิจไทยค่อยๆ ตายไปเรื่อยๆ จากฐานราก เหมือนต้นไม้ที่รากเน่าไม่มีผิด ถ้าผู้บริหารประเทศยังนั่งกันอยู่ในห้องแอร์ ไม่ลงมาดูปัญหาของคนรากหญ้าจริงๆ พวกคุณก็จะเกาไม่ถูกที่คัน ตัดเสื้อผิดไซส์ คนตัวเล็กก็ตายไป คนตัวใหญ่ก็อ้วนขึ้น


วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2565

"ไทยสร้างไทย" พบผู้ก่อตั้งธนาคารคนจน เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2565 ดร. สุวดี พันธุ์พานิช  ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขต 1 พรรคไทยสร้างไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวความว่า ต้อนรับ ศาสตราจารย์มูฮัมหมัด ยูนูส Muhammad Yunus ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ และผู้ก่อตั้งธนาคารกรามีน ธนาคาร ซึ่งให้ความสำคัญกับการสร้างสังคมและเศรษฐกิจจากเบื้องล่าง จากแนวคิดไมโครเครดิต หรือ การให้กู้โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ไม่มีดอกเบี้ย และไม่กำหนดระยะเวลาใช้คืน ขจัดความเชื่อที่ว่า คนจนหนีหนี้ ไม่มีเงินจ่าย โดยพบว่าเมื่อพวกเขามีความพร้อมชำระ ทุกคนมีความรับผิดชอบ โครงการนี้ทำให้ ศ.ยูนูส ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ซึ่งแนวคิดนี้ตรงกับแนวคิดของ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ Sudarat Keyuraphan พรรคไทยสร้างไทยในการเสนอนโยบายกองทุนเครดิตประชาชน เพื่อให้คนไทยมีสิทธิกู้ได้โดยไม่ต้องค้ำประกัน เพื่อช่วยให้คนไทยมีโอกาสลืมตาอ้าปาก

 

จากแนวคิดในการพัฒนาธนาคารกรามีนนั้น ศาสตราจารย์ยูนูส ยังพัฒนาและสนับสนุนระบบสาธารณสุขในประเทศบังกลาเทศ โดยให้ครอบครัวร่วมจ่ายเดือนละ 4 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ  หรือประมาณ 150 บาท เพื่อดูแลสุขภาพทุกคนในครอบครัว  นำหมอไปรักษาใกล้บ้าน และผลิตหมอใกล้ชุมชน รวมถึงจะร่วมกับเครือ รพ.ธนบุรีในการพัฒนาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการรักษาของประชาชน รวมไปถึงการสร้างประโยชน์ให้กับสังคมส่วนรวม โดยให้ภาคประชาชน หรือภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคม (Social Business) 

 

ถือเป็นโอกาสดีที่ ได้มารับฟังและแลกเปลี่ยนความคิด เพื่อนำมาพัฒนานโยบาย ให้สอดคล้องกับประเทศไทยและเป็นประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องทุกคนค่ะ

#สุขภาพดีมีนิคดูแล

#พรรคไทยสร้างไทย


วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2565

‘ไทยสร้างไทย’ คุยผู้ประกอบการ บี้รัฐแขวนกฎหมายที่ไม่จำเป็น แก้ปัญหาหนี้เสียช่วงโควิด


‘ไทยสร้างไทย’ คุยผู้ประกอบการ บี้รัฐแก้ปัญหาหนี้เสียช่วงโควิด ย้ำปัญหาตอนนี้คือดอกเบี้ยที่วิ่งทุกวัน ราคาต้นทุนสินค้าแพง แต่เข้าถึงแหล่งทุนไม่ได้ แนะแขวนกฎหมายที่ไม่จำเป็นให้คนตัวเล็กลุกเดินได้ 



วันศุกร์ที่ 2 กันยายน 2565 ทีมเศรษฐกิจพรรคไทยสร้างไทย นำโดยนายสุพันธุ์ มงคลสุธี จัดงานเสวนาเรื่อง ‘ปลดล็อกเครดิตบูโร ด้วยกองทุนฟื้นฟูหนี้เสีย’  ที่ร้านบาร์ขุนพรหม บริเวณแยกบางขุนพรหม ตรงข้ามธนาคารแห่งประเทศไทย โดยภายในงาน เป็นการเสวนาร่วมกันระหว่างทีมเศรษฐกิจพรรคไทยสร้างไทย และ ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการมาตรการรัฐในช่วงโควิด-19 


นายสุพันธุ์ มงคลสุธี เริ่มด้วยการอธิบายถึงสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันของประเทศไทย ว่า แม้ประเทศไทยจะมี GDP อยู่ประมาณ 16ล้านล้านบาท แต่มีหนี้เกือบ 14ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 90 ของ GDP จำนวนคนเป็นหนี้ในเครดิตบูโรกว่า 32 ล้านคน และ มีจำนวนหนี้เสียกว่า 4 ล้านล้านบาท โดยเป็นหนีเสียที่เกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 กว่า 2ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน


นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ร่วมแลกเปลี่ยนว่า ในช่วงวิกฤตวิด -19 ผู้ประกอบการร้านอาหารจำนวนมาก ต้องนำสินทรัพย์ ไปจำนำหรือจำนอง เมื่อไม่สามารถประกอบธุรกิจได้ก็ไม่สามารถใช้หนี้ได้ ทำให้ทรัพย์สินที่นำไปค้ำประกัน ถูกยึด และ มีชื่อติดอยู่ในระบบเครดิตบูโร และเมื่อเปิดประเทศแล้ว มีแนวโน้มที่จพกลับมาทำธุรกิจได้แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถกลับมาทำได้ เพราะไม่สามารถไปกู้เงินจากสถาบันการเงินใดๆได้ เนื่องจากยังมีชื่ออยู่ในเครดิตบูโรอยู่ สรเทพขยายความต่อว่า  มูลค่าทางการตลาดของผู้ประกอบการร้านอาหารมีกว่า 2 แสนล้านบาท แต่เมื่อเกิดวิกฤตโควิดระลอกที่ 4 กลับเหลือเพียง 100,000 ล้านบาท หรือหายไปเกือบ 50% และหากไปดูตัวเลขในกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะเห็นได้เลยว่า ผู้ประกอบการกลับมาเปิดกิจการ ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของที่หายไปในช่วงวิด-19


นายธนพันธ์ วงศ์ชินศรี ผู้ก่อตั้ง Penguin Eat Shabu  สะท้อนว่า แม้ตนยังไม่ติดบูโร แต่ได้ปิดสาขา ของร้านไป 4 สาขา จาก ทั้งหมด 10 สาขา  การประกอบธุรกิจ ของผู้ประกอบการรายย่อยตอนนี้ประสบปัญหาอย่างมากกับธนาคาร เพราะต้องหาวิธีทำอย่างไรก็ได้ ให้ตัวเองไม่ติดเครดิตบูโร เพราะหากผิดนัดชำระหนี้แค่เพียง 3 เดือน แต่ปัญหาที่ตามมาคือจะไม่สามารถกู้อะไรได้อีกเลย เป็นระยะเวลาสามปี สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ผู้ประกอบการหลายคนเลือกที่จะหาทางจ่ายหนี้ธนาคารให้ตรงตามเวลา โดยการขอติดหนี้ซัพพลายเยอร์แทน ทำให้เกิดปัญหาหนี้ซ้ำซ้อน  และ ธนาคารหลายธนาคาร เลือกที่จะแก้ปัญหาด้วยการยึดทรัพย์สิน เอาทรัพย์สินที่ค้ำประกันไว้ เข้ากรมบังคับคดีทันที โดยไม่ได้ได้มีการบอกกล่าวล่วงหน้า ถ้าหากปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข จะทำให้คนเข้าสู่การกู้เงินนอกระบบ และปัญหาจะรุนแรงยิ่งขึ้น 


นรี สุเนต์ตา ประธานชมรมธุรกิจโฮสเทลแห่งประเทศไทย กล่าวว่าช่วงวิกฤตที่ผ่านมาเป็นเวลา 2 ปีครึ่ง ธุรกิจโฮสเทลและโรงแรมขนาดเล็ก กว่าครึ่ง ถ้าไม่โดนยึด ก็ปิดกิจการถาวร ถ้าผู้ประกอบรายใดที่เช่าที่ก็จะปิดกิจการและข้าวของอุปกรณ์ทุกอย่างให้เจ้าของตึกยึดไปเลย ถ้าเป็นเจ้าของตึกเองที่ไปกู้ธนาคารแล้วเอาอาคารของตนไปค้ำประกันก็จะโดนยึดทรัพย์ ขายทอดตลาด  นรี ให้ข้อมูลว่า ที่จังหวัดภูเก็ต จังหวัดเดียว โรงแรมเล็กกว่า 200 แห่ง ถูกยึดเตรียมขายทอดตลาด  คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท ในส่วนมาตรการของรัฐที่ออกมานั้น ไม่ตอบสนองต่อโณงแรมเล่ก เพราะ โรงแรมขนาดเล็กจำนวนมากไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงมาตรการซอฟท์โลนต่างๆ ที่รัฐออกมาได้ 

 

นายนพดล มังกรชัย ประธานคณะกรรมการวิชาการ พรรคไทยสร้างไทย อธิบายว่า รากของปัญหาคือ กฎระเบียบ ขนบธรรมเนียม ที่กดขี่คนตัวเล็กทำให้ไม่สามารถเข้าถึงเงินกู้ได้ แม้จะมีการปล่อยซอฟท์โลนออกมา แต่ยังใช้วิธีคิด และ กฎระเบียบแบบเดิมทำให้คนไม่สามารถเข้าถึงเงินกู้ได้ จะสังเกตได้จาก วงเงินซอฟท์โลนของรัฐที่ตั้งไว้รอบล่าสุดยังคงเหลืออยู่กว่า 300,000 ล้านบาทที่ยังไม่ได้ถูกปล่อยออกไป เพราะกฎเกณฑ์ในการกู้ยังเป็นกฎเกณฑ์แบบดั้งเดิมอยู่ คนที่กู้ได้คือคนที่ยังไม่มีหนี้เสีย แต่คนที่มีหนี้เสียที่เกิดขึ้นในช่วง โควิด-19 กลับไม่สามารถเข้าถึงได้เลย 


นายสุพันธุ์ ระบุว่า หากพรรคไทยสร้างไทย ได้เป็นรัฐบาล จะเริ่มต้นจากการใช้เงินประมาณไม่เกิน 10,000ล้านบาท เพื่อล้างดอกเบี้ยหนี้เสียที่อยู่ในระบบ เพื่อปรับจากหนี้เสียมาเป็นหนี้ปรกติ ให้ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ต่อได้ปรกติ หรือจะย้าย ถ่ายโอนหนี้ หรือ กู้เงินก้อนใหม่ได้ เพื่อเสริมสภาพคล่อง จากนั้นจะมีการพักชำระหนี้ทั้งต้นทั้งดอก คาดว่าจะมีคนประมาณ 40% ลุกขึ้นทำธุรกิจต่อเองได้ และ ถ้าหากไม่ได้ พรรคไทยสร้างไทยจะตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อปล่อยกู้ให้กับคนตัวเล้กเหล่านี้ได้มีสภาพคล่องทางการเงินมากขึ้น โดยให้ธนาคารของรัฐเป็นผู้ปล่อยกู้ และให้ บสย. ค้ำประกันให้ ในส่วนของธุรกิจโรงแรมนั้น ทางพรรคไทยสร้างไทยเห็นว่า กฎหมายและข้อบังคับหลายอย่าง จะต้องถูกเอามาแขวนไว้ก่อน เพื่อให้ผู้ประกอบการตัวเล้กตัวน้อยลุกขึ้นเดินได้ นายสุพันธ์ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่รัฐบาลทำ คือการตัดแขน ตัดขา คนตัวเล็กตัวน้อย แต่สิ่งที่ไทยสร้างไทยจะทำ คือการต่อแขนต่อขาคนตัวเล็ก ให้ลุกขึ้นยืน และ เดินต่อไปได้


วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2565

‘ไทยสร้างไทย’ เอาบ้าง! ชูนโยบายแก้หนี้เสียเครดิตบูโรดันธุรกิจเดินหน้า

วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม 2565  นายสุพันธุ์ มงคลสุธี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคไทยสร้างไทย พร้อมคณะ จัดงาน Lunch Talk พูดคุยพบปะผู้ประกอบการ นักธุรกิจ ภาคเอกชน ภาคอีสาน ในหัวข้อ ปลดล็อกเศรษฐกิจอีสาน สร้าง Tourism Corridor หวังแก้ปัญหาเศรษฐกิจและเสริมสร้างการลงทุนในภาคอีสาน เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2565 ที่โรงแรมเซ็นทาราคอนเวนชันเซ็นเตอร์ จังหวัดอุดรธานี


นายสุพันธุ์ เสนอต่อวงว่า การที่จะปลดล็อกเศรษฐกิจได้นั้น สิ่งแรกที่ต้องดำเนินการคือการทำให้เศรษฐกิจกลับมาขับเคลื่อนได้ ผ่านการลงทุนในทุกมิติ โดยหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้การลงทุนนั้นชะลอตัวลงไปนั้นเป็นเพราะกลุ่มนักลงทุนในประเทศ รวมถึงผู้ประกอบการในประเทศตั้งแต่ขนาดกลางลงมาจนถึงประชาชนคนตัวเล็กขาดสภาพคล่องทางการเงิน ทำให้ไม่สามารถเกิดการลงทุนได้ 


ปัญหาใหญ่ที่ทำให้นักธุรกิจและประชาชนในประเทศขาดสภาพคล่องทางเศรษฐกิจเป็นเพราะปัญหาหนี้เสียที่เกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้การลงทุนไม่สามารถเดินต่อไปได้ เนื่องจากนักธุรกิจและประชาชนไม่สามารถกู้เงินก้อนใหม่ เข้าไม่ถึงเงินกู้ก้อนใหม่เพื่อนำเงินทุนมาเสริมสภาพคล่องทางธุรกิจ โดยลูกหนี้เหล่านี้ล้วนแต่เป็นลูกหนี้ที่ดีมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีมาตลอด แต่กลายมาเป็นหนี้เสีย (NPL) ในช่วงที่รัฐออกมาตรการต่างๆ ที่ทำให้กระทบต่อธุรกิจและการลงทุนของคนเหล่านี้ เช่น มาตรการล็อคดาวน์ 


นายสุพันธุ์ ระบุว่า กลุ่มลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียที่เกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 (รหัส 21) ตั้งแต่เดือนมกราคม 2565 ถึงเดือนมิถุนายน 2565 มีหนี้เสียในระบบเพิ่มขึ้นจาก 2.3 ล้านบัญชีเป็น 4.3 ล้านปัญชี หรือเพิ่มขึ้นกว่า 2 ล้านบัญชี จำนวนคนเพิ่มจาก 1.9 ล้านคนเป็น 2.9 ล้านคน เพิ่มขึ้นกว่าล้านคนคิดเป็นมูลค่าหนี้ 2.6 แสนล้านบาท เป็น 4.8 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 2.2 แสนล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียง 5 เดือน


นายสุพันธุ์ ระบุต่อว่า เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมาพรรคไทยสร้างไทยได้เปิดตัวนโยบาย “กองทุนฟื้นฟูหนี้เสีย” โดยเป็นนโยบายที่จะฟื้นฟูธุรกิจและการใช้ชีวิตของประชาชนในประเทศ โดยแบ่งการดำเนินนโยบายเป็น 2 ระยะ ระยะเร่งด่วนจะอัดฉีดเงินช่วยเหลือดอกเบี้ยให้ลูกหนี้บางส่วน เปลี่ยนสถานะลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียให้มาเป็นหนี้ปกติ โดยหวังว่าจะปรับโครงสร้างหนี้จากลูกหนี้รหัส 21 ให้มาเป็นรหัส 10 เพื่อให้ลูกหนี้สามารถกู้เพิ่มเติมหรือมีสถานะทางการเงินที่ปกติได้ ระยะที่ 2 จะเป็นการดันธุรกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ โดยพักชำระหนี้เป็นเวลา 1 ปี เติมเงินสินเชื่อเสริมสภาพคล่อง ให้มีทุนหมุนเวียนดอกเบี้ยต่ำ นายสุพันธุ์ ย้ำว่า ผู้ประกอบการและประชาชนเหล่านี้ คือผู้ที่แบกรับภาระแทนรัฐมาตลอดในช่วงวิกฤตโควิด ลูกหนี้เหล่านี้ไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ได้ทำธุรกิจไม่เป็น แต่เป็นเพราะมาตรการของรัฐที่ทำให้คนกลุ่มนี้ไม่สามารถทำธุรกิจได้ รัฐจึงต้องช่วยเหลือ เยียวยา และชดเชย ให้กับคนกลุ่มนี้ โดยไม่ใช่เพียงการแจกเงินเหมือนเดิม แต่ต้องช่วยให้เขากลับมาทำธุรกิจได้ 


จากนั้นภายในงานมีการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์กับสภาอุตสาหกรรมและสภาหอการค้า ของจังหวัดอุดรธานีและกลุ่มจังหวัดใกล้เคียง เพื่อหาแนวทางในการพัฒนาการลงทุนและพลิกฟื้นเศรษฐกิจในภาคอีสานตอนบน เช่น การสร้างการท่องเที่ยวผ่านงานเฟสติวัล และอีเว้นท์ต่างๆ เช่น งานเทศกาลภาพยนตร์สยองขวัญ จัดทัวร์ไหว้พระ ทัวร์ด้านความเชื่อ หรือการส่งเสริม Soft power ในด้านอื่นๆ เช่น ด้านอาหาร เนื่องจากเป็นศูนย์รวมของหลายวัฒนธรรมอาหารจีน ไทย และเวียดนาม โดยต้องลงไปดูถึงในระบบปฐมภูมิ เช่น การส่งเสริมเกษตรกร นำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตให้มากขึ้น จัดหาปุ๋ยที่มีราคาถูกและคุณภาพดีให้กับเกษตรกร


อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญ คือ การส่งเสริมให้อุดรและกลุ่มจังหวัดใกล้เคียงพัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อเป็นศูนย์กลางของภาคอีสานตอนบนเพื่อเป็นระเบียงเชื่อมต่อการลงทุน ทั้งจาก จีน ลาว และ เวียดนาม เนื่องจากบริเวณนี้มีศักยภาพในทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ดีในการเป็นศูนย์กลางเพื่อจะกระจายสินค้าในภูมิภาคภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย ได้รับปากผู้มาเข้าร่วมงานว่า จะนำนโยบายและสิ่งที่พูดคุยกันทั้งหมด ในวันนี้ไปพิจารณาเพื่อหาทางทำออกมาเป็นนโยบายต่อไป พร้อมทั้งได้ขอให้ภาคธุรกิจที่เข้ามาร่วมพูดคุยกันในวันนี้ ช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้สามารถบรรลุเป้าหมายนี้ไปพร้อมกันได้ด้วย

 


วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2565

ไทยสร้างไทยจ่อยื่นมาตรการแก้หนี้เสียให้คลังพิจารณา ชูตั้ง “กองทุนฟื้นฟูหนี้เสีย”

ไทยสร้างไทยจ่อยื่นมาตรการแก้หนี้เสียให้คลังพิจารณา หวังช่วยคนตัวเล็ก แนะเร่งปลดล็อคลูกหนี้เครดิตบูโร กว่า 4 ล้านบัญชี หลังได้รับผลกระทบจากคำสั่งล็อคดาวน์ คุมโควิด -19 ทำขาดสภาพคล่อง กลายเป็นหนี้เสีย สอนมวยรัฐ ชูตั้ง “กองทุนฟื้นฟูหนี้เสีย” ก่อนล้มละลาย ลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ   


วันที่ 25 สิงหาคม 2565 พรรคไทยสร้างไทย นำโดย นายสุพันธุ์ มงคลสุธี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคไทยสร้างไทย นายนพดล มังกรชัย ประธานคณะกรรมการวิชาการ พรรคไทยสร้างไทย ร่วมกันแถลงข่าว โดยระบุว่าจากการออกมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อสภาพการทำธุรกิจ และสถานะทางการเงินของกิจการต่างๆเป็นจำนวนมาก จนกลายเป็นหนี้เสีย 


นายสุพันธุ์ ระบุว่าธุรกิจ SMEs รายย่อย (Micro)  รวมไปถึงประชาชนคนตัวเล็ก ที่แม้จะไม่ได้อยู่ในนิยามความหมายของคำว่า SMEs แต่ก็ถือได้ว่าประชาชนเหล่านี้คือกระดูกสันหลังของประเทศ ที่เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และแม้มีคนตัวเล็กที่ประสบกับวิกฤตจากภาวะหนี้เสียอย่างมหาศาลแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นมาตรการใดๆของภาครัฐออกมาช่วยเหลือ ทำให้ลูกหนี้ชั้นดีเหล่านี้ ไม่สามารถรักษาเครดิตไว้ได้ ต้องตกอยู่ในสภาพลูกหนี้ NPLในที่สุด รวมถึงการตั้งคณะทำงานแก้วิกฤตเศรษฐกิจของรัฐบาลขึ้นมายังไม่ได้ทำงาน ก็จะต้องมีการปรับเปลี่ยนอีก 


นายสุพันธุ์ เห็นว่า กลุ่มลูกหนี้ที่ไม่เคยมีประวัติการค้างชำระหนี้เลยในทุกบัญชีกับสถาบันการเงิน  ซึ่งถ้าดูย้อนหลังลงไปนับจากเดือน เม.ย. 2563 เป็นระยะเวลา 24 เดือน หรือ 24 งวด ก่อนหน้านั้น ต้องถือว่าลูกหนี้กลุ่มนี้เป็นลูกหนี้ชั้นดีมาโดยตลอด แต่พอหลังจากเดือน เม.ย. 2563 เป็นต้นมา เริ่มมีประวัติการค้างชำระและกลายเป็น NPL เช่น ธุรกิจร้านอาหาร และโรงแรมขนาดเล็ก ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการต่างๆ ที่รัฐออกมาในช่วงนั้น เช่นมาตรการป้องกันล็อคดาวน์ จนทำให้เกิดปัญหา การขาดสภาพคล่องทางการเงิน และกลายเป็น NPL 


กลุ่มลูกหนี้ Red Code หรือรหัส 21 ในช่วงเดือนมกราคม 2565มีจำนวน 2.3ล้านบัญชี และเพิ่มขึ้นเป็น4.3ล้านบัญชี ในช่วงเดือน มิถุนายน 2565 จากมูลค่าหนี้ในช่วงเดือนมกราคม 2.6แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 4.8แสนล้านบาท เพิ่มจาก 1.9 ล้านคนเป็น2.9ล้านคนภายในระยะเวลาเพียง 5 เดือนเท่านั้น 


ปัญหาหลักๆ ของลูกหนี้ รหัส 21 หรือ ลูกหนี้ค้างชำระเกิน 90 วัน เป็นกลุ่มลูกหนี้ NPLที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไม่ปกติจากโควิด เป็นเรื่องข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งสินเชื่อในระบบสถาบันการเงิน ปัญหาการขาดสภาพคล่องทางการเงิน และไม่สามารถชำระหนี้ และที่สำคัญที่สุดคือปัญหาข้อติดขัดในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในกรณีที่ตกอยู่ในสถานะเป็น Non - Performing Loan (NPL)  และบางรายอาจถึงขั้นที่อยู่ในสภาพหนี้สินล้นพ้นตัว


ดังนั้นหากภาครัฐยังคงนิ่งเฉย ไม่หาแนวทางในการแก้ไขปัญหาหรือออกมาตรการที่เร่งด่วนที่สุด หรือปล่อยให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ รัฐอาจกำลังพาประเทศไปสู่สถานการณ์พังราบ เป็นโดมิโนเอฟเฟคต์  ทำให้ประเทศต้องตกอยู่ในฐานะล้มละลายในที่สุด และจะกลายเป็นระเบิดเวลา NPL ทำให้ธุรกิจต่างๆ ล้มละลาย จึงขอให้รัฐให้ความสำคัญกับลูกหนี้กลุ่มนี้อย่างจริงจัง


ด้านนายนพลดล กล่าวว่าพรรคไทยสร้างไทย จึงเสนอให้จัดตั้ง "กองทุนฟื้นฟูหนี้เสีย" ขึ้นมากองทุนหนึ่ง เพื่อเป็นเครื่องมือในการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs และผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อย ที่มีศักยภาพแต่ต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัวจากผลกระทบของการระบาดของโรค COVID- 19 และต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินที่เกิดจากเงินกู้ยืมกับสถาบันการเงินที่มีอยู่เดิม เพื่อให้สามารถกลับมาประกอบธุรกิจได้ตามปกติในอนาคต  โดยจะนำข้อเสนอนี้ไปยื่นถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้รับไปดำเนินการเพื่อเร่งช่วยเหลือประชาชนคนตัวเล็กต่อไป


สำหรับกองทุนฟื้นฟูหนี้เสีย จะทำการรับซื้อและรับโอนหนี้ รวมทั้งหลักประกัน ที่ค้างชำระอยู่กับสถาบันการเงินมาบริหารที่มูลค่ายุติธรรม ซึ่งอาจกระทำในรูปเป็นรายบัญชีหรือเป็น Portfolio ก็ได้ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการได้โดยสมัครใจ  โดยขอเสนอมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ดังต่อไปนี้


มาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน ระยะที่ 1 (พลิกฟื้น - ตั้งหลัก)


-อัดฉีดเงินช่วยเหลือชำระดอกเบี้ยให้ลูกหนี้บางส่วน เพื่อเปลี่ยนสถานะลูกหนี้ที่เป็น NPL ให้กลับมาอยู่    ในสถานะปกติ (จุดนี้เป็นเหมือน ‘เงินชดเชยความเสียหาย’)

-KPI - ของมาตรการช่วยเหลือนี้ คือ การเปลี่ยนสถานะบัญชีลูกหนี้ในเครดิตบูโร จากรหัสบัญชี 021 ไปเป็น รหัสบัญชี 010 เป็นลูกหนี้ปกติในทันที ทำให้ลูกหนี้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบสถาบันการเงินตามปกติได้


มาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน ระยะที่ 2 (เดินหน้า - ดันธุรกิจ - ช่วยลูกจ้าง)


-พักการชำระหนี้เดิมเป็นเวลา 1 ปี 

-เติมเงินสินเชื่อเสริมสภาพคล่อง ทุนหมุนเวียน ดอกเบี้ยต่ำ 

เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ให้ฟื้นตัวและสามารถกลับมาทำธุรกิจได้อีก โดยเงินกู้ก้อนใหม่นี้จะพุ่งตรงไปที่ 2 จุด คือ 

-บัญชีธุรกิจ :  เพื่อใช้จับจ่ายใช้สอย ซื้อข้าวของที่จำเป็นในธุรกิจ

-บัญชีเงินเดือนของลูกจ้าง : เพื่อช่วยลดภาระเจ้าของธุรกิจในฐานะนายจ้าง ในเรื่องการจ่ายเงินเดือนพนักงาน และเป็นการช่วยลูกจ้างให้มีงานทำด้วย โดยการเบิกจ่ายเงินสินเชื่อจะดูจากหลักฐานการจ่ายเงินเดือนในระบบประกันสังคม


-ปรับเปลี่ยนตารางการชำระหนี้ใหม่ 


ให้มีการผ่อนปรนการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยโดยยืดระยะเวลาชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 3 ปี ตารางใหม่จะเน้นการผ่อนชำระหนี้แบบ หน้าต่ำ - หลังสูง ซึ่งจะถือเป็นหนี้ดีตลอดอายุการผ่อนชำระหนี้ ไม่มีประวัติเสียในระบบของเครดิตบูโร

-ปรับเปลี่ยนกรอบความคิดในเรื่องกระบวนการปล่อยสินเชื่อ 

ไม่นำเอาประวัติเครดิตบูโรมาใช้ในการปฏิเสธการให้สินเชื่อ เพื่อให้กองทุนสามารถเติมเงินสินเชื่อมาเสริมสภาพคล่องได้ 

วันพุธที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

“สุดารัตน์” สั่งว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.อิสานลุยทำงานเพื่อพลิกชีวิตคนอิสาน “ให้หายจน หมดหนี้ มีรายได้อย่างยั่งยืน”



“สุดารัตน์” สั่งว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.อิสานลุยทำงานเพื่อพลิกชีวิตคนอิสาน “ให้หายจน หมดหนี้ มีรายได้อย่างยั่งยืน” เดินหน้าแคมเปญ “สู้เพื่อคนตัวเล็ก” ด้านว่าที่ผู้สมัครเผยชาวอิสานสนับสนุนคุณหญิงสุดารัตน์ เป็น “นายกฯคนอิสาน”  

วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม 2565  ที่จังหวัดร้อยเอ็ด คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย พร้อมด้วย คณะผู้บริหารพรรค ได้จัดประชุมว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ภาคอีสานโซน 2,3   โดยเป็นการประชุมเพื่อเตรียมการสู่การเลือกตั้งใหญ่ ที่กำลังจะมาถึง  โดยคุณหญิงสุดารัตน์ ขอให้ว่าที่ผู้สมัครฯ ทุกคนได้ทุ่มเททำงานให้ประชาชนอย่างเต็มที่ โดยยึดหลักการและอุดมการณ์ของพรรคไทยสร้างไทยอย่างมั่นคง คือ  -ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข -ไม่สนับสนุนเผด็จการอย่างเด็ดขาด -มุ่งมั่นทำงานโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง มุ่งแก้ความเหลื่อมล้ำโดยเฉพาะ ”คนตัวเล็ก” ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ด้วยนโยบาย”สร้างโอกาส” และ”กำจัดอุปสรรค” ที่กดทับประชาชน ที่เกิดจากรัฐราชการรวมศูนย์ และกฎหมาย

ผู้สมัครทุกคนที่อาสามาเป็นผู้รับใช้ประชาชน ในนามพรรคไทยสร้างไทย ต้องทำงาน และลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ให้บรรลุเป้าหมายของพรรคไทยสร้างไทย คือการทำให้คนไทยส่วนใหญ่ “หายจน หมดหนี้ มีรายได้อย่างยั่งยืน” โดยคนไทยทุกคนต้องได้รับการดูแลอย่างดีตั้งแต่”เกิดจนแก่”เพื่อให้ทุกคนได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม

การทำงานหลังจากนี้ จะได้เริ่มต้นขับเคลื่อนแคมเปญ #สู้เพื่อคนตัวเล็ก ตั้งแต่เกษตรจนถึงผู้ประกอบการ SMEs ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยมีเป้าหมาย “สร้างให้คนตัวเล็กให้แข็งแรงและเป็นคนตัวใหญ่ให้ได้”

ในการประชุม ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ภาคอิสานโซน2,3  ได้ระดมความคิดเห็น และเสนอแนวทางการช่วยเหลือชาวนา ที่กำลังเผชิญกับปัญหาต้นทุนการผลิตสูงมาก โดยเฉพาะปุ๋ย และแนวทางการดูแลราคาข้าวในฤดูการผลิตนี้  ซึ่งเห็นว่ารัฐบาลยังไม่มีแนวทางแก้ไขปัญหาให้ชาวนาเลย โดยเฉพาะราคาปุ๋ย

นอกจากนี้ นายวิสันต์ เดชเสน อดีต ส.ส. 6 สมัย และนายสาคร พรหมภักดี อดีตส.ส. 5 สมัย ได้เป็นตัวแทนผู้สมัครส.ส.ได้นำเสียงสะท้อน ของพี่น้องประชาชนมาบอกกล่าวต่อที่ประชุม ว่าจากการลงพื้นที่ทำงานต่อเนื่อง พี่น้องคนอิสาน ต้องการเห็นคุณหญิงสุดารัตน์ เป็น ”นายกคนอิสาน” เพราะคุณหญิงเป็นลูกอิสานเป็นคนโคราช เข้าใจปัญหาของคนอีสาน และตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยทอดทิ้งคนอิสานเลย จึงอยากให้คุณหญิงได้มาแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตความขัดแย้ง ที่ต่อเนื่องยาวนานกว่า 15 ปี และเชื่อมั่นว่าประธานพรรคไทยสร้างไทยคือความหวังในการพลิกฟื้นชีวิตของพี่น้องชาวอิสานให้กลับมา มีรายได้อย่างยั่งยืนอีกครั้ง 


"สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต้องเร่งปลดล็อก

  "สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต...