แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พุทธสันติวิธี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พุทธสันติวิธี แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560
"สมภาร"ชี้โรฮิงญาปมปัญหาทั้งการเมือง-ศาสนา
"มจร"จัดถก"ศาสนาในสถานการณ์ปัจจุบัน" "สมภาร พรมทา"ระบุเหตุปะทะโรฮิงญาเมียนมาเป็นปัญหาทั้งการเมืองและศาสนา นิสิตป.เอก สันติศึกษา แนะควรมีกระบวนการสร้างความเข้าใจ
วันที่ 19 ก.ย.2560 ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ภาควิชาศาสนาและปรัชญา คณะพุทธศาสตร์ มจร จัดการสัมมนาวิชาการ "ศาสนาในสถานการณ์ปัจจุบัน" โดยมี ศ.ดร.สมภาร พรมทา ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนา มจร ได้ร่วมบรรยายด้วย โดยมองปัญหาโรฮิงญาที่ประเทศเมียนมาว่า เป็นปัญหาทางการเมืองและศาสนา เพราะศาสนาทำให้เรามองว่าเป็นพวกเดียวกัน ศาสนาอิสลามจะถูกปลูกฝังมาแบบเชิงลึกรักพวกพ้อง ในกรณีการเป็นพวกเดียว เช่น ศาสนาเดียวกัน ส่วนศาสนาพุทธถือว่าน้อยในเรื่องศาสนาเดียวกัน เพราะบางครั้งคนพุทธยังขัดแย้งกันเอง
ศ.ดร.สมภาร กล่าวด้วยว่า มหาจุฬาฯจะชี้นำอย่างไรเมื่อศาสนามีการกระทบกระทั่งกัน บางครั้งเราชี้นำให้เกิดการทะเลาะกันบางครั้งเราชี้นำให้เกิดสันติสุข มหาจุฬาฯเป็นสถาบันการศึกษามีนักวิชาการทางด้านศาสนา ควรจะมีนักวิชาการทางด้านศาสนาทุกศาสนา เพื่อไม่สร้างความขัดแย้งในศาสนา แต่มุ่งให้ศาสนาอยู่ร่วมกันได้ ซึ่งคุณสมบัติของนักวิชาการศาสนาควรจะเป็นอย่างไร? เราต้องพัฒนาเหมือนนักวิทยาศาสตร์ พยายามจะศึกษาความจริงด้วยการผ่านการทดลอง นักวิทยาศาสตร์ต้องศึกษาที่ปราศจากอคติ นักวิทยาศาสตร์ ต้องศึกษาธรรมชาติโลกอย่างเป็นกลาง ดังนั้น นักการศาสนาต้องศึกษาอย่างเป็นกลางเหมือนกัน
พระปราโมทย์ วาทโกวิโท นิสิตปริญญาเอก สาขาสันติศึกษา มจร มองว่า นักวิชาการศาสนาต้องไม่ไปเปลี่ยนวิถีชีวิตหรือศาสนา แต่เราควรจะหาวิธีในการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขมากกว่า เพราะหนังสือเล่มกล่าวไว้ว่า " สงครามกับศาสนาเป็นของคู่กัน " เพราะสามารถปลุกระดมคนง่ายเมื่อใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือ เราจะแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างศาสนาในประเทศไทยอย่างไร? รัฐควรจะสร้างการอยู่ร่วมกันหาจุดร่วม มากกว่าจุดต่าง อะไรคือจุดร่วมของศาสนา? ซึ่งเป็นเรื่องปกติศาสนามีความต่างอย่างแน่นอน เช่น
อาหารฮาลาล คนซื้อคือคนอิสลาม แต่คนขายเป็นคนนับถือศาสนาพุทธ ถ้าเราต่อต้านกันถือว่ากระทบกันระหว่างศาสนา ปัจจุบันตะวันตกเป็นโรคความกลัวศาสนาอิสลาม ถ้ากลัวไม่ต้องไปฆ่ากันเพราะไม่จบสิ้น แต่จะหาวิธีอยู่ร่วมกันอย่างไรในความแตกต่าง? นักวิชาการศาสนาต้องชี้นำเพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ นักวิชาการต้องไม่ไปรบกับใคร นักวิชาการศาสนาในบ้านเราบางครั้งเราเงียบ เพราะพูดแล้วจะโยงว่าอยู่ฝ่ายใด นักวิชาการจะชี้ว่า " ถ้าคุณเลือก A คุณจะได้อะไรคุณจะเสียอะไร ถ้าคุณเลือก B คุณจะได้อะไรคุณจะเสียอะไร นักวิชาการต้องชี้ให้เป็นกลางที่สุดด้วยการปราศจากอคติ
พระปราโมทย์ ระบุด้วยว่า ฉะนั้น ในช่วงเวลาแต่ละศาสนาปะทะกันเราจะเห็นข้อดี เพราะเราได้เรียนรู้เห็นมิติต่างๆซึ่งผู้นำศาสนาจะต้องรู้ศาสนาอื่นให้มากๆ เพื่อสร้างความเข้าใจ เช่น อาหารฮาลาล ถ้ามองด้านเศรษฐกิจถามว่า ถ้าเราต่อต้านกันเราจะได้ขายไหม? แต่ถ้าเราปฏิบัติตามกฎระเบียบเขาเราก็ได้ขาย คนที่ได้ประโยชน์คือ " ชาวพุทธ" สิ่งสำคัญเราต้องศึกษากันและกันเพราะแต่ละศาสนามีกติกาของแต่ละศาสนา แม้แต่ล่าสุดมีการไปสัมภาษณ์ฮองซานซูจีกรณีโรฮินญา กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของการเมือง ควรมาศึกษาให้เชิงลึก แต่เราจะบอกว่าไม่เกี่ยวกับศาสนาไม่ได้เพราะ ส่วนหนึ่งประกาศว่า " เป็นการต่อสู้ในนามศาสนา " ซึ่งมีความชัดเจนที่หลวงพ่อพุทธทาสภิกขุกล่าวว่า "ทำความเข้าใจระหว่างศาสนา" ปัจจุบันเราทำความเข้าใจกันมากน้อยเพียงใด? หรือเราจะโจมตีกันไปมา ประเด็นนี้น่าสนใจมากที่ศาสนาเปรียบเทียบให้ความสนใจ
วันเสาร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2560
มส.แนะให้คิด!เหตุใดปท.ใหญ่สามัคคีไม่ใช้อำนาจ
มส.แนะให้คิด!เหตุใดปท.ใหญ่สามัคคีไม่ใช้อำนาจ
เชื่อความศักดิ์สิทธิ์ของกฎกติกาลดความขัดแย้งได้ผ่านกระบวนการจัดการที่ดี
ชี้คนเก่งที่สร้างดาวคนละดวงถือว่าเป็นกับดักขององค์กร
เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2560ที่ผ่านมา พระพรหมบัณฑิต,ศ.ดร. กรรมการมหาเถรสมาคม อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) กล่าวในการเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับผู้บริหาร มจร ว่า ตามภูมิศาสตร์มหาจุฬาฯมีวิทยาลัยเขตมากที่สุดจึงเป็นทั้งจุดแข็งและอ่อน จุดแข็ง คือ การมีเครือข่าย สามารถทำงานได้เชื่อมโยงทั่วถึง ส่วนจุดอ่อน คือ ความขัดแย้งเสี่ยงที่จะเกิดเพราะมีสมาชิกเป็นจำนวนมากรวมถึงคุณภาพไม่เท่ากัน
ประเด็นจึงอยู่ที่ว่าองค์กรใหญ่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร คำตอบ คือ ลดความขัดแย้งและสลายความขัดแย้ง คือ ป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้ง ถ้าไม่มีกระบวนการจัดการความขัดแย้งไปไม่รอด องค์กรที่เติบโตมากๆ จะมีสนิมเกิดขึ้นจะทำลายตัวของมันเอง บางครั้งเราก็ตกในวังวนของความขัดแย้ง ดังนั้น เราจะไม่ให้เกิดความขัดแย้งได้อย่างไร ?
"บ้านเมืองของเราขัดแย้งกันมาก เกิดเพราะอะไร ทำไมบางประเทศใหญ่กว่าทำไมถึงมีความสามัคคีกัน โดยไม่ต้องใช้อำนาจบังคับ เราต้องเรียนรู้จากประเทศนั้นๆ จึงมีระบอบไม่ให้เกิดความขัดแย้ง 2 ระบอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้ง สามารถคุมอยู่ คือ 1) การใช้อำนาจแบบเผด็จการ คุมอยู่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้ง 2) การใช้ประชาธิปไตย เป็นการอยู่ร่วมกันแบบหลอมๆ ไม่เกิดความขัดแย้ง" อธิการบดีมหาจุฬา กล่าวและว่า
มหาจุฬาฯคงไม่เอาแบบแรก เพราะเราไม่ได้อยู่ร่วมกันแบบกฎเหล็ก มหาจุฬาฯเป็นองค์กรทางศึกษาต้องมีเสรีภาพทางวิชาการและการวิจัย เพื่อให้องค์กรเติบโต การวิจัยทำให้คิดวิเคราะห์เป็น มหาจุฬาฯจึงเติบโตท่ามกลางของคณะสงฆ์ เราเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่เติบโต มีเสรีภาพทางวิชาการเพราะงานวิจัยส่งเสริมให้คิดวิเคราะห์เป็นตัวของตัวเอง ในมหาวิทยาลัยต้องฟังต้องเอื้อต่อผู้ใต้บังคับบัญชา มิฉะนั้นไม่เติบโตทางวิชาการ เราต้องให้โอกาสทุกคนได้เติบโต และแสดงออก เราเป็นมหาวิทยาลัยเป็นมิตรฉันพี่น้อง แต่เสรีภาพทางวิชาการนำไปสู่ความขัดแย้งสูง ถ้าเราบริหารไม่ดี หลายแห่งติดกับดัก เรียกว่า " มีคนเก่งที่สร้างดาวคนละดวง "
....................
(หมายเหตุ : ขอบคุณข้อมูลจากเฟซบุ๊ก Pramote OD Pantapat พระอาจารย์ปราโมทย์ วาทโกวิโท นิสิตปริญญาเอก สาขาสันติศึกษา มจร)
เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2560ที่ผ่านมา พระพรหมบัณฑิต,ศ.ดร. กรรมการมหาเถรสมาคม อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) กล่าวในการเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับผู้บริหาร มจร ว่า ตามภูมิศาสตร์มหาจุฬาฯมีวิทยาลัยเขตมากที่สุดจึงเป็นทั้งจุดแข็งและอ่อน จุดแข็ง คือ การมีเครือข่าย สามารถทำงานได้เชื่อมโยงทั่วถึง ส่วนจุดอ่อน คือ ความขัดแย้งเสี่ยงที่จะเกิดเพราะมีสมาชิกเป็นจำนวนมากรวมถึงคุณภาพไม่เท่ากัน
ประเด็นจึงอยู่ที่ว่าองค์กรใหญ่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร คำตอบ คือ ลดความขัดแย้งและสลายความขัดแย้ง คือ ป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้ง ถ้าไม่มีกระบวนการจัดการความขัดแย้งไปไม่รอด องค์กรที่เติบโตมากๆ จะมีสนิมเกิดขึ้นจะทำลายตัวของมันเอง บางครั้งเราก็ตกในวังวนของความขัดแย้ง ดังนั้น เราจะไม่ให้เกิดความขัดแย้งได้อย่างไร ?
"บ้านเมืองของเราขัดแย้งกันมาก เกิดเพราะอะไร ทำไมบางประเทศใหญ่กว่าทำไมถึงมีความสามัคคีกัน โดยไม่ต้องใช้อำนาจบังคับ เราต้องเรียนรู้จากประเทศนั้นๆ จึงมีระบอบไม่ให้เกิดความขัดแย้ง 2 ระบอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้ง สามารถคุมอยู่ คือ 1) การใช้อำนาจแบบเผด็จการ คุมอยู่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้ง 2) การใช้ประชาธิปไตย เป็นการอยู่ร่วมกันแบบหลอมๆ ไม่เกิดความขัดแย้ง" อธิการบดีมหาจุฬา กล่าวและว่า
มหาจุฬาฯคงไม่เอาแบบแรก เพราะเราไม่ได้อยู่ร่วมกันแบบกฎเหล็ก มหาจุฬาฯเป็นองค์กรทางศึกษาต้องมีเสรีภาพทางวิชาการและการวิจัย เพื่อให้องค์กรเติบโต การวิจัยทำให้คิดวิเคราะห์เป็น มหาจุฬาฯจึงเติบโตท่ามกลางของคณะสงฆ์ เราเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่เติบโต มีเสรีภาพทางวิชาการเพราะงานวิจัยส่งเสริมให้คิดวิเคราะห์เป็นตัวของตัวเอง ในมหาวิทยาลัยต้องฟังต้องเอื้อต่อผู้ใต้บังคับบัญชา มิฉะนั้นไม่เติบโตทางวิชาการ เราต้องให้โอกาสทุกคนได้เติบโต และแสดงออก เราเป็นมหาวิทยาลัยเป็นมิตรฉันพี่น้อง แต่เสรีภาพทางวิชาการนำไปสู่ความขัดแย้งสูง ถ้าเราบริหารไม่ดี หลายแห่งติดกับดัก เรียกว่า " มีคนเก่งที่สร้างดาวคนละดวง "
....................
(หมายเหตุ : ขอบคุณข้อมูลจากเฟซบุ๊ก Pramote OD Pantapat พระอาจารย์ปราโมทย์ วาทโกวิโท นิสิตปริญญาเอก สาขาสันติศึกษา มจร)
วันอังคารที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2560
เผยโฉมพุทธเกาหลีคนแรกเป็นอนุศาสนาจารย์ทร.สหรัฐฯ
เผยโฉมพุทธเกาหลีคนแรกเป็นอนุศาสนาจารย์ทร.สหรัฐฯ หวังสร้างกองทัพเรือมะกันเป็นนักรบพุทธสันติวิธี
ตามที่ ร.อ.สมญา มาลาศรี อนุศาสนาจารย์ทหารกองประจำการกองทัพบก ประเทศอเมริกา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว "Somya Malasri" ถึงกรณีที่มีชาวพุทธประเทศเกาหลีใต้ที่ดำรงตำแหน่งเป็นอนุศาสนาจารย์ประจำกองทัพเรือประเทศสหรัฐอเมริกา เธอคือ คิม แซ ยอง (LT Kim Sae Jeong) และนับได้ว่าเป็นชาวพุทธเกาหลีใต้คนแรกที่รับตำแหน่งนี้ หลังจากที่ร.อ.สมญา มาลาศรี เป็นชาวพุทธไทยคนแรกที่เป็นอนุศาสนาจารย์ทหารกองประจำการกองทัพบกประเทศอเมริกา ในครั้งนั้นยังไม่ได้ระบุชัดว่า คิม แซ ยอง มีหน้าตาเป็นเช่นใด
ต่อมา ร.อ.สมญา ได้โพสต์ข้อความอีกครั้งทั้งภาพและบทความเกี่ยวกับ คิม แซ ยอง ซึ่งเป็นบรรยากาศของการรับตำแหน่งพร้อมทั้งการบรรยายของเธอ ผ่านทางเว็บไซต์ "https://www.dvidshub.net/news/243987/first-female-reserve-buddhist-chaplain-commissioned" เมื่อวันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีเนื้อหาโดยสรุปว่า
เธอได้แนะนำตัวว่า เธอได้รับคัดเลือกจากกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2559 หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาโทรที่ประเทศเกาหลีใต้แล้ว มีความรู้สึกว่าการเป็นนักบวชในกองทัพเรือสหรัฐฯเป็นโอกาสที่ดีในการพบปะและสนับสนุนผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ และต้องการแบ่งปันช่วงเวลาพิเศษนี้ และรู้สึกเป็นเกียรติและขอบคุณสำหรับโอกาสที่จะให้บริการตื่นเต้นสำหรับการเดินทางครั้งใหม่และอยากรู้เกี่ยวกับเส้นทางที่ฉันกำลังทำอยู่
คิมนั้นเกิดในชิคาโกและเติบโตในเกาหลีใต้ มีภูมิหลังทางวัฒนธรรมที่หลากหลายและมีบทบาทในฐานะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพุทธศาสนาเกาหลีใต้ เธอบอกว่าเธอรู้สึกว่าประสบการณ์พิเศษของเธออาจช่วยให้เข้าใจถึงความแตกต่างของแต่ละคนด้วยความใจกว้างขวาง สามารถจัดการควรามสมดุระหว่างบทบาทของเจ้าหน้าที่และพระสงฆ์ในกองทัพเรือทำให้เกิดความสามัคคีสันติภาพและการพัฒนามนุษย์ที่คุ้มค่าภายในชุมชนทหาร มั่นใจว่าจะสามารถสนับสนุนนักเดินเรือได้ด้วยการทำงานร่วมกับศรัทธาในประเด็นต่างๆของมนุษย์
"ในฐานะนักบวชเรือสำราญเรือภาคพื้นดินฉันสามารถนำจิตวิญญาณทางพุทธศาสนาไปให้บริการแก่สมาชิกได้ และคาดหวังคือการสนับสนุนสมาชิกในครอบครัวกองทัพเรือที่ทุกข์ทรมานจากความเครียดและความแตกต่างภายในครอบครัว" คิม กล่าว
"เจสัน แมททิว" (Lt. Cmdr. Jason Matthew DiPinto) ผู้บัญชาการทหารของสหรัฐฯ (U.S. Coast Guard District Eleven) กล่าวว่า เชื่อว่าการพิจารณาความเชื่อมโยงด้านวัฒนธรรมระหว่างประเทศกับชาวพุทธเช่นเกาหลีใต้และญี่ปุ่นจะทำให้รู้สึกถึงการทำงานหนักเพื่อเพิ่มการเป็นตัวแทนของนักบวชความเชื่อทางศาสนา ขณะที่การเป็นตัวแทนของชาวพุทธในกองทัพสหรัฐฯมีขนาดใหญ่ไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม คิม ต้องเผชิญกับความท้าทายเช่นต้องการให้การศึกษาเกี่ยวกับต่างประเทศ และได้รับการรับรองในฐานะเจ้าหน้าที่กระทรวงพุทธ
"ความรู้สึกที่แข็งแกร่งของเธอเกี่ยวกับอัตลักษณ์ทางศาสนาและความเต็มใจที่จะอดทนผ่านขั้นตอนนี้ทำให้ฉันรู้ว่าเธอเป็นผู้สมัครที่เข้มแข็งผู้สมัครที่มีศักยภาพและคนที่ฉันต้องการจะช่วยและช่วยในเรื่องใด ๆ วิธีที่ฉันทำได้" นายเจสัน กล่าว
วันเสาร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2555
พุทธสันติวิธีแก้ขัดแย้ง(การ)เมืองไทยได้จริงหรือ?
ปัญหาความขัดแย้งแบ่งสีแบ่งฝ่ายขาดความสามัคคีที่เกิดขึ้นให้สังคมไทยปัจจุบัน ยังไม่มีแนวโน้มจะที่ประสานรอยร้าวให้กลับคืนมาเหมือนเดิมได้
หากปล่อยไว้เช่นนี้มีแต่จะเป็นตัวถ่วงพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้ แล้วทุกวันนี้เรามีความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหานี้กันหรือยัง หรือจะเป็นเชื้อเพลิงเติมความขัดแย้งไปเรื่อยๆจนยากที่จะเยียวยา
หากยังไม่เห็นแนวทางพลเอกภณ วนากมล อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 เพื่อนสนิทของพันเอกวินัย สมพงษ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอแนวคิดผ่านทางเฟซบุ๊คเรื่องหนังเกาหลี ที่ระบุโดยสรุปว่า เขาสร้างมีสาระและชวนให้ติดตาม
การสร้างชาติสมัยใหม่ต้องมีวิธีคิดที่เรียกว่า"ยุทธศาสตรการสร้างชาติ"ซึ่งมีให้เห็นคือประเทศสิงคโปร์และเกาหลีใต้จะมีที่มาไม่เหมือนการสร้างชาติในสมัยโบราณ เขาจะกำหนดเป้าหมายของชาติส่วนรวมขึ้น และแยกแขนงที่เป็นองค์ประกอบเป็นเรื่องๆไป และทำแผนยุทธศาสตร์ให้นำไปปฏิบัติโดยสอดคล้องประสานกัน
"ที่ทำสำเร็จเพราะเกาหลี รักชาติรู้คุณค่าของบรรพบุรุษ ที่สละชีวิตในสงครามที่โหดร้ายในอดีต ผมจึงถามตัวเองว่า ขณะนี้ชาติไทยมีเกียรติและเป็นที่ยอมรับจากต่างชาติในเรื่องอะไร ถ้าคนไทยกับเกาหลีหรือสิงคโปร์อยู่ด้วยกัน เขาจะเชื่อถือใครมากกว่ากัน?.."อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ระบุ
ช่วง 2 อาทิตย์ที่ผ่านมาได้ดูคลิปหนังเกาหลีที่นำวีรบุรุษโบราณมาเป็นตัวพล็อตเรื่อง อย่างจูมงมหาบุรุษกู้บัลลังก์โซซอนโบราณให้กลับมาเกรียงไกร และเรื่องมูยุน ได้เห็นตัวเอกของเรื่องทิ้งความแค้นส่วนตัวแม้กระทั้งผู้ที่ฆ่าพ่อแม่ของตัวเอง แล้วจับมือกันร่วมต้านชนชาติที่เข้ามาปกครองแบบกดขี่ มีอุดมการณ์แน่วแน่ และเทคนิควิธีที่จะใช้ในการกู้ชาติ
แล้วประเทศไทยจะเริ่มที่จุดใด ซึ่งก็คงหนี้ไม่พ้นที่จะต้องเริ่มที่สถานการศึกษา แม้ว่าบางแห่งจะลงไปเล่นกีฬาสีด้วยก็ตาม
สถานศึกษาหลายแห่งได้ตั้งสถาบันสันติศึกษาขึ้นมา รวมถึงสถาบันพระปกเกล้าที่ตั้งสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล เปิดการศึกษาอบรมหลักสูตรหลายรุ่นแล้ว และหนึ่งในนักศึกษาจำนวนนั้นก็คือพระมหาหรรษา ธัมมหาโส ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) อันเป็นที่มาของผลงานหนังสือเรื่อง "ปัญจสดมภ์: ค่านิยมแห่งชาติ" และ"พุทธสันติวิธี"
ขณะเดียวกันพระมหาหรรษายังได้ผลักดันให้มีการเปิดหลักสูตรสันติศึกษาขึ้นใน "มจร" ล่าสุดสภาวิชาการก็ได้อนุมัติเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
พระมหาหรรษา กล่าวในเฟซบุ๊คว่า เนื้อหาของหลักสูตรนี้จะเริ่มต้นศึกษาภาคทฤษฎี เช่น วิชาเกี่ยวกับสันติภาพ ความขัดแย้งและความรุนแรง พัฒนาการความขัดแย้งและสันติภาพในโลกยุคใหม่ พุทธสันติวิธี กระบวนการสร้าง และรักษาสันติภาพ สันติสนทนา ผู้นำเพื่อสันติภาพ ขันติธรรมทางศาสนา และองค์กรสันติภาพระหว่างประเทศ ส่วนภาคปฏิบัติจะเป็นการเน้นการสร้างทักษะในการเจรจาไกล่เกลี่ยคนกลาง ทั้งในศาล และกรณีขัดแย้งในชุมชุมชนต่างๆ
โดยการนำเครื่องการสื่อสาร และการใช้กระบวนการทางกฎหมายเข้ามาสนับสนุนกระบวนการปฏิบัติในสถานการณ์จริง อีกทั้งเน้นดูสถานการณ์ความขัดแย้ง และความรุนแรงทั้งในและต่างประเทศ ที่ครอบคลุมถึงมิติทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
หลักสูตรนี้จะเปิดรับสมัครตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 เน้นทั้งสารนิพนธ์ และวิทยานิพนธ์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับศักยภาพของนิสิต และอาจารย์ที่ปรึกษา โดยมีคณาจารย์บรรยายประกอบผู้เชี่ยวชาญด้านสันติภาพจำนวนมาก เช่น พระธรรมโกศาจารย์ อธิการบดี"มจร" พระไพศาล วิสาโล ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ พลเอกเอกชัย ศรีวิลาศ จากสถาบันพระปกเกล้า นายนพพร โพธิรังสิยากร ผู้พิพากษาศาลอาญา ดร.พศวัจน์ กนกนาค ผู้พิพากษาศาลฏีกา
หลักสูตรนี้เป็นการร่วมมือระหว่างมหาจุฬาฯ สถาบันพระปกเกล้า ศาล องค์กรสันติภาพต่างๆ ในประเทศและต่างประเทศ
"การเมืองในปัจจุบัน ควรเป็นการเมืองแบบเมตตา (Compassionate Politics) ไม่ใช่ การเมืองแห่งการทำลายล้าง หรือ ประหัตประหารกัน เพราะผลเสียจะไม่ตกอยู่กับนักการเมืองแต่เพียงอย่างเดียว ผู้ที่จะได้รับผลทุกข์หรือผลเสียนั้น คือประเทศชาติและประชาชนไทยทั้งหมดซึ่งเป็นที่มาของนักการเมืองทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น"
พระมหาหรรษาได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับการเมืองผ่านทางสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งที่ผ่านมา น่าจะเป็นบทสรุปที่ดีแนะเป็นทางแนวในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในการเมืองและสังคมไทยได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางแห่งพุทธสันติวิธี
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
เพลง: หนึ่งทัพพีแห่งศรัทธา หลักธรรมจากขุททกนิกาย อปทาน ภิกขทายิวรรค ภิกขทายกเถราปทาน
เพลง: หนึ่งทัพพีแห่งศรัทธา หลักธรรมจากขุททกนิกาย อปทาน ภิกขทายิวรรค ภิกขทายกเถราปทาน [เกริ่นนำ] หนึ่งทัพพีที่มอบให้ จากหัวใจที่ศรัทธา แม้เพี...
-
พระปิดตายันต์ยุ่งมหาอุตโม หลวงปู่ทิม อิสริโก จัดสร้างเพื่อหารายได้ สร้างหอฉันอุตตโม ออกแบบโดยช่างเกษม มงคลเจริญ ประกอบด้วย เนื้...
-
เมื่อวันที่ 4 มีนาคม นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จัดรายการ “กู๊ด มันเดย์” (Good Monday) ประจำทุกวันจันทร์ โดยจันทร์นี้ หัวข้อเรื...
-
หลวงพ่อหอม จันทโชโต วัดซากหมาก อ.บ้านฉาง จ.ระยองถือว่าเป็นอดีตพระเกจิอาจารย์ดังรูปหนึ่ง "พระครูภาวนานุโยค" หรือที่ช...




