วันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2565

"อุตตม" เผย "สร้างอนาคตไทย" เนื้อหอม คนแห่ร่วมพรรคเพียบ รอเวลาเหมาะสมเปิดตัว

 


เมื่อวันศุกร์ที่ 21 มกราคม 2565 นายอุตตม​ สาวนายน แกนนำพรรคสร้างอนาคตไทย​ โพสต์เฟซบุ๊กว่า​ สวัสดีครับ หลังจากเปิดตัวพรรคเสร้างอนาคตไทย ไปเมื่อวันที่ 19 ม.ค. ที่ผ่านมา มีหลายท่านได้มาแสดงความยินดีย้อนหลัง ผมขอขอบคุณทุกท่านเป็นอย่างสูง และก็มีบางท่านถามไถ่ถึงกลุ่มผู้ร่วมก่อตั้งพรรคด้วยความแปลกใจ ว่า ทำไมคนเหล่านี้ถึงยอมมาร่วมตั้งพรรคการเมือง เพราะหลายคนเท่าที่รู้จักไม่เคยมีท่าทีว่า จะสนใจทำงานการเมืองมาก่อนเลย

ผมได้อธิบายท่านเหล่านั้นไปว่า จริงอยู่ที่หลายคนไม่เคยสนใจงานการเมืองมาก่อน แต่พวกเขาก็ติดตามสถานการณ์บ้านเมืองในฐานะคนไทยคนหนึ่ง พร้อมๆ กับทำหน้าที่ของพวกเอง ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ นักธุรกิจ กลุ่มเครือข่ายภาคสังคม หรืออื่นๆ แต่เมื่อวันหนึ่งเรามีโอกาสได้พบปะพูดคุยกัน จนตกผลึกว่า คงไม่สามารถปล่อยให้บ้านเมืองตกในภาวการณ์ที่เป็นอยู่อย่างปัจจุบันได้อีกต่อไป จึงเกิดฉันทามติมาร่วมกันทำงานเพื่อบ้านเมืองด้วยกัน

การเมืองที่พวกเราจะทำ จะต้องเป็นการเมืองใหม่ ที่ว่าใหม่นั้น ไม่ได้หมายความว่าไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยมาก่อน แต่เป็นการเมืองที่อาจเคยมีความคิด ความพยายามทำมาแล้ว แต่ก็ไม่สำเร็จ หรือไม่เกิดอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม

การทำงานเมืองของพวกเรา คือต้องฟังเสียงทุกคนทุกกลุ่ม แล้วกลั่นกรองร่วมกันว่า อะไรดีที่สุดสำหรับประชาชน สำหรับประเทศ จึงเป็นที่มาของผู้ร่วมก่อตั้งที่มีความหลากหลายจากทุกกลุ่มทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง อดีตข้าราชการ นักวิชาการ นักธุรกิจภาคเอกชน ภาคประชาสังคม เกษตรกร ฯลฯ ซึ่งทุกคนล้วนได้รับการยอมรับในสาขาอาชีพที่ตนเองทำงานอยู่

ยกตัวอย่างเช่น ศ.ดร.กำพล ปัญญาโกเมศ ท่านเป็นอดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย เป็นตัวแทนนักวิชาการนักปฏิบัติ ที่จะช่วยเราคิดช่วยทำนโยบายให้เป็นรูปธรรม โดยมีตัวแทนกลุ่มอื่นๆ นำประสบการณ์ตรงมาร่วมคิดในแต่ละด้าน เช่น กลุ่มภาคประชาสังคม ก็มี คุณแก้ว สังข์ชู ปราชญ์ชาวบ้านจากจ.พัทลุง นำเสนอแนวคิดว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนฐานราก ได้ประโยชน์จากนโยบายสูงสุดอย่างแท้จริง มีตัวแทนจากกลุ่ม SME อย่าง คุณณพพงศ์ ธีระวร อดีตประธานสภาเอสเอ็มอี มีคนรุ่นใหม่ที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี อย่าง น้องบอม โอฬาร วีระนนท์ เป็นตัวแทน มีตัวแทนจากกลุ่มผู้บริหารนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ อย่างคุณนริศ เชยกลิ่น เป็นต้น

หากเราต้องการให้อนาคตประเทศ ก้าวไปข้างหน้า การเมืองก็ต้องก้าวไปข้างหน้าด้วย ต้องรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน แล้วนำมาปฏิบัติอย่างแท้จริง และอยากบอกกับทุกท่านเพิ่มเติมว่า เรายังมีผู้ร่วมก่อตั้งอีกหลายคน ทั้งที่เริ่มต้นทำงานกับพวกเราแล้ว และแสดงเจตจำนงเข้ามา แต่ท่านเหล่านั้นยังไม่ขอเปิดตัวในวันนี้ เพราะยังติดภารกิจบางอย่างจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม

วันนี้ เราได้เริ่มทำงานกันอย่างเข้มข้นแล้ว ทั้งระดมความคิดเห็น เดินหน้าออกรับฟังเสียงจากพี่น้องประชาชนในทุกภาคส่วน ตามพื้นที่ต่างๆ เพื่อนำมาประกอบเป็นแนวนโยบาย เป็นยุทธศาสตร์สร้างอนาคตประเทศไทย ส่วนวิถีทางงานด้านการเมือง ผมคิดว่าวันนี้เราต้องปล่อยให้เป็นไปตามครรลองที่เห็นๆ กันอยู่ เพราะพรรคอนาคตไทยมีจุดยืนชัดเจนว่า จะไม่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งหรือซ้ำเติมความขัดแย้งที่เป็นอยู่

สิ่งที่เรามุ่งเน้นคือ เร่งสร้างยุทธศาสตร์เพื่อให้ประเทศหลุดพ้นจากปัญหา โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจปากท้องประชาชน เป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนที่สุดในเวลานี้ จากนี้ไปจะเห็นพรรคสร้างอนาคตไทย ทำงานอย่างเต็มที่เต็มกำลังครับ

"หมอระวี" ย้ำจุดยืนหนุน "บิ๊กตู่" นั่งนายกฯต่อ ไม่ได้คิดหาแต่กล้วย



 "หมอระวี" ย้ำจุดยืนหนุน "บิ๊กตู่" นั่งนายกฯต่อ มั่นใจกลุ่มพรรคเล็กหลายคนยังอยู่กับ รบ. ไม่ได้คิดหาแต่กล้วย เชื่อ ยุบสภาหลัง  


เมื่อเวลา 10.30 น.วันศุกร์ที่ 21 มกราคม 2565  นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ แถลงข่าวถึงกรณีกระแสข่าวพรรคเล็กจะย้ายไปร่วมงานกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา ว่า เมื่อวานนี้ (20 ม.ค.)มีคนปล่อยข่าวกับสื่อมวลชนว่า กลุ่มพรรคเล็ก 9 ส.ส.มีแนวโน้ม จะตาม ร.อ.ธรรมนัสไป ยกเว้นตนนั้น การปล่อยข่าวแบบนี้สร้างความเสียหายกับกลุ่มพรรคเล็ก จากข่าวนี้สื่อหลายสำนักนำไปขยายความต่อว่า ศึกครั้งนี้กล้วยที่พรรคเล็กจะได้รับ จะได้กันแบบยกทั้งเครือ ทั้งๆที่ไม่เป็นความจริง แน่นอนว่าถ้าพรรคเล็ก 9 ส.ส.ไปร่วมกับ ร.อ.ธรรมนัส จริงจะสร้างอำนาจต่อรองอย่างแรงต่อนายกรัฐมนตรี ถ้านายกฯไม่ยอมอาจถึงขั้นยุบสภาได้ 


นพ.ระวี กล่าวต่อว่า ความขัดแย้งครั้งนี้เป็นความขัดแย้งภายในของพรรคพลังประชารัฐพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆรวมทั้งกลุ่มพรรคเล็กไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย ตนจึงขอเตือนไปยัง ส.ส.คนใดที่ปล่อยข่าวแบบนี้ เป็นการเมืองที่ไม่สร้างสรรค์ ในยามโควิดระบาดและข้าวยากหมากแพงในขณะนี้ ประเทศและประชาชนต้องการนักการเมืองที่คิดหาทางช่วยประชาชนให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ด้วยดี ไม่ใช่คิดแต่จะเล่นเกมการเมือง เพื่ออำนาจผลประโยชน์และคิดแต่จะหากล้วยเช่นนี้


" ผมเชื่อว่า ส.ส.พรรคเล็กจำนวนมากจะคงยืนหยัดทำในสิ่งที่ควรจะทำ สิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม ไม่ได้คิดแต่จะกินกล้วย แต่อาจจะมีบางคน บางพรรคเท่านั้น ที่อาจจะตาม ร.อ.ธรรมนัสไป แต่ถ้ามีก็คงเป็นเพียงส่วนน้อย สำหรับพรรคพลังธรรมใหม่เองที่ถูกปล่อยข่าวว่าเหลือพรรคเดียวที่ยังเหนียวแน่นอยู่กับบิ๊กตู่นั้น ในความจริงแล้วพรรคเล็กส่วนมากยังสนับสนุนรัฐบาลอยู่"นพ.ระวี กล่าว


นพ.ระวี ยังกล่าวด้วยว่า พลังธรรมใหม่ไม่ใช่องครักษ์พิทักษ์บิ๊กตู่ แต่ยึดมั่นหลักการที่เราสนับสนุนรัฐบาลประชาธิปไตย ที่มาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี 60 รัฐบาลที่คอยปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐบาลที่ซื้อสัตย์ สุจริต ทุ่มเททำเพื่อบ้านเมือง ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมาพลังธรร ใหม่ประกาศจุดยืนเป็นฝ่ายค้านที่สร้างสรรค์ในรัฐบาล รัฐบาลมีจุดอ่อนจุดใด พลังธรรมใหม่ก็จะเสนอให้รัฐบาลแก้ไขปรับปรุงอย่างจริงจังดังนั้นในขณะนี้ในภาวะวิกฤตโควิดที่รุนแรงไปทั่วโลก รัฐบาลก็ย่อมอาจจะมีจุดอ่อนจากการบริหารอยู่บ้าง มีความผิดพลาดอยู่บ้าง แต่จุดยืนทั้ง 3 ประการ รัฐบาลยังมีอยู่ครบ พลังธรรมใหม่จึงยังคงยืนหยัดรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ให้บริหารประเทศต่อไป


เมื่อถามว่า มองสถานการณ์การเมืองช่วงนี้อย่างไร เพราะเสียงของรัฐบาลที่หายไปอาจจะส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาล นพ.ระวี กล่าวว่า ส่งผลต่อเสถียรภาพแน่นอน แต่ในส่วนตัวพรรคพลังธรรมใหม่วิเคราะห์แล้วว่าต่อให้ 21 เสียงไปอยู่กับฝ่ายค้าน หรือต่อให้กลุ่มพรรคเล็กบางส่วนตามร.อ.ธรรมนัสไปแล้วโหวตให้กับฝ่ายค้าน หรือโหวตคว่ำรัฐบาลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะมาถึงในสมัยประชุมหน้าช่วงเดือนพ.ค. หรือเมื่อร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 เข้าสภาฯ ตนยังเชื่อว่ารัฐบาลก็ยังผ่านพ้นไปได้ เพราะถึงอย่างไรเสียงรัฐบาลมากกว่าฝ่ายค้านเกือบ 7 เสียง  ซึ่งคล้ายกับรัฐบาลในปีแรกที่มีเสียงปริ่มน้ำ และถ้าเป็นการโหวตเรื่องสำคัญ รัฐมนตรีที่เป็นส.ส.ก็ต้องทิ้งงานและเข้ามาร่วมประชุมสภาฯ แต่ในภาวะเช่นนี้พรรคร่วมรัฐบาลทุกคนก็ต้องเข้าร่วมประชุมสภาฯ  ไม่เช่นนั้นอาจเกิดสภาฯล่มได้ ซึ่งนานๆจะเกิดเหตุการณ์ที่พรรคร่วมรัฐบาลเสนอให้นับองค์ประชุม 


เมื่อถามว่า มีความคาดหวังหรือไม่ว่ากลุ่มร.อ.ธรรมนัสยังทำงานร่วมกับรัฐบาลต่อไป นพ.ระวี กล่าวว่า เรื่องนี้ตอบยาก เพราะขึ้นอยู่กับการเจรจา ตนคิดว่าสื่อและประชาชนคงอ่านเกมออก เพราะแปลกที่มีการขับส.ส.ออกจากพรรคถึง 21 คน และน่าแปลกมากที่มติกรรมการบริหารพรรคขับตัวเอง เพราะฉะนั้นต้องมีอะไรอยู่เบื้องหลังก่อไผ่แน่นอน และคงจะต้องมีการต่อรองอะไรกันพอสมควร ซึ่งตนไม่ทราบ และผลจะเป็นอย่างไรอาจจะฝันค้างก็ได้ หรืออาจจะเป็นฝันที่เป็นจริงก็ได้ 


เมื่อถามว่า สรุปแล้วตอนนี้มีพรรคเล็กที่มีเจจจำนงค์ชัดเจนว่าจะไปร่วมงานกับร.อ.ธรรมนัสแล้วกี่พรรค นพ.ระวี กล่าวว่า ขอให้ไปดูการโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อวันที่ 4 ก.ย. 64 ว่ามีพรรคเล็กใดบ้างที่อยู่กับรัฐบาลหรือไม่อยู่กับรัฐบาล ทั้งเชื่อว่าพรรคเล็กส่วนมากยังคิดถึงเรื่องบ้านเมืองมากกว่าเรื่องกล้วย หากสถานการณ์ไปไม่ไหวจนนายกฯคิดยุบ ก็ต้องยุบ ส่วนพรรคพลังธรรมใหม่พร้อมเลือกตั้ง แต่ทั้งนี้เชื่อว่าหากนายกฯจะตัดสินใจยุบสภาฯก็คาดว่าจะเป็นช่วงหลังเปิดประชุมสภาฯสมัยหน้าช่วงเดือนพ.ค.ไปแล้ว


วันพุธที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2565

"คณะสงฆ์นางรองบุรีรัมย์" สานพลัง "บวร" ทอดผ้าป่าส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์และผู้สูงอายุ

 


"คณะสงฆ์นางรองบุรีรัมย์" สานพลัง "บวร" ทอดผ้าป่าส่งเสริมสุขภาพและพัฒนาสุขภาวะวิถีพุทธพระสงฆ์และผู้สูงอายุแบบบูรณาการ สานงานสาธารณสงเคราะห์ให้มั่นคงและยั่งยืน 


เมื่อวันอังคารที่ ๑๘ เดือน มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๕  เวลา ๑๓.๐๐ น. ณ ห้องประชุมคณะสงฆ์อำเภอนางรอง วัดสิงห์วงศ์ ตำบลหนองไทร อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ มีพระสงฆ์ ประกอบด้วย เจ้าคณะ พระสังฆาธิการ ผู้บริหารกิจการคณะสงฆ์อำเภอนางรอง ได้แก่ เจ้าคณะอำเภอ รองเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบลทุกตำบล รองเจ้าคณะตำบล และกองงานเลขานุการคณะสงฆ์อำเภอและเลขานุการเจ้าคณะตำบล  จำนวน  ๑๐๐ กว่ารูป เข้าประชุม      


ในที่ประชุม พระครูปริยัติภัทรคุณ เจ้าคณะอำเภอนางรอง ประธานที่ประชุม ได้ปรารภการขับเคลื่อนศาสนกิจการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ในห้วงระยะเวลา หนึ่งปีที่ผ่านมา จากการปฏิบัติศาสนกิจเยี่ยมเยียนพระสงฆ์  โดยคณะสงฆ์อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ในปี พ.ศ. ๒๕๖๔ ที่ผ่านมาซึ่งมีวัดทั้งหมด 101 วัด จำนวนพระภิกษุ สามเณร รวมทั้งสิ้น ๖๐๔ รูป จำแนกเป็นพระภิกษุ 589 รูป สามเณร 15 รูป  พระสงฆ์ที่มีสิทธิการรักษาพยาบาลเป็นผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป จำนวน ๑๔๑  รูป คิดเป็นร้อยละ ๒๓.๓๔ และมีแนวโน้มเป็นพระผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นและพบประชาชนผู้สูงอายุซึ่งถือว่าเป็นหลักชัยของสังคมชุมชนประสบภาวะเป็นผู้ป่วยติดเตียงมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน 



ด้วยปรารภสภาวการณ์ดังกล่าวนี้ คณะสงฆ์อำเภอนางรอง จึงได้กำหนดแผนการดำเนินศาสนกิจสาธารณสงเคราะห์ ทั้งระยะยาวและระยะเฉพาะกิจกรณีเร่งด่วน ซึ่งแผนระยะยาวเป็นการดำเนินการส่งเสริมสุขภาวะทางปัญญา เพื่อสนับสนุนพระคิลานุปัฏฐาก (พระอาสาสมัครส่งเสริมสุขภาพประจำวัด - อสว.) ให้เข้ารับการศึกษาอบรมตามหลักสูตรพระคิลานุปัฏฐากวิถีพุทธ สำหรับพัฒนาและส่งเสริมให้พระภิกษุ สามเณร ได้มีความรู้ ความเข้าใจ มีทักษะในการดูแลสุขภาพอนามัยตามหลักพระธรรมวินัย สมดังพุทธพจน์ตอนหนึ่งว่า : “โย ภิกฺขเว มํ อุปฏฺฐเหยฺย โส คิลานํ อุปฏฺฐเหยฺย” แปลความว่า" ผู้ใด ปรารถนาจะอุปัฏฐากเราตถาคต ผู้นั้น พึงอุปัฏฐากภิกษุไข้เถิด" ตลอดถึงส่งเสริมให้พระภิกษุ สามเณร มีบทบาทต่อการดูแลสุขภาพตนเอง ชุมชน สังคมและส่งเสริมการดูแลสุขภาวะพระสงฆ์ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี สมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญาและทางสังคม ตลอดจนให้คำแนะนำ การจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขอนามัย โดยก่อให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างวัดกับชุมชน สามารถให้บริการพระสงฆ์อาพาธภายในวัดและเกื้อกูลพุทธศาสนิกชนในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๐ ที่จัดทำขึ้นภายใต้มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๗/๒๕๖๐ เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคมพ.ศ. ๒๕๖๐ มติที่ ๑๙๑/๒๕๖๐ เรื่อง การดำเนินงานพระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะที่กำหนดให้ดำเนินการวัดส่งเสริมสุขภาพและธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ เพื่อเป็นกรอบและแนวทางการส่งเสริมสุขภาวะพระสงฆ์ทั่วประเทศ ตามหลักการของธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ และเป้าหมายการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ๓ ประเด็นสำคัญ คือ พระสงฆ์กับการดูแลสุขภาพตนเองตามหลักพระธรรมวินัย ชุมชนและสังคมกับการดูแลอุปัฏฐากพระสงฆ์ที่ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย และบทบาทพระสงฆ์ในการเป็นผู้นำด้านสุขภาวะของชุมชนและสังคม โดยยึดหลักการสำคัญ คือการใช้ทางธรรมนำทางโลก และมาตรการสำคัญในการดำเนินการ ๕ ด้าน ได้แก่ ความรู้ ข้อมูล การพัฒนา การบริการสุขภาพ และการวิจัยที่จะนำไปสู่การส่งเสริมและสนับสนุนการดูแลสุขภาวะพระสงฆ์ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต ทางปัญญาและทางสังคม ตลอดจนการจัดสิ่งแวดล้อม ที่เอื้อต่อสุขภาพโดยก่อให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างวัดกับชุมชน ทำให้พระแข็งแรง วัดมั่นคงชุมชนเป็นสุข 



ส่วนระยะเฉพาะหน้า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบหนุนเสริมศาสนกิจด้านสาธารณสงเคราะห์ เป็นกรณีเฉพาะกิจเร่งด่วน โดยกำหนดทอดผ้าป่าสามัคคี  ณ สวนธรรมรัตนคีรี  (รร สิริภัทรคุณานุสรณ์) ในวันอาทิตย์ที่ ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๕ เวลา ๑๐.๐๐ น. ในโอกาสดังกล่าวนี้เปิดโอกาสให้ทุกท่านที่ประสงค์ร่วมส่งเสริมสนับสนุนทำบุญได้ตามบัญชีบุญงานสาธารณสงเคราะห์คณะสงฆ์อำเภอนางรอง บัญชีเลขที่ ๓๗๓-๓-๐๐๙๓๗-๑ (ธ.กรุงไทย) หรือโทรศัพท์ ๐๙๕  ๖๑๓  ๔๑๙๐ /ติดตามข่าวสารในช่องสื่อสารทาง  Facebook : วัด สิงห์วงศ์ เพื่อระดมทุนจัดซื้อรถตู้ กู้ภัย บริการพระภิกษุสามเณร อาพาธและพุทธศาสนิกชนทั่วไป


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ปิยวัฒน์ คงทรัพย์ อาจารย์ประจำหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิตสาขาวิชาพระพุทธศาสนา วิทยาลัยสงฆ์บุรีรัมย์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ติดตามการพัฒนาสุขภาวะวิถีพุทธของพระสงฆ์ ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ระดับพื้นที่อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ในเบื้องต้น พบว่า เป็นการพัฒนาที่เป็นรูปแบบการมีส่วนร่วม สานพลัง บวร ส่งเสริมสุขภาพและพัฒนาสุขภาวะวิถีพุทธพระสงฆ์และผู้สูงอายุแบบบูรณาการ สานงานสาธารณสงเคราะห์คณะสงฆ์ให้มั่นคงและยั่งยืน ที่มีผลการพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสุขภาวะวิถีพุทธ ให้เข้มแข็งต่อไป ตามแนวทางการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ด้านสาธารณสงเคราะห์ โดยสร้างระบบและกลไกเพื่อกํากับดูแลและบริหารภารกิจด้านการสาธารณสงเคราะห์ 



ให้เป็นรูปธรรมโดยสามารถวัดและประเมินผลได้ ส่งเสริมและสนับสนุนพระสงฆ์นักพัฒนาให้ทํางานร่วมกับเครือข่ายทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน ส่งเสริมและสนับสนุนวัดซึ่งเป็นองค์กรทางพระพุทธศาสนาเพื่อพัฒนาวิชาชีพสำหรับชุมชน รวมทั้งจัดตั้งกองทุนเพื่อการสาธารณะสงเคราะห์และสนับสนุนงานด้านสาธารณสงเคราะห์ เพื่อส่งมอบความช่วยเหลือพระสงฆ์อาพาธ ผู้ป่วยติดเตียง รวมทั้งผู้ประสบภัย / ประชาชนผู้ทุกข์ร้อนเบื้องต้น 


คณะสงฆ์อำเภอนางรอง ได้ร่วมกันขับเคลื่อน สนองงานการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ตามแผนการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาภายใต้แผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา  ที่มหาเถรสมาคมและมติคณะรัฐมนตรี เห็นชอบมอบถวายคณะสงฆ์ดำเนินการทั้งด้านการปกครอง การศึกษา ศึกษาสงเคราะห์ การเผยแผ่ การสาธารณูปการ และการสาธารณสงเคราะห์ เช่น การร่วมกันดำเนินการศูนย์พักคอย จากสถานการณ์ โควิด ๑๙ ในช่วงที่ผ่านมาและเตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์ต่อ รวมทั้งสนับสนุนคณะสงฆ์จังหวัดในการดำเนินการพัฒนาพื้นที่เพื่อจัดสร้างพุทธมณฑลประจำจังหวัด  ซึ่งล้วนเป็นภารกิจที่มีความสำคัญในอันที่จะกำหนดทิศทางการพัฒนางานคณะสงฆ์อย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ และก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจและโดยเฉพาะประเด็นยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต ช่วงวัยผู้สูงอายุ ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเป็นพลังในการขับเคลื่อนประเทศ การเสริมสร้างให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดี ครอบคลุมทั้งด้านกาย ใจ สติปัญญาและสังคม ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม การเสริมสร้างพลังทางสังคม ที่มีเป้าหมายการพัฒนาที่สำคัญที่ให้ความสำคัญการดึงเอาพลังของภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาคเอกชน ประชาสังคม ชุมชนท้องถิ่น มาร่วมขับเคลื่อน โดยการสนับสนุนการรวมตัวของประชาชนเป็นพลัง “บวร”  ในการร่วมคิดร่วมทำเพื่อส่วนรวม และสนองงานคณะสงฆ์ในการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ ในการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาอย่างเต็มที่ ให้พุทธศาสน์สถาพร โลกนิกรนิรทุกข์ สังคมสันติสุข เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนำไปสู่ความมั่นคง ยั่งยืนของพระพุทธศาสนาสืบไป ซึ่งสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๘๐) ที่จะนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้ประเทศไทยบรรลุวิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคงมั่งคั่ง ยั่งยืนเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อความสุขของคนไทยทุกคน              

 


คณะสงฆ์อำเภอนางรอง อสว.พระคิลานุปัฏฐาก นางรอง ร่วมกับภาคีเครือข่าย ภาครัฐ เขตสุขภาพที่ ๙ สสจ.สสอ. รพ.รพ สต. ในพื้นที่ เหล่ากาชาดจังหวัด กิ่งกาชาด ฝ่ายปกครองส่วนภูมิภาค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน กู้ภัยกู้ภัยตำรวจทางหลวงบุรีรัมย์ มีความตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลพระสงฆ์อาพาธและผู้สูงอายุที่ภาวะพึ่งพิง จึงได้ดำเนินการส่งเสริมสุขภาพและพัฒนาสุขภาวะผู้สูงอายุและพระสงฆ์แบบบูรณาการ เพื่อให้เกิดระบบการดูแลผู้สูงอายุและพระสงฆ์อย่างเสมอภาคเท่าเทียม และยั่งยืน อันจะส่งผลให้ผู้สูงอายุมีอายุเฉลี่ยของการมีสุขภาพดีเพิ่มขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนให้พระสงฆ์และวัดมีบทบาทในการส่งเสริมสุขภาพ เป็นศูนย์กลางสุขภาพชุมชน และจัดสภาพแวดล้อมที่ดีให้เอื้อต่อการส่งเสริมสุขภาพ ครอบคลุมการดูแลส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์และผู้สูงอายุ การดูแลพัฒนาทักษะกาย ใจ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ การพัฒนาวัดส่งเสริมสุขภาพและวัดรอบรู้ด้านสุขภาพ การส่งเสริมให้พระสงฆ์และผู้สูงอายุมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ โดยดำเนินงานโครงการการพัฒนาสุขภาวะวิถีพุทธของพระสงฆ์ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงระดับพื้นที่ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการดูแลผู้สูงอายุและพัฒนาสุขภาพพระสงฆ์ในชุมชนให้เป็นรูปธรรมต่อเนื่องและยั่งยืนสืบต่อไป


"พปชร."แถลงปมแพแตก! มติขับ 21 สมาชิกพรรคเครือ"ธรรมนัส"เหตุทำผิดร้ายแรง



เมื่อ​วันที่ ​20 ม.ค. 65 เวลา 10.25 น. ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา นายไพบูลย์ นิติตะวัน และ น.ส.พัชรินทร์ ซําศิริพงษ์ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ แถลงข่าวว่า เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 65 ที่ประชุมพรรคพลังประชารัฐมีมติเห็นชอบให้สมาชิกพรรคจำนวน 21 คน ซึ่งเป็นกลุ่มของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค และคณะ ให้พ้นจากการเป็นสมาชิกพรรค จากการประชุมร่วมกันของคณะกรรมการบริหารพรรค และ ส.ส. พรรค ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ สมาชิกพรรคจำนวน 21 คน ซึ่งเป็นกลุ่มของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค และคณะ ให้พ้นจากการเป็นสมาชิกพรรค เนื่องจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้เรียกร้องให้หัวหน้าพรรคมีการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ซึ่งหัวหน้าพรรคเห็นว่าข้อเรียกร้องดังกล่าวจะสร้างปัญหา และเกรงจะเกิดความขัดแย้งจึงมีการเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค 


ทั้งนี้ คณะกรรมการบริหารพรรคเห็นว่าไม่สามารถดำเนินการตามข้อเรียกร้องได้ และข้อเสนอดังกล่าวพรรคเห็นว่าเป็นเหตุที่ร้ายแรง ซึ่งตามข้อบังคับพรรคพลังประชารัฐ พ.ศ. 2561 ข้อ 54 (5) ว่าด้วยสมาชิกภาพของสมาชิกพรรคสิ้นสุดลง เมื่อพรรคการเมืองมีมติให้ออกเพราะกระทำผิดวินัยหรือจรรยาบรรณอย่างร้ายแรง หรือมีเหตุร้ายแรงอื่น การสิ้นสุดของสมาชิกภาพตามวรรคหนึ่ง จึงมีมติขับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และคณะ เพื่อรักษาหลักการ ให้พรรคมีเอกภาพ รักษาเสถียรภาพ และอุดมการณ์ของพรรค รวมทั้งต้องรักษาสมาชิกส่วนใหญ่ไว้ เพื่อขับเคลื่อนอุดมการณ์ของพรรค ทั้งนี้ พรรคจะดำเนินการจัดเตรียมเอกสารเสนอไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งต่อไป

25ม.ค.! "สป.อว."จัดสัมมนาชี้แจงหลักเกณฑ์และวิธีการ พิจารณาแต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งทางวิชาการเฉพาะด้าน



เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม 2565  สำนักปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) กำหนดจัดประชุมสัมมนาเพื่อชี้แจงหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการเฉพาะด้านให้กับคณะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการ และคณาจารย์ของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินการตามประกาศ ก.พ.อ. พ.ศ. 2564 

วันอังคารที่ 25 มกราคม 2565 เวลา 13.30 – 17.00 น. ผ่านระบบ ZOOM ID : 960 2743 2884 Passcode : 234406 ซึ่งรองรับผู้เข้าร่วมประชุมได้ไม่เกิน 500 คน ทั้งนี้ ทาง สป.อว. ได้ทำหนังสือไปยังสถาบันอุดมศึกษาของรัฐทุกแห่งแล้ว

สำหรับสถาบันอุดมศึกษาเอกชน และบุคคลทั่วไปสามารถรับชมได้ 2 ช่องทาง : Facebook Live : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

Youtube : https://youtu.be/DYYR9uVPRAI  สามารถ Download เอกสาร ได้ที่ http://www.basd.mua.go.th/Page/News_Detail.aspx?type=sem&id=M%2fKszA1ij5A%3d

เจ้าอาวาสวัดเขียนเขตร่วมกับผู้มีจิตศรัทธา มอบ 100,000 บาท ผู้ว่าฯหมู่ป่า สนับสนุนศูนย์ Call Center โควิดปทุมธานี



พระธรรมรัตนาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดเขียนเขต ร่วมผู้มีจิตศรัทธา มอบเงิน 100,000 บาท ให้ผู้ว่าปทุมฯ สนับสนุนศูนย์ Call Center โควิด-19


เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2565  เวลา 09.00 น. ณ อาคารเหล่ากาชาดจังหวัดปทุมธานี พระธรรมรัตนาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดเขียนเขต พระอารามหลวง และประธานอนุกรรมการโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข (ส่วนกลาง) ฝ่ายสาธารณูปการของมหาเถรสมาคม พร้อมด้วยคณะสงฆ์วัดเขียนเขต พระอารามหลวง, คุณสุดาลักษณ์ ชินวิรารัฒน์ ประธานชมรมรักษ์บวร รักษ์ศีล 5 ปทุมธานี ในอุปถัมภ์พระธรรมรัตนาภรณ์ และคุณองอาจ ธรรมนิทา กรรมการเลขานุการชมรมฯ


ร่วมกันมอบเงินจำนวน 100,000 บาท ให้กับคุณณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี พร้อมด้วยนายแพทย์อภิชน จีนเสวก รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี และคณะ เพื่อสมทบทุนสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการเฝ้าระวังและประสานงานสถานการณ์โควิด-19 ในเขตพื้นที่จังหวัดปทุมธานี ในโอกาสเดียวกันนี้ คณะฯ ยังได้ร่วมกันมอบชุดอาหารโฮมเมดอิตาเลียนของร้านมาดามอร่อย เรือนรังสิต ศูนย์การค้าตลาดรังสิต เพื่อส่งกำลังใจถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่อีกด้วย 


สำหรับการจัดตั้ง “ศูนย์อำนวยการเฝ้าระวังและศูนย์ประสานงานสถานการณ์ COVID-19 ในเขตพื้นที่จังหวัดปทุมธานี โทร. 02-1475622” มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในจังหวัดปทุมธานีที่ประสบปัญหาเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สายพันธุ์โอมิครอน เพื่ออำนวยความสะดวกและให้คำปรึกษาแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น ตลอด 24 ชั่วโมง โดยดำเนินงานบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคีเครือข่าย จำนวน 8 คู่สาย เพื่อช่วยเหลือผู้ติดเชื้อให้เข้าสู่ระบบการดูแลรักษาโดยเร็ว เริ่มตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม พ.ศ.2565 ที่ผ่านมา

"เจ้าคุณว." แนะบทบาทศาสนา ต้องปรับจูนเข้ากับคนรุ่นใหม่สร้างชาติแบบมีสติ

 


"เจ้าคุณว."เตือนระวังเครื่องมือขยายโกหกบนสื่อออนไลน์สร้างความเกลียดชัง แนะบทบาทศาสนาต้องปรับจูนเข้ากับคนรุ่นใหม่ สร้างสังคมสตินำไปสู่การสร้างชาติแบบสัมมาทิฐิ

 

วันที่ ๑๙  มกราคม  ๒๕๖๕ พระปราโมทย์ วาทโกวิโท,ดร. วิทยากรต้นแบบสันติภาพ อาจารย์หลักสูตรสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) 

เลขานุการศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน  มจร  นักศึกษาหลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ รุ่น ๑๒  ประธานด้านการประชาสัมพันธ์กลุ่มสโลวาเกีย หลักสูตรนักบริหารระดับสูง เปิดเผยว่า ได้เรียนออนไลน์หลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ รุ่นที่ ๑๒ โดยสถาบันการสร้างชาติ ซึ่งเป็นหลักสูตรที่รวมพลังคนดี คนเก่ง คนมีคุณภาพสู่การพัฒนาที่เกิดความยั่งยืน ภายใต้หัวข้อ “นวัตกรรมยุทธศาสตร์คุณธรรมเพื่อนำชาติผ่านวิกฤต” 


บรรยายแบบบูรณาการโดย พระเมธีวชิโรดม (อาจารย์ ว.วชิรเมธี) ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย จังหวัดเชียงราย กล่าวประเด็นสำคัญว่า ปัจจุบันเราเผชิญกับความเกลียดชังกัน มีเครื่องมือขยายการโกหกเกิดขึ้นในสื่อออนไลน์ ทำให้คนเกลียดกันง่ายแม้ไม่รู้จักกัน เช่น ประเด็นสีผิว หรือ การเหยียดกันเพื่อการเกลียดชังในสหรัฐอเมริกามีแนวคิดที่สุดโต่งในกรณีเหยียดคนเอเชีย ซึ่งโลกกำลังเผชิญวิกฤตมากมายซึ่งโลกไม่สามารถรับรองวิกฤตได้ เช่น การทำลายธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ซึ่งแท้จริงโลกมีการเชื่อมโยงกันเสมอ เราล้วนอยู่ในเครือข่ายแห่งความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันเสมอถือว่าเป็นวิกฤตภูมิอากาศโลก นำไปสู่วิกฤตคุณธรรมของคนในโลกส่งผลต่อวิกฤตเศรษฐกิจเพราะความเหลื่อมล้ำที่มีความขัดเจน ประเทศไทยคือสวนย่อยของโลกจะต้องเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน ต่อไปทุกคนสามารถเขย่าโลกนี้ได้ระบบของโลกมีการเปลี่ยนแปลง เด็กอายุ ๑๕ ปีในสวีเดน ออกมาพูดเรื่องสิ่งแวดล้อมวิกฤตทำให้เด็กเป็นผู้มีอำนาจในโลก 


โลกเชื่อมโยงกันจากสถานการณ์ของโควิดเชื่อมหากัน จึงต้องหาทางออกผ่านการมองแบบแยกส่วนไปสู่องค์รวม เพราะทุกอย่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ทำให้มนุษย์ไม่มององค์รวมแต่มักจะมองแยกส่วน เหมือนม้าลำปาง มองเฉพาะจุดเดียว จึงต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ว่าทุกอย่างจะต้องเชื่อมโยง ซึ่งอย่างเป็นองค์รวม จึงนำไปสู่ความรับผิดชอบต่อสังคมระดับโลก ต้องมีความรับผิดชอบทางจริยธรรมระดับโลก “ไม่มีใครปลอดภัยจนกว่าทั้งโลกจะปลอดภัย” ซึ่งชะตากรรมของคนทั้งโลกเชื่อมโยงกัน สรรพสิ่งจะอิงอาศัยกันทั้งโลกจึงต้องตระหนัก “สติของคนจะส่งผลต่อสันติของคนทั้งโลก การขาดสติของคนหนึ่งจะส่งผลต่อคนทั้งโลก” สอดรับกับแนวครูกับศิษย์ในการแสดงกายกรรมว่า“ไม่ต้องระวังใคร แต่ต่างกันต่างดูแลตนเองให้มีสติเป็นฐาน” เป็นทฤษฎีสติเพื่อสังคมนำไปสู่การสร้างชาติ 


โดยแหล่งอ้างอิงเดิมจริยธรรมในทางศาสนาเริ่มหมดไป จึงต้องอ้างอิงเหตุผลมากขึ้นผ่านสังคมประชาธิปไตย ให้คนอยู่ร่วมกันอย่างมีเหตุมีผล ในยุคใหม่จึงไม่ใช่ศาสนาแต่เป็นเหตุผล จึงต้องให้คนในชาติมีคุณธรรมเพียงอาศัยพระสงฆ์อย่างเดียวไม่ได้ จะต้องพัฒนาผลิตปัญญาให้ทันกับปัญหา คนไทยจะต้องสานเสวนาพูดคุยด้วยเหตุผลอย่างมีมิตรไมตรี จะต้องแก้ที่วิธีคิดปรับทิฐิของคน สังคม โลก ปัญหาคือมองโลกแบบแยกส่วน จึงต้องมองโลกแบบองค์รวมเป็นสัมมาทิฐิ จึงต้องทำให้คนในสังคมมีสติ “คนหนึ่งคนที่มีสติจะสวมหน้ากากก่อนออกจากบ้าน” จึงต้องแก้จากทิฐิผ่านการพัฒนาสติ คนหนึ่งคนที่มีสติกำลังดูแลโลกทั้งใบ จะต้องมีการตื่นรู้ร่วมกันของคนในสังคม 


บทบาทของศาสนาจะต้องปรับตัว จะต้องศึกษาคำสอนของศาสนาตนเองอย่างลึกซึ้ง เข้าใจศาสตร์สมัยใหม่เพื่อสื่อสารง่าย และใจกว้างเพื่อการแลกเปลี่ยนกับคนรุ่นใหม่ ซึ่งพระพุทธศาสนาที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์จะต้องเป็นแบบพระพุทธเจ้าเท่านั้นแบบดั้งเดิม แต่ปัจจุบันมีพระพุทธศาสนาแบบประเพณี พิธีกรรมที่ทำสืบๆ กันมาเป็นความเชื่อเท่านั้นถือว่าเนื้องอกพระพุทธศาสนา การที่บอกว่าพระพุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์เพราะเป็นความจริง สามารถพิสูจน์ได้จะต้องลงไปสู่การพิสูจน์ ทดลองด้วยตนเอง ตั้งคำถามและท้าทาย โดยบริษัทชั้นนำอย่างกรูเกิ้ลมีการพัฒนาสติภาวนาของคนในองค์กรอย่างจริงจัง คนรุ่นใหม่ต้องพึ่งพาสิ่งภายนอกมาตลอด จึงต้อง “สำนึกเชิงขอบคุณ” ต่อพ่อแม่และครูอาจารย์ เวลาจะกำหนดว่าเราล้วนสำนึกแห่งการพึ่งพา จึงต้องสอนให้เหมาะกับคนรุ่นใหม่ จึงต้องปรับภาษาในการสอนใหม่จึงต้องสร้างคนสำคัญกว่าทุกสิ่ง 


จากนั้น ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ (NBI) และนักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด  กล่าวขอบพระคุณท่านอาจารย์เจ้าคุณ ว.วชิรเมธี    


วันอังคารที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2565

พรรคร่วมฝ่ายค้านเตรียมยื่นซักฟอกรัฐบาล ปล่อย "แพงทั้งแผ่นดิน" แบบไม่ลงมติ



เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2565 เวลา 13.15 น. ณ ห้องแถลงข่าว  ชั้น 1 อาคารรัฐสภา นายชลน่าน ศรีแก้ว ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้าน อาทิ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ และนายนิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย แถลงข่าวผลการประชุมของพรรคร่วมฝ่ายค้านในประเด็น ดังนี้


1. ที่ประชุมมีมติยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 152 ในนามพรรคร่วมฝ่ายค้าน 1 ญัตติ  2.เนื้อหาสาระภายในญัตติ ประกอบด้วย  1)วิกฤตทางด้านเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องความเป็นอยู่ และภาวะหนี้สินของพี่น้องประชาชน 2)วิกฤตโรคระบาดในคน และสัตว์ อาทิ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) และโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF)  3)วิกฤตทางด้านการเมือง การปฏิรูปทางการเมือง และการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น  4)ประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง อาทิ สิ่งแวดล้อม การทุจริตคอร์รัปชัน เหมืองทองอัครา และปัญหาของพี่น้องชาวประมง


อย่างไรก็ตาม ในส่วนของรายละเอียดการอภิปรายในประเด็นต่าง ๆ นั้นถือเป็นสิทธิของพรรคร่วมฝ่ายค้านในการนำเสนอ โดยกำหนดยื่นญัตติดังกล่าวในวันศุกร์ที่ 21 ม.ค. 65 ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนดำเนินการเข้าชื่อของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และคาดว่าจะมีการเปิดอภิปรายในช่วงกลางเดือน ก.พ. 65 ทั้งนี้ จะหารือร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลขอใช้เวลาในการอภิปรายไม่น้อยกว่า 36 ชั่วโมง 


สำหรับการอภิปรายนั้น จะเป็นไปในลักษณะการสอบถามข้อเท็จจริง หรือเสนอแนะแนวทางการแก้ปัญหาต่อรัฐบาล หากรัฐบาลสามารถเปลี่ยนแปลงแนวทางการบริหารงานได้ย่อมจะเป็นประโยชน์และถือเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง 


ด้านนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กล่าวว่า จะใช้การอภิปรายตามมาตรา 152 ในการตั้งคำถามไปยังรัฐบาล และเป็นการเสนอแนะเพื่อให้รัฐบาลเปลี่ยนการทำงานจากเชิงรับ เป็นเชิงรุกให้ได้ โดยเฉพาะในช่วงที่เป็นรอยต่อเศรษฐกิจแบบนี้ หากรัฐบาลไม่สามารถทำงานในเชิงรุก หรือควบคุมราคา การแก้ไขปัญหาจะทำได้ยากมาก


ส่วน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลได้สร้างปัญหาสังคมอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการปรับลดงบประมาณด้านการศึกษาจำนวนมาก จนส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษา ตลอดจนการดำเนินการทางการเมืองโดยมุ่งผลประโยชน์ของตนเองมากจนเกินไป การอภิปรายครั้งนี้ พรรคฝ่ายค้านจึงเตรียมข้อมูลที่จะเสนอแนะต่อรัฐบาล และการอภิปรายครั้งนี้ยังถือเป็นวาระของประชาชนอย่างแท้จริง

"อนุทิน" ยันสธ.ดันเต็มที่แล้ว ถอดกัญชาออกจากยาเสพติด แต่ต้องผ่านบอร์ดพิจารณา

 


เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2565 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว ถึงประเด็นการถอดชื่อกัญชา ออกจากการเป็นยาเสพติด ว่า ตั้งแต่เดิน หน้านโยบายมาเราทำให้กัญชาจากที่ปลูกไม่ได้เลยให้มีช่องทางในการปลูก ด้วยการรวมตัวเป็นรัฐวิสาหกิจชุมชนผลิตสารสกัดส่งให้โรงพยาบาลหรือ รพ. สต เราหวังให้ประชาชนเข้าใจว่ากัญชาถ้าใช้ให้ถูกทาง ย่อมมีประโยชน์ ไม่จำเป็นต้องมองว่ากัญชาเป็นภาพลบทั้งหมด ต้องไม่มองเป็นยาเสพติด ต้องออกกฎหมายว่ากัญชา ไม่เป็นยาเสพติด ซึ่งปัจจุบันเรามีประมวลกฎหมายยาเสพติดประกาศใช้เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2564 ออกมาแล้ว เป็นกฎหมายที่ผ่านการลงเสียงในสภาผู้แทนราษฎรมีผู้แทนประชาชนยกมือให้ผ่านถึง 467 เสียงและบังคับใช้แล้ว


 ในกฎหมาย ไม่ได้ระบุชื่อของกัญชา แต่ก็มีคนไปตีความเป็นอย่างอื่น แล้วมาบอกว่าเพราะกระทรวงสาธารณสุขยังไม่ออกประกาศของกระทรวง ทั้งๆที่เจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายยาเสพติด ชัดเจนว่าไม่ให้กัญชาเป็นยาเสพติดอีกต่อไป แม้แต่นักกฎหมาย ระดับผู้พิพากษา ประธานป.ป.ช. ก็ยังบอกว่ากัญชาไม่ใช่ยาเสพติด แต่เมื่อมีความเห็นไม่ตรงกันก็ต้องหาทางออก โดยจะเร่งเซ็นประกาศกระทรวง ที่ไม่ระบุชื่อกัญชาให้เป็นยาเสพติด หรือที่เรียกว่า ยส.5 แต่จะเซ็นได้ก็ต่อเมื่อ คณะกรรมการยาเสพติดแห่งชาติเห็นชอบร่างของกระทรวงสาธารณสุขที่นำเสนอขึ้นไป ซึ่งในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข เราทำเต็มที่แล้ว  เรื่องนี้มีความไม่เป็นปกติอยู่คือกฎหมายปกติ อำนาจควรให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงนั้นๆเซ็นแต่ประกาศฉบับนี้กลับให้อำนาจพิจารณาอยู่กับหน่วยงานอื่นก่อน แล้วจึงมาถึงรัฐมนตรี


 ปัจจุบัน ยส.5 หรือ ประกาศของกระทรวงสาธารณสุขถอดชื่อของกัญชาออกจากยาเสพติด ผ่านการพิจารณาของกระทรวงสาธารณสุขแล้ว อนุกรรมการระบุชื่อยาเสพติดตัดชื่อกัญชาออกไปแล้ว จากนั้น จะพิจารณา โดย คกก.ควบคุมยาเสพติด ทางกระทรวงสาธารณสุข เราเร่งเครื่องในส่วนของเราแน่นอน ก่อนเสนอขึ้นไปที่คณะกรรมการยาเสพติดแห่งชาติ ที่มีท่านรองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม พิจารณา ซึ่งท่าน ก็ต้องทบทวนให้รอบด้าน เมื่อทุกฝ่ายเห็นชอบ รัฐมนตรีเซ็น ก็จบ


" เรื่องกัญชาเสรีเราไม่ได้สนับสนุนให้ใช้เพื่อการสันทนาการ กฎหมายระบุไว้ว่าให้ใช้ใน เรื่องของสุขภาพ วิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรมเหล่านี้กฎหมายไม่ห้าม และถ้าผ่านไปแล้วในเรื่องของการระบุชื่อยาเสพติด จากนี้ จะมีการออกประกาศอีกหลายฉบับเพื่อกำหนดขอบเขตการใช้กัญชา รวมทั้งออกพระราชบัญญัติกัญชา-กัญชงด้วย เรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาล เป็นนโยบายที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแถลงเอาไว้ ชัดเจนว่าจะต้องพัฒนาพืชกัญชา กัญชงให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจภายใต้มาตรการที่รัดกุม" 

“ศุภชัย” แนะ “วิษณุ” จี้ตร.ชะลอจับปลูกกัญชาดีกว่า เผยเล็งชงกม.กัญชากัญชงแบบกระท่อม



“ศุภชัย” แนะ “วิษณุ” ให้ตำรวจชะลอจับประชาชนปลูกกัญชา เพื่อประโยชน์พี่น้องประชาชน เผยเตรียมเสนอกฎหมาย พ.ร.บ.กัญชา กัญชง เข้าสภา โดยเปิดโอกาสให้ทุกพรรคร่วมเสนอ หลักการเดียวกับกฎหมายกระท่อม

 

วันพุธที่ 19 มกราคม 2565 นายศุภชัย ใจสมุทร รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด รัฐสภา และ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ในหัวข้อ กัญชาเสรี ถูกหรือผิดกฎหมาย? ผ่านช่องทาง Youtube The Standard โดยกล่าวว่า ในมุมมองของตนเอง และนักกฎหมายอีกหลายท่าน อาทิ นายวิชา มหาคุณ ก็ได้เห็นว่า กัญชาไม่ใช่ยาเสพติดมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2564 แล้ว เพราะประมวลกฎหมายใหม่ ไม่ได้ระบุว่ากัญชาเป็นยาเสพติด แต่ในขณะเดียวกัน ป.ป.ส. หรือนักกฎหมายท่านอื่น ยังบอกว่ากัญชาเป็นยาเสพติดอยู่ นั่นก็เป็นประเด็นที่ยังไม่เป็นข้อยุติ  และสิ่งที่รองนายกฯ วิษณุ เครืองาม ได้ออกมาเคลื่อนไหวนั้น ตนเองรู้สึกยินดี เท่ากับว่ารัฐบาลได้ให้ความสนใจและได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ 

.

“ ถ้าถามผม ผมก็บอกว่าสิ่งที่ท่านบอกว่าให้ชะลอการปลูกไว้ก่อน คำพูดที่ท่านพูดมาไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร เพราะว่าการชะลอให้ปลูกก็คือ อย่าเพิ่งปลูก เพราะไม่มีใครปลูกก็ไม่มีใครจับ แต่คำถามที่ท่านบอกว่าก่อนหน้านี้ที่เขาปลูก และถูกจับไปแล้ว ที่ปลูกไปแล้วยังไม่ถูกจับนี่ ท่านได้สั่งให้ชะลอการจับไว้ด้วยหรือเปล่า ก็อยากจะบอกว่า วันนี้ท่านต้องมีหน้าที่ที่จะดูแลสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชนอยู่ เพราะวันนี้มีคนติดต่อผมมา จนถึงวันนี้มี 18 คดีแล้ว”

.

นายศุภชัย กล่าวต่ออีกว่า สำหรับกรณีที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.จังหวัดพัทลุง ได้มีการกล่าวว่าตนมีการตีความผิดนั้น คนที่กำลังออกมาถก หรือมาดีเบส คนที่เป็นกรรมาธิการร่างกฎหมายมีตนคนเดียว รู้เจตนารมณ์ของกฎหมาย อีกทั้งรู้เรื่องแนวนโยบายของรัฐบาล และนโยบายของพรรคภูมิใจไทยที่จะไม่ให้กัญชาเป็นยาเสพติด และต้องการส่งเสริมให้เป็นประโยชน์ในทางการแพทย์ และทางเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นนโยบายที่นายกฯ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แถลงต่อรัฐสภา คือจะส่งเสริมเรื่องกัญชา นี่คือที่มา ที่ทำไมประมวลกฎหมายยาเสพติดจึงไม่มีกัญชาอยู่ อย่างไรก็ตาม ตอนที่ผ่านประมวลกฎหมายยาเสพติด คะแนนที่ได้มาไม่มีใครที่ลงมติไม่เห็นด้วยเลยสักคน เป็นศูนย์คะแนน และในช่วงที่มีการร่างกฎหมาย ตอนพิจารณาร่างกฎหมายคณะกรรมาธิการไม่มีกรรมาธิการท่านใดสงวนความเห็นขอเพิ่มคำว่า “กัญชา” เข้าไปในยาเสพติด ประเภท 5 ในมาตรา 29 และไม่มีสมาชิกรัฐสภา ทั้งส.ส. และสว. ท่านใดที่เสนอแปรญัตติขอแก้เลย เพราะฉะนั้นวันนี้ ต้องพูดตรงๆ ว่า มีเรื่องของ hidden agenda อยู่ 

 

ขณะที่ทาง อย. ได้บอกว่าสิ่งที่คณะกรรมการควบคุมยาเสพติดจะพิจารณาในบัญชียาเสพติดแต่ละประเภทตามมาตรา 29 ที่นอกเหนือจากมาตรา 29 ทุกประเภท คือ ประเภท 1 ถึงประเภท 5 โดยในประเภท 5 สิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบันคือคำว่า พืชฝิ่น ซึ่งไม่มีคำว่ากัญชาอยู่ แต่หลังจากนั้นก็จะมีเพิ่มอีก 2 อย่าง คือ 1) สารสกัดจากกัญชาหรือกัญชง ที่มีค่า THC เกิน 0.2% อันนี้คือที่สกัดกัญชาภายในประเทศ แต่ถ้านอกประเทศคือห้ามหมด 2) ก็คือเห็ดขี้ควาย เห็ดเมา โดยคณะกรรมการจะพิจารณาแค่นี้ และกระทรวงสาธารณสุขจะพิจารณาโดย อย. เสนอเข้าคณะกรรมการนี้ หลังจากนี้เสนอไปยังคณะกรรมการชุดใหญ่ ที่มีนายกรัฐมนตรีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน  อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าท่านนายกฯ เป็นผู้แถลงต่อรัฐสภาเอง ซึ่งมีทั้งส.ส. และสว. ว่าจะสนับสนุน “กัญชา” และยังเชื่อว่า กัญชาก็จะถูกปลดออกจากการเป็นยาเสพติด 

 

นายศุภชัย กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ได้เตรียมจะเสนอกฎหมาย 1 ฉบับ เป็นพระราชบัญญัติ ชื่อพระราชบัญญัติ กัญชา กัญชง เหมือนกับกระท่อม หลังที่กระท่อมออกมาจากพ.ร.บ.ยาเสพติดปี 2522 แล้ว ทางกระทรวงยุติธรรมก็ได้เสนอพระราชบัญญัติพืชกระท่อมขึ้นมา พระราชบัญญัตินั้นก็จะมีเรื่องของกระท่อมว่าใครปลูกได้หรือปลูกไม่ได้ โดยเรื่องที่ตนจะเสนอนั้น ก็จะกำหนดว่า ร่างฉบับนี้จะบอกว่า ถ้าประชาชนปลูกใช้ในครัวเรือนต้องขออนุญาตหรือไม่ ซึ่งจะบอกว่าไม่ต้องขออนุญาต เพียงแต่ไปจดแจ้งกับท้องถิ่นให้ทราบว่าในครัวเรือนมีการปลูกกัญชา และปลูกกี่ต้น แต่ถ้าเป็นเชิงพาณิชย์ เชิงอุตสาหกรรม หรือเชิงค้าขายขนาดใหญ่ต้องขออนุญาตทั้งหมด 

 

“ สำหรับเรื่องที่จะปลูก 6 ต้นนั้น ต้องบอกว่า วันนี้กัญชาไม่ใช่ยาเสพติด แต่เป็นเรื่องที่เราไม่ได้บอกว่าจะต้องปลูกเท่าไหร่ก็ได้ แต่ผมบอกว่า วันนี้ในบทร่างกฎหมายที่ผมจะเสนอ ผมจะบอกว่า จะไม่เสนอในนามพรรคภูมิใจไทย แต่จะชวนเพื่อนสมาชิกส.ส.ซึ่งเห็นพ้องต้องกันกับผม ไม่ว่าจะเป็นทั้งฝ่ายค้าน หรือฝ่ายรัฐบาล ผมเชื่อมั่นว่ามีคนพร้อมที่จะเสนอชื่อให้กับผมเป็นร้อยคน ตรงนี้ไม่ได้กำหนดว่า ครัวเรือนเหมาะสมควรจะปลูกสัก 10 ต้น หรือ 15 ต้น ก็ว่ากันไป แต่หลักคือ ไม่ต้องขออนุญาต เพราะจะปลูกมาไว้ใช้เป็นยาในการรักษาโรค หรือไว้สำหรับทำอาหาร ปลูกไว้หลังบ้านก็เป็นสิทธิ์ของคุณ นี่คือเราจะต้องไปให้ถึงตรงนั้น “ 

 

อย่างไรก็ดี นโยบายกัญชาเป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทย และกฎหมายที่ภูมิใจไทยผลักดันมา เพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อ 35 วันที่แล้ว (ผลบังคับใช้ 9 ธ.ค. 64)เพราะฉะนั้นตนจึงมาตามสถานการณ์ของเวลา เมื่อยังได้ยินว่ามีคนถูกดำเนินคดี จึงมาดำเนินการ สิ่งที่ตนในฐานะผู้แทนราษฎร มีหน้าที่ปกป้องพี่น้องประชาชน คนยากคนจน และจะนำกลุ่มกัญชาที่อยู่ใต้ดินขึ้นมาอยู่บนโต๊ะ โดยเชื่อว่าทุกฝ่ายก็พร้อมที่จะมาอยู่อย่างถูกกฎหมาย เพราะทุกคนเป็นมืออาชีพ นายศุภชัย กล่าวทิ้งท้าย

 

วันจันทร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2565

โปรดทราบด่วน! อย.เตรียมเสนอบัญชียาเสพติดไม่มีกัญชาแล้ว



รองเลขาอย. เผย เตรียมเสนอ “ปลดล็อกกัญชา” ออกจากยาเสพติดสิ้นเชิง ถกบอร์ด ควบคุมยาเสพติด 19 ม.ค.นี้ 

 

วันจันทร์ที่ 17 มกราคม 2565 จากกรณีการถกเถียงประเด็นการปลูกกัญชาอย่างถูกกฎหมาย ภายใต้พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2564 โดยในประมวลฯ ไม่ได้ระบุชื่อ กัญชา และกัญชง ในยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 แล้ว

 

ล่าสุด นพ.วิทิต สฤษฎีชัยกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวถึงความคืบหน้ากฎหมายกัญชา ว่า วันนี้มีความคืบหน้าในการปลดล็อกกัญชา-กัญชง ออกจากรายชื่อเสพติดให้โทษ ซึ่งต้องเรียนว่าทุกอย่างต้องทำตามลำดับขั้นตอนทางกฎหมาย ขั้นตอนแรก คือ การระบุชื่อยาเสพติดให้โทษ ที่เป็นกฎหมายระดับรอง ซึ่งจะออกเป็นลักษณะของประกาศกระทรวงสาธารณสุข ภายใต้ ประมวลกฎหมายยาเสพติด โดยวันนี้เป็นก้าวแรกในการประชุมคณะอนุกรรมการกลั่นกรองการระบุชื่อยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ที่มี นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการอย.ฯ เป็นประธาน 

 

นพ.วิทิต กล่าวว่า มติในที่ประชุมเห็นชอบให้ควบคุมสารสกัดจากทุกส่วนของกัญชา และกัญชง โดยเห็นชอบ (ร่าง) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. .... ซึ่งกำหนดให้การระบุชื่อยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 คือ สารสกัดจากพืชกัญชา กัญชง ที่เป็นพืชในตระกูลแคนนาบิส (Cannabis) ยังเป็นยาเสพติดให้โทษ ยกเว้นที่ไม่เป็นยาเสพติดให้โทษ คือ ก.สารสกัดจากพืชกัญชา กัญชง เฉพาะที่ได้จากการอนุญาตปลูกในประเทศ ในทุกส่วนที่มีปริมาณสาร THC ไม่เกิน 0.2% โดยน้ำหนัก และ ข. สารสกัดจากเมล็ดกัญชา กัญชง ที่ได้จากการปลูกในประเทศเช่นกัน

 

“นั่นคือ จะไม่มีชื่อกัญชาอยู่ในยาเสพติดแล้ว เราจะเหลือว่ายาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 คือ สารสกัดที่ได้จากพืชกัญชา กัญชง ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงประโยชน์ของการใช้กัญชาได้” นพ.วิทิต กล่าว

 

นพ.วิทิต กล่าวย้ำว่า เราต้องป้องกันการนำเข้าสารสกัดจากกัญชา และกัญชง จากต่างประเทศ เพื่อดูแลผู้ประกอบการในประเทศ ด้วยการกำหนดข้อยกเว้น ก และ ข เพื่อให้ผู้ที่ได้รับอนุญาตไปก่อนหน้านี้ยังสามารถสกัดและนำไปทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ ดังนั้น สารสกัดจากพืชกัญชา กัญชงทุกส่วน ยังเป็นยาเสพติด แต่ถ้ามีปริมาณสาร THC น้อยกว่า 0.2% โดยน้ำหนัก จะถือว่าไม่เป็นยาเสพติด แต่ต้องมาจากการ

อนุญาตปลูกในประเทศเท่านั้น

 

ทั้งนี้ นพ.วิทิต กล่าวว่า สำหรับขั้นตอนต่อไปจะดำเนินการเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการควบคุมยาเสพติด ที่มี นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานฯ เพื่อพิจารณาในวันที่ 19 ม.ค. นี้ หลังจากนั้นกระทรวงสาธารณสุขจะเสนอ (ร่าง)ประกาศดังกล่าว ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ส. ที่ท่านวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฯ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 29 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด ย้ำว่า หากผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ป.ป.ส. แล้ว ก็จะเสนอต่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข ที่มีอำนาจตามประมวลยาเสพติด เห็นชอบเพื่อลงนามประกาศใช้ต่อไป

"ณพลเดช" โชว์คำพิพากษา! มีกัญชาในครอบครองติดคุก 2 เดือน 15 วัน หลังวันประกาศ พ.ร.บ.ฯยาเสพติด 2564


วันจันทร์ที่ 17 มกราคม 2565   ดร.ณพลเดช มณีลังกา ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการที่มีการถกเถียงกันอย่างมากในสังคมเป็นวงกว้างว่าปลูกกัญชาจะผิดกฎหมายหรือไม่ โดยเฉพาะการที่นายศุภชัย ใจสมุทร และนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่กล่าวถึงกัญชาไม่ใช่สารเสพติดนั้น


ล่าสุดตน ขอนำคำพิพากษา เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าการมี” กัญชาในครอบครองนั้นเป็นสิ่งผิดกฎหมาย” ตาม คดีดำที่ ย3/2565 เรื่อง ผลิตและมียาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชา) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย โดยมีคำพิพากษาวันที่ 5 มกราคม 2565 โดยจำเลยมีโทษจำคุกถึง 2 เดือน 15 วัน และปรับเป็นเงิน 13,500 บาทนั้น เป็นคำพิพากษาหลังวันที่ พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 บังคับใช้ ทั้งนี้ตนขอนำบทความทางวิชาการที่เขียนได้ดีและเป็นกลาง เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจ ที่เขียนโดยนายสันติ ผิวทองคำ ผู้พิพากษาศาลแขวงระยอง ซึ่งเป็นรุ่นพี่ปริญญาเอก สาขาวิชาการบริหารกระบวนการยุติธรรม คณะนิติศาสตร์ มหาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีบทความดังนี้




ถาม "กัญชา" ยังคงเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตาม ป.ยาเสพติด อยู่หรือไม่ by ท่านติ 


ตอบ

1.เดิม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ ได้อาศัยอำนาจตามความใน มาตรา 6 วรรคหนึ่ง 8 (1) (2) ของ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ประกาศให้ “กัญชา” (Cannabis) พืชในสกุล Cannabis วัตถุหรือสารที่อยู่ในพืชกัญชา เช่น ยาง น้ำมัน เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ.2563ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2563 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2563 “กัญชา” จึงเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา6 วรรคหนึ่ง มาตรา 8 (1) และ (2) ประกอบประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ.2563


2.ต่อมามีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 ซึ่งตาม มาตรา 3 มาตรา 4 (5) พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด บัญญัติให้ยกเลิก พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 เมื่อประมวลกฎหมายยาเสพติดมีผลใช้บังคับ ย่อมหมายความว่า ในวันที่ 9 ธันวาคม 2564 อันเป็นวันที่ ประมวลกฎหมายยาเสพติดมีผลใช้บังคับ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง มาตรา 8 (1) และ (2) จึงถูกยกเลิกเพิกถอนไป

(2.1) ซึ่งตาม หลักนิติวิธีของกฎหมาย มีว่า หากกฎหมายหลักอันเป็นที่มาของกฎหมายรองหรือนุบัญญัติ คือ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง มาตรา 8 (1) และ (2) ถูกยกเลิกแล้ว กฎหมายรองหรืออนุบัญญัติ เช่น กฎกระทรวง ประกาศ ระเบียบ ที่ออกตามกฎหมายหลัก ย่อมถูกยกเลิก เพิกถอน ไปเช่นเดียวกัน ตามหลัก “กฎหมายแม่ตายกฎหมายลูกย่อมตายตามไปด้วย”

(2.2) แต่หลักนิติวิธีดังกล่าวมีข้อยกเว้นว่า หากกฎหมายในระดับเดียวกับกฎหมายหลักหรือสูงว่า ยังบัญญัติให้ กฎหมายรองหรืออนุบัญญัติ เช่น กฎกระทรวง ประกาศ ระเบียบ ที่ออกตามกฎหมายหลัก ยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ เช่นนี้แล้ว ย่อมถือว่า กฎหมายรอง ได้ออกตาม กฎหมายหลักฉบับใหม่ไปโดยปริยาย ไม่ถูกยกเลิก เพิกถอน ไปตามกฎหมายหลักเดิม ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเกิด “ช่องว่างหรือสุญญากาศ” ทางกฎหมายนั่นเอง


3. พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 และ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 เป็นกฎหมายที่อยู่ในลำดับพระราชบัญญัติเช่นเดียวกัน จึงมีศักดิ์เท่ากัน

4.สำหรับอนุบัญญัติ เช่น กฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศ ที่ออกตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ นี้ พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 ได้บัญญัติไว้ใน มาตรา 8 ว่า “บรรดากฎกระทรวง ระเบียบ หรือประกาศ ที่เป็นอนุบัญญัติ ที่ออกตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522… และใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่ ป.ยาเสพติด ใช้บังคับ “ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเพียงเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับประมวลกฎหมาย หรือ จนกว่าจะมีกฎกระทรวง ระเบียบ หรือประกาศ ที่ออกตาม ป.ยาเสพติด...มาใช้บังคับ” จากผลของ พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดฯ มาตรา 8 ดังกล่าว จึงส่งผลให้ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ.2563 ซึ่งเป็นอนุบัญญัติที่ออกตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ ไม่ถูกยกเลิก เพิกถอน หรือ ตายไปตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ หากแต่ยังคงมีผลใช้บังคับอยู่เช่นเดิม ภายใต้เงื่อนไข 2 ประการคือ


(4.1) เงื่อนไขประการแรก คือ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ.2563 ต้องไปขัดกับบทบัญญัติแห่ง ป.ยาเสพติด ประเด็นนี้เห็นว่า “ไม่มีบทบัญญัติ” มาตราใดของ ป.ยาเสพติด บัญญัติว่า “กัญชา” (Cannabis) พืชในสกุล Cannabis วัตถุหรือสารที่อยู่ในพืชกัญชา เช่น ยาง น้ำมัน “ไม่ถือเป็นยาเสพติด ตาม ป.ยาเสพติด” ส่วนที่ มาตรา 29 (5) ของ ป.ยาเสพติด บัญญัติว่า ยาเสพติดให้โทษประเภท 5 คือยาเสพติดให้โทษที่มิได้เข้าอยู่ในประเภท 1 ถึงประเภท 4 เช่น พืชฝิ่น ก็เป็นเพียงการยกตัวอย่าง และ มิใช่การบัญญัติว่า กัญชามิใช่ยาเสพติดให้โทษประเภท 5 หรือ ให้ยกเลิกประกาศของกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2563 ฉะนั้น ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ.2563 จึง “ไม่ขัดแย้งกับ ป.ยาเสพติด” ประการหนึ่ง


(4.2) เงื่อนไขประการที่สอง คือ มีกฎกระทรวง หรือ ประกาศ ที่ออกตามความแห่ง มาตรา 29 วรรคสอง ของ ป.ยาเสพติด ประกาศรายชื่อยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ออกมาบังคับใช้โดยเฉพาะแล้ว ประเด็นนี้เห็นว่า ตาม มาตรา 29 วรรคสอง ของ ป.ยาเสพติด บัญญัติว่าการระบุชื่อยาเสพติดให้โทษว่ายาเสพติดให้โทษชื่อใดอยู่ในประเภทใดตาม มาตรา 29 (5) และการเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงชื่อหรือประเภทยาเสพติดให้โทษดังกล่าว ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ป.ป.ส. ประกาศ กำหนด ซึ่ง ณ วันที่ ป.ยาเสพติด มีผลใช้บังคับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ป.ป.ส. ยังไม่ได้ออกประกาศ ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภทตาม มาตรา 29 (5) ออกมาบังคับใช้ ฉะนั้นจึงเป็นกรณีที่ ยังไม่มีประกาศระบุชื่อยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ที่ออกตาม ป.ยาเสพติด มาใช้บังคับ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ.2563 จึงยังมีผลใช้บังคับต่อไปจนกว่าจะมีประกาศที่ออกตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 29 วรรคสอง อีกประการหนึ่ง


(5) ด้วยเหตุข้างต้นจึงสรุปได้ว่า “กัญชา” ยังคงเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตาม ป.ยาเสพติด ด้วยเหตุ

(5.1) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ.2563 บัญญัติให้ “กัญชา” (Cannabis) พืชในสกุล Cannabis วัตถุหรือสารที่อยู่ในพืชกัญชา เช่น ยาง น้ำมัน เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ยังมีผลใช้บังคับตามความแห่ง พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 8

(5.2) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ.2563 มิได้ขัดหรือแย้งกับ บทบัญญัติมาตราใดๆ ของ ป.ยาเสพติด และ มาตรา 29 (5) ของ ป.ยาเสพติด

(5.3) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ป.ป.ส. ยังไม่ได้ออกประกาศ ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภทตาม มาตรา 29 ออกมาบังคับใช้ ทดแทน ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. 2563

(5.4) “กัญชา” (Cannabis) พืชในสกุล Cannabis วัตถุหรือสารที่อยู่ในพืชกัญชา เช่น ยาง น้ำมัน ยังคงเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตาม มาตรา 29 (5) แห่ง ป.ยาเสพติด อยู่เช่นเดิม

ท่านติ./


ดร.ณพลเดช กล่าวเพิ่มเติมว่าจากกรณีการเผยแพร่ข่าวจากฝ่ายการเมืองบางพรรค ที่ว่ากัญชาไม่ใช่สารเสพติด ถ้ารู้อยู่แล้วว่า ปลูกกัญชา คือการทำผิด กฎหมาย ประมวลกฎหมายยาเสพติด ข้อหา "ผลิตยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชา) แต่ออกมา ปลุกปั่น ยั่วยุ ปล่อยข่าว ให้ ประชาชนเชื่อว่าไม่ผิด จะเข้าข่ายกระทำผิด ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 (3) ฐานทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เพื่อแสดงความเห็นโดยสุจริต (เพราะรู้ว่าผิดกฎหมายอยู่แล้ว) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิด (ทำผิด ประมวลกฎหมายยาเสพติด) โดย ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 บัญญัติไว้ว่า


“มาตรา 116 ผู้ใดกระทําให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอัน มิใช่เป็นการกระทําภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต

(1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กําลังข่มขืนใจ หรือใช้กําลังประทุษร้าย

(2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อ ความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ

(3) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินเจ็ดปี”


ทั้งนี้ตนจึงขอแนะนำเพื่อให้ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะที่เป็นผู้ผลักดัน กัญชาให้ถูกกฎหมาย สามารถดำเนินการเพื่อให้สร้างความแจ้งชัดต่อประชาชนในการปลูกกัญชา อย่างเสรีตามนโยบายที่ว่าได้ ได้ 3 วิธีคือ

1.แก้กฎหมายแม่ เพื่อให้มีความชัดเจนและแจ่มชัด

2.แก้กฎหมายลูก ที่ออกทั้งหมดในบทบัญญัติที่เกี่ยวเนื่องกับกัญชา

3.ส่งศาลเพื่อตีความ

วันอาทิตย์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2565

ศบค.แจงไทยติดเชื้อโอมิครอนแล้วกว่าหมื่นราย เสียชีวิต 2 รายแรก



วันจันทร์ที่ 17 มกราคม 2565 เวลา 12.30 น. ศูนย์ข้อมูล COVID-19   สถานการณ์การติดเชื้อ COVID-19 ในประเทศ ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564  ผู้ป่วยรายใหม่ 6,929 ราย  ผู้ป่วยยืนยันสะสม 107,979 ราย หายป่วยแล้ว 58,772 ราย เสียชีวิตสะสม 240 ราย ข้อมูลสะสมตั้งแต่ปี 2563 ผู้ป่วยยืนยันสะสม 2,331,414 ราย หายป่วยแล้ว 2,227,266 ราย เสียชีวิตสะสม 21,938 ราย 

ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ - 16 มกราคม 2565 มีผู้รับวัคซีน สะสมทั้งหมด จำนวน 109,542,145 โดส วันที่ 16 มกราคม 2565 มีผู้รับการฉีดวัคซีน เข็มที่ 1 จำนวน 14,305 ราย เข็มที่ 2 จำนวน 28,791 ราย เข็มที่ 3 จำนวน 129,341 ราย รวม 172,437 ราย

พร้อมรายงานว่า สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา รายงานสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโคโรนา 2019 พบผู้เสียชีวิตรายแรกจากโควิดสายพันธุ์ Omicron เป็นหญิงสูงอายุวัย 86 ปี จ.สงขลา เป็นผู้ป่วยติดเตียงและอัลไซเมอร์โดยติดเชื้อมาจากหลานชายที่เดินทางกลับจาก จ. ภูเก็ต เป็นรายแรกของจังหวัดสงขลาและรายแรกของไทย

อย่างไรก็ตาม แพทย์หญิงอภิสมัย ศรีรังสรรค์  ผู้ช่วยโฆษก ศบค.ได้รายงานว่า ผู้ติดเชื้อโอมิครอนเสียชีวิต 2 รายแรกในไทยเป็นผู้สูงอายุ และมีโรคประจำตัว โดยเป็นผู้หญิงทั้งคู่ รายแรกอายุ 86 ปี ชาวจังหวัดสงขลา ส่วนอีกหนึ่งรายอายุ 84 ปีเป็นชาวจังหวัดอุดรธานี  





ไทยพบติดเชื้อ"โอมิครอน"แล้วกว่าหมื่นราย 


ที่กระทวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยถึงกรณีผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ซึ่งล่าสุดพบแล้วจำนวน 2 ราย ที่มีข้อมูลการรับวัคซีนโควิด-19 เพียง 2 เข็ม ว่า วัคซีน 2 เข็ม ก็ช่วยลดความรุนแรงได้ แต่ที่เกิดปัญหาหากป่วยหนักจนเสียชีวิต มีปัจจัยอื่นร่วมด้วย ซึ่ง 2 รายนี้ เป็นผู้ป่วยติดเตียง ระบบภูมิต้านทานของร่างกายไม่ค่อยปกติ อย่างไรก็ตาม ในการประชุมอีโอซี สธ. ได้มอบหมายให้กรมวิทยาศาสตร์ฯ ไปสำรวจว่า ผู้ที่ติดเชื้อโอมิครอน ซึ่งปัจจุบันมีเกือบ 1 หมื่นราย โดยเราจะใช้เลขบัตรประชาชนของแต่ละคน ส่งให้กรมการแพทย์ติดตามว่า มีกี่ราย อาการน้อย หายดี หรืออาการหนัก เพื่อให้ได้ข้อมูลสถานการณ์ความรุนแรงของโอมิครอน


นพ.ศุภกิจ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันยังมีคนเรียกร้องไม่ฉีดวัคซีน แต่หลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจนว่า วัคซีนช่วยลดความรุนแรงได้จริง สถานการณ์โลกก็เช่นกัน โดยแน่ๆ ช่วยลดความป่วยหนัก เสียชีวิตได้ และเมื่อเป็นเข็มที่ 3 ก็ลดการติดเชื้อ ลดการแพร่เชื้อได้ด้วย


"จึงต้องถามสังคมว่า เราอยู่ด้วยกันในสังคม หากจะปล่อยให้คนฉีดหรือไม่ฉีดตามใจชอบก็จะเป็นปัญหากับคนอื่นได้ แต่หากท่านอยู่คนเดียวก็ไม่เป็นไร จะฉีดหรือไม่สุดแล้วแต่ แต่หากต้องทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่น ในหลักการควบคุมโรค การใช้กติกาว่า จะร่วมกิจกรรมมีโอกาสแพร่เชื้อเยอะๆ หากติดกันมาก รอรักษาอย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะโอกาสการกลายพันธุ์ยิ่งติดมากเท่าไหร่ ก็จะกลายพันธุ์ง่ายขึ้น เราไม่ประสงค์เห็นพันธุ์อื่นๆอีก ขอฝากให้ไปฉีดวัคซีนกัน เพราะลดความรุนแรงได้จริง อย่างผู้ป่วยเสียชีวิตเริ่มลดลง ซึ่งมาจากการฉีดวัคซีนมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง กลุ่มเปราะบาง" นพ.ศุภกิจ กล่าว


ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการศึกษาผลจากการฉีดวัคซีนครึ่งโดสได้หรือไม่ นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า ใช่ กรมวิทยาศาสตร์ฯ จะมีการติดตามเรื่องนี้ แต่ปัจจุบันข้อแนะนำทางการไม่ได้มีว่าให้ฉีดครึ่งโดส หรือแม้แต่การฉีดเข้าในชั้นผิวหนัง ยกเว้นบางพื้นที่ บางสถาบัน จะเป็นเรื่องของการศึกษาวิจัย

 

"ประวิตร" กำชับเปิดโอกาสเยาวชนเอกชนมีส่วนร่วม น้อมนำ "หลักปรัชญาศก.กิจพอเพียง"



พล.อ.ประวิตร  น้อมนำ "หลักปรัชญาศก.กิจพอเพียง" ขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน  เปิดโอกาสเยาวชน/เอกชน มีส่วนร่วม  มุ่งยกระดับความเป็นอยู่ปชช.ทุกมิติ  ฝ่าวิกฤตโควิด-19 


เมื่อวันจันทร์ที่ 17 มกราคม 2565  เวลา 10.00 น. พล.ต.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผู้ช่วยโฆษก รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี  ได้เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (กพย.) ครั้งที่1/2565  ผ่านระบบ สื่ออิเล็กทรอนิกส์


ที่ประชุมได้รับทราบ  ผลการดำเนินงานตามแผนขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนของไทย (Thailand's SDG Roadmap) ซึ่งมีผลการดำเนินงานคืบหน้าทั้ง 6 ด้านหลัก ได้แก่ 1)การสร้างความตระหนักรู้ 2)การวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างเป้าหมายการพัฒนากับแผน 3ระดับ ของประเทศ  3)การกำหนดกลไกการขับเคลื่อนการพัฒนาผ่านกลไกในระดับประเทศ ระดับหน่วยงาน และระดับพื้นที่ 4)การดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนา 5)การสร้างความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ และ 6)การติดตามประเมินผล รวมทั้ง รับทราบรายงานVNR (Voluntary National Review) ประจำปี2564 เพื่อขับเคลื่อน SDGs ของไทยทั้ง 17 เป้าหมาย คำนึงถึงผลกระทบของโควิด-19 เพื่อฟื้นฟูให้กลับมาดีขึ้นกว่าเดิม โดยน้อมนำ"หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" เป็นแนวทางการพัฒนาฯของไทย


ที่ประชุม กพย. ได้มีการพิจารณาเห็นชอบ ปรับปรุงคณะอนุกรรมการฯโดยให้มีภาคเอกชนและเยาวชน เข้ามามีส่วนร่วม และแต่งตั้งคณะทำงาน ขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 ของไทย ในกรอบสหประชาชาติเพื่อประสานท่าที และร่วมขับเคลื่อนวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ต่อไป และเห็นชอบ แนวทางการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ของไทยในระยะต่อไป โดยยึดหลัก วงจรการบริหารงานคุณภาพ "PDCA" (ตั้งเป้า ปฏิบัติ ตรวจสอบ ปรับปรุง)  ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ยังได้ย้ำว่าในอีก 9ปี ต่อจากนี้ ขอให้เป็นช่วง "ทศวรรษแห่งการลงมือทำ" เพื่อสร้างประเทศไทยให้ก้าวต่อไป อย่างเข้มแข็ง เกิดสมดุลย์ และจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง


พล.อ.ประวิตร  ได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และกำชับให้ทุกหน่วยงาน น้อมนำ "หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" เป็นแนวทางหลักในการดำเนินงาน ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและเป็นรูปธรรม ภายใต้ความร่วมมือกับภาคีการพัฒนาต่างๆ เพื่อให้บรรลุครอบคลุมทุกมิติ ทั้ง 17 เป้าหมาย อย่างยั่งยืน พร้อมทั้ง ให้เป็นต้นแบบแก่นานาประเทศ นำไปประยุกต์ใช้ ได้ด้วย

จัดว่าเยี่ยมมากไม่ขึ้นหิ้ง! คณาจารย์สันติศึกษามหาจุฬาฯ ผลงานวิจัยดีเด่นพัฒนาจิตใจและสังคม



 จัดว่าเยี่ยมมากไม่ขึ้นหิ้ง! คณาจารย์สันติศึกษามหาจุฬาฯ ผลงานวิจัยดีเด่นพัฒนาจิตใจและสังคม  จากสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย    

วันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๕  พระปราโมทย์ วาทโกวิโท,ดร. โครงการวิจัยย่อยที่ ๒ อาจารย์หลักสูตรสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) เลขานุการศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน มจร  เปิดเผยว่า มีประกาศจากสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  เรื่อง ผลงานวิจัยที่ผ่านการคัดเลือกเพื่อรับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่น ประจำปี ๒๕๖๔ จาก ๑๘๗ เรื่อง โดยคณะกรรมการพิจารณายกย่องนักวิจัยในการนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาจิตใจและสังคม ลงนามโดย พระสุธีรัตนบัณฑิต รศ.ดร. ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มจร  โดยนักวิจัยได้สร้างสรรค์ผลการวิจัยที่มีคุณภาพจำนวน ๒๕ เรื่อง โดยใน ๒๕ เรื่องผลงานวิจัยดีเด่นที่ได้รับการคัดเลือก คือ แผนงานวิจัยเรื่อง “วิศวกรสันติภาพท้องถิ่น : ต้นแบบผู้นำสร้างสันติสุขให้ชุมชน” โดย อาจารย์ ผศ.ดร.ขันทอง วัฒนะประดิษฐ์   สังกัดบัณฑิตวิทยาลัย มจร  









โครงการวิจัยย่อยที่ ๑ คุณลักษะผู้นำท้องถิ่นที่ส่งผลต่อการสร้างสันติสุขในชุมชน โดย พระมหาดวงเด่น ฐิตญาโณ ผศ.ดร. สังกัดบัณฑิตวิทยาลัย มจร  

โครงการวิจัยย่อยที่ ๒ การพัฒนาสมรรถนะผู้นำด้วยรูปแบบนวัตกรรมการสร้างวิศวกรสันติภาพท้องถิ่นที่ส่งผลต่อการสร้างสรรค์ให้เกิดสันติสุข โดย พระปราโมทย์ วาทโกวิโท ดร. สังกัดบัณฑิตวิทยาลัย มจร    โครงการวิจัยย่อยที่ ๓ การพัฒนาหลักสูตรการเสริมสร้างสมรรถนะผู้นำท้องถิ่นในการเป็นวิศวกรสันติภาพเพื่อสร้างสันติสุขในชุมชน โดย อาจารย์ ผศ.ดร.ขันทอง วัฒนะประดิษฐ์   สังกัดบัณฑิตวิทยาลัย มจร  


นับว่าเป็นการลงมือทำวิจัยในระดับคณาจารย์เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ พัฒนาหลักสูตรการเสริมสร้างสมรรถนะผู้นำท้องถิ่นในการเป็นวิศวกรสันติภาพเพื่อสร้างสันติสุขในชุมชน ภายใต้สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ถือว่าเป็นงานวิจัยที่มีสันตินวัตกรรมสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในการพัฒนาชุมชน สังคมให้เกิดสันติสุข โดยเริ่มจากผู้นำชุมชน ซึ่งตามกรอบการวิจัยในบทที่ ๑ - ๓ ส่วนมากจะเป็น #งานเสพ คือ ศึกษาคนอื่น เรียนรู้จากคนอื่น ทบทวนเรื่องราวของคนอื่น ทบทวนแนวคิดทฤษฎีที่บุคคลอื่นศึกษาไว้ ศึกษาตามกรอบที่คนอื่นกำหนดไว้ จึงเป็นเพียงงานเสพเท่านั้น ส่วนในบทที่ ๔ - ๕ ต้องยกระดับเป็น #งานสร้าง อันหมายถึง เป็นงานที่ผ่านการลงมือทำ ลงมือปฏิบัติจริง ลงพื้นที่สัมภาษณ์ โฟกัสสนทนากลุ่ม มีการทดลอง ลองผิดลองถูก สร้างรูปแบบ สร้างกระบวนการ มีการสร้าง Model นำไปสู่นวัตกรรมใหม่ ผ่านการลงปฏิบัติติจริงมีกลุ่มเป้าหมาย     


๑) #วิจัยขึ้นหิ้ง มีผู้คนพยายามสะท้อนว่างานวิจัยระดับมหาวิทยาลัยเป็นเพียงงานวิจัยแบบขึ้นหิ้ง ทำเพียงเอาแค่จบๆ ทำเพียงเอาแค่ได้ผลงานทางวิชาการ หรือ ทำเพียงเอาแค่ได้ทุนวิจัย ทำเสร็จแล้วก็บูชาเอาไว้ในหิ้ง ซึ่งเป็นคำเปรียบเทียบที่สะท้อนการวิจัยในยุคปัจจุบันว่าไม่ได้ช่วยให้บุคคล ชุมชน องค์กร สังคม ประเทศดีขึ้นเลย เป็นงานลักษณะ #เอาจบ บุญครบจบแน่ งานวิจัยลักษณะเช่นนี้จะไม่เกิดคุณูปการต่อสังคม เป็นปัจเจกวิจัย โดยบุคคลได้ประโยชน์จากงานชิ้นนี้เป็นงานวิจัยรับใช้ตนเองเท่านั้น เป็นงานเสพเท่านั้น


๒) #วิจัยขึ้นห้าง จึงมีความมุ่งหวังและต้องการผลลัพธ์ให้งานวิจัยนั้นเกิดนวัตกรรมนำไปใช้ได้จริง มีผลกระทบต่อบุคคล ชุมชน องค์กร สังคม และประเทศอย่างแท้จริง จึงต้องเป็นงานวิจัยเชิงปฏิบัติการภาคสนามและงานวิจัยเชิงพัฒนาที่รู้จักกันคือ วิจัยแบบ R and D ซึ่งหลักสูตรสันติศึกษา มจร มุ่งพัฒนางานวิจัยของคณาจารย์และนิสิตในระดับปริญญาเอกเป็นงานวิจัยที่ลงพื้นที่ชุมชนปฏิบัติการภาคสนาม และเชิงพัฒนา ทดลองจนเกิดสันตินวัตกรรมเป็นงานลักษณะ #เอากระทบ กระบวนการครบจบแน่ งานวิจัยลักษณะเช่นนี้จะเกิดคุณูปการและเกิดผลผลกระทบในเชิงบวกต่อสังคม เป็นสาธารณวิจัย โดยบุคคล ชุมชน องค์กร สังคม ประเทศได้รับประโยชน์จากงานชิ้นนี้เป็นงานวิจัยรับใช้สังคม เป็นงานสร้างสร้างนวัตกรรม  


ดังนั้น การทำวิจัยจึงต้องยกระดับเป็น “สาธารณวิจัย งานวิจัยสร้าง งานวิจัยกระทบ  งานวิจัยพัฒนานวัตกรรม งานวิจัยรับใช้สังคม งานวิจัยขึ้นห้าง เน้นวิจัยแบบเชิงพัฒนา” จึงขอขอบคุณสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในการพิจารณาเพื่อการยกย่องเป็นงานวิจัยดีเด่นเป้นต้นแบบในครั้งนี้ และขออนุโมทนาในการความทุ่มเทของท่านพระมหาดวงเด่น ฐิตญาโณ ผศ.ดร. อาจารย์ประจำหลักสูตรสันติศึกษา มจร และอาจารย์ ผศ.ดร.ขันทอง วัฒนะประดิษฐ์ ในการขับเคลื่อนงานวิจัยระดับคณาจารย์อย่างเป็นรูปธรรมพร้อมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านในการพัฒนางานในครั้งนี้      

“เพื่อไทย” ห่วง “ประยุทธ์” หาเงินไม่เป็น คิดแต่เก็บภาษี ซ้ำเติม “แพงทั้งแผ่นดิน”

 


“เพื่อไทย” ห่วง “ประยุทธ์” หาเงินไม่เป็น คิดแต่เก็บภาษี เพิ่มรายจ่าย ซ้ำเติม “แพงทั้งแผ่นดิน” ยิ่งบริหาร ไทยยิ่งเสื่อมถอย ชี้ เพื่อนบ้านก้าวหน้าแต่ไทยถอยหลัง เพราะผู้นำคิดไม่เป็น แนะ เรื่องหมูที่ไม่หมูๆ ต้องทุ่มผลิตวัคซีนป้องกันอหิวาห์หมู


วันจันทร์ที่ 17 มกราคม 2565 นายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย อดีตรองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า เพิ่งเริ่มต้นปี 2565 ปัญหาเศรษฐกิจก็ประดังเข้ามาแบบไม่หยุด ทั้งราคาอาหารแพง หมูแพง ไก่แพง ไข่ไก่แพง ปลาแพง แม้กระทั่ง มะละกอจะทำส้มตำยังแพง และมาซ้ำเติมด้วยราคาพลังงานแพง ทั้งน้ำมันแพง ไฟฟ้าแพง ก๊าซแพง และสินค้าอื่นๆจะแพงขึ้นตามมา ซึ่งอาจเรียกได้ว่า “แพงทั้งแผ่นดิน” ดังนั้นปี 2565 นี้ จะเป็นปีที่หนักมากที่สุดอีกปีหนึ่งสำหรับประชาชนและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย เพราะทุกวันนี้ไม่เพียงแต่ล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมากเพราะแบกรับหนี้และการขาดทุนกันไม่ไหวแล้ว ยังต้องมาเผชิญกับวิกฤตโควิดสายพันธุ์โอมิครอนซ้ำซ้อน ซึ่งไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อไหร่ 


อีกทั้ง ประชาชนต้องเผชิญกับวิกฤตค่าครองชีพที่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่รายได้กลับลดลง ไม่สอดคล้องกับรายจ่าย และคนไทยจำนวนหลายล้านคนตกงานไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้  แต่รายจ่ายที่เพิ่มขึ้นจะยิ่งทำให้คนไทยเป็นหนี้เพิ่มขึ้นกันมาก ทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนพุ่งขึ้นไม่หยุด สูงกว่า 90% ของจีดีพีและยังไม่มีแนวทางที่จะลดลงได้ หากรัฐบาลยังบริหารแบบขาดความรู้ เกาไม่ถูกที่คันแบบนี้ ยิ่งจะทำให้ปัญหากลายเป็นดินพอกหางหมู แถมหมูยังเป็นโรค และสุดท้ายประเทศจะเสื่อมถอยไปเรื่อยๆ จนจะไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศและประเทศเพื่อนบ้านได้เลย 


ปีนี้เป็นปีเสือ ที่เริ่มต้นด้วยเรื่องของหมู แต่เป็นเรื่องหมูที่ไม่ได้แก้ได้หมูๆ เพราะจริงๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ผมได้ตั้งกระทู้ถามรัฐบาลในสภาตั้งแต่ปี 2562 และ รัฐบาลตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาอหิวาห์หมูนี้ตั้งแต่ 16 ตุลาคมปี 2562 แต่ดูเหมือนรัฐบาลเองไม่ได้จริงจังที่จะแก้ไขปัญหานี้สักเท่าไหร่ หรืออาจจะบริหารไม่เป็น จนทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงเรื่อยๆ จนวันนี้หมูตายเป็นจำนวนมากอาจจะกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนหมูทั้งประเทศ ผู้ประกอบการต้องปิดกิจการ คนไทยต้องซื้อหมูในราคาแพงมหาโหด ทำให้ราคาอาหารชนิดอื่นๆเพิ่มขึ้นตาม แต่ผู้บริหารประเทศหลายคนกลับออกมาแก้ตัวแบบแปลกๆกัน โดยเฉพาะพลเอกประยุทธ์ที่อ้างว่าของแพงเพราะเงินเฟ้อ ทั้งที่การวัดดัชนีเงินเฟ้อจะวัดจากราคาสินค้าและบริการที่เพิ่มสูงขึ้นซึ่งผู้นำแก้ตัวแบบกลับหัวกลับหางกัน 


แนวทางการแก้ไขนั้น อาจจะทำได้โดยการจะนำเข้าหมู ซึ่งจะเป็นแค่การแก้ไขปัญหาในระยะสั้นเท่านั้น แต่การจะแก้ปัญหาในระยะยาวได้ รัฐบาลควรจะต้องจัดตั้งกองทุน เพื่อพัฒนาวัคซีนเพื่อป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมูนี้ ซึ่งตอนนี้ประเทศจีนก็ได้มีการพัฒนาเรื่องนี้ไปแล้ว ส่วนประเทศเวียดนามก็นำเอาวัคซีนจากสหรัฐอเมริกามาเริ่มทดลอง แต่ก็ยังไม่ได้ผลสักเท่าไหร่  ดังนั้นหากรัฐบาลต้องการที่จะแก้ไขเรื่องนี้อย่างจริงจัง วัคซีนเท่านั้นที่จะสามารถแก้ไขปัญหาในระยะยาวได้ และหากไม่ทำตอนนี้ ปัญหาก็จะบานปลายไปเรื่อยๆ หมูก็จะมีราคาแพงไปตลอดอีกหลายปี ซึ่งทำให้ราคาอาหารอื่นแพงขึ้นตาม สุดท้ายภาระก็จะไปตกที่ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ประชาชนที่จะเดือดร้อนกันมากอีกเช่นเคย โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยทรุดหนักขณะนี้และยังไม่รู้จะฟื้นได้อย่างไร ถ้าพลเอกประยุทธ์ยังเป็นผู้นำบริหารอยู่ 


ทุกวันนี้ ประเทศเพื่อนบ้านกำลังพัฒนาและเตรียมความพร้อมที่จะสร้างรายได้และเพิ่มรายได้ให้กับประเทศของเขา อย่างเช่น ประเทศลาว ใน 1 เดือนหลังเปิดใช้รถไฟความเร็วสูง จีน-ลาว มีการขนส่งผู้โดยสารแล้วกว่า 670,000 คน มีการขนส่งสินค้าแล้วกว่า 170,000 ตัน นี่คือค่าความเสียโอกาสของไทยที่ล่าช้าในการสร้างรถไฟความเร็วสูงเพราะผู้นำขาดวิสัยทัศน์ แถมยังให้สื่อรัฐไปดูถูกเขาจนต้องไปกราบขอขมาเขาที่สถานทูต และ ประเทศเวียดนามเป็นศูนย์กลางผลิตอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าไฮเทค อีกทั้ง ประเทศอินโดนีเซียเป็นศูนย์กลางผลิตรถยนต์ เป็นต้น แต่คำถามที่คนไทยสงสัยกันมากคือ แล้วพลเอกประยุทธ์เตรียมความพร้อมอย่างไรบ้าง ที่จะสร้างรายได้ให้กับคนไทยและประเทศไทย 


หากได้ติดตามผลงานของพลเอกประยุทธ์ จะพบว่า นโยบายตั้งแต่ตอนหาเสียงนั้น พลเอกประยุทธ์ยังไม่ได้ทำสักอย่าง ไม่เพียงแต่จะไม่สร้างรายได้ นโยบายที่ออกมา กลับเพิ่มรายจ่ายให้กับผู้ประกอบการ และพี่น้องประชาชน ยกตัวอย่างเช่น การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ตอนนี้จัดเก็บอยู่ที่ 10 เปอร์เซ็นต์ การจัดเก็บภาษีนักลงทุนในตลาดหุ้นที่กำลังจะเพิ่มขึ้น รวมไปถึงการเตรียมที่จะจัดเก็บภาษีนักลงทุนในตลาดคลิปโต ภาษีความหวาน ภาษีความเค็ม การเก็บค่าใช้น้ำกับชาวนาไร่ละ 25 บาทพอถูกด่าก็เลิกไป การเก็บค่าเหยียบแผ่นดินกับนักท่องเที่ยวต่างประเทศคนละ 300 บาทซึ่งอาจจะทำให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศลดลง ทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นการเพิ่มรายจ่ายทั้งนั้น เหตุเพราะรัฐไม่สามารถดำเนินนโยบายหรือบริหารให้เกิดรายได้ได้ และไม่สามารถดึงดูดนักลงทุน หรือพูดง่ายๆคือ หาเงินไม่เป็น ซึ่งพอรายได้ไม่พอ ก็จำเป็นจะต้องมาจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับรายจ่าย แต่หารู้ไม่ว่าการเพิ่มภาษีและการเพิ่มภาระจะเป็นการเพิ่มต้นทุนและจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจทรุดลงไปอีก ประเทศที่มีผู้นำที่ฉลาด ในภาวะที่เศรษฐกิจย่ำแย่ รัฐบาลจะต้องลดภาษีด้วยซ้ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาฟื้นก่อน 


หากเป็นอย่างนี้ต่อไป เกรงว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2565 นี้ จะ “ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น” และ จะเป็น “ปีแห่งความทรุดโทรมเสื่อมถอย” ตามที่คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ความสามารถแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทยจะยิ่งลดทอน การลงทุนจะไม่เกิด คนไทยอาจจะต้องหนีไปหางานทำในต่างประเทศกันมากขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้มาจุนเจือครอบครัวในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจนี้ และหากรัฐบาลยังบริหารแบบสะเปะสะปะ เกาไม่ถูกที่คันแบบนี้ต่อไป เกรงว่า ประเทศไทยจะเป็นประเทศท้ายๆ หรืออาจจะท้ายที่สุด ที่จะสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจให้กลับมาเหมือนเดิมได้ หลังจากวิกฤตการณ์โควิดคลี่คลายแล้ว ซึ่งตัวเลขเศรษฐกิจปัจจุบันก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเศรษฐกิจไทย 3 ปีแล้วที่ยังไม่ฟื้นที่เดิม ซึ่งไม่รู้ต้องรอต่ออีกกี่ปี และฟื้นในระดับเดิมก่อนวิกฤตการณ์โควิดซึ่งก็ยังคงอยู่ในระดับเศรษฐกิจที่ยังแย่อยู่ ประเทศไทยดูเหมือนจะไม่เห็นอนาคตเลย ถ้ายังไม่เปลี่ยนผู้นำและพลเอกประยุทธ์ยังบริหารประเทศต่อไป

วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2565

คณะสงฆ์อำเภอนางรองบุรีรัมย์ รับถวายแอลกอฮอล์ เจล ล้างมือป้องกันโควิด



เมื่อวันที่ 14 วันที่ 14 มกราคม 2565 เพจสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดบุรีรัมย์ ได้โพสต์ข้อความว่า นางภัทรานิษฐ์ จริยาโสวรรณ นักวิชาการศาสนาชำนาญพิเศษ รับมอบหมายจากผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมพิธีมอบแอลกอฮอล์ เจล ล้างมือ จำนวน 36.4 ตัน จากบริษัท โอสถ อิเตอร์ แลบบอราทอรี่ส์ จำกัด ให้กับคณะสงฆ์อำเภอนางรอง เพื่อแจกจ่ายให้ประชาชนจังหวัดบุรีรัมย์ ต่อไป ณ วัดใหม่เรไรทอง ตำบลถนนหัก อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมี พระเทพปริยัตยาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานคณะสงฆ์รับมอบสิ่งของดังกล่าว

"สมศักดิ์"เดินหน้าสร้างอาชีพและรายได้ชาวบ้าน แนะปลูกหญ้าแพงโกล่าเลี้ยงวัวเนื้อ มูลสัตว์ทำปุ๋ยไร่ชา



"สมศักดิ์"เดินหน้าสร้างอาชีพ และรายได้ ให้ชาวบ้าน คิดไอเดียเกษตรครบวงจรหลังลองทำแล้ว ปลูกหญ้าแพงโกล่าแทนข้าวเพราะหลายพื้นที่แห้งแล้ง ชี้ดูแลง่ายใช้น้ำน้อย ความต้องการตลาดสูง ใช้เลี้ยงวัวเนื้อ มูลสัตว์ทำปุ๋ยไร่ชา 


วันอาทิตย์ที่ 16 มกราคม 2565 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม และส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า พื้นที่ จ.สุโขทัย มีเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวเป็นจำนวนมาก ทั้งวัวเนื้อที่มีการขายเดือนละประมาณหมื่นตัว โดยวัวเหล่านี้จะกินหญ้า ดังนั้นตนจึงมีแนวคิดที่จะให้ชาวบ้านเปลี่ยนนาข้าวเป็นการปลูกหญ้า เพราะใช้น้ำน้อยกว่า เนื่องจาก จ.สุโขทัยมีปัญหาเรื่องน้ำน้อยในหน้าแล้ง แม้ว่าเราจะพยายามสร้างแหล่งเก็บน้ำแต่ก็ยังไม่เพียงพอ ดังนั้นเราจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกให้เหมาะสม โดยตนได้ศึกษาหญ้าแพงโพล่า เพราะปลูกได้ทั้งในหน้าแล้งและหน้าฝน ในการลงทุนปลูกหญ้าชนิดนี้ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก เพราะปลูกหญ้าแค่ครั้งเดียวแต่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นานหลายปี และเป็นหญ้าที่มีความต้องการสูงในตลาดอาหารสัตว์ มีแหล่งตลาดรับซื้อที่แน่นอน เพราะมีสารอาหารประเภทโปรตีนสูงกว่าหญ้าชนิดอื่นๆ จึงเหมาะสำหรับใช้เลี้ยงโค ซึ่งตนได้ทดลองปลูกในพื้นที่ส่วนตัวแล้ว 


นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ข้อดีของการปลูกหญ้าแพงโกลา คือปลูกเพียงครั้งเดียว มีอายุยาวนาน ได้ถึง 7-10 ปี โดยแค่เอาน้ำเข้าพื้นที่แปลงนา แล้วก็หว่านท่อนพันธุ์หญ้าอายุประมาณ 2 เดือนลงไป ไร่หนึ่งใช้ประมาณ 200-300 ต้น จากนั้นรออีกสัก 2 เดือนหญ้าก็จะขึ้นสูง สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ทั้งจะตัดไปสัตว์กินแบบหญ้าสด หรืออัดแห้งเพื่อจำหน่าย การปลูกหญ้า 1 ไร่จะเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 2,000 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 1-3 บาท ประมาณ 1 เดือนเก็บได้ 1 ครั้ง ก็จะมีรายได้ขั้นต่ำ 2,000 ต่อเดือน ตกปีละ 24,000 บาท เป็นการสร้างอาชีพ สร้างรายได้เพิ่มให้ชาวบ้าน 


"การปลูกหญ้าเลี้ยงวัว เป็นการเพิ่มเม็ดเงินภายในจังหวัด ไม่ต้องไปซื้อหญ้าไกลจากที่อื่นและส่งไปขายที่อื่นๆได้ และมูลของวัวก็สามารถขายนำไปเป็นปุ๋ยให้กับไร่ชา ที่ผมได้ทดลองปลูกนำร่องไว้ที่ ทุ่งทะเลหลวง 2 ได้อีกด้วย โดยที่นี่จะสามารถทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ในอนาคต ซึ่งจะกลายเป็นการเกษตรแบบครบวงจร ถือเป็นโครงการนำร่องที่จะผลักดันและแนะนำให้กับเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆได้ทำกัน เพื่อเป็นการพัฒนาการทำการเกษตรให้เหมาะสมกับสภาพอากาศในพื้นที่ และจะทำใ้ห้ชาวบ้านมีรายได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งตนทำจริงเข้าใจจริง"นายสมศักดิ์ กล่าว 


 

"ดร.ณหทัย"เผยใกล้เป็นจริง! "ธนาคารหน่วยกิตเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต"



“ธนาคารหน่วยกิตเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต” ใกล้เป็นจริง เพื่อไทยเดินหน้าผลักดันเป็นวาระแห่งชาติหวังพัฒนาศักยภาพครู สร้างระบบการศึกษาใหม่เด็กไทยเรียนได้ไร้ขีดจำกัด 

วันอาทิตย์ที่ 16 มกราคม 2565 ดร.ณหทัย ทิวไผ่งาม กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เนื่องในวันครูปีนี้ 16 มกราคม 2565 มีข่าวดีที่ถือเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของการศึกษาไทยที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจการลงทะเบียนเรียนรายวิชาข้ามสถาบันระดับบัณฑิตศึกษาในสถาบันที่เป็นสมาชิกของที่ประชุมคณะผู้บริหารบัณฑิตศึกษามหาวิทยาลัยของรัฐและมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ 25 สถาบันเข้าร่วม  (ทคบร.) เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2565  เป็นการเชื่อมระบบคลังหน่วยกิตและการใช้ทรัพยากรร่วมกันมาสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม  โดยต่อไปนี้นักศึกษาจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดและสามารถเข้าถึงความรู้ตามรายวิชาที่ตนสนใจและได้รับประสบการณ์ที่หลากหลายจากมหาวิทยาลัยที่มีความเป็นเลิศที่ต่างกัน มหาวิทยาลัยแต่ละที่ก็ยังได้รับประโยชน์จากการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลและองค์ความรู้ระหว่างมหาวิทยาลัย เป็นการสนธิกำลังกันให้เกิดการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศในก้าวต่อไป


ดร.ณหทัย กล่าวว่าการลงนามดังกล่าวถือว่าเป็นเป็นเรื่องที่น่ายินดีและน่าชื่นชมที่ผู้บริหารของทุกสถาบันสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ และยังเป็นจุดเริ่มต้นในการปรับกระบวนทัศน์การศึกษาของประเทศที่สอดคล้องกับข้อเสนอของพรรคเพื่อไทย

ที่ได้ประกาศเจตนารมณ์ว่าเราตั้งใจที่จะสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้เกิดขึ้นกับคนไทยทุกคนผ่าน  “ธนาคารหน่วยกิตเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต”  (Academic Credit Bank for Lifelong Learning) ที่ได้ประกาศไว้ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรค เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2564 


ดร.ณหทัย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยขอขอบคุณแทนครูและนักศึกษาทั่วประเทศที่กำลังจะก้าวข้ามไปสู่การเรียนรู้ไร้ขีดจำกัด ซึ่งครูผู้สอนจะสามารถพัฒนาศักยภาพเพื่อนำไปสู่พัฒนาเด็ก สามารถนำความรู้ที่ต่อยอดดังกล่าวไปใช้ในการปรับวิทยฐานะ โดยใช้ข้อมูลที่จัดเก็บไว้ในธนาคารหน่วยกิตฯซึ่งไม่มีวันหมดอายุและถูกบันทึกด้วยวิธีที่จะไม่ไปเพิ่มภาระงานเอกสารให้กับครู  นอกจากนี้ยังสามารถนำเอาความรู้หรือทักษะต่อยอดเหล่านี้ไปลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมได้อีกด้วย


ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยเห็นว่าระบบบันทึกการเรียนรู้ผ่านธนาคารหน่วยกิตฯ และการเข้าถึงแพลตฟอร์มเพื่อการเรียนรู้ฯระดับชาติ มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนเป็นครู เพื่อให้ครูสามารถเข้าถึงความรู้เพื่อพัฒนาตนเองในวิชาที่สอนหรือในวิชาที่เกี่ยวข้องได้ทุกที่ ทุกเวลา เพื่อให้เท่าทันกับวิชาการความรู้ที่ทันสมัยและเชื่อมโยงบูรณาการ สนับสนุนการเรียนรู้ของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 


ดร.ณหทัย ยังกล่าวอีกว่า พรรคเพื่อไทยตั้งใจที่จะสนับสนุนเรื่องที่เป็นประโยชน์กับการพัฒนาศักยภาพของประชาชนทุกช่วงวัย ทุกกลุ่มโดยการระดมความคิดเห็น ความรู้ งานวิจัย ของผู้เกี่ยวข้องมาพัฒนาให้เป็นนโยบายที่จะเป็นการสร้างอนาคตและความหวังให้การเรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพของคนไทย ผ่านธนาคารหน่วยกิตฯจากระดับอุดมศึกษาลงมาในระดับโรงเรียนในทุกสังกัด รวมทั้งอาชีวศึกษา โดยพรรคเพื่อไทยจะต้องผลักดันให้ “ธนาคารหน่วยกิตเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต”  (Academic Credit Bank for Lifelong Learning) ให้เป็นวาระของชาติอย่างเป็นทางการและมีหน่วยงานที่รับผิดชอบที่สามารถเชื่อมการเรียนรู้ในทุกระดับและทุกรูปแบบเข้าด้วยกันได้  เพื่อให้คนไทยเข้าถึงการเรียนรู้ในเนื้อหาและทักษะที่หลากหลายและเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลาของคนทุกวัย


“พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับผู้ที่ได้ชื่อว่าทุ่มเทให้กับการสร้างอนาคตของชาติ อาชีพครูเป็นอาชีพที่เป็นหัวใจและเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอาชีพ ซึ่งต้องให้ความสำคัญและต้องสามารถทำให้ครูเข้าถึงการเรียนรู้เพื่อต่อยอดตนเองได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายหรือเสียให้น้อยที่สุด” ดร.ณหทัย กล่าว

 

กมธ.สธ.สภาฯ เรียก ป.ป.ส.-ตร.-สธ.แจงด่วน ปมตีความกัญชาตามประมวลกฎหมายยาเสพติด

 


ประธานกรรมาธิการสาธารณสุข เรียกเลขาฯ ป.ป.ส. ตำรวจ ปลัด สธ. เข้าชี้แจงด่วน !!! พฤหัสบดี 20 มกราคม 65 ปมตีความ กัญชาตามประมวลกฎหมายยาเสพติด เผย น้าแอ๊ด คาราบาว อาจารย์ไข่ มาลีฮวนนา ติดต่อขอเข้าร่วมรับฟังการประชุม  ชี้ จนท.รัฐต้องตามกฎหมายให้ทัน แนะกัญชา ใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ และพืชเศรษฐกิจ จะหวงอำนาจไว้ทำไม

 

วันอาทิตย์ที่ 16 มกราคม 2565  นายปกรณ์ มุ่งเจริญพร ประธานกรรมาธิการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ส.ส.สุรินทร์ พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเปิดเผยในประเด็นการถอดกัญชาออกจากยาเสพติดประเภทที่ 5 ตามเจตนารมณ์ ของกฎหมาย พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มีผลใช้บังคับวันที่ 9 ธันวาคม 2564 ซึ่งมีการถกเถียง เห็นแย้ง ทั้งผู้ใช้กฎหมาย และผู้ออกกฎหมาย ซึ่งนายปกรณ์ เปิดเผยว่า 

.

“ในฐานะประธานกรรมาธิการสาธารณสุข เห็นข้อกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงล่าสุดว่าเรายังตามไม่ทันเรื่องกฎหมายและถือปฏิบัติตามไม่ทัน นี่คือข้อเสีย ของผู้ที่ปฏิบัติยึดกฎหมายตามปฏิบัติและตัวเองตามไม่ทันกฎหมาย เราในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ผมว่าเรื่องนี้อยู่ในความสนใจของสังคมมากๆ หลายท่านเข้าใจผิด หลายท่านก็เข้าใจถูก นี่ไงครับกระแสของสังคมก็ยังถกเถียงชั่งใจอยู่ว่าจะเดินหน้าต่อไปยังไง ผมคิดถึงพี่น้องประชาชนนะครับผมว่า วันนี้เศรษฐกิจไทย เราต้องเปลี่ยนแนวคิด การคมนาคมพัฒนาไปมาก สินค้าเกษตรจากเมืองจีนผ่านรถไฟความเร็วสูงมาทางลาว ผลกระทบแน่นอน ชาวสวนชาวไร่ที่ปลูกพืชปลูกผัก ผลไม้ เราส่งออกไม่ได้ ราคากระทบแน่นอนสินค้าปศุสัตว์เจอไวรัสเหมือนคนเจอนี่ล่ะครับวัวควายเจอ lumpy Skin หมูเจอไวรัสเหมือนกัน ผลกระทบหมด ผมมองว่าวันนี้โอกาสที่คนไทยจะฟื้นเศรษฐกิจได้ง่ายโดยการแก้กฎหมายหรือทำความเข้าใจให้ตรงกันก็คือสมุนไพรไทยคือ กัญชา คือสมุนไพร ยาหม่องกัญชา ผมอยากให้เทียบเคียงบุหรี่ เบียร์ ไวน์ เหล้า เหล้าขาว เหล้าสี เทียบกับกัญชา ผมเองนั่งพิจารณานึกดูย้อนดูหลายครั้งหลายหน ผมมองว่ากัญชาก็คือสมุนไพร ผมจึงได้หารือกับทางเพื่อนๆ ในคณะกรรมาธิการ วันพฤหัสที่ 20 ม.ค. 65 เชิญชวนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นเลขาธิการป.ป.ส. ท่านปลัดกระทรวงสาธารณสุข ท่านผบ.ตร. และอีกหลายๆ ท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้กฎหมายบังคับใช้กฎหมายมาหารือกัน” นายปกรณ์ กล่าว

 

ประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า จริงๆ แล้วผมคิดว่าคงจะเป็นทางออกที่ดี สร้างความเข้าใจให้กับพี่น้องประชาชน  วันนี้พี่น้องหลายท่านโทรศัพท์มาหาผมให้กำลังใจกับผม อยากเห็นพืชตัวนี้ ซึ่งเคยซุกอยู่ใต้ดิน ใต้พรมวันนี้มาอยู่บนดิน ถ้าเราในภูมิภาคเอเชีย ถ้าเราสามารถแก้กฎหมายให้พืชกัญชาเป็นพืชสมุนไพรได้อย่างถูกต้อง ผมว่าประเทศไทยจะฟื้นตัวจากเศรษฐกิจที่รับผลกระทบจากโควิดได้เร็วที่สุดในโลกด้วยครับ นี่คือสิ่งที่ผมยืนยันเลยครับ”

 

นายปกรณ์ กล่าวว่า ที่สำคัญอีกสิ่งหนึ่งต้องขอชื่นชม นายศุภชัย ใจสมุทร รองประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาประมวลกฎหมายยาเสพติด ที่ออกมายืนเคียงข้างประชาชน ทำให้ผมต้องนัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องกัญชามาตีความ  ส่วนตัวเห็นด้วยกับนายศุภชัย  แต่จริงๆ ฝ่ายการเมือง พูดอะไรไปมันก็ 2 มุม มีคนเห็นด้วยก็ว่าดี แต่คนไม่เห็นด้วยก็หาว่านักการเมืองพูดหาเสียง 

 

“จริงๆ ต้องชื่นชมท่านศุภชัยเป็นอย่างมาก ที่กล้าหาญออกมาพูดแล้วเอาเรื่องจริงออกมาพูด ผมยกย่องและชื่นชมท่านศุภชัย มาก ถือว่าเป็นฮีโร่ เป็นวีรบุรุษ ของคนที่อยากให้สมุนไพรตัวนี้ถูกต้องตามกฎหมาย ผมคิดว่าสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. เป็นฝ่ายบังคับใช้กฎหมาย แต่คนออกกฎหมายในฝ่ายนิติบัญญัติ ผู้รู้กฎหมายก็ไปแย้งกัน วันนี้มันแย้งกันระหว่างผู้ปฏิบัติกับผู้ออกกฎหมาย  ท่านอยากจะยึดอำนาจเหมือนเก่า รักษาอำนาจไว้เหมือนเก่า ไว้ทำไม ในเมื่อประเทศไทย แก้ไปแล้ว มันแก้แล้วกฎหมายเหล่านี้มันไม่มีแล้ว มันมีแต่ฝิ่น ไม่มีแล้วกัญชา” นายปกรณ์ กล่าว

 

นายปกรณ์ ยังกล่าวถึงนโยบายของพรรคภูมิใจไทย เรื่องกัญชาเสรี จริงๆ มันเป็นของทุกพรรคการเมืองนะครับ เป็นนโยบายเป็นความคิดความฝันของนักการเมืองทุกคน ที่อยากเห็นประชาชนมีความอยู่ดี มีเศรษฐกิจดีไม่มีอะไรที่วันนี้จะใช้ทดแทนยาปฏิชีวนะ ได้ก็คือตัวนี้ สมุนไพรกัญชาที่บอกว่าเป็นพืชที่วิเศษที่สุด ผมเรียนว่าคนที่ใกล้ตัวผมที่สุดคนที่ใกล้ตัวผมป่วยเป็นโรคเก๊า กินยาปฏิชีวนะมาโดยตลอดหลายสิบปี วันนี้ลองใช้ตามที่แพทย์แนะนำ โรคเก๊ามันหาย นี่คือสิ่งที่ผมเห็นประจักษ์กับตัวเอง และคิดว่าหลายท่านที่ได้ใช้สมุนไพรตัวนี้รักษาบำบัดตัวเอง ยังไม่มีโอกาสที่จะเปิดตัวให้สังคมได้รู้ว่าสมุนไพรตัวนี้มันดีอย่างไร แต่สำหรับผมแล้ว แม้ผมไม่ใช่คนเสพ คนสูบ คนใช้ยาเสพติด แต่ใช้วิจารณญาณของตัวเอง ที่อยากเห็นพืชสมุนไพรตัวนี้สร้างเศรษฐกิจให้คนไทย โดยเฉพาะภูมิภาคนี้ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือเอเชียยังไม่มีประเทศไหนที่จะกล้าเป็นผู้นำผมอยากให้ประเทศไทยของเราเป็นผู้นำด้านนี้ในอเมริกาหลายๆ ประเทศทางยุโรปเขาแก้กฎหมายไปแล้วครับบางเมืองสร้างรายได้เป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านแสนล้าน เราจะรอช้าทำไม 

 

นายปกรณ์ กล่าวด้วยว่า การหาประชุมคณะกรรมาธิการสาธารณสุข ในวันที่ 20 มกราคม จะเป็นเวทีที่จะให้เวลากับทุกคนได้แสดงความคิดเห็นสรุปว่ามันจะเป็นอย่างไร มีหลายท่านที่จะขอผมเข้าร่วมประชุมด้วย เช่นศิลปิน ซึ่งผมได้พูดถึงก็คือน้าแอ๊ด คาราบาว ตอนนี้กำลังประสานกันอยู่ แต่น้าไข่ มาลีฮวนน่า ยืนยันตอบรับที่จะมาเข้าร่วมประชุมอย่างแน่นอน ซึ่งเสียงสะท้อน ประชุมวันนั้น จะเป็นสิ่งที่ กรรมาธิการ สาธารณสุข จะสรุปผลการ ประชุม ส่งต่อไปยังท่านนายกรัฐมนตรีส่งต่อไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและอีกหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงยุติธรรมนี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าความหวังของพี่น้องประชาชนชาวไทยในบทบาทของคณะกรรมาธิการสาธารณสุขเราจะทำให้เรื่องนี้ ให้เป็นจริง

"อุตตม" เผย "สร้างอนาคตไทย" เนื้อหอม คนแห่ร่วมพรรคเพียบ รอเวลาเหมาะสมเปิดตัว

  เมื่อวันศุกร์ที่ 21 มกราคม 2565 นายอุตตม​ สาวนายน แกนนำพรรคสร้างอนาคตไทย​ โพสต์เฟซบุ๊กว่า​ สวัสดีครับ หลังจากเปิดตัวพรรคเสร้างอนาคตไทย ไปเ...