วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

ลาสิกขาแล้ว! "พระกากัน มาลิค" นักเเสดงชาวอินเดีย หลังบวช 100 วันกว่า



วันที่ 20 พฤษภาคม 2565 จากกรณีก่อนหน้านี้ที่เมื่อวันที่ 10 ก.พ.2565 นายกากัน มาลิค นักเเสดงชาวอินเดีย พระเอกหนังพระพุทธเจ้า ที่เคยรับบทบาทการแสดงเป็น เจ้าชายสิทธัตถะ ในภาพยนตร์ เรื่องศรีสิทธัตถะ โคตรมะ ได้เข้าพิธีอุปสมบทที่วัดธาตุทองพระอารามหลวง ได้รับฉายาธรรมว่า อโสโก ภิกขุ หมายถึง ผู้ไร้ซึ่งจากความโศก  ล่าสุดพระกากัน อโสโก (มาลิค) ได้ลาสิกขาเเล้วช่วงเช้าของวันนี้(20พ.ค.) และช่วงเย็นนายกากันได้ฟังสวดพระอภิธรรมศพนางประทุม บูลกุล ซึ่งเป็นมารดาของนายสราวุฒิ  บูลกุล ประธานชมรมศิษย์เก่าสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) ที่วัดธาตุทอง



โดยทางเพจ วัดธาตุทอง พระอารามหลวง เปิดเผยว่า ด้วยพระกากัน อโสโก (มาลิค) ได้เข้ารับการอุปสมบทในวัดธาตุทอง พระอารามหลวง ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2565 โดยพระเดชพระคุณ พระราชวรญาณโสภณ เจ้าอาวาสธาตุทอง เป็นพระอุปัชฌาย์ เป็นเวลา กว่า 100 วัน ในการครองเพศบรรชิต  บัดนี้ วัดธาตุทอง แจ้งให้ท่านทราบว่า พระกากัน อโสโก (มาลิค) จะเข้าพิธีลาสิกขา ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2565 นี้ จึงแจ้งศรัทธาสาธุชนทุกท่านเพื่อทราบ 

ก่อนหน้านี้ พระกากัน อโสโก (มาลิค) ได้เลื่อนลาสิกขา  เมื่อวันที่ 20ก.พ.65 โดยได้มีหนังสือแถลงการณ์วัดธาตุทอง พระอารามหลวง เรื่อง การลาสิกขาของพระกากัน อโสโก (มาลิค) ตามที่พระกากัน อโสโก (มาลิค) ได้เข้าขอรับการอุปสมบท ณ วัดธาตุทอง พระอารามหลวง โดยมี พระเดชพระคุณ พระราชวรญาณโสภณ เจ้าอาวาส เป็นพระอุปัชฌาย์ และแจ้งความประสงค์ ที่จะขอศึกษาหลักธรรมอันเป็นพระโอวาทานุสาสนี แห่งองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า และวิถีแห่งสมณะในอารามแห่งนี้ ระหว่างวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ถึง 24 กุมภาพันธ์ 2565 ความทราบ โดยทั่วกันแล้วนั้น

กาลต่อมา หลังจากที่พระกากัน อโสโก (มาลิค) ได้ศึกษาเรียนรู้หลักธรรมคําสอน ข้อวัตร ปฏิบัติ และศึกษาแนวทางการปฏิบัติธรรมตามวิถีพรต มาเป็นเวลา 90 วัน ท่านได้ตัดสินใจกราบเรียน พระอุปัชฌาย์ เพื่อขอเลื่อนการลาสิกขาและขอพึ่งบารมีแห่งร่มผ้ากาสาวพัสตร์ต่อไปอีกระยะหนึ่ง

อนึ่งการตัดสินใจดังกล่าวเป็นไปเพื่อความต้องการที่จะค้นคว้า ศึกษาหาความรู้ในทางธรรม และแนวทางการปฏิบัติฝึกฝนจิตให้มากขึ้น จึงแจ้งศรัทธาสาธุชนและเครือข่ายบุญของพระกากัน อโสโก (มาลิค) ทราบในเจตนารมณ์ของท่าน และเพื่อให้พระกากัน ได้รับความรู้ความเข้าใจในแก่นของ พระพุทธศาสนามากที่สุด จึงขอความร่วมมือจากศรัทธาสาธุชนได้ปฏิบัติตามแนวทางและมาตรการที่ ทางวัดได้กําหนดอย่างเคร่งครัด

พร้อมกันนี้พระกากัน อโสโก (มาลิค) ยังได้เดินทางไปฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแนวสติปัฏฐานกับพระครูปลัดปัญญาวรวัฒน์,ศ.ดร. (พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส) ผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา และผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ(IBSC) มจร ที่วัดใหม่ยายแป้น เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร อีกด้วย



พระครูปลัดปัญญาวรวัฒน์ ได้กล่าวให้พรนายกากัน มาลิคที่วัดธาตุทองว่า 100 วันของการอุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้ทิดกากัน มาลิคได้มีโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตในการพักผ่อนทางจิต ผ่านการไหว้พระสวดมนต์ และปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เชื่อมั่นเหลือเกินว่า ภูมิรู้ และภูมิธรรมที่ได้ในครั้งนี้ จะช่วยทำให้ชีวิตของทิดกากันมีภูมิคุ้มกันทางจิต และใช้ชีวิตด้วยความรู้ ตื่น และเบิกบานบนสายธารแห่งธรรมทั้งในภพภูมินี้ และภูมิอื่นๆ ตราบจนบรรลุมรรค ผล และนิพพานต่อไป 


"ผอ.หลักสูตรสันติศึกษา-IBSC มจร" แนะว่าที่พระธรรมทูตไทยในต่างแดน ยึดปริยัติปฏิบัติเยี่ยม แผ่ธรรมสู่แดนตะวันตกโลกได้ประโยชน์


เมื่อวันที่ 20  พฤษภาคม 2565 ที่อาคารเรียนรวม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณนาชวิทยาลัย(มจร) อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา พระครูปลัดปัญญาวรวัฒน์,ศ.ดร. (พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส) ผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา และผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ(IBSC) มจร  รับนิมนต์จากวิทยาลัยพระธรรมทูต บรรยายพิเศษถวายแด่ว่าที่พระธรรมทูตกว่า 150 รูป เรื่อง "พระธรรมทูตไทยสู่พระธรรมทูตโลก"




พระครูปลัดปัญญาวรวัฒน์ กล่าวว่า ตัวแปรสำคัญที่จะยกระดับให้พระธรรมทูตไทยก้าวสู่การทำงานในระดับสากลได้นั้น จะต้องมีฐานของปริยัติที่ลึกซึ้ง และสามารถนำปริยัติลงสู่การปฏิบัติจนเข้าใจแจ่มแจ้ง อันจะทำให้นำชาวตะวันตกเข้าถึงหัวใจคำสอนผ่านการฝึกสติ จนเกิดสมาธิ และมีปัญญารู้แจ้งในที่สุด

"การเข้าใจปริยัติ และปฏิบัติ ย่อมเกิดผลดีต่อพระธรรมทูต แต่ถ้ามุ่งจะนำสิ่งแก่นธรรมเผยแผ่แก่ชาวตะวันตกได้อย่างมีประสิทธิผล จะต้องพัฒนาตัวเองให้เข้าใจประวัติศาสตร์ ภาษา วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตของชาวตะวันตก อย่างลึกซึ้ง และรอบด้าน  จะทำให้การเผยแผ่พระพุทธศาสนาสู่สังคมตะวันตกมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น และโลกจักได้ประโยชน์จากการทำงานของพระธรรมทูตไทย" พระครูปลัดปัญญาวรวัฒน์ กล่าว


วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

สถาบันพระปกเกล้าคลอดแผนเครือข่าย สร้างสันติวัฒนธรรมระดับสถาบันอุดมศึกษา


เมื่อวันที่ 20  พฤษภาคม 2565 พระปราโมทย์  วาทโกวิโท,ดร. อาจารย์หลักสูตรสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) เลขานุการศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน มจร เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 18 - 19 พฤษภาคม 2565 ได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การสร้างสันติวัฒนธรรมในสถานศึกษาซึ่งเป็นระบบการศึกษาระดับพื้นฐานถึงอุดมศึกษา ซึ่งขับเคลื่อนโดย สถาบันพระปกเกล้าร่วมสถานศึกษาตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา  อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา โดยในช่วงท้ายมีการวางแผนการทำงานแต่ละระดับ ซึ่งในระดับมหาวิทยาลัยมีรองอธิการบดี รวมถึงบุคลากรที่จะนำไปขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ประกอบด้วย การจัดตั้งชมรมสันติวัฒนธรรม จัดทำคู่มือป้องกันความขัดแย้ง ตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยสำหรับบุคลากรและนักศึกษา  ตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน ร่างแต่งตั้งคำสั่งคณะกรรมการขับเคลื่อนบริหารความขัดแย้ง วางโครงสร้างจัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ย 

ซึ่งมีการสร้างเครือข่ายการสร้างสันติวัฒนธรรมในระดับสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งในมหาวิทยาลัยที่ขับเคลื่อนสันติวัฒนธรรมมี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้มีแผนดำเนินการในมิติของสันติวัฒนธรรม ภายใต้หลักสูตรสันติศึกษา มจร และศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน มจร  มีการวางแผนขับเคลื่อนแผนพัฒนาศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะมีการพัฒนาอาจารย์และนิสิตให้มีความเข้าใจในกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตามพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 และรูปแบบการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทโดยพุทธสันติวิธี เพื่อเป็นการป้องกันความขัดแย้ง แก้ไขความขัดแย้ง เยียวยาความขัดแย้ง และรักษาสันติภาพให้เกิดความสงบต่อไป 

มจร ได้รับความเมตตาจากผู้บริหารระดับสูงอย่างดียิ่ง โดยมีพระธรรมวัชรบัณฑิต ศาสตราจารย์ ดร. อธิการบดี มจร ในฐานะที่ปรึกษาศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน มจร และขับเคลื่อนโดย พระครูปลัดปัญญาวรวัฒน์ ศ.ดร. (หรรษา ธมฺมหาโส) ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน มจร จึงทำให้ มจร มีการขับเคลื่อนสันติวัฒนธรรมในเชิงรุกโดยเชื่อมกับเครือข่ายภายนอก คือ สถาบันพระปกเกล้า สำนักงานศาลยุติธรรม กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และสำนักงานกิจการยุติธรรม  กระทรวงยุติธรรม 


 

"กมธ.ศาสนาฯสภาฯ – พศ." ขันนอต "ตรวจพระ" MOU "มท.-สตช.-สภาทนายความ"ดูแลพระสงฆ์



เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2565  ที่อาคารรัฐสภา คณะอนุกรรมาธิการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งมี นายอินทพร จั่นเอี่ยม รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มาร่วมประชุมเพื่อปรึกษาหารือแนวทางการป้องกันและคุ้มครองพระพุทธศาสนา

นายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล รองประธานคณะกรรมาธิการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า  ที่ประชุมคณะกรรมาธิการศาสนา กับ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เห็นตรงกันว่า พวกเราในฐานะชาวพุทธ ต้องร่วมมือกันปกป้องและคุ้มครองพระภิกษุสงฆ์ ให้ท่านปฎิบัติศาสนกิจได้อย่างเต็มที่ ประเด็นที่หารือมีหลายประเด็น ประเด็นหนึ่งที่เราหยิบยกขึ้นมาเพราะเห็นว่าสำคัญคือ ระเบียบพระวินยาธิการหรือตำรวจพระ พ.ศ.2562  ที่ประกาศใช้ไปแล้ว ทำไมคณะสงฆ์ไม่ใช้เครื่องมือที่มีอยู่ตรงนี้ไปดูแลคณะสงฆ์ด้วยกันเอง 

เห็นจุดสังเกตหลายประการที่ประชุมเห็นว่ามีหลายเรื่องจำเป็นต้องแก้ระเบียบตรงนี้ เช่น เรื่องงบประมาณที่ทางสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติบอกว่า สนับสนุนปีละแค่ 2,000 บาทต่อรูป ซึ่งเรามองว่าแบบนี้จะทำงานได้อย่าง อย่าว่าแต่ค่าน้ำมันเลย ค่าโทรศัพท์ก็ไม่พอแล้ว คิดดูพระวินยาธิการมีตำบลละ 2 รูปทั่วประเทศ แต่งบประมาณไม่มีอะไรให้ท่านเลย เครื่องมือเครื่องไม้อะไรก็ไม่มี รวมทั้งการทำงานแบบบูรณาการกับหน่วยงานอื่น ๆ ก็ไม่มี

"ที่ประชุมสรุปตรงกันว่าต่อไปนี้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะเปิดสายด่วนรับเรื่องร้องเรียนทั้งพฤติกรรมพระที่ไม่ดี ทั้งสิ่งที่มาทำลายคณะสงฆ์ สิ่งแปลกปลอมที่จะมากระทบต่อพุทธศาสนา ตลอด  24 ชม.ตรงนี้สำนักงานพุทธท่านรับปากว่าทำได้จะดำเนินการเร็ว ๆ นี้ เมื่อรับเรื่องแล้วจะส่งต่อเหมือนสายด่วน 191 ตอนนี้กำลังหาหมายเลขกันอยู่  และเรื่องระเบียบพระวินยาธิการก็กำลังดูว่าจะแก้ไขตรงไหนได้บ้าง เรื่องนี้คงจะต้องเข้าไปพบสมเด็จพระพุฒาจารย์ ในฐานะที่ มส.มอบให้ทำดูแลการปกครอง และพระพรหมโมลี วัดปากน้ำ เรื่อง พระวินยาธิการ.." นายเพชรวรรต กล่าวและว่า 

เรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน หากดูแล้ว การแก้ระเบียบพระวินยาธิการมันช้า จำเป็นต้องขอความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ เช่น กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็อาจจะฝากให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติหารือกับหน่วยงานเหล่านี้ เพื่อขอความร่วมมือเซ็นต์ MOU ร่วมกันเพื่อให้มันเร็วขึ้น ในการช่วยกันดูแลพระสงฆ์ ดูแลพระพุทธศาสนา  และคิดว่าไม่เฉพาะแค่ 2-3 หน่วยงานนี้เท่านั้นแม้กระทั้ง สภาทนายความ ซึ่งท่านมีบุคลากรอยู่ทุกจังหวัดก็อาจจะดึงมาร่วมด้วยช่วยกัน เรื่องนี้ กมธ.ศาสนาจะปรึกษากับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติต่อไป.. 

วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

ได้ฤกษ์! "พระกากัน" นักแสดงบอลลีวูด ลาสิกขา 20 พ.ค.นี้


เมื่อวันที่ 18 พ.ค. เพจเฟซบุ๊ก วัดธาตุทอง พระอารามหลวง ประกาศว่า ด้วยพระกากัน อโสโก (มาลิค) ได้เข้ารับการอุปสมบทในวัดธาตุทอง พระอารามหลวง ตั้งแต่วันที่ 10 ก.พ. 2565 โดยพระราชวรญาณโสภณ เจ้าอาวาสวัดธาตุทอง เป็นพระอุปัชฌาย์ เป็นเวลา กว่า 100 วัน ในการครองเพศบรรชิต บัดนี้วัดธาตุทอง จะแจ้งให้ท่านทราบว่า พระกากัน อโสโก (มาลิค) จะเข้าพิธีลาสิกขา ในวันที่ 20 พ.ค. 2565 นี้ จึงแจ้งศรัทธาสาธุชนทุกท่านเพื่อทราบ

ทั้งนี้ระหว่างที่บวชอยู่นั้น พระกากันได้ร่วมกับมูลนิธิไตรรัตนภูมิ จัดโครงการ “พลิกฟื้นคืนพุทธสุวรรณภูมิสู่พุทธภูมิ” นำพระพุทธรูปจำนวน 84,000 องค์ เพื่อนำไปมอบให้พุทธศาสนิกชนในประเทศอินเดีย บูชาสักการะ ระลึกถึง คุณพระรัตนตรัย น้อมรำลึกถึงพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย

พร้อมกันนี้วันที่ 13 พฤษภาคม 2565  ในงานเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร ภาคบ่าย เป็นการปาฐกถาจากผู้แทนชาวพุทธทั่วโลกทั้งภายในห้องประชุมและผ่านทางออนไลน์   ในหัวข้อ "กรุณาธรรมในยามวิกฤต: จากหลักธรรมลงสู่การปฏิบัติเพื่อเยียวยาชาวโลก"   ในจำนวนนั้นมีพระกากัน อโสโก  นักแสดงชาวอินเดียที่รับบทเป็นพระพุทธเจ้า ได้เดินทางมาบวชที่ประเทศไทยและเดินทางไปสักกการะสังเวชนียสถานที่ประเทศอินเดียแล้วเดินทางกลับมาร่วมงานในครั้งนี้  

พระกากัน  ได้กล่าวว่า มีความเชื่อว่าธรรมะคือความจริงของจักรวาลอยู่ในใจของมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว อยู่ที่ใครจะเลือกให้มีหรือไม่มี ทางเดียวที่จะพัฒนาให้สัจจธรรมสว่างในใจคน คือ การฝึกสติ สมาธิ ผ่านการฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ตามที่ตนเคยมีประสบการณ์ได้เรียนรู้จากพระครูปลัดปัญญวรวัฒน์,ศ.ดร. ผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) และพระโพธินันทมุนี ที่ได้พาเข้าป่าเพื่อปฏิบัติธรรมพร้อมแนะนำ จึงมีแรงปรารถนาให้พระสงฆ์ไทยร่วมถ่ายทอดการฝึกวิปัสสนากรรมฐานแบบเข้าใจง่ายให้กับคนอินเดีย ไม่เฉพาะชาวพุทธเท่านั้น แต่กับศาสนิกชนทุกศาสนาที่สนใจ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างประเทศไทยและอินเดีย

พระกากัน กล่าวด้วยว่า เมื่อ 3  ปีก่อน ที่งานวิสาขบูชานานาชาตินี้ตนได้กล่าวถึงเรื่องการบรรจุวิชากรุณาไว้ให้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานและเยาวชนไทย ซึ่งในวันนี้หัวข้อหลักของงานวิสาขบูชานานาชาติในปีนี้คือหลักกรุณาธรรม จึงอยากขอเน้นย้ำเรื่องการปลูกฝังกรุณาธรรมให้กับเยาวชนผ่านระบบการศึกษาเหมือนที่เคยกล่าวไว้ 

สำหรับ พระกากัน อโสโก หรือ นายกากัน มาลิค (Gagan Malik) เป็นนักแสดงชื่อดังของบอลลีวูด ผู้รับบท “เจ้าชายสิทธัตถะ” ในเรื่อง Sri Siddhartha Gautama และมักได้รับบทบาทแสดงเป็นมหาเทพ พระศิวะ พระวิษณุนารายณ์ พระราม พระกฤษณะ ทั้งในภาพยนตร์และในละครโทรทัศน์หลายเรื่อง อีกทั้งเคยได้รับรางวัลนักแสดงนำยอดเยี่ยม ในเทศกาลภาพยนตร์ World Bhuddhist Film ที่จัดโดย องค์การสหประชาชาติ จากบทบาท “เจ้าชายสิทธัตถะ” ในเรื่อง Sri Siddhartha Gautama ซึ่งจากการที่ได้แสดงนำในภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำให้นายกากัน เริ่มศึกษาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา ฝึกปฏิบัติเจริญสมาธิภาวนา เรียนรู้วัตรปฏิบัติ จนเกิดความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้เข้าบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนาที่ประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 ก.พ.2565 ที่วัดธาตุทอง พระอารามหลวง


"ปลัดมท."จี้ผู้ว่าฯเล่น"Line TikTok" สื่อสารงานแก้จน-แก้หนี้นอกระบบ



เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ที่ร.ร.เอส.ดี.อเวนิว เขตบางพลัด กรุงเทพฯ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย (มท.) เป็นประธานเปิดการประชุมโครงการขับเคลื่อนแผนงานบูรณาการความร่วมมือภาครัฐและเอกชนเพื่อเสริมศักยภาพการพัฒนาเศรษฐกิจภาค/กลุ่มจังหวัดและจังหวัด ประจำปี 2565 ระดับผู้ปฏิบัติงาน และปาฐกถาพิเศษ “กลไก กรอ. กับการพลิกฟื้นเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างยั่งยืน” โดยมีนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ด้านบริหาร นางนิศากร วิศิษฎ์สรอรรถ รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ นายทรงกลด สว่างวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ช่วยราชการสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย นายกฤษณะ พินิจ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาและส่งเสริมการบริหารราชการจังหวัด ผู้อำนวยการกลุ่มงานบริหารยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด ผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์และข้อมูลเพื่อการพัฒนาจังหวัด ผู้แทนหอการค้าไทย สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ร่วมรับฟัง

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า กลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ “กรอ.” เป็นกลไกที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ ซึ่งจังหวัดในฐานะภาคราชการต้องอาศัยพลังความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายต่างๆ ทั้ง 7 ภาคีเครือข่าย อันประกอบด้วย “ภาคราชการ” อันหมายความรวมทั้งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงต่างๆ ภาคธุรกิจเอกชน ทั้งหอการค้า สภาอุตสาหกรรม สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว บริษัท ห้าง ร้าน ฯลฯ “ภาควิชาการ” ทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัย วิทยาลัย โรงเรียนมัธยมศึกษา โรงเรียนประถมศึกษา ปราชญ์ชาวบ้าน “ภาคผู้นำศาสนา” ทั้งพระสงฆ์ โต๊ะอิหม่าม บาทหลวง และผู้นำศาสนาต่างๆ “ภาคประชาสังคม” คือ NGO ในพื้นที่ “ภาคประชาชน” คือ พี่น้องประชาชนในพื้นที่ และ “ภาคสื่อมวลชน” ที่ทำหน้าที่ในการสื่อสารข้อมูล นำเสนอข่าวสารที่ได้รับจากภาคราชการและทุกภาคส่วน 

ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนงานแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจผ่านกลไก กรอ. เพื่อประสานพลังผู้นำทางสังคมทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจับมือร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งเศรษฐกิจมหภาค และเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัด ด้วยการจัดการประชุมและเข้าร่วมการประชุม กรอ. อย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 2 เดือน/ครั้ง และต้องให้ความสำคัญกับ “การสื่อสารกับสังคม” ที่เป็นหัวใจสำคัญในการทำงาน ทั้งงานสังคม งานประชุม งานบุญ งานวัด ตามประเพณี ที่จะทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีโอกาสพบปะผู้คนและได้พูดคุย รวมทั้งได้รับฟังเสียงสะท้อนปัญหาจากประชาชนและองค์กรต่างๆ โดยการอยู่ร่วมกันในสังคม ต้องสื่อสารซึ่งกันและกัน เพื่อที่จะสามารถอธิบายคำตอบได้ ทั้งนี้ สำนักงานจังหวัด โดยกลุ่มงานยุทธศาสตร์และข้อมูลเพื่อการพัฒนาจังหวัด ในฐานะฝ่ายเสนาธิการของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดต้องลงพื้นที่เพื่อติดตามสอดส่องดูแลพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ และรายงานผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อได้รับรู้ รับทราบปัญหา หาแนวทางแก้ไข เพื่อสื่อสารให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้ รับทราบ เข้าใจ และร่วมมือกับจังหวัดและภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อนการพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจและด้านต่างๆ

“การสื่อสารกับสังคมเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วน ไม่เฉพาะภาคราชการ จะต้องทำซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งการดำเนินการผ่านกลไกภาคีเครือข่ายที่ 7 คือภาคีเครือข่ายสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร โดยเจ้าของเนื้อหา (Content) ต้องจัดทำข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ที่เข้าใจง่าย และมีความถูกต้อง ครบถ้วน ชัดเจน ส่งให้กับสื่อมวลชน เพื่อสามารถสื่อสารข้อมูลไปยังพี่น้องประชาชนผู้รับสารได้อย่างตรงไปตรงมา น่าสนใจ นอกจากนี้ การทำหน้าที่ในฐานะสื่อมวลชน ไม่จำเพาะว่าต้องเป็นผู้ที่มีวิชาชีพสื่อมวลชนเท่านั้น ตัวของพวกเราทุกคนเองก็สามารถเป็นสื่อมวลชนได้ ไม่ใช่เป็นเพียงคนส่งข่าว ด้วยการใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่มีอยู่กับตัวเอง เช่น โทรศัพท์มือถือ ที่สามารถบันทึกภาพ เสียง วิดีโอ และตัดต่อเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย ทั้ง Facebook Twitter Instagram TikTok Line ส่วนตัว และของหน่วยงาน รวมไปถึงเครื่องมือพื้นฐานในการสื่อสารในพื้นที่ เช่น หอกระจายข่าวหมู่บ้าน/ชุมชน และเสียงตามสายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันจะเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาพื้นที่ในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐกิจฐานรากซึ่งเป็นรากฐานในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน” นายสุทธิพงษ์ กล่าวและว่า 

ประการสำคัญถัดมาซึ่งเป็ยนโยบายสำคัญที่รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยกำลังขับเคลื่อนและได้รับความสนใจจากสังคมอยู่ในขณะนี้ นั่นคือ การขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านกลไก ศจพ. โดยเน้นย้ำนิยามคำว่า “ความยากจน” หมายถึง ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนทุกประเภทที่พี่น้องประชาชนกำลังประสบอยู่และไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตนเอง เช่น มีลูกหลานติดยาเสพติด ที่หน่วยงานทั้งสาธารณสุข ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ก็ต้องไปทำให้เขาได้เข้าสู่ระบบการรักษา หรือแม้แต่เรื่อง “หนี้นอกระบบ” ที่พ่อค้าแม่ค้าถูกขู่เข็ญ เอาเปรียบ ทำร้ายร่างกาย เป็นต้น ซึ่งพวกเราชาวมหาดไทยทุกคนต้องลงไปบูรณาการทุกหน่วยงานค้นหา ช่วยเหลือ โดยมีนายอำเภอทั้ง 878 อำเภอ เป็นแม่ทัพที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาระดับพื้นที่ เพื่อ Change for Good ให้ยิ่งใหญ่ กว้างขวาง และทำได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ภายในวันที่ 30 ก.ย. 2565 นอกจากนี้ สำนักงานจังหวัด ในฐานะเสนาธิการของผู้ว่าราชการจังหวัดต้องให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้ง 7 ภาคี โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านธุรกิจเอกชในพื้นที่ ทั้ง กรอ. บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคมจังหวัด ผู้ประกอบการ OTOP กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี กองทุนการออม ห้าง ร้านต่าง ๆ ในฐานะที่กระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงหลักที่จะดูแลพื้นที่ในฐานะข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นองค์กรที่ได้รับความเชื่อมั่นว่า “เราเป็นที่พึ่งของสังคมได้” ด้วยความฮึกเหิม ตั้งมั่น อดทน ในการที่จะทำให้เกิดสิ่งที่ดีกับพี่น้องประชาชนโดยกลไก กรอ. ซึ่งสังคม เศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนจะดีได้ “อยู่ในมือพวกเราข้าราชการและภาคเอกชนที่มีความมุ่งมั่นในการทำสิ่งที่ดีให้กับองค์กรและประเทศชาติของเรา”

“ที่ผ่านมาความสำเร็จของงานตามภารกิจของกระทรวงมหาดไทยตลอดระยะเวลา 130 ปี ที่กำลังย่างเข้าสู่ปีที่ 131 กว่าร้อยละ 80 อยู่ที่ “มดงาน” ที่เป็นผู้บริหารระดับกลางและผู้ปฏิบัติ มิใช่อยู่ที่ผู้บริหารสูงสุดขององค์กร คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้บริหารระดับสูงเท่านั้น การสัมมนาในครั้งนี้ จะทำให้พวกเราทุกคนมีไฟในการกลับไปเผาไหม้เชื้อเพลิงที่จังหวัด นั่นคือ “เพื่อนร่วมงาน” ในการประสานความสัมพันธ์ผสานความร่วมมือทั้ง 7 ภาคีเครือข่ายเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการ Change for Good สร้างสรรค์สิ่งที่ดีให้กับพื้นที่หมู่บ้าน/ชุมชน อำเภอ จังหวัด และประเทศไทย พร้อมเน้นย้ำ ต้องทำด้วยใจ ให้ความสำคัญกับ การบูรณาการงานและร่วมมือกับ กรอ. และภาคีเครือข่าย พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจจังหวัดให้เกิดความยั่งยืน” นายสุทธิพงษ์ กล่าว 


วงเสวนาสื่อสางปม "หลวงปู่แสง" ระบุชัดบก.ปฏิเสธรับผิดชอบไม่ได้ แนะอย่าคิดแต่เรตติ้ง ระวังกม.บุกรุก-หมิ่นสงฆ์



นายกสมาคมนักข่าววิทยุฯระบุเรตติ้งอยู่ตัวทำอย่างไรก็ไม่ทะลุเพดานแล้ววอนสื่อย่าเสียจุดยืน กองบรรณาธิการโบ้ยไม่รู้นักข่าวไปทำข่าวอะไรไม่ได้ ต้องเป็นเบ้าหลอมที่ดีให้นักข่าว ส่วนจรรยาบรรณสากลนักข่าวห้ามจัดฉาก   “สุภิญญา”ย้ำสื่อไทยขาดเสรีภาพในการวิจารณ์การเมือง จึงเลี่ยงไปนำเสนอข่าวอื่นจนล้ำเส้นละเมิดสิทธิบุคคล   แนะหาจุดสมดุลยึดประโยชน์ผู้บริโภค ส่วนอัยการเตือนนักข่าวระมัดระวังข้อกฎหมาย 

เมื่อวันพุธที่ 18 พฤษภาคม 2565 ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าวฯ จัดเสวนา “ถอดบทเรียนจริยธรรมสื่อ ทำงาน จัดฉาก ไสยศาสตร์ วงการสงฆ์” โดยมีผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย นายพีรวัฒน์ โชติธรรมโม นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ อดีต กสทช.และผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ Cofact Thailand นายวุฒิชัย พุ่มสงวน ศูนย์อัยการคุ้มครองสิทธิเด็ก เยาวชน และสถาบันครอบครัว 

นายพีรวัฒน์ กล่าวว่า คิดว่ากรณีที่เกิดขึ้นล่าสุดคือ หลวงปู่แสง ญาณวโร แม้ว่าดูว่าเป็นวิกฤตศรัทธาสื่อมวลชนมาก แต่ตนอยากให้เป็นจุดเปลี่ยนคือจุดที่เราจะได้หยุดทบทวนและมองเหตุการณ์ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ถอดบทเรียน แต่นำมาสู่การแก้ไขอย่างจริงจัง ภาวะที่เกิดเวลานี้คือการแข่งขันในอุตสาหกรรมสื่อทีวีดิจิตอลที่วัดกันด้วยเรตติ้ง แต่ตนมองว่าการแข่งขันมันเดินมาถึงจุดที่เรียกว่าคุณทำมากกว่านี้ เรตติ้งก็ไม่เพิ่มมากกว่านี้ 

เพราะกลุ่มคนดูในช่วงไพร์มไทม์มีอยู่ 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ติดตามเรื่องบันเทิงดูละคร เกมโชว์ กับกลุ่มที่สนใจเนื้อหาสาระของรายการข่าว ปัจจุบันนี้รายการข่าวตีตื้นขึ้นมาอยู่ในระดับที่เรียกว่าเกือบทำเรตติ้งไล่หรือชนะละครหลายเรื่อง ดังนั้นจะผลักดันอย่างไร ไม่ว่าเราจะสร้างคอนเทนต์ขนาดไหน เราก็ไม่ทะลุเพดานเรตติ้งที่มีอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อไม่ทะลุเพดานเรตติ้ง รายการทีวีที่เป็นรายการข่าวดังๆ ตนพบว่ามีพื้นที่อยู่ที่ประมาณ 1.5-1.7 พีคอยู่ที่ 2.8 ยกเว้นมีเหตุการณ์สด เช่น กรณีถ้ำหลวง จะทะลุถึง 3 กว่าได้ เมื่อหันมาดูรายได้ก็พบว่ารายได้บนราคาโฆษณาต่อนาทีก็ไม่สามารถเพิ่มรายได้ต่อนาทีได้มากกว่านี้ จึงทำให้บางสถานีต้องมีข่าวช่วงหนึ่ง ช่วงสอง เพื่อเพิ่มนาทีการขายให้มีรายได้มากขึ้น ดังนั้นภาพรวมยังมีโอกาสที่จะสามารถทบทวนได้ว่าการแข่งขันแบบนี้มันคุ้มค่า สร้างรายได้ มากเพียงพอที่จะเสียยืนสื่อหรือไม่

“เคสที่เกิดขึ้นกับหลวงปู่แสงเห็นได้ชัดเลยว่ากระแสโซเชียลหรือกระแสสังคม มีความไม่ยอมรับชัดเจนเกิดขึ้นและเมื่อสูญเสียตรงนี้ มันทำให้เห็นภาพว่าถ้ายังคงอยู่อย่างนี้ต่อไป โอกาสที่จะทำให้เกิดการแข่งขันหรือสิ่งที่คิดว่าจะสร้างเรตติ้งและรายได้มีโอกาสที่จะกระทบกระเทือน ผมถึงอยากจะมองภาพรวมว่ากระบวนการทำงานของสื่อที่อยู่ภายใต้เชิงพาณิชย์น่าจะถึงเวลาที่ต้องทบทวน สิ่งที่เกิดขึ้นภาพที่เราเห็นเป็นแค่ปลายเหตุ การแข่งขันที่รุนแรงทำให้การบริหารจัดการกองบรรณาธิการ รายการข่าว เนื้อหา ขาดความละเอียดอ่อน ขาดความรัดกุม ขาดการตรวจสอบ จึงทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมา เด็กคนเดียวไม่สามารถสร้างสิ่งเหล่านั้นได้ ถ้าเกิดเรามีมาตรฐานการควบคุมที่ดี สิ่งที่เกิดท่ามกลางการแข็งขันของรายการจึงบีบคั้นให้ผู้ที่ทำงานต้องทำทุกทางเพื่อให้ได้มาซึ่งคอนเทนต์ นอกจากนั้นมาตรฐานของผู้สื่อข่าวยังเป็นเรื่องของตัวตนในโซเชียลเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้การมีตัวตนต้องแสดงออกด้วยพฤติกรรมบางอย่าง เพราะคนที่ทำแบบนี้ได้รางวัล ได้รับการยอมรับและมีตัวตนในโซเชียลมีเดีย”นายพีรวัฒน์ กล่าวและว่า

ในทางกลับกันจึงได้เห็นว่าบวกกับลบนั้นอยู่ใกล้เคียงกันมาก เมื่อคุณพลาดมันลบแล้วก็ลงเหวทันที ถ้าเราทบทวนให้เห็นได้ว่ากระบวนการจัดการเนื้อหา กระบวนการสร้างตัวตนบนวิชาชีพสื่อ ใช้มาตรฐานปกติในการสร้างตัวตนบนโซเชียลมีเดียไม่ได้ ถึงเวลาที่ต้องมาคิดว่าเบ้าหลอม แม่พิมพ์ของคนที่จะทำให้คนที่จะก้าวเข้ามาสู่อาชีพผู้สื่อข่าว มองเห็นแล้วอยากเป็นตามนั้นเป็นรูปแบบไหน ทั้งนี้เราตั้งคำถามว่าจบที่ผู้สื่อข่าวแล้วจบจริงหรือไม่ สังคมกำลังตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับนักข่าวและทีมที่ไปกับหมอปลาสามารถมีอำนาจในการตัดสินใจทำข่าวได้จริงหรือ ในฐานะที่ตนเคยผู้บริหารกองบรรณาธิการหลายแห่ง เป็นขั้นตอนปกติมากที่ก่อนจะส่งผู้สื่อข่าวลงพื้นที่จะต้องมีการประชุมหารือกันว่าไปทำอะไร ข่าวอะไร ตัวละครเป็นใคร และมีประเด็นนี้จะเล่นแค่ไหน

“กองบรรณาธิการปฏิเสธการไม่รับรู้ไม่ได้ แต่ถ้าปฏิเสธว่าไม่รู้เลยว่านักข่าวไปทำข่าวอะไร อันนี้หนักกว่ารู้ เพราะมีการเบิกรถ อุปกรณ์ เครื่องมืออะไรต่างๆ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ขออนุญาตต้นสังกัดก่อน สิ่งที่กองบรรณาธิการหลีกเลี่ยงไม่ได้คือไม่รู้ว่านักข่าวไปทำอะไร แม้จะเป็นข่าว ว. 5 หรือลับขนาดไหน ที่สำคัญข่าว ว.5 เขาไม่ทำข่าวหมู่ แต่ต้องเป็นข่าวเดี่ยว และมีจรรยาบรรณสากลว่าผู้สื่อข่าวไม่สามารถเป็นตัวละครในข่าวหรือจัดฉากขึ้นเองได้ และก่อนออกอากาศก็ต้องมีการกลั่นกรองด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่ในเชิงการทำงานแนวสืบสวนสอบสวน ขาดการแวงแผนในการทำงานและการตรวจสอบอย่างชัดเจน ดังนั้นถ้ามีแผนในการทำงานที่ดีนักข่าวที่ต้องรับเคราะห์ต้องออกจากการทำงานก็จะไม่เกิดขึ้น ถ้าเบ้าหลอมหรือแม่พิมพ์เขาดี เขาจะรู้เลยว่าเขาทำได้หรือไม่ได้แค่ไหน”นายกสมาคมนักข่าววิทยุฯ ระบุ

น.ส.สุภิญญา กล่าวว่าเนื่องจากยุคปัจจุบันสื่อมีข้อจำกัดในประเด็นทางการเมือง เช่น วัคซีน หรือการตรวจสอบภาครัฐ จนถูกฟ้องร้อง ทำให้สื่อต้องไปเสนอเรื่องที่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เช่น กรณีบ้านกกกอก หรือกรณีหลวงปู่แสง ซึ่งเป็นจุดวิกฤตของสื่อไทยที่ถูกวิจารณ์ ขณะเดียวกันการกำกับดูแลของ กสทช.ก็ถือว่ายังไม่ได้ดุล ถ้าออกมาเตือน มีบทลงโทษในการละเมิดสิทธิเด็ก หรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ไม่ปล่อยจนทำให้สื่อยังทำตามกันไปจนเกิดกระแสตีกลับในครั้งนี้ จึงเป็นจุดที่เราต้องช่วยกันวางเส้นใหม่ที่ทั้งสื่อและกสทช.ต้องร่วมมือกัน 

อีกทั้งกรณีหลวงปู่แสงเราจะเห็นว่าพลังของผู้บริโภคคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในการแทรกแซงสื่อให้อยู่หมัด จนเป็นครั้งแรกที่เห็นองค์กรสื่อออกมาแสดงความรับผิดชอบกันมากขนาดนี้ จึงน่าจะเป็นจุดที่ดีในการแปรวิกฤตให้เป็นโอกาสในการหาจุดสมดุลร่วมกัน โดยยึดประโยชน์สาธารณะเป็นตัวตั้ง

นายวุฒิชัย กล่าวว่า  เวลาสื่อไปทำข่าวไม่ว่าจะเข้าไปในบ้านร้าง หรือรายการผีต่างๆ มีข้อกฎหมายในเรื่องการบุกรุกเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเข้าไปโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต การไปทำข่าวจึงต้องดูว่าเจ้าของอาคารสถานที่เขาอนุญาตหรือไม่ นอกจากนั้นข้อกฎหมายที่นักข่าวมักเจอคือ การดูหมิ่นซึ่งหน้า หมิ่นประมาท ดูหมิ่นศาล ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน มาตรา 112 ที่ต้องระวังอีกมาตราที่เข้ามาใหม่ คือ มาตรา 366/4 ดูหมิ่นเหยียดหยามศพ เป็นต้น เป็นสิ่งที่ผู้สื่อข่าวต้องระมัดระวังในการทำงาน นอกจากนั้นตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ดูหมิ่นพระสังฆราช ดูหมิ่นคณะสงฆ์ ความผิดเกี่ยวกับการศาสนา เป็นสิ่งที่สื่อต้องระมัดระวังในการทำหน้าที่ และขอย้ำว่าสื่อมืออาชีพคือสื่อที่รับผิดชอบต่อสังคม ถ้าเมื่อไรคุณรับผิดชอบต่อสังคม ถึงคุณจะมีมือถือเครื่องเดียวคุณก็คือสื่อมืออาชีพ

ส่วนนักข่าวที่ถูกให้ออกสามารถอุทธรณ์ได้หรือไม่นั้น นายวุฒิชัย กล่าวว่า กรณีนายจ้างและลูกจ้างในบริษัทเอกชน เราสามารถไปฟ้องที่ศาลแรงงานกลางได้ โดยไม่ได้ต้องทนาย และมีนิติกรคอยช่วยให้คำปรึกษาได้ ว่าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมหรือไม่ ส่วนการอุทธรณ์นั้นหมายถึงการทำงานในหน่วยงานภาครัฐมากกว่า ขณะที่การโต้แย้งคำสั่งภายในองค์กรได้หรือไม่นั้นก็แล้วแต่เป็นเรื่องภายในขององค์กรที่สังกัดว่าสามารถทำได้หรือไม่


วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

กมธ.ศาสนาฯสภาฯรับเรื่องปม"หมอปลา ยันไม่นำการเมืองมาพัน ไม่เป็นศาลเตี้ยชี้ถูกผิดรวบรวมข้อมูลส่งต่อ


เมื่อ​ วันพุธที่ 18 พฤษภาคม 2565 เวลา 09.45 น. ณ จุดรับยื่นหนังสือ ชั้น 1 (โซนกลาง) อาคารรัฐสภา นางพรเพ็ญ บุญศิริวัฒนกุล รองประธานคณะ กมธ. การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม คนที่หนึ่ง พร้อมด้วยนายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล รองประธานคณะ กมธ. คนที่สอง และคณะ รับยื่นหนังสือจาก นายสายันต์ สายเจียง เลขาธิการองค์กรประสานงานกลางพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย และคณะ กรณีนายจีรพันธ์ เพชรขาว หรือหมอปลา บุกรุกวัดป่าดงสว่างธรรม อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร อันเป็นพฤติการณ์ที่ทำร้ายจิตใจชาวพุทธเป็นอย่างยิ่ง และเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย จึงขอให้คณะ กมธ. ตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว 

โดยนางพรเพ็ญ กล่าวว่า ขอขอบคุณองค์กรประสานงานกลางพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ที่มีความห่วงใยต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งคณะ กมธ. มีความรักและความห่วงใยต่อทุกศาสนา และไม่นำเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องในการทำหน้าที่ภายในคณะ กมธ. ตลอดจนมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำนุบำรุงและปกป้องทุกศาสนาอย่างเท่าเทียมกัน 

"ทั้งนี้ โดยส่วนตัวมีความเห็นว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์เกี่ยวเนื่องกับศาสนา เราไม่ควรเอาตัวเองเป็นตุลาการในการชี้ผิดหรือถูก แต่หากพบพระสงฆ์กระทำความผิดจริงก็ควรร้องเรียนไปทางฝ่ายสงฆ์ให้ดำเนินการตามขั้นตอน หรือหากเป็นความผิดทางกฎหมาย ก็ควรแจ้งความเอาผิดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งคณะ กมธ. เองไม่มีอำนาจหน้าที่ในการชี้ความผิดดังกล่าวว่าถูกหรือผิด โดยจะรับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาเพื่อรวบรวมข้อมูลให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคมต่อไป" นางพรเพ็ญ กล่าว

ทำไมการขอโทษไม่สำเร็จยิ่งทวีขัดแย้งขั้นรุนแรง อ.สันติศึกษา"มจร" แนะต้องทำอย่างจริงจังตามหลักพุทธสันติวิธี



 วันพุธที่ 18 พฤษภาคม 2565  พระปราโมทย์  วาทโกวิโท,ดร.วิทยากรต้นแบบสันติภาพ อาจารย์หลักสูตรสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) เลขานุการศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน มจร  เปิดเผยว่า คำถามคือ ทำไมการขอโทษจึงไม่ได้ผลไม่สำเร็จ? โดยเฉพาะประเด็นในสังคมไทยปัจจุบัน ถ้ามองผ่านสันติศึกษาควรจะมองอย่างไร ? สิ่งที่เกิดขึ้นมันสร้างความเจ็บปวดอย่างมาก ซึ่งประเด็นแบบนี้แม้พระพุทธเจ้ายังเคยถูกกระทำเมื่อพระองค์เป็นศาสดา ซึ่งพระองค์บำเพ็ญบารมีอย่างยิ่งยวดคือ ขันติบารมีอย่างยิ่งยวด โดยจากสถานการณ์ตามข่าวจนนำไปสู่การขอโทษ การขอขมากรรมผ่านภาพ ซึ่งหัวใจของคนที่ให้อภัยได้ถือว่ายิ่งใหญ่มาก เพราะคนอ่อนแอให้อภัยใครไม่ได้จริงๆ คนที่สามารถให้อภัยได้จะต้องเป็นคนเข้มแข็งเท่านั้น เพราะมันเจ็บปวด

บางกลุ่มไม่ยอมรับการขอโทษและขอขมากรรมเพราะรู้สึกเจ็บปวดหรือทำเกินไป ทำให้องค์กรต้นสังกัดมีมติให้พ้นจากตำแหน่งการทำงานเพื่อลดกระแสขององค์กร แสดงให้เห็นถึงความเร็ว ความไว ความแรงของภาวะจิตใจและเทคโนโลยีที่เป็นมิจฉาทิฐิ รวมถึงการขาดโยนิโสมนสิการ ขาดการพิจารณาโดยกาลามสูตรในการพิจารณาอย่างมาก ทำให้เกิดประเด็นสร้างความขัดแย้ง  โดยความขัดแย้งจึงเกิดจากคำว่า ล่วง เพราะเห็นต่างจะนำไปสู่คำว่า ล่วง เพราะคำว่าล่วงที่เกิดสันติสุข ปนะกอบด้วย ล่วงรู้ =ฉลาดมีปัญญา ล่วงลุ=เกิดผลสำเร็จ ล่วงหน้า=มีความเจริญ  แต่มีล่วง 5 ประเภทที่นำไปสู่ความขัดแย้งแบบฝังรากลึก จากการศึกษามิติการจัดการความขัดแย้ง สิ่งที่เป็นสาเหตุที่นำไปสู่ความขัดแย้ง ประกอบด้วย 5 ล่วง คือ

1) #ล่วงเกิน  เป็นการล่วงเกินกันด้วยกาย วาจา ใจ ใช้ความรุนแรงล่วงเกิน นับว่าเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะอะไรที่มันเกินๆ มักจะไม่พอดี การล่วงเกินกันจึงเป็นการก่อเวรกรรมต่อกัน ถ้าเราไม่สามารถอโหสิกรรมให้กัน ใครล่วงเกินเรา เราก็อยากให้เขาขอโทษ  แต่เราล่วงเกินใคร เราเคยคิดจะขอโทษหรือไม่ ? ล่วงเกินจึงเป็นการวีซ่าให้กับเจ้ากรรมนายต่อไป จึงระวังการล่วงเกินบุคคลที่คู่ขัดแย้งเคารพนับถือ หรือ ล่วงเกินบุคคลเป็นผู้คนเคารพนับถือ ประเด็นล่วงเกินแบบเจตนาจึงเป็นบ่อเกิดของการสร้างกรรม  

2) #ล่วงล้ำ เป็นการล่วงล้ำเขตแดน ดินแดน บุกรุกพื้นที่สาธารณะ ที่ดิน ไร่สวน บุกรุกวัดวาอาราม มองผ่านๆ อาจจะเป็นเรื่องธรรมดา แต่การล่วงล้ำนี่คือ เป็นต้นเหตุของการใช้ความรุนแรงมามากแล้ว โดยเฉพาะเรื่องเขตแดนที่ดินที่สวน ที่ส่วนตัว มีการล่วงล้ำกันนำไปสู่การขึ้นศาลฟ้องร้องกันมามากแล้ว จนมีคำกล่าวว่า "ถ้าจะมีเรื่องฟ้องร้องกินขี้หมาดีกว่า" มิติของการล่วงล้ำจึงต้องอาศัยการเจรจาไกล่เกลี่ยพูดคุย เพื่อหาทางออกร่วมกันอย่างสันติวิธี สิ่งที่พึงตระหนักคือ อย่าใช้ความรุนแรงเด็ดขาดในการหาทางออกแบบสันติวิธี 

3) #ล่วงเลย เป็นการล่วงเกี่ยวกับเวลา หรือ การละเลยไม่สนใจ อยู่ตามยถากรรม ปล่อยทิ้ง การล่วงเลยเวลาผ่านไปแล้วผ่านไปเลย มีคำกล่าวว่า " เป็นนักพูดอย่าให้เกินเวลา เป็นนักศรัทธาอย่าให้เกินกำลัง " อะไรที่ดีๆ ถ้าล่วงเลยไปก็ทำให้ของดีเป็นของเสียไป  ชีวิตของเราปล่อยให้ล่วงเลยโดยไม่ทำอะไรเลยก็ไม่มีประโยชน์อะไร การล่วงเลย จึงก่อให้เกิดความขัดแย้งในกับตนเองและผู้อื่น เพราะความไม่พอดี  มันเลยไปเยอะ จึงเกิดความขัดแย้ง ล่วงเลยหรือละเลยบุคคลสำคัญของชีวิต เช่น ไม่ดูแลบิดามารดา ตามหน้าที่ของทิศ 6 ในทางพระพุทธศาสนา 

4) #ล่วงละเมิด  เป็นการล่วงที่ก่อให้เกิดความรุนแรงทางความรู้สึกมากๆ  เช่น การล่วงละเมิดทางเพศ นำไปสู่ความเจ็บปวดเป็นอย่างมาก เพราะเป็นความรุนแรงทางด้านร่างกายและจิตใจ  รวมไปถึงการล่วงละเมิดสิทธิ ทรัพย์สินของบุคคลอื่นๆ นำไปสู่ความขัดแย้ง แม้แต่การล่วงละเมิดทางวาจากล่าวจาบจ้วงบุคคลอื่น ด้วยคำพูดที่ใส่ร้ายป้ายสี พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ  พูดเพ้อเจ้อ  ล้วนแต่ละเมิดบุคคลอื่น นำไปสู่ความขัดแย้งอย่างแน่นอน พึงระวังมาก แม้แต่ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ยังให้ความใส่ใจอย่างมาก ปัจจุบันเราเห็นการล่วงเมิดกันด้วยการสื่อสารที่ละเมิดกันผ่านการสื่อสารด้วยทักษะการเขียน รวมถึงการล่วงละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น  

5) #ล่วงลับ  การที่เราทำให้บุคคลอื่นต้องล่วงลับตายจากไปเพราะความประมาทของเรา หรือ ความมึนเมาของเรา เช่น ขับรถด้วยความเร็ว ทำให้เกิดอุบัติเหตุจนนำไปสู่ให้บุคคลอื่นล่วงลับไป ย่อมก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างแน่นอน หรือ มีบุคคลล่วงลับเพราะโทสะความโกรธของเรา ทำให้ทำร้ายร่างกาย เบียดเบียนคนอื่น เหล่านี้ล้วนแต่เป็นบ่อเกิดของความขัดแย้ง การล่วงลับมันหมายชีวิตของคนหนึ่งคน เราจึงต้องมีสติในการดำเนินชีวิต เพราะบางคนมีคติ "ชีวิตต้องแลกด้วยชีวิต"

คำว่าล่วงที่นำไปสู่ความขัดแย้งนั้น เป็นความขัดแย้งภายใน ย่อมเกิดปฏิฆะ คือ ความขุ่นข้องหมองใจกัน เป็นความขัดแย้งภายในจิตใจ ถ้าไม่ได้รับการเยียวยาจะนำไปสู่ความรุนแรง ถือว่าเป็นระเบิดเวลา การขอโทษเป็นเครื่องมือที่เยียวยาที่ดีที่สุดในโลก จึงควรหาทางป้องกันไม่ให้เกิดการล่วง แต่ถ้าล่วงแล้วควรใช้แนวทางของปธาน ๔ ในทางพระพุทธศาสนา คือ แก้ไข และ เยียวยา ซึ่งเมื่อล่วงแล้วจะหาทางออกอย่างไรให้เจ็บน้อยที่สุด  จึงควรใช้วิธีการสื่อสารตามแนวพุทธศาสนา ประกอบด้วย จริง ไพเราะ เหมาะกาล ประสานสามัคคี มีประโยชน์ ประกอบด้วนเมตตา ควรใช้อำนาจร่วมมากกว่าอำนาจเหนือ วิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดจะต้องใช้อำนาจร่วมมือและอำนาจภายในจิตใจ หาความต้องการที่แท้จริง

คำถามคือ ทำไมการขอโทษจึงไม่สำเร็จผล เพราะไม่ได้เข้าไปเยียวยาความเจ็บปวดที่ถูกกระทำไว้ ที่เข้าไปล่วงล้ำ ล่วงเกิน ล่วงเลย ละเมิด  ล่วงลับ โดยมีการนำเสนอแต่เอกังสวาทีคือเสนอมุมเดียวเท่านั้น การนำเสนอข่าวสารจะต้องนำเสนอแบบวิภัชชวาทีคือ นำเสนอให้เกิดการแยกแยะ ไม่ใช่มุ่งยอดไลฟ์เท่านั้น ข่าวควรมีความจริงความดีความงามในการสื่อสารออกไป ถ้าจะสื่อสารความไม่ออกไปจะต้องใช้การพิจารณาโดยละเอียดผ่านโนยิโสมนสิการ  เพราะข่าวประกอบด้วย ข่าวทั่วไป ข่าวดราม่า ข่าวสร้างคุณค่า แม้จะเป็นข่าวดราม่าจะต้องสะท้อนให้ทราบว่า เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า นิโรธการนำเสนอข่าวควรเป็นสัมมาทิฐิมากกว่ามิจฉาทิฐิ 

หลักสูตรสันติศึกษามหาจุฬาจึงขอนำเสนอกระบวนการขอโทษอย่างจริงจังตามหลักพุทธสันติวิธี ประกอบด้วย 1 ขั้นตอน คือ 1)ต้องมีสติดับอารมณ์สร้างการรับฟังค้นหาความจริงของความจริง 2)บอกว่าฉันเสียใจอย่างยิ่งกับเรื่องที่เกิดขึ้น 3)ไม่ว่าจะเป็นการกระทำใดๆก็ตามที่ผ่านมาในสิ่งที่ฉันกระทำลงไป 4)มันทำให้คุณเจ็บปวดจากการกระทำของฉันอย่างมาก เข้าใจความรู้สึกอย่างยิ่ง โดยเข้าไปรับรู้ความรู้สึกถึงความเจ็บปวด 5)ฉันขอรับผิดชอบทั้งหมดจากการกระทำของฉัน ขอให้คุณยกโทษจากการกระทำผิดนี้  6)ฉันขอโทษขอขมากรรมด้วยการสำนึกผิดจริงๆ เช่น พิธีขอขมา การทำการลงโทษผ่านชดใช้ หรือ พิธีกรรม ดอกไม้ธูปเทียน7)ฉันขอสัญญาว่าจะไม่ให้เกิดการกระทำแบบนี้ขึ้นอีกโดยเด็ดขาด จึงสะท้อนคำว่า "ผิดมากผิดน้อยไม่สำคัญ มันคือผิดแต่สำคัญที่ว่าสำนึกผิดหรือ" โดยจะต้องมีสติเป็นฐานการสำนึกผิดในการกระทำนั้นๆ ที่ผ่านการล่วงทั้งปวง        


วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

ตะลึง! พบสถิติเด็กละเยาวชนหลงผิดก่อคดีซ้ำกว้าร้อยละ 40 ส่วนใหญ่พัวพันค้ายาเสพติด

 


ตะลึง! พบสถิติเด็กละเยาวชนหลงผิดก่อคดีซ้ำกว้าร้อยละ 40  ส่วนใหญ่พัวพันค้ายาเสพติด "ทีมวิจัยโรงเรียนนายร้อยตำรวจ "เตรียมเสนอกรมพินิจ ฯฝึกอาชีพเตรียมเด็กเยาวชนหลงผิด ก่อนคืนสู่สังคม  แก้ปัญหาระยะยาว

วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม 2565 ที่โรงแรม เอสดี อเวนิว ปิ่นเกล้า และผ่านระบบออนไลน์ (Zoom meeting)"ทีมวิจัยโรงเรียนนายร้อยตำรวจ "มีการประชุมเผยแพร่ผลการวิจัยโครงการพัฒนาระบบเครือข่ายอาชีพรองรับการกลับคืนสู่สังคมของเด็กและเยาวชนโดยมี ศาสตราจารย์ พลตำรวจตรีหญิง ดร.พัชรา สินลอยมา ผู้บริหารจัดการโครงการและพันตำรวจตรี ดร.ปริญญา สีลานันท์ หัวหน้โครงการในการศึกษาวิจัยในครั้งนี้

พันตำรวจตรี ดร.ปริญญา สีลานันท์ หัวหน้าโครงการในการศึกษาวิจัย  เปิดเผยว่าจากการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ พบว่า ปัญหา ที่เยาวชน ที่กระทำผิดหมาย  ที่กระทำผิดกฎกหมาย ที่มีการกระทำผิดซ้ำอีกมีแนวโน้มมากขึ้นจากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าผู้กระทำผิด มีการกระทำผิดซ้ำอีก มากกว่าร้อยละ40 ของ ผู้ที่เข้าสถานพินิจ และพบว่า เป็นคดียาเสพติดที่กระทำผิดซ้ำ กว่าร้อยละ27 นอกจากนั้นเป็นคดีอื่นๆร้อยละ13 ของผู้กระทำผิดซ้ำ  

ที่น่าห่วงคือซึ่งเด็กที่เข้าไปอยู่ในสถานณ์ พินิจ ออกมาแล้ว ไม่มีงานทำ และ ไม่มี เงิน ในการดูแลตนเอง จึงหวนกลับไปกระทำผิดซ้ำ  ทาง ทีมวิจัย จึง ได้จัดทำโครงการที่จะเป็น แกนกลางในการเชื่อมโยง ระหว่าง สถานพินิจกับผู้ประกอบการ  ในการหาแหล่งงาน ให้กับเยาวชน ที่กำลังจะออกมาสู่สังคม ได้มีโอกาส ทำงาน เพื่อเลี้ยงชีพได้   อย่างมั่นคง  โดย จะสานงานในการฝึกอบรม อาชีพ ให้กับเยาวชนที่หลงผิด  ให้เข้าไปฝึกอบรมอาชีพ ตามความถนัดของเด็กและเยาวชน ได้มีอาชีพติดตัวไป  ทำงานหลังจากพ้นโทษ โดยมีพี่เลี้ยง ทีมฝึกอบรมแนะนำอาชีพ ซึ่งจะมีทั้งอาชีพ ช่าง ต่างๆ  อาชีพ อิสระ  โดยเฉพาะ อาชีพ ขายของออนไลน์ ที่กำลังได้รับความนิยมในตลาดขณะนี้ โดยจะมีทีมฝึกอบรม แนะนำ เชื่อว่าหากเด็กมีอาชีพที่มั่นคงจะไม่หวนไปกระทำผิดซ้ำอึก ถือเป็นการให้โอกาส กับเด็กและเยาวชน ที่หลงผิดกลับมาเป็นคนดีในสังคม

นอกจากนี้ ยังจะประสานเป็นตัวกลางในการในการเจรจากับผู้ประกอบการ ที่ต้องการแรงงานเฉพาะด้าน โดยเฉพาะช่าง  ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นช่างยนตร์ ช่างเขื่อม  ช่างกลโรงงาน  ตามความต้องการของผู้ประกอบการ ในโรงงานต่าง ๆ เพื่อเปิดโอกาส ให้กับเด็กและเยาวชน ได้ เข้าไปมีโอกาสทำงาน มากขึ้น กว่าที่เป็นอยู่ จากการเจรจา กับทางผู้ประกอบการเจ้าของโรงงาน  มีความพร้อมที่จะให้โอกาส ขอให้เป็นคนที่ขยันและซื่อสัตย์และรับผิดชอบต่อหน้าที่ เท่านั้น ผู้ประกอบการพร้อมจะเปิดโอกาสให้กับผู้หลงผิดได้กลับมาเป็นคนดีจำนวนมาก และเป็นไปในทิศทางที่ดี มากขึ้น ทางทีมวิจัย จะส่งมอบข้อมูล ส่งต่อไปยัง กรมพินิจและคุ้มครองเด็ก และเยาวชน เพื่อเตรียมพร้อมในการพัฒนาอาชีพ เด็ก และเยาวชน  เพื่อส่งต่อสู่สังคมต่อไป 

นอกจากนั้น ทีมวิจัยยังมีการเตรียมพร้อมที่จะสนับสนุนข้อมูลในการที่จะสร้างแอพพลิเคชั่น "เทคโนโลยีอัจฉริยะยุติธรรม"เข้ามาใช้ โดยมีการเขื่อมโยงด้านข้อมูล โดยกรมพินิจฯจะเป็นหน่วยงานหลัก ในการจัดทำ ในข้อมูลจะประกอบด้วยรายละเอียดของเยาวชนที่ผ่านการฝึกอบรมด้านอาขีพ ตามความต้องการ ของผู้ประกอบการ เจ้าของกิจการสามารถเลือกแรงงานให้เป็นไปตามความต้องการของแต่ละแห่ง โดยเด็กและเยาวชนที่ผ่านการฝึกอบรม นอกจากจะมีความเชี่ยวชาญงานตามแนวถนัด ยังจะต้องผ่านการตรวจสอบ ด้านพฤติกรรมที่สามารถทำงานร่วมกับสังคมได้อย่างปกติด้วยซึ่งจะเป็นการสร้างความเขื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการด้วย

ด้านศาสตราจารย์ พลตำรวจตรีหญิง ดร.พัชรา สินลอยมา ผู้บริหารจัดการโครงการ กล่าวว่าปัญหาเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดในขณะนี้ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่กระทบต่อปัญหาสังคม  และปัญหาด้านเศรษฐกิจโดยรวมทั้งระบบ เพราะเด็กและเยาวชนเหล่านี้กำลังก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่จึงต้องเร่งแก้ปัญหา ที่กำลังจะส่อเค้ารุนแรงมากขึ้น ทางทีมงานจึงเสนอแผนงานเพื่อทำการวิจัยและแก้ปัญาต่อสำนักงานการวิจัยแห่งชาติทำการวิจัยและหาทางออกกับปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นและปัองกับไปให้เด็ก และเยาวชนกลับมาสู่วังวลเดิม

ปัญหาใหญ่มากที่สุดสู่การกระทำผิดคือเด็กขาดแคลนเงิน จึงพยายามที่จะหาเงิน และหาเงินในทางที่ผิดโดยเข้าไปอยู่ในขบวนการค้ายาเสพติด เพราะหาเงินง่ายโดยแนวทางในการแก้ปัญหาคือต้องสร้างโอกาสให้กับเด็กและเยาวชนที่หลงผิดโดยจะฝึกอบรมและสร้างอาชีพและให้คำแนะนำ ตามความต้องการของแต่ละคน โดยจะประสานงานกับกรมพินิจฯ เพื่อฝึกอาชีพและเตรียมความพร้อมของแต่ละคนโดยเด็กส่วนใหญ่ จะมีความถนัดที่หลากหลาย ทั้งอาชีพช่าง

อาชีพอิสระด้านต่างๆ  โดยเฉพาะอาชีพขายของทางออนไลน์ โดย จะมีนักขายที่มีความชำนาญมาฝึกอบรมเทคนิคการขายให้ส่วนอื่นๆทางกรมพินิพ ฯจะมีพี่เลี้ยงในการ คอยแนะนำอาชีพและฝึกอบรมให้ก่อนที่จะออกมาสู่สังคม ด้วย

"เด็กและเยาวชนที่หลงผิดสำคัญคือโอกาสที่จะกลับสู่สังคมที่ดี ซึ่งเราต้องให้โอกาสเค้าเหล่านั่นเพราะเค้าคือกำลังหลักของชาติในอนาคตเด็กเหล่านี้คือเด็กที่มีพรสวรรค์เราทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้เด็กกลับไปทำความผิดซ้ำ ต้องคิดว่าเด็กทุกคนคือลูกของเรา ที่เราต้องดูแล ถ้าไม่เรียนหนังสือต้องมีงาน   คิดว่าต้องดูแลกัน "พลตำรวจตรีหญิง ดร.พัชรา กล่าว

ด้านนางสาว นาฑีรัตน์ บุญรัตน์ ตัวแทนจาก บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด   กล่าวว่า ทางกลุ่มบริษัทของที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับอาหารและโรงแรม โดยเป็นเจ้า บาร์บิคิว พลาซ่า พร้อมที่จะให้โอกาส กับเด็กและเยาวชนที่หลงผิดกลับมา เป็นคนดีในสังคมและเขื่อในวงจรความสุข บริษัทพร้อมที่จะให้ทุนการศึกษาและให้อาชีพให้กับเยาวชนที่กลับใจเป็นคนดีและพร้อมที่จะสู่สังคมเสมอ   ขณะที่ ทางบริษัทมีดารจัดฝึกอบรมและให้ทุนการศึกษากับผู้ด้อยโอกาสทางสังคม โดยเฉพาะ ชาวเขา ให้ทุนการศึกษาในระดับ ปวช. โดยไม่ต้องทำงานเพื่อทดแทนทุนการศึกษาแต่อย่างใด  และหากเรียนจบ และไม่ประสงค์จะทำงาน ก็ไม่ต้องชดใช้เพียงแต่ขอให้นำความรู้ไปใช้สร้างรายได้ก็พอ   ขณะนี้ฝึกเด็กไปแล้วไม่ต่ำกว่า 300 คน  มีทั้ง ช่าง และ  ธุรกิจด้านการค้า  เป็นหลักเพื่อให้เด็กรู้หลักการคิด เพื่อสร้างรายได้อย่างมั่นคงยั่งยืน เพื่อไม่ให้หลงผิด 

"เราพร้อมให้โอกาสเด็กและเยาวชนที่หลงผิดเพื่อกลับเข้าสู่สังคมที่ดี เราจะช่วยเหลือเขาให้มีโอกาส เข้ามาเป็นคนดีในสังคมเราจะส่งเสริมเด็กที่สนใจ และฝึกอบรมตามความชอบของเด็กเป็นหลัก โดยจะต้องผ่านระดับการศึกษา ม.3  เพื่อเรียนในระดับปวช . ด้านอาขีพเราไม่เช็นสัญญาใช้ทุน แต่ขอให้เรียนให้จบ กลับเป็นคนดีทางสังคม เราก็ยินดี สนับสนุน โดยจะเริ่มปีนี้เป็นปีแรก " นางสาว นาฑีรัตน์ กล่าว


 


"อลงกรณ์" นำทีมทีมไทยแลนด์จับมือ "ลูลู ไฮเปอร์มาร์เก็ต" ขยายตลาดผักผลไม้อาหารฮาลาลไทย



“อลงกรณ์”นำทีมทีมไทยแลนด์จับมือ”ลูลู ไฮเปอร์มาร์เก็ต”เปิดเทศกาลอาหารไทยในกรุงริยาดตั้งเป้าขยายตลาดผักผลไม้อาหารฮาลาลไทย วางสินค้าไทยกว่า2.5พันรายการปูพรม241สาขาในซาอุดีอาระเบียและตะวันออกกลาง

วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม 2565  นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ. ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมสินค้าเกษตรมาตรฐานฮาลาลและประธานคณะทำงานแก้ไขปัญหาผลไม้ล่วงหน้าในคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) เปิดเผยว่าในระหว่างการเยือนซาอุดีอาระเบีย(15-19พ.ค)ได้สำรวจตลาดผัก ผลไม้และอาหารฮาลาลพบว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงมีรายได้ต่อหัว(Per capita)46,000ดอลลาร์และกำลังเร่งรัดพัฒนาทางด้านการท่องเที่ยว การเกษตร อุตสาหกรรมอาหารและเทคโนโลยีภายใต้วิสัยทัศน์ซาอุดีอาระเบีย2030

ทั้งนี้จึงได้หารือกับผู้บริหารของห้างลูลูไฮเปอร์มาร์เก็ต( Lulu Hypermarket )ในการขยายจำหน่ายผัก ผลไม้ ผลิตภัณฑ์การเกษตรและอาหารมาตรฐานฮาลาลของไทยซึ่งทางลูลูพร้อมที่จะร่วมมือโดยพร้อมวางจำหน่ายสินค้าไทยกว่า2,500รายการใน241สาขาที่ตั้งอยู่ในซาอุดีอาระเบียและประเทศอื่นๆในภูมิภาคตะวันออกกลางเช่นสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โอมาน การ์ตา บาห์เรน จอร์แดน เป็นต้น เท่าที่สำรวจตลาดพบผักผลไม้ไทยเกือบทุกชนิดเช่นทุเรียน มังคุด ลำไย เงาะ ลองกอง มะม่วง ขนุน มะขามหวาน มะพร้าวน้ำหอม กระชาย ผักบุ้ง คะน้า ขิง ตะไคร้ โดยกระทรวงเกษตรฯพร้อมที่จะขับเคลื่อนการขยายตลาดในส่วนผลิตภัณฑ์อาหารของไทยและพร้อมที่จะรุกตลาดโลกเพราะมีกว่า 1.7 แสนรายการที่ผ่านการรับรองจากสถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทยของสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลาม

สำหรับลูลูไฮเปอร์มาร์เก็ตเป็นบริษัทการค้าของอาบูดาบี(ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์)มีสำนักงานในไทยโดยจะนัดประชุมกับผู้บริหารของลูลูภายในเดือนนี้ หลังเสร็จสิ้นภารกิจในซาอุดีอาระเบีย”

นายอลงกรณ์ยอกด้วยว่าเมื่อค่ำวานนี้ได้มีการจัดงานส่งเสริมสินค้าและผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาลของไทย ที่ห้าง ลูลูไฮเปอร์มาร์เก็ต( Lulu Hypermarket )สาขาห้างสรรพสินค้าอัตยัฟมอลล์( Atyaf Mall )โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายดอน ปรมัตถ์วินัย เป็นประธานเปิดงานพร้อมด้วย นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ. นายวินัย ดาห์ลัน นายปกรณ์ ปรียากร ทีมไทยแลนด์ฮาลาล(Thailand Halal Taskforce) คณะผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ . กระทรวงพาณิชย์ นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานหอการค้าไทย นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานสภาดิจิตอลประเทศไทย  ผู้แทนภาครัฐและเอกชนไทยและซาอุดีอาระเบียเข้าร่วมในพิธีเปิดงานส่งเสริมสินค้าและผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาลของไทยเป็นครั้งแรกนับแต่มีการยกระดับความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่าง2ประเทศตั้งแต่เดือนมกราคมของปีนี้.

 


รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์ "มจร" มรณภาพ สิริอายุ 62 ปี



วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระครูโสภณพุทธิศาสตร์ (เชี่ยว ชิตินฺทฺริโย) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา กรุงเทพฯ รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแผ่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) ได้มรณภาพลงอย่างสงบแล้วเนื่องจากเกิดอาการวูบและล้มในห้องน้ำ  สิริอายุ 62 ปี โดยทางวัด และมจร จะมีการแจ้งรายละเอียดการจัดพิธีสวดอภิธรรม และสาเหตุการมรณภาพต่อไป

พระเมธีธรรมาจารย์ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา มจร กล่าวว่า อาตมาได้รับมอบหมายจากอธิการบดี มจร เป็นผู้แทนมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ให้เดินทางไปที่วัดปทุมคงคาราชวรวิหาร (คณะ4 )เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ เพื่อดูแลประสานงาน กรณี ได้รับแจ้งว่า พระครูโสภณพุทธิศาสตร์,ผศ.ดร.(เชี่ยว ชิตินฺทริโย ,ตอทองหลาง)มรณภาพ ไปถึงกุฏิ คณะ 4 เวลาประมาณเที่ยงได้พบหลวงพ่อ พระมหาเสงี่ยม อายุ81 ปี เจ้าคณะ น้องสาว ของพระครูโสภณพุทธิศาสตร์ คณะสงฆ์ ญาติโยม และมูลนิธิปอเต๊กตึ๊ง หลวงพ่อพระมหาเสงี่ยม เจ้าคณะ4 เล่าว่า ปกติคณะนี้อยู่ด้วยกัน 3 รูป เจ้าคณะอายุ 81 ปี พระครูโสภณพุทธิศาสตร์(เชี่ยว ชิตินฺทริโย) อายุ 61 ปีและพระอีก 1 รูป 

พระเมธีธรรมาจารย์ ได้ทราบจากหลวงพ่อพระมหาเสงี่ยมต่อว่า เช้าวันที่ 15 ก่อนเวลา 07:00 น. ยังพบพระครูโสภณพุทธิศาสตร์ เดินอยู่บนคณะและหลังจากนั้นก็ไม่ได้พบกันอีกเลย จนเช้าวันนี้ (17 พค.) เดินมาดูที่ห้องเห็นไฟเปิด ประตูห้องเปิดแต่ไม่พบท่านพระครูฯไปดูที่ห้องน้ำด้านล่าง ซึ่งเป็นห้องน้ำส่วนตัวท่าน ล๊อคกลอนข้างใน เปิดไฟ และมีกลิ่นเน่าเหม็นรุนแรง จึงเรียกให้คนพังประตูเข้าไปดู ก็เห็นสภาพเป็นศพอยู่ในห้องน้ำ นี่คือคำบอกเล่าจากเจ้าคณะที่เห็นเหตุการณ์ท่านแรก

"หลังจากนั้น อาตมาก็ได้คุยร่วมกันกับเจ้าคณะ ญาติ และฝ่ายมหาจุฬาฯ ก็ได้มอบหมายให้ติดตามเรื่องและรับศพจากสถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อนำมาประกอบพิธี ณ วัดปทุมคงคาราชวรวิหารต่อไป ส่วนพิธีจะเริ่มวันไหน กี่วัน พระเดชพระคุณเจ้าอาวาส คณะสงฆ์ จะแจ้งให้ทราบต่อไป" พระเมธีธรรมาจารย์  กล่าวและว่า 

เบื้องต้นจึงแจ้งให้ทุกคนทราบว่า พระครูโสภณพุทธิศาสตร์,ผศ.ดร.( เชี่ยว ชิตินฺทริโย/ตอทองลาง) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา ราชวรวิหาร รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแผ่ มจร ได้มรณภาพแล้ว ส่วนสาเหตุของการมรณภาพต้องรอผลการพิสูจน์จากสถาบันนิติเวช ต่อไป ซึ่งก็ได้แต่ทราบว่าท่านมีโรคส่วนตัวอยู่หลายโรค

พระครูโสภณพุทธิศาสตร์ วิสาขบูชา: วันแห่งการกล่าวคำอำลาครั้งสุดท้าย

ทางด้าน พระครูปลัดปัญญาวรวัฒน์,ศ.ดร. ผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา  มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) และผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ มจร เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊ก  Hansa Dhammahaso ว่า  พระครูโสภณพุทธิศาสตร์ วิสาขบูชา: วันแห่งการกล่าวคำอำลาครั้งสุดท้าย



"มาให้กำลังใจทีมงานประชาสัมพันธ์ก่อนเสร็จหรือ??ท่านรองอธิการบดี"  หลวงพ่อพรหมบัณฑิต (กรรมการมหาเถรสมาคม อดีตอธิการบดี มจร) กล่าวทักทายพระครูโสภณพุทธิศาสตร์ หรือ อ.เชี่ยว รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์ มจร คำตอบที่ได้คือ รอยยิ้ม พร้อมกับการน้อมกายไหว้ อันเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวคือ พูดน้อย นิ่งขลึม และอ่อนน้อมถ่อมตน

อาจารย์เชี่ยว เป็นอดีตเลขานุการคณะพุทธศาสตร์ มจร ที่คอยทำหน้าที่จับปูใส่กระด้ง ตอนที่ผู้เขียนเป็นอดีตนิสิตคณะพุทธศาสตร์  ท่านคอยตามเก็บพวกเราที่ออกจากเรือนกรรมฐาน แล้วออกไปพักข้างนอกนานเกินไป ท่านก็จะคอยถามให้เข้ามาปฏิบัติกรรมฐาน หลักจากนั้น ท่านไปเรียนต่อที่อินเดีย กลับมาเป็นทำงานที่คณะครุศาสตร์จนเจริญเติบโตเป็นคณบดี และต่อเนื่องมาจนถึงรองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์ มจร

13 พฤษภาคม 2565 ท่านอาจารย์ได้เดินทางไปศูนย์ประชุมสหประชาชาติช่วงเวลา 15:00 น. เพื่อมาให้กำลังใจช่วงท้ายก่อนที่หลวงพ่อพระพรหมบัณฑิตจะกล่าวปิดงานช่วงเวลา 17:00 น.   ช่วงท้ายหลังจากถ่ายรูปหมู่ด้วยกันแล้ว และก่อนจะแยกย้ายจากกัน ผู้เขียนได้เข้าไปกราบขอบคุณ และกราบลาท่าน ท่านอาจารย์ได้บีบมือผู้เขียนและพูดกับผู้เขียนครั้งสุดท้ายก่อนออกจากห้องประชุมด้วยเสียงที่ค่อนข้างจะนิ่งเงียบว่า ทำดีแล้ว... ช่วยกัน!! ช่วยกัน!!

เหตุผลเบื้องลึกของการจากลา ยากที่จะพรรณาและอรรถาธิบาย แต่ตลอดเวลาของการรู้จักและทำงานกับท่านอาจารย์นั้น เราได้เห็นพลังของการทุ่มเท และเสียสละ อุทิศตนทำงานรับใช้มหาจุฬาฯ และพระพุทธศาสนามาอย่างต่อเนื่อง จนถึงวันวิสาขบูชา.วันสำคัญสากลของโลก ปี 2565 

ขอบุญบารมีที่เพียรสร้าง ได้โปรดนำทางให้ท่านอาจารย์อยู่เย็นเป็นสุขในร่มธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกภพทุกชาติ ตราบจนบรรลุมรรค ผล นิพพาน จงทุกประการ ด้วยเทอญฯ


ทั้งนี้พระครูโสภณพุทธิศาสตร์ เป็นบุคลากรสำคัญของมจร ทำงานในมจร มาตั้งแต่พ.ศ. 2533 เป็นนิสิตทดลองปฏิบัติงานคณะพุทธศาสตร์ พ.ศ. 2534 เป็นพนักงานพิมพ์ดีด คณะพุทธศาสตร์ พ.ศ. 2535 เป็นเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป คณะพุทธศาสตร์ พ.ศ. 2535 เป็นรักษาการเลขานุการคณะพุทธศาสตร์ พ.ศ. 2537 เป็นเลขานุการคณะพุทธศาสตร์ พ.ศ. 2555 เป็นผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการวิทยาเขต พ.ศ. 2548 เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาหลักสูตรและการสอนสังคม พ.ศ. 2548 เป็นผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการวิทยาเขต พ.ศ.2553 เป็นรักษาการผู้อำนวยการกองแผนงาน พ.ศ. 2553 เป็นผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการวิทยาเขต พ.ศ. 2557 เป็นรักษาการผู้อำนวยการกองกิจการวิทยาเขต พ.ศ.2557 เป็นผู้ช่วยอธิการบดี ฝ่ายบริหาร พ.ศ.2557 เป็นคณบดี คณะครุศาสตร์ พ.ศ.2561 ถึงปัจจุบัน เป็นรองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแผ่

"พระสงฆ์-ผู้แทนองค์กรพุทธ" จัดพิธีพุทธบูชา วิสาขบูชารำลึกที่ทำเนียบขาว



วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม 2565 เฟซบุ๊ก"Thanat Inthisan" พระวิเทศรัตนาภรณ์  (ดร.พระมหาถนัด  อินทิสัน พธ.บ.36) เลขาธิการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา วัดไทยกรุงวอชิงตัน ดีซี   ได้โพสต์ภาพและข้อความว่า พิธีพุทธบูชา วิสาขบูชารำลึก (Vesak in White House 2022) ฉลองวิสาขบูชาที่ทำเนียประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดยคณะกรรมการบริหารองค์กรสมาคมชาวพุทธนานาชาติ (international Buddhist Association of America IBAA) พระวิเทศรัตนาภรณ์ เป็นผู้แทนชาวพุทธเถรวาท พร้อมด้วยพระเกาหลี ภิกขุณีเกาหลี และพระทิเบต พร้อมด้วยประธานมูลนิธิแสงพุทธธรรม Mrs. Wangmo Dixey and Matt Reagan เลขานุการ IBC ทำพิธีที่ห้องทำงานรองประธานาธิบดี Kamala Harris ตอนบ่ายสองโมงวันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม 2565



พิธีเริ่มโดย Mr. Second Gentleman (สามีของรองประธานาธิบดี) กล่าวต้อนรับคณะกรรมการ IBAA จากนั้น Mrs. Wangmo Dixey กล่าวแนะนำคณะกรรมการบริหารองค์กร IBAA จบแล้วนิมนต์พระวิเทศรัตนาภรณ์ สวดพุทธคุณ พร้อมด้วยกล่าวสุนทรพจน์เรื่องความสำคัญของวันวิสาขบูชา แล้วต่อด้วยพระเกาหลีสวดมนต์ พระทิเบตสวดมนต์ จากนั้นเชิญแขกผู้มีเกียรติ นำโดย Mr. Second Gentleman จุดเทียนบูชาพระพุทธรูป และผู้แทนองค์กรตามลำดับ จบแล้ว



มอบของที่ระลึกแก่ท่านประธานาธิบดีโจ ไบเด็นและภริยา (เศียรพระพุทธรูปภายในใบโพธิ์) และมอบแก่รองประธานาธิบดี เป็นภาพพระพุทธรูปปิดทองเครื่องเขิน และคณะทีมงานที่จัดต้อนรับเป็นของที่ระลึกจากวัดไทยกรุงวอชิงตัน ดีซี (จานรองแก้วน้ำไม้แกะสลักช้างคลิปเงิน) จำนวน 12 ชิ้น เสร็จแล้วถ่ายภาพหมู่เป็นที่ระลึก รับของที่ระลึกจาก office of U.S. Vice-President และทักทาย พูดคุยด้วยความอบอุ่น เป็นกันเองในบรรยากาศฉลองวิสาขบูชากับผู้นำระดับสูงของสหรัฐอเมริกา



2 สมเด็จฯพร้อมพระคณาจารย์ไทยจีน ร่วมเททองหล่อพระชัยวัฒน์มหามงคล



สมเด็จพระพุฒาจารย์และสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี พร้อมพระคณาจารย์ไทยจีน ร่วมเททองหล่อพระชัยวัฒน์มหามงคล (มิตรภาพไทยจีน ไทยจีนพี่น้องกัน) 

เมื่อวันศุกร์ที่ 13 พ.ค. 2565  เวลา 15.19 น. ณ วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร  มีพิธีเททองพระพุทธชัยวัฒน์มหามงคล พร้อมเหรียญหล่อโบราณเจ้าคณะใหญ่จีนนิกายน้อมถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา เทศกาลวิสาขบูชา โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก เป็นประธานในพิธี 










พร้อมด้วยสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี ( สมเด็จธงชัย ) กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง พระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร  ( ลพ.เย็นเต็ก ) เจ้าอาวาสวัดโพธิ์แมนคุณาราม เจ้าคณะใหญ่สงฆ์จีนนิกาย พระอาจารย์จีนคณาณัติจีนพรต ( ลพ.เย็นงี้ ) เจ้าอาวาสวัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่-เยาวราช) เลขานุการคณะสงฆ์จีนนิกาย พระคณาจารย์นั่งปรกประจำทิศรอบมณฑลพิธีราชวัตรฉัตรธง  หลวงปูนนท์ สำนักสง์เขาพราณธูป อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ อายุ 93 ปี หลวงพ่อสะอาด วัดเขาแก้ว อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ อายุ 88 ปี  หลวงพ่อแม้น วัดหน้าต่างนอก อ.บางไทร จ.อยุธยา อายุ 85 ปี หลวงพ่อ เอื้อน วัดวังแดงใต้ อ.ท่าเรือ จ.อยุธยา อายุ 83 ปี หลวงพ่ออวยพร วัดดอนยายหอม อ.เมือง จ.นครปฐม อายุ 80 ปีหลวงพ่อ แถม วัดช้างแทงกระจาด อ.หัวหิน จ.เพชรบุรี อายุ 80 ปี ลหลวงพ่อวิชัย วัดถ้ำผาจม อ.แม่สาย จ.เชียงราย อายุ 77 ปี 






ส่วนประธานฝ่ายฆาราวาส ท่านเมทินี ชโลธร อดีตประธานศาลฏีกา คุณณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทยจีน ดร.แสงชัย โสตถีวรกุล นายกสมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย ดร .จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมพ่อค้าทองคำ คุณชาญวิทย์ หิรัญอัศว์ ประธานกรรมการ รพ.เทียนฟ้ามูลนิธิ พร้อมด้วยพุทธบริษัทร่วมอนุโมทนาบุญ




ติดต่อสอบถามขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อาจารย์แฮรี่ 0625942345

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

วันวิสาขบูชาโลก! ปธน.อินโดฯจุดโคมไฟถวายเป็น "พุทธบูชา" ที่มหาเจดีย์บุโรพุธโธ มูลนิธิธรรมกายจับมือองค์กรพุทธ 5 สมาคมร่วมฉลอง


วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม 2565  สมาคมชาวพุทธวาลูบี้ (WALUBI) ร่วมกับมูลนิธิธรรมกาย จับมือองค์กรพุทธมหายาน เถรวาท นานาชาติ 15 สมาคม ร่วมฉลองวันวิสาขบูชา ประเทศอินโดนีเซีย ช่วงสาย ร่วมขบวนรถบุปผชาติ และขบวนอัญเชิญพระพุทธรูป ไฟและน้ำศักดิ์สิทธิ์จาก 15 สถานที่ทั่วอินโดนีเซีย  โดยเดินจากวัดเมนดุต ไปยังมหาเจดีย์บุโรพุธโธ ระยะทาง 5 กิโลเมตร จากนั้น เป็นพิธีคณะสงฆ์เจริญมนต์  ช่วงค่ำเป็นพิธีนั่งสมาธิ จุดโคมลานและโคมลอยฟ้า ถวายเป็นพุทธบูชา ขณะที่ เฟซบุ๊ Uthai Manee ได้โพสต์ภาพและข้อความว่า ภาคเช้างาน "วิสาขบูชาโลก" ประเทศอินโดนีเซีย..ประเทศมุสลิม แต่ จัด ใหญ่กว่าไทยเยอะ..คืนนี่ประธานาธิบดีเขาจะเป็นประธานจุดโคมไฟถวายเป็น "พุทธบูชา"

สมาคมชาวยโสธรพร้อมภาคีเครือข่ายวัฒนาธรรมพุทธ ยื่นหนังสือถึงพ่อเมืองแสดงพลังปกป้อง"หลวงปู่แสง"



สมาคมชาวยโสธร  พร้อมด้วยสภาวัฒนธรรมจังหวัดยโสธร ชมรมพระพุทธศาสนาจังหวัดยโสธร และยุวพุทธิกสมาคมยโสธร  ยื่นหนังสือถึงพ่อเมือง แสดงพลังเพื่อปกป้องหลวงปู่แสง 

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2565  เวลา 13.30 น.  ที่ศาลากลางจังหวัดยโสธร  ทาง สมาคมชาวยโสธร  พร้อมด้วย สภาวัฒนธรรมจังหวัดยโสธร ชมรมพระพุทธศาสนาจังหวัดยโสธร และยุวพุทธิกสมาคมยโสธร  ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ นายชลธี  ยังตรง  ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร  นายสุวัฒน์ เข็มเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร   และนายชัยวัฒน์ ชัยเวชพิสิฐ ปลัดจังหวัดยโสธร  เพื่อขอความเป็นธรรมและปกป้องหลวงปู่แสง ญาณวโร  พระอริยสงฆ์ของชาวจังหวัดยโสธร  พร้อมถือป้ายที่มีข้อความ “ปกป้องหลวงปู่แสง” และ “ป้าย Save หลวงปู่แสง”   เพื่อดำรงไว้ซึ่งความถูกต้องและรักษาพระอริยสงฆ์ตัวแทนพระพุทธศาสนาที่เป็นศูนย์รวมใจของชาวยโสธรและพุทธศาสนิกชน 

ทั้งนี้จากกรณีที่มีข่าวทั้งทางโทรทัศน์และสื่อออนไลน์ทุกประเภท เกี่ยวกับ หลวงปู่แสง ญาณวโร พระอริยสงฆ์ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นที่เคารพนับถือของศิษยานุศิษย์ ได้ถูกลบหลู่และกระทำต่อหลวงปู่ที่ไม่เหมาะสม เหตุเมื่อวันที่  11 พฤษภาคม 2565   ที่วัดป่าดงสว่างธรรม บ้านดงสว่าง ต.โคกนาโก อ.ป่าติ้ว นั้น  จึงต้องออกมาปกป้องหลวงปู่แสงในวันนี้  

ด้านนายรัตน์ภิโพธิ ทวีกันย์ หรือ วิทย์ มหาชน  กรรมการสมาคมชาวยโสธร  กล่าวว่า  จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับหลวงปู่แสงนั้น  เราในฐานะชาวพุทธ เป็นลูกศิษย์และเป็นชาวยโสธรรู้สึกตกใจและสลดใจเป็นอย่างยิ่ง ทั้งการกระทำที่ไม่เหมาะสม ทั้งคำพูดและกริยาที่จาบจ้วงต่อหลวงปู่แสง  ในวันนี้เราได้มารวมตัวกันเพื่อแสดงจุดยืนในการปกป้องหลวงปู่แสง  ด้วยพลังของชาวยโสธร  เพื่อดำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนาสืบไป 

เครือข่ายรักษ์ธรรมชาติปรางค์กู่ร่วมปลูกป่า ถวายเป็นพุทธบูชาวันวิสาขบูชาโลก

 


เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2565  ที่โคกหนองนาสันติศึกษาโมเดล อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ เครือข่ายรักษ์ธรรมชาติ นำโดยนางกฤษฏาวัลย์ สุริยุทธ  ลูกสาวของร้อยตรีวิชัย สุริยุทธ ได้พาเครือข่ายกว่า 100 คน มาร่วมกันปลูกต้นไม้ เพื่อน้อมถวายเป็นพุทธบูชาในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก



นางกฤษณาวัลย์  กล่าวว่า พ่อหมวดวิชัย สุริยุทธ ได้เป็นสัญลักษณ์สำคัญของรักษ์อนุรักษ์ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ที่ช่วยแรงแรงใจในการกระตุ้นให้ลูกหลานอำเภอปรางค์กู่ได้เห็นความสำคัญของป่าไม้ โดยทำโครงการพืชสวนนาป่าคันนาทองคำ และอีสานบ้านแตก จนทำให้พื้นที่อำเภอปรางค์กู่มีป่าเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก และมีความอุดมสมบูรณ์ 



พระโตชินะ ยโสธโร เจ้าหน้าที่หลักสูตรสันติศึกษา ที่ทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบโคกหนองนาสันติศึกษาโมเดล กล่าวว่า ป่าไม้มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นให้กำเนิดพุทธภาวะ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ล้วนอาศัยป่าเป็นพื้นที่ในการเข้าถึงความจริงสูงสุด การที่หลักสูตรสันติศึกษา ได้พัฒนาโครงการและพากันปลูกป่าในพื้นที่กว่า 30,000 ต้น ก็มุ่งให้ป่าเป็นสถานที่รองรับการปฏิบัติธรรมของผู้คนทั่วไป



สำนักนครรัฐวาติกันส่งสาส์นร่วมเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาโลก



เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระมหาคาวี ญาณสาโร เจ้าอาวาสวัดสะพานคำ อ.เมือง จ.สกลนคร ได้โพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sakon Nakhon ความว่า วันนี้(15พ.ค.)  เวลา 14.30 น. คณะตัวแทน "สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อศาสนสัมพันธ์และคริสตศาสนจักรสัมพันธ์ อัครมณฑลท่าแร่ - หนองแสง ได้นำสาส์นวันวิสาขบูชา "สมณสภาเพื่อเสวนาระหว่างศาสนาแห่งสันติ สำนักนครรัฐวาติกัน  แด่พี่น้องศาสนิกชนชาวพุทธ โอกาสเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชา" ซึ่งได้แสดงปฏิสัมพันธ์มิตรไมตรีระหว่างกันและกันเป็นอย่างดีเสมอมา ซึ่งสาส์นดังกล่าวความว่า 





พระเข้าอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ ร่วมปลูกต้นไม้ที่เขาค้อตามศาสตร์พระราชา หวังคนไทยพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน


เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2565   เวลา 09.09 น. พระโสภณวชิราภรณ์,ดร. อัคคมหาบัณฑิต รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ประธานคณะกรรมการดำเนินงานโครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ  เป็นประธานพิธีปลูกต้นไม้ตามโครงการศาสตร์พระราชา เพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน จัดโดยส่วนธรรมนิเทศ ศูนย์พัฒนาศาสนาแคมป์สน มจร โดยมีผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ ผู้เข้ารับการอบรมโครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่28  สมาคมทหารผ่านศึกจังหวัดจันทบุรีตราด วิทยาลัยสงฆ์พ่อขุนผาเมือง และพุทธศาสนิกชน ร่วมพิธี ที่เนินเขาศูนย์พัฒนาศาสนาแคมป์สน มจร ต.แคมป์สน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์




"วราวุธ" เชิญชวนพุทธศาสนิกชนไทยปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่ทรัพยากรป่าไม้และเพิ่มพื้นที่สีเขียวของประเทศ 

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า เนื่องในวันต้นไม้ประจำปีของชาติ ประจำปี 2565 ที่ตรงกับวันวิสาขบูชาของทุกปี โดยปีนี้ตรงกับวันที่ 15 พฤษภาคม จึงอยากเชิญชวนประชาชนและพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศร่วมกันปลูกต้นไม้ โดยได้จัดเรียงกล้าไม้พันธุ์ดีไว้แจกจ่ายสามารถขอรับได้ที่สถานีเพาะชำกล้าไม้ทั่วประเทศ เพื่อช่วยเพิ่มพื้นที่ทรัพยากรป่าไม้และเพิ่มพื้นที่สีเขียวของประเทศ เนื่องจากปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกและประเทศไทยประสบกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือภาวะโลกร้อน ซึ่งกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและอื่นๆในวงกว้าง จึงจำเป็นต้องช่วยกันลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ลดมลภาวะ และลดฝุ่นละอองที่เกิดจากหมอกควัน โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังคงเดินหน้าเพิ่มพื้นที่ป่าไม้และพื้นที่สีเขียวให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีให้ได้ร้อยละ 55 ภายในปี 2580 ทั้งพื้นที่ป่าธรรมชาติ พื้นที่ป่าเศรษฐกิจ พื้นที่สีเขียวในเขตเมืองและชนบท 

ซึ่งจะช่วยเพิ่มพื้นที่การดูดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 120 ล้านตันคาร์บอนเทียบเท่าในปีดังกล่าว ภาพรวมปี 2564 ไทยมีพื้นที่ป่าไม้กว่า 102 ล้านไร่ หรือร้อยละ 31.59 ของพื้นที่ประเทศ สิ่งสำคัญยังเดินหน้าตามเป้าหมายตามที่ประกาศไว้ปฏิญญากลาสโกว์และตามความตกลงปารีสที่ประเทศไทยเร่งบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2065 แล้วยังสร้างบทบาทและภาพลักษณ์ของไทยด้านการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ทรัพยากรป่าไม้และที่ดินอย่างยั่งยืนบนเวทีระหว่างประเทศด้วย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวย้ำว่า ที่ผ่านมาการฟื้นฟูป่ามีความก้าวหน้าระดับหนึ่ง เพราะยังมีอุปสรรคจากกลุ่มคนบางกลุ่มที่ยังลักลอบตัดไม้ทำลายป่าอยู่ แม้ได้เพิ่มความเข้มงวดการตรวจตราและลาดตระเวนเชิงคุณภาพมากขึ้น แต่ยังมีกลุ่มคนบางกลุ่มยังแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรป่าไม้ของประเทศ จึงอยากให้ประชาชนทุกคนช่วยกันเป็นหูเป็นตาสอดส่องดูแลเพื่ออนุรักษ์และปกป้องป่าไม้สมบัติของประเทศและของคนไทยทุกคน เนื่องจากเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ามีจำนวนไม่เพียงพอกับผืนป่าที่เหลืออยู่หากเฉลี่ยพื้นที่ดูแลเป็นตารางกิโลเมตร

วันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

เหรียญรูปหลวงปู่ทวดขึ้นเวทีมวย! “สุวัจน์" จุดประกาย "มวยไทย-MMA" Soft Power ปั้นนักชกไทยให้เป็นแชมป์โลก



“สุวัจน์" จุดประกาย "มวยไทย-MMA" ปั้นนักชกไทยให้เป็นแชมป์โลก เป็น Soft Power ต่อยอดเศรษฐกิจนำดนตรี กีฬา ศิลปะ มวยไทย มาเป็นพื้นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจ กระตุ้นการท่องเที่ยว 

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม 2565  นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานที่ปรึกษาการจัดการแข่งขันฯ เป็นประธานเปิดการแข่งขันกีฬามวยไทย และศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน (Mixed martial arts : MMA) "มวยไทย-MMA" รายการ เลเจนด์ เอฟซี "เลเจนด์ ไฟท์ติ้ง แชมเปี้ยนชิพส์” ชื่อศึก "เดอะ ไรซ์ ออฟ เดอะ เลเจนด์" จัดโดยเดอะ เลเจนด์ อารีน่า, กลุ่มบริษัทพราว และบลูพอร์ต หัวหิน ซึ่งดำเนินการจัดการแข่งขันทั้งสิ้น 3 สนาม ตั้งแต่เดือนเมษายน- มิถุนายน 2565 โดยมี แม้ทธิว พอล ดีน และ "วิว" เยาวภา บุรพลชัย อดีตนักเทควันโด ฮีโร่เหรียญทองแดงโอลิมปิกเกมส์ 2004 ในฐานะโปรโมเตอร์ เป็นพิธีกรคู่ ที่เดอะสแควร์ บลูพอร์ต หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2565 (สนามที่ 2)



นายสุวัจน์ กล่าวว่ารายการ “เลเจนด์ เอฟซี “เลเจนด์ ไฟท์ติ้ง แชมเปี้ยนชิพส์” ชื่อศึก "เดอะ ไรซ์ ออฟ เดอะ เลเจนด์" สนามแรก เราได้สนุกกับ MMA และได้ผู้ชิงชนะทั้ง MMA ชายและ MMA หญิง แล้ว วันนี้ เราก็กำลังจะหาผู้ชิงชนะเลิศมวยไทยทั้งชาย และหญิงแล้ว เราจะนำมารวมยอดกับเดือนที่แล้วก็จะกลายเป็น 4 คู่ คู่ชิงชนะเลิศ MMA 2 คู่  คู่ชาย 1 คู่ และคู่หญิง 1 คู่ และคู่ชิง มวยไทย ชาย 1 คู่ หญิง 1 คู่ ภายใต้รายการ “เลเจนด์ เอฟซี” 

โดยเฉพาะคราวหน้ามีความเรียกร้องจากแฟนๆ มวย อยากให้มีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ด้วย คณะผู้จัดก็ใจดีจะมีการถ่ายทอดให้แฟนๆ มวย ทั่วประเทศได้ชม ในสนามที่ 3 รอบชิงชนะเลิศ จะมีการถ่ายทอดสด ซึ่งกำหนดวันที่ 3 มิ.ย.65 ซึ่งจะมีการจัดการแข่งขันทั้งมวยไทย และ การต่อสู้แบบผสมผสาน (MMA)

“วันนี้ มีนักท่องเที่ยวพี่น้องประชาชนมากันจำนวนมาก มั่นใจว่าทุกท่านคงมีความสนุก และความสุข ในการชมการต่อสู้ในวันนี้ และที่สำคัญที่สุด นอกจากสนุกกับกีฬาแล้ว เรายังได้ช่วยเรื่องเศรษฐกิจด้วย เพราะตอนนี้เราได้เปิดประเทศแล้ว เราต้องการให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศและนักท่องเที่ยวพี่น้องคนไทย ซึ่งเครียดมาพอสมควร 2 ปีกับสถานการณ์โควิด ซึ่งตอนนี้สถานการณ์ดีขึ้น ตัวเลขต่างๆ ก็ลดลง รัฐบาลก็ได้เปิดประเทศ นักท่องเที่ยวก็เริ่มกลับมาแล้ว

“เลเจนด์ เอฟซี” ก็มาจัดที่เมืองหัวหิน ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงทั่วโลก นักท่องเที่ยวจำนวนมากมานั่งชมมวย ซึ่งถือว่ากิจกรรมวันนี้ Legend FC นอกจากเรื่องกีฬาแล้ว ยังเป็นตัวช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งมอบความสุขให้พี่น้องประชาชนคนไทย

“มวยไทยเป็นภูมิปัญญา เป็น Soft Power ของคนไทย เราได้ต่อยอดเศรษฐกิจได้เอาดนตรี กีฬา ศิลปะ มวยไทย มาเป็นพื้นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจในเรื่องการท่องเที่ยว”นายสุวัจน์ กล่าวและย้ำว่า

“อยากให้นักกีฬาแข่งขันกันให้เต็มที่ แพ้ชนะ เป็นเรื่องหนึ่ง แต่เราแข่งขันกันอย่างมีสปิริตของนักกีฬา เพื่อให้ทุกท่านมีความสนุกสนาน ซึ่งวันนี้ต้องการหาคู่ชิง 2 คน ขอให้สู้กันให้เต็มที่  แล้วนัดหน้าแฟนกีฬาเจอกันว่าใครจะเป็นผู้ชนะเลิศ ปีแรกของ เลเจนด์ เอฟซี”

สำหรับการแข่งขันครั้งนี้ เป็นการแข่งขันสนามที่ 2 จะมีการแข่งขันมวยไทย  แต่ละรุ่นจะมี 4 คนเป็นรอบรองชนะเลิศ และผู้ชนะผ่านเข้าไปชิงแชมป์ในรอบชิงชนะเลิศ ศึก เดอะ ไรส์ ออฟ เดอะ เลเจนด์ ในสนามที่ 3 วันเสาร์ที่ 3 มิถุนายน 2565 นี้ เป็นรอบชิงชนะเลิศนี้  จะมีการจัดการแข่งขันทั้ง มวยไทย และ การต่อสู้แบบผสมผสาน(MMA) รับรองว่าสนุก และตื่นเต้นแน่นอน โดยแชมป์จะได้เหรียญรูปหลวงปู่ทวด ผ่านพิธีพุทธาภิเษกโดย พระพิศาลสิทธิคุณ หรือ เจ้าคุณไพโรจน์ ปภัสสโร เจ้าอาวาสวัดห้วยมงคล รวมทั้งยังได้รับถ้วยรางวัลด้วย

ลาสิกขาแล้ว! "พระกากัน มาลิค" นักเเสดงชาวอินเดีย หลังบวช 100 วันกว่า

วันที่ 20 พฤษภาคม 2565 จากกรณีก่อนหน้านี้ที่เมื่อวันที่ 10 ก.พ.2565 นายกากัน มาลิค นักเเสดงชาวอินเดีย พระเอกหนังพระพุทธเจ้า ที่เคยรับบทบาทกา...