ทันทีที่พระฐกฤต กัณตธัมโม โฆษกประจำตัวนายวิรพล สุขผล หรือ อดีตพระเณรคำ เข้าให้การกับดีเอสไอเกี่ยวกับทรัพย์สินและการใช้ชีวิตหรูหราของเณรคำ ได้ปรากฏกายนายสุกิจ พูนศรีเกษม ในฐานะทนายความ ที่เปิดเผยตัวเองว่า เป็นอดีตทนายความของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ล่วงลับ
"ตอนนี้ ได้รับการทาบทามให้เป็นทีมกฎหมาย และทนายความให้กับอดีตเณรคำ เบื้องต้นยังไม่ได้กำหนดแนวทางการต่อสู้คดีที่ชัดเจน แต่เตรียมที่จะยื่นให้ศาลของประเทศสหรัฐฯ ไต่สวนการออกหมายจับของดีเอสไอว่า ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเป็นการออกหมายจับในคดีที่เหตุเกิดขึ้น นานกว่า 10 ปี" อดีตทนายเสธ.แดงระบุ
หากดูประวัติของนายสุกิจแล้วไม่ธรรมดามีสำนักงานกฎหมายเป็นของตัวเองเปิดเว็บไซต์ชื่อ sukit-lawyer.com ซึ่งมีเนื้อหาเกียวกับประวัติของนายสุกิจอย่างละเอียดโดยเริ่มจาก การศึกษาจบปริญญานิติศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหงรุ่นที่ 9 ปริญญารัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยณิวัฒนา ปริญญาเอกด้านรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกริก
ประวัติการทำงานด้านกฎหมายเช่น เป็นทนายฟ้อง พล.ต.ต.พีระพันธุ์ เปรมภูติ เลขาป.ป.ง. ในความผิดฐานยึดและอายัดทรัพย์สินโดยมิชอบ ศาลสั่งให้คืนทรัพย์สินทั้งหมด เป็นทนายความแก้ต่างให้กับ พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค เกี่ยวกับทรัพย์สิน และเป็นทนายฟ้องและแก้ต่างให้กับ น.พ.วิชัย ชัยจิตวณิชกุล คดีรถยนต์ ปาเจโร่
มีตำแหน่งทางการเมืองเช่น ได้รับแต่งตั้งเป็นนักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการการศาสนาและศิลปวัฒนธรรมสภาผู้แทนราษฎร ปี 2545 ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษากรรมาธิการการศาสนาและศิลปวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ปี2546 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ชำนาญการประจำคณะกรรมาธิการการศาสนาและศิลปวัฒนธรรม ลงสมัครส.ว.กทม.ปี 2549
มีผลงานด้านวิชาการเช่น จัดรายการตอบปัญหาทางกฎหมายบริการประชาชนทุกวันเสาร์ เวลา 17.00 – 17.30 น. ที่สถานีโทรทัศน์ TNN 24 (ทรูช่อง 24)
อย่างไรก็ตามผู้ใช้นามว่า "เสน่ห์โจรสลัด" ได้เขียนบทความเกี่ยวกับนายสุกิจให้ชื่อเรื่องว่า "ทนายมาเฟีย-ทนายเทวดากับหนังสือย้อนรอยกรรม ระลึกชาติ สื่อวิญญาณ" ที่เผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตโดยสรุปว่า "ทนายมาเฟีย" และ "ทนายเทวดา" เป็นฉายาของ "นายสุกิจยตน์ พูนศรีเกษม" ผู้ชำนาญการประจำคณะกรรมาธิการ การศาสนาและศิลปวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร
สำหรับที่มาของฉายา ทนายเทวดา นั้น ทนายสุกิจยตน์ บอกว่า พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง เป็นคนตั้งให้ เพราะไปช่วยวัด 3 แห่ง ว่าความฟ้องร้องกรรมการวัด จนได้เงินกลับคืนวัดหลายสิบล้านบาท โดยปัจจุบันนี้เป็นนิติกรประจำวัด 3 แห่ง คือ วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร เขตธนบุรี กรุงเทพฯ วัดจุฑาทิศธรรมสภาราม อ.เกาะสีชัง จ.ชลบุรี และวัดถ้ำเขาชะอางค์โอน อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี
ส่วนที่มาของฉายา ทนายมาเฟีย นั้น ทนายสุกิจยตน์ บอกว่า ได้มาเพราะไปเป็นทนายแก้ต่างและฟ้องให้กับบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นจำนวนมาก และยังเป็นทนายให้แก่พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง กรณี พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ ฟ้อง เสธ.แดงกับพวก เรียกค่าเสียหาย 2,500 ล้านบาท ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ยกฟ้อง"
ทำให้เกิดคำถามสงสัยตามมาว่าอดีตทนายความเสธ.แดงคนนี้เกี่ยวกับ "เณรคำ" ได้อย่างไร
หากจะพิจารณากลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับ "เณรคำ" ตั้งแต่เกิดเรื่องมา ไม่ว่าจะเป็นคนในสมาคมวิชาชีพผู้สื่อข่าวแห่งประเทศไทย ที่มีสำนักงานอยู่แถว ต.บางเสาธง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ซึ่งใช้เป็นสถานที่แถลงข่าวป้อง "เณรคำ" แต่ในวงการสื่อทั่วไปแล้วรู้ดีว่าสมาคมวิชาชีพผู้สื่อข่าวแห่งประเทศไทยเป็นกลุ่มคนกลุ่มไหน เช่นเดียวกับกลุ่มคนที่จังหวัดสุรินทร์และอาจารย์กลุ่มเดียวกันนี้ก็ได้ออกมาปกป้องตลอด และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบไม่ใช่เฉพาะ "เณรคำ" เท่านั้น
ดังนั้นเมื่อพิจารณาข้อมูลเกี่ยวกับประวัติของนายสุกิจและกลุ่มคนต่างๆที่เกี่ยวข้องกับ "เณรคำ" หลังจากเกิดเรื่อง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทำไมนายสุกิจถึงยื่นมือเข้ามาช่วย "เณรคำ"
......................
สำราญ สมพงษ์รายงาน
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เณรคำ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เณรคำ แสดงบทความทั้งหมด
วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2556
วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2556
ฤาชำระคัมภีร์ใบลานมาตรฐานสากล จะเป็นยาวิเศษแก้วิกฤติ'เณรคำ'
กระแสข่าวดัง "เณรคำ" ขึ้นเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว ทำให้มีการเรียกร้องให้ตรวจสอบพฤติกรรมจนกระทั้งคณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษมี มติให้สึกในข้อหาปาราชิกข้อเสพเมถุนขาดจากความเป็นพระ ขณะเดียวกันก็ถูกดีเอสไอ ป.ป.ส. ปปง.ไล่ล่าตัวมาดำเนินคดีในข้อหาหนัก 3 ข้อหาทั้งหลอกลวง ฟอกทรัพย์ และพรากผู้เยาว์ นี้่ก็ผ่านมา 2 เดือนกว่าแล้วก็ยังไม่รู้ว่า "เณรคำ" หลบลี้อยู่ที่ใดแน่
จากเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบกับชาวพุทธที่มีศรัทธาแบบอนิจจังอยู่ไม่น้อย พร้อมกับมีกระแสกดดันให้คณะสงฆ์วางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่น นี้อีก อย่างเช่นล่าสุดสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) ได้เสนอความเห็นและข้อเสนอแนะ เรื่อง "บทบาทของพระสงฆ์ต่อสังคมและประเทศชาติ" ซึ่งก็สอดคล้องกับสถานการณ์ของสถาบันพระสงฆ์ที่มีปัญหาอย่างต่อเนื่อง ต่อที่ประชุม ครม. ในวันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา รม.ซึ่งก็มีมติเพียงรับทราบเท่านั้น
โดยข้อเสนอที่น่าสนคือข้อเสนอที่ สป. เสนอในเรื่องของการทำนุบำรุงส่งเสริมพระพุทธศาสนาเพื่อให้การส่งเสริมบทบาท ของพระสงฆ์ต่อสังคมและประเทศชาติบรรลุผลสำเร็จ ซึ่งรัฐบาลควรดำเนินการทำนุบำรุงส่งเสริมพระพุทธศาสนาควบคู่กันไปด้วย คือ
1. สนับสนุนให้มีการบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับใหม่ว่า "พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ" 2. ให้มีการปรับปรุงพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ซึ่งใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2505 ให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลง 3. จัดทำแผนทำนุบำรุงส่งเสริมพระพุทธศาสนาคู่กับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่ง ชาติ เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้มีความมั่นคง มีบทบาทในการพัฒนาคนสังคมและประเทศชาติ
4. มอบให้ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาประจำจังหวัดร่วมกับเจ้าคณะจังหวัด จัดทำทำเนียบเครือข่ายพระสงฆ์เพื่อสังคมของแต่ละจังหวัด โดยคัดเลือกพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีผลงานในการเผยแผ่ธรรมะแก่ประชาชน ในการทำประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติ เป็นสมาชิกเครือข่ายพระสงฆ์เพื่อสังคมโดยให้มีงบประมาณที่เหมาะสมเพียงพอ
5. ส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินงานของสมัชชาชาวพุทธแห่งชาติและสมัชชาชาวพุทธ ประจำจังหวัด โดยมีกฎหมายรองรับสถานภาพเพื่อให้มีความเข้มแข็ง จัดให้มีงบประมาณและบุคลากรอย่างเหมาะสมเพียงพอ
อย่างไรก็ตามก็ยังมีเสียงจากนักวิชาการและประชาชนทั่วไปได้เสนอให้มีการทำ สังคยานาทั้งหลักธรรมคำสอนหรือที่เรียกว่าชำระพระไตรปิฎกและบุคลากรในพระ พุทธศาสนาเป็นการเร่งด่วน
ที่ผ่านมามหาเถรสมาคมซึ่งเป็นหน่วยงานสูงในการปกครองคณะสงฆ์ไม่ได้ดำเนินการ อะไรที่เป็นรูปธรรมมากนัก แต่ได้เห็นภาพของนักวิชาการพุทธศาสนาทั้งพระและฆราวาสได้ออกมาแสดงความเห็น และจัดกิจกรรมเพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้หน่วยงานที่รับผิดชอบได้ดำเนินการตาม หน้าที่แก้วิกฤติดังกล่าว
อย่างเช่นเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2556 บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) ร่วมกับโครงการปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาพุทธศาสนศึกษา(นานาชาติ) คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และบัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย(มมร.) จัดประชุมวิชาการทางพระพุทธศาสนาเรื่อง "วิธีตรวจชำระคัมภีร์ใบลานให้ได้มาตรฐานสากล" ณ โรงแรม เอส.ดี.อเวนิว ปิ่นเกล้า ได้มีคณาจารย์และนิสิตบัณฑิตวิทยาลัยทั้ง 3 สถาบันและประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมประมาณ 100 รูป/คน
ภายในงานได้มีนักวิชาการเสนอผลงานและวิจัยด้านนี้ได้อย่างเช่นนายปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธนันท์ ประธานคณะกรรมการบริหารหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาพุทธศาสนศึกษา(นานาชาติ) คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการได้บรรยายเรื่อง"กำเนิดและวิวัฒนาการของทฤษฎีการ ตรวจชำระแบบสากลในยุโรป" แม่ชีวิมุตติยา (รศ.ดร.สุภาพรรณ ณ บางช้าง) โครงการหอพระไตรปิฎกศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรยายเรื่อง "การจัดเตรียมต้นฉบับพระไตรปิฎกฉบับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว"
ดร.อเลกซานเดอร์ วิน ที่ปรึกษาโครงการชำระพระไตรปิฏกวัดธรรมกาย บรรยายเรื่อง"การตรวจชำระพระไตรปิฏกของวัดธรรมกาย" นายจี.เอ.โสมรัตเน บรรยายเรื่อง"การตรวจชำระคัมภีร์สังยุตตนิกายของสมาคมบาลีปกรณ์" นายศานติ ภักดีคำ อาจารย์ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตรบรรยายเรื่อง"การตรวจชำระคัมภีร์ใบลานในประเทศไทย" และนายชานป์วิชช์ ทัดแก้ว อาจารย์ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรยาเรื่อง"ในการตรวจชำระคัมภีร์ใบลานฝ่ายสันสกฤต"
ทั้งนี้นายปฐมพงษ์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีคัมภีร์ใบลานซึ่งเก็บรักษาไว้แต่โบราณเป็นจำนวนมาก มีกระจัดกระจายอยู่ในหอสมุดใหญ่ๆ เช่น หอสมุดแห่งชาติและวัดต่างๆ คัมภีร์ใบลานเหล่านี้คือที่มาของพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา ปกรณ์วิเสสต่าง ๆ ที่ชาวไทยตรวจชำระก่อนจัดพิมพ์ ในปัจจุบันแม้จะมีหลายๆองค์องค์กรที่รับผิดชอบในการตรวจชำระคัมภีร์ใบลาน แล้วจัดพิมพ์ แต่ขั้นตอนการตรวจชำระยังไม่ได้มาตรฐานสากล ทำให้ขาดการยอมรับในระดับนานาชาติ ดังนั้น แม่จะจัดพิมพ์มามากมายเพียงใดความเชื่อถือในสายตานักวิชาการสากลก็ยังต่ำ อยู่
"ในฐานะที่เป็นหน่วยงานทางวิชาการที่สังกัดมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมุ่งใช้ความรู้ในการขับเคลื่อนสังคม ในฐานะเป็นปัญญาของแผ่นดิน หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตสาขาพุทธศาสนศึกษา(นานาชาติ) มหาวิทยาลัยมหิดล ประสงค์จะให้ความรู้แก่ประชาชนในวงกว้างถึงประวัติความเป็นมาของทฤษฎีตรวจ ชำระแบบสากลตลอดจนขั้นตอนของการตรวจชำระให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ เพื่อให้ผู้ร่วมประชุมได้รับทราบ ซึ่งจะได้ใช้เป็นแนวทางในการนำไปตรวจชำระต่อไป
ทางด้านพระสุธีธรรมานุวัตร คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มจร ได้กล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยก็มีการตรวจชำระประไตรปิฎกและคัมภีร์ต่างๆเรื่อยมา ซึ่งก็ทำแบบไทยๆและต่างคนต่างทำ ซึ่งไม่ได้ทำเป็นแบบสากลจึงขาดการยอมรับ มาครั้งนี้ทั้ง 3 หน่วยงานได้มาจับมือร่วมกันแบบเป็นเจ้าภาพร่วมกัไม่มีหน่วยงานใดหน่วยงาน หนึ่งเป็นพระเอกแต่เพียงผู้เดียวแต่เป็นพระเอกด้วยกันทั้งหมด จึงถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดี
"อาตมาคิดว่างานวิชาการบริสุทธิ์มีแต่มิตรภาพเท่านั้น ไม่ควรมีอคติต่อกัน และไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะผิดไปจากหลักการทางพระพุทธศาสนา เพราะว่ามีหลักฐานอ้างอิงอยู่แล้ว" คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มจร กล่าว
ขณะเดียวกันบัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัย ยังได้จัดโครงการพระไตรปิฎกสัญจร นำโดย ผศ.รังษี สุทนต์ อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย และผู้อำนวยการโครงการพระไตรปิฎกศึกษาประกาศนียบัตรบัณฑิต และนิสิตระดับประกาศนียบัตรบัณฑิตสาขาวิชาพระไตรปิฎกศึกษา และระดับปริญญาโททั้งพระภิกษุและคฤหัสถ์สาขาพระพุทธศาสนาสัญจรไปตามพื้นที่ ต่างๆเพื่อให้ความรู้กับประชาชน
จึงถือได้ว่าภาคนักวิชาการพุทธศาสนาได้เริ่มก้าวแรกแล้ว ที่จะทำให้ผ่านกระแสวิกฤติเณรคำไปให้ได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของอนัตตาไม่ใช่อัตตา หรือไม่ใช่เป็นเพียงผู้ถือใบลานเปล่าเท่านั้น แต่สามารถนำมาประยุกต์ใช้จริงในเหตุการณ์ปัจจุบันได้ด้วย
......................
จากเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบกับชาวพุทธที่มีศรัทธาแบบอนิจจังอยู่ไม่น้อย พร้อมกับมีกระแสกดดันให้คณะสงฆ์วางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่น นี้อีก อย่างเช่นล่าสุดสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) ได้เสนอความเห็นและข้อเสนอแนะ เรื่อง "บทบาทของพระสงฆ์ต่อสังคมและประเทศชาติ" ซึ่งก็สอดคล้องกับสถานการณ์ของสถาบันพระสงฆ์ที่มีปัญหาอย่างต่อเนื่อง ต่อที่ประชุม ครม. ในวันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา รม.ซึ่งก็มีมติเพียงรับทราบเท่านั้น
โดยข้อเสนอที่น่าสนคือข้อเสนอที่ สป. เสนอในเรื่องของการทำนุบำรุงส่งเสริมพระพุทธศาสนาเพื่อให้การส่งเสริมบทบาท ของพระสงฆ์ต่อสังคมและประเทศชาติบรรลุผลสำเร็จ ซึ่งรัฐบาลควรดำเนินการทำนุบำรุงส่งเสริมพระพุทธศาสนาควบคู่กันไปด้วย คือ
1. สนับสนุนให้มีการบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับใหม่ว่า "พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ" 2. ให้มีการปรับปรุงพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ซึ่งใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2505 ให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลง 3. จัดทำแผนทำนุบำรุงส่งเสริมพระพุทธศาสนาคู่กับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่ง ชาติ เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้มีความมั่นคง มีบทบาทในการพัฒนาคนสังคมและประเทศชาติ
4. มอบให้ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาประจำจังหวัดร่วมกับเจ้าคณะจังหวัด จัดทำทำเนียบเครือข่ายพระสงฆ์เพื่อสังคมของแต่ละจังหวัด โดยคัดเลือกพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีผลงานในการเผยแผ่ธรรมะแก่ประชาชน ในการทำประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติ เป็นสมาชิกเครือข่ายพระสงฆ์เพื่อสังคมโดยให้มีงบประมาณที่เหมาะสมเพียงพอ
5. ส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินงานของสมัชชาชาวพุทธแห่งชาติและสมัชชาชาวพุทธ ประจำจังหวัด โดยมีกฎหมายรองรับสถานภาพเพื่อให้มีความเข้มแข็ง จัดให้มีงบประมาณและบุคลากรอย่างเหมาะสมเพียงพอ
อย่างไรก็ตามก็ยังมีเสียงจากนักวิชาการและประชาชนทั่วไปได้เสนอให้มีการทำ สังคยานาทั้งหลักธรรมคำสอนหรือที่เรียกว่าชำระพระไตรปิฎกและบุคลากรในพระ พุทธศาสนาเป็นการเร่งด่วน
ที่ผ่านมามหาเถรสมาคมซึ่งเป็นหน่วยงานสูงในการปกครองคณะสงฆ์ไม่ได้ดำเนินการ อะไรที่เป็นรูปธรรมมากนัก แต่ได้เห็นภาพของนักวิชาการพุทธศาสนาทั้งพระและฆราวาสได้ออกมาแสดงความเห็น และจัดกิจกรรมเพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้หน่วยงานที่รับผิดชอบได้ดำเนินการตาม หน้าที่แก้วิกฤติดังกล่าว
อย่างเช่นเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2556 บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) ร่วมกับโครงการปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาพุทธศาสนศึกษา(นานาชาติ) คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และบัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย(มมร.) จัดประชุมวิชาการทางพระพุทธศาสนาเรื่อง "วิธีตรวจชำระคัมภีร์ใบลานให้ได้มาตรฐานสากล" ณ โรงแรม เอส.ดี.อเวนิว ปิ่นเกล้า ได้มีคณาจารย์และนิสิตบัณฑิตวิทยาลัยทั้ง 3 สถาบันและประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมประมาณ 100 รูป/คน
ภายในงานได้มีนักวิชาการเสนอผลงานและวิจัยด้านนี้ได้อย่างเช่นนายปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธนันท์ ประธานคณะกรรมการบริหารหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาพุทธศาสนศึกษา(นานาชาติ) คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการได้บรรยายเรื่อง"กำเนิดและวิวัฒนาการของทฤษฎีการ ตรวจชำระแบบสากลในยุโรป" แม่ชีวิมุตติยา (รศ.ดร.สุภาพรรณ ณ บางช้าง) โครงการหอพระไตรปิฎกศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรยายเรื่อง "การจัดเตรียมต้นฉบับพระไตรปิฎกฉบับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว"
ดร.อเลกซานเดอร์ วิน ที่ปรึกษาโครงการชำระพระไตรปิฏกวัดธรรมกาย บรรยายเรื่อง"การตรวจชำระพระไตรปิฏกของวัดธรรมกาย" นายจี.เอ.โสมรัตเน บรรยายเรื่อง"การตรวจชำระคัมภีร์สังยุตตนิกายของสมาคมบาลีปกรณ์" นายศานติ ภักดีคำ อาจารย์ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตรบรรยายเรื่อง"การตรวจชำระคัมภีร์ใบลานในประเทศไทย" และนายชานป์วิชช์ ทัดแก้ว อาจารย์ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรยาเรื่อง"ในการตรวจชำระคัมภีร์ใบลานฝ่ายสันสกฤต"
ทั้งนี้นายปฐมพงษ์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีคัมภีร์ใบลานซึ่งเก็บรักษาไว้แต่โบราณเป็นจำนวนมาก มีกระจัดกระจายอยู่ในหอสมุดใหญ่ๆ เช่น หอสมุดแห่งชาติและวัดต่างๆ คัมภีร์ใบลานเหล่านี้คือที่มาของพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา ปกรณ์วิเสสต่าง ๆ ที่ชาวไทยตรวจชำระก่อนจัดพิมพ์ ในปัจจุบันแม้จะมีหลายๆองค์องค์กรที่รับผิดชอบในการตรวจชำระคัมภีร์ใบลาน แล้วจัดพิมพ์ แต่ขั้นตอนการตรวจชำระยังไม่ได้มาตรฐานสากล ทำให้ขาดการยอมรับในระดับนานาชาติ ดังนั้น แม่จะจัดพิมพ์มามากมายเพียงใดความเชื่อถือในสายตานักวิชาการสากลก็ยังต่ำ อยู่
"ในฐานะที่เป็นหน่วยงานทางวิชาการที่สังกัดมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมุ่งใช้ความรู้ในการขับเคลื่อนสังคม ในฐานะเป็นปัญญาของแผ่นดิน หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตสาขาพุทธศาสนศึกษา(นานาชาติ) มหาวิทยาลัยมหิดล ประสงค์จะให้ความรู้แก่ประชาชนในวงกว้างถึงประวัติความเป็นมาของทฤษฎีตรวจ ชำระแบบสากลตลอดจนขั้นตอนของการตรวจชำระให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ เพื่อให้ผู้ร่วมประชุมได้รับทราบ ซึ่งจะได้ใช้เป็นแนวทางในการนำไปตรวจชำระต่อไป
ทางด้านพระสุธีธรรมานุวัตร คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มจร ได้กล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยก็มีการตรวจชำระประไตรปิฎกและคัมภีร์ต่างๆเรื่อยมา ซึ่งก็ทำแบบไทยๆและต่างคนต่างทำ ซึ่งไม่ได้ทำเป็นแบบสากลจึงขาดการยอมรับ มาครั้งนี้ทั้ง 3 หน่วยงานได้มาจับมือร่วมกันแบบเป็นเจ้าภาพร่วมกัไม่มีหน่วยงานใดหน่วยงาน หนึ่งเป็นพระเอกแต่เพียงผู้เดียวแต่เป็นพระเอกด้วยกันทั้งหมด จึงถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดี
"อาตมาคิดว่างานวิชาการบริสุทธิ์มีแต่มิตรภาพเท่านั้น ไม่ควรมีอคติต่อกัน และไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะผิดไปจากหลักการทางพระพุทธศาสนา เพราะว่ามีหลักฐานอ้างอิงอยู่แล้ว" คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มจร กล่าว
ขณะเดียวกันบัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัย ยังได้จัดโครงการพระไตรปิฎกสัญจร นำโดย ผศ.รังษี สุทนต์ อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย และผู้อำนวยการโครงการพระไตรปิฎกศึกษาประกาศนียบัตรบัณฑิต และนิสิตระดับประกาศนียบัตรบัณฑิตสาขาวิชาพระไตรปิฎกศึกษา และระดับปริญญาโททั้งพระภิกษุและคฤหัสถ์สาขาพระพุทธศาสนาสัญจรไปตามพื้นที่ ต่างๆเพื่อให้ความรู้กับประชาชน
จึงถือได้ว่าภาคนักวิชาการพุทธศาสนาได้เริ่มก้าวแรกแล้ว ที่จะทำให้ผ่านกระแสวิกฤติเณรคำไปให้ได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของอนัตตาไม่ใช่อัตตา หรือไม่ใช่เป็นเพียงผู้ถือใบลานเปล่าเท่านั้น แต่สามารถนำมาประยุกต์ใช้จริงในเหตุการณ์ปัจจุบันได้ด้วย
......................
สำราญ สมพงษ์รายงาน
วันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
สกว.สวนกระแส'เณรคำ' ชู'ครูพระลำปาง'ยอดนักวิจัย
ช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาชาวพุทธคงจิตตกไม่น้อยกับกระแสข่าวในวงการพระสงฆ์ ทั้งการสึกของอดีตพระอาจารย์มิตซูโอะ การแฉพฤติกรรมของ "หลวงปู่เณรคำ" ส่วนข้อเท็จจริงทั้งสองเรื่องนี้จะเป็นจริงหรือมีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไรนั้น เป็นเรื่องเฉพาะตนวิญญูชนพิจารณาเอาเองเถิด
หากจะพิจารณาถึงสาเหตุของอาการจิตตกนั้น พอจะมองได้ว่าคงเกิดจากชาวพุทธไทยยึดติดกับตัวบุคคลมากเกินไปหรือไม่ แทนที่จะยึดพระพุทธ พระธรรม และพระอริยสงฆ์เป็นที่พึ่ง กลับไปยึดติดกับพระปุถุชนสงฆ์ไปที่พึ่งแทน เพราะพระปุถุชนสงฆ์ยังตกอยู่ในลักษณ์ของไตรลักษณ์ก็มีการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมดา หากไปยึดติดก็เป็นทุกข์อย่างที่เห็นกัน
ความจริงแล้พระในประเทศไทยมีมากกว่าสองแสนรูปหากไม่ยึดติดในตัวบุคคลมากจนเกินไปก็พอจะหาเป็นแบบอย่าง เป็นที่พึ่ง หรือเป็นเพื่อนเพื่อพัฒนาจิตให้สูงขึ้นได้
ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างหนึ่งของพระที่ทำหน้าที่เพื่อสังคมเป็นครูสอนศิลธรรมในโรงเรียนถิ่นธุรกันดาร นั้นก็คือพระประพจน์สรัช ญาณธีโร สังกัดวัดสัณฐาน อ.แม่ทะ จ.ลำปาง โดยเป็นครูสอนศิลธรรมในโรงเรียนสุนทรศึกษา ต.ป่าตัน อ.แม่ทะ และมีตำแหน่งงานวัดผลประเมินผลหมวดวิชาคณิตศาสตร์ โดยโรงเรียนแห่งนี้ประกอบด้วยนักเรียนส่วนใหญ่เป็นสามเณรและเด็กยากจน ไร้สัญชาติ จนได้รับการยกย่องว่าเป็นครูพระผู้สอนเด็กไร้สัญชาติ-ยากจน จากโครงการสังคมไทยร่วมกันคืนครูดีให้ศิษย์ยกย่องเชิดชูครูสอนดีเนื่องในวันครูประจำปี 2555
โดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน ได้ระดมความร่วมมือ จากชุมชนท้องถิ่นและจังหวัด กว่า 150,000 คน มาร่วมกันคัดเลือกครูที่มีผลงานเชิงประจักษ์ จนได้ครูสอนดีจำนวนทั้งสิ้น 18,871 คน ที่อยู่ทั้งในสถานศึกษา และนอกสถานศึกษา นอกจากนี้ยังมีครูสอนดีที่สอนเด็กด้อยโอกาส ซึ่งได้รับงบประมาณ ในรูปของ "ทุนครูสอนดี" รายละ 250,000 บาท จำนวนทั้งสิ้น 549 คน เพื่อจัดทำโครงการขยายผลการพัฒนากลุ่มเด็กและเยาวชนด้อยโอกาส ในระยะเวลา 18 เดือน
"จิตวิญญาณของความเป็นครู สิ่งสำคัญคือต้องให้ความสนใจเด็ก ถ้าเราเข้าใจเด็กแต่ละกลุ่มได้ก็จะช่วยเติมในสิ่งที่ขาด และด้วยความมุ่งมั่นที่อยากเห็นเด็กมี ความรู้ความสามารถ เนื่องจากอาตมาเองก็เคยขาดโอกาสได้เรียนมาก่อนด้วยสภาพทางเศรษฐกิจในครอบครัว จึงอยากสอนเด็กได้มีโอกาสเรียนอย่างมีคุณภาพ เท่าเทียมกับโรงเรียนที่มีความพร้อม" พระประพจน์สรัช ได้แสดงความรู้สึกตามที่หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ เผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ.2555
พระประพจน์สรัชนั้นจบวุฒิการศึกษษนักธรรมเอก เปรียญธรรมประโยค 1-2 ปริญญาตรีพุทธศาสตรบัณฑิตเอกภาษาอังกฤษจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ปริญญาโทบริหารการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ 15 และได้รับการเห็นชอบจากประชุมมหาเถรสมาคมให้ไปปฏิบัติศาสนกิจที่วัดพุทธวิหารอัมสเตอร์ดัม กรุงอัมสเตอร์ดัม ประ เทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2555
จากการที่พระประพจน์สรัชจบวุฒิการศึกษาระดับปริญญาโทนอกจากจะทำหน้าที่ศิลธรรมในโรงเรียนแล้ว ยังมีทักษะการทำวิจัย เมื่อสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องการพัฒนาเด็ก เยาวชนและการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2539 ที่ได้ริเริ่มชุดโครงการการศึกษากับชุมชนส่งเสริมสนับสนุนให้สถาบันการศึกษาและมหาวิทยาลัยในท้องถิ่นต่างๆ ใช้การวิจัยเป็นเครื่องมือสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการศึกษาเพื่อพัฒนาเด็กเพื่อชุมชนท้องถิ่นต่างๆ โดยมีการสร้างเครือข่ายการวิจัยโดยมีครูนักวิจัยและชุมชนชาวบ้านร่วมเรียนรู้งานวิจัย ข้อค้นพบนำไปสู่การขยายผลการทำงานอีกมาก อาทิ งานวิจัยท้องถิ่น งานวิจัยย่อยเพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน โครงการครุวิจัย โครงการยุววิจัย ซึ่งกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมาได้มีผลงานวิจัยมากมายที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนาเด็กเยาวชนและการศึกษาทั้งในระดับนโยบายและระดับท้องถิ่นในหลากหลายพื้นที่ ขยายไปสู่ยุทธศาสตร์การทำงานวิจัยเพื่อพัฒนาทั้งพื้นที่ (ABC, Area-Based Collaborative Research) ที่เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ทำงานของ สกว.
จังหวัดลำปางเป็นหนึ่งในพื้นที่การทำงานที่ สกว.ให้การสนับสนุนการทำงานวิจัยในหลากหลายมิติซึ่งมีโครงการวิจัยในพื้นที่ลำปางไม่น้อยกว่า 60 โครงการ ทั้งนี้ในมิติด้านเด็ก เยาวชนและการศึกษาที่ได้บุกเบิกมาไม่น้อยกว่าสองทศวรรษผ่านโครงการต่างๆ นั่นคือ ตั้งแต่ชุดโครงการการศึกษากับชุมชน โครงการนำร่องติดตามสภาวการณ์เด็กเยาวชนในพื้นที่ภาคเหนือจังหวัดลำปาง (Child Watch) ชุดโครงการยุววิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ชุดโครงการวิจัยและพัฒนา เครือข่ายเชิงพื้นที่เพื่อหนุนเสริมการเรียนรู้ โครงการสำรวจสถานภาพองค์ความรู้เรื่อง “การพัฒนากระบวนการเรียนรู้เพื่อถิ่นฐานบ้านเกิดจังหวัดลำปาง”
ที่สำคัญในรอบปี พ.ศ.2554-2556 ที่ผ่านมา สกว.ได้มีความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีหลายภาคส่วนในการทำงานพัฒนาพื้นที่จังหวัดลำปาง อาทิ โครงการความร่วมมือเพื่อพัฒนานักวิจัยและการวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่จังหวัดลำปางภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สกว.กับมหาวิทยาลัยราชภัฎลำปาง โดยมีผศ.จำลอง คำบุญชู ดูแลซึ่งดำเนินการเกี่ยวกับการสร้างความรู้และขับเคลื่อนความรู้หลากหลายมิติ ชุดโครงการเพาะพันธุ์ปัญญาภายใต้ความร่วมมือระหว่างสกว.กับธนาคารกสิกรไทย โดยมี รศ.ดร.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ ดูแลส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้คู่วิจัยในลักษณะต่างๆ โครงการวิจัยกระบวนการพัฒนาครูด้วยระบบหนุนนำต่อเนื่อง (Teacher Coaching) ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สกว.กับสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมีดร.เจือจันทร์ จงสถิตอยู่ ดูแลขับเคลื่อนให้มีระบบพี่เลี้ยงเพื่อการพัฒนาครูในพื้นที่ต่างๆ โครงการพัฒนาตัวแบบการเรียนรู้นอกฐานโรงเรียนผ่านกระบวนการผลิตสื่อของเยาวชน(Non-traditional Learning)เป็นโครงการย่อยที่มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฎ ภาคีด้านเด็กเยาวชนและท้องถิ่น พัฒนานวัตกรรมปฏิรูปการเรียนรู้บนฐานการผลิตสื่อสารคดี โดยมีนายสรรชัย หนองตรุด และคณะดูแล ซึ่งต่างก็มีส่วนสร้างนวัตกรรมและตัวแบบการจัดการที่มากมาย
นอกจากนี้มีหน่วยงานภาคีต่างๆ ที่ต่างก็ทำงานคู่ขนานขับเคลื่อนไปกับสกว. อาทิ สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา มูลนิธิปูนซีเมนต์ไทย การไฟฟ้าฝ่ายผลิต องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน เป็นต้น ที่ต่างลงไปทำงานร่วมกับโรงเรียน ภาคีการศึกษา และท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ในมิติต่างๆ ซึ่งน่าจะได้มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์กัน
สถาบันรามจิตติในฐานะทำหน้าที่เป็นสำนักประสานงานเครือข่ายวิจัยด้านเด็ก เยาวชนและการศึกษาให้แก่ สกว. มีภารกิจในการสร้างและสนับสนุนการวิจัยที่เอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาเด็ก เยาวชนและการศึกษา โดยประสานงานภายในและภายนอกชุดโครงการตลอดจนสนับสนุนให้ทำงานขับเคลื่อนความรู้เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบต่องานพัฒนาในพื้นที่ได้มองเห็นโอกาสของการประสานพลังการขับเคลื่อนความรู้จากงาน สกว.ไปสู่การพัฒนางานด้านเด็ก เยาวชนและการศึกษาภายใต้ “ยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่” (Area-Based Strategy) เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทั้งพื้นที่อย่างเป็นองค์รวม ด้วยเหตุนี้ สถาบันรามจิตติจึงได้จัดทำโครงการประชุมวิชาการเรื่อง “การขับเคลื่อนความรู้เพื่อการพัฒนาเด็ก เยาวชนและการศึกษาเชิงพื้นที่ : จังหวัดลำปาง” ขึ้นในวันที่ 11 กรกฎาคม 2556 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฎลำปาง เวลา 08.00-15.30 น. เพื่อการเผยแพร่ผลงานและเปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้พร้อมขับเคลื่อนความรู้จากงานวิจัยไปสู่การผลักดันให้เกิดประโยชน์ ต่อยอด และขยายผลจากงานวิจัยในกลุ่มเด็ก เยาวชน และการศึกษาของ สกว.ให้เกิดพลังในการทำงานด้านการพัฒนาเด็ก เยาวชน และการปฏิวัติการเรียนรู้ในพื้นที่ต่อไป
การประชุมวิชาการครั้งนี้จะเป็นที่รวมของนักบริหาร นักวิจัย นักวิชาการด้านการศึกษาอาทิ ดร.สุรัฐ ศิลปอนันต์ อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ที่ปรึกษาวิชาการสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) อาจารย์ชุติมา คำบุญชู หัวหน้าโครงการศูนย์พี่เลี้ยงโครงการเพาะพันธุ์ปัญญา มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง พระประพจน์สรัชพระครูนักวิจัยโครงการตัวแบบการเรียนรู้นอกฐานโรงเรียนผ่านกระบวนการผลิตสื่อ ของเยาวชนโรงเรียนสุนทรศึกษา จังหวัดลำปาง จึงได้มีโอกาสเข้าร่วมเสนอผลงานวิจัยด้วย
พระประพจน์สรัชนับได้ว่าเป็นพระดีรูปหนึ่งที่น่ายกย่องท่ามกลางกระแสข่าวอีกด้านของอดีตพระอาจารย์มิตซูโอะและหลวงปู่เณรคำ ในภาวะเช่นนี้คงได้แต่นึกถึงคติธรรมของพระหลวงพ่อพุทธทาสที่ว่า
"...เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา
จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่
เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู
ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย
...จะหาคน มีดี โดยส่วนเดียว
อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย
เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย
ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง"
...............................
(หมายเหตุ : สกว.สวนกระแส'เณรคำ' ชู'ครูพระลำปาง'ยอดนักวิจัย : สำราญ สมพงษ์รายงานเผยแพร่ทางเว็บไซต์คมชัดลึกวันที่ 5 ก.ค.2556)
หากจะพิจารณาถึงสาเหตุของอาการจิตตกนั้น พอจะมองได้ว่าคงเกิดจากชาวพุทธไทยยึดติดกับตัวบุคคลมากเกินไปหรือไม่ แทนที่จะยึดพระพุทธ พระธรรม และพระอริยสงฆ์เป็นที่พึ่ง กลับไปยึดติดกับพระปุถุชนสงฆ์ไปที่พึ่งแทน เพราะพระปุถุชนสงฆ์ยังตกอยู่ในลักษณ์ของไตรลักษณ์ก็มีการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมดา หากไปยึดติดก็เป็นทุกข์อย่างที่เห็นกัน
ความจริงแล้พระในประเทศไทยมีมากกว่าสองแสนรูปหากไม่ยึดติดในตัวบุคคลมากจนเกินไปก็พอจะหาเป็นแบบอย่าง เป็นที่พึ่ง หรือเป็นเพื่อนเพื่อพัฒนาจิตให้สูงขึ้นได้
ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างหนึ่งของพระที่ทำหน้าที่เพื่อสังคมเป็นครูสอนศิลธรรมในโรงเรียนถิ่นธุรกันดาร นั้นก็คือพระประพจน์สรัช ญาณธีโร สังกัดวัดสัณฐาน อ.แม่ทะ จ.ลำปาง โดยเป็นครูสอนศิลธรรมในโรงเรียนสุนทรศึกษา ต.ป่าตัน อ.แม่ทะ และมีตำแหน่งงานวัดผลประเมินผลหมวดวิชาคณิตศาสตร์ โดยโรงเรียนแห่งนี้ประกอบด้วยนักเรียนส่วนใหญ่เป็นสามเณรและเด็กยากจน ไร้สัญชาติ จนได้รับการยกย่องว่าเป็นครูพระผู้สอนเด็กไร้สัญชาติ-ยากจน จากโครงการสังคมไทยร่วมกันคืนครูดีให้ศิษย์ยกย่องเชิดชูครูสอนดีเนื่องในวันครูประจำปี 2555
โดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน ได้ระดมความร่วมมือ จากชุมชนท้องถิ่นและจังหวัด กว่า 150,000 คน มาร่วมกันคัดเลือกครูที่มีผลงานเชิงประจักษ์ จนได้ครูสอนดีจำนวนทั้งสิ้น 18,871 คน ที่อยู่ทั้งในสถานศึกษา และนอกสถานศึกษา นอกจากนี้ยังมีครูสอนดีที่สอนเด็กด้อยโอกาส ซึ่งได้รับงบประมาณ ในรูปของ "ทุนครูสอนดี" รายละ 250,000 บาท จำนวนทั้งสิ้น 549 คน เพื่อจัดทำโครงการขยายผลการพัฒนากลุ่มเด็กและเยาวชนด้อยโอกาส ในระยะเวลา 18 เดือน
"จิตวิญญาณของความเป็นครู สิ่งสำคัญคือต้องให้ความสนใจเด็ก ถ้าเราเข้าใจเด็กแต่ละกลุ่มได้ก็จะช่วยเติมในสิ่งที่ขาด และด้วยความมุ่งมั่นที่อยากเห็นเด็กมี ความรู้ความสามารถ เนื่องจากอาตมาเองก็เคยขาดโอกาสได้เรียนมาก่อนด้วยสภาพทางเศรษฐกิจในครอบครัว จึงอยากสอนเด็กได้มีโอกาสเรียนอย่างมีคุณภาพ เท่าเทียมกับโรงเรียนที่มีความพร้อม" พระประพจน์สรัช ได้แสดงความรู้สึกตามที่หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ เผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ.2555
พระประพจน์สรัชนั้นจบวุฒิการศึกษษนักธรรมเอก เปรียญธรรมประโยค 1-2 ปริญญาตรีพุทธศาสตรบัณฑิตเอกภาษาอังกฤษจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ปริญญาโทบริหารการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ 15 และได้รับการเห็นชอบจากประชุมมหาเถรสมาคมให้ไปปฏิบัติศาสนกิจที่วัดพุทธวิหารอัมสเตอร์ดัม กรุงอัมสเตอร์ดัม ประ เทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2555
จากการที่พระประพจน์สรัชจบวุฒิการศึกษาระดับปริญญาโทนอกจากจะทำหน้าที่ศิลธรรมในโรงเรียนแล้ว ยังมีทักษะการทำวิจัย เมื่อสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องการพัฒนาเด็ก เยาวชนและการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2539 ที่ได้ริเริ่มชุดโครงการการศึกษากับชุมชนส่งเสริมสนับสนุนให้สถาบันการศึกษาและมหาวิทยาลัยในท้องถิ่นต่างๆ ใช้การวิจัยเป็นเครื่องมือสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการศึกษาเพื่อพัฒนาเด็กเพื่อชุมชนท้องถิ่นต่างๆ โดยมีการสร้างเครือข่ายการวิจัยโดยมีครูนักวิจัยและชุมชนชาวบ้านร่วมเรียนรู้งานวิจัย ข้อค้นพบนำไปสู่การขยายผลการทำงานอีกมาก อาทิ งานวิจัยท้องถิ่น งานวิจัยย่อยเพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน โครงการครุวิจัย โครงการยุววิจัย ซึ่งกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมาได้มีผลงานวิจัยมากมายที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนาเด็กเยาวชนและการศึกษาทั้งในระดับนโยบายและระดับท้องถิ่นในหลากหลายพื้นที่ ขยายไปสู่ยุทธศาสตร์การทำงานวิจัยเพื่อพัฒนาทั้งพื้นที่ (ABC, Area-Based Collaborative Research) ที่เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ทำงานของ สกว.
จังหวัดลำปางเป็นหนึ่งในพื้นที่การทำงานที่ สกว.ให้การสนับสนุนการทำงานวิจัยในหลากหลายมิติซึ่งมีโครงการวิจัยในพื้นที่ลำปางไม่น้อยกว่า 60 โครงการ ทั้งนี้ในมิติด้านเด็ก เยาวชนและการศึกษาที่ได้บุกเบิกมาไม่น้อยกว่าสองทศวรรษผ่านโครงการต่างๆ นั่นคือ ตั้งแต่ชุดโครงการการศึกษากับชุมชน โครงการนำร่องติดตามสภาวการณ์เด็กเยาวชนในพื้นที่ภาคเหนือจังหวัดลำปาง (Child Watch) ชุดโครงการยุววิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ชุดโครงการวิจัยและพัฒนา เครือข่ายเชิงพื้นที่เพื่อหนุนเสริมการเรียนรู้ โครงการสำรวจสถานภาพองค์ความรู้เรื่อง “การพัฒนากระบวนการเรียนรู้เพื่อถิ่นฐานบ้านเกิดจังหวัดลำปาง”
ที่สำคัญในรอบปี พ.ศ.2554-2556 ที่ผ่านมา สกว.ได้มีความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีหลายภาคส่วนในการทำงานพัฒนาพื้นที่จังหวัดลำปาง อาทิ โครงการความร่วมมือเพื่อพัฒนานักวิจัยและการวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่จังหวัดลำปางภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สกว.กับมหาวิทยาลัยราชภัฎลำปาง โดยมีผศ.จำลอง คำบุญชู ดูแลซึ่งดำเนินการเกี่ยวกับการสร้างความรู้และขับเคลื่อนความรู้หลากหลายมิติ ชุดโครงการเพาะพันธุ์ปัญญาภายใต้ความร่วมมือระหว่างสกว.กับธนาคารกสิกรไทย โดยมี รศ.ดร.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ ดูแลส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้คู่วิจัยในลักษณะต่างๆ โครงการวิจัยกระบวนการพัฒนาครูด้วยระบบหนุนนำต่อเนื่อง (Teacher Coaching) ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สกว.กับสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมีดร.เจือจันทร์ จงสถิตอยู่ ดูแลขับเคลื่อนให้มีระบบพี่เลี้ยงเพื่อการพัฒนาครูในพื้นที่ต่างๆ โครงการพัฒนาตัวแบบการเรียนรู้นอกฐานโรงเรียนผ่านกระบวนการผลิตสื่อของเยาวชน(Non-traditional Learning)เป็นโครงการย่อยที่มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฎ ภาคีด้านเด็กเยาวชนและท้องถิ่น พัฒนานวัตกรรมปฏิรูปการเรียนรู้บนฐานการผลิตสื่อสารคดี โดยมีนายสรรชัย หนองตรุด และคณะดูแล ซึ่งต่างก็มีส่วนสร้างนวัตกรรมและตัวแบบการจัดการที่มากมาย
นอกจากนี้มีหน่วยงานภาคีต่างๆ ที่ต่างก็ทำงานคู่ขนานขับเคลื่อนไปกับสกว. อาทิ สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา มูลนิธิปูนซีเมนต์ไทย การไฟฟ้าฝ่ายผลิต องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน เป็นต้น ที่ต่างลงไปทำงานร่วมกับโรงเรียน ภาคีการศึกษา และท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ในมิติต่างๆ ซึ่งน่าจะได้มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์กัน
สถาบันรามจิตติในฐานะทำหน้าที่เป็นสำนักประสานงานเครือข่ายวิจัยด้านเด็ก เยาวชนและการศึกษาให้แก่ สกว. มีภารกิจในการสร้างและสนับสนุนการวิจัยที่เอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาเด็ก เยาวชนและการศึกษา โดยประสานงานภายในและภายนอกชุดโครงการตลอดจนสนับสนุนให้ทำงานขับเคลื่อนความรู้เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบต่องานพัฒนาในพื้นที่ได้มองเห็นโอกาสของการประสานพลังการขับเคลื่อนความรู้จากงาน สกว.ไปสู่การพัฒนางานด้านเด็ก เยาวชนและการศึกษาภายใต้ “ยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่” (Area-Based Strategy) เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทั้งพื้นที่อย่างเป็นองค์รวม ด้วยเหตุนี้ สถาบันรามจิตติจึงได้จัดทำโครงการประชุมวิชาการเรื่อง “การขับเคลื่อนความรู้เพื่อการพัฒนาเด็ก เยาวชนและการศึกษาเชิงพื้นที่ : จังหวัดลำปาง” ขึ้นในวันที่ 11 กรกฎาคม 2556 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฎลำปาง เวลา 08.00-15.30 น. เพื่อการเผยแพร่ผลงานและเปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้พร้อมขับเคลื่อนความรู้จากงานวิจัยไปสู่การผลักดันให้เกิดประโยชน์ ต่อยอด และขยายผลจากงานวิจัยในกลุ่มเด็ก เยาวชน และการศึกษาของ สกว.ให้เกิดพลังในการทำงานด้านการพัฒนาเด็ก เยาวชน และการปฏิวัติการเรียนรู้ในพื้นที่ต่อไป
การประชุมวิชาการครั้งนี้จะเป็นที่รวมของนักบริหาร นักวิจัย นักวิชาการด้านการศึกษาอาทิ ดร.สุรัฐ ศิลปอนันต์ อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ที่ปรึกษาวิชาการสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) อาจารย์ชุติมา คำบุญชู หัวหน้าโครงการศูนย์พี่เลี้ยงโครงการเพาะพันธุ์ปัญญา มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง พระประพจน์สรัชพระครูนักวิจัยโครงการตัวแบบการเรียนรู้นอกฐานโรงเรียนผ่านกระบวนการผลิตสื่อ ของเยาวชนโรงเรียนสุนทรศึกษา จังหวัดลำปาง จึงได้มีโอกาสเข้าร่วมเสนอผลงานวิจัยด้วย
พระประพจน์สรัชนับได้ว่าเป็นพระดีรูปหนึ่งที่น่ายกย่องท่ามกลางกระแสข่าวอีกด้านของอดีตพระอาจารย์มิตซูโอะและหลวงปู่เณรคำ ในภาวะเช่นนี้คงได้แต่นึกถึงคติธรรมของพระหลวงพ่อพุทธทาสที่ว่า
"...เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา
จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่
เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู
ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย
...จะหาคน มีดี โดยส่วนเดียว
อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย
เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย
ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง"
...............................
(หมายเหตุ : สกว.สวนกระแส'เณรคำ' ชู'ครูพระลำปาง'ยอดนักวิจัย : สำราญ สมพงษ์รายงานเผยแพร่ทางเว็บไซต์คมชัดลึกวันที่ 5 ก.ค.2556)
'ยันตระ'ทูเดย์!อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะดอทคอมตีแผ่ละเอียดยิบ
อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะดอทคอมของพระมหานรินทร์ นรินฺโท พระจำอยู่ที่วัดในรัฐเท็กซัสประเทศสหรัฐอเมริกา นับได้ว่าเป็นเว็บไซต์แรกๆ ที่ติดตามพฤติกรรมของอดีตพระวิรพล ฉัตติโก หรือหลวงปู่เณรคำ ประธานที่พักสงฆ์ป่าขันติธรรม อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ตั้งแต่ที่รูปภาพของอดีตพระวิรพลนอนคู่กับสีกาและอริยาบถต่างๆออกมาเผยแพร่ทางสังคมออนไลน์ เข้าใจว่าคงพร้อมๆกับการเผยแพร่คลิปนั่งเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวทางยูทูบ
แต่เป็นเพราะช่วงนั้น "เณรคำ" ยังมีบารมีคับฟ้าอยู่จึงทำให้กระแสไม่ร้อนแรงเท่าใดนัก
ต่อมาสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ออกมาแฉพฤติกรรมหรูใช้เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวของ "เณรคำ" ในช่วงที่กระแสรถหรูถูกไฟไหม้กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไป เท่ากับเป็นการใส่เชื้อสื่อกระพือข่าวกลบบางข่าวอย่างได้ผล ส่งผลให้อดีตพระวิรพลถูกมติของคณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษว่าต้องอาบัติปาราชิกขาดจากความเป็นพระเมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา ดังนั้น เรื่อง "เณรคำ" จะมีผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาอย่างไร สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติคงจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้
และในช่วงที่มีการตรวจสอบ "เณรคำ"นั้น มีการโยงพฤติกรรมของอดีตพระยันตระ อมโรหรือ นายวินัย ละอองสุวรรณ เมื่อเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว เพราะมีพฤติกรรมคล้ายๆกัน และวันที่ 16 ก.ค.2556นี้ อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะดอทคอมก็ได้มีการเผยแพร่บทความเรื่อง " YANTRA TODAY" พร้อมกับเกริ่นนำว่า "ยันตระ อมโร อดีตพระภิกษุนัมเบอร์วันของไทย ในปี 2527-3537 คนลือว่า "เป็นอริยบุคคล" ปูพรมให้เหยียบแย่งกันถวายปัจจัย จนเหลือกินเหลือใช้ และกลายเป็นตำนาน วันนี้ อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอมจะนำท่านไปพบกับบุคคลในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาหน้านั้น" โดยมีรูปภาพที่เกี่ยวกับชีวิตของนายวินัยปัจจุบันนี้ประกอบเป็นจำนวนมาก โดยสามารถติดตามได้ที่ http://www.alittlebuddha.com/html/Special%20Event/Yantra%20Today.html
ความจริงแล้ววิถีชีวิตของนายวินัยนั้นได้มีผู้ถ่ายคลิปและเผยแพร่ผ่านทางยูทูบมาตลอดเป็นจำนวนมาก แต่พอเรื่องของนายวิรพลร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ คลิปดังกล่าวถูกลบออกเกือบหมด
นับได้ว่าเหต์การณ์ทั้งสองเหตุการณ์นั้นคงจะเป็นอุทาหรณ์ แต่สาวกของพระพุทธเจ้าที่แท้จริงหรืออริยสงฆ์แล้ว หาได้ทำให้หวั่นไหวในพระรัตนตรัยไม่
..............................
(หมายเหตุ : 'ยันตระ'ทูเดย์!อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะดอทคอมตีแผ่ละเอียดยิบ : สำราญ สมพงษ์รายงานเผยแพร่ทางเว็บไซต์คมชัดลึกวันที่ 16ก.ค.2556)
แต่เป็นเพราะช่วงนั้น "เณรคำ" ยังมีบารมีคับฟ้าอยู่จึงทำให้กระแสไม่ร้อนแรงเท่าใดนัก
ต่อมาสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ออกมาแฉพฤติกรรมหรูใช้เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวของ "เณรคำ" ในช่วงที่กระแสรถหรูถูกไฟไหม้กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไป เท่ากับเป็นการใส่เชื้อสื่อกระพือข่าวกลบบางข่าวอย่างได้ผล ส่งผลให้อดีตพระวิรพลถูกมติของคณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษว่าต้องอาบัติปาราชิกขาดจากความเป็นพระเมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา ดังนั้น เรื่อง "เณรคำ" จะมีผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาอย่างไร สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติคงจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้
และในช่วงที่มีการตรวจสอบ "เณรคำ"นั้น มีการโยงพฤติกรรมของอดีตพระยันตระ อมโรหรือ นายวินัย ละอองสุวรรณ เมื่อเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว เพราะมีพฤติกรรมคล้ายๆกัน และวันที่ 16 ก.ค.2556นี้ อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะดอทคอมก็ได้มีการเผยแพร่บทความเรื่อง " YANTRA TODAY" พร้อมกับเกริ่นนำว่า "ยันตระ อมโร อดีตพระภิกษุนัมเบอร์วันของไทย ในปี 2527-3537 คนลือว่า "เป็นอริยบุคคล" ปูพรมให้เหยียบแย่งกันถวายปัจจัย จนเหลือกินเหลือใช้ และกลายเป็นตำนาน วันนี้ อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอมจะนำท่านไปพบกับบุคคลในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาหน้านั้น" โดยมีรูปภาพที่เกี่ยวกับชีวิตของนายวินัยปัจจุบันนี้ประกอบเป็นจำนวนมาก โดยสามารถติดตามได้ที่ http://www.alittlebuddha.com/html/Special%20Event/Yantra%20Today.html
ความจริงแล้ววิถีชีวิตของนายวินัยนั้นได้มีผู้ถ่ายคลิปและเผยแพร่ผ่านทางยูทูบมาตลอดเป็นจำนวนมาก แต่พอเรื่องของนายวิรพลร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ คลิปดังกล่าวถูกลบออกเกือบหมด
นับได้ว่าเหต์การณ์ทั้งสองเหตุการณ์นั้นคงจะเป็นอุทาหรณ์ แต่สาวกของพระพุทธเจ้าที่แท้จริงหรืออริยสงฆ์แล้ว หาได้ทำให้หวั่นไหวในพระรัตนตรัยไม่
..............................
(หมายเหตุ : 'ยันตระ'ทูเดย์!อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะดอทคอมตีแผ่ละเอียดยิบ : สำราญ สมพงษ์รายงานเผยแพร่ทางเว็บไซต์คมชัดลึกวันที่ 16ก.ค.2556)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
นวัตกรรมออกแบบเรือท้องแบน PVC 10 ฟุต รับมือน้ำท่วม เน้นโครงสร้างเบา-ลอยตัวด้วยโฟม
แนวคิดการประดิษฐ์เรือท้องแบนสำหรับใช้งานในช่วงเกิดอุทกภัยได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะรูปแบบที่ใช้วัสดุหาได้ง่ายและสามารถประกอบได้ในต้นทุนท...
-
พระปิดตายันต์ยุ่งมหาอุตโม หลวงปู่ทิม อิสริโก จัดสร้างเพื่อหารายได้ สร้างหอฉันอุตตโม ออกแบบโดยช่างเกษม มงคลเจริญ ประกอบด้วย เนื้...
-
เมื่อวันที่ 4 มีนาคม นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จัดรายการ “กู๊ด มันเดย์” (Good Monday) ประจำทุกวันจันทร์ โดยจันทร์นี้ หัวข้อเรื...
-
หลวงพ่อหอม จันทโชโต วัดซากหมาก อ.บ้านฉาง จ.ระยองถือว่าเป็นอดีตพระเกจิอาจารย์ดังรูปหนึ่ง "พระครูภาวนานุโยค" หรือที่ช...



