แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พุทธศาสนา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พุทธศาสนา แสดงบทความทั้งหมด
วันเสาร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2561
เป็นตัวอย่างขรก.ดี!พศ.นำผู้บรรจุใหม่ปฏิบัติธรรม
เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2561 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นำคณะข้าราชการบรรจุใหม่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เข้ารับการฝึกปฏิบัติธรรม ในโครงการปฐมนิเทศและอบรมสัมมนาร่วมกัน “หลักสูตรการเป็นข้าราชการที่ดี” ของข้าราชการบรรจุใหม่ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ รุ่นที่ 1/2561 มีผู้เข้ารับการฝึกปฏิบัติธรรม จำนวน 28 คน ระหว่างวันที่ 17 - 18 มีนาคม 2561 ณ สำนักปฏิบัติธรรมวัดห้วยทรายใต้ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี
พระครูฌานวัชราภรณ์ ที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภอชะอำ เป็นประธานเปิดการฝึกปฏิบัติธรรมฯ พร้อมให้โอวาทว่า “ขอให้ข้าราชการบรรจุใหม่ทุกท่าน ตั้งใจปฏิบัติธรรม และนำกลับไปใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต”
การปฏิบัติธรรมครั้งนี้มีพระมหาชูศักดิ์ ปริชาโน วัดห้วยทรายใต้ เป็นพระวิทยากร และนายสาธิต เกียรติสุพิมล ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเพชรบุรี กล่าวต้อนรับคณะข้าราชการบรรจุใหม่ และกล่าวถวายรายงานว่า “โครงการนี้ จัดขึ้นเพื่อให้ข้าราชการบรรจุใหม่ที่อยู่ระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ เข้าใจสภาพแวดล้อมการทำงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ วิสัยทัศน์ พันธกิจ โครงการองค์กร ผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน และหน้าที่ความรับผิดชอบ ความสำคัญของภารกิจที่มีต่อประชาชน สังคม ประเทศชาติ และพระพุทธศาสนา พร้อมทั้งทราบโอกาสในการพัฒนาตนเอง และความก้าวหน้าในอาชีพข้าราชการ เตรียมความพร้อมในด้านทักษะ ความรู้ ความสามารถ และมีทัศนคติที่ดีในการทำงาน”
..........
(หมายเหตุ : ขอบคุณข้อมูลจาก กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ)
วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2561
ผู้บัญชาการภาค3นำเข้าวัดปลูกฝังความรู้คู่คุณธรรม เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานนที่ 2
ระหว่างวันที่ 5-7 มี.ค.2561 พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 เป็นประธานเปิดโครงการ "ส่งเสริมจริยธรรม จรรยาบรรณ และพัฒนาคุณธรรมข้าราชการตำรวจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน" รุ่นที่ 2 พร้อมด้วย พล.ต.ต.คีรีศักดิ์ ตันตินวะชัย รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 โดยมีข้าราชการตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค 3 ทั้ง 8 จังหวัด และข้าราชการทหาร รวมทั้งประชาชนทั่วไป เข้าร่วมโครงการอบรมฯ จำนวนกว่า 120 นาย
ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมให้ข้าราชการตำรวจตระหนักถึงการสร้างจิตสำนึกที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี ให้มีจริยธรรม จรรยาบรรณ และคุณธรรม ปลูกฝังให้ข้าราชการตำรวจเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่มีความรู้คู่คุณธรรม ที่บ้านพุฒมณฑา ภูริพิมาน ต.ปากช่อง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
วันจันทร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
สมเด็จพระสังฆราชเสด็จ บ.ทรู ประทาน"คิหิสุข"
สมเด็จพระสังฆราชเสด็จไปเป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น ประทานพระสัมโมทนียกถาเกี่ยวกับความสุขของชาวบ้านหรือผู้ครองเรือนเรียกว่า"คิหิสุข" ๔ ประการ
วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ เฟซบุ๊ก สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ได้รายงานว่า เช้าวันจันทร์ ที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จไปยังบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ทรงเป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลบริษัท
โอกาสนี้ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระสัมโมทนียกถา ความตอนหนึ่งว่า
“อาตมาขอปรารภธรรมะของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสำหรับท่านทั้งหลาย ซึ่งล้วนเป็นผู้ครองเรือน ดังที่เรียกว่าฆราวาส หรือคฤหัสถ์ และเป็นผู้ดำเนินกิจการในภาคธุรกิจเอกชนได้นำไปขบคิดพิจารณา
ธรรมะของพระพุทธองค์นั้น ทรงจำแนกไว้โดยละเอียดลออหลายระดับ ที่ทรงแสดงไว้สำหรับมุ่งตรงต่อทางพ้นทุกข์ก็มี ที่ทรงแสดงไว้สำหรับความสุขระดับโลกียะ คือในระดับชาวบ้านก็มี ความสุขของชาวบ้าน หรือผู้ครองเรือนนั้นเรียกว่า ‘คิหิสุข’ ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ กล่าวคือ
๑. อัตถิสุข ความสุขจากการมีทรัพย์โดยชอบธรรม ๒. โภคสุข ความสุขจากการใช้จ่ายทรัพย์ที่ได้มาโดยชอบธรรม ๓. อนณสุข ความสุขจากการไม่เป็นหนี้ และ ๔. อนวัชชสุข ความสุขจากความประพฤติสุจริต ซึ่งเป็นความสุขที่มีค่ามากที่สุด
ในองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่เช่นของท่านทั้งหลาย บุคลากรแต่ละคนต้องสร้างคิหิสุขทั้ง ๔ ประการให้เกิดขึ้นในตนให้ได้ก่อน เมื่อมีความสุขอย่างพอเพียงแล้ว แต่ละคนก็จะปฏิบัติการงานได้เต็มประสิทธิภาพ
ในขณะเดียวกันนั้น นโยบายขององค์กรก็ต้องมุ่งความสุขของสังคมส่วนรวม ต้องแสวงหาหนทางให้ธุรกิจที่เราประกอบอยู่ ช่วยสร้างสรรค์สมาชิกในสังคมให้มีคิหิสุข ครบถ้วนทั้ง ๔ ประการด้วย
ท่านควรคำนึงเสมอว่าองค์กรนี้จะช่วยทำให้ประชาชนมีทรัพย์โดยชอบธรรมได้อย่างไร จะสามารถใช้จ่ายทรัพย์โดยชอบธรรมได้อย่างไร จะอยู่อย่างปลอดหนี้สินพะรุงพะรังได้อย่างไร และจะประพฤติสุจริตธรรมอย่างสม่ำเสมอได้อย่างไร เพราะฉะนั้น จึงขอให้องค์กรนี้ เป็นกลไกช่วยผลิตสมาชิกในสังคม ที่ถึงพร้อมด้วยคิหิสุขโดยถ้วนหน้า”
วันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
BUDDHIST YOUTH LEADERS’ TRAINING PROGRAMME
From 27 February to 7 March 2018, Nalanda Buddhist Society will host the inaugural “Indian Buddhist Youth Leaders’ Training Programme” in Sri Serdang and Kuala Lumpur.
Nalanda is undertaking this important project in partnership with several Buddhist organizations in India as part of our long-term vision to propagate Buddha-Dhamma in its land of origin, and to revitalize the proper learning and practice of Buddhism there.
The “Leaders’ Training Programme” will begin on Tuesday, 27 February. Nineteen specially selected youth leaders from India will participate in 9 days of training sessions, which include workshops on enhancing leadership capabilities; skills to organise activities; and effective communication with the public. The youth leaders will also be guided in proper Dhamma-studies by Nalanda Institute lecturers, and learn meditation, too.
We hope the visiting youth leaders will be inspired by the rich heritage and culture of Buddhism, and return to India with much zeal to practise and propagate Buddha-Dhamma in their motherland. May this wholesome endeavour bear great fruit for the future of Buddhism. May the Buddha-Sasana long endure!
............
(Form FB Nalanda Buddhist Society)
วันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
ไอเดียเจ๋ง!พระญี่ปุ่นนำบทสวดทำดนตรีออกอัลบั้ม
ไอเดียเจ๋ง!พระญี่ปุ่นนำบทสวดทำดนตรีออกอัลบั้ม จำหน่ายราคาประมาณ 900 บาท แถมมีการแสดงคอนเสิร์ต ยันไม่ผิดวินัยเพราะดนตรีมีต้นกำเนิดจากศาสนา
วันที่ 23 ก.พ.2561 เฟซบุ๊ก Ñāṇasaṃvara Centre for Buddhist Studies-ศูนย์พุทธศาสนศึกษาญาณสังวร ได้โพสต์ข้อความที่แปลและสรุปจากเว็บไซต์ https://www.lionsroar.com/watch-this-viral-video-of-a-zen-priest-reciting-the-heart-sutra-to-an-acoustic-backing ความว่า
"นักบวชในพระพุทธศาสนานิกายเซ็นเล่นกีต้าร์พร้อมรองเพลงปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตรซึ่งเป็นพระสูตรที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาในนิกายมหายาน ในทางมหายาน ผู้นับถือไม่ว่าพระหรือฆราวาสจะเน้นอุบายโกศลคือความฉลาดในการหาวิธีการต่างๆ มาอธิบายคำสอนให้ผู้คนรู้จักแพร่หลายได้ นักบวชจึงสามารถจะร้องเพลงหรือเล่นกีต้าร์ได้ถ้าหากสามารถทำให้คนหันมาสนใจศึกษาพระธรรมได้ แม้เป็นพระก็ไม่ถือว่าผิดศีล เพราะพระมหายานจะเน้นศีลพระโพธิสัตว์มากกว่าศีลของพระดังที่มีในนิกายเถรวาท คลิปวีดิโอพระร้องเพลงเล่นกีตาร์ได้นี้แพร่หลายอย่างรวดเร็วทางอินเตอร์เน็ต"
นักบวชดังกล่าวคือ พระสงฆ์นิกายนิชิเรน แห่งวัดโจไซจิ ที่จังหวัดนะงะซะกิ ของประเทศญี่ปุ่น โดยได้ดัดแปลงบทสวดมนต์ให้มีดนตรีบรรเลงตามไปด้วย อีกทั้งยังออกบทสวดประกอบดนตรีนี้เป็นอัลบั้ม จำหน่ายแก่พุทธศาสนิกชนที่สนใจในราคา 3,000 เยน หรือราวๆ 900 บาทไทย นอกจากนี้ ยังเปิดคอนเสิร์ตแสดงผลงานบทสวดพร้อมดนตรีบรรเลงขึ้นภายในวัดอีกด้วย
อัลบั้มบทสวดนี้มีชื่อ "เซทัน" ที่แปลว่า "กำเนิดอันศักดิ์สิทธิ์" รองเจ้าอาวาสวัดโจไซจิบอกว่า ฟังบทสวดมนต์แล้ว คล้ายๆทำนองดนตรี จึงลองนำมาบรรเลงร่วมกับดนตรี นอกจากไพเราะขึ้นแล้ว ยังทำให้ศาสนาใกล้ชิดพุทธศาสนิกชนมากขึ้นอีกด้วย
อัลบั้มบทสวด "เซทัน" สร้างสรรค์ขึ้นเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 800 ปีที่พระนิชิเรน โชนิน ให้กำเนิดพุทธศาสนานิกายนิชิเรน ในญี่ปุ่น ส่วนทำนองดนตรีนั้น โมโตคะ โองุนิ นักเปียโนวัย 54 ปีเป็นผู้ประพันธ์ เพื่อให้ทำนองดนตรีเข้ากันได้ดีกับบทสวดมนต์ | ไปฟังบทสวดประกอบดนตรีเพราะๆกันครับ
สำหรับการสวดมนต์ท่ามกลางเสียงดนตรีนั้น บรรดาพระสงฆ์จะสวดบทสวดมนต์ตามบทต้นฉบับ โดยมีทำนองดนตรีบรรเลงคลอตามไป มีทั้งเปียโน แซ็กโซโฟน กลอง และดับเบิ้ลเบส ส่วนพุทธศาสนิกชนที่เข้าฟังก็จะพนมมือตั้งจิตตั้งใจฟัง
เจ้าอาวาสวัดโจไซจิบอกว่า ไม่ถือเป็นการผิดแผกแตกต่าง หรือผิดวินัย เพราะดนตรีมีต้นกำเนิดจากศาสนา ในสมัยโบราณนั้นดนตรีถูกบรรเลงเพื่อสรรเสริญพระพุทธเจ้าและพระเจ้าในศาสนาต่างๆ และเครื่องดนตรีหลายอย่างก็มีต้นกำเนิดมาจากในวัด อีกทั้งก่อนหน้านี้ วัดโจไซจิเคยจัดคอนเสิร์ตแสดงบทสวดมนต์ประกอบดนตรี เพื่อการกุศล นำรายได้ไปช่วยเหลือและฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยแผ่นดินไหวเมื่อปี 2012 |
..............
(หมายเหตุ : ที่มาของคลิป https://www.youtube.com/watch?v=958qchBNs60 และข้อมูลจากhttp://www.banmuang.co.th/news/education/103858)
วันอังคารที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
คู่รักวัยดึกแต่งไทยย้อนยุค! เที่ยวงานฝังลูกนิมิตใหญ่สุด
ระหว่างวันที่ 15-25 ก.พ.2561 วัดถ้ำเจริญธรรม ต.หนองหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี จัดงานบุญปิดทองลูกนิมิต โดยได้จัดสร้างลูกนิมิตใหญ่ที่สุดในโลก! โดยมีนายจีระเกียรติ ภูมิสวัสดิ์ ผว.กาญจณบุรี เป็นประธานในพิธี
โดยทางวัดได้จัดสร้างลูกนิมิตขนาดใหญ่ที่สุดในโลกตั้งไว้หน้าอุโบสถเพื่อดึงดูดให้คนมาเที่ยวง่น และในวันเปิดงาน (13 ก.พ.) ได้มีคู่รักรุ่นปู่ย่า ตายาย แต่งตัวด้วยชุดไทย จูงมือ ถือไม้เท้า ประมาณ 10 คู่ มา ร่วมงานรับเทศกาลวันวาเลนไทม์ ขณะเดียวกันชาวบ้านใกล้วัดก็พร้อมใจแต่งชุดไทยย้อนยุคมาร่วมงาน
พระครูอุปถัมภ์ธรรมวัตน์ เจ้าคณะตำบลวังเย็น และเจ้าอาวาสวัดถ้ำเจริญธรรม บอกว่า การก่อสร้างอุโบสถมหาอุดนั้น สร้างมาตั้งแต่ พ.ศ.2537 ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 13 ปี ใช้ปัจจัยไปประมาณ 22 ล้านบาท ในสายพุทธศาสนิกชนที่ไม่เข้าใจอาจจะมองว่าใช้ปัจจัยเกินความจำเป็น แต่เมื่อคำนวณระยะเวลากว่า 100 ปี ที่โบสถ์หลังนี้จะอยู่พระพุทธศาสนา ถือว่าไม่แพง
การศาสนาสถานภายในวัดที่ใหญ่ๆ โตๆ ของวัดต่างๆ กว่าจะสร้างเสร็จ ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี ปัจจัยที่นำมาสร้างล้วนมาจากพลังศรัทธาของญาติโยมจากสารทิศทั้งสิ้น วัดค่อยๆ สร้างที่ละเล็กละน้อย ที่สำคัญคือ ศาสนสถานของวัดเป็นของพุทธศาสนิกชน เป็นของพุทธศาสนา ไม่ใช่เป็นของพระ หรือเจ้าอาวาสรูปหนึ่งรูปใด
อย่างไรก็ตามตรุษจีน ปี 2561 ขอเชิญร่วมงานปิดทอง ฝังลูกนิมิต ณ.วัดถ้ำเจริญธรรม ต.หนองหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี งานเริ่ม 15 - 25 กุมภาพันธ์ 2561 ตัดหวายลูกนิมิต 26 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 21.09 น.
วัดถ้ำเจริญธรรมสงบและร่มเย็นฝีมือพระนักพัฒนา
วัดถ้ำเจริญธรรม ต.หนองหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ปัจจุบันมี พระครูอุปถัมภ์ธรรมวัตน์ เจ้าคณะตำบลวังเย็น เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งขึ้นชื่อว่า เป็นพระนักพัฒนาแห่งจังหวัดกาญจนบุรี ศาสนสถานรวมทั้งต้นไม้เกือบทุกต้นในวัดล้วนเป็นฝีมือของท่านทั้งสิ้น
“วัดต้องสงบ และ ร่มเย็น เมื่อคนเข้าวัดจะได้เย็นกายเย็นใจ เมื่อสร้างศาสนสถานใดๆ ต้องมั่นคงอยู่ได้อย่างน้อย 50 ปี” นี่เป็นแนวคิดในการสร้างวัดของ พระครูอุปถัมภ์ธรรมวัตน์
วัดถ้ำเจริญธรรม ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพร ธรรมชาติสวยงาม มีถ้ำขนาดใหญ่ที่ ก้องจักรวาล เข้าไปชม เป็นถ้ำสวยงามมีความเงียบสงบ เหมาะในการปฏิบัติธรรม ถึงแม้การลงไปในถ้ำจะลำบากสักนิด แต่เมื่อได้เข้าไปแล้วสัมผัสความเย็นฉ่ำภายในถ้ำก็แทบหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลยทีเดียว
จุดเด่นก่อนจะเข้าถ้ำเราจะพบเห็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ คือ สมเด็จพระศรีเพชรธรรมวัตรศาสดา หรือ หลวงพ่อโต ตั้งตระหง่านบนเนินเขาสูงถึง 21 เมตร หน้าตักกว้าง 12 เมตร
พระครูอุปถัมภ์ธรรมวัตน์ บอกว่า ในการสร้างพระพุทธรูปองค์นี้ มีศรัทธาสาธุชนร่วมบริจาคปัจจัยร่วม 2 ล้านบาท โดยช่างที่มาช่วยสร้าง พวกเขามาด้วยจิตศรัทธาจริงๆ รวมทั้งชาวบ้านแถบนี้ช่วยกันขนอิฐหินดินทรายทำแบบถวายวัด จึงมีค่าใช้จ่ายไปในเรื่องวัสดุก่อสร้างมากกว่า และหากให้ช่างทั่วไปสร้างแล้วคิดว่าองค์พระพุทธรูปคงจะต้องใช้งบไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาทเป็นแน่
พระพุทธรูปองค์นี้เกิดอัศจรรย์ในระหว่างการก่อสร้าง เพราะช่างที่รังสรรค์งานประติมากรรมนี้ ในระหว่างที่ปั้นไปมีชาวบ้านแถบวัดได้เห็นว่าช่างที่ปั้นนั้นไม่ธรรมดาคือมองไปเหมือนคนใส่ชุดฤาษีกำลังปั้นพระพุทธรูปองค์นี้ เป็นที่เลืองลือและช่างที่ปั้นยังเป็นนักปฏิบัติธรรมตัวยง และในเวลาต่อมาได้บำเพ็ญตนสวมชุดคล้ายฤาษีเคร่งในศีล มุ่งปฏิบัติธรรมสงเคราะห์ชาว บ้านในนาม ฤาษีวีระ มาทุกวันนี้
พระครูอุปถัมภ์ธรรมวัฒน์ กล่าวอีกว่า หลังการก่อสร้างพระพุทธรูปปางสมาธิ สมเด็จพระศรีเพชรธรรมวัตรศาสดา (หลวงพ่อโต) สำเร็จแล้ว 1 เดือน ทางวัดได้จัดงานฉลองใหญ่ 2 วัน 2 คืน มีการทำบุญเลี้ยงพระเพล 200 รูป และจัดให้มีมหรสพสมโภชอย่างยิ่งใหญ่ พอหลังงานฉลองผ่านไปไม่กี่วัน จู่ๆ ได้มีผึ้งหลวงมาทำรังขนาดใหญ่ที่ใต้พระโอษฐ์ของหลวงพ่อโต ทำให้มองคล้ายเคราซึ่งเป็นเรื่องประหลาดมาก
ชาวบ้านพอทราบข่าว ก็แห่กันไปจุดธูปเทียนขอโชคลาภกัน และได้รับการยืนยันว่ามีคนได้โชคไปหลายราย เลยมีคนมาแก้บนทำบุญเลี้ยงพระ พร้อมจุดธูปเทียนบูชาหลวงพ่อโตกันมากขึ้นๆ ฝูงผึ้งที่ทำรังอยู่ที่ใต้พระโอษฐ์ทนกลิ่นธูปไม่ไหว ก็ย้ายรังออกไป แต่ไม่นานก็หวนกลับมาอีก เมื่อคนไปจุดธูปน้อยลง เวียนวนอยู่อย่างนี้ ต่อมามีคนขอร้องอย่านำธูปเทียนมาจุดอีก ให้ใช้ดอกไม้และกราบไหว้บูชาท่านก็พอแล้ว เพื่อไม่ให้ไปรบกวนฝูงผึ้ง
ที่วัดถ้ำเจริญธรรม
เมื่อถามถึงเหตุผลในการสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ พระครูอุปถัมภ์ธรรมวัฒน์ พูดไว้อ่างน่าคิดว่า พระพุทธรูปนับเป็นวัตถุมหามงคลที่เป็นสื่อในการน้อมศรัทธาทางจิตใจให้รำลึกถึงคุณแห่งพระพุทธเจ้า รำลึกถึงคุณแห่งศีลแห่งธรรม และเป็นบันไดแรกในการนำทางเข้าสู่ประตูแห่งการบรรลุธรรมได้ เพราะเมื่อยังเป็นปุถุชนผู้มีจิตใจยังหยาบเพราะเกลือกกลั้วไปด้วยกิเลสตัณหา เมื่อได้กราบไหว้พระพุทธรูป ย่อมเกิดพุทธานุสติเกิดความปีติแม้เพียงเล็กน้อยขึ้น แต่ก็สามารถพัฒนาส่งผลในการใฝ่ดีใฝ่ธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป
สำหรับการก่อสร้างอุโบสถมหาอุดนั้น พระครูอุปถัมภ์ธรรมวัตน์ บอกว่า สร้างมาตั้งแต่ พ.ศ.2537 ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 13 ปี ใช้ปัจจัยไปประมาณ 22 ล้านบาท ในสายพุทธศาสนิกชนที่ไม่เข้าใจอาจจะมองว่าใช้ปัจจัยเกินความจำเป็น แต่เมื่อคำนวณระยะเวลากว่า 100 ปี ที่โบสถ์หลังนี้จะอยู่พระพุทธศาสนา ถือว่าไม่แพง
“ศาสนาสถานภายในวัดที่ใหญ่ๆ โตๆ กว่าจะสร้างเสร็จ ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี ปัจจัยที่นำมาสร้างล้วนมาจากพลังศรัทธาของญาติโยมจากสารทิศทั้งสิ้น วัดค่อยๆ สร้างที่ละเล็กละน้อย ที่สำคัญคือ ศาสนสถานของวัดเป็นของพุทธศาสนิกชน เป็นของพุทธศาสนา ไม่ใช่เป็นของอาตมา เมื่ออาตมามรณภาพก็เป็นของเจ้าอาวาสรูปถัดๆ ไป” พระครูอุปถัมภ์ธรรมวัตน์ กล่าว
ในส่วนประวัติของ พระครูอุปถัมภ์ธรรมวัฒน์ หรือหลวงพ่ออำนวย วัฑฒโน ท่านเคยไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของพระราชพรหมยาน หรือหลวงพ่อฤาษีลิงดำ และหลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง
“อำนวย ยางม่วง” เป็นชื่อและนามสกุลเดิมของ พระครูอุปถัมภ์ธรรมวัฒน์ เกิดเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2503 ณ บ้านเลขที่ 9 หมู่ 6 ต.ลาดบัวใหญ่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี บิดาชื่อเคลื่อน มารดาชื่อเล็ก ยางม่วง ศึกษาที่โรงเรียนบ้านรางวาลย์ เมื่อจบการศึกษาไปทำงานที่โรงพิมพ์สหายการพิมพ์ และรับใช้ชาติเป็นทหารในค่ายภาณุรังสี กรมการทหารช่าง จ.ราชบุรี
พ.ศ.2526 ได้อุปสมบทที่วัดรางวาลย์โดยมีพระครูวิจิตรธรรมธาดา วัดหุบกระทิง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูพิบูลย์ธรรมโกศล วัดรางวาลย์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูสุนทรจรณคุณ วัดรางวาลย์ เป็นพระอนุศาสนาจารย์ อุปสมบทแล้วได้ออกเดินธุดงค์ไปทั่วประเทศ และศึกษาวิชาอาคมกับหลวงปู่คำคะนิง ที่วัดโขงเจียม ได้คาถา อด อัด อุด เป็นคำบริกรรมให้เกิดพลังจิตและชำระจิตให้มีสติสัมปชัญญะยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตามตรุษจีนปี 2561 ขอเชิญร่วมงานปิดทอง ฝังลูกนิมิต ณ.วัดถ้ำเจริญธรรม ต.หนองหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี งานเริ่ม 15 - 25 กุมภาพันธ์ 2561 ตัดหวายลูกนิมิต 26 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 21.09 น.ติดต่อร่วมงานบุญต่างๆ จองมีดตัดหวาย บวชนาคหมู่ได้ที่วัดโดยตรง โทร.085-292-8493 (เจ้าอาวาส)หรือ โทร. 088-154-1499 (พระเลขา)
เส้นทางเดินทางไปยังวัดถ้ำเจริญธรรมนั้น ใช้เส้นทางจากตัวเมืองกาญจนบุรีไปทางด่านมะขามเตี้ย ผ่านกองผสมสัตว์ ของกองทัพบก ไปอีกไม่ไกลถึงสามแยกวังปลาหมู เลี้ยวขวาไปอีกประมาณ 4 กม.ก็จะถึงวัดถ้ำเจริญธรรม
วันเสาร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
พระช่วย!ซ่อมแซมบ้านโยมอายุ80ปีชำรุด
วันที่ 11 ก.พ.2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊ก"นก นิมมา"ได้โพสต์ภาพและข้อความเกี่ยวกับการพระธรรมโพธิมงคล เจ้าคณะภาค 14 เจ้าอาวาสวัดนิมมานรดี กรุงเทพมหานคร ได้มอบหมายให้พระปริยัติวรานุกูล ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดนิมมานรดี เลขานุการเจ้าคณะภาค 14 และคณะร่วมกับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตภาษีเจริญ ลงพื้นที่ช่วยเหลือชุมชน เขตภาษีเจริญ กทม.โดยมอบเงินเพื่อซ่อมแซมบ้านที่ชำรุด ซึ่งเป็นบ้านที่นายพันธุ์ ศรีอากาศ อายุ 80 ปี อาศัยอยู่มายาวนาน เมื่อวันศุกร์ที่ 9 ก.พ.2561 ที่ผ่านมา
วันศุกร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2561
ทำบุญวันเกิด95ปี"แผน วรรณเมธี"ประธานพ.ส.ล.
วันที่ 27 ม.ค.2561 ที่ห้องประชุมสัญญา ธรรมศักดิ์ สำนักงานใหญ่องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก กรุงเทพฯ พระโสภณวชิราภรณ์ เป็นประธานสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ในพิธีทำบุญขึ้นปีใหม่ที่จัดโดยองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) และทำบุญวันเกิด 95 ปี นายแผน วรรณเมธี ประธานองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ในการนี้พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เป็นผู้บรรยายธรรม
วันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2561
ติวเข้มพระวิทยากร เสริมศาสตร์ศิลป์ สร้างสันติภาพสังคมไทย
ติวเข้มพระวิทยากร เสริมศาสตร์ศิลป์ สร้างสันติภาพสังคมไทย : พระอาจารย์ปราโมทย์ วาทโกวิโท วิทยากรกระบวนการธรรมะโอดี รายงาน
ร่วมเป็นพระวิทยากรฝึกอบรมพัฒนาพระสงฆ์นักเผยแผ่จากทั่วประเทศจำนวน 60 รูป ณ สวนป่าทิพย์มงคลแสงธรรมอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เป็นประธานเปิดโครงการอบรมพัฒนาทักษะการเป็นวิทยากรจิตโพธิสัตว์ รุ่นที่ 1 จัดโดย พอ.นพ.พงษ์ศักดิ์ ตั้งคณา ประธานมูลนิธิจิตเป็นผู้ให้ ใจเป็นนิพพาน โดยมูลนิธิตั้งขึ้นเพื่อเผยแผ่คำสอนของพระพุทธเจ้า จึงมีการพัฒนาพระวิทยากรเพื่อออกไปเผยแผ่คำสอนของพระพุทธเจ้า มีทักษะการเป็นวิทยากรมืออาชีพ สอนให้เยาวชน ประชาชนเกิดความกตัญญูเกิดสันติภาพในสังคมไทย ท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรีกล่าวว่า พอ.นพ.พงษ์ศักดิ์ถือว่าเป็นต้นแบบของการนักพูดที่นำศาสตร์ทางพระพุทธศาสนาและศาสตร์ทางโลกมาบูรณาการ ทำให้คนสนใจการบรรยายของคุณหมอเป็นจำนวนมาก
ถือว่าเป็นการถวายความรู้การเป็นวิทยากรรุ่นที่ 1 ระหว่างวันที่ 17 - 20 มกราคม 2561 ซึ่งจะมีการอบรมถึง 10 รุ่น โดยมีวิทยากรระดับประเทศมาถวายความรู้ โดย พอ.นพ.พงศ์ศักดิ์ ตั้งคณา อาจารย์วสันต์ พงษ์สุประดิษฐ์ อาจารย์เสน่ห์ ศรีสุวรรณ อาจารย์สมชาย หนองฮี อาจารย์สมภาคย์ ชูโชติ พระอาจารย์ศักดา สุนทโร และพระอาจารย์ปราโมทย์ วาทโกวิโท วิทยากรกระบวนธรรมะโอดี ดังนั้น จึงมีการพัฒนาวิทยากรมืออาชีพในการเผยแผ่ธรรม เพราะวิธีการพูดสำคัญกว่าเรื่องที่พูด หัวใจแห่งโพธิสัตว์ คือ"สุทธิ ปัญญา เมตตา ขันติ " พระวิทยากรที่จะออกไปทำงานเผยแผ่ธรรมจึงต้องมีทักษะ ความรู้ แรงบันดาลใจในการเผยแผ่คำสอนของพระพุทธเจ้า ภายใต้ "วิชายอด จรณะเยี่ยม เปี่ยมด้วยกรุณา หยิบยื่นดวงตาแก่ชาวโลก" สืบไป
พลังแห่งวาทะหยุดแม่น้ำทุกสายย้ายภูเขาทั้งลูก
พลังของคำพูดสำคัญสำหรับวิทยากร โดยอาจารย์วสันต์ พงษ์สุประดิษฐ์ นักพูดมืออาชีพระดับประเทศ กล่าวว่าปรัชญาเซ็นกล่าวว่า "เมื่อนักเรียนพร้อม ครูจะปรากฏตัว"แสดงว่าผู้เรียนต้องมีความพร้อม อยากจะเรียนรู้ มิใช่แค่วิทยากรพร้อมเท่านั้น การพูดเป็นศาสตร์และศิลป์ ศาสตร์สอนกันได้ ศิลป์เป็นเรื่องเฉพาะตัว เราละท่านมีลีลาไม่เหมือนกัน ท่าน ว.วชิรเมธี เน้นคำคมๆ ไม่เน้นสนุกมากนัก ไพเราะ ข้อคิดมุมมอง ลีลาแต่ละรูปต่างกัน การพูดจึงเป็นศิลปะ โลกนี้มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาพระสงฆ์จึงต้องเท่าทันการเปลี่ยนแปลง การสอนธรรมะจึงมีการประยุกต์ การสอนของศาสนาคริสต์จะมีการสอนที่ทันสมัย คนหนุ่มสาวไปจำนวนมากในวันอาทิตย์ มีการจัดกิจกรรมร่วมกัน ด้วยการใช้ศิลปะการพูดของผู้สอนมีวาทศิลป์ในการสื่อสาร เราต้องสื่อสารให้เข้ากับวัยของผู้ฟัง
การพูดเป็นพลังเพราะเป็นศาสตร์และศิลป์แห่งการพูดในที่ชุมชน ทำให้เกิดคำคมว่า " ด้วยพลังแห่งวาทะหยุดแม่น้ำทุกสาย ย้ายภูเขาทั้งลูก " การเรียนการพูดจะต้องมีการฝึก พระสงฆ์ได้เปรียบเพราะทำงานเผยแผ่อย่างต่อเนื่อง การพูดต้องหาจุดสำคัญของเรื่อง แก่นของพูดจริงๆ นั้น ปราชญ์โรมันกล่าวว่า " ถ้ามีความคิดแล้วคำพูดมาเอง " โดยไม่ให้ความสำคัญกับรูปแบบการพูด แต่ให้ความสำคัญกับรูปแบบการคิด บางครั้งเราติดกับรูปแบบการพูดจนลืมรูปแบบการคิด ความสัมพันธ์ของกระบวนการสื่อสาร จะต้อง " คิด พูด ทำ "จึงมี 4 ขั้นตอนในการพูด คือ " มีเรื่องที่พูด อยากพูด กล้าพูด พูด " สุดท้ายต้องพูดเท่านั้น
ฆราวาสเวทีน้อย ส่วนพระสงฆ์เวทีมาก ต้องหาเวทีให้ตนเองในการพูด เราต้องอยากจะพูดอยากจะสอน เราจะพูดได้ดีเมื่อเรามีกระบวนการคิดที่ดีอยู่ในสมอง การสอนธรรมะเป็นศิลปะ หัวใจคือ "ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย" มีการย่อยให้ง่าย มีการยกตัวอย่างที่ใกล้ตัว ผู้ฟังสามารถเข้าถึงได้ ส่วนเรื่องที่ง่ายก็ทำให้น่าสนใจ พระสงฆ์ที่ยกตัวอย่างได้ดีคือ หลวงพ่อพยอม มีการหยิบข่าวปัจจุบันมาบูรณาการในการบูรณาการ เรื่องอารมณ์ขันไม่สามารถได้ทุกคน เราไม่จำเป็นต้องสอนสนุกตลอดเวลา แต่เราควรหาประโยคที่โดน เราต้องมีข้อมูลที่ง่าย "เขาจะฟังทุกอย่างที่เราพูด แต่เขาจะเชื่อทุกอย่างที่เราทำ" เราต้องพูดให้สอดคล้องกับสิ่งที่เราเป็น ซึ่งพระสงฆ์มีจริยวัตรที่งดงามทำให้เราได้เปรียบกว่าฆราวาสที่เป็นวิทยากร จึงย้ำว่า " คนอื่นอาจฟังทุกอย่างที่ท่านพูด แต่เขาจะเชื่อทุกอย่างที่ท่สนทำ "
อัมบราฮัม ลินคอนกล่าวว่า " ท่านอาจโกหกคนบางคนได้ทุกเวลา ท่านอาจโกหกคนทุกคนได้บางเวลา แต่ท่านไม่สามารถโกหกคนทุกคนและทุกเวลาได้ ซึ่งการพูดจะบ่งบอกถึงว่าคนนั้นฉลาดหรือโง่ ดั่ง “โคลงโลกนิติ” ว่า ก้านบัวบอกลึกตื้นชลธาร มารยาทส่อสันดาน ชาติเชื้อ โฉดฉลาดเพราะคำขานควรทราบหย่อมหญ้าเหี่ยวแห้งเรื้อ บอกร้าย แสลงเดิน พระพุทธเจ้าสอนเรื่องในใบไม้ในกำมือ เป็นการกลั่นกรองเรื่องเป็นเรื่องง่ายๆ ซึ่งขั้นตอนการพูด 7 ประการ คือ "มีเรื่องพูด อยากพูด กล้าพูด พูด หยุดพูด ฟัง "
วิทยากรต้องมีการเชื่อมทางโลกกับธรรมเข้าด้วยกัน ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายเป็นหัวใจของการเป็นวิทยากร การพูดประกอบด้วย 2 ส่วน คือ " รูปแบบ กับเนื้อหา " จากการประเมินผลการสอน วิทยากรที่ยืนสอนจะมีการประเมินได้ดีกว่านั่งสอน เพราะเกิดความสนใจมากกว่าการฟัง รูปแบบของการพูด คือ " ลีลา วิธีการ บุคลิกภาพ น้ำเสียง สายตา ท่าทาง " น้ำเสียงสำคัญมากในการพูด นักจิตวิทยาการประสิทธิภาพสื่อสารคำพูดมีอิทธิพลต่อผู้ฟัง 10 % น้ำเสียงมีอิทธิพล มีอิทธิพลต่อผู้ฟัง 30% (มีเสียงสูงต่ำหนักเบามีจังหวะ) ภาษาท่าทางมีอิทธิพลต่อผู้ฟัง 60% (บอกขนาด ใหญ่ เล็ก ทิศทาง จำนวน) ยกมือประกอบขยับบ้างให้เหมาะกับสมณสารูปไม่มากหรือน้อยเกินไป รูปแบบถือว่ามีความสำคัญนักพูดต้องเปิดฉาก เพราะมีสมองส่วนรับ บางครั้งคนสนใจในตัวคนพูดมากกว่าในสิ่งที่เขาพูด
ดังนั้นเนื้อหาเปรียบเหมือนใบไม้ในกำมือที่พระพุทธเจ้าสอน เราจะเลือกใบไม้ใดมาสอน อย่ายกมาทั้งป่า ควรเลือกให้เหมาะกับผู้ฟัง โอกาส วัย การศึกษา ประกอบด้วย "เนื้อเรื่อง โครงเรื่อง คุณค่า ตัวอย่างอารมณ์ขัน ภาษา สำนวนโวหาร" ถ้าเราแต่งคำกลอนได้เองยิ่งจะดี ถ้าแต่งไม่ได้ให้เราหยิบของบุคคลสำคัญมาประกอบแต่ต้องบอกผู้แต่ง ถือว่าเป็นการสะสมข้อมูล ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย จากนั้นมีการฝึกการพูดแล้วประเมินจากวิทยากรระดับมืออาชีพ สิ่งสำคัญระวัง "เอ้อเสียเวลา อ้าเสียคน" การเรียนการพูดต้องต้องลงมือปฏิบัติเท่านั้น
อารมณ์ขันเครื่องมือของวิทยากรมืออาชีพ
การสร้างวิทยากรมืออาชีพมีความจำเป็นต้องมีเครื่องมือหลากหลายเพื่อปรับศาสตร์เข้าหาพระพุทธศาสนา โดยท่านอาจารย์เสน่ห์ ศรีสุวรรณ นักพูดมืออาชีพระดับประเทศ กล่าวว่า สิ่งที่คนต้องการคือความรู้วิชาการแต่อารมณ์ขันจะส่วนสำคัญในการเปิดหัวใจ อยากจะฟัง อยากจะเรียนรู้ สิ่งหนึ่งจะทำให้การพูดประสบความสำเร็จคือ การแทรกอารมณ์ขันในการพูด วิทยากรท่านใดที่มีอารมณ์ขันคนจะจดจำได้ไว้และยาวนาน ชาวบ้านมองว่าธรรมะต้องไม่เครียด อารมณ์ขันต้องเข้ามาบทบาทถือว่าเป็นศิลปะ อารมณ์ขันเป็นเรื่องของสากล ทุกคนต้องการอารมณ์ขัน เราจะสามารถสร้างขึ้นได้อย่างไร?
การสร้างและแทรกอารมณ์ขันในการพูด อารมณ์ขันเป็นเครื่องมือสำคัญของวิทยากร อารมณ์ขันจะจำให้คนจำจดเรา คุณสมบัติของอารมณ์ขันต้องมีศิลปะและเทคนิคในการพูด อารมณ์ขันอาศัยเทคนิคในการพูด ต้องมีการชื่นชอบในอารมณ์ขัน คาถาความสำเร็จในการพูด คือ " ปากไว ใจกล้า หน้าด้าน ขยันพูด " เราต้องเท่าทันโลกว่าปัจจุบันเกิดอะไรขึ้น เราต้องเท่าทันเหตุการณ์ มีความคิดสร้างสรรค์ มีไหวพริบปฏิภาณ คือ " รู้ทันและโต้ตอบกลับได้ โต้วาทีจะถูกฝึกให้มีไหวพริบปฏิภาณ เราต้องอารมณ์ดีก่อน ทำเรื่องยากๆให้เป็นเรื่องง่าย ธรรมะจะต้องง่ายๆ สาเหตุที่ทำให้เรื่องราวฟังยากเข้าใจยาก ต้องไม่เคยรู้ ไม่เคยได้ยิน องค์ประกอบการพูดเรื่องยากให้เข้าใจง่าย คือ ความรู้ความเข้าใจของผู้พูด และ ความรู้ความเข้าใจของผู้ฟัง ใช้ถ้อยคำภาษาที่เข้าใจง่าย
คนที่สร้างอารมณ์ขันได้ดี คือ ต้องมองหาสิ่งที่เราหัวเราะ ต้องเป็นคำพูดของเราพูดโดยเป็นธรรมชาติ เหมาะสมกับกาลเทศะวัฒนธรรม เทคนิคการพูดอารมณ์ขัน "หักมุมการพูด เสียดสีตนเอง พูดผิดหรือเข้าใจผิด พูดแซวหรือการเล่นคำ พูดคำที่มีความรู้สึกเหมือนๆ กัน ต้องทีจังหวะในการลงตัว ต้องหาแนวร่วมสนุกสนาน" ถ้าเราเปิดรับอารมณ์ขันเราก็สามารถสร้างอารมณ์ขัน อารมณ์ขันเป็นตัวแทรกในการพูดไม่ใช่เรื่องหลักในการเป็นวิทยากร อารมณ์ขันต้องฝึก จะทำให้คนเข้าถึงธรรมะได้ง่าย การเรียนรู้ต้องมีความสนุกสนาน (Enjoy Learning)
อับราฮัม ลินคอน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกากล่าวว่า " ทุกคนต้องเรียนรู้และต้องการความสนุกสนานจากเรียนรู้ ไม่ว่าเขาจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่" พระพยอม กัลยาโณ ใช้คำว่า " การรื่นเริงในธรรม หรือ ความสนุกสนานที่ได้จากการฟังธรรม " ท่านพุทธทาสกล่าวว่า"แม้แต่พระอรหันต์ผู้หมดสิ้นกิเลสแล้ว ก็ยังต้องการความสนกสนานจากการเรียนรู้ด้วยการสนุกกับการเล่นฌาน "
ดังนั้น การเรียนรู้จึงควบคู่กับความสนุกสนานตามทฤษฏี 3 ช. คือ " ชอบ เชื่อ ช่วย "เพื่อการพัฒนาเป็นนักพูดระดับศาสดา ระดับศิลปิน ระดับพิธีการ ระดับผู้บรรยาย และระดับเอตทัคคะ วิทยากรกับการสร้างอารมณ์ขันจึงมีความสำคัญ จุดมุ่งหมายของการพูดของมนุษย์คือ ต้องการความสนุกสนานเพื่อผ่อนคลายความเครียด อารมณ์ขันสร้างศรัทธาและกระตุ้นให้ผู้เข้าอบรมเกิดการเรียนรู้ เทคนิคการสร้างอารมณ์ขัน มี 5 ขั่นตอน คือ " การมองโลกในแง่ดี มีความแหลมคม สะสมจดจำ นำมาดัดแปลง และแสดงถูกกาลเทศะ "
วันพุธที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2561
โปรดเกล้าฯ"อ.จิรพัฒน์"เป็นราชบัณฑิต
พระราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง "3ราชบัณฑิต" สำนักสังคมศาสตร์และศิลปกรรม "อนันต์ อนันตกูล-พรสรรค์ วัฒนางกูรย์-จิรพัฒน์ ประพันธ์วิทยา"
วันที่ 18 ม.ค.2561 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2561 ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งราชบัณฑิต ความว่า
มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง
1.นายอนันต์ อนันตกูล เป็นราชบัณฑิต ประเภทวิชาสังคมศาสตร์ สาขาวิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง
2.ศาสตราจารย์พรสรรค์ วัฒนางกูร เป็นราชบัณฑิต ประเภทวิชาวรรณศิลป์ สาขาวิชาวรรณคดีเปรียบเทียบ สำนักศิลปกรรม
3. ผู้ช่วยศาสตราจารย์จิรพัฒน์ ประพันธ์วิทยา เป็นราชบัณฑิต ประเภทวิชาวรรณศิลป์สาขาวิชาตันติภาษา สำนักศิลปกรรม
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2560
ผู้รับสนองพระราชโองการ
วิษณุ เครืองาม
รองนายกรัฐมนตรี
............
(หมายเหตุ : ขอบคุณที่มาของภาพ http://chirapat.gagto.com/?cid=415015)
วันพุธที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2561
พระสังฆราชประทานคติธรรมวันเด็กแห่งชาติ2561
วันที่ 11 ม.ค.2561 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๑ ความว่า
“สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสอนวิธีที่ทำให้บุคคลได้ชื่อว่าเป็นคนดี เป็นที่รักของผู้คนทั่วไปไว้วิธีหนึ่ง เรียกว่า ‘อัตถจริยา’ หมายถึง การบำเพ็ญประโยชน์ การประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ช่วยเหลือ ทำงานสร้างสรรค์ด้วยความตั้งใจอย่างดีเลิศ ส่งเสริมให้เพื่อนสมาชิกในสังคมประพฤติดีงาม และมีสติปัญญา
อัตถจริยาดังกล่าวนี้ปัจจุบันนิยมเรียกว่า ‘จิตอาสา’ ซึ่งถ้าพิจารณาอย่างผิวเผินอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนไปว่าจิตอาสากำลังจำต้องเหน็ดเหนื่อยหรือเผชิญทุกข์กว่าคนที่ไม่เป็นจิตอาสา แต่ถ้าพิเคราะห์ในแง่มุมกลับกัน แท้จริงแล้ว คนทำงานจิตอาสาด้วยใจจริง ย่อมมีความรู้สึกเบิกบานยิ่งกว่าคนไม่ทำงานจิตอาสา เพราะจิตอาสาที่แท้จริงจะไม่คิดว่าตนกำลังสูญเสียพละกำลังหรือประโยชน์ใดๆ โดยไร้ค่า หากกลับเป็นฝ่ายได้รับประโยชน์คือได้ความสุขใจ ชื่นใจที่เห็นความสุขของผู้อื่น และได้ภาคภูมิใจว่าเป็นผู้สร้างสรรค์สังคมที่ดีงาม
เด็กและเยาวชนเป็นกำลังสำคัญที่จะพาบ้านเมืองไทยให้รุ่งเรืองสืบไป จึงขอให้ผู้ใหญ่เร่งปลูกฝังและสร้างสรรค์ให้เด็กและเยาวชนเป็นผู้หนักแน่นในคุณธรรมข้ออัตถจริยา และขอให้เด็กๆ รู้สึกสนุกสนานเบิกบานทุกครั้งที่ได้ทำประโยชน์ จงอย่ายอมแพ้แก่ความรู้สึกเหน็ดเหนื่อยหรือยากลำบาก
ขอให้ระลึกไว้เสมอว่ากำลังเล็กๆ ของเด็กๆ อย่างเรานี้แล มีอานุภาพสูงยิ่งที่จะช่วยสร้างสรรค์ประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า อย่ามัวรั้งรอผัดผ่อนให้เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่เสียก่อนค่อยเริ่มทำความดี เพราะเมื่อนั้นเด็กๆ จะเผลอชินกับการทำความชั่ว จนกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว และไม่รู้วิธีทำตนเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้ในที่สุด
ขอให้เด็กและเยาวชนทุกคนมีกำลังใจที่จะบำเพ็ญประโยชน์ด้วยความสุขใจนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอจงรักษาคุณลักษณะจิตอาสาอย่างสมบูรณ์ไว้ตลอดกาล เพื่ออนาคตของตนเอง และสังคมไทยของเราทุกคน.”
วันจันทร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2561
"ป.ป.ส.-มส."ฝึกพระใช้วิปัสสนาป้องปราบยาเสพติด
ป.ป.ส.ร่วมกับคณะสงฆ์ทั่วประเทศป้องกันยาเสพติด พระพรหมบัณฑิต มส. แนะแนวพระวินยาธิการมีส่วนร่วม ชี้ใช้วิปัสสนาป้องปราบแบบยั่งยืน
เมื่อวันที่ 8 ม.ค.2561 ที่ผ่านมา พระพรหมบัณฑิต ศ.ดร. กรรมการมหาเถรสมาคม(มส.) อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) เป็นประธานในการเปิดโครงการถวายความรู้พระวิินยาธิการระดับจังหวัดทั่วประเทศเพื่อป้องกันและเฝ้าระวังปัญหายาเสพติด จัดโดยสถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) โดยมีพระเลขาเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะเขต เจ้าคณะอำเภอจากทั่วประเทศเข้ารับการฝึกอบรม ที่ มจร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา
ในโอกาสนี้ พระพรหมบัณฑิต ได้บรรยายในหัวข้อ "นโยบายแนวทางการดำเนินงานด้านการป้องกันและเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของมหาเถรสมาคม" ความว่า ขออนุโมทนาต่อสำนักงาน ป.ป.ส. ที่ได้มาจัดกิจกรรมนี้ ที่ผ่านมาปัญหายาเสพติดได้คุกคามเยาวชนและคุกคามเข้ามาในวัด การรู้ปัญหาและหาทางแก้ไขปัญหา คือการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ปัญหายาเสพติดที่เกิดจากชาวบ้าน เป็นเรื่องที่กิจของสงฆ์ต้องช่วย บ้านและวัดต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน บ้านกับวัด หมายความว่า คฤหัสถ์ บำรุงศาสนา บรรพชิต ช่วยธรรมะ ตอบแทนกัน ปัญหายาเสพติดเกิดจากมาตรการรักษาศีล 5 ในข้อที่ 5 ยังไม่บรรลุ โครงการรักษาศีล 5 ประสบความสำเร็จ ยาเสพติดก็ไม่สามารถเข้าไปทำลาย ถ้าพระสงฆ์ช่วยสร้างปราการญาติโยม โดยการสอนให้รู้ ทำให้ดู อยู่ให้เห็น วัดจะต้องเป็นวัดสีขาว ป้องกันไม่ให้ยาเสพติดเข้ามาทำลาย ถ้ากำแพงวัดที่สร้างขึ้นเกิดบ่อนเซาะ ยาเสพติดเข้ามา จะสั่งสอนก็ไม่มีใครฟัง
ในฐานะพระวินยาธิการมีหน้าที่สอดส่องดูแลพระภิกษุสามเณรปฏิบัติงานปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา โดยการปกครองภิกษุและสามเณรให้ปลอดยาเสพติดและอบายมุข การจัดให้การศึกษา อบรมพระภิกษุ สามเณร ฆราวาส รู้พิษภัยยาเสพติด การบวชสามเณรภาคฤดูร้อน ต้องสอดแทรกเรื่องโทษพิษภัยยาเสพติด เป็นโครงการกิจกรรมที่ต้านยาเสพติด เนื่องจากปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาใหญ่ที่ขึ้นกับเยาวชนและเยาวชนเป็นเหยื่อ ในการเทศน์ ก็ต้องสอดแทรก แก้ปัญหาโดยไม่ต้องพึ่งพิงยาเสพติด ประสานกับบ้านและราชการ ที่เรียกว่า บวร สถานที่เป็นที่อบรม ชี้แจงทำความเข้าใจ ให้เกิดการศึกษาเข้าใจ อาคารสถานที่ก่อสร้างมีไว้เพื่อ เป็นการช่วยสังคม ช่วยป้องกัน บำบัด และฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด ในปัจจุบันมียาเสพติดรูปแบบต่างๆแพร่ระบาดในหมู่ประชาชนกระจายทั่วไปเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจและสังคม กระทบถึงศีลธรรมและวัฒนธรรมของชาติ รัฐบาลได้ดำเนินการเพื่อป้องกันและปราบปรามเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษอย่างมีระบบ
บทบาทของคณะสงฆ์และวัดจะต้องเป็นศูนย์สงเคราะห์รักษาทางกายและใจ ถือได้ว่าบทบาทของสงฆ์เป็นการบำเพ็ญประโยชน์แก่ชาวพุทธ เรียกว่า โลกัตถจริยา ความประพฤติเป็นประโยชน์แก่โลก ยาเสพติดเป็นปัญหา เราต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ ทุกคนต้องร่วมมือ วัด ครอบครัว ชุมชนต้องร่วมมือกัน เพราะบทบาทของศาสนา พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาหลักของชาวไทย พระพุทธศาสนาจึงต้องเป็นหลักยึดมั่นในใจของประชาชนด้วยหลักธรรมคำสอนที่ผดุงไว้ซึ่ง ศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรมอันดีเพื่อรักษาระเบียบแห่งสังคมให้ประชาชนมีชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข รวมทั้งบุคลากรของพระพุทธศาสนา ทั้งพระภิกษุและสามเณรจะต้องกระทำตนเป็นต้นแบบแห่งคุณธรรม จริยธรรม อันดีงามให้กับสังคม และรักษาความเคารพศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระพุทธศาสนาไว้
ทั้งพระภิกษุ สามเณร ตลอดจนอุบาสก อุบาสิกา พุทธศาสนิกชนทั้งปวง ต้องร่วมกันปกป้องสถาบันพระพุทธศาสนาให้พ้นจากภัยคุกคามของยาเสพติด และทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เป็นหลักยึดมั่นของประชาชนในการก้าวผ่านวิกฤติยาเสพติดให้จงได้ เช่น โครงการหลวง โครงการส่วนพระองค์ ก่อตั้งขึ้นในปี 2512 ด้วยพระราชประสงค์ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ในการจัดหาพืชให้ชาวเขาในพื้นที่ภาคเหนือปลูกทดแทนฝิ่น ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้ป่าไม้ต้นน้ำถูกทำลายลงมากมาย แต่ยังเป็นต้นตอของยาเสพติด ที่เป็นปัญหาสำคัญของโลกในเวลานั้น ทรงทราบว่าชาวเขาที่ยากจนมีรายได้จากการปลูกฝิ่น และเป็นเรื่องที่ทุกคนเห็นว่าควรจะช่วยเพราะเป็นปัญหาใหญ่คือปัญหาเรื่องยาเสพติด ถ้าช่วยเขาปลูกพืชที่เป็นประโยชน์บ้าง เขาจะเลิกปลูกยาเสพติด ทำให้นโยบายการระงับ การปราบปรามการปลูกฝิ่นและการค้าฝิ่น ได้ผลดี
"ดังนั้น การล่มสลายของจีน ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหายาเสพติด เกิดจากการทำลายตัวเอง ไม่ใช่เพราะต่างชาติอย่างเดียว เหมือนคนไทย ถ้าไม่มีตัวบ่อนทำลาย ศาสนาก็เช่นเดียวกัน ใครจะมาทำลายไม่ได้ ถ้ามันไม่มีสนิม ความอ่อนแอ เปรียบเสมือนกบนอนสบายอยู่ในหม้อ โดยไม่รู้ว่าโดนสุมไฟ กว่าจะรู้ตัวว่าอยู่ในน้ำเดือด ตัวกบก็สุก เปรียบได้กับปัญหาเรื่องยาเสพติดของประเทศไทยในขณะนี้ที่ทุกคนต้องตระหนักและร่วมกันป้องกันและแก้ไขข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง หรือประกาศมหาเถรสมาคมที่เกี่ยวกับยาเสพติด" พระพรหมบัณฑิต กล่าว
พระราชวรมุนี ดร. รองอธิการบดี มจร กล่าวว่า ต่อไปคณะสงฆ์จะต้องทำงานตามแนวทางของ PDCA มีการวิคราะห์ SWOT ในการทำงานป้องกัน พระสงฆ์จะต้องทำงานเชิงรุกเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคม เราต้องทำงานตามแผนยุทธศาสตร์ตามแผนการปฏิรูปพระพุทธศาสนา คณะสงฆ์ทำงานเยอะมากแต่ขาดการทำ KM คือการจัดการขององค์ความรู้ เราทำงานไว้มากแต่ไม่มีกระบวนการของ KM ทำไมพระพุทธโฆษาจารย์ พระพรหมบัณฑิตมีหนังสือออกมามากมาย เพราะมีการทำ KM อย่างต่อเนื่อง
"เราจึงต้องยกระดับการทำงานเพราะพระวินยาธิการ เป็นคำใหม่ที่ใช้เรียกพระภิกษุผู้ได้รับแต่งตั้งจากเจ้าคณะจังหวัดให้มีหน้าที่ช่วยเหลือด้านการปกครองคณะสงฆ์ในจังหวัด โดยเฉพาะหน้าที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยด้านการปฏิบัติวินัยของพระภิกษุสามเณร หรือเรียกว่า ตำรวจพระ หมายถึง พระภิกษุชาวไทยผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการตามพระวินัย หน้าที่ของพระวินยาธิการ คือ ตรวจตรา แนะนำ ตักเตือน และชี้แจงระเบียบปฏิบัติแก่พระภิกษุสามเณรในจังหวัด พระวินยาธิการเป็นตำแหน่งที่ยังไม่มีกฎหมายรองรับ ทำให้การปฏิบัติหน้าเป็นไปอย่างติดๆ ขัดๆ" พระราชวรมุนี กล่าว
พระมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.9 ราชบัณฑิต) เจ้าอาวาสวัดราชโอสาราม ได้อธิบายความหมายของคำว่า วินยาธิการ (วิ-นะ-ยา-ทิ-กาน/ (วินย + อธิ + การ, แปล "เจ้าการพระวินัย") หรือเรียกว่า ตำรวจพระ หมายถึง พระภิกษุชาวไทยผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการตามพระวินัย เรียกเต็มว่า "พระวินยาธิการ" ในการถวายความรู้ในเรื่อง นโยบายแนวทางการดำเนินงานด้านการป้องกันและเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของมหาเถรสมาคม การสร้างเครือข่ายการป้องกันยาเสพติด การนำพระธรรมวินัยและกฎหมายป้องกันยาเสพติด การระดมความคิดเพื่อการป้องกันยาเสพติด และการใช้วิปัสสนากรรมฐานกับการป้องกันและเฝ้าระวังปัญหายาเสพติด ดังนั้นถือว่าเป็นการปฏิรูปคณะสงฆ์ โดยคณะสงฆ์ลุกขึ้นมาปฏิรูปตนเองซึ่งการปฏิรูปมี 2 งานคือ งานเก่าจัดให้เป็นระบบระเบียบ และคิดงานใหม่ขึ้นมาเพื่อให้เท่าทันกับยุคไทยแลนด์ 4.0 ดังนั้น พระวินยาธิการเป็นส่วนของงานปกครองคณะสงฆ์ จะต้องทำงานต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ
..........................
(หมายเหตุ : ขอบคุณข้อมูล Pramote OD Pantapat พระอาจารย์ปราโมทย์ วาทโกวิโท นิสิตปริญญาเอก สาขาสันติศึกษา มจร)
วันอาทิตย์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2561
เตรียมต้อนรับสมเด็จพระอัครมหาสังฆราชาธิบดีวงศ์เสด็จไทย
เมื่อเวลา 16.00น. วันที่ 7 ม.ค.2561 นางอุดมลักษณ์ ประชุมรักษ์ วัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์ พร้อมด้วยบุคคลากรสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์ ตามที่ได้รับมอบหมายจากกรมการศาสนาให้อำนวยความสะดวกและดูแลสมเด็จพระอัครมหาสังฆราชาธิบดีวงศ์ และคณะพระสงฆ์และเจ้าหน้าที่ของประเทศกัมพูชา ได้เดินทางไปยังจุดผ่านแดนช่องจอม เพื่อต้อนรับคณะสงฆ์จากกัมพูชา ประสานวัดและสถานที่ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ตามกำหนดการ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการกิจการศาสนาและวัฒนธรรม ของกระทรวงวัฒนธรรมในภาพรวมต่อไป
วันพฤหัสบดีที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2561
สสส.พึ่งธรรมะนิมนต์ผู้บริหาร"มจร"แนะวิธีทำงานมีสุข
เมื่อวันที่ 5 ม.ค.2561 พระราชวรมุนี ดร. (พล อาภากโร ป.ธ.9) รองเจ้าคณะภาค 6 รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในฐานะกรรมการบริหารคณะ 4 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บรรยายธรรมะให้ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ทุกระดับของ สสส. เรื่อง "การทำงานอย่างเป็นสุข" นอกจากนี้ยังได้หารือกับผู้บริหาร สสส เรื่องการขับเคลื่อนงานสุขภาวะตามแนวพระพุทธศาสนา ในระยะต่อไป
กระหึ่มโซเชียล!ชมพระแบกปูน40กก.สร้างวัดบนเขาศรีราชา
เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2561 ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กนาม Tan Skyline ได้โพสต์ภาพและข้อความไปยังเพจ "ชุมชนคนรักบ่อวิน" ซึ่งเกี่ยวกับพระสงฆ์ ขณะแบกปูน ที่มีน้ำหนักลูกละ 40 กิโลกรัม ขึ้นบันไดกว่า 300 ขั้น เพื่อไปช่วยสร้างวัดบนภูเขาสูง ทราบภายหลังว่าเป็น วัดเขาตะแบก ต.หนองขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี นับเป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจมากสำหรับชาวพุทธ หลังจากนั้นมีผู้แสดงความคิดเห็นมากถึง 248 คนและแชร์ 111 ครั้ง
วันพุธที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2560
แนะนำวิปัสสนาเสริมครูพระสอนธรรมศึกษาทั่วไทย
พระศรีธรรมภาณี แนะนำวิปัสสนาเสริมครูพระสอนศีลธรรม"มจร" สอนธรรมศึกษาทั่วประเทศ สนองนโยบายรัฐกับคณะสงฆ์ มุ่งพัฒนานวัตกรรมการสอนวิชาพระพุทธศาสนาสร้างตระหนักรู้ เครือข่าย ขยายความรู้ สร้างครูผู้เชี่ยวชาญ บริหารอย่างมืออาชีพ
วันที่ 27 ธ.ค.2560 พระศรีธรรมภาณี ดร. ผู้อำนวยการสำนักงานครูพระสอนศีลธรรม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) เป็นประธานปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรการพัฒนาผู้อำนวยการเรียนรู้วิถีพุทธ (Learning Facilitator) ตามโครงการพัฒนาสมรรถนะพระสอนศีลธรรมระดับเชี่ยวชาญระหว่างวันที่ 24-27 ธ.ค.2560 ที่ร่วมกับสถาบันอาศรมศิลป์ และโรงเรียนรุ่งอรุณ เป็นการเรียนรู้ที่มุ่งจัดการเรียนรู้มากกว่าการสอน โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดย "ครูยุคใหม่ไม่เน้นการสอน แต่เน้นจัดการเรียนรู้" ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการเข้าอบรมในครั้งนี้
ในโอกาสนี้พระศรีธรรมภาณี ได้กล่าวว่า ในฐานะเป็นผู้บริหารพระสอนศีลธรรมแสดงความยินดีกับทุกรูป ในการผ่านการพัฒนาตนในหลักสูตรผู้อำนวยการเรียนรู้วิถีพุทธ เรามีหลักสูตรแรกรับพระสอนศีลธรรมคือ 1) มีหลักสูตรการจัดการเรียนรู้(Active learning-AL) 2) มีหลักสูตรประกาศนียบัตรพระสอนศีลธรรม 3) มีหลักสูตรพัฒนาในอุดมศึกษา เพื่อพัฒนาพระให้ออกไปทำงาน อดีตเรารู้เฉพาะแผนการสอน นำเสนอบุคคลที่สอนเกิดความสำเร็จ มาถึงปัจจุบันเรามีการพัฒนาหลักสูตร โดยเฉพาะหลักสูตร ALโดยมีพระมหานพดล ธัมมานันโท นักวิชาการการศึกษา สำนักงานครูพระสอนศีลธรรม มจร เป็นผู้ประสานงาน ดำเนินการ ถือว่าเป็นผู้มีประสบการณ์มากในการสอนมารับงานนี้
หลักสูตรนี้จะใช้พัฒนาครูพระทั่วประเทศ มีการทดลองหลักสูตรที่วัดพุน้อย จังหวัดลพบุรี เมื่อผ่านการทดลองจึงนำมาพัฒนาในปัจจุบันนี้ เราจะต้องไปพัฒนาพระสอนศีลธรรม 4 ภูมิภาค และออกประเมินผลพระศีลธรรม 4 ภูมิภาค ประเมินโรงเรียนวิถีพุทธทั่วประเทศ โครงการนี้มีเป้าหมายชัดเจนมีพันธกิจ 4 ประการ คือ " สร้างเครือข่าย ขยายองค์ความรู้ สร้างครูผู้เชี่ยวชาญ บริหารอย่างมืออาชีพ " เราทำงานเผยแผ่ธรรมต้องมีเครือข่ายจึงจะสามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างมีพลัง ช่วยกันขยายความรู้สร้างกิจกรรมการเรียนรู้
ภารกิจสำคัญของสำนักงานครูพระสอนศีลธรรม คือ " สอนสาระการเรียนพระพุทธศาสนา อบรมศีลธรรมจรรยา สอนธรรมศึกษา ร่วมกันพัฒนาวิถีพุทธ " ครูพระสอนพระพุทธศาสนาจะต้องสอนแบบ AL การสอนธรรมศึกษาเป็นประเด็นร้อนว่า " สอบธรรมศึกษาเพื่ออะไร "ธรรมศึกษาเป็นของดีแต่กระบวนการเรียนรู้เรายังไม่ชัด ปัจจุบันมีการทำหลักสูตรแบบบูรณาการธรรมศึกษาตรี พันธกรณียกิจซึ่งเป็นคำมั่นสัญญาระหว่างรัฐกับคณะสงฆ์ สะท้อนให้เด็กมีศีลธรรมต้องมีการสะท้อน เหมือนการสร้างอาคารสิ่งสะท้อนมาคือได้วัตถุ ใช้ประโยชน์
รัฐลงทุนให้เราสอนศีลธรรมคนในประเทศ ถามว่าทำอย่างไรเราจะทำให้คุ้มค่าที่สุด สิ่งสะท้อนอะไรจากการลงทุนของการสอนศีลธรรม ตัวผู้เรียนคือ สิ่งสะท้อนด้านพฤติกรรม สิ่งสะท้อนจากการรับประทานอาหารผ่านกระบวนการต่าง รัฐบาลหวังว่าเด็กจะมีพฤติกรรมที่ดี ถือว่าเป็นสิ่งสะท้อน รัฐนิมนต์ให้เราไปพัฒนาด้านจิตใจของเด็กเยาวชน
พระพรหมบัณฑิต ศ.ดร. กรรมการมหาเถรสมาคม(มส.) อธิการบดี มจร เคยกล่าวไว้ว่า การสอนจะสำเร็จจะต้อง K-A-P ประกอบด้วย K หมายถึง ความรู้ผ่านกระดานดำ ความรู้ที่ไม่ใช่ทำข้อสอบได้ รู้บาปบุณคุณโทษ คือ สัมมาทิฐิ ในอริยมรรคมีองค์ 8 เน้นเรื่องกรรมการกระทำ เป็นกระบวนการการเรียนการสอนของบาปบุญคุณโทษ คิดให้เป็นเห็นให้ทะลุ กิน อยู่ ดู ฟัง เป็นอย่างมีสติ A หมายถึง สอนให้เข้าถึงจิตใจ มีความศรัทธา สอนให้เข้าถึงว่าพ่อแม่มีพระคุณ ปรับเปลี่ยนทัศนคติของตนเอง และ P คือ อยากจะทำ อยากจะปฏิบัติ น้อมนำไปปฏิบัติ
"ดังนั้น ให้เรานึกถึงการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน พระวิปัสสนาเป็นเพียงผู้อำนวยการเรียนรู้ แต่ให้ผู้ปฏิบัติฝึกเรียนรู้ด้วยตนเอง วิชากรรมฐานที่ติดในใจของนิสิต โดยมีเกรด A ติดภายในใจของเรา เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอด เราโดนฝึกมาให้เรียนเพื่อสอบ เรียนแบบขนมชั้น เราจะต้องเอาความเก่งของทุกรูปมาช่วยกันทำงานขับเคลื่อนอย่างมีพลัง งานของเราในการขับเคลื่อนเป็นที่ท้าทายที่สุด เราทำงานเพื่อพระพุทธศาสนาไม่มีคำว่าอดตาย แต่ขอให้จริงใจกับพระพุทธศาสนาเท่านั้น ด้วยการมาช่วยกันเผยแผ่พระพุทธศาสนา จึงขออนุโมทนากับ รศ.ประภาภัทร นิยม อธิการบดีสถาบันอาศรมศิลป์และผู้ก่อตั้งโรงเรียนรุ่งอรุณ และทีมงานในการสร้างกระบวนพัฒนาในการสอนแบบ AL เทคนิคการสอนของพระพุทธเจ้าเป็นกระบวนการที่ดีที่สุด" พระศรีธรรมภาณี กล่าว
................
(หมายเหตุ : ขอบคุณข้อมูลจากเฟซบุ๊ก Pramote OD Pantapat พระอาจารย์ปราโมทย์ วาทโกวิโท วิทยากรกระบวนการธรรมะโอดี)
วันอังคารที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2560
มุมมองผู้หญิงเข้าไปในพระอุโบสถเงินเชียงใหม่ แนะไม่ควรละเมิดจุดห้ามหรือความเข้าใจที่อ่อนแอ
จากกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปสตรี 3 คนเข้าไปในพระอุโบสถเงิน วัดศรีสุพรรณ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างถึงความไม่เหมาะสม และที่สำคัญคล้ายเป็นการลบหลู่จารีตประเพณีล้านนาที่ประพฤติต่อกันมาอย่างยาวนานกว่า 500 ปี ทั้งที่มีป้ายห้ามสตรีเข้าอย่างเด่นชัดพร้อมกับมีการติดป้ายเตือนอย่างชัดเจน เรื่องนี้ ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ นักศาสนวิทยา ศาสนศาสตร์ และปรัชญา ให้ความเห็นผ่านเฟซบุ๊ก ศาสนวิทยา dr.Sinchai Chaojaroenrat ความโดยสรุปว่า
"อุโบสถ เดิมเป็นสถานที่ที่พระภิกษุใช้ทำสังฆกรรม ซึ่งแต่เดิมจะใช้เพียงพื้นที่โล่งๆ ที่กำหนดเขตโดยใช้สีมาเท่านั้น แต่ต่อมาก็มีการสร้างเป็นอาคารถาวรและมักมีการประดับตกแต่ง ปกติอุบาสกอุบาสิกา (ชายหญิง) ก็จะเข้าไปได้เพื่อรักษาอุโบสถศีลหรือทำบุญ แต่วัดนี้เชื่อว่าเขาคงมีของขลังอะไรบางอย่างอยู่ ที่เขาเชื่อว่าหากสตรีเข้าจะทำให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เสื่อม ตามคติที่มักมองสตรีว่าเป็นมารหรือเป็นศัตรูต่อการเข้าถึงธรรมะของบุรุษ และบุรุษเข้าถึงธรรมะชั้นสูงได้มากกว่า ก็เลยเป็นเช่นนี้แล
แต่ที่สำคัญคือ คนไทยทั่วไปก็เชื่อและรับคติเช่นนี้มาตลอดโดยสนิทใจ ไม่เคยถามไม่เคย(กล้า)แย้ง ด้วยความนอบน้อม ซึ่งก็เป็นไปตามค่านิยมเอเชียที่ว่าคนดีคือคนหัวอ่อน คออ่อน หลังอ่อน และมืออ่อน ขอเสนออย่างสร้างสรรค์ว่าน่าจะมีการทำป้ายชี้แจงว่า การที่ห้ามอย่างนี้ต่างจากที่อื่นอย่างไร เพราะอะไร ก็น่าจะลดความรู้สึกได้ระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ถ้าทางคณะที่เป็นเจ้าของหรือผู้ดูแลสถานที่เขามีกฎว่าห้ามสตรีขึ้น ก็ไม่ควรไปละเมิดนะ แค่ถ่ายรูปแล้วเอามาเผยแพร่วิจารณ์ว่าไม่เห็นด้วยก่อนดีกว่าไปฝ่าฝืนก่อนแสดงความไม่เห็นด้วย ทำตามขั้นตอนได้ก็ควรทำ"
ด้านพระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ พระนักเทศน์ชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีเดียวกันนี้ว่า “แค่มองอะไร ด้วยความรู้สึกของคนในพื้นที่ กับคนนอกนี่ บางทีมันก็ต่างกันแล้วนะ บางทีเราเป็นคนนอก เป็นนักท่องเที่ยว เราเรียกร้องอยากให้สถานที่ที่เราเข้าไปเที่ยวเข้าไปดู อำนวยความสะดวก อำนวยอะไรต่างๆ ให้กับเรา ทำตามใจเรา อยากให้นุ่งสั้นได้ ใส่รองเท้าเข้าไปได้ ไม่ต้องคลุมศีรษะเข้าไปได้ เพราะเราแค่อยากได้ความสบาย แค่อยากแค่ไปเที่ยว อยากไปถ่ายรูป อยากไปดู โดยที่อีกมุมหนึ่งเราลืมไปว่า ที่ท่องเที่ยวบางแห่ง ในทางกลับกัน มันถูกมองหรือให้คุณค่าด้วยความรู้สึกของคนในพื้นที่อีกแบบหนึ่งนะ เขาเคารพของเขานะ เขานับถือของเขานะ เขามีธรรมเนียมปฏิบัติร่วมกันของพวกเขานะ ซึ่งเรื่องอะไรแบบนี้บางทีเราลืม
อย่างไรก็ตามมีความเห็นของพระไพศาล วิสาโล แห่งวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ เผยแพร่ผ่านทางสื่อออนไลน์ แม้นว่าจะไม่เกี่ยวข้อกับเหตุการณ์ข้างต้น แต่พอจะอนุโลมเป็นข้อคิดได้จึงนำมาเสนอประกอบ โดยมีข้อความดังนี้
"มีเหตุการณ์หนึ่งน่าสนใจ มีสำนักปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่งในอเมริกา สมาชิกเป็นฆราวาสทั้งนั้น กรรมการสถานปฏิบัติธรรมนี้มีความเห็นว่า ควรจัดให้มีการจัดอบรมสันติวิธีแก่สมาชิก เพราะเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในการคลี่คลายความขัดแย้ง ไม่ว่าในครอบครัว ในที่ทำงาน ในสังคม จึงเชิญวิทยากรคนหนึ่งมาฝึกอบรมสันติวิธีเป็นเวลาสองวัน โดยใช้ห้องสวดมนต์เป็นสถานที่จัดอบรม
วันแรกผ่านไปด้วยดี วันที่สองวิทยากรอยากจะฝึกให้ยากขึ้น จึงสร้างเหตุการณ์สมมุติขึ้นมาว่า มีผู้ก่อการร้ายจับตัวประกันสองคน ให้สมาชิกสองคนรับบทเป็น “ตัวประกัน” คนที่เหลือสวมบทบาทเป็นผู้เจรจาเพื่อให้สองคนนั้นได้รับอิสรภาพ ส่วนวิทยากรรับบทเป็นผู้ก่อการร้าย เมื่อชี้แจงบทเรียบร้อยแล้ว เขาก็ควักบุหรี่ออกมาสูบ
ผู้เข้าฝึกอบรมคนหนึ่งประท้วงขึ้นมาทันทีว่า “ที่นี่ห้ามสูบบุหรี่ เพราะนี้เป็นห้องสวดมนต์” ผู้ก่อการร้ายตอบว่า “ผมไม่สนใจหรอก คุณอยากเจรจาเรื่องสูบบุหรี่ หรืออยากให้เพื่อนของคุณได้อิสรภาพ?” ผู้เข้าอบรมก็บอกว่า “ถ้าคุณสูบบุหรี่ในนี้ เราก็ไม่เจรจากับคุณ” ผู้ก่อการร้ายจึงพูดว่า “ก็ได้ หยุดสูบก็ได้” ว่าแล้วก็เดินไปที่แท่นบูชา แล้วขยี้ก้นบุหรี่บนตักพระพุทธรูป”
ทุกคนในห้องไม่พอใจมาก มีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “คุณรู้ไหมว่าทำอะไรลงไป นี่พระพุทธรูปนะ”
ผู้ก่อการร้ายตอบว่า “ผมไม่สนใจ นี่ไม่ใช่พระพุทธรูปของผม และนี่ก็ไม่ใช่ห้องสวดมนต์ของผม ตอนนี้ผมหยุดสูบบุหรี่แล้ว พวกคุณอยากเจรจาเรื่องเพื่อนของคุณหรือเปล่า ไม่งั้นผมก็จะออกจากห้องนี้ไป”
ตอนนี้ทุกคนโมโหจนลืมไปว่าตนกำลังสวมบทบาทสมมุติ มีคนหนึ่งบอกเขาว่า “เราเชิญคุณมาที่นี่เพื่อจัดอบรม เรารู้ว่าคุณไม่ใช่ชาวพุทธ แต่นี่คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเรา คุณควรเคารพสถานที่แห่งนี้ด้วย”
วิทยากรซึ่งยังสวมบทผู้ก่อการร้ายอยู่จึงพูดว่า “คุณอยากรู้ว่าผมเคารพสถานที่นี้แค่ไหนหรือ?” ว่าแล้วเขาก็เดินไปมุมห้องแล้วฉี่ใส่พื้น
เท่านั้นแหละทุกคนอดใจไม่อยู่ ต่างวิ่งไปทำร้ายเขา เตะต่อยสารพัด จนเขาล้มลง แต่ก็หนีออกมาได้ พร้อมกับบอกให้ “ตัวประกัน” เป็นอิสระ แล้วเขาก็ไม่กลับมาอีกเลย
คำถามคือ ทำไมผู้ปฏิบัติธรรมซึ่งตั้งใจฝึกสันติวิธี จึงลงเอยด้วยการเตะต่อยวิทยากร ทั้งที่หลายคนไม่เคยทำร้ายใคร ยุงก็ไม่ตบ บางคนกินมังสวิรัติด้วย คำตอบก็คือ เพราะคนเหล่านั้นเห็นว่า วิทยากรทำไม่ถูกต้อง แต่เขาลืมไปว่า นี่เป็นการแสดง ไม่ใช่ของจริง และเป็นความตั้งใจของวิทยากรที่อยากให้โจทย์ยากๆ ว่าจะใช้สันติวิธีได้อย่างไรหากถูกยั่วยุหรือเจอเรื่องกระทบใจ แต่ผู้ปฏิบัติธรรมเหล่านั้นกลับลืมตัวเมื่อถูกยั่วยุ หันไปใช้ความรุนแรงกับวิทยากร
ทำไมเขาเหล่านั้นลืมตัว ก็เพราะเขาเห็นความไม่ถูกต้อง และเนื่องจากยึดมั่นในความถูกต้องมาก พอเห็นคนอื่นทำสิ่งไม่ถูกต้อง ก็เลยลืมตัว ลืมไปว่า นี่คือเรื่องสมมุติ เป็นแบบฝึกหัดเพื่อใช้สันติวิธีแก้ปัญหา ผลก็คือ ทุกคนสอบตกหมดเลย ทั้งๆ ที่เป็นแค่การซ้อมหรือเป็นสถานการณ์จำลองเท่านั้น
นี่เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า การมีสำนึกเรื่องความถูกต้อง แม้เป็นเรื่องดี แต่ถ้าเราไปยึดมั่นถือมั่นมันมาก เราอาจจะลงเอยด้วยการทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องขึ้นมาได้
ท่านอาจารย์พุทธทาสเคยกล่าวว่า "ความดี ถ้าไปยึดมั่นถือมั่นมาก มันก็กัดเจ้าของได้" ผู้คนจำนวนไม่น้อยทุกข์เพราะความดี ไม่เพียงเท่านั้น ยังอาจทำให้คนอื่นทุกข์ เพราะยึดมั่นในความดีแบบของตนด้วย ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ บินลาดิน หรือ ไอเอส คนเหล่านี้เชื่อมั่นว่าเขาทำความดี เขากำลังอุทิศตนเพื่อพระเจ้า เมื่อมีความไม่ดีหรือความไม่ถูกต้องเกิดขึ้น เขาก็ต้องจัดการโค่นล้มหรือทำลาย ซึ่งรวมถึงสังหารคนที่คิดหรือทำไม่เหมือนเขา
กลุ่มไอเอสเกลียดคนยุโรปมาก เพราะว่าเป็นพวกวัตถุนิยม บูชาเนื้อหนัง กระทำสิ่งที่เหยียดหยามพระเจ้า เพราะฉะนั้นจึงต้องทำลาย เมื่อเร็ว ๆ นี้ก็เข้าไปก่อการร้ายในปารีส ฆ่าผู้คนนับร้อย กลายเป็นข่าวใหญ่ทั่วโลก คนเหล่านี้ทำในนามของความถูกต้อง ในนามของสิ่งสูงส่ง คือพระเจ้า แต่ความยึดมั่นถือมั่นนั้น กลับทำให้เขาทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ทำสิ่งที่ชั่วร้ายได้
นี้เป็นสิ่งที่เราต้องระวังมาก โดยเฉพาะผู้ใฝ่ธรรม เมื่อใดก็ตามที่เราคิดว่าเราเป็นคนดี มีความเชื่อที่ดีงาม หากยึดมั่นในความเชื่อของเรา เราก็อยากให้คนอื่นเป็นเหมือนเรา เชื่อเหมือนเรา แต่ถ้าเขาเชื่อไม่เหมือนเรา เห็นแย้งเรา เราก็เห็นเขาเป็นศัตรู แล้วความโกรธความเกลียดก็ตามมา"
วันศุกร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2560
คำอวยพรปีใหม่"สมเด็จช่วง"แนะทำความดี3เวลา
วันที่ 22 ธ.ค.2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊ก Watpaknam.bkk วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กทม. ได้เผยแพร่คำอวยพรพรปีใหม่ 2561 ของ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จช่วง) กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาส ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ความว่า
พรปีใหม่ ๒๕๖๑
ความดี ๓ เวลา
๑.ทำความดี ในเวลาเช้า คือประพฤติชอบ ด้วยกาย วาจา ใจ ชื่อว่าเวลาเช้าดี
๒.ทำความดี ในเวลากลางวัน คือประพฤติชอบ ด้วยกาย วาจา ใจ ชื่อว่าเวลากลางวันดี
๓.ทำความดี ในเวลาเย็น คือประพฤติชอบ ด้วยกาย วาจา ใจ ชื่อว่าเวลาเย็นดี
ขอท่านทั้งหลาย จงตั้งใจทำความดี ทั้งกลางวันกลางคืน จะได้ประสพสุขและความเจริญ ตลอดปี ๒๕๖๑ และตลอดไปเทอญ.
เจ้าพระคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์
(ช่วง วรปุญฺญมหาเถร ป.ธ.๙)
วัดปากน้ำ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร
Happy New Year 2018
Goodness in 3 times
1.Good action in the morning:right behavior by body speech and mind is called "Good Morning".
2.Good action in the mid-day: right behavior by body speech and mind is called "Good Afternoon".
3. Good action in the evening: right behavior by body speech and mind is called "Good Evening".
May you all attend to do good things in both day time and night time and may you get happiness and progress for whole year 2018 and forever.
Somdetphramaharatchamangkalacarn.
(Chuang Varapunya mahathera)
Wat Parknam,Phasicharoen,Bongkok.
วันพุธที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2560
แม่ชีทองสุขผู้เบิกบานกับการให้ทาน จากทรัพย์ภายนอกพัฒนาสู่ทรัพย์ภายใน
แม้จะเสร็จสิ้นลงแล้ว สำหรับโครงการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนานาชาติถวายเป็นพระราชกุศล ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมมหาจุฬาอาศรม อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยมีนิสิตทั้งพระภิกษุ ภิกษุณี สามเณรี แม่ชี อุบาสก อุบาสิกา ทั้งชาวไทยและต่างประเทศเข้าร่วมประมาณ 130 รูป/คน ได้รับความเมตตาจาก ดร.สยาดอภัททันตะวิโรจนะ มหาคันถวาจกบัณฑิต มหากัมมัฏฐานาจริยะ สำนักวิปัสสนาวัดงุยเตาอูกัมมัฏฐาน ท่าขี้เหล็ก รัฐฉาน สหภาพเมียนมาร์ เป็นประธานนำฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานและแสดงธรรมแก่ผู้เข้าร่วมโครงการ
เป็นโครงการที่เป็นไปตามหลักสูตรการศึกษาของมหาวิทยาลัย ซึ่งจัดโดยวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติร่วมกับหลักสูตรสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ภายใต้การนำของพระหรรษา ธมฺมหาโส,รศ.ดร. ผู้ช่วยอธิการบดี ผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติและผู้อำนวยการหลักสูตรสาขาวิชาสันติศึกษา มจร ระหว่างวันที่ 1-15 ธ.ค. 2560 ซึ่งมีผู้สนใจร่วมสนับสนุนอาหาร-น้ำปานะผู้ปฏิบัติธรรมตลอดเวลาในจำนวนนี้มีแม่ชีทองสุข นามเจ็ดสี จากประเทศฮ่องกง รวมอยู่ด้วย
พระปราโมทย์ วาทโกวิโท นิสิตปริญญาเอก สาขาสันติศึกษา มจร ได้ร่วมโครงการด้วย กล่าวถึงบรรยากาศที่แม่ชีทองสุขเดินทางไปถวายภัตราหารและสนับสนุนอาหาร-น้ำปานะผู้ปฏิบัติธรรมเมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ซึ่งเป็นวันปิดโครงการพอเพียง ได้ปรารภธรรมผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว Pramote OD Pantapat ความว่า
จาคะเป็นการเสียสละ เป็นการแบ่งปันการให้ การแบ่งปัน หรือการให้เป็นคุณธรรมพื้นฐานที่สมานหมู่ชนให้อยู่ร่วมกันด้วยความรัก ความสามัคคี ไมตรี และสันติสุข เหมือนอย่างที่พระพุทธองค์ตรัสว่า “ททมาโน ปิโย โหติ” ซึ่งแปลว่า “ผู้ให้ ย่อมเป็นที่รัก” การให้เป็นทั้งมรรคและผลโดยตัวของมันเอง การให้เป็นมรรค เมื่อเป็นกุศโลบายให้คนรู้จักแบ่งปันเป็นผล เมื่อก่อให้เกิดความสำราญบานใจ ขณะกำลังให้หรือครั้งให้ไปแล้ว เมื่อยามอนุสรณ์ถึงก็ก่อให้เกิดความสดชื่นรื่นเย็นในหัวใจที่ตนได้ทำกรรมดีไว้แก่เพื่อมนุษย์ หรือสรรพสัตว์ที่ใดก็ตามที่การให้ยังเป็นสารถที่ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ ณ สถานที่นั้น สวรรค์เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงส่วนที่ใด ที่ปราศจากการให้ที่นั้นไซร์ คือนรกบนดิน อารยธรรมของมนุษย์รุ่งเรืองเฟื่องฟูมาถึงทุกวันนี้ เพราะเรายังมีบุคคลผู้เบิกบานกับการให้กระจายกันอยู่ทุกหนทุกแห่ง
การให้เป็นปัจจัยแห่งการฝึกตนและฝึกคนเป็นต้นว่าการให้เพื่อสงเคราะห์ในยามยากทำให้เราได้บำเพ็ญเมตตาธรรม ต่อเพื่อมนุษย์ การให้แก่ผู้ด้อยโอกาสทำให้เราได้ถมช่องว่างทางสังคมให้เต็ม การให้แก่คนรู้จักมักคุ้นทำให้เราได้เชื่อมสัมพันธไมตรีการให้คืนแก่สังคมของนักธุรกิจทำให้เขาได้มีส่วนร่วม ในการรับผิดชอบต่อสังคมการให้ของนักบวชเป็นการป้องกันการสะสมเกินจำเป็น การให้ของปัจเจกบุคคลเป็นการฝึกกำจัดความละโมบโลภมากแต่หัวใจสำคัญที่สุดของการให้ก็คือ การกำจัด ความยึดติดถือมั่นใน “อัตตา” หรือตัวฉันของฉันกล่าวสั้นที่สุดการให้อย่างไม่มีตัวฉัน คือ สาระสำคัญของการให้เมื่อมนุษย์เรียนรู้ที่จะเป็นผู้ให้โลกจะกลายเป็นดินแดนสุขาวดีทรัพยากรจะยังพอมีสำหรับอนุชนที่กำลังจะตามมาในวันพรุ่งนี้
จึงขออนุโมทนาบุญกับคุณแม่ชีทองสุข นามเจ็ดสี จากฮ่องกง ทราบข่าวการปฏิบัติธรรมของนิสิตมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จัดโดยวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติและหลักสูตรสันติศึกษา ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมมหาจุฬาอาศรม จึงเกิดศรัทธา น้อมบริจาคปัจจัยจำนวน 20,000 บาท เพื่อการสนับสนุนโครงการเป็นค่าอาหาร น้ำปานะ ค่าน้ำ ค่าไฟ ขอบุญกุศลอันเกิดจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานของคณะผู้ปฏิบัติธรรมตั้งแต่วันแรกจนถึงสิ้นสุดโครงการ ขอบุญรักษา เทวดาคุ้มครองตลอดไป สาธุ...
กองทัพอากาศใฝ่ธรรม!วิทยากรธรรมะโอดีเสริมพลังอนุศาสนาจารย์
กองทัพอากาศใฝ่ธรรม!วิทยากรธรรมะโอดีเสริมพลังอนุศาสนาจารย์ หวังพัฒนาคุณภาพชีวิตบุคลากร พร้อมเยียวยาจิตใจคนในกองทัพ
วันที่ 20 ธ.ค.2560 พระปราโมทย์ วาทโกวิโท พระวิทยากรกระบวนการธรรมะโอดี พระนิสิตปริญญาเอก สาขาสันติศึกษา มหวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) เปิดเผยว่า เป็นพระวิทยากรบรรยายธรรมะเพื่อชีวิตสำหรับข้าราชการกองทัพอากาศ ที่กองทัพอากาศดอนเมือง ซึ่งเป็นการบรรยายธรรมะประจำวันพุธ เพื่อเสริมสร้างพลังชีวิตด้านธรรมะ "งานในสำราญ งานนอกสำเร็จ " โดยได้รับการนิมนต์จากท่านอนุศาสนาจารย์ หรือ Chaplain ซึ่งหมายถึง อาจารย์ผู้อบรมศีลธรรมของหน่วยราชการในกองทัพไทย
งานของอนุศาสนาจารย์นั้น เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณทางศาสนาของตน ผู้นำประกอบพิธีทางศาสนาของตนให้คำแนะนำและคำปรึกษาพื้นฐานตามจริยธรรมและศาสนศาสตร์ของตนสอนศาสนธรรมให้แก่ศาสนิกชนของศาสนาตนให้คำปรึกษาแก่ทุกคนที่ต้องการคำปรึกษาไม่จำกัดเฉพาะศาสนิกของตนเท่านั้น และจัดหาทรัพยากรทางด้านศาสนาให้กับผู้ที่ต้องการ สรุปง่าย ๆ อนุสาสนาจารย์ คือ บุคคลผู้ทำหน้าที่ให้กำลังใจ ให้ธรรมะข้อคิดในการทำงานและการใช้ชีวิตข้าราชการไม่ให้ออกนอกเส้นทาง ซึ่งชีวิตข้าราชการทหารภายนอกต้องเข้มแข็งส่วนภายในต้องอ่อนโยน เรียกว่า " นุ่มนวลกับคน แต่จริงจังกับงาน "
คำถามทำไมกองทัพไทยจึงต้องมีอนุสาสนาจารย์ประจำ ซึ่งบุคคลที่จะมาเป็นต้องผ่านการบวชเรียนจนจบเปรียญธรรม หรือ พุทธศาสตร์บัณฑิต รู้ปริยัติเข้าใจปฏิบัติอย่างถ่องแท้ ในคำสอนทางพระพุทธศาสนา คำตอบคือ อนุศาสนาจารย์ต้องมาทำหน้าที่ดูแลจิตใจคนในกองทัพ เพราะจิตใจเป็นวาระแห่งชาติ จิตใจสำคัญมาก บทบาทของอนุศาสนาจารย์จึงมีความโดดเด่นในกองทัพ รวมถึงศาสนพิธีต่างๆ เพื่อความถูกต้องในการปฏิบัติ กองทัพไทยจึงมีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนามายาวนาว ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๖ ทรงพระองค์ทรงให้กำเนิดอนุสาสนาจารย์ในยุคแห่งสงคราม อนุศาสนาจารย์จึงเป็นบุคคลของอาณาจักรและศาสนจักร ซึ่งจะต้องทำงานร่วมกันเพื่อคุณภาพชีวิตของคนในกองทัพไทย
"ดังนั้น จึงขออนุโมทนาอนุศาสนาจารย์กองทัพอากาศ ฐานทัพอากาศดอนเมืองในการมีกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตข้าราชการในกองทัพ โดยเน้นความสุขในการทำงานและการบริหารชีวิต โดยนิมนต์ธรรมะโอดีมาแบ่งปันเพื่อเรียนรู้วิชาชีวิต" พระวิทยากรกระบวนการธรรมะโอดี กล่าว
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
นวัตกรรมออกแบบเรือท้องแบน PVC 10 ฟุต รับมือน้ำท่วม เน้นโครงสร้างเบา-ลอยตัวด้วยโฟม
แนวคิดการประดิษฐ์เรือท้องแบนสำหรับใช้งานในช่วงเกิดอุทกภัยได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะรูปแบบที่ใช้วัสดุหาได้ง่ายและสามารถประกอบได้ในต้นทุนท...
-
พระปิดตายันต์ยุ่งมหาอุตโม หลวงปู่ทิม อิสริโก จัดสร้างเพื่อหารายได้ สร้างหอฉันอุตตโม ออกแบบโดยช่างเกษม มงคลเจริญ ประกอบด้วย เนื้...
-
เมื่อวันที่ 4 มีนาคม นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จัดรายการ “กู๊ด มันเดย์” (Good Monday) ประจำทุกวันจันทร์ โดยจันทร์นี้ หัวข้อเรื...
-
หลวงพ่อหอม จันทโชโต วัดซากหมาก อ.บ้านฉาง จ.ระยองถือว่าเป็นอดีตพระเกจิอาจารย์ดังรูปหนึ่ง "พระครูภาวนานุโยค" หรือที่ช...
































