วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

แก้ PM 2.5 ระยะยาว! สอวช. เตรียมเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรม EV Conversion ดัดแปลงเครื่องยนต์รถเก่า เป็นรถยนต์ไฟฟ้า



เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2566 สืบเนื่องจากผลการศึกษาของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบสัดส่วนแหล่งที่มาของ PM 2.5 มาจาก 4 แหล่งกำเนิดหลัก ได้แก่ 1.การจราจรทางบก สัดส่วนอาจสูงถึง 43% 2. ฝุ่นทุติยภูมิที่แขวนลอยในบรรยากาศ 20-30%  3. การเผาชีวมวล 15-25% และ  4. ฝุ่นดินละเอียด 8-17% ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาเฉพาะฝุ่นที่มาจากการจราจรทางบก ผลการศึกษาของ TDRI (ปี 2564) สอดคล้องกับการศึกษาของ AIT (ปี 2563) พบว่า PM 2.5 มาจากรถบรรทุกขนาดใหญ่ 43% รถบรรทุกขนาดเล็ก ปิคอัพ 30% และรถประจำทาง 17% รถที่มีอายุมากกว่า 20 ปี ซึ่งมีมาตรฐานไอเสีย Pre-Euro + Euro 1 ปล่อย PM2.5 มากถึง 55% ของแหล่งกำเนิดที่มาจากการขนส่งทางถนน เนื่องจากจำนวนรถบรรทุกที่มีอายุมากกว่า 20 ปี (และอายุมากกว่า 15 ปี) เป็นสัดส่วนที่สำคัญของรถบรรทุกทั้งหมด อีกทั้งเป็นรถที่มีมาตรฐานไอเสียต่ำ ปล่อย PM 2.5 สูง ดังนั้นแนวทางลดฝุ่น PM 2.5 ควรเน้นการปรับปรุงมาตรฐานไอเสียรถยนต์ควบคู่กับคุณภาพเชื้อเพลิง และลดจำนวนรถที่ปล่อยมลพิษสูงในเขตเมือง



ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า สอวช. ในฐานะเป็นหน่วยงานด้านการทำนโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) มาใช้ให้เกิดประสิทธิผลต่อการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว ที่ผ่านมาจึงได้มีแนวทางในการส่งเสริมให้เกิดโครงการดัดแปลงรถยนต์และเครื่องยนต์สันดาปให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า EV Conversion เพื่อสอดรับกับนโยบายรัฐบาลที่มีเป้าหมายว่า ภายในปี ค.ศ. 2030 หรือ พ.ศ. 2573 จะต้องมีรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมด


“การจะเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าแบบฉับพลัน อาจจะกลายเป็นการดิสรัประบบอุตสาหกรรมดั้งเดิม ทั้งผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ อู่ซ่อมรถยนต์ ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน EV Conversion จึงอาจเริ่มจากการใช้ตลาดภาครัฐ (Government Procurement ) และค่อยส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้ร่วมในการขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ให้ครอบคลุมประเภทของยานพาหนะให้กว้างขวางมากขึ้น ซึ่งจากปัญหาดังกล่าว การดัดแปลงรถยนต์ไฟฟ้าจากรถเก่าที่มีอยู่ สามารถตอบโจทย์ทั้งในส่วนของการลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ลดการแบกภาระในการซื้อรถใหม่ที่มีราคาสูงกว่ามาก และยังสามารถต่อยอดอาชีพของผู้ประกอบการเดิม ในการทำชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า หรืออู่รถได้ ซึ่งในระยะยาว สามารถยกระดับเป็นอุตสาหกรรมในอนาคตได้อีกด้วย” ดร.กิติพงค์ กล่าว

ดร.กิติพงค์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ สอวช. ยังมีมาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการให้เกิดการปรับตัวตามเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และสอดคล้องกับมาตรการของนานาชาติ โดยตั้งเป้าหมายการทำงาน “50% ของบริษัทส่งออกบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และมีแผนสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)” โดยมีแนวทางการขับเคลื่อนสร้างเมืองต้นแบบที่ จ.สระบุรี และ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง และพื้นที่ EEC คือ จ.ระยอง ให้เป็นจังหวัดต้นแบบที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ สร้างระบบเมืองน่าอยู่เชิงนิเวศน์ เพื่อลดปัญหาหมอกควันไฟป่า และสนับสนุนการทำงานของวิสาหกิจชุมชน อีกแนวทางหนึ่งคือ การพัฒนาให้เกิดมหาวิทยาลัยสีเขียว (Green Campus) พัฒนาเครือข่ายมหาวิทยาลัยในบทบาทผู้ให้บริการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Service Provider) สนับสนุนการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของภาคส่วนต่างๆ โดยใช้ทรัพยากรของมหาวิทยาลัยในการลดก๊าซเรือนกระจกภายในมหาวิทยาลัย และขยายการให้บริการออกไปสู่สังคมด้วย

"อธิบดี พช." เผย "บิ๊กป้อม" น้อมนำเศรษฐกิจพอเพียงแก้ยากจน เน้นช่วยกลุ่มเป้าหมายเร่งด่วน-เปราะบาง ให้ได้สิทธิบัตรสวัสดิการฯครบถ้วนทั่วถึง



เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566  นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) พร้อมด้วยนายชูชีพ พงษ์ไชย รองอธิบดี พช. นายวิฑูรย์ นวลนุกูล รองอธิบดี พช. และผู้บริหาร พช. ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมคณะกรรมการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงครั้งที่ 1/2566 โดยมีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม ที่ห้องประชุมมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด และผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Zoom Cloud Meeting)

นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินงานในภาพรวม ทั้ง 76 จังหวัด จากเป้าหมายครัวเรือนยากจนในระบบ TPMAP (Thai People Map and Analytics Platform) ปี 65 พบว่า ศูนย์อำนวยการฯ จังหวัด และศูนย์อำนวยการฯ อำเภอ พร้อมทีมปฏิบัติการฯ ที่เกี่ยวข้องได้ร่วมบูรณาการให้ความช่วยเหลือ/แก้ไขปัญหาครัวเรือนเป้าหมายจำนวน 653,524 ครัวเรือน คิดเป็น 100% และพบปัญหาในแต่ละมิติ ดังนี้ 1.มิติสุขภาพ ส่วนใหญ่ประสบปัญหา คนอายุ 6 ปีขึ้นไป ไม่ออกกำลังกายเนื่องจากไม่เห็นความสำคัญของการมีสุขภาพดี 2.มิติความเป็นอยู่ ส่วนใหญ่ประสบปัญหาครัวเรือนไม่มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและบ้านมีสภาพไม่คงทนถาวร

นายอรรษิษฐ์ กล่าวต่อว่า 3.มิติการศึกษา ส่วนใหญ่ประสบปัญหาคนอายุ 15-59 ปี อ่าน เขียนภาษาไทยและคิดเลขอย่างง่ายไม่ได้ รวมทั้งเด็กอายุ 6-14 ปี ไม่ได้รับการศึกษาภาคบังคับหรือออกจากการเรียนกลางคัน เนื่องจากสถานะทางเศรษฐกิจ และ 4.มิติรายได้ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านการเกษตร ประสบปัญหาการปลูกพืชได้เพียงปีละครั้ง ไม่มีปัจจัยการผลิต ขาดเงินทุน และขาดความรู้ด้านทักษะอาชีพ 5.มิติการเข้าถึงบริการภาครัฐ ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ และผู้พิการ ไม่ได้รับการบริการจากภาครัฐ เนื่องจากเข้าไม่ถึงหรือได้รับแต่ไม่เพียงพอ

จากนั้น ที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบแนวทางการขับเคลื่อนการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยบนฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ในปีงบประมาณ 66 ประกอบด้วย 4 แนวทางที่สำคัญ ได้แก่ แนวทางที่ 1 การเติมเต็มข้อมูลในระบบ TPMAP แนวทางที่ 2 ร่วมแก้ไขปัญหาในระดับบุคคล/ครอบครัว แนวทางที่ 3 ร่วมแก้ไขและพัฒนาเพื่อความยั่งยืน และแนวทางที่ 4 ร่วมติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประวิตร ได้มอบหมายให้สภาพัฒน์ฯ ประกาศตัวเลขกลุ่มคนเป้าหมายเร่งด่วน และมอบให้ศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนฯ ทุกระดับ และทีมปฏิบัติการร่วมกับหน่วยงานของรัฐ ดำเนินการช่วยเหลือและพัฒนากลุ่มเป้าหมาย โดยใช้ข้อมูลจากระบบ TPMAP เป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินงาน เน้นการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายเร่งด่วน กลุ่มเปราะบาง และกลุ่มที่ต้องดูแลใกล้ชิด เพื่อได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ครบถ้วนทั่วถึงต่อไป

"พปชร."ยันถอดบทเรียนหมดแล้ว! พัฒนาประเทศแก้จนตามแนวพอเพียง



เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566  นายชวน ชูจันทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงสโลแกนก้าวข้ามความขัดแย้งของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ว่า ไม่ใช่วาทกรรมที่ยกขึ้นมาเพื่อหาเสียง แต่อยากให้มองลงลึกไปว่าก่อนที่จะมีการปฏิวัติปี57 ประเทศไทยมีการขัดแย้งทางการเมืองอย่างหนัก โดยเฉพาะการเลือกตั้งในปี 2562 หลายคนคิดตรงกันว่าถ้ายังมีการขัดแย้งทางความคิดทางการเมืองแบบเดิมอยู่อีก ประเทศไทยคงพัฒนาไม่ได้ ตนและเพื่อนอีกหลายคน จึงได้จัดตั้งพรรคพลังประชารัฐขึ้นมา

เวลา 4 ปีที่บริหารในนามพรรคการเมือง ยังไม่ได้เกิดแนวทางที่จะร่วมกันพัฒนาประเทศอย่างที่คิดไว้ ทั้งในส่วนของสถาบันการเมือง หรือในภาคประชาชน และหลายคนก็เห็นปัญหาเหมือนกัน จึงต้องหยิบยกประเด็นเรื่องการก้าวพ้นความขัดแย้งขึ้นมาให้ช่วยกันตัดสินใจหรือพิจารณาอีกครั้ง หากผู้ที่รับอาสาเข้ามาทำงานการเมืองยังไม่เข้มแข็ง ไม่สามารถรวมพลังกันเพื่อเป้าหมายในการนำพาประเทศให้พัฒนาได้แล้ว เรื่องอื่นคงไม่ต้องหวัง ซึ่งพล.อ.ประวิตร เข้าใจดี จึงได้นำเรื่องการก้าวข้ามความขัดแย้งขึ้นมาให้ช่วยกันตัดสินใจ เลือกสมาชิกสภาผู้แทนในปีนี้

อย่างไรก็ตามการขจัดทุกปัญหาพัฒนาทุกพื้นที่ ข้อความนี้แยกได้เป็น 2 เรื่องคือ ขจัดทุกปัญหา ส่วนพัฒนาทุกพื้นที่เราคงจำความกันได้ในอดีตที่ผ่านมานักการเมืองบางท่านได้พูดขึ้นว่าพื้นที่ใดที่ไม่ได้เลือกคนของพรรคเราเป็นผู้แทน การพัฒนาพื้นที่นั้นจะต้องเอาไว้ทีหลัง จะต้องไปพัฒนาในพื้นที่ที่เรามีผู้แทนก่อน


ทำให้เกิดความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจกันพอสมควร ความจริงหลักคิดอย่างนี้ไม่ถูกต้อง เมื่อเป็นผู้แทนแล้วจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม จะต้องพัฒนาในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่ทั้งประเทศจะมีผู้แทนของพรรคเดียวอยู่เป็นฝ่ายรัฐบาลทั้งหมดไม่มีฝ่ายตรวจสอบหรือฝ่ายค้านตนจึงนำข้อความนี้มาบอกกล่าวให้ประชาชนได้ทราบว่า พรรคพลังประชารัฐไม่ได้มีความคิดอย่างนี้เมื่อได้เป็นรัฐบาลต้องดูแลทุกพื้นที่

แก้ไขปัญหาพัฒนาให้ทั่วประเทศให้ได้ตามลำดับความจำเป็นก่อนหลัง ยิ่งเป็นพื้นที่ที่มีความลำบาก ประชาชนเดือดร้อนมากจะต้องไปแก้ปัญหาก่อน งานหลักของเราซึ่งต้องเริ่มกันตั้งแต่วันนี้ก็คือการแก้ปัญหาความยากจน เรารู้ว่าใครคือคนจนและจนเพราะอะไร จะต้องเริ่มต้นอย่างไร จะต้องสั่งหรือชักชวนให้ใครหน่วยงานไหนมาช่วยกันแก้ปัญหานี้บ้าง

หรือแม้แต่ทฤษฎีการพัฒนาประเทศในแนวเศรษฐกิจพอเพียง เราก็ถอดบทเรียนมาหมดแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ลงมือทำ ยังไม่ได้มีชุดคาราวาน แก้ปัญหาความยากจนอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นนับแต่วันนี้และอีก 4 ปีถ้าได้เป็นรัฐบาล จะต้องแก้ปัญหาหรือเห็นแนวทางที่ถูกต้อง เกิดความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนขึ้น ลงมือทำคือคำตอบ

ตนจึงนำข้อความนี้มาบอกกล่าวให้ประชาชนได้ทราบว่า พรรคพลังประชารัฐไม่ได้มีความคิดอย่างนี้เมื่อได้เป็นรัฐบาลต้องดูแลทุกพื้นที่ แก้ไขปัญหาพัฒนาให้ทั่วประเทศให้ได้ตามลำดับความจำเป็นก่อนหลัง ยิ่งเป็นพื้นที่ที่มีความลำบาก ประชาชนเดือดร้อนมากจะต้องไปแก้ปัญหาก่อน งานหลักของเราซึ่งต้องเริ่มกันตั้งแต่วันนี้ก็คือการแก้ปัญหาความยากจน เรารู้ว่าใครคือคนจนและจนเพราะอะไร จะต้องเริ่มต้นอย่างไร จะต้องสั่งหรือชักชวนให้ใครหน่วยงานไหนมาช่วยกันแก้ปัญหานี้บ้าง หรือแม้แต่ทฤษฎีการพัฒนาประเทศในแนวเศรษฐกิจพอเพียง เราก็ถอดบทเรียนมาหมดแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ลงมือทำ ยังไม่ได้มีชุดคาราวาน แก้ปัญหาความยากจนอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นนับแต่วันนี้และอีก 4 ปีถ้าได้เป็นรัฐบาล จะต้องแก้ปัญหาหรือเห็นแนวทางที่ถูกต้อง เกิดความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนขึ้น ลงมือทำคือคำตอบ

วันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

"บิ๊กป้อม" ถกกก.แก้จนตามแนวพอเพียง ปลื้มปี 65 ตามเป้า100% ไฟเขียวงบฯปี 66 แนะใช้เป็นฐานรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ



พล.อ.ประวิตร มุ่งมั่นน้อมนำ "หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" แก้ความยากจน   อนุมัติแผน ปี66  ผ่านระบบ TPMAP  เน้นช่วยกลุ่มเป้าหมายเร่งด่วน -เปราะบาง ให้ได้สิทธิบัตรสวัสดิการฯ ครบถ้วน ทั่วถึง

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 10.00น. พล.ท.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผู้ช่วยโฆษกรองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี  ได้เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัย อย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ครั้งที่ 1/2566  ณ ห้องประชุม มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

ที่ประชุมได้รับทราบ ผลการดำเนินงานในภาพรวม ทั้ง 76 จังหวัด จากเป้าหมายครัวเรือนยากจนในระบบ TPMAP (Thai People Map and Analytics Platform) ปี65 พบว่า ศูนย์อำนวยการฯจังหวัด และ ศูนย์อำนวยการฯอำเภอ พร้อมทีมปฏิบัติการฯ ที่เกี่ยวข้องได้ร่วมบูรณาการ ให้ความช่วยเหลือ/แก้ไขปัญหาครัวเรือนเป้าหมายจำนวน 653,524 ครัวเรือน คิดเป็น 100% และพบปัญหาในแต่ละมิติ ดังนี้ 1) มิติสุขภาพ ส่วนใหญ่ประสบปัญหา คนอายุ 6ปีขึ้นไป ไม่ออกกำลังกายเนื่องจากไม่เห็นความสำคัญของการมีสุขภาพดี 2) มิติความเป็นอยู่ ส่วนใหญ่ประสบปัญหา ครัวเรือนไม่มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและบ้านมีสภาพไม่คงทนถาวร 3) มิติการศึกษา ส่วนใหญ่ประสบปัญหาคนอายุ 15-59 ปี อ่าน เขียนภาษาไทยและคิดเลขอย่างง่ายไม่ได้ รวมทั้งเด็กอายุ 6-14 ปี ไม่ได้รับการศึกษาภาคบังคับหรือออกจากการเรียนกลางคัน เนื่องจากสถานะทางเศรษฐกิจ และ 4) มิติรายได้ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านการเกษตร ประสพปัญหาการปลูกพืชได้เพียงปีละครั้ง ไม่มีปัจจัยการผลิต ขาดเงินทุน และขาดความรู้ด้านทักษะอาชีพ 5) มิติการเข้าถึงบริการภาครัฐ ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ และผู้พิการ ไม่ได้รับการบริการจากภาครัฐ เนื่องจากเข้าไม่ถึง หรือได้รับแต่ไม่เพียงพอ

จากนั้นที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบแนวทางการขับเคลื่อนการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัย บนฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ ในปีงบประมาณ 2566 ประกอบด้วย 4 แนวทางที่สำคัญ ได้แก่ แนวทางที่ 1 การเติมเต็ม ข้อมูลในระบบ TPMAP แนวทางที่ 2 ร่วมแก้ไขปัญหาในระดับบุคคล/ครอบครัว แนวทางที่ 3 ร่วมแก้ไขและพัฒนาเพื่อความยั่งยืน และแนวทางที่ 4 ร่วมติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล 

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ได้มอบหมายให้ สภาพัฒน์ฯการ ประกาศตัวเลขกลุ่มคนเป้าหมายเร่งด่วน และมอบให้ ศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนฯ ทุกระดับและทีมปฏิบัติการ ร่วมกับหน่วยงานของรัฐ ดำเนินการช่วยเหลือและพัฒนากลุ่มเป้าหมาย โดยใช้ข้อมูลจาก ระบบ TPMAP เป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินงาน เน้นการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายเร่งด่วน กลุ่มเปราะบาง และกล่มที่ต้องดูแลใกล้ชิด เพื่อได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้ครบถ้วน ทั่วถึง ต่อไป

"นพดล" เสนอ 5 ทางออกแก้ฝุ่นพิษ ลั่นเพื่อไทยมา PM 2.5 หมดไป



เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566  นายนพดล ปัทมะ รองประธานยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ปัญหาค่าฝุ่นละออง PM 2.5 ในกรุงเทพมหานครติดอันดับโลกขณะนี้ และอยู่ในระดับเป็นอันตรายต่อสุขภาพจากสภาพอากาศปิด รถยนต์สันดาปภายใน โรงงาน เป็นต้น ขณะที่ในหลายจังหวัดประสบปัญหาจากการเผาป่า เผาไร่ ที่ผ่านมา การแก้ไขปัญหาเป็นแบบไฟไหม้ฟางและปลายเหตุมาตลอด พรรคเพื่อไทยเห็นว่าเรื่องนี้ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทั้งระยะสั้น กลาง และระยะยาว หากได้เป็นรัฐบาลจะแก้ปัญหาโดย 1. เข้มงวดห้ามเผาป่า เผาไร่เช่น อ้อย ข้าวโพด และของเหลือจากผลิตผลทางการเกษตรอย่างเคร่งครัด พร้อมกับดำเนินนโยบายปลูกป่าเศรษฐกิจขนานใหญ่ ได้ทั้งการแก้ปัญหาโลกร้อนและซับฝุ่น pm 2.5

2.เร่งแก้ไขปัญหาฝุ่นไร้พรมแดนจากประเทศเพื่อนบ้านด้วยการเจรจากับมิตรประเทศ เพื่อร่วมมือกันกำจัดฝุ่นที่ต้นตอ ไม่ให้มีปัญหาเผาผลผลิตทางการเกษตร เช่น ข้าวโพด อ้อย พร้อมกับถ่ายทอดเทคโนโลยีนำซากผลผลิตทางการเกษตรมาทำปุ๋ยหรือพลังงาน

นายนพดล กล่าวต่อว่า 3. เปลี่ยนรถโดยสารประจำทางเครื่องยนต์ดีเซลในกรุงเทพมหานครที่มีประมาณ 7,000-8,000 คัน เป็นรถไฟฟ้า อีวี ตั้งเป้าภายใน 4 ปี หากทำได้จะทำให้ปัญหาฝุ่น pm 2.5 เบาบางลงอย่างมาก รวมทั้งตรวจสอบการปล่อยมลพิษจากโรงงานในจังหวัดรายล้อมกรุงเทพฯอย่างเข้มงวด เข้มงวด site ก่อสร้าง 4.สร้างรายได้จากอุตสาหกรรมใหม่ หรืออุตสาหกรรมสีเขียว โดยเร่งให้ไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมผลิตรถไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ เช่น ผลิตชิ้นส่วน แบตเตอรี่ เพื่อให้คนไทยเข้าถึงรถไฟฟ้าในราคาสมเหตุสมผล ลดการใช้รถสันดาปภายใน และจะแก้ไขปัญหาขีดความสามารถของประเทศ และยังช่วยลดแหล่งกำเนิด pm 2.5 ได้อย่างเป็นระบบ 5.ผลักดันร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ทันทีที่พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล เพื่อวางโครงสร้างทางกฎหมายเพื่ออากาศสะอาดของพี่น้องประชาชน เพราะอากาศสะอาดเป็นหนึ่งในสิทธิมนุษยชน

"ปัญหาฝุ่น pm 2.5 ไม่เลือกคนรวย คนจน เด็กอนุบาล หรือผู้สูงอายุ เราจะไม่ปล่อยให้แก้ปัญหาแบบนี้อีกต่อไป พรรคเพื่อไทยมา pm 2.5 ต้องหมดไป ต้องแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและโดยแก้เริ่มจากได้การมีรัฐบาลใหม่ที่เอาจริงเรื่องนี้"นายนพดล กล่าว

ค่าฝุ่น PM 2.5 สูงเกินมาตรฐาน 70 พื้นที่กรุงเทพมหานคร



วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566 ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานคร รายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ของสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรุงเทพมหานคร เวลา 07.00 น. ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ตรวจวัดได้ 61-105 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) พบว่าเกินมาตรฐาน (มาตรฐานไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม.) จำนวน 70 พื้นที่ คือ

1. เขตประเวศ ด้านหน้าห้างสรรพสินค้าซีคอน สแควร์ : มีค่าเท่ากับ 105 มคก./ลบ.ม.

2. เขตหนองแขม สามแยกข้างป้อมตำรวจ ถนนมาเจริญ เพชรเกษม 81 : มีค่าเท่ากับ 104 มคก./ลบ.ม.

3. เขตทวีวัฒนา ทางเข้าสนามหลวง 2 : มีค่าเท่ากับ 103 มคก./ลบ.ม.

4. เขตบึงกุ่ม ภายในสำนักงานเขตบึงกุ่ม : มีค่าเท่ากับ 101 มคก./ลบ.ม.

5. เขตสาทร สี่แยกหน้าสำนักงานเขตสาทร ซอย ถนนเซนต์หลุยส์ : มีค่าเท่ากับ 101 มคก./ลบ.ม.

6. เขตยานนาวา ใกล้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สำนักงานใหญ่ : มีค่าเท่ากับ 100 มคก./ลบ.ม.

7. เขตหลักสี่ ภายในสำนักงานเขตหลักสี่ : มีค่าเท่ากับ 95 มคก./ลบ.ม.

8. เขตปทุมวัน หน้าห้างสามย่านมิตรทาวน์ : มีค่าเท่ากับ 93 มคก./ลบ.ม.

9. เขตสัมพันธวงศ์ บริเวณหน้าหัวมุม ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ (วงเวียนโอเดียน) : มีค่าเท่ากับ 92 มคก./ลบ.ม.

10. เขตคลองเตย ภายในสำนักงานเขตคลองเตย : มีค่าเท่ากับ 91 มคก./ลบ.ม.


11. เขตธนบุรี ริมป้ายรถเมล์บริเวณแยกมไหศวรรย์ : มีค่าเท่ากับ 91 มคก./ลบ.ม.


12. เขตลาดกระบัง ด้านหน้าโรงพยาบาลลาดกระบังข้างป้อมตำรวจ : มีค่าเท่ากับ 90 มคก./ลบ.ม.


13. เขตคลองสาน บริเวณหน้าห้องสมุดใต้สะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน : มีค่าเท่ากับ 90 มคก./ลบ.ม.


14. เขตตลิ่งชัน ถนนพุทธมณฑลสาย 1 ตัดกับถนนบรมราชชนนี : มีค่าเท่ากับ 90 มคก./ลบ.ม.


15. เขตบางขุนเทียน ภายในสำนักงานเขตบางขุนเทียน : มีค่าเท่ากับ 90 มคก./ลบ.ม.


16. เขตภาษีเจริญ หน้ามหาวิทยาลัยสยาม (ประมาณซอยเพชรเกษม 36) ทางเข้ามหาวิทยาลัย : มีค่าเท่ากับ 89 มคก./ลบ.ม.


17. เขตบางกอกใหญ่ บริเวณสี่แยกท่าพระ แขวงวัดท่าพระ : มีค่าเท่ากับ 89 มคก./ลบ.ม.


18. เขตบางรัก ข้างป้อมตำรวจหน้าลานบางรักเลิฟลี่ พลาซ่า : มีค่าเท่ากับ 89 มคก./ลบ.ม.


19. เขตบางเขน ภายในสำนักงานเขตบางเขน : มีค่าเท่ากับ 88 มคก./ลบ.ม.


20. เขตวังทองหลาง ด้านหน้าปั๊มน้ำมัน เอสโซ่ ซ.ลาดพร้าว 95 : มีค่าเท่ากับ 88 มคก./ลบ.ม.


21. เขตบางซื่อ ภายในสำนักงานเขตบางซื่อ : มีค่าเท่ากับ 88 มคก./ลบ.ม.


22. เขตสายไหม ป้ายรถเมล์ด้านหน้าสำนักงานเขตสายไหม : มีค่าเท่ากับ 87 มคก./ลบ.ม.


23. เขตดอนเมือง ด้านข้างสำนักงานเขตดอนเมือง : มีค่าเท่ากับ 87 มคก./ลบ.ม.


24. เขตบางพลัด ภายในสำนักงานเขตบางพลัด : มีค่าเท่ากับ 87 มคก./ลบ.ม.


25. เขตบางนา บริเวณหน้าห้าง สรรพสินค้าบิ๊กซี บางนา : มีค่าเท่ากับ 87 มคก./ลบ.ม.


26. เขตบางกอกน้อย บริเวณหน้าสถานีตำรวจรถไฟบางกอกน้อย : มีค่าเท่ากับ 85 มคก./ลบ.ม.


27. เขตบางบอน ใกล้ตลาดสุขสวัสดี : มีค่าเท่ากับ 85 มคก./ลบ.ม.


28. สวนทวีวนารมย์ เขตทวีวัฒนา เขตทวีวัฒนา : มีค่าเท่ากับ 85 มคก./ลบ.ม.


29. เขตคลองสามวา ภายในสำนักงานเขตคลองสามวา : มีค่าเท่ากับ 84 มคก./ลบ.ม.


30. เขตจอมทอง ภายในสำนักงานเขตจอมทอง : มีค่าเท่ากับ 83 มคก./ลบ.ม.


31. เขตราษฎร์บูรณะ ภายในสำนักงานเขตราษฎร์บูรณะ : มีค่าเท่ากับ 82 มคก./ลบ.ม.


32. สวนธนบุรีรมย์ เขตทุ่งครุ เขตทุ่งครุ : มีค่าเท่ากับ 82 มคก./ลบ.ม.


33. สวนรมณีย์ทุ่งสีกัน เขตดอนเมือง เขตดอนเมือง : มีค่าเท่ากับ 82 มคก./ลบ.ม.


34. เขตจตุจักร บริเวณด้านหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ : มีค่าเท่ากับ 82 มคก./ลบ.ม.


35. เขตพญาไท หน้าแฟลตทหารบกใกล้โรงพยาบาลวิชัยยุทธ ตรงข้ามกระทรวงการคลัง : มีค่าเท่ากับ 81 มคก./ลบ.ม.


36. เขตหนองจอก บริเวณหน้าสำนักงานเขตหนองจอก : มีค่าเท่ากับ 81 มคก./ลบ.ม.


37. สวนเบญจกิติ เขตคลองเตย เขตคลองเตย : มีค่าเท่ากับ 81 มคก./ลบ.ม.


38. เขตทุ่งครุ หน้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี : มีค่าเท่ากับ 81 มคก./ลบ.ม.


39. เขตบางคอแหลม บริเวณป้อมตำรวจสี่แยกถนนตก : มีค่าเท่ากับ 80 มคก./ลบ.ม.


40. อุทยานเบญจสิริ (สวนเบญจสิริ) เขตคลองเตย เขตคลองเตย : มีค่าเท่ากับ 80 มคก./ลบ.ม.


41. เขตบางแค ภายในสำนักงานเขตบางแค : มีค่าเท่ากับ 79 มคก./ลบ.ม.


42. เขตพระนคร ภายในสำนักงานเขตพระนคร : มีค่าเท่ากับ 79 มคก./ลบ.ม.


43. เขตดินแดง ริมถนนวิภาวดีรังสิต : มีค่าเท่ากับ 79 มคก./ลบ.ม.


44. เขตมีนบุรี สวนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ตรงข้ามสำนักงานเขตมีนบุรี : มีค่าเท่ากับ 78 มคก./ลบ.ม.


45. เขตคันนายาว บริเวณปากทางถนนสวนสยามตัดกับถนนรามอินทรา : มีค่าเท่ากับ 78 มคก./ลบ.ม.


46. เขตราชเทวี ภายในสำนักงานเขตราชเทวี : มีค่าเท่ากับ 78 มคก./ลบ.ม.


47. เขตสวนหลวง ด้านหน้าสำนักงานเขตสวนหลวง : มีค่าเท่ากับ 77 มคก./ลบ.ม.


48. เขตวัฒนา ตรงข้าม noble Reveal (ข้าง MK gold restaurants) : มีค่าเท่ากับ 76 มคก./ลบ.ม.


49. สวนบางแคภิรมย์ เขตบางแค เขตบางแค : มีค่าเท่ากับ 76 มคก./ลบ.ม.


50. สวนหนองจอก เขตหนองจอก เขตหนองจอก : มีค่าเท่ากับ 75 มคก./ลบ.ม.


51. สวนเสรีไทย เขตบึงกุ่ม เขตบึงกุ่ม : มีค่าเท่ากับ 75 มคก./ลบ.ม.


52. สวนกีฬารามอินทรา เขตบางเขน เขตบางเขน : มีค่าเท่ากับ 75 มคก./ลบ.ม.


53. เขตพระโขนง ภายในสำนักงานเขตพระโขนง : มีค่าเท่ากับ 75 มคก./ลบ.ม.


54. สวนวชิรเบญจทัศ เขตจตุจักร เขตจตุจักร : มีค่าเท่ากับ 75 มคก./ลบ.ม.


55. เขตดุสิต ริมสวนหย่อมตรงข้ามสำนักงานเขตดุสิต : มีค่าเท่ากับ 75 มคก./ลบ.ม.


56. สวนสันติภาพ เขตราชเทวี เขตราชเทวี : มีค่าเท่ากับ 74 มคก./ลบ.ม.


57. เขตบางกะปิ ข้างป้อมตำรวจตรงข้ามสำนักงาน เขตบางกะปิ : มีค่าเท่ากับ 74 มคก./ลบ.ม.


58. เขตลาดพร้าว ภายในสำนักงานเขตลาดพร้าว : มีค่าเท่ากับ 73 มคก./ลบ.ม.


59. สวนหลวง ร.9 เขตประเวศ เขตประเวศ : มีค่าเท่ากับ 71 มคก./ลบ.ม.


60. สวน 60 พรรษาสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เขตลาดกระบัง เขตลาดกระบัง : มีค่าเท่ากับ 71 มคก./ลบ.ม.


61. เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ด้านหน้าสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ : มีค่าเท่ากับ 71 มคก./ลบ.ม.


62. สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เขตจตุจักร เขตจตุจักร : มีค่าเท่ากับ 70 มคก./ลบ.ม.


63. เขตห้วยขวาง ภายในสำนักงานเขตห้วยขวาง (ด้านข้างโรงเพาะชำ) ถนนประชาอุทิศ : มีค่าเท่ากับ 69 มคก./ลบ.ม.


64. สวนจตุจักร เขตจตุจักร เขตจตุจักร : มีค่าเท่ากับ 68 มคก./ลบ.ม.


65. สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เขตบางกอกน้อย เขตบางกอกน้อย : มีค่าเท่ากับ 67 มคก./ลบ.ม.


66. เขตสะพานสูง ภายในสำนักงานเขตสะพานสูง : มีค่าเท่ากับ 67 มคก./ลบ.ม.


67. สวนลุมพินี เขตปทุมวัน เขตปทุมวัน : มีค่าเท่ากับ 67 มคก./ลบ.ม.


68. สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา เขตบางคอแหลม เขตบางคอแหลม : มีค่าเท่ากับ 66 มคก./ลบ.ม.


69. สวนพระนคร เขตลาดกระบัง เขตลาดกระบัง : มีค่าเท่ากับ 65 มคก./ลบ.ม.


70. สวนหลวงพระราม 8 เขตบางพลัด เขตบางพลัด : มีค่าเท่ากับ 61 มคก./ลบ.ม.


ดัชนีคุณภาพอากาศของสถานีตรวจวัดของกรุงเทพมหานคร ส่วนใหญ่อยู่ในระดับคุณภาพอากาศ เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ


กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์สภาพอากาศ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร : ฝนฟ้าคะนอง


ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง (คาดการณ์แนวโน้มสภาพอากาศที่ส่งผลกระทบต่อฝุ่น PM 2.5 โดยสภาพทางอุตุนิยมวิทยา)


1. คาดว่าอัตราการระบายอากาศในช่วงวันที่ 2-4 ก.พ. 66 จะไม่ดี/อ่อน เนื่องจากเพดานอากาศต่ำ เกิดสภาวะอากาศปิดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการสะสมของฝุ่นละออง PM 2.5 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือลดลงสลับกันในช่วงนี้ สำหรับในช่วงวันที่ 5-8 ก.พ. 66 คาดว่าอัตราการระบายอากาศจะดี มีฝนบางพื้นที่ จากทิศใต้ และลมตะวันออกเฉียงใต้ พัดนำความชื้นจากทะเลจีนใต้และอ่าวไทยพัดเข้ามาปกคลุมแทนที่ลมหนาว ส่วนมวลอากาศเย็นที่แผ่ปกคลุมเริ่มมีกำลังอ่อนลง ทำให้ประเทศไทยตอนบน มีอุณหภูมิสูงขึ้น กลางวันอากาศร้อน ส่งผลให้เกิดการสะสมของฝุ่นละออง PM 2.5 มีแนวโน้มลดลง และวันนี้พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีหมอกในตอนเช้า โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่


2. ช่วงวันที่ 2-4 ก.พ. 2566 พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลควรเฝ้าระวังการสะสมของฝุ่นละออง เนื่องจากสภาพอากาศที่นิ่ง และปิด โดยพื้นที่ที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ พื้นที่กรุงเทพฯ กลาง กรุงธนเหนือ และกรุงธนใต้ (พื้นที่ท้ายลม)


3. จากการตรวจสอบข้อมูลจุดความร้อน (hotspot) ผ่านดาวเทียม จากหน่วยงาน NASA ไม่พบจุดความร้อนที่ดาวเทียมตรวจพบค่าความร้อนสูงผิดปกติ จากค่าความร้อนบนผิวโลก บริเวณพื้นที่กรุงเทพมหานคร


สำนักสิ่งแวดล้อม ได้ประสานแจ้งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เพิ่มความเข้มงวด การดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง เพื่อเป็นการบรรเทาความรุนแรง ของสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 และผลกระทบ ที่อาจเกิดขึ้นกับสุขภาพอนามัยของประชาชน


แจ้งเตือนรวมถึงประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลคุณภาพอากาศ ก่อนออกจากบ้าน ผ่านทาง


แอปพลิเคชัน AirBKK

www.airbkk.com

FB: สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร

FB: กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง สำนักสิ่งแวดล้อม

FB: กรุงเทพมหานคร

แอปพลิเคชัน AirBKK


เพื่อให้ประชาชนวางแผนการทำงาน การทำกิจกรรมโดยเฉพาะในพื้นที่ที่คุณภาพอากาศอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ/มีผลกระทบต่อสุขภาพ ควรลดระยะเวลา หรืองดการทำกิจกรรมกลางแจ้ง ทั้งนี้ กรณีประชาชนพบเห็น/สามารถแจ้งเบาะแสแหล่งกำเนิดมลพิษผ่านทาง Traffy Fondue


ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร



เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566 หลังจากที่เฟซบุ๊กเพจ "เอ้ สุชัชวีร์" ได้ทำการโพสต์เรื่องราวชวนให้ตระหนักถึงปัญหา PM 2.5 มา 2 – 3 วันติดๆ ล่าสุด ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานคณะทำงานนโยบาย กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาชักชวนให้พวกเราได้เวลาประกาศสงครามกับปัญหา PM 2.5 กันแล้ว โดยในวันนี้พบว่าค่าฝุ่นของกรุงเทพหนักหนามาก บางช่วงเวลาติด TOP 3 เมืองสำคัญที่อากาศแย่ของโลกไปแล้ว  

โดย ศ.ดร.สุชัชวีร์ มองว่าแม้ที่ผ่านมาภาครัฐ จะพยายามออกหลายๆ มาตรการ แต่ดูเหมือนจะเป็นเพียงช่วยบรรเทาสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ให้กับประชาชนไปพลางก่อนเท่านั้น เพราะวันนี้ปัญหาก็ยังคงอยู่ รวมทั้งมาตรการที่ผ่านมาก็ดูไม่ยั่งยืน ซึ่งแน่นอนว่าในปีถัดไปพวกเราก็คงต้องกลับมาเจอกับปัญหานี้อีก 

ทั้งนี้ ศ.ดร.สุชัชวีร์ ได้เสนอ 2 แนวทางการแก้ปัญหา PM 2.5 อย่างยั่งยืน คือ 

1. “กำหนดเป้าหมาย” หากเราไม่กำหนดเป้าหมายก็คงยากในการพิชิตสงคราม การกำหนดเป้าหมาย เพื่อให้เราสามารถหาแนวทางในการบรรลุเป้าหมายได้ชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น 

2. “ออกกฎหมายอากาศสะอาด” นำมาประกาศบังคับใช้อย่างจริงจัง เพื่อหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการดูแล และแก้ปัญหา PM2.5  จะได้สามารถนำมาใช้เป็น “อาวุธ” ในการทำสงครามกับ PM 2.5 ถ้าไม่มีสิ่งนี้ก็เปรียบเสมือนนักรบที่ไม่มีอาวุธ ต่อให้รู้วิธีในการเอาชนะสงคราม แต่ไม่มีอาวุธก็ไม่สามารถเอาชนะสงครามได้ หลายๆ ประเทศที่รู้ตรงจุดนี้เขามุ่งมั่นผลักดันออกกฎหมาย ปรับแก้ บังคับใช้อย่างจริงจังจนแก้ปัญหาได้ 

แน่นอนว่านอกจากการออกกฎหมายแล้ว ยังจะต้องมี “คณะกรรมการอากาศสะอาด” ที่เปรียบเสมือนเสนาธิการ แม่ทัพ ซึ่งจะทำหน้าที่กำกับดูแล วางนโยบาย ดำเนินการ และติดตามการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ได้วางไว้ ซึ่งคณะกรรมการนี้ ควรประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีอำนาจจากหลายภาคส่วนมาร่วมมือกัน

“เพื่อไทย” หวั่นฝุ่น PM 2.5 ฟุ้งตอกย้ำแก้เหลว ฉุดเศรษฐกิจไทยทรุดอีก



“เพื่อไทย” หวั่น ดอกเบี้ยขาขึ้น หนี้เสียพุ่ง บาทแข็ง ฉุดเศรษฐกิจไทยทรุด ชี้ รีดไถนักท่องเที่ยว ดัชนีทุจริต ฝุ่น PM 2.5 ตอกย้ำความล้มเหลว แนะแก้ปัญหาไม่ได้ ต้องยุบสภาเลือกตั้งใหม่ 

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566   นางสาวจุฑาพร เกตุราทร ว่าที่ผู้สมัคร สส. กทม. เขต สาทร บางรัก ปทุมวัน และ โฆษกคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ธนาคารกลางสหรัฐประกาศขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ขยับขึ้นเป็น 4.50%-4.75% และยังมีแนวโน้มที่จะขึ้นดอกเบี้ยต่ออีก เพื่อหยุดยั้งอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐที่ยังคงสูงอยู่ที่ 6.5% ในเดือนธันวาคม โดยจะพยายามทำให้เงินเฟ้อลดลงเหลือเพียง 2% ในขณะที่ในประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ก่อนหน้านี้เช่นกัน โดยขึ้นจาก 1.25% เป็น 1.50% และยังมีแนวโน้มที่จะต้องขึ้นอีกหลายครั้งในปีนี้

อัตราดอกเบี้ยของไทยจะที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งนี้เพราะหนี้สาธารณะของไทยอยู่ในระดับสูงกว่า 10 ล้านล้านบาท เฉพาะดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 1% รัฐต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มถึงปีละ 1 แสนล้านบาทโดยอาจจะต้องตัดจากงบประมาณแผ่นดิน และเอกชนก็ต้องแบกภาระดอกเบี้ยเพิ่มจากหนี้ครัวเรือนประมาณ 15 ล้านล้านบาท และ หนี้ธุรกิจในธนาคาร รวมไปถึงหนี้เสียและหนี้สงสัยจะเสียจำนวนหลายล้านล้านบาทที่จะต้องแบกรักภาระดอกเบี้ยสูงขึ้น นอกจากนี้ ดอกเบี้ยของไทยที่จะขึ้นอาจจะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอีก ซึ่งปัจจุบันค่าเงินบาทก็แข็งค่าอยู่แล้วอยู่ที่ 32 บาทกว่า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกที่ทำท่าจะย่ำแย่ และ อาจจะติดลบในปีนี้ หลังจากที่การส่งออกติดลบติดกันใน 3 เดือนสุดท้ายของปีที่แล้ว โดยการส่งออกเดือนธันวาคมติดลบถึง - 14.6% 

นอกจากปัญหาดอกเบี้ยแล้วปัญหาการรีดไถนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะข่าวที่ตำรวจไทยรีดไถดาราสาวชาวไต้หวันได้กระจายไปทั่วโลกทำความเสื่อมเสียให้ประเทศไทยอย่างมาก หลังจากตำรวจไทยไปให้บริการนักท่องเที่ยวจีนจากสนามบินและมีรถตำรวจนำหน้าพาเที่ยว แถมยังมีโฆษณาในเว็ปท่องเที่ยวของจีนเลย ซึ่งไทยกลายเป็นประเทศตัวตลกของโลกไปแล้ว โดยข่าวการรีดไถนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะเรื่องบุหรี่ไฟฟ้ามีขึ้นจำนวนมากและกลายเป็นการบ่อนทำลายการท่องเที่ยวของไทยไปแบบไม่รู้ตัว และอาจจะทำให้นักท่องเที่ยวเปลี่ยนใจไม่มาไทย เศรษฐกิจก็จะยิ่งย่ำแย่ เพราะการท่องเที่ยวน่าจะเป็นความหวังเดียวที่เหลืออยู่ หลังจากไม่สามารถจะพึ่งส่งออกได้แล้วในปีนี้ เพราะการส่งออกทำท่าจะติดลบแน่ในปีนี้ แถมรัฐบาลยังจะไปเก็บค่าเหยียบแผ่นดินเพิ่มภาระให้นักท่องเที่ยวอีก ซึ่งจะเป็นอุปสรรคแทนที่จะส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวเข้ามามากๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอันดับการทุจริตของไทยในปีนี้จะดีขึ้นมาอยู่ที่ 101 จาก 180 ประเทศ แต่ในความรู้สึกของประชาชนกลับคิดว่าการทุจริตของไทยเพิ่มขึ้นมาก จากข่าวคราวที่ปรากฎมาตลอด อีกทั้งดัชนีทุจริตไทยยังอยู่อันดับที่แย่กว่าประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าอับอายมาก นอกจากปัญหาการทุจริตแล้วปัญหาฝุ่น PM 2.5 ก็ยังเป็นปัญหาของรัฐบาลมาตลอด 8 ปี ที่ไม่ได้มีการแก้ไขเลย และ เลวร้ายขึ้นเรื่อยจน กทม. ติดอันดับ 4 ของโลก ที่ต้องงดให้ประชาชนจัดกิจกรรมกลางแจ้งกันแล้ว 

ปัญหาต่างๆเหล่านี้ ไม่ได้มีแนวทางแก้ไขสภาผู้แทนที่เป็นปากเสียงของประชาชนก็ล่มตลอด เพราะ สส. ย้ายพรรคเพื่อเตรียมพร้อมการเลือกตั้ง หากสภาพเป็นแบบนี้ น่าจะต้องยุบสภาและเลือกตั้งใหม่จะดีกว่า ประชาชนจะได้มีโอกาสเลือกรัฐบาลใหม่ที่จะเป็นที่พึ่งของประชาชนได้มากกว่า

วธ. ประกาศคัดเลือก “คนดีศรีจังหวัด” ยกย่องเชิดชูเกียรติเยาวชนและบุคคลคุณธรรมอาทิพอเพียง


 

วธ. ประกาศคัดเลือก “คนดีศรีจังหวัด” ยกย่องเชิดชูเกียรติเยาวชนและบุคคลคุณธรรม สร้างแบบอย่างการทำความดี มุ่งเป้าสู่สังคมคุณธรรม หล่อหลอมคนไทยอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566 นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 - 2570) เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายให้คนไทยมีพฤติกรรมที่สะท้อนการมีคุณธรรม 5 ประการ คือ “พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา กตัญญู” มุ่งสู่สังคมคุณธรรมที่คนไทยอยู่ร่วมกันด้วยความสมานฉันท์ ภายใต้หลักธรรมทางศาสนา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง วิถีวัฒนธรรมไทยที่ดีงาม และประเทศไทยปลอดทุจริตและประพฤติมิชอบ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ในฐานะสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ จึงได้ดำเนินงานโครงการ “คนดีศรีจังหวัด” เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการฯ ให้บรรลุเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม เกิดผลเป็นที่ประจักษ์ในทุกพื้นที่ โดยส่งเสริมการยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลและองค์กรที่มีคุณธรรมหรือทำความดี เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เกียรติประวัติและผลงานที่ได้รับการยกย่องให้เกิดการรับรู้อย่างกว้างขวาง เป็นแบบอย่างและเป็นแรงจูงใจในการทำความดีแก่บุคคลอื่นในสังคม ซึ่งจะส่งผลสำคัญในการพัฒนาชุมชน องค์กร อำเภอ และจังหวัด ให้ก้าวไปสู่ระดับคุณธรรมต้นแบบเพิ่มมากขึ้น 



รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า “คนดีศรีจังหวัด” หมายถึง บุคคลที่ดำรงตนยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และดำรงตนตามหลักคุณธรรม 5 ประการดังกล่าว ตลอดจนกระทำความดีและคุณประโยชน์เพื่อส่วนรวม เป็นแบบอย่างและเป็นที่ยอมรับของคนในชุมชน องค์กร และสังคม เหมาะสมแก่การยกย่องเชิดชูเกียรติ โดยรางวัลคนดีศรีจังหวัด แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทเด็กและเยาวชน อายุ 13 - 25 ปี จังหวัดละ 1 รางวัล และประเภทประชาชน จังหวัดละ 1 รางวัล โดยกรมการศาสนา ได้แจ้งหลักเกณฑ์และแนวทางการคัดเลือกไปยังสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อขอความร่วมมือประชาสัมพันธ์เชิญชวนเครือข่ายในจังหวัด ประกอบด้วย องค์กรภาครัฐและภาคเอกชน สถาบันการศึกษา สมาคมหรือมูลนิธิ ศาสนสถาน และชุมชน เข้าร่วมเสนอชื่อเด็กและเยาวชนและบุคคลผู้มีคุณสมบัติเหมาะสม ต่อคณะอนุกรรมการส่งเสริมคุณธรรมระดับจังหวัด ดำเนินการพิจารณาคัดเลือก และผู้ที่ได้รับการคัดเลือก “คนดีศรีจังหวัด” จะได้รับโล่รางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติของนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ต่อไป

ทีมเศรษฐกิจพรรคชาติพัฒนากล้า ชูนโยบายเกษตรสร้างชาติให้โอกาสคนทุกวัย


ทีมเศรษฐกิจพรรคชาติพัฒนากล้า ชูนโยบายเกษตรสร้างชาติให้โอกาสคนทุกวัย เสนอตั้งกองทุนธุรกิจสร้างสรรค์ จ้างงานผู้สูงวัย ต่อยอดคุณค่าแห่งชีวิต และดูแลความปลอดภัยผู้สูงอายุและคนพิการในบ้านด้วยอารยสถาปัตย์ 

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566 นายวรวุฒิ อุ่นใจ รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวถึงนโยบายด้านการเกษตรของพรรคชาติพัฒนากล้าว่า โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทย ไม่ได้เอื้อให้ผู้ประกอบการรายย่อย และเกษตรกร ให้ลืมตาอ้าปากได้มากนัก พรรคชาติพัฒนากล้า ขอนำเสนอนโยบาย “เกษตรสร้างชาติ เพิ่มมูลค่าด้วยเทคโนโลยี – อุตสาหกรรม” โดยยก 4 ข้อหลักเพื่อไปสู่เป้าหมายได้คือ 1.พัฒนาสินค้าเกษตรเป็นเกษตรพรีเมี่ยม เพิ่มคุณภาพการผลิต จำหน่ายในราคาสูงได้ ปัญหาของเกษตรกรเวลานี้คือ เน้นปริมาณ ไม่ได้เน้นคุณภาพมากนัก ทำให้สินค้าผลิตออกมาและขายไม่ได้ หรือขายได้ในราคาถูกไม่คุ้มต้นการผลิตที่สูงขึ้น สินค้าภาคการเกษตรเกี่ยวเนื่องกับหลายกระทรวง ที่มีนโยบายไม่สอดคล้องกัน ทำให้สินค้าภาคการเกษตรไม่สามารถแก้ปัญหาได้มาอย่างยาวนาน 

2. ใช้เทคโนโลยีช่วยเกษตรแปรรูป โดยเสนอระบบ cloud factory ซึ่งเป็นระบบที่รัฐใช้เงินสนับสนุน มีโครงสร้างพื้นฐาน ให้ชาวบ้านมาใช้ มีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงแล้ว ที่อุทยานหลวงปู่ทวด ต.บ้านใหม่ จ.พระนครศรีอยุธยา ผู้นำท้องถิ่นได้รวบรวมสินค้าชุมชน นำมาแปรรูป และตั้ง อย.กลางเพื่อสร้างมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน ผลิตตามออเดอร์ หมดปัญหาผลิตมาไม่รู้จะขายใคร  3. สอนเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการ ไม่ใช่แค่ผู้ผลิต ด้วยการค้าขายออนไลน์ ซึ่งมีตลาดแบบไร้พรมแดน หากทำได้ก็จะสร้างรายได้ให้กับประชาชนมหาศาล ลืมตาอ้าปากได้ 4. ปรับโครงสร้างสหกรณ์เกษตรไทย ให้เป็นสหกรณ์ที่ต่างประเทศเขาทำกัน คือการรวมกลุ่มบริษัทที่ผลิตสินค้าเกษตรกร และผลักดันเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ถ้าทำได้ เกษตรกรไทยไม่มีจน  

ด้านวรนัยน์ วาณิชกะ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทั้งด้วยการศึกษา โอกาสทางเศรษฐกิจ รวมถึงช่วงวัย ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำสูงมากในสังคม ดังนั้นพรรคชาติพัฒนากล้า ขอเสนอ 3 นโยบายคือ  1.“กองทุนธุรกิจสรางสรรค์” สูงสุดรายละ 1,000,000 บาทต่อธุรกิจ ต่ำสุด 100,000 บาท ไม่จำกัดวุฒิ วัย ใครมีไอเดียสามารถเข้าถึงได้ ขอให้เป็นธุรกิจมีนวัตกรรม เป็นการสร้างโอกาสให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมไม่จำกัดเพศ และวัย  2. นโยบาย “ สูงวัยไฟแรง งานใหม่ 500,000 ตำแหน่ง” วันนี้ประเทศไทยมีประชากร 68 ล้านคน มีการแบ่งเป็น คนรุ่นใหม่ คนรุ่นเก่า หลายคนอาจจะมองว่าผู้สูงวัยเป็นภาระ ซึ่งจริง ๆ แล้วคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพ ที่สามารถสร้างเงินให้กับระบบเศรษฐกิจได้ และเป็นการต่อยอดคุณภาพชีวิต ให้ผู้สูงวัยรู้สึกมีคุณค่าต่อสังคม ต่อครอบครัว และต่อตัวเอง  3. นโยบาย “อารยสถาปัตย์ ปรับปรุงบ้าน 50,000 บาท ให้ผู้สูงวัยและผู้พิการ ประเทศไทยมีผู้สูงอายุ 12.5 ล้านคน 1 ใน 3 ประสบอุบัติเหตุ หกล้มทุกปี และ 65% หกล้มในบ้านของตัวเอง นั่นแสดงให้เห็นว่า เราล้มเหลวด้านการสร้างความปลอดภัยให้กับผู้สูงอายุ นโยบายปรับปรุงบ้านจะเป็นทางออกที่ทางพรรคชาติพัฒนากล้าจะผลักดันให้เกิดขึ้นจริง

"บิ๊กตู่" นั่ง ฮ.ต่อรถไฟลงพื้นที่แม่กลอง 3 ก.พ.นี้ จับตา "รังสิมา" เปิดตัวย้ายจาก "ปชป." ซบ "รทสช."

"บิ๊กตู่" เดินสายต่อเนื่องมีกำหนดการนั่งรถไฟไปสถานีแม่กลองพรุ่งนี้เพื่อตรวจติดตามแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน พร้อมไหวขอพรหลวงพ่อบ้านแหลม จับตา"รังสิมา" เปิดตัวต้อนรับครั้งแรกหลังประกาศจะย้ายขั้วจากปชป. ขณะที่ "รังสิมา" ตื่นเต้นเตรียมต้อนรับ "ลุงตู่"  ไม่หวั่นข้อครหารู้กันทั้งจังหวัดซบ "รทสช." แน่

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2566  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมคณะ มีกำหนดการลงพื้นที่เพื่อตรวจราชการจังหวัดสมุทรสาครในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ทั้งนี้ตามกำหนดการนายกฯจะนั่งเฮลิคอปเตอร์จาก พล.ม.2 ไปลงยังจุดจอด ฮ.สนามกีฬาจังหวัดสมุทรสงคราม ก่อนออกเดินทางไปยังสถานีรถไฟลาดใหญ่ ตำบลลาดใหญ อำเภอลาดใหญ่ เพื่อนั่งรถไฟเดินทางต่อไปยังสถานีรถไฟแม่กลอง เพื่อตรวจติดตามแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งการเดินทางโดยรถไฟครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่นายกฯนั่งรถไฟไปตรวจราชการ

ทั้งนี้ นายกฯจะไปรับทราบแนวทางการพัฒนาโครงข่ายระบบรถไฟเชื่อมต่อจังหวัดสมุทรสงคราม โครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำหลัก ระบบป้องกันน้ำท่วม ชุมชนเมืองสมุทรสงคราม ระยะที่ 1 จากนั้นจะพบปะพี่น้องประชาชนที่มาให้การต้อนรับ ก่อนจะเดินทางต่อไปยังวัดเพชรสมุทรวรวิหาร เพื่อสักการะขอพรจากหลวงพ่อบ้านแหลม และนมัสการพระสมุทรวชิรโสภณ ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดสมุทรสงคราม และเจ้าอาวาสวัดเพชรสมุทรวรวิหาร

นอกจากนั้น นายกฯมีกำหนดไปยังวิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงคราม อ.เมือง เพื่อหารือแนวทางการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างมูลค่าและการยกระดับรายได้ของประชาชนชาวสมุทรสงคราม พร้อมพบปะประชาชนที่มาให้การต้อนรับ แล้วเดินทางกลับถึงกรุงเทพฯในเวลา 15.30 น.ซึ่งถือว่ายังอยู่ในเวลาราชการ

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าจับตามองว่าการเดินทางมาของพล.อ.ประยุทธ์ในครั้งนี้ น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีข่าวออกมาตลอดว่า จะย้ายมาอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะมาต้อนรับพล.อ.ประยุทธ์หรือไม่ ถ้าน.ส.รังสิมามาต้อนรับก็เป็นการยืนยันว่า ย้ายมาสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติอย่างแน่นอน

"รังสิมา" ตื่นเต้นเตรียมต้อนรับ "ลุงตู่"  ไม่หวั่นข้อครหารู้กันทั้งจังหวัดซบ "รทสช." แน่

 ขณะที่ น.ส.รังสิมา  เปิดเผยว่า ในการเดินทางมาตรวจราชการของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในวันพรุ่งนี้ (3 กุมภาพันธ์) ตนจะไปต้อนรับด้วยตัวเองในฐานะเป็นส.ส.ตัวแทนประชาชน และทราบมาว่าจะมีชาวบ้านในพื้นที่จำนวนมากไปรอต้อนรับนายกฯด้วย เพราะคนแม่กลองชอบอยากเจอนายกลุงตู่ อยากไปเห็นตัวจริงว่า คนที่ให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐแก่ประชาชน และทำให้ประเทศชาติสงบใจดีขนาดไหน

ทั้งนี้ ตนตื่นเต้นไม่กลัวข้อครหาแม้จะยังเป็นส.ส.พรรคประชาธิปัตย์แต่ไปต้อนรับนายกฯ เพราะรู้กันทั้งประเทศแล้วว่าจะย้ายมาอยู่พรรคมาอยู่รวมไทยสร้างชาติในการเลือกตั้งครั้งหน้า การเดินทางมาของนายกฯจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาจังหวัดสมุทรสงคราม ยิ่งนายกฯมานั่งรถไฟดูเส้นทางคมนาคมด้วยจะได้เห็นกับตา เพราะทางจังหวัดมีแผนพัฒนาการสร้างทางรถไฟเชื่อมวงเวียนใหญ่-แม่กลอง-ปากท่ออยู่แล้ว ถ้าทำสำเร็จจะร่นระยะทางได้กว่า 70 กม.โครงการนี้ถูกบรรจุอยู่ในแผนงบประมาณมา 20 ปีแล้วแต่ไม่ได้รับการอนุมัติ ดังนั้นการที่นายกฯเดินทางมาดูเส้นทางจริงจะได้รับทราบข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพื่อผลักดันงบประมาณเส้นทางนี้ให้สำเร็จเสียที จึงได้เรียนเชิญนายกฯมาดูด้วยตัวเอง

น.ส.รังสิมา กล่าวย้ำว่า โครงการนี้ถ้าสำเร็จจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาจังหวัดสมุทรสงครามเนื่องจากปัจจุบันแม้การเดินทางจะยังไม่ค่อยสะดวกแต่ปรากฎว่ามีนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวต่างชาติเดินทางท่องเที่ยวทางรถไฟจำนวนมาก เนื่องจากเป็นเส้นทางที่สวยงามมีวัฒนธรรมเฉพาะตัว ดังนั้นถ้าการเดินทางสะดวกกว่านี้จะเป็นผลดีเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นทราบมาว่า จะมีชาวบ้านอีกหลายกลุ่มอาชีพ ทั้งเกษตรกร ชาวประมง และชาวนาเกลือมารอพบนายกฯด้วย ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่นายกฯจะได้มารับฟังปัญหาเพื่อนำไปแก้ได้ตรงจุด


วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

สมเด็จพระสังฆราชทรงประทานพระคติธรรมอบรม “พระบริบาลภิกษุไข้”



สมเด็จพระสังฆราชทรงประทานพระโอวาท-พระคติธรรมโครงการอบรม “พระบริบาลภิกษุไข้” หรือ “อสม.พระ”1 วัด 1 รูปทั่วไทย ของสถาบันพระบรมราชชนก ในวันจันทร์ที่ 6 ก.พ. นี้ ที่วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร

วันจันทร์ที่ 6 ก.พ.2566 เวลา 14.09 น. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกจะเสด็จมายังวัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร เพื่อทรงประทานพระโอวาทและพระคติธรรม เนื่องในโครงการอบรม “พระบริบาลภิกษุไข้” ประจำวัด 1 วัด 1 รูป ทั่วไทย ให้กับพระมหาเถร เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข สถาบันพระบรมราชชนก และคณาจารย์ในโครงการ

โครงการอบรม “พระบริบาลภิกษุไข้” ประจำวัด 1 วัด 1 รูป ทั่วไทย หรือ “อสม.พระ” เป็นโครงการในความรับผิดชอบของสถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ฉลองพระชนมายุ 8 รอบ (26 มิ.ย. 2566) โดยสืบเนื่องจาก ข้อมูลการสำรวจสุขภาพพระภิกษุ-สามเณรทั่วประเทศ จำนวน 252,851 รูป จาก 41,142 วัด พบว่า มีพระภิกษุ-สามเณรที่สุขภาพดีร้อยละ 52 ในขณะที่พบภาวะเสี่ยงร้อยละ 19 และอาพาธถึงร้อยละ 28.5 ส่วนใหญ่เป็นพระภิกษุสูงอายุ ไม่มีผู้ดูแล เจ็บป่วยด้วยโรคติดต่อไม่เรื้อรัง ปัจจัยที่ทำให้อาพาธ คือ ไขมันและน้ำตาลในเลือดสูง ดัชนีมวลกายเกินเกณฑ์มาตรฐาน และการสูบบุหรี่ ส่วนโรคที่พบมากสุด 5 อันดับแรกเป็นโรคเรื้อรังทั้งหมด ได้แก่ โรคมะเร็ง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไตวายเรื้อรัง โรคเรื้อรังเหล่านี้ล้วนมีผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและประสิทธิภาพในการประกอบกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา

ดังนั้นการพัฒนาสมรรถนะพระภิกษุในการดูแลสุขภาพพระภิกษุอาพาธจึงเป็นสิ่งจำเป็นโดยใช้การบูรณาการการเรียนการสอน การพัฒนานักศึกษา การวิจัย และการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม กับการบริการวิชาการ เพื่อให้พระภิกษุสงฆ์ที่เข้ารับการอบรมมีองค์ความรู้และทักษะในการสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และทักษะในการบริบาลพระภิกษุไข้ ซึ่งเป็นการอบรมความรู้พื้นฐานในลักษณะเดียวกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่เป็นประชาชนทั่วไป โดยคาดว่าพระภิกษุที่ได้รับการอบรมจำนวน 9,360 รูป จะสามารถทำหน้าที่ “อสม.พระ” ดูแลพระภิกษุอาพาธ ให้การสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ช่วยเหลือดูแลเบื้องต้น ปฐมพยาบาล และช่วยฟื้นคืนชีพเบื้องต้นได้ ทั้งนี้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของพระภิกษุในวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ นอกจากนี้อสม.พระเหล่านี้ยังจะสามารถถ่ายทอดความรู้พื้นฐานด้านสุขภาพแก่ญาติโยมและดำรงตนเป็นตัวอย่างที่ดีด้านสุขภาพให้แก่ชุมชนอีกด้วย

สำหรับพระสงฆ์ที่เข้าร่วมฝึกอบรมจำนวน 9,360 รูป ประกอบด้วย เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดหรือผู้แทน จังหวัดละ 2 รูป รวม 155 รูป เลขานุการเจ้าคณะอำเภอหรือผู้แทน อำเภอละ 2 รูป รวม 1,756 รูป และเลขานุการเจ้าคณะตำบลหรือผู้แทน ตำบลละ 1-2 รูป รวม 7,450 รูป การเรียนการสอนจัดขึ้นที่วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหารและวัดในเขตพื้นที่รับผิดชอบของวิทยาลัยในสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก และมีการเรียนการสอนในระบบออนไลน์ด้วย โดยการอบรมจะแล้วเสร็จในเดือน มิ.ย.นี้

เปลี่ยนชีวิตคนไร้บ้านให้มาทำงานกับกทม.​ ผู้ว่าฯ​ ชัชชาติ พร้อมช่วยเหลือเพื่อแก้ปัญหาคนจนเมือง

 


" หลักการแก้ปัญหาของคนไร้บ้านคือการต้องแก้ปัญหาในระยะยาว เราพยายามจะหางานให้คนไร้บ้านโดยให้มาสมัครงานกับกทม. เพื่อให้เขาก้าวผ่านจากคนที่ไร้บ้าน​ ไร้อาชีพ​ ให้มีงาน​ทำ​ ซึ่งหน่วยงานอื่น​ ๆ​ ก็อาจจะร่วมกันช่วยได้เพื่อให้คนไร้บ้านมีงานทำ​เพื่อให้ชีวิตมีความมั่นคงขึ้น​ เพราะแต่ละคนก็อาจจะมีทักษะของบางอาชีพเหลืออยู่​ เช่น​ ทำสวน​ เป็นไกด์​ รักษาความปลอดภัย​ เป็นต้น​ ดังนั้นทุกฝ่ายควรช่วยกันแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุ ด้วยการให้อาชีพ​ ให้โอกาส​ ให้งานทำ ไม่ใช่ให้เงินและอาหารเป็นรายวัน " ผู้ว่าฯ​ ชัชชาติกล่าว​ ระหว่างกิจกรรมผู้ว่าฯ​ สัญจร​ ณ​ เขตวัฒนา  

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สัญจรเขตวัฒนา​ ตามนโยบายผู้ว่าฯ สัญจร 50 เขต ซึ่่งเขตวัฒนาเป็นเขตที่ 21 ของการสัญจร โดยในวันนี้ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รับประทานอาหารกลางวันร่วมกับลูกจ้างประจำของสำนักงานเขตวัฒนา จำนวน 6 คน ประกอบด้วย​ 1. นายธงชัย บุญยรัตพันธุ์  พนักงานทั่วไป (ระบายน้ำ) ฝ่ายโยธา​ 2. นางสาวภรณ์ทิพย์ บุนนาค  พนักงานทั่วไป (กวาด) ฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะ​ 3. นายพรชัย โพธิวรรณ์ พนักงานประจำรถ (รถเก็บไขมัน) ฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะ​ 4. นางสาววิไลรัตน์ สนธิภักดี พนักงานทั่วไป (กวาด) บ2 ฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะ​ ​ 5. นายรังสี ม๊ะโซ๊ะ พนักงานทั่วไป (เก็บขนมูลฝอย) ฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะ​ ​และ​ 6. นางโสภิอนงค์ ชมเชย  พนักงานสวนสาธารณะ บ2 ฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะ​ ​ 

 นอกจากนี้​ ยังมีนายปณิธาน​ โลหะประภากุล​ อายุ​ 46 ปี​ อดีตคนไร้บ้านที่ประสบสภาพปัญหา ตกงานขาดรายได้ อาศัยอยู่ในห้องเช่า ต้องมารอรับข้าวแจกที่จุดแจกอาหาร เนื่องจากไม่มีรายได้ เสี่ยงต่อการเป็นคนไร้บ้านถาวรสูงหากยังไม่มีอาชีพ​ ปัจจุบันชีวิตเปลี่ยนจากการได้เริ่มทำงานกับกทม.เมื่อวันที่​ 24 มกราคม 2566​ ซึ่งกทม.ดำเนินการช่วยเหลือ ให้สมัครงานเป็นพนักงานดูแลสวน ที่สวนเบญจกิติ​ เขตคลองเตย รายได้วันละ 350 บาท 

 ระหว่างมื้ออาหารกลางวัน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้พูดคุยกับพนักงาน มีการสอบถามเรื่องชีวิตส่วนตัว ประวัติการทำงาน​ เรื่องการเงิน รายได้ การทำงานและเรื่องทั่วไป อาทิ ที่พักอาศัย ชีวิตครอบครัวปัญหาจากการทำงาน นอกจากนี้ได้แนะนำถึงสวัสดิการของกทม.อย่างครบถ้วน​ อาทิ​ การเบิกค่ารักษาพยาบาลให้ตนเอง​​หรือสามีภรรยาและพ่อ​แม่​ ทุนการศึกษาให้บุตร​ เป็นต้น​ รวมทั้งพูดคุยถึงความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่และพื้นที่ที่ปฏิบัติงาน พร้อมให้กำลังใจในการทำงาน สำหรับเมนูอาหารกลางวัน​ ประกอบด้วย อาหารญี่ปุ่นชุดข้าวเบนโตะเซท​หน้าหมูและเนื้อ​ เกาเหลาเนื้อ ผลไม้ตามฤดูกาล​ และเฉาก๊วย  

ทั้งนี้ การรับประทานอาหารร่วมกับลูกจ้างเป็นหนึ่งในนโยบายของผู้ว่าฯ ชัชชาติ เพื่อพบปะพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ รับฟังปัญหาและสอบถามถึงอุปสรรคในการทำงานเพื่อนำไปแก้ไข อีกทั้งเป็นการให้ความสำคัญกับคนงานของเขตที่เปรียบเสมือนโซ่ข้อสุดท้ายที่เชื่อมต่อกทม.กับประชาชน อยู่ใกล้ชิดพื้นที่และปัญหามากที่สุด โดยเริ่มครั้งแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม 2565 จากกิจกรรมผู้ว่าฯ กทม. สัญจร ณ สำนักงานเขตจตุจักร 


จุฬาฯจัดเสวนา “AI – ChatGPT โอกาสและความท้าทายในอุตสาหกรรมสื่อและการศึกษา”



ภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเชิญผู้ที่สนใจร่วมอัพเดท #แนวโน้มการสื่อสารปี2023 ในงาน เสวนา “AI – ChatGPT โอกาสและความท้าทายในอุตสาหกรรมสื่อและการศึกษา”   วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 9.00-12.00 น. ณ ห้องประชุม 1001 ชั้น 10 อาคารอาคารมงกุฎสมมติวงศ์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

8.45-9.00 น. ลงทะเบียน

9.00-10.00 น. ภาพรวมสถานการณ์ “AI – ChatGPT ทิศทางอุตสาหกรรมสื่อปี 2023” 

- คุณโชค วิศวโยธิน ผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Media:  “แนวโน้มของอุตสาหกรรรมสื่อและเนื้อหาที่จะเกิดขึ้นจากการจับคู่กับ เทคโนโลยี AI ในปี 2023” 

- คุณชัชวาล สังคีตตระการ วิศวกรวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ NECTEC: “การพัฒนาในประเทศไทย AI – OpenAI ในประเทศไทย”

- คุณศรีสุดา วินิจสุวรรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Content & Storytelling: “Content Creator กับ Storytelling ยุค AI”

- ผศ.ดร.อลงกรณ์ ปริวุฒิพงศ์ หัวหน้าภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “สังคมและภาคการศึกษารู้เท่าทันการใช้เทคโนโลยี AI และ ChatGPT” 

10.00-11.30 น. ล้อมวงเสวนาและอภิปรายแลกเปลี่ยน “AI – ChatGPT โอกาสและความท้าทายในอุตสาหกรรมสื่อและการศึกษา” โดยวิทยากรทั้ง 4 ท่าน

11.30-12.00 น. ช่วงถาม-ตอบ

ลงทะเบียนเข้าร่วมเสวนา ฟรี! (40 คนเท่านั้น) 


เปิดเหตุผลที่ ChatGPT สั่นสะเทือนโลก AI  โดย เบิร์น เอลเลียต รองประธานฝ่ายวิจัย การ์ทเนอร์ อิงค์


ไม่นานมานี้ OpenAI บริษัทวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เปิดตัว ChatGPT แพลตฟอร์มสนทนา AI รูปแบบใหม่อย่างเป็นทางการ จากข้อมูลของบริษัทฯ ระบุว่ารูปแบบการสนทนาที่จัดทำโดยแพลตฟอร์มนี้ทำให้ ChatGPT สามารถ "ตอบคำถามได้ครอบคลุม ยอมรับข้อผิดพลาด พร้อมนำเสนอข้อมูลใหม่ ๆ เพื่อปรับเปลี่ยนข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และปฏิเสธคำร้องขอที่ไม่สมเหตุสมผล"

นับตั้งแต่ ChatGPT เปิดให้บริการ บนโลกโซเชียลมีเดียก็มีการถกเถียงกันถึงความเป็นไปได้ในการนำนวัตกรรมนี้มาปรับใช้รวมถึงอันตรายที่อาจตามมา เนื่องจากความสามารถในการวิเคราะห์หาข้อผิดพลาดของโค้ด (Debug Code) ไปจนถึงศักยภาพในการเขียนเรียงความสำหรับนักศึกษา

เพราะอะไร ChatGPT ถึงได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก?

ChatGPT เป็นปรากฎการณ์ Perfect Storm ที่เป็นการรวมกันของปัญญาประดิษฐ์ (AI) สองเรื่องใหญ่ ๆ ที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน นั่นคือแชทบอท และ GPT3 ที่นำเสนอวิธีการสื่อสารโต้ตอบพร้อมสร้างเนื้อหาที่น่าสนใจ เสมือนการพูดคุยกับมนุษย์ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องสำคัญในช่วงห้าปีที่ผ่านมา

แชทบอทสร้างปฏิสัมพันธ์การสนทนาแบบ 'ชาญฉลาด' ขณะที่ GPT3 สร้างเอาต์พุทที่ดู 'เข้าใจ' คำถาม เนื้อหา และบริบทของการสนทนา ซึ่งเมื่อสองสิ่งนี้รวมกันได้สร้างผลกระทบใหญ่จนเกิดคำถามว่า 'เรากำลังสนทนากับมนุษย์หรือคอมพิวเตอร์กันแน่หรือว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่เหมือนกับมนุษย์' ซึ่งการโต้ตอบบางครั้งสร้างความขบขัน บ้างนำเสนอข้อมูลลึกซึ้งและบางทีก็เต็มไปด้วยสาระความรู้

แต่น่าเสียดายที่บางครั้ง ChatGPT ยังนำเสนอเนื้อหาได้ไม่ถูกต้องและไม่ได้อยู่บนพื้นฐานความเข้าใจหรือสติปัญญาของมนุษย์ ปัญหาอาจอยู่ที่คำว่า 'เข้าใจ' และ 'ความฉลาด' ซึ่งขึ้นอยู่กับการป้อนข้อมูลของมนุษย์ที่อาจมีความหมายคลุมเครือไม่ชัดเจน ดังนั้นเมื่อนำไปใช้กับอัลกอริธึม อาจส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิดอย่างรุนแรง

ในมุมที่มีประโยชน์กว่าคือการได้เห็นว่าแชทบอทและโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) เช่น GPT ได้กลายเป็นเครื่องมือที่มีคุณค่าสำหรับการทำงานเฉพาะอย่างให้สำเร็จลุล่วงได้ ที่ไม่ใช่เพื่อความบันเทิง โดยความสำเร็จจะเกิดขึ้นหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปใช้ในแอปพลิเคชันที่เหมาะสมและมอบประโยชน์ต่อองค์กรอย่างแท้จริง

รูปแบบการใช้ ChatGPT ในองค์กร

สำหรับการใช้งานเทคโนโลยีแชทบอทหรือผู้ช่วยการสนทนาในเชิงธุรกิจระดับสูงนั้น จะใช้เพื่อจัดเตรียมรูปแบบการโต้ตอบด้วยการเรียบเรียงเนื้อหาจากแหล่งข้อมูล โดยแชทบอทจะมีรูปแบบการใช้งานมากมายอยู่ในระบบของตัวเองอยู่แล้ว ตั้งแต่การให้บริการลูกค้าไปจนถึงการช่วยเหลือทีมงานเทคนิคระบุปัญหาต่าง ๆ

สำหรับการใช้งาน ChatGPT ระดับสูงขึ้นไปอีก จะใช้เป็นแชทบอทที่มีความเฉพาะสำหรับ (แชท) โต้ตอบหรือ 'สนทนา' กับแหล่งข้อมูลของ GPT ในกรณีนี้แหล่งข้อมูล GPT จะได้รับการทดสอบโดเมนเฉพาะโดย OpenAI ซึ่งข้อมูลการทดสอบที่ใช้ในแบบจำลองนี้จะกำหนดวิธีการตอบคำถาม


อย่างไรก็ตามความสามารถของ GPT สำหรับสร้างฐานข้อมูลยังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าข้อมูลที่ได้นั้นเป็นเท็จ นั่นหมายความว่าข้อมูลสามารถใช้ได้กับบางสถานการณ์ที่ข้อผิดพลาดสามารถยอมรับหรือแก้ไขให้ถูกต้องได้


มีรูปแบบการใช้งานโมเดลพื้นฐานมากมาย เช่น GPT ในโดเมนต่าง ๆ ประกอบด้วย Computer Vision, Software Engineering และงานวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Research and Development) เช่น มีการใช้แบบจำลองพื้นฐานสร้างรูปภาพขึ้นจากข้อความ และตรวจสอบโค้ดจากภาษาธรรมชาติ (Natural Language) รวมถึงการทำ Smart Contracts หรือแม้แต่ในด้านการดูแลสุขภาพ (Healthcare) เช่น การสร้างยารักษาโรคใหม่ ๆ และการถอดรหัสลำดับจีโนมเพื่อจำแนกโรค


ข้อกังวลด้านจริยธรรม


โมเดลแบบจำลองพื้นฐาน AI เช่น GPT แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้าน AI จากประโยชน์เฉพาะตัวที่มอบให้ อาทิ การช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาสร้างโมเดลแบบจำลองเฉพาะโดเมน


อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดความเสี่ยงและข้อกังวลด้านจริยธรรม ซึ่งประกอบด้วย


Complexity: โมเดลจำลองขนาดใหญ่ต้องใช้พารามิเตอร์นับพันล้านหรืออาจมากถึงล้านล้าน โดยโมเดลจำลองเหล่านี้มีขนาดใหญ่เกินไปที่องค์กรจะนำมาทดสอบใช้งาน เนื่องจากต้องใช้ทรัพยากรการประมวลผลที่จำเป็นจำนวนมาก อาจทำให้มีราคาแพงและไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม


Concentration of power: โมเดลจำลองเหล่านี้ส่วนใหญ่สร้างขึ้นโดยบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุด ด้วยการลงทุนกับการวิจัยและพัฒนาจำนวนมหาศาล และมีความสามารถด้าน AI เป็นสำคัญ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลให้เกิดการกระจุกตัวของอำนาจในหน่วยงานขนาดใหญ่ไม่กี่แห่ง อาจสร้างความไม่สมดุลในอนาคต


Potential misuse: โมเดลจำลองพื้นฐานช่วยลดต้นทุนในการสร้างเนื้อหา ซึ่งหมายความว่าการสร้าง Deepfake ที่ใกล้เคียงกับต้นฉบับจะง่ายขึ้น รวมถึงทุก ๆ อย่าง ตั้งแต่การเลียนแบบเสียงและวิดีโอไปจนถึงผลงานศิลปะปลอม ตลอดจนการโจมตีแบบกำหนดเป้าหมาย ซึ่งข้อกังวลด้านจริยธรรมร้ายแรงที่เกี่ยวข้องอาจทำให้เสียชื่อเสียงหรือสร้างความขัดแย้งทางการเมืองได้


Black-box nature: โมเดลจำลองเหล่านี้ยังต้องการการทดสอบอย่างถี่ถ้วนและสามารถมอบผลลัพธ์ที่ไม่น่าพอใจ เนื่องจากการทดสอบในลักษณะกล่องดำ (Black-box nature) ที่ไม่คำนึงถึงคำสั่งภายในซอฟต์แวร์ และคลุมเครือว่าฐานข้อมูลที่ตอบสนองนั้นเท็จจริงเพียงใด อาจนำเสนอผลลัพธ์ที่เอนเอียงได้จากข้อมูลที่กำหนดไว้ โดยกระบวนการทำให้ข้อมูลตรงกันของแบบจำลองดังกล่าวสามารถนำไปสู่ความล้มเหลวได้ หากคลาดเคลื่อนเพียงจุดเดียว


Intellectual property: โมเดลแบบจำลองถูกทดสอบกับคลังข้อมูลของชิ้นงานที่สร้างขึ้น และยังไม่ชัดเจนว่าจะมีกฎหมายบังคับอย่างไรสำหรับการนำเนื้อหานี้กลับมาใช้ใหม่ และหากเนื้อหานั้นมาจากทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น


แนวทางการใช้โมเดลพื้นฐานเอไออย่างมีจริยธรรม


เริ่มต้นจากการใช้งานการประมวลผลภาษาตามธรรมชาติ (Natural Language Processing - NLP) เช่น การจัดหมวดหมู่ การสรุป และการสร้างข้อความในสถานการณ์ที่ไม่ได้เจอตัวลูกค้า และเลือกงานที่มีความเฉพาะ โดยโมเดลจำลองที่ได้รับการฝึกฝนมาแล้วจะสามารถลดต้นทุนการปรับแต่งและการทดสอบที่มีราคาแพง หรือใช้ในกรณีที่ต้องการตรวจสอบผลลัพธ์โดยมนุษย์


ใช้สร้างเอกสารเชิงกลยุทธ์ที่สรุปประโยชน์ ความเสี่ยง โอกาส และแผนงานการปรับใช้โมเดลจำลองพื้นฐาน AI เช่น GPT ซึ่งจะช่วยพิจารณาว่าได้ประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงหรือไม่ กรณีที่นำมาใช้งานเฉพาะ


ใช้ APIs บนคลาวด์สำหรับสร้างรูปแบบจำลองและเลือกแบบจำลองที่มีขนาดเล็กที่สุด เพื่อให้มีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพตรงตามความต้องการเพื่อลดความซับซ้อนในการดำเนินงาน ลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนรวมสำหรับการเป็นเจ้าของ


จัดลำดับความสำคัญของผู้จำหน่ายที่ส่งเสริมการปรับใช้โมเดลอย่างมีความรับผิดชอบโดยการเผยแพร่แนวทางการใช้งาน การบังคับใช้ รวมถึงบันทึกช่องโหว่และจุดอ่อนที่ทราบ พร้อมเปิดเผยพฤติกรรมที่เป็นอันตรายและสถานการณ์การใช้งานในทางที่ผิดแบบเชิงรุก


เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 


บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


ที่มา: พีซี แอนด์ แอสโซซิเอทส์ คอนซัลติ้ง


ปลัด มท. หารือร่วม 10 หน่วยงานนำระบบ AI ต่อยอดเชื่อมโยงข้อมูล"ศูนย์ดำรงธรรม"



ปลัด มท. หารือร่วม 10 หน่วยงานบูรณาการรับเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ประชาชน มุ่งต่อยอดเชื่อมโยงข้อมูล “ศูนย์ดำรงธรรม” เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศครอบคลุมทุกมิติการให้บริการอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566  เวลา 09:30 น. ที่ห้องประชุมราชบพิธ อาคารดำรงราชานุสรณ์ กระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการเชื่อมโยงข้อมูลเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ของศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 กับหน่วยงานภาครัฐ 10 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน และกรุงเทพมหานคร เพื่อต่อยอดการเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ของศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย โดยมี นายธนิต ภูมิถาวร ผู้อำนวยการสำนักตรวจราชการและเรื่องราวร้องทุกข์ นายณรงค์วิทย์ พบพาน ผู้อำนวยการศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย นายปวเรศ รัฐขจร ผู้อำนวยการกลุ่มงานศูนย์ดำรงธรรม ผู้แทนส่วนราชการ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมหารือ

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและหน่วยงานซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในด้านการรับเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ของทุกกระทรวงดำเนินการแก้ไขปัญหาให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ตามระเบียบกฎหมาย โดย พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทย โดยศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทยได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทำให้เกิดการบริหารจัดการข้อมูลด้านการรับเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์อันจะเกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน และสอดคล้องตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2564 ซึ่งกำหนดให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ดำเนินการเชื่อมโยงและแบ่งปันข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ของประชาชนได้รวดเร็วขึ้น 

“ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่เป็นหน่วยงานรับเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ในภาพรวมของประเทศ ซึ่งมีศูนย์ดำรงธรรมกระจายอยู่ทุกจังหวัด ทุกอำเภอ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งทั่วประเทศ จึงได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงการบรูณาการความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับ 7 หน่วยงาน เพื่อให้ความช่วยเหลือและอำนวยความเป็นธรรมแก่ ประชาชน  รวมถึงได้มีการประชุมหารือหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ ได้แก่ สำนักงานอัยการสูงสุด กรุงเทพมหานคร ในการเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ ที่พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อน ซึ่งล่าสุด คือ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยในปีที่ผ่านมาได้มีหน่วยงานนำร่องเชื่อมโยงข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นการข้อมูลทางทะเบียนราษฎร ของสำนักบริหารการทะเบียน กรมที่ดิน กรมการปกครอง ทะเบียนทรัพย์สิน  เรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ผ่านศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย โดยปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 กระทรวงมหาดไทยได้รับการสนับสนุนจาก กสทช. และพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ได้ผลักดันให้ศูนย์ดำรงธรรมพัฒนาสู่ระบบ AI ที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งถือว่าเป็นการดีที่ทุกหน่วยงานจะได้หารือกันในการทำข้อตกลงที่ชัดเจนที่จะนำข้อมูลจากทุกจังหวัด ใน 878 อำเภอ เชื่อมโยงข้อมูลและสามารถส่งต่อข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ คือ เรื่องการกรองข้อมูล การส่งต่อข้อมูลแบบอัตโนมัติ ที่ต้องคำนึงถึงข้อมูลส่วนบุคคล ในการคัดแยกส่งต่อให้หน่วยงาน ที่นอกเหนือจากการใช้ระบบ AI แล้ว จำเป็นต้องมีระบบ Manual โดยเจ้าหน้าที่ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นมีความปลอดภัยและส่งต่อไปหาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้อง ไม่เกิดความคลาดเคลื่อนในการปฏิบัติงาน เช่น เรื่องยาเสพติดที่มีหน่วยงานเกี่ยวข้องในหลายมิติ อาจยังจำเป็นที่ต้องมีเจ้าหน้าที่ตรวจคัดกรองอีกชั้นหนึ่ง เป็นต้น และอีกประการหนึ่ง คือ ความปลอดภัยในด้านการปกปิดข้อมูลความลับส่วนบุคคล ซึ่งกระทรวงมหาดไทยมีความเชื่อมั่นว่า ทุกหน่วยงานที่ได้ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือนั้น มีความพร้อมความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะร่วมมือกันปฏิบัติหน้าที่ในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่เดือดร้อน ผ่านศูนย์ดำรงธรรมได้ และกระทรวงมหาดไทยก็มีความยินดีที่จะรับข้อมูลจากทุกหน่วยที่เป็นเรื่องในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทยเพื่อเร่งให้การช่วยเหลือประชาชนต่อไป” ปลัด มท. กล่าวเน้นย้ำ

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้ทุกท่านบูรณาการร่วมมือกันเพื่อบริหารจัดการให้การเชื่อมโยงข้อมูลเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่เราลงนามร่วมกัน ให้เร็วที่สุดบนหลักการที่สำคัญ คือ “ความถูกต้องและมีประสิทธิภาพ และการรักษาความลับของประชาชนหรือบุคคลที่สามไม่ให้ได้รับผลกระทบหรือความเสียหาย” ดังนั้น ทุกหน่วยงานจึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องข้อมูล ที่ต้องวิเคราะห์และรักษาความปลอดภัยระบบหลังบ้าน คอยคัดกรองข้อมูลด้วยความรอบคอบ ก่อนที่จะส่งข้อมูลเชื่อมโยงไปให้หน่วยงานอื่น และสำหรับหน่วยงานที่ไม่มีระบบเชื่อมโยงข้อมูล (API) เมื่อดำเนินการพัฒนาระบบบริหารจัดการแล้วขอให้ได้แจ้งกลับมาที่กระทรวงมหาดไทย เพื่อดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลในอนาคตต่อไป และขอยืนยันว่า กระทรวงมหาดไทยมีความยินดีอย่างยิ่งในการเป็นผู้นำการบูรณาการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและระบบบริการประชาชนในการรับเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ของประชาชนทุกระดับ ด้วยบุคลากรของศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการร่วมกับทุกส่วนราชการและทุกหน่วยงานเพื่อสร้างความสุขให้กับประชาชน ดังปณิธาน “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” สร้างประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม ต่อพี่น้องประชาชน และประเทศชาติ อย่างยั่งยืน


วันอังคารที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2566

"อนุชา" ตื่นเร่งหารือผู้บริหาร พศ. ทั่วประเทศ หลังกระแสข่าวแวดวงสงฆ์สะพัด


วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุม 108 สํานักปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี ทําเนียบรัฐบาล นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะผู้บริหารสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อติดตามการขับเคลื่อนภารกิจของสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยมี นายชาญกฤช เดชวิทักษ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายธัชชญาณ์ณัช  เจียรธนัทกานนท์  เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายอินทพร จั่นเอี่ยม รองผู้อำนวยการ รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คณะผู้บริหารสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เข้าร่วมประชุมผ่านการประชุมออนไลน์ 

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยจากกรณีที่มีการนําเสนอข่าวพระพุทธศาสนาเชิงลบผ่านสื่อ ไม่ว่าจะเป็นทางโทรทัศน์และโซเชียลมีเดีย ซึ่งในกรณีต่าง ๆ เหล่านี้ บางกรณีก็มีความผิดด้านพระธรรมวินัยที่ร้ายแรง หรือบางกรณีอาจจะผิดวินัยสงฆ์เพียงเล็กน้อย แต่สังคมโดยรวม ไม่สามารถยอมรับได้ แม้ที่ผ่านมา มหาเถรสมาคมได้มีการควบคุมและป้องปรามพระภิกษุสามเณรเหล่านี้ให้ประพฤติตนอยู่ในหลักคําสอนของพระธรรมวินัย  รวมถึงสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ประสานงานกับเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์อย่างใกล้ชิดเพื่อตรวจสอบ และถวายคําแนะนําพระภิกษุสามเณร ให้เป็นไปตามข้อบังคับ ระเบียบ คําสั่ง ประกาศ และมติมหาเถรสมาคม แต่ก็ยังปรากฏการกระทําที่ละเมิดต่อพระธรรมวินัยอย่างต่อเนื่อง 

"ตนในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้กำชับให้คณะผู้บริหารส่วนกลางและส่วนภูมิภาคที่มีอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศทำงานเชิงรุก  โดยเร่งติดตาม สอดส่องกรณีที่มีเหตุการณ์สร้างความเสื่อมเสียในทางพระพุทธศาสนา และให้ประสานหน่วยงานในพื้นที่ที่มีความใกล้ชิดชุมชน อาทิ อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและเร่งแก้ปัญหาต่างๆ โดยเร็ว ตั้งเป้าภายใน 1 เดือน สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะสามารถสร้างพลังศรัทธาของชาวพุทธกลับมา และช่วยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นเสาหลักของชาติให้คงอยู่สืบไป" รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว


“โอ เทพรัตน์” ผู้รังสรรค์ของที่ระลึกเอเปค 2022 เร่งยกระดับเศรษฐกิจฐานราก



“โอ เทพรัตน์” ผู้รังสรรค์ของที่ระลึกเอเปค 2022 เปิดทศวรรษใหม่ CSV การสร้างคุณค่าร่วม เร่งยกระดับเศรษฐกิจฐานราก  ผ่านการแสดงผลงานศิลป์ CRAFT NEXT “O TEPPARAT : The CSV Creator” 

นายเทพรัตน์ สงเคราะห์ หรือ “โอ เทพรัตน์” ในฐานะนักคิด นักเขียน และได้ชื่อว่าเป็นนักอภิปรัชญา  นักสร้างสรรค์ นักสื่อสาร นักวิทยาศาสตร์ และผู้เป็นเจ้าของแนวความคิดธุรกิจจิตสาธารณะที่ได้นำผลิตภัณฑ์ชุมชนมาพัฒนาสร้างมูลค่าและหลายผลิตภัณฑ์เหล่านั้นได้นำมาพัฒนาต่อยอดเป็นของที่ระลึกสำหรับผู้นำโลกในการประชุมเอเปค 2022 ที่ผ่านมา 

โอ เทพรัตน์ เปิดเผยถึงการจัดงานนิทรรศการ CRAFT NEXT ที่มีแนวคิดหลักในการจัดงานคือการสร้างสรรค์คุณค่าร่วม หรือ Creating Shared Value (C S V) “ในนิยามของผม C S V จะมี 3 องค์ประกอบด้วยกัน คือ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับหลักปรัชญาการทำงานของผม คือ “ธุรกิจจิตสาธารณะ” ที่ทำมาตลอดกว่า 10 ปี เพราะผมเชื่อว่าโลกนี้คือการให้ที่แท้จริง นอกจากจะทำให้สังคมให้ผู้อื่นแล้ว เราต้องไม่เบียดเบียนตัวเราด้วย เราควรซื่อสัตย์ต่อตัวเราเองว่าเราทำธุรกิจหรือทำงานก็เพื่อต้องการผลประกอบการหรือผลสำเร็จที่ดีต่อชีวิตตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันเรายังสามารถให้สิ่งที่เราทำนั้นเกิดประโยชน์ต่อผู้อื่นได้ด้วย ทั้งผู้คนและสภาพแวดล้อมของโลกที่สงบสุข สรุปคือ คุณค่าร่วมที่ดีที่สุด จะต้องมีคุณค่าร่วมกันทั้งระหว่างเราและผู้อื่น ทั้งในภาคการค้าและสิ่งแวดล้อมที่อยู่อาศัยซึ่งก็คือโลกของเราอันเหมือนบ้านของเราทุกคน ซึ่งผมนิยามเป็นประโยคสั้นๆ ว่า C S V คือ เราอยู่ดี เขาอยู่ได้ ไร้พิบัติ” 

การจัดแสดง CRAFT NEXT “O TEPPARAT : The CSV Creator”  ครั้งนี้เป็น edition แรกของการจัดแสดงผลงานศิลป์สร้างสรรค์ภายใต้แนวคิดธุรกิจจิตสาธารณะ หรือ CSV ที่ปรากฎให้เห็นทั้งรูปแบบกายภาพและจิตภาพ โดยแนวคิดของงานทั้งหมดจะมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมที่ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ การใช้แนวคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมนำนั้นจะทำให้มีโอกาสที่จะพัฒนาต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์นั้นๆ เกิดเป็นห่วงโซ่แห่งคุณค่าก่อนจะตกผลึกรวมก้อนเป็นแก่นแกนที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไป 

ภายในงานมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ต้นแบบและเบื้องหลังชิ้นงานของที่ระลึกจากราชอาณาจักรไทยสำหรับผู้นำโลกในการประชุมเอเปค 2022 รวมถึงงานศิลป์สร้างสรรค์เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ชุมชนที่จัดทำขึ้นจากแนวคิด Creating Shared Value และระบบเศรษฐกิจใหม่ BCG Model จำนวน 20 ชิ้นงาน ที่ได้ชื่อว่าเป็นผลิตภัณฑ์ชิ้นเอกด้วยทุนชุมชนและทุนวัฒนธรรม อาทิ ชะลอมโมโนแกรม ภาพดุนโลหะรัชตะแสนตอก กล่องใส่เครื่องประดับดุนโลหะรัชตะหมื่นตอก ชุดเครื่องผ้าจตุราภรณ์ เก้าอี้เงินแสนตอก กระจกลิเก ฉากใหญ่ กระเป๋าเรซิ่นตีนจก ชุดที่นั่งมหภาค โนราราตรี สุวิมลฮิ้วเมี่ยน ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าด้วยทุนชุมชน OTOP นวัตวิถี บรรจุภัณฑ์วัชพืชพรีเมียม โดยชิ้นงานทั้งหมดจะจัดแสดงตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 นี้ ณ ลิฟวิ่ง แกลลอรี่ 1 ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามพารากอน  

“ผมเชื่อว่าแรงบันดาลใจของท่านจะส่งให้ท่านปล่อยพลังที่ดีงามที่อาจเก็บไว้เพียงตน ให้ออกมาจากคนสู่คน จากคนสู่ครอบครัว จากครอบครัวสู่สังคม ประเทศชาติ และสู่โลกในที่สุด เพราะ CRAFT หมายถึงงานทำมือ อนาคตของเราและของโลกก็เช่นกัน มันจะเป็นเช่นไรก็ขึ้นอยู่กับมือของเราที่จะปั้นมันออกมาให้เป็นเช่นนั้น” นายเทพรัตน์กล่าวสรุป

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมชื่นชมผลิตภัณฑ์งานศิลป์ หรือสามารถสั่งจองชิ้นงานที่ชื่นชอบได้ นิทรรศการ CRAFT NEXT “O TEPPARAT : The CSV Creator” จัดแสดงตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 นี้ ณ ลิฟวิ่ง แกลลอรี่ 1 ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามพารากอน  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดติดต่อคุณสุภาพร รุ่งเจริญเกียรติ โทร. 084 090 1212

เทพรัตน์ สงเคราะห์ หรือ “โอ เทพรัตน์”  นักคิด นักเขียน และได้ชื่อว่าเป็นนักอภิปรัชญา นักสร้างสรรค์ นักสื่อสาร และนักวิทยาศาสตร์ มีประสบการณ์ร่วมงานกับซูเปอร์แบรนด์แฟชั่นของโลกมากว่า 10 แบรนด์ และได้นำประสบการณ์ความรู้ความสามารถมาใช้พัฒนาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชนมากกว่า 10,000 ผลิตภัณฑ์ โดยงานแต่ละชิ้นได้รับการยอมรับว่าเป็นผลงานระดับ Master Piece ที่ทรงคุณค่า รวมถึง โอ เทพรัตน์ เคยมีผลงานที่ได้รับการบันทึกลงใน Guinness Book World Record ถึงสองครั้งด้วยกัน


สถาบันพระปกเกล้าผนึกพลังเครือข่าย นำร่องต้าน Bully ในจังหวัดยะลา


วันอังคารที่ 31 มกราคม 2566 เวลา 13.30-16.00 น. ที่สำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดยะลา  สถาบันพระปกเกล้า โดยสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล ร่วมกับสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดยะลา โดยมีผู้แทน สช.อำเภอต่างๆเข้าร่วม และสมาคมการศึกษาเอกชน จังหวัดยะลา จัดประชุมหารือการขับเคลื่อนการสร้างสันติวัฒนธรรม  ในสถานศึกษา

นายวิทยาศิลป์ สะอา  ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดยะลา กล่าวต้อนรับ จากนั้น นายไพศาล อาแซ นายกสมาคมการศึกษาเอกชน จังหวัดยะลา ได้รายงานภาพรวม การศึกษาเอกชน จังหวัดยะลา และนายศุภณัฐ เพิ่มพูนวิวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า  ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของโครงการและภาพรวมการขับเคลื่อนสันติวัฒนธรรมในสถานศึกษา 

นอกจากนั้นดร.ชลัท ประเทืองรัตนา นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล ได้กล่าวถึง  ผลการดำเนินงานการสร้างเครือข่ายกับการขับเคลื่อนสันติวัฒนธรรมในสถานศึกษาที่ผ่านมาและหารือแนวทางในการผลักดันงานด้านสันติวัฒนธรรมในสถานศึกษาในจังหวัดยะลาในอนาคต   



ที่ประชุมได้ข้อสรุปร่วมกันคือ กำหนดจัดอบรมนำร่องเพื่อสร้างสันติวัฒนธรรมในสถานศึกษาในจังหวัดยะลา ในวันที่ 8-9 พฤษภาคม 2566 ณ ศึกษาธิการภาค โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนระดับมัธยมปลายหรือมัธยมต้น จำนวน 13 โรงเรียน โรงเรียนละ 4 คน จาก 4 อำเภอ รวมเป็นนักเรียน 52 คน และมีครูพี่เลี้ยงโรงเรียนแห่งละ 1 คนมาร่วมกิจกรรมด้วย รวมครู 13 คน


"ปลัด มท." นิมนต์พระร่วมประชุมขับเคลื่อนงาน "บำบัดทุกข์ บำรุงสุข" ขับเคลื่อนทุกพื้นที่เป็น "หมู่บ้านยั่งยืน"



เมื่อวันที่ 31 ม.ค. ที่กระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย โดยได้รับเมตตาจากพระพิพัฒน์วชิโรภาส พระปัญญาวชิรโมลี ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมประชุม โดยมี คณะที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม นายสมคิด จันทมฤก นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายปรีชาเดชพันธุ์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายขจร ศรีชวโนทัย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผู้แทนกรม หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทยส่วนภูมิภาค ส่วนราชการส่วนกลางประจำภูมิภาค ผู้อำนวยการกลุ่มงาน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมผ่านระบบ

ก่อนการประชุม นายสุทธิพงษ์ ได้กล่าวแสดงความยินดีในโอกาสที่ นางนิศากร วิศิษฏ์สรอรรถ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง พร้อมทั้งเป็นกำลังใจในการมุ่งมั่นขับเคลื่อนการบริหารราชการจังหวัดในฐานะขุนนางต่างพระเนตรพระกรรณเพื่อทำให้พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดพัทลุงได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน ดังปณิธานมหาดไทยที่ได้ปฏิบัติกันสืบต่อมาว่า “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข”

จากนั้น นายสุทธิพงษ์ ได้มอบแนวทางในการขับเคลื่อนการทำงานของกระทรวงมหาดไทย ในเรื่องต่างๆ ได้แก่ 1.การเตรียมการสนับสนุนการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ร้องขอ โดยเน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องประชุมซักซ้อมพร้อมกำชับ ข้าราชการทุกคนต้องการวางตัวเป็นกลางทางการเมืองปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งและระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด และกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น สามารถร่วมสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ในช่วงนอกเวลาราชการ และต้องไม่ใช้เครื่องมือหรือวัสดุอุปกรณ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปใช้ในการสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้ง 

และ 2.การขับเคลื่อนโครงการหมู่บ้านยั่งยืน (Sustainable Village) เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยผู้ว่าราชการจังหวัดต้องให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของพี่น้องประชาชนผ่านการดำเนินโครงการหมู่บ้านยั่งยืน ด้วยการเอาใจใส่ในการขับเคลื่อนภารกิจบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับประชาชน ส่งเสริมให้ทุกครัวเรือนได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการพึ่งพาตนเอง ลดรายจ่าย และเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารรวมถึงด้านความสะอาด เพื่อประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่มีคุณภาพ ได้ปลูกพืชผักสวนครัวสร้างความมั่นคงด้านอาหารตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นสำคัญ 

และจัดทำถังขยะเปียกลดโลกร้อน รวมทั้งกิจกรรมเสริมสร้างความสมัครสมานสามัคคี ความรัก ความอบอุ่น ของสมาชิกในครอบครัวซึ่งเมื่อทุกครอบครัวมีความรัก ความอบอุ่น ก็จะส่งผลให้หมู่บ้านมีความรัก ความสามัคคี และส่งผลให้ทั้งตำบล ทั้งอำเภอ และทั้งจังหวัด เป็นพื้นที่ที่มีแต่คนรักกัน คนเคารพนบนอบ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รู้รักสามัคคี เอื้ออาทรกัน เฉกเช่นที่จังหวัดสกลนคร ณ บ้านดอนกอย ต.สว่างอ.พรรณานิคม ที่ได้รับการสนับสนุนการดูแลจากผู้ว่าราชการจังหวัดและทีมงานช่วยทำให้หมู่บ้านมีความสะอาด สวยงาม เป็นครัวเรือนที่พัฒนาแล้วอย่างเป็นรูปธรรม โดยการใช้สอยพื้นที่รอบบ้านปลูกพืชผักสวนครัวกันอย่างเต็มที่ทุกหลังคาเรือน และมีการบริหารจัดการขยะด้วยการจัดทำถังขยะเปียกลดโลกร้อนทุกครัวเรือน อันเป็นการขยายผลส่งเสริมการลดภาวะโลกร้อนอย่างจริงจังที่ทำอย่างต่อเนื่อง และประการสำคัญ คือ การถ่ายทอดไปยังลูกหลานเพื่อให้เกิดความยั่งยืน

“จุดมุ่งหมายสำคัญของการขับเคลื่อนอำเภอบำบัดทุกข์ บำรุงสุขอย่างยั่งยืน คือ การบูรณาการงานทุกอย่างในพื้นที่ภายใต้การบริหารงานของ “นายอำเภอ” ด้วยการมุ่งขับเคลื่อนการสร้าง“ทีมจิตอาสา” จาก 7 ภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ทั้งภาคราชการ ภาคผู้นำศาสนา ภาคผู้นำวิชาการภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม และภาคสื่อสารมวลชน ค้นหาผู้นำ 7 ภาคีให้ได้เพื่อให้เกิด “ทีมอำเภอ” ที่มีความเข้มแข็ง และแม้ว่านายอำเภอจะย้ายไปรับราชการที่ใด หรือเกษียณอายุราชการ ทีมเหล่านี้จะยังคงมุ่งมั่นทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนให้กับอำเภอของพวกเขา เพราะพวกเขาคือคนที่มีจิตอาสาในพื้นที่ นอกจากนี้ นายอำเภอต้องพัฒนา “ทีมตามกฎหมาย” เช่น ปลัดอำเภอผู้รับผิดชอบประจำตำบล พัฒนากร เกษตรตำบล สาธารณสุข และส่วนราชการอื่นๆ ในพื้นที่ ให้มีความเข้มแข็ง รู้จักหน้าที่และทุ่มเทปฏิบัติราชการตามอำนาจหน้าที่อย่างแข็งขัน รวมทั้งกระตุ้นปลุกเร้า “ทีมคณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.)” อันประกอบด้วยผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ ให้มีความเข้มแข็งและเป็นผู้นำในการระดมสรรพกำลังไปทำให้เกิดหมู่บ้านยั่งยืน ตามเป้าหมายที่ชาวมหาดไทยทุกคนได้กำหนดร่วมกันที่จะเลือกหมู่บ้านที่ได้รับการพัฒนาน้อยที่สุด ตำบลละ 1 หมู่บ้าน รวม 7,255 หมู่บ้าน ให้เป็น “หมู่บ้านยั่งยืน” และสำหรับหมู่บ้านอื่นๆ ในพื้นที่ตำบล ก็ต้องส่งเสริมและพัฒนาอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปด้วยกัน เพราะนายอำเภอต้องดูแลประชาชนทุกตำบล และผู้ว่าราชการจังหวัดต้องดูแลประชาชนทุกอำเภอ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นายสุทธิพงษ์ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนงานของชาวมหาดไทย คือ “การทำงานเชิงระบบ” ซึ่งพวกเราทุกคนในฐานะ “ราชสีห์ผู้มีความจงรักภักดีต่อแผ่นดิน” และผู้ที่มีความตั้งอกตั้งใจที่จะทำหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างยั่งยืน ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้นำของจังหวัดต้องให้ความสำคัญ และเอาใจใส่ในการขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่ ด้วยการผลักดันให้ท่านนายอำเภอเป็น “ผู้นำทัพ” ในสนามรบของพื้นที่อำเภอ นั่นคือ“ต้องทำให้พี่น้องประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี” ทำให้ทุกอำเภอเป็น “อำเภอบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแบบบูรณาการอย่างยั่งยืน” ที่แท้จริง ที่ประชาชนทุกครอบครัวอยู่ด้วยความรัก ความสามัคคีในสภาพแวดล้อมที่สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย และมีความสามารถในการพึ่งพาตนเองในเรื่องปัจจัย 4 ซึ่ง “ถ้าทุกบ้านดี หมู่บ้านนั้นก็ดี ถ้าทุกหมู่บ้านดี ตำบลนั้นก็ดี ถ้าทุกตำบลดีอำเภอก็จะดี” ดังบันทึกข้อตกลง (MOU) ที่กระทรวงมหาดไทยได้ลงนามร่วมกับภาคีเครือข่ายต่าง ๆอาทิ “MOU บทบาทในการเกื้อหนุนระหว่างวัดและชุมชนให้มีความสุขอย่างยั่งยืน” ร่วมกับสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ประธานฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม “MOU การดำเนินโครงการ “วัด ประชา รัฐ สร้างสุข” ร่วมกับสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม และ “การประกาศเจตนารมณ์เพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืนกับสหประชาชาติประจำประเทศไทย”

จากนั้น รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย อธิบดี หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ได้ร่วมกันนำเสนอและแลกเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานในระดับพื้นที่ เช่น การบริหารงบประมาณตามแนวทางการเบิกจ่ายงบประมาณของสำนักงบประมาณ การเตรียมความพร้อมบริหารจัดการภัยแล้ง การจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยอุทกภัย การขับเคลื่อนสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุก เพื่อลดภาวะคลอดก่อนกำหนด การเตรียมการสนับสนุนการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และตลาดกลาง Green Market เพื่อชุมชน เป็นต้น

“ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดต้องเอาใจใส่ช่วยเหลือและเอาจริงเอาจังในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการในระดับพื้นที่เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนให้กับประชาชน ด้วยการวาง timeline ในการสนับสนุนบทบาทของท่านนายอำเภอ เพื่อต่อยอดและขับเคลื่อนต่อเนื่องจากการที่กระทรวงมหาดไทยได้จัดฝึกอบรมโครงการอำเภอบำบัดทุกข์ บำรุงสุข แบบบูรณาการอย่างยั่งยืน ณ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนทั่วประเทศ พร้อมทั้งติดตามการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งในที่ประชุมกรมการจังหวัดและการนำเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้การขับเคลื่อนงานเพื่อพัฒนาพื้นที่ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน โดยมีผู้นำ คือ “นายอำเภอ” สามารถขับเคลื่อนเป็นไปอย่างประสบความสำเร็จและเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงานและภาคีเครือข่ายในระดับพื้นที่” นายสุทธิพงษ์ กล่าว 


แก้ PM 2.5 ระยะยาว! สอวช. เตรียมเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรม EV Conversion ดัดแปลงเครื่องยนต์รถเก่า เป็นรถยนต์ไฟฟ้า

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2566 สืบเนื่องจากผลการศึกษาของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบสัดส่วนแหล่งที่มาของ PM 2.5 มาจาก 4 แหล่งกำเนิดห...