แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พุทธคยา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พุทธคยา แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2556

หลบการเมืองร้อน!ร่วมสร้างพระพุทธรูป500ฟุตกุสินารา

             ช่วงนี้คนไทยกำลังสาละวนอยู่กับปัญหาการเมือง มวลมหาประชาชนภายใต้การนำของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส. เคลื่อนพลบุกสถานที่ราชการทำเนียบรัฐบาล นอนกลางถนนราชดำเนินมาเป็นเวลาแรมเดือนแล้ว

             ตั้งธงปฏิรูปการเมืองใหม่ แก้ปัญหารัฐบาลคอร์รัปชั่นกินเมือง ราคาน้ำมันแพงกว่าประเทศเพื่อนบ้านไม่รู้ใครได้ประโยชน์ ส่งผลให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศยุบสภา แต่มวลมหาประชาชนยังไม่หยุดบีบต่อ ต้องลาออกจากการเป็นนายกฯรักษาการ เปิดทางตั้งสภาประชาชนปฏิรูปการเมืองก่อนถึงค่อยเลือกตั้ง แต่อีกฝ่ายหนุนรัฐบาลไม่ยอมต้องเลือกตั้งถึงค่อยปฏิรูป

             ทำให้บางคนเกิดความรู้สึกว่า "เมืองไทยวุ่นวายหนอ เมืองไทยขัดข้องหนอ" จะหลีกหนีไปหาที่สงบจิตใจก็กลัวจะเป็นอย่างพล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผบก.น.7 ที่ขอลาบวชที่แดนพุทธภูมิช่วงม็อบเดือดก็โดนเด้งเข้ากรุ

             จะออกไปร่วมม็อบมากก็กลัวโดนอุ้มเหมือนกับ พระมหาอภิชาติ ปุณฺณจนฺโท พระลูกวัดเบญจมบพิตร ที่โพสต์ข้อความล่าสุด สะท้อนความขัดแย้งระหว่างพระกับตำรวจที่เกิดขึ้นผ่านสังคมโซเชียลมีเดีย

             แผ่เมตตาก็แล้ว เตือนสติให้รู้จักพอก็แล้ว ให้ฟังความรอบข้างข้อมูลให้มากๆ ยึดหลักกาลมสูตร แต่เพราะอคติบังตายากที่จะมองอีกฝ่ายเป็นมิตรอย่างนั้น ก็ขอปลีกวิเวกคิดเสียว่า "สัตว์ย่อมเป็นไปตามกรรม" ก็แล้วกัน

             พอม็อบเริ่มนิ่งจึงได้หามุมสงบจิตใจได้ข่าวว่า เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.ที่ผ่านมา ที่เมืองกุสินารา รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดียแดนพุทธภูมิ  มีพิธีวางศิลาฤกษ์สร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่สูงขนาด 500 ฟุต ปางปฐมเทศนา ก็จิตนาการไม่ออกว่าสูงขนาดไหน แต่เข้าใจว่าคงจะสูงเท่าๆกับพระพุทธรูปโบราณที่ประเทศอาฟกานิสถานที่ถูกตาลีบันระเบิดทำลายหรือสูงกว่า จึงถือว่าเป็นข่าวที่เป็นมงคลยิ่ง

             เมืองกุสินารานั้นเป็นที่ตั้งของสังเวชนียสถานแห่งที่ 4 ในสมัยพุทธกาลเป็นเมืองเอกหนึ่งในสองของแคว้นมัลละ อยู่ตรงข้ามฝั่งแม่น้ำคู่กับเมือง ปาวา เป็นที่ตั้งของ สาลวโนทยาน หรือป่าไม้สาละที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานและเป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า

             และที่น่าปลื้มปิติไปกว่านั้นก็คือว่ามี Hon. Chief Minister Sri Akhilesh Yadav มุขมนตรีรัฐอุตตรประเทศ เดินทางไปเป็นประธานในพิธี และมีพระสงฆ์นิกายต่างๆและชาวพุทธร่วมถึงพระและฆราวาสคนไทยไปร่วมพิธีหลายหมื่นคน

             พระเทพโพธิเทศ ประธานสงฆ์วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล ได้มอบหมายให้พระครูปริยัติโพธิวิเทศ หัวหน้าฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เจ้าอาวาสวัดไทยเชตวันมหาวิหาร  ไปร่วมงานและได้มีโอกาสมอบพระพุทธชินราชให้แก่มุขมนตรีรัฐอุตตรประเทศ

             พระครูปริยัติโพธิวิเทศหรือพระมหาคมสรณ์ได้เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊ก "ท่านคมสรณ์ ข่าวสารงาน-พระธรรมทูตอินเดีย"ที่สนทนากับมุขมนตรีรัฐอุตตรประเทศ ความว่า ในนามคณะสงฆ์จากประเทศไทย ขอแสดงความชื่นชมและยินดีที่ท่านได้ดำเนินการจนโครงการฯ นี้เริ่มขึ้นได้หลังจากที่คณะทำงานใช้ความพยายามมากว่า 13 ปี ซึ่งนำศรัทธาสร้างโดยองค์ทะไลลามะที่ 14 แห่งทิเบตบนพื้นที่ 500 ไร่

             "เพื่อเป็นนิมิตแห่งความสำเร็จและชัยชนะในนานาปัญหาและอุปสรรคที่ผ่านมาขอมอบพระพุทธชินราช อันเป็นพุทธสัญญลักษณ์แห่งราชาแห่งชัยชนะ และหวังในความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในโครงการต่อไป ขณะเดียวกันอาตมามีโครงการสร้างวัดอีกแห่งหนึ่งที่สาวัตถี ถ้ามีโอกาสก็ขอเชิญไปที่นั่นกำลังดำเนินการ และจะทำให้ยิ่งใหญ่กว่าที่เมืองกุสินารา อาตมาจะไปพบท่านที่เมืองลักเนาว์หากมีเรื่องที่ต้องขออุปถัมภ์ช่วยเหลือ"  พระครูปริยัติโพธิวิเทศ ระบุ

             ขณะที่มุขมนตรีรัฐอุตตรประเทศ กล่าวว่า "ขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ผมได้ทำตามสัญญาที่เคยกล่าวไว้เมื่อครั้งเข้าไปกราบพระคุณเจ้าที่วัดเมื่อครั้งก่อน หากมีเวลาผมจะไปเยี่ยมที่วัดไทยอีก มีอะไรให้ผมรับใช้กรุณาแจ้งบอกได้เลยนะครับ"

             พอวันรุ่งขึ้นเฟซบุ๊ก Namaste Dhamma ได้โพสต์ภาพการเผยแพร่พิธีดังกล่าวของสื่อประเทศอินเดียค่อนข้างเป็นข่าวใหญ่

             ผู้ที่ติดตามเฟซบุ๊ก"ท่านคมสรณ์ ข่าวสารงาน-พระธรรมทูตอินเดีย,Namaste Dhamma,วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์-อินเดีย" จะได้เห็นกิจกรรมที่เป็นพุทธานุสสติอย่างต่อเนื่อง ร่วมถึงข้อคิดเตือนสติสำหรับคนไทยอย่างเช่นล่าสุดความว่า

             "ความเมตตา คือ ความเป็นมิตร ความเป็นเพื่อน ความหวังดี ความปรารถนาดี ถ้าเราเป็นเพื่อนกับใคร จะสังเกตได้เลยว่า เราคิดถึงแต่จะให้ประโยชน์กับเขา ไม่เคยคิดที่จะเบียดเบียนทำร้ายเลย นั่นคือลักษณะของเพื่อนจริงๆ ซึ่งความจริงแล้วก็เป็นสภาพของธรรมชนิดหนึ่ง คือ เมตตา ในภาษาบาลี ซึ่งภาษาไทยก็ใช้คำว่า “มิตร” หรือ “เพื่อน” เพราะฉะนั้นเวลาไหนที่เราเกิดหวังดีต่อใคร ให้ทราบว่าสภาพธรรมนั้นเกิดขึ้นกำลังทำกิจหวังดี"

             พระเจ้าอโศกมหาราชได้ทรงกระทำเป็นแบบอย่างในการใช้หลักธรรมนำการเมือง แล้วนักการเมืองไทยที่เป็นชาวพุทธจะไม่ลองทำตามบ้างหรือ

: สำราญ สมพงษ์รายงาน




วันพฤหัสบดีที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2556

'ในหลวง'ทรงถวายบัวยอดฉัตรพุทธคยา

          โครงการหุ้มทองคำยอดฉัตรพระมหาเจดีย์พุทธคยา เป็นการทำงานที่ศาสนิกชนชาวพุทธทั่วโลกร่วมกันนำทองคำซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ที่สูงค่า มาถวายเป็นพุทธบูชา โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นพุทธศาสนูปถัมภก ทรงตั้งสัตยาธิษฐานนำพาชาวไทยทั้งประเทศเป็นตัวแทนพุทธศาสนิกชนทั่วโลกร่วมกันถวายทองคำเป็นอามิสบูชาสู่การปฏิบติบูชา เพื่อเป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา นำพาประเทศชาติและประชาชนให้อยู่เย็นเป็นสุขและพัฒนาสถาพรตลอดไป

             โครงการนี้เกิดขึ้นโดยรัฐบาลอินเดียและยูเนสโกได้มอบหมายให้ประเทศไทยร่วมกับหน่วยงานต่างๆ จัดทำโครงการหุ้มทองคำยอดฉัตรพระมหาเจดีย์พุทธคยา ณ วัดมหาโพธิมหาวิหาร พุทธคยา สาธารณรัฐอินเดีย โดยมีกำหนดแล้วเสร็จภายในปี 2556 เนื่องในโอกาสสมโภชพุทธชยันตี 2600 ปีแห่งการตรัสรู้ธรรมสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ซึ่งการนำทองคำมาหุ้มยอดฉัตรพระมหาเจดีย์พุทธคยานี้ เชื่อว่าสิ่งที่พุทธศาสนิกชนร่วมกันถวายเป็นอามิสบูชานี้จะอยู่ได้เป็นร้อยๆ พันๆ ปี และโครงการนี้เป็นโครงการที่คนไทยทั้งประเทศได้ร่วมกัน ในทุกภาคส่วนทั้ง  ศาสนา รัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไป

             ที่ต่างร่วมใจกันทำงานเพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ กับทั้งถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายกในโอกาสจัดงานฉลองพระชันษา 100 ปี 3 ตุลาคม 2556 และเป็นโครงการที่ทางวัดพุทธคยาจะบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของศาสนาพุทธที่เมืองพุทธคยาว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 4 ในประวัติศาสตร์โลกที่ทรงร่วมบูรณะพระมหาเจดีย์พุทธคยาต่อจากพระเจ้าอโศกมหาราข พระเจ้าหุวิชกะ และพระเจ้ามินดง ดั่งคำจารึกในแผ่นทองคำทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ความว่า

             "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร์ รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร์ สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก มีพระราชศรัทธา ทรงนำพาระชาชนชาวไทยทั้งชาติ ร่วมกันสร้างทองคำบริสุทธิ์ 289 กิโลกกรัม นำมาประดิษฐาน ณ ยอดพระมหาโพธิเจดีย์นี้ เพื่อเป็นพุทธกตเวทิตบูชา แด่สมเด็จพระบรมศาสดา สัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ณ ที่แห่งนี้ ขออานุภาพแห่งการบูชาสูงสุดนี้ บันดาลให้ชาติไทยรุ่งเรืองด้วยพุทธศาสนาตลอดกาลนิรันดร์ ให้คนไทยมีความสามัคคีกัน มีความสันติ และสุขสถาพรตลอดไปเทอญ"

              ในการนี้สมเด็จพระเทพรัตราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีได้ทรงลงพระนามในแผ่นทองคำเพื่อร่วมถวายเป็นพุทธบูชา พร้อมกับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ได้เสด็จพระดำเนินมาร่วมพิธีสมโภชยอดฉัตรทองคำในวันที่ 30 สิงหาคม 2556 ด้วย   

             การทำงานในครั้งนี้จึงเป็นการทำมหากุศลครั้งยิ่งใหญ่ที่เริ่มจากอามิสบูชาสู่การปฏิบัติบูชา โดยการรวมทุกหัวใจของพุทธศาสนิกชนทุกคนมาร่วมกันปฏิบัติบูชาถวายพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นการฉลองพุทธชยันตี 2600 ปีแห่งการตรัสรู้ธรรม ดังคำกล่าวของแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ที่ได้กล่าวถึงความหมายของอามิสบูชาสู่การปฏิบัติบูชาว่า

             "จากการนำทองคำมาเป็นอามิสบูชาสู่การหลอมรวมให้เรามีธรรมเป็นเครื่องคุ้มครองใจ ในพิธีสมโภชยอดฉัตรทองคำที่ประเทศไทย เราจึงร่วมกันเจริญพุทธมนต์บท อิติปิโสภควา 5,000 จบ เพื่อเป็นการสรรเสริญพระคุณของสมเด็จพระบรมศาสดาสัมสัมพุทธเจ้า เมื่อเราได้นำทองคำมาถวาย ณ พระมหาเจดีย์พุทธคยา ก็มีการร่วมกันเจริญพุทธมนต์บท อิติปิโสภควาอีก 5,000 จบนี่คือการหลอมรวมทุกพลังศรัทธามาปฏิบัติบูชา มาอธิษฐานจิตร่วมกันนำธรรมะกลับสู่หัวใจของคน เพื่อให้สังคมไทยอยู่เย็นเป็นสุข พ้นทุกข์ร่วมกัน"

             พลังแห่งศรัทธาที่มีต่อองค์พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้หลอมรวมทุกดวงใจของชาวพุทธให้เป็นหัวใจทองคำ ธาตุแห่งความบริสุทธิ์ สูงค่า และ ยั่งยืน และเป็นเสมือนสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่า ชาวพุทธพร้อมที่จะน้อมนำหลักธรรมของสอนของพระพุทธองค์มาปฏิบัติบูชาเพื่อนำพาสังคมไทยไปสู่สังคมแห่งความสงบและศานติ

.................................

: เสถียรธรรมสถานรายงาน


วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556

คืบสร้าง'รพ.พระพุทธเจ้า'วัดไทยพุทธคยา อีกหนึ่งศาสนกิจพระธรรมทูตไทยในต่างแดน

              การปฏิบัติศาสนากิจของพระธรรมทูตไทยที่เดินทางเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างแดนนั้น นอกจากจะทำหน้าที่ในการสอนธรรมแล้วยังต้องทำหน้าที่บริการสังคมในพื้นที่นั้นๆด้วย

              อย่างเช่นที่ประเทศอินเดีย พระราชรัตนรังษี หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ได้มีความริเริ่มที่จะสร้างโรงพบาลขึ้นโดยให้ชื่อว่า"สถานพยาบาลวัดไทยพุทธคยา" ขณะนี้ก็ดำเนินการต่อสร้างเสร็จไปมากแล้ว

              ล่าสุดเฟซบุ๊กวัดไทยพุทธคยาได้รายงานภาพพร้อมระบุว่า พระราชรัตนรังษีตรวจสอบความคืบหน้าและให้คำปรึกษากับสถาปนิกและช่าง ในการสร้างโรงพยาบาลพระพุทธเจ้าวัดไทยพุทธคยา ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการปรับปรุงก่อสร้าง เพื่อเตรียมพร้อมในการต้อนรับผู้แสวงบุญในช่วงเทศกาลที่จะมาถึง และเพื่อเป็นสถานพยาบาลที่มีมาตรฐานระดับสากล ในการให้บริการการรักษาสำหรับพระสงฆ์และผู้แสวงบุญ ทั้งชาวไทยและต่างชาติ

              พร้อมกันนี้ยังได้รายงานว่า ทางวัดไทยพุทธคยาโดยพระราชรัตนรังษีได้ลงนามนามกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์คือ รศ.ดร.สุรชัย จิวเจริญสกุล คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ ในการพัฒนากิจการงานที่จะพัฒนาการศึกษา วัฒนธรรมและเผยแผ่พระพุทธศาสนา ตลอดถึงการร่วมมือในการฝึกอบรมบุคลากร การส่งนิสิตร่วมปฏิบัติสหกิจการศึกษา ณ แดนพุทธภูมิ เพื่อรองรับงานพระศาสนา และโครงการบรรพชาอุปสมบท เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 45 ปี คณะศึกษาศาสตร์ และ 72 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

              นับได้ว่ากิจกรรมของวัดไทยพุทธคยาเป็นสิ่งที่น่ายินดีน่าอนุโมทนายิ่ง เพราะในครั้งพุทธกาลนั้นพระพุทธองค์ก็ทรงให้ความสำคัญกับการรักษาพระป่วยแม้นแต่พระพุทธองค์ก็ยังทรงปฏิบัติด้วยพระองค์เอง และด้วยพุทธกิจดังกล่าวชาวพุทธในอดีตจึงมีการพัฒนสถานพยาบาลพระและโยมป่วย ทั้งนี้จะทำอย่างไรให้เป็นเอกภาพแสดงพุทธนุภาพมากกว่าเป็นอั
ตานุภาพอย่างไร

              ทั้งนี้บล็อกเกอร์ศุภศรุตได้เขียนบทความเรื่อง “อโรคยศาลา” พยาบาลสถานแห่งพระพุทธเจ้ากับข่าวคราวครั้งล่าสุด !!! อโรคยศาลาคืออะไร ? เมื่อปี 2552 (http://www.oknation.net/blog/voranai/2009/08/20/entry-1) โดยลงความเห็นว่า  "อโรยศาลา หรือ ที่ผมเรียกว่า “พยาบาลสถานแห่งพระพุทธเจ้า” เป็นชื่อรวมของสถานที่หนึ่ง ที่มีการจัดพื้นที่ออกเป็นส่วน ๆ ส่วนที่เราเห็นหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน เป็น “ประภามณฑลแห่งอำนาจของพระพุทธเจ้าไภษัชยไวฑูรยประภาสุคต” ประกอบด้วย “หอพระ” หรือ “ปราสาทประธาน” (Chapel - Shrine) ตั้งอยู่กลาง “มณฑลศักดิ์สิทธิ์” ที่ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วบนพื้นที่รูปสี่เหลี่ยม" ทั้งนี้โดยมีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับอโรยศาลาสมัย "พระเจ้าชัยวรมันที่ 7"  

              บล็อกเกอร์ศุภศรุต ได้ระบุต่อว่า "คำถามหนึ่งที่น่าสนใจ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้รับ “แรงบันดาลใจ” จากไหน ถึงได้โปรดให้สร้างอโรคยศาลามากมายทั่วพระราชอาณาจักร ?

               คำตอบก็คือ ในยุคหนึ่ง พระองค์ “อาจ” เคยได้เสด็จไปถึงชมพูทวีป(อินเดีย) ในคราวหนีการปกครองของพระเจ้าตรีภูวนาทิตยวรมัน ผู้ยึดครองบัลลังก์ ตามตำนานเก่าแก่ในประเทศอินเดีย – ลังกา เล่าว่าเคยมีกษัตริย์แห่งศรียโสธรปุระเสด็จกลับไปครองราชย์ที่อินเดีย - ลังกา ซึ่งนั่นก็น่าจะหมายถึงพระองค์เท่านั้น

              พระองค์คงได้ศึกษาและได้ยินเรื่องราวของ “พุทธมหาราชา” ในอดีต อย่างน้อย 2 พระองค์ ได้แก่ “พระเจ้าอโศกมหาราช”  และ “พระเจ้ากณิษกะ”แห่งอาณาจักรกุษาณะ

              มหาราชาทั้งสอง เป็นผู้อุปถัมภกพระพุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่ ในการทำนุบำรุงและควบคุมบ้านเมืองภายหลังสงครามรวบรวมอาณาจักร ทั้งสองพระองค์ทำเหมือนกันหลายอย่าง อย่างหนึ่งก็คือ การสร้างพยาบาลสถานและการขุดบ่อน้ำไว้ทั่วทุกตำบลใน “ขอบเขต” ปกครอง

              ประโยชน์ทาง “การเมือง” ที่ได้จากการสร้าง “พยาบาลสถาน” ของพุทธกษัตริย์โบราณ คือ การประกาศขอบเขต ”เดชานุภาพ” ของพระองค์โดยพฤตินัย ด้วยอาคารและผู้คนที่มีรูปแบบเดียวกัน การบริหารขึ้นตรงต่อราชสำนักกลาง บ้านเมืองใด ไม่สร้างอโรคยศาลา ไม่ประดิษฐานรูปเคารพแห่งศูนย์กลางอาณาจักร ก็เป็นที่ชัดเจนว่า บ้านเมืองนั้นเอาใจออกห่าง และผลที่ตามมาก็คือ “สงครามปราบกบฏ” !!!

              ประโยชน์สำคัญในทางสังคม คือการทำนุบำรุงไพร่ฟ้าประชาชน ให้อยู่ดีมีสุข ด้วยการรักษาโรคโดยไม่คิดค่ารักษา อโรคยศาลาคือที่พึ่งทั้งทางกายและจิตใจของไพร่ฟ้าประชาชน สามารถสร้างเงื่อนไขความผูกพันให้ประชาชนจงรักภักดี สวามิภักดิ์ต่อผู้ปกครองตลอดรัชสมัย การบูชาสักการะพระพุทธเจ้าแห่งอาณาจักรและพระราชาผ่านพยาบาลสถาน มีผลทางจิตวิทยากับประชาชนเป็นอย่างมาก

              แรงบันดาลใจจากอดีตนี้ คงเป็น “แรงขับ” สำคัญที่ส่งผลให้พระเจ้าศรีชัยวรมัน ประกาศตนเป็นพุทธมหาราชาทั้งทางเดชานุภาพของอาณาจักรกัมพุชเทศ พร้อมผลในการทำนุบำรุงไพร่ฟ้าประชาชนด้วยการสร้าง “พยาบาลสถาน” ขึ้นไปพร้อมกัน เฉกเช่นพุทธมหาราชาผู้ยิ่งใหญ่ในครั้งอดีต !!!"

              นับได้ว่าเป็นข้อมูลที่พระธรรมทูตนำมาประยุกต์ใช้ในเหตุการณ์ปัจจุบันได้



.................................

สำราญ สมพงษ์รายงาน(FB-samran sompong)รายงาน



"สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต้องเร่งปลดล็อก

  "สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต...