แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พุทธ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พุทธ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559


'ไพบูลย์ คุ้มฉายา'กราบพระตรวจหมู่บ้านศีล5ขอนแก่น

12ต.ค.2559 เฟซบุ๊ก เปรียญธรรม เก้า ประโยค ได้เผยแพร่ภาพข้อความภารกิจของพลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางไปตรวจราชการที่วัดชัยศรี บ้านเสียว อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นหมู่บ้านต้นแบบรักษาศีล 5 ของจังหวัดที่รับสนองพระบัญชาสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชอย่างแข็งขัน โดยได้กราบและขอคำแนะนำจากเจ้าอาวาสอย่างนอบน้อม

วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2559

แจ็ค หม่าบอกโลกได้เรียนรู้พระพุทธศาสนาจากประเทศไทย
นายแจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้งเว็ปไซด์อลีบาบา รายงานผลการประชุมภาคเอกชนของประเทศในกรอบเอซีดี ต่อที่ประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเชีย เพื่อเสนอไอเดียของต่อกาพัฒนาการเอเชีย ว่า  เมื่อไรก็ตามที่พูดถึงเศรษฐกิจโลก ทุกคนก็จะให้ความสำคัญกับกระแสโลกาภิวัตน์มากกว่าการให้ความสำคัญกับคนรุ่นใหม่  ควรสร้าง  e-road เชื่อมต่อธุรกิจ
ข้อมูลข่าวสาร (DATA) จะกลายทรัพยากรใหม่ที่สำคัญ  ทวีปเอเชียมีโทรศัพท์เคลื่อนที่กว่า 4,000 ล้านเครื่อง แนะให้รัฐบาลทุกประเทศมีนโยบายส่งเสริมประชาชนที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปีและบริษัทที่มีลูกจ้างต่ำกว่า 30 คน ผ่านการใช้เทคโนโลยีและการศึกษาส่งเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ โลกได้เรียนรู้พระพุทธศาสนาจากประเทศไทย
วันอังคารที่ 11 ตุลาคม 59 ณ กระทรวงการต่างประเทศ ที่นั่น “แจ็ค หม่า” ได้ปรากฏตัว และมีคนไทยราว 300 ชีวิตได้เข้าร่วมรับฟัง “Talk by Mr. Jack Ma on “Global Trade Revolution:  Building a New e-Trade Platform for SMEs” ระยะเวลาราวหนึ่งชั่วโมงครึ่ง เขาได้ส่งมอบทั้งประโยคทรงพลังมากมาย ทีมงาน Techsauce ขอสรุปเนื้อหา โดยแบ่งประเภทไว้ดังนี้

แนวคิดของ Alibaba
การศึกษาสำหรับคนรุ่นใหม่
คือการหา Knowledge และ Wisdom ให้กับตัวเอง
Knowledge คือสิ่งที่คุณเรียนรู้
ส่วน Wisdom คือสิ่งที่คุณสั่งสมประสบการณ์มา
จงพูดเฉพาะในสิ่งที่ผมเชื่อเท่านั้น
จงใช้สมองของคุณคิดเสมอ อย่ารีบทำตามสิ่งที่คนเขาบอกให้ทำ
จงมองโลกในแง่ดี
จงมองหาพาร์ทเนอร์ดีๆ คุณไม่มีทางทำทุกอย่างให้ประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว

สร้างอาณาจักร(อนิจจัง) Ecosystem(นิจจัง)
วิสัยทัศน์เรื่องเทคโนโลยี machine     embrace machine   Imaginative’ และ ‘Innovative ปรับตัวและคุ้นเคย
Marketing  และ Sales ทีม Service
โมเดลธุรกิจ B2C คือขายให้คนทั่วไป C2B กันในอนาคต ก็คือเกษตรกรหรือคนทั่วไป สามารถขายของให้กับภาคธุรกิจได้
Power และ Money   Experience
ถ้ามีเงินนะ ฉันจะสร้าง… ฉันไม่มีเงินหรอก แต่ฉันจะสร้าง…ให้ได้!

 บัญญัติ 10 ประการสู่ความสำเร็จโดย แจ็ค หม่า แห่ง Alibaba
5 บทเรียนธุรกิจจาก Alibaba ที่ Startup ต้องรู้
 5 บทเรียนธุรกิจจาก Alibaba ที่ Startup ต้องรู้ เวอร์ชั่นภาพกราฟฟิก

Thailand 4.0
E-Commerce
SMEs

 Dhamma Innovation & Dhamma Imagination
นวัตกรรมธัมมะ และ จินตนาการธัมมะ

แตกตัว - เติบโต - แตกต่าง - ตัวตน

คำว่า นวัตกรรม Innovation
คำว่า จินตนาการ Imagination

กล้าที่จะใช้

ทฤษฎี ๔ ต ๕ ก อิงหลักธรรมะ
แตกตัว - เติบโต - แตกต่าง - ตัวตน
แตกตัว: ไม่ "ตีบตัน" และ "ตกต่ำ" ในวังวนเดิมๆ
เติบโต : ไป อเมริกา พบ IOT: Internet of Things อินเทอร์เน็ต
บน "เงินทุน" ที่มีจำกัด คือ "ตั้งต้น" จาก "ศูนย์" และกล้าที่จะ "นับหนึ่ง" ใหม่
แตกต่าง : นวัตกรรมและจินตนาการ ทำให้เขา "กล้า" คิดต่าง กล้าฝันต่าง กล้านำต่าง กล้าทำต่าง กล้าเปลี่ยนแปลง

ตัวตน: ตัวตนของแจ็คหม่า โลกยุคใหม่ ความมั่งคั่งร่ำรวย จะกระจายไปถึงมือทุกผู้ทุกคน ด้วยพลัง IOT : Internet of Everything

สมาร์ทโฟน บวกนวัตกรรม เสริม "พลังความคิด พลังความฝัน พลังแห่งจินตนาการ" เฟ้นหา "ทีมเก่ง ภาษาอังกฤษ

สุดท้าย ด้วย "พุทธปรัชญา" ก็ทำให้เขา "ตั้งตัว" กลายเป็น "เจ้าสัว"  แต่ "พุทธ" ฉาบฉวย ว่า พุทธสอนให้ "ลด - ละ - เลิก - ปล่อยวาง"

ทำไมคนพุทธส่วนใหญ่ยากจน? จริงหรือ?
"เฮียเม้ง" ประธานร่วมโครงการเสนอรายชื่อผู้สมควรได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ และนักเขียนขายดีระดับนานาชาติของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ เป็น "ผู้บุกเบิกกูเกิ้ล" ยุคแรกๆ และ

"วิศวกร" ผู้ได้รับรางวัลดีเด่นต่างๆ

ลี กา ชิง ชายที่ร่ำรวยที่สุดในเอเชีย ก็เป็นชาวพุทธ
แจ็คหม่า ที่อาศัยอยู่ที่จีนแผ่นดินใหญ่ ก็เป็นชาวพุทธเช่นกัน
อนาถบิณฑิกเศรษฐี ซึ่งร่ำรวยที่สุดในอินเดียก็เป็นชาวพุทธ


เพราะ "คำสอนพุทธ" เป็นนวัตกรรมทันสมัย และสอนให้ "คน" จินตนาการ ปรับ "นิสัย" เปลี่ยน "บุคลิก" ด้วยหลักการ "๓อ่อน"
๑. เป็นผู้ใหญ่ก็อ่อนโยน  "มือไม้อ่อน" เท่านั้น
๒. เป็นเด็กก็อ่อนน้อม มีทิฐิมาก มีมานะระดับ "อติมานะ" คือ "ฉลาดเกิน" ระวังตัว ระวังความคิด อย่าให้ "ล้นแก้ว" "ล้นเกิน"
๓. เป็นสตรีก็อ่อนหวาน มือไม้อ่อน นิสัยดี คำพูดคำจาดี มารยาทดี บุคลิกดี ดูดี มีเสน่ห์
พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้คนเรา ๒ อ่อน
๑. อ่อนไหว
๒. อ่อนแอ
-ทุกข์ : มุมมองจากลัทธิดาร์วิน
-กิน : มุมมองของพุทธศาสนา


วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2559



2กรรมการมส.เยือนอินโดนิเชีย-สิงคโปร์แผ่ธรรมเชิงรุก พระพรหมสิทธิกรรมการมหาเถรสมาคมร่วมงานกระชับความสัมพันธ์พุทธเถรวาท-มหายาน๑๔ประเทศที่อินโดนิเชีย พระพรหมบัณฑิตประชุมประกันคุณภาพวิทยาลัยพุทธศาสนาสิงคโปร์

๑๒ก.ย.๕๙ พระพรหมสิทธิ กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานสำนักงานกำกับดูพระธรรมทูตไปต่างประเทศ เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร กทม. ปฏิบัติศาสนกิจเจริญศาสนสัมพันธ์ เดินทางไปยังวัดวิหาร มหาวีระ คาหะผู่สัก  ณ กรุงจากาตาร์ อินโดนิเชีย เป็นประธานเปิดการประชุมศาสนสัมพันธ์มหายาน-เถรวาท และพิธีเจริญพระพุทธมนต์ มหาสังฆทานนานาชาติ ในช่วงเทศกาลอุลัมปณะ (เทศกาลทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้วายชนม์ ตามประเพณี ในเดือน๙ ) นับเป็นพิธีที่สำคัญ  โดยมีเจ้าคุณพระอาจารย์จีนวิเทศศาสนานุศาสน์ (พระธรรมาจารย์ หุ้ยสง) เจ้าอาวาส เลขาธิการสภาสงฆ์จีนโลก พร้อมด้วยคณะสงฆ์ สาธุชน ถวายการต้อนรับอย่างอบอุ่น


อีกทั้งมีพระเถรานุเถระทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายาน จากนานาประเทศ ๑๔ ประเทศ เช่นไทยอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ จีน ไต้หวัน ศรีลังกา อินโดนิเซีย มาเลเซีย กัมพูชา เป็นต้น ได้มีโอกาสในการหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และกระชับความสัมพันธ์พุทธเถรวาท-มหายาน ในพิธีมีพระมหาเถระได้ขึ้นแสดงพระธรรมเทศนา ทั้ง ๑๔ ประเทศ จากนั้นถวายภัตตาหารเพล เป็นอันเสร็จพิธี


อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ ๑๑ ก.ย. ๕๙ พระพรหมสิทธิ พร้อมด้วย พระราชพัฒนากร วัดปริวาส กทม. พระกิตติโสภณวิเทศ วัดนาคปรก กทม. พระสมุทรมังคลาจารย์ วัดกลาง สมุทรปราการ. และพระวิสุทธิศาสนาวิเทศ วัดสระเกศ เจริญพระพุทธมนต์ ให้โอวาทในงานมงคลสมรส ตามประเพณีท้องถิ่น ที่จะได้นิมนต์พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ให้สรณคมณ์ และรับฟังสัมโมทนียกถา ทั้งสวมแหวน และลงนามมงคลสมรส ต่อหน้าพระสงฆ์  เป็นอันเสร็จพิธี


ขณะที่พระพรหมบัณฑิต (ป.ธ.๙, ศ.,ดร.,ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์, อัคคมหาบัณฑิต) กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาค ๒ เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย นำคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเยี่ยมวัดอานันทเมตยาราม ซึ่งเป็นวัดไทยใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์และพบปะสนทนากับเจ้าอาวาสคือพระเทพสิทธิวิเทศ ประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๙ ในเวลา ๑๔.๐๐ น.   จากนั้นเวลา ๑๕.๐๐ น. พระพรหมบัณฑิต และคณะไปเยี่ยมวัดพระเขี้ยวแก้วในย่านไชน่าทาวน์ของสิงคโปร์ โดยมีเจ้าอาวาสคือพระธรรมาจารย์ฝ่าเจ้าคอยต้อนรับ และเวลา ๑๘.๐๐ น. พระพรหมบัณฑิต และคณะไปเยี่ยมวัดฝูไห่ เจ้าอาวาสคือพระธรรมาจารย์มิ่งยี่คอยต้อนรับ


ในโอกาสที่พระพรหมบัณฑิตพร้อมคณะเดินทางไปร่วมพิธีฉลองครบรอบ ๑๐ ปีและเปิดอาคารแห่งใหม่ของวิทยาลัยพุทธศาสนาสิงคโปร์ (Buddhist College of Singapore) ซึ่งเป็นสถาบันสมทบของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  ที่วัดกวงหมิงซาน ซึ่งเป็นวัดใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ โดยได้พบกับนายกรัฐมนตรีลี เซียนหลุงของสิงคโปร์และกล่าวสุนทรพจน์ต่อจากนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์

และเดินทางเป็นประธานในการประชุมเรื่องการประกันคุณภาพของวิทยาลัยพุทธศาสนาสิงคโปร์ (Buddhist College of Singapore) ซึ่งเป็นสถาบันสมทบของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยที่อาคารสำนักงานแห่งใหม่ ณ วัดกวงหมิงซาน สิงคโปร์ โดยมีพระธรรมาจารย์กวางเฉิง อธิการบดีวิทยาลัยพุทธศาสนาสิงคโปร์ และเจ้าอาวาสวัดกวงหมิงซานเป็นผู้นำคณะของวิทยาลัยเข้าประชุม


วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2559


มจร-คณะสงฆ์มหายานไต้หวันร่วมสร้างสถาบันพระพุทธศาสนาเถรวาทมหายาน

              วันที่ ๕ กันยายน ๒๕๕๙ พระพรหมบัณฑิต  กรรมการมหาเถรสมาคม อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการก่อสร้างสถาบันพระพุทธศาสนาเถรวาทมหายาน ถนนคู้บอน เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร ซึ่งดำเนินการก่อสร้างภายใต้ความร่วมมือของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณาชวิทยาลัย กับคณะสงฆ์มหายาน จากวัดฝัวกวงซาน ไต้หวัน โดยการอุปถัมภ์ของท่านพระธรรมาจารย์ชิงหยุนและมีพระธรรมาจารย์ชินติ้งถวายการต้อนรับ และคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในอีก ๑๙ เดือนและจะร่วมมือในการจัดการศึกษาทางด้านพระพุทธศาสนาเถรวาทมหายานต่อไป



............................
(หมายเหตุ - ภายจากเฟซบุ๊กMcu Tv-Channel)

วันเสาร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2559

 

แกะสลักพระที่หน้าผา จ.สุพรรณบุรี ทำลายธรรมชาติจริงหรือ ?

ผมอยากชี้แจงให้ผู้ที่โจมตีการแกะสลักพระใหญ่ที่อู่ทองทราบครับ
ผมรับราชารที่ดินที่อู่ทองมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2525
บริเวณที่แกะสลักพระ เดิมบริษัทและสหาย ขออนุญาตระเบิดและย่อยหินไว้ตั้งแต่ประมาณปี พศ 2514 เพื่อนำหินมาสร้างถนนมาลัยแมน
ต่อมามีการปรับปรุงถนนมาลัยแมน
บริษัทประยูรวิทย์การช่างได้ทำการขอใบอนุญาตต่อ
และบริษัทสินสมุทร ดำเนินการต่อ
ต่อมาได้เลิกทำการระเบิดบริเวณดังกล่าว
เพราะฉนัน บริเวณดังกล่าวไม่มีการระเบิดหินใหม่แต่อย่างใด
ผมอยากให้พี่น้องชาวสุพรรณบุรี
และผู้ที่นับถือในพุทธศาสนา
ได้แชร์ ข้อความนี้เพื่อให้ผู้ที่ไม่เข้าใจทราบความเป็นมา
ขอบคุณมากครับ

Cr...สมนึก ทองรักชาต
(หมายเหตุ : คลิปจาก https://www.youtube.com/watch?v=EDYJZV5b0oA)
"""""""""""""""""""""

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2559



ส่งผู้แทนมส.๓รูปร่วมประชุมหา'มาตรการคุ้มครองศาสนา'


การประชุมมหาเถรสมาคมเมื่อวันที่  ๓๐ ส.ค.๒๕๕๙ ได้มีมติให้กรรมการมหาเถรสมาคม 3 รูปประกอบด้วยพระพรหมมุนี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม พระพรหมโมลี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ และพระพรหมบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส ร่วมประชุมหน่วยงานเกี่ยวข้อง ตามที่ คสช. มีคำสั่ง ม.๔๔ ที่ ๔๙/๒๕๕๙ มาตรการคุ้มครองศาสนาต่าง ๆ ในประเทศไทย กําหนดมาตรการ-ความสมานฉันท์ทุกศาสนา ในวันที่ ๓๑ ส.ค.นี้ที่ทำเนียบรัฐบาล

..............
(หมายเหตุ :  คลิปจากhttps://www.youtube.com/watch?v=0rkxmoGPLZ0&feature=youtu.be)

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2559

‘ต้นกล้ามัคคานุคา’ปลุกกระแสป้องวัยโจ๋ฝ่ามรสุมดิจิตอล  

‘โครงการต้นกล้ามัคคานุคา’ ปลุกกระแสสังคมไทยกับ สร้างเกราะป้องกันให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ใช้ชีวิตให้เป็นในโลกยุคดิจิตอล

             ทุกวันนี้เด็กและเยาวชนไทยตกอยู่ในความเสี่ยงหลายด้าน เนื่องจากการเรียนรู้ของเด็กในเรื่องต่างๆ มาจากเครื่องรู้และสิ่งที่รับรู้ เรียกว่าอายตนะ ทั้ง 6 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ท่ามกลางอันตรายจากโลกของการสื่อสาร หมายถึงจิตที่หลงไปกับสื่อต่างๆ ทั้งสื่อทีวี สื่อออนไลน์ เกม ที่อยู่รอบตัวและเข้าถึงได้ไม่ยากในยุคสมัยนี้

             ส่งผลให้เด็กและเยาวชนจำนวนไม่น้อยตกอยู่ในความเสี่ยงเหล่านี้ จนเกิดปัญหาในการเรียนรู้ในยุคของการสื่อสารไร้พรหมแดน อาทิ การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร กาทำแท้ง ความรุนแรง ติดเกมส์ ก่ออาชญากรรม และยาเสพติด จนกลายเป็นปัญหาครอบครัวและปัญหาสังคม แต่

             ในอีกมุมหนึ่งครอบครัว พระธรรม โรงเรียน มีส่วนสำคัญที่จะสามารถสร้างเกราะป้องกันให้กับปัญหาเหล่านี้ได้โดยอาศัยความร่วมมือ

             “โครงการต้นกล้ามัคคานุคา” เป็นอีกโครงการหนึ่งที่จะช่วยสร้างเกราะป้องกันให้เด็กและเยาวชนในยุคสมัยนี้

             โดยใช้รูปแบบของการบูรณาการการเรียนการสอน กับการฝึกสติสัมปชัญญะ ควบคู่ไปกับเกราะป้องกันที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือครอบครัว เป็นการผสานความร่วมมือซึ่งกันและกันระหว่าง บ้าน วัด โรงเรียน หรือ บวร ในยุคสมัยก่อนที่บ้าน วัด และโรงเรียน ต่างเชื่อมโยงเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ซึ่งวัตถุประสงค์ของโครงการนี้เพื่ออบรมคุณธรรมให้เกิดขึ้นในจิตใจของเด็กและเยาวชน เป็นการสร้างเกราะป้องกันที่ติดตัวไปจนเติบใหญ่ โดยบูรณาการการเรียนการสอนกับการฝึกสติสัมปชัญญะ

             พร้อมกับสร้างครอบครัวและนักเรียนแกนนำ “ต้นกล้ามัคคานุคา” รวมทั้งปลูกจิตสำนึกให้เยาวชคนรุ่นใหม่มีจิตสาธารณะ รู้จักการเสียสละเพื่อส่วนรวม มีน้ำใจแห่งคุณธรรม (จาคะ) และเป็นพลเมืองอันพึงประสงค์ให้กับสังคม

             สำหรับเป้าหมายสำคัญของโครงการ “ต้นกล้ามัคคานุคา” เพื่อให้โรงเรียนเห็นความสำคัญของการนำพระธรรมเข้ามาบูรณาการ การเรียนการสอนโดยใช้การฝึกสติสัมปชัญญะ ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถมศึกษาชั้นปีที่ 6 รวมถึงครอบครัวที่มีเด็กนักเรียนในระดับประถมศึกษาชั้นปีที่ 3-6 จำนวน 30 ครอบครัว (เฉพาะในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล หรือจังหวัดที่มีความพร้อมในการจัดการอบรม)


             โดยเปิดรับสมัครจากโรงเรียนทั่วไปที่สนใจ ตั้งแต่วันที่ 1-30กันยายน 2559 ช่วงเวลาดำเนินกิจกรรม ตั้งแต่19-28 กุมภาพันธ์ 2560 ประกาศผลในวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 และมอบรางวัลเดือนมิถุนายน 2560

             ทั้งนี้โรงเรียนที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมจะต้องมีการจัดรูปแบบของกิจกรรม ดังนี้ ครูผู้สอนเข้าคอร์ส ปฎิบัติธรรมการฝึกสติสัมปชัญญะกับ

             โครงการ การจัดอบรมนักเรียนให้รู้จักการฝึกสติสัมปชัญญะ และประโยชน์ที่ได้รับ จัดให้เมีการท่องพระสูตร คำสอนจากพุทธโอษฐ์ หน้าเสาธงหรือในชั้นเรียน จัดให้นักเรียนเจริญสติสัมปชัญญะก่อนการเรียนทุกครั้ง ให้นักเรียนทำความเข้าใจจากการฝึกสติสัมปชัญญะ มาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงของนักเรียน ทั้งในห้องเรียน ในโรงเรียนและที่บ้าน (โดยให้นักเรียนบันทึกผลที่ได้นำไปใช้)

             เชิญผู้ปกครอง เพื่อรับทราบรายละเอียดของโครงการ จัดกิจกรรมคัดเลือก “ต้นแบบต้นกล้ามัคคานุคา” ของโรงเรียน สนับสนุนนักเรียนเข้าร่วมโครงการ “ครอบครัวต้นกล้ามัคคานุคา”

             อย่างไรก็ตามโรงเรียนที่ผ่านการพิจารณาการบูรณาการการเรียนการสอนกับการฝึกสติสัมปชัญญะในชั้นเรียนจะได้รับรางวัล 10,000 บาท

             พร้อมโล่และใบประกาศเกียรติคุณ ส่วนคุณครูที่ดำเนินกิจกรรมในห้องเรียนที่รับผิดชอบ เหรียญทอง ได้รับรางวัลห้องเรียนละ 15,000 บาท เหรียญเงินห้องเรียนละ 10,000 บาท และเหรียญทองแดงห้องเรียนละ 8,000 บาท พร้อมโล่และใบประกาศเกียรติคุณ ส่วนครอบครัวต้นกล้ามัคคานุคา นักเรียน ครู และโรงเรียนจะได้รับรางวัลสูงสุด 10,000 บาท

เปิดรับสมัครในเดือนกันยายนนี้ ท่านที่สนใจสามารถติดตามข่าวการรับสมัครได้จากเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/buddhawaybuddhawords/?ref=page_internal เฟสบุ๊ก ต้นกล้ามัคคานุคา


วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ภัยแห่งพระพุทธศาสนาในประเทศไทย โดย พระพรหมคุณาภรณ์ ฯ
แนวทางการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา โดย พระพรหมบัณฑิต !

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2558

นศ.ม.เนชั่นเจ๋ง!ผลิตรายการสารคดีเชิงพุทธ


นศ.ม.เนชั่นเจ๋ง!ผลิตรายการสารคดีเชิงพุทธ ออกอากาศทางเนชั่นยูทีวี : สำราญ สมพงษ์รายงาน
              สื่อในเครือเนชั่นทั้งเดอะเนชั่น กรุงเทพธุรกิจ คมชัดลึก และเนชั่นทีวี มีภารกิจทั่วไปคือผลิตเนื้อหาประเภทต่างๆออกเผยแพร่แล้ว ยังมีภารกิจอีกประการหนึ่งคือผลิตบัณฑิตด้านนิเทศศาสตร์แขนงต่างๆ จากนักศึกษามหาวิทยาลัยเนชั่น โดยมีการเรียนการสอนลักษณะปฏิบัติจริง

              เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นายสุทธิชัย หยุ่น  ประธานเครือเนชั่นได้เป็นประธานการประชุมกองบรรณาธิการสื่อทีวีในเครือ รวมถึงคมชัดลึกทีวีที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการต้นปีหน้าช่วงรณรงค์เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ด้วย เพื่อเตรียมความพร้อมในการแข่งขันสื่อด้านนี้

              หลังจากกองบก.ทีวีต่างๆได้นำเสนอแผนงานและผังรายการเสร็จแล้ว นายสุทธิชัยได้เปิดโอกาสให้กองบก.เนชั่นยูทีวีที่บริหารจัดการโดยนักศึกษาม.เนชั่นนำเสนอด้วย ผู้ที่รับหน้าที่คือนายธัญพิสิษฐ์ เลิศบํารุงชัย นักศึกษาปี 2

              สิ่งที่น่าสนใจอยู่ที่ผังรายการสารคดีตามรอยพระพุทธเจ้าที่จะออกอากาศทางเนชั่นยูทีวีทุกวันพฤหัสบดี ทั้งนี้นายธัญพิสิษฐ์ ได้ให้เหตุผลว่า ได้เป็นผู้เสนอรายการดังกล่าวเองต่อทีมกองบก.เนชั่นยูทีวี เพราะโดยส่วนตัวนั้นมีความสนใจด้านพระพุทธศาสนาทั้งเถรวาทและมหายาน ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วยไม่มีใครคัดค้าน  ทั้งนี้เพราะเห็นว่าวันพฤหัสบดีเป็นวันครูเป็นวันแห่งปัญญาลักษณะของรายการน่าจะออกมาลักษณ์เช่นนี้

              "ประกอบกับได้เห็นคลิปรายการตามรอยพระพุทธเจ้ามีเทคนิคการถ่ายทำที่น่าสนใจจึงอยากทำบ้าง ตอนนี้ทำไป 2 ตอนแล้วคือวัดปทุมวนารามและดอยสุเทพ ซึ่งมีความยาว  18 นาที ตอนนี้กำลังออกอากาศอยู่ ซึ่งก็คิดว่าจะทำไปเรื่อยจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง" นายธัญพิสิษฐ์ กล่าว

              หลังจากทีมกองบก.เนชั่นทีวีได้เสนอแผนงานเรียบร้อยแล้ว นายสุทธิชัยได้กล่าวว่า ต้องขอชมเชยทีมกองบก.เนชั่นทีวีที่มีความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งนักศึกษามหาวิทยาลัยอื่นไม่มีโอกาสเช่นนี้ที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง เพื่อที่จะพัฒนาตัวเองเป็นนักสื่อสารมวลชนมืออาชีพต่อไป

              นับได้ว่านักศึกษาม.เนชั่นทีมกองบก.เนชั่นทีวีเป็นตัวอย่างหนึ่งของการพัฒนาตัวเอง เมื่อมีโอกาสที่จะได้ทำสิ่งที่ดีๆที่ตัวเองสนใจและเป็นว่ามีประโยชน์เพื่อนำเสนอต่อสาธารณชนได้ทราบก็ไม่ทิ้งโอกาสนั้น

..................................
(หมายเหตุ : ภาพจากเฟซบุ๊ค tanpisitlive ที่มา http://www.komchadluek.net/detail/20121111/144447/%E0%B8%99%E0%B8%A8.%E0%B8%A1.%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%8B%E0%B8%87!%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98.html)

พระเทพโพธิวิเทศแนะนักเผยแผ่ที่ดีอย่าใช้ปัญญาสร้างตัณหา


วันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๕๘ เวลา ๑๓.๐๐ น. ที่โรงแรมโซพิเทล อังกอร์ โภคีธรา กอล์ฟ @ สปา รีสอร์ท จังหวัดเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา พระเดชพระคุณ พระเทพโพธิวิเทศ (วีระยุทฺโธ) ผู้อำนวยการหลักสูตร สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย หัวหน้าพระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย-เนปาล ปาฐกถาในงานเสวนา พุทธพลิกสุวรรณภูมิ : สามัคคีธรรม แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง ปฏิเวธธรรม นำสุวรรณภูมิเรืองรอง โดยมีพระธรรมทูตจาก ๕ ประเทศ ไทย พม่า เวียดนาม กัมพูชา และลาว เข้าร่วมงานเสวนา จัดโดย สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย มูลนิธิวีระภุชงค์ ความว่า

การเห็นธรรม คือ การเห็นทุกอย่างเป็นธรรม เห็นทุกอย่างเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ และเห็นทุกอย่างเพื่อนำไปสู่ปัญญา เมื่อมีปัญญาแล้ว ก็นำปัญญานี้กลับมารับใช้พระศาสดา ผู้ก่อตั้งพระศาสนา การประชุมร่วมมือกันครั้งนี้ ๑.ต้องจับหลักคิดจากสิ่งที่ได้ ( จินตามยปัญญา) ๒.ต้องจับหลักของการศึกษาเป็นสำคัญ (สุตมยปัญญา) ๓.นำสิ่งที่ได้ออันเป็นปัญญาเพี่อไปพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อไป (ภาวนามยปัญญา)

นักเผยแผ่ที่ดี ต้องมีความสามารถในการใช้ความรู้ ต้องนำปัญญาไปดับปัญหา มิใช่นำปัญญาไปสร้างตัณหา นำความรู้ที่มีไปเอาเปรียบสังคม ถ้าพระธรรมทูตทำได้เช่นนี้ ความสุข สงบ สามัคคี ก็จะพึงมีในแดนสุวรรณภูมิ ในโลกนี้ได้อย่างหน้าภูมิ

มะกัน1ใน5ไม่มีศาสนาตัวชี้วัดเลือกปธน.

ตะลึง!มะกัน1ใน5ไม่มีศาสนา ตัวชี้วัดเลือกประธานาธิบดี : สำราญ สมพงษ์รายงาน

            ขณะนี้อยู่ในช่วงของการดีเบตรณรงค์เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่จะ มีขึ้นกลางเดือนพฤศจิกายนนี้ ศาสนาก็เป็นตัวชีวัดหนึ่งที่จะรู้ว่าผู้สมัครคนใดจะได้รับการเลือกตั้งระ หว่างพรรคเเดโมแครตและรีพับลิกัน

              จากผลการสำรวจล่าสุดพบว่าชาวอเมริกัน 1 ใน 5 ไม่มีศาสนาโดยไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง ทั้งนี้จากข้อมูลจากสำนักข่าว CNN นามว่า Dan Merica ได้รายงานเมื่อวันที่  9 ตุลาคมที่ผ่านมาหัวข้อว่า "Survey: One in five Americans has no religion"  โดย ดร. นเรศ สุรสิทธิ์ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ วิทยาลัยราชพฤกษ์ได้ถอดใจความว่า


ผลการสำรวจ: ชาวอเมริกันหนึ่งในห้าไม่มีศาสนา

               จากการสำรวจของ Pew แสดงให้เห็นว่าคนอเมริกันหนึ่งในห้าไม่ได้นับถือศาสนาใดๆ จากการสำรวจเรื่อง ศาสนาและชีวิตประชาชน ซึ่งถูกนำมาเผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมาโดย Pew Forum พบว่า คนอเมริกันที่ไม่นับถือศาสนามีจำนวนเพิ่มมากขึ้นถึง 25% ในห้าปีที่ผ่านมา การสำรวจยังพบด้วยว่ากลุ่มที่ไม่นับถือศาสนาที่กำลังเพิ่มมากขึ้นนี้เป็นพวก วัยรุ่นอเมริกัน ปัจจุบันนี้ชาวอเมริกันกว่า 33 ล้านคนที่ไม่มีศาสนา (ไม่มีความผูกพันกับศาสนา) ในกลุ่มคนเหล่านั้นมี 13 ล้านคนเป็นพวกไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริงหรือเป็นพวกที่เชื่อว่าไม่สามารถ พิสูจน์ได้ถึงการมีอยู่ของพระเจ้า

              นอกจากนี้ Pew ยังพบอีกว่าคนอเมริกันที่ไม่เกี่ยวข้องศาสนาเหล่านี้จะเข้าร่วมกิจกรรมทาง ศาสนาน้อยกว่าคนทั่วไป โดยพวกเขาจะเข้าโบสถ์ไม่บ่อยหรือไม่เคยเข้าเลย พวกเขากล่าวว่าศาสนาไม่มีความสำคัญกับชีวิต Pew พบว่า 68% ของพวกไม่เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาต่างก็พูดว่าพวกเขาเชื่อในพระเจ้า ในขณะที่ 37% อธิบายตัวเองว่าเป็นพวกเชื่อในเรื่องจิตวิญญาณ แต่ไม่ได้เชื่อในศาสนา และหนึ่งในห้าบอกว่าพวกเขาสวดมนต์ทุกวันด้วย

              John Green ที่ปรึกษาวิจัยอาวุโสของ Pew ได้แยกกลุ่มคนที่ไม่นับถือศาสนาออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่ 1: คือคนที่ถูกเลี้ยงดูมาแบบไม่เคยสัมผัสกับกิจกรรมทางศาสนาโดยสิ้นเชิง

กลุ่มที่ 2: คือพวกที่ไม่มีความสุขในศาสนาเลยหันหลังให้ศาสนา

กลุ่มที่ 3: คือชาวอเมริกันที่ไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนามาตั้งแต่ต้นแม้จะถูกเลี้ยงดูมาจากครอบครัวที่มีศาสนาก็ตาม

              “ในอดีต เราอาจอธิบายคนเหล่านี้ว่านับถือศาสนาแต่ในนาม พวกเขาอาจพูดว่า ‘ฉันเป็นแคทอริก; ฉันเป็นโปรแตสแตนท์’ แต่พวกเขาไม่เคยไปร่วมกิจกรรมทางศาสนาเลย"  Green กล่าวถึงคนกลุ่มสุดท้ายว่า “ปัจจุบันนี้ พวกเขากล้าพูดได้เต็มปากว่า ‘คุณรู้ไหม ฉันไม่นับถืออะไรเลย”

              จากการสำรวจพบว่า 88% ของคนที่ไม่นับถือศาสนา เป็นพวกที่ไม่ได้แสวงหาศาสนาใหม่แต่อย่างใด  Green กล่าวว่า “การไม่นับถือศาสนาทำให้มีมลทินติดตัวน้อยลง” “ปัจจัยที่เติมเต็มที่ทำให้จำนวนคนไม่นับถือศาสนาเพิ่มมากขึ้นคือ คนจำนวนมากที่ไม่เคยเคร่งในศาสนาต่างรู้สึกผ่อนคลายที่จะพูดว่าพวกเขาไม่มี ศาสนา

              จากสถิติของประชากร จำนวนคืนที่ไม่นับถือศาสนาที่เพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัดคือประชากรที่มีอายุ ระหว่าง 18-29 ปี  จากการสำรวจพบว่า 34% ของคนหนุ่มสาวที่เกิดระหว่างปี 1990 และ 1994 ไม่นับถือศาสนา ส่วนคนมีอายุซึ่งเกิดระหว่างปี 1981 และ 1989 กว่า 30% ไม่มีศาสนา ซึ่งคิดเป็น 4 % สูงกว่าปี 2007

              ผู้ตอบแบบสอบถามอายุระหว่าง 18-29 ระบุว่าพวกเขาเป็นคนที่ไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริงหรือไม่ก็เป็นพวกที่ เชื่อว่าไม่สามารถพิสูจน์ได้ถึงการมีอยู่ของพระเจ้า เกือบ 42% เป็นคนที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับศาสนาจากกลุ่มอายุที่อธิบายก่อนหน้านี้ ที่ระบุว่าพวกเขาเป็นคนที่ไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริงหรือเป็นพวกที่เชื่อ ว่าไม่สามารถพิสูจน์ได้ถึงการมีอยู่ของพระเจ้า ซึ่งเป็นจำนวนที่มีมากกว่าพวกประกาศตนว่านับถือศาสนาคริสต์ (18%) และแคทอริก (18%)

              Green กล่าวว่า คนกลุ่มนี้เป็น “สัดส่วนของการเปลี่ยนแปลงที่กว้างขึ้นในสังคมอเมริกัน” เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า “คนที่ไม่มีศาสนานับวันจะมีจำนวนมากยิ่งขึ้น”

              ตัวเลขของ Pew แน่นอนว่าทำให้ Jesse Galef ประธานกลุ่มคนที่ไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริงและไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา หน้าบาน โดย Jesse Galef พูดว่าการเพิ่มจำนวนขึ้นของคนที่ไม่นับถือศาสนา สามารถแปลงไปเป็นพลังการเป็นตัวแทนด้านการเมืองที่ใหญ่โตขึ้นเพื่อผล ประโยชน์ของกลุ่มที่ไม่นับถือศาสนาได้

              Galef กล่าวว่า “พวกเรารักที่จะเห็นผู้นำทางการเมืองพูดถึงเรื่องนี้ แต่พวกเราต้องต่อสู้กับพวกการเมืองอย่างจริงจังโดยใช้ตัวเลขด้านประชากร ศาสตร์ พร้อมด้วยผู้ลงคะแนน” “เพราะผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงจำนวนมากที่ไม่นับถือศาสนาและประกาศชัดเจนว่า พวกเขาเป็นคนที่ไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริงหรือเป็นพวกที่เชื่อว่าไม่ สามารถพิสูจน์ได้ถึงการมีอยู่ของพระเจ้า ผมคิดว่านักการเมืองจะต้องทำตามข้อเรียกร้องของเราเพื่อคะแนนเสียงของตน”

              Galef พูดว่า “ พวกเราจะไม่ถูกขับไล่และละเลยอีกต่อไป”

              การสำรวจของ Pew ได้เสนอแนะว่า พรรค Democrat จะทำได้ดีกับการให้การยอมรับการเพิ่มจำนวนขึ้นของคนไม่นับถือศาสนา เพราะ 63% ของพวกเขาประกาศตัวว่าสนับสนุนพรรค Democrat มีเพียง 26% ของคนที่ไม่นับถือศาสนาเท่านั้นที่สนับสนุนพรรค Republican

              Green ทำนายว่า "ในอนาคตอันใกล้นี้ ถ้าไม่ใช่ปีนี้ กลุ่มผู้ที่ไม่นับถือศาสนาที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงจะมีบทบาทสำคัญไม่ต่างไป กว่าพวกที่นับถือศาสนาที่ให้การสนับสนุนพรรค Republican

              Green ได้ชี้ให้เห็นว่า ผลของ exit polls ในปี 2008 เป็นหลักฐานที่ชัดเจนสำหรับการทำนาย เพราะในปีนั้น John McCain ผู้สมัครประธานาธิบดีพรรค Republican พ่ายแพ้ประธานาธิบดี Barack Obama โดยได้ 47 คะแนน จากผู้ลงคะแนนจากศาสนิกชนของศาสนาคริสต์อีแวนเจลิค (ซึ่งเป็นสายหนึ่งในนิกายโปรแตสแตนท์) ขณะที่ Obama ได้ 52 คะแนน จากกลุ่มคนที่ไม่นับถือศาสนา ทำให้ได้รับชัยชนะเหนือ McCain

              จากผลสำรวจ exit polls สัดส่วนของคนอเมริกันที่ไม่นับถือศาสนาซึ่งเป็นกลุ่มคนที่สนับสนุนผู้สมัคร ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีพรรค Democrat มีจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นถึง 14 คะแนน จากปี 2000 ถึง 2008

              จากการประกาศผลการสำรวจในการสัมมนาสมาคมนักเขียนข่าวศาสนา ณ กรุง Bethesda, Maryland, Green ได้กล่าวว่า อำนาจทางการเมืองที่เพิ่มมากขึ้นของกลุ่มคนที่ไม่นับถือศาสนาภายในพรรค Democrat มีลักษณะคล้ายกับอำนาจของพวก Religious Right ที่ได้มาใน GOP ในช่วงทศวรรษที่ 1980 เขากล่าวว่า “จำนวนคนที่ไม่นับถือศาสนาที่เพิ่มมากขึ้น จำเป็นต้องเพิ่มศักยภาพในการควบคุม”

.....................

(หมายเหตุ : ที่มา http://www.komchadluek.net/detail/20121014/142290/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%991%E0%B9%83%E0%B8%995%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%98%E0%B8%99..html)

ปาฏิหาริย์แห่ง'แรงอธิษฐาน'ของดร.เมล กิลล์

 

 ปาฏิหาริย์แห่ง'แรงอธิษฐาน'ของ...ดร.เมล กิลล์ กูรูผู้สร้างแรงบันดาลใจ : เรื่อง/ภาพ สำราญ สมพงษ์

              มูลนิธิชีวันตารักษ์ เป็นมูลนิธิที่ก่อกำเนิดขึ้นจากการประชุมของผู้ที่สนใจในการพัฒนางานการดูแล ผู้ป่วยระยะสุดท้าย มีทั้งนักบวช แพทย์สาขาต่างๆ พยาบาลวิชาชีพ ผู้บริหารองค์กรสาธารณสุข อาสาสมัครดูแลผู้ป่วย รวมไปถึงผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากมะเร็ง และโรคร้ายต่างๆ ปัจจุบันมีการปรับคณะกรรมการบริหารใหม่ให้ นพ.ดร.มโน เมตตานันโท เลาหวณิช เป็นประธานมูลนิธิ

              กิจกรรมล่าสุดของมูลนิธิชีวันตารักษ์ รับอาสาสมัครดูแลผู้ป่วยเรื้อรังและระยะสุดท้าย สมัครรุ่นแรก ๘๐ ท่าน ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย อาหาร-ของว่าง ฟรีทุกวัน ตลอดการอบรม เสาร์-อาทิตย์ ๑๐ สัปดาห์ เริ่มเสาร์-อาทิตย์ ๑๘ ส.ค.-๒๐ ต.ค.๒๕๕๕ ณ ห้องประชุมชั้น ๒๙ ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ ถนนสีลม ทั้งนี้ ได้เชิญ ดร.เมล กิลล์ (Dr.Mel Gill) นักจิตบำบัด นักเขียนกำกับและสร้างภาพยนตร์ชื่อเดียวกันคือ The Meta Secret (สุดยอดเดอะซีเคร็ท ถูกแปลเป็นภาษาต่างมากกว่า ๕๐ ภาษา) เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาบุคคล เป็นที่ปรึกษาขอผู้บรรยาย ฝึกสอนเจ้าของธุรกิจหลายคนทั่วโลก จนถึงได้รับการขนานนามว่า "นักพูดพันล้าน กูรูผู้สร้าง แรงบันดาลใจ" 
 
              สิ่งที่ ดร.เมล กิลล์ ยืนยันกับผู้เข้าอบรมคือว่า ปาฏิหาริย์แห่ง "แรงจิตอธิษฐาน" สามารถช่วยให้คนป่วยหายป่วยจริง จากที่นักจิตอาสาตั้งคำถามโดยยกตัวอย่างประสบการณ์ส่วนตัวที่แม่ป่วยเป็น อัมพฤกษ์ โดยได้ตั้งจิตอธิษฐานให้แม่หายป่วย ปรากฏว่า ๒ วันต่อมาแม่ก็หายเป็นปกติ โดยได้ยกตัวอย่าง "แรงอธิษฐาน" จากการทดลองของนักจิตบำบัดต่างประเทศ ซึ่งนำคนมาทดลองโดยแบ่งออกเป็น ๓ กลุ่มให้อยู่ในห้องกระจกที่บุคคลภายนอกสามารถมองเห็นคนทดลองได้ แต่คนที่อยู่ในห้องมองไม่เห็นคนข้างนอก โดยกลุ่มที่ ๑ ทดลองให้มีบุคคลมาส่งกระแสจิตส่งความรักความเมตตาให้ กลุ่มที่ ๒ มีบุคคลด่าว่าสาปแช่ง และกลุ่มที่ ๓ ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ๗ วันผ่านไปได้นำเลือดไปตรวจ ผลปรากฏว่า กลุ่มที่ ๑ มีเกล็ดเม็ดเลือดเพิ่มขึ้น กลุ่มที่ ๒ ลดลง ขณะที่กลุ่มที่ ๓ ไม่มีผลการเปลี่ยนแปลงอะไร
 
              พร้อมกันนี้ ดร.เมล กิลล์ ได้ยกตัวอย่างคำสอนของพระลามะขึ้นมาประกอบว่า จงบอกให้คนทำในสิ่งที่มีความสุขเพียงวันละ ๑ เรื่องก็เพียงพอแล้ว และสิ่งที่อาสาสมัครจะทำได้ก็คือช่วยบอกคนอื่นให้มีความสุข แต่การบอกคนที่กำลังจะตายนั้นยากมาก เพราะว่าคนใกล้จะตายนั้นจะมีความโกรธว่า "ทำไมเขาจะต้องตาย" และคนรวยจะบอกยากมากเพราะว่าจะมัวกังวลอยู่กับทรัพย์สมบัติ ส่วนคนจนจะคิดว่าดีแล้วจะได้หมดปัญหา
 
              ดังนั้นหน้าที่ของอาสาสมัครคือไม่ต้องรับในสิ่งที่ผู้ป่วยระบายอะไรออกมา เพราะว่าหากเรารับก็เป็นทุกข์ จงให้คำแนะนำให้เขาหายความกังวลให้เข้าใจในชีวิต โดยมีเทคนิคคือให้เขาจัดลำดับภาพของเขาในอดีต ปัจจุบันและอนาคตให้เป็นระเบียบ เพราะว่าคนทั่วไปจะมองภาพทั้ง ๓ กาลนั้นสับสนกัน และแนะนำให้เขาละทิ้งความกังวลโดยด้วยการฝึกยกลูกโป่ง ๒ ข้างสลับกันไป ก็จะทำให้เขาหายความกังวลมีจิตสงบ และมองเห็นภาพของความดีในชีวิตได้
 
              พร้อมกันนี้ ดร.เมล กิลล์ ได้เล่าถึงชีวิตที่ได้พลิกชีวิตจากวัยรุ่นอายุเพียง ๑๘ ปี ที่ประสบอุบัติเหตุตกเขาที่ประเทศมาเลเซียเมื่อ ๔๐ ปีก่อน และติดเชื้ออย่างรุนแรงจนต้องตัดแขนซ้ายทิ้ง เพื่อเยียวยาฉุดยื้อชีวิต สุดท้ายระหว่างผ่าตัดแพทย์ลงความเห็นว่า “เขาเสียชีวิตไปแล้ว!” ประมาณ ๑๙ นาที ในค่ำคืนอันมืดมิดของวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๑๙๗๖ และแล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น เมื่อแพทย์สามารถช่วยชีวิตเขากลับมาให้หายใจอีกครั้ง สิ่งหนึ่งที่เขาล่วงรู้จากมิติหลังความตาย  กลายมาเป็น “ของขวัญล้ำค่าแห่งชีวิต” ที่ทำให้เขาเปลี่ยนวิธีคิดและการใช้ชีวิตไปตลอดกาล จากการรอดตายในครั้งนั้นทำให้เขารู้ถึง “ชีวิตหลังความตาย”
 
              ดร.เมล กิลล์ ได้บอกถึงประสบการณ์มิติหลังความตายให้จิตอาสาที่เข้าอบรมว่า มันเหมือนเป็น "อีกโลกหนึ่ง" ไม่มีเวลา ไม่มีพรมแดน เขาเห็นตัวเองลอยไปปลายอุโมงค์สีขาวพร่าพราย รู้สึกถึงสันติสุขอันยิ่งใหญ่ มีร่างเรืองแสงพาเขาไปเที่ยวชมสถานที่ที่มี ความวิจิตรเหมือนสรวงสวรรค์ ที่มีภาพบันทึกเหตุการณ์ในอดีตเหมือนกับตอนที่มีชีวิตจริง ซึ่งไม่ได้สื่อสารกันด้วยการพูดแม้แต่น้อย แต่ก็เข้าใจกันอย่างลึกซึ้งราวกับเป็นร่างเดียวกัน และเข้าใจความจิตของคนที่เกี่ยวข้องว่าเขาคิดอะไรในช่วงนั้น หลังจากนั้นก็มีผู้พามาสู่ร่างเดิม
 
              ทั้งนี้ ดร.เมล กิลล์ พูดทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า "ผมไม่ได้นับถือศาสนาใด ผมมีความเชื่อว่าเราทุกคนเป็นพี่น้องเผ่าพันธุ์เดียวกัน ผมมั่นใจว่าพระพุทธเจ้าก็ไม่ใช่พุทธ พระองค์ ไม่ได้ให้ใครมานับถือตัวตน แต่ให้นับถือสิ่งที่ตรัสรู้หรือแนวทางปฏิบัติ พระองค์ไม่ได้สนใจว่าเป็นพุทธหรือไม่ แต่หากใครพูดถึงบิดาแห่งจิตวิทยา ผมขอยกย่องพระพุทธเจ้าเป็นอันดับหนึ่งของโลก อย่าสนใจชีวิตของคนอื่นที่ตายไปแล้วว่าไปไหน จงสนใจว่าจะทำอย่างไรให้ชีวิตของเราเป็นสุข ณ ปัจจุบันก็เพียงพอแล้ว"

การอธิษฐานจิต
              นพ.ดร.มโน บอกว่า การอธิษฐานจิตนั้นเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง และมีพุทธภาษิตรับรองไว้มากมาย แม้การอธิษฐานก็ได้จัดไว้ว่าเป็นหนึ่งในบารมีประเภทหนึ่งที่พระโพธิสัตว์จำ เป็นต้องสะสมให้เต็มเปี่ยม เพื่อให้เข้าถึงอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ

              ข้อควรคำนึงในการอธิษฐานคือ การอธิษฐานนั้นไม่ใช่การสวดอ้อนวอนเพื่อขอต่อพระผู้เป็นเจ้าหรือสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ให้ตนได้บรรลุผลในสิ่งที่ตนเองปรารถนา แต่เป็นการตั้งใจที่จะให้ความดีที่ตนสะสมมาจากการบำเพ็ญเพียรทางจิต หรือการสร้างคุณความดีอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น ส่งผลในสิ่งที่ตนเองได้ใช้ปัญญาพิจารณาว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสมและควรที่จะได้ เข้าถึง เป็นต้นว่า อธิษฐานให้ตนเองก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม มีเพื่อนที่เป็นกัลยาณมิตรผู้เป็นบัณฑิต ขอให้ตนกระทำมงคลต่างๆ ให้สมบูรณ์ ฯลฯ

              ผู้ที่อธิษฐานจิตจำเป็นต้องมีปัญญาเข้าใจในเงื่อนไขของความเป็นจริงของโลก ตามเหตุปัจจัยว่าสิ่งใดที่อยู่ในวิสัยที่จะเป็นไปได้และสิ่งใดที่เป็นไปไม่ ได้ และไม่ใช่อธิษฐานขอต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่เป็นการวางแผนที่จะให้โครงการอันเป็นเป้าหมายของชีวิตของตนนั้นได้บรรลุ ผลตามที่ต้องการด้วยความจริงใจและบริสุทธิ์ใจ

              การอธิษฐานประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ คือ ๑.ปัญญา คือ ความเข้าใจในเหตุปัจจัยต่างๆ ว่าอะไรเป็นเหตุให้เกิดอะไร และอะไร สิ่งใดที่สามารถกระทำได้หรือไม่ได้ ๒.สัจจะ คือ ความจริงใจที่ตนเองประสงค์ที่จะเข้าถึงหรือทำให้สิ่งที่ตนปรารถนาอย่าง แรงกล้านั้นเป็นจริง ๓.จาคะ คือ ความเสียสละสิ่งที่เป็นข้าศึกศัตรูต่อเป้าหมายที่ตนเองปรารถนานั้น และ ๔.อุปสมะ คือ ความสงบของจิต

              "การอธิษฐานจิตจึงไม่ใช่สิ่งที่เหลวไหลหรืองมงายแต่เป็นการปฏิบัติที่อยู่ใน ครรลองของคำสอนของพระพุทธเจ้า และสามารถนำมาให้ผู้ป่วย ญาติหรือผู้ที่ดูแลไข้ได้ปฏิบัติ และอาจนำมาปฏิบัติคนเดียวตามลำพังหรือปฏิบัติเป็นหมู่คณะก็ได้และยังเป็นการ สร้างความสามัคคีปรองดองให้เกิดขึ้นในหมู่ญาติและครอบครัวของผู้ป่วยได้เป็น อย่างมาก  นอกจากนั้นแล้วยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ผู้ป่วยได้อย่างดีอีกด้วย" นพ.ดร.มโน กล่าว
...............

(หมายเหตุ : ที่มา http://www.komchadluek.net/detail/20120925/140818/%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%A3.%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B9%8C.html)

อัฟกันให้จีนทำเหมืองแร่ใกล้พุทธรูป

สลด!อัฟกันให้จีนทำเหมืองแร่ใกล้พุทธรูปองค์ใหญ่ : สำราญ สมพงษ์ รายงาน 

 

             สร้างความสะเทือนขวัญให้กับชาวพุทธทั่วโลกมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน เมื่อทหารตาลีบันได้ระเบิดพระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดในโลกและอายุนานที่สุดที่ ประเทศอัฟกานิสถาน  ใกล้กับสถานที่ค้นพบธรรมเจดีย์อายุ 2 พันปี ที่จัดแสดงที่พุทธมณฑลอยู่ขณะนี้

             หลังจากนั้นก็ได้มีกระแสผลักดันให้มีการอนุรักษ์โบราณสถานและโบราณวัตถุที่ เป็นสมบัติของโลกไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษา ไม่ว่าโบราณสถานและโบราณวัตถุจะเป็นของชาติศาสนาใด

             บริเวณดังกล่าวนั้นมีโบราณสถานและโบราณวัตถุที่ทรงคุณค่าพุทธศาสนามากมาย แต่ล่าสุดทางการอัฟกานิสถานได้อนุมัติให้บริษัทเหมืองประเทศจีน ทำเหมืองขุดแร่บริเวณพื้นที่ประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนา โดยให้เวลา 3 ปี ในการขนย้าย และที่ผ่านมาก็มีข่าวถูกโจรลักลอบนำไปขายอยู่บ่อยครั้ง

             จากสาเหตุดังกล่าวจึงเป็นที่มาของรายงานของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นได้เขียน รายงานเรื่อง "อนุรักษ์หรือทำลาย..." เผยแพร่ดังเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์เมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา(http://edition.cnn.com/2012/09/22/opinion/afghanistan-buddha-site-mine/index.html?hpt=hp_c1) แม้นว่าจะมีกลุ่มเฟซบุ๊กได้รวมกลุ่มนามว่า "Mes Aynak awareness working group" รวมกันต่อต้านถึงการอนุบัติดังกล่าว แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีพลังเท่าใดหนัก

...................

(หมาย เหตุ : สลด!อัฟกันให้จีนทำเหมืองแร่ใกล้พุทธรูปองค์ใหญ่ : สำราญ สมพงษ์ รายงาน ขอบคุณภาพจากhttp://www.change.org  และเฟซบุ๊ก The Buddhas of Aynak ที่มา : http://www.komchadluek.net/detail/20120923/140706/%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%9F%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B9%83%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B.html)

พบ‘อริยสัจ’!งานเปิดตัวหนังสือ‘อู่ทอง’

พบ‘อริยสัจ’!งานเปิดตัวหนังสือ‘อู่ทอง’

พบ‘อริยสัจ’!งานเปิดตัวหนังสือ‘อู่ทอง’ ย้อนรอยลูกปัดและพระพุทธแรกเริ่ม : สำราญ สมพงษ์รายงาน

                 ชาวพุทธศาสนิกชนทั่วไปเมื่อเห็นเสมาธรรมจักรคงเข้าใจว่าเป็นสัญลักษณ์ทางพระ พุทธศาสนาเพราะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมหมายต่างๆมากหมาย แต่จะมีสักกี่คนที่เข้าใจความหมายของ "เสมาธรรมจักร" ว่าสื่อถึงหลักธรรมหมวดใดบ้าง จะเข้าใจเฉพาะในกลุ่มคนที่เป็นนักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาและเจ้าหน้าที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่สำหรับชาวพุทธในยุคทวารวดีระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12 - 16 จะเข้าใจความหมายนี้ดี คือหลักอริยสัจและปฏิจจสมุปบาท
                 อาจารย์ภูธร ภูมะธน  ที่ปรึกษาของหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้อธิบายให้ทราบในงานแถลงข่าวเปิดตัวหนังสือเล่มใหม่ล่าสุด “อู่ทอง...ที่รอการฟื้นคืน ผ่านรอยลูกปัดและพระพุทธศาสนาแรกเริ่ม” โดยมีพันเอก ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท ผู้อำนวยการ อพท. เป็นประธาน เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ.2558 ที่หอประชุมใหญ่ สยามสมาคม อโศก-มนตรี กรุงเทพฯ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) โดยสำนักงานพื้นที่พิเศษเมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี (อพท.7) และมูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาสอินทปัญโญดำเนินการ
                 นอกจากมูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ และสุธีรัตนามูลนิธิ ซึ่งมีอาจารย์ภูธร ภูมะธน กับนายแพทย์บัญชา พงษ์พานิชเป็นหลักแล้ว ยังมีศาสตราจารย์ ดร.ผาสุข อินทราวุธ อดีตคณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร รองศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม แห่งมูลนิธิเมืองโบราณ ดร.เอียน ซี โกลฟเวอร์ แห่งสถาบันโบราณคดี มหาวิทยาลัยลอนดอน ดร.เจมส์ แลงค์ตัน ผู้เขียนหนังสือ A BEAD TIMELINE , Volume 1 : Prehistory to 1200 CE รวมทั้งกรมศิลปากรโดยเฉพาะพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติต่างๆ ตลอดจนภาคเอกชนและคนอู่ทองจำนวนมากร่วมในงานดังกล่าวด้วย
                 อาจารย์ภูธร  กล่าวว่า การพบหลักฐานพระพุทธรูปและพระสาวกศิลปกรรมแบบอมราวดีมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 9 - 10 ที่      อู่ทองนั้นแสดงถึงการเข้ามาถึงและประดิษฐานตั้งมั่นแล้วในพุทธศตวรรษนั้น มีทั้งลัทธินิกายหินยาน มหายาน และตันตระยาน (วัชระยาน) โดยแต่ละลัทธิยังแบ่งเป็นนิกายต่าง ๆ เช่น นิกายมูลสรรวาสติวาท นิกายสัมมิตียะ นิกายเถรวาท และจากจารึกหลักธรรมที่พบซึ่งมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 - 16  ผู้คนในแถบนี้ใช้คำบูชาหรือบทนมัสการพระพุทธเจ้า หลักอริยสัจ หลักปฏิจจสมุปบาท โดยยังมีหลักฐานสำคัญที่น่าสนใจที่อู่ทอง ประกอบด้วยพระพุทธรูปที่เก่าที่สุดองค์หนึ่งของประเทศไทย รวมทั้งพระพุทธรูปปางหายากอาหูยมุทรา พบพระพิมพ์มากถึง 15  รูปแบบ กับยังพบพระพิมพ์พระสาวกที่เป็นเอตทัคคะ พระอสีติสาวกรวมถึงพระเมตไตรย ธรรมจักรองค์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่พบในประเทศไทย รวมทั้งรูปพระเจ้าสุทโธทนะอีกด้วย

หมอบัญชาจากลูกปัดกระบี่สู่ลูกปัดอู่ทอง

                 นายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช กรรมการและเลขานุการมูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ที่สร้างความฮือฮาเกี่ยวกับลูกปัดกระบี่เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ได้กล่าวว่า การศึกษาครั้งนี้ สืบเนื่องจากงานด้านโบราณคดีที่ท่านอาจารย์พุทธทาสได้ทำไว้ที่รอบอ่าวบ้าน ดอนที่ชี้ว่าผู้คนในแผ่นดินนี้ ได้รับพระพุทธศาสนาจนถึงขั้นรุ่งเรืองในสมัยศรีวิชัยเมื่อ 1,000 กว่าปีมาแล้ว ควรที่ชาวพุทธจะได้ภาคภูมิใจ โดยหอจดหมายเหตุพุทธทาสฯ ได้สานต่อด้วยการศึกษาเรื่องปฐมบทพระพุทธศาสนาในประเทศไทยเมื่อครั้งเฉลิม ฉลองพุทธชยันตี เมื่อ อพท.7 ชวนให้ทำการศึกษาเรื่องลูกปัดจึงได้เสนอให้เป็นการศึกษาคู่กันกับรอยพระพุทธ ศาสนาแรกเริ่มด้วย เพราะที่อู่ทองมีหลักฐานการสถาปนามั่นคงของพระพุทธศาสนาในสมัยทวารวดีแล้ว
                 สำหรับลูกปัดที่พบในอู่ทองและลุ่มน้ำแม่กลอง-ท่าจีนนั้น นายแพทย์บัญชา กล่าวว่า มีความพิเศษมากมายหลายประการ การศึกษาครั้งนี้ได้ทำการสำรวจผลงานของนักวิชาการทั้งไทยและต่างประเทศใน อดีต ตลอดจนลงพื้นที่พบปะสัมภาษณ์ผู้รู้เกี่ยวกับลูกปัดในพื้นที่และการบันทึก ภาพลูกปัดจากทุกพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและในความครอบครองของคนรักลูกกปัด จำนวนหนึ่งในพื้นที่เกี่ยวข้อง พบว่าใน 4 จังหวัดลุ่มน้ำแม่กลอง-ท่าจีน คือสุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี และนครปฐม มีพื้นที่ที่มีรายงานการพบลูกปัดมากถึง 178  แหล่ง อยู่ในจังหวัดสุพรรณบุรีถึง 109  แหล่ง เฉพาะอู่ทองมีมากถึง 46  แหล่ง โดยลูกปัดที่พบมีทั้งสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่พบตามถ้ำ เพิงผาและที่ราบไหล่เขา สมัยหัวเลี้ยวหัวต่อประวัติศาสตร์ตามที่ราบลุ่มน้ำตอนกลางโดยเฉพาะที่ลุ่ม น้ำทวนจรเข้สามพัน ท่าว้า ท่าคอย ที่เชื่อมต่อระหว่างแม่น้ำแม่กลองกับแม่น้ำท่าจีน ซึ่งล้วนเป็นลูกปัดที่มีลักษณะพิเศษและโดดเด่น ทำจากหินสีมีค่ากึ่งรัตนชาติชนิดและรูปทรงต่างๆ โดยมีเมืองโบราณอู่ทองเป็นเสมือนในกลางและสืบเนื่องถึงสมัยทวารวดีที่พบลูก ปัดแก้วเป็นจำนวนมาก
        
                 "การศึกษาครั้งนี้ ได้พบลูกปัดที่มีลักษณะพิเศษอาจมีความเกี่ยวเนื่องและถือเป็นร่องรอยแรกๆ ของพระพุทธศาสนาในพื้นที่จำนวนหนึ่ง อาทิ ลูกปัดหินคาร์เนเลียนเขียนลายเส้นสีดำรูปสวัสดิกะและจักร ลูกปัดตรีรัตนะ ลูกปัดรูปมงคลต่างๆ ที่นิยมในพระพุทธศาสนา รวมทั้งลูกปัดรูปสิงโต รูปธรรมจักร เฉพาะอย่างยิ่งจี้ห้อยทำด้วยงาช้างมีอักขระอักษรพราหมีแบบที่นิยมเขียนใน เอเชียอาคเนย์ประมาณพุทธศตวรรษที่ 11-12  อ่านว่า  "อประมาทะ" ซึ่งอยู่ในปัจฉิมพุทโธวาทของพระพุทธองค์ก่อนดับขันธปรินิพพาน การศึกษาครั้งนี้หวังว่าจะมีส่วนสำคัญในการฟื้นคืนการพัฒนาเมืองอู่ทองให้ กลับคืนใหม่สมกับคุณค่าของเมืองอู่ทองที่พระพุทธศาสนาเคยรุ่งเรืองและถือ เป็นต้นทางนำพระพุทธศาสนามาสู่ประเทศไทยของเราอีกด้วย" นายแพทย์บัญชา กล่าว

อพท.หวังฟื้นฟูเมืองอู่ทองให้กลับมามีชีวิตชีวา

                 พันเอกดร.นาฬิกอติภัค กล่าวว่า การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในพื้นที่พิเศษเมืองโบราณอู่ทองให้บรรลุ ผล มีภารกิจคือ การพัฒนาอดีตที่รอการฟื้นคืนให้กลับมาอีกครั้ง ด้วยการเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาในยุคทวารวดี และการพัฒนาประเพณี ศิลปวัฒนธรรมที่รอการฟื้นฟู ให้กลับมามีชีวิตชีวา ด้วยการพัฒนาคนและส่งเสริมให้เกิดผลิตภัณฑ์เพื่อการท่องเที่ยว การฟื้นคืนเมืองโบราณอู่ทอง เป็นภารกิจที่ยากยิ่ง เนื่องด้วยความเก่าแก่ของยุคสมัยและกาลเวลาที่ผ่านไปนับพันปี ซึ่ง อพท. ได้ประสานความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการและภาคประชาชน ตั้งแต่ปี 2556  มาจนถึงปัจจุบัน
                 1.การฟื้นคืนคูเมืองโบราณอู่ทองและแม่น้ำจรเข้สามพัน โดยร่วมมือกับกรมศิลปากร กรมชลประทานและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำเมืองโบราณอู่ทอง 2.การสำรวจใต้ดินเพื่อค้นหาทะเลโบราณ ชายฝั่งโบราณ แหล่งโบราณสถานและโบราณวัตถุสมัยทวารวดี โดยร่วมมือกับกรมทรัพยากรธรณี  3.พัฒนาชุมชนลูกปัดอู่ทอง ลูกปัดอู่ทองเป็นโบราณวัตถุที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างเมืองโบราณ     อู่ทองกับเมืองโบราณอื่นทั่วโลก โดยร่วมมือกับชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน เมืองโบราณทวารวดีอู่ทองส่งเสริมให้ประชาชนพัฒนาสินค้าและเครื่องประดับลูก ปัดอู่ทองให้เป็นที่ต้องการของนักสะสมลูกปัด 4.ฟื้นคืนแหล่งโบราณสถาน ด้วยการสำรวจ ขุดค้น ขุดแต่ง และบูรณะ ทั้งที่มีอยู่เดิมและแห่งใหม่ เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ด้านโบราณคดีและประวัติ ศาสตร์ของชาติไทย โดยร่วมมือกับกรมศิลปากร และมหาวิทยาลัยศิลปากร
                 5.จัดทำหลักสูตรท้องถิ่นเรื่องเมืองโบราณอู่ทอง เพื่อจัดการเรียนการสอนให้กับเยาวชนเมืองโบราณ     อู่ทอง ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยร่วมมือกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2
                 6.ฟื้นคืนเรื่องพุทธศาสนาระยะเริ่มแรกและลูกปัดทวารวดี เพื่อให้ ได้หลักฐานทางวิชาการและเชื่อมโยงกับแหล่งกำเนิดในภูมิภาคอาเซียนและนานา ชาติกับเมืองโบราณอู่ทอง โดยได้รับเกียรติจาก มูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญและภาคีเครือข่าย ในการดำเนินงานหลายโครงการร่วมกับ อพท.7 ประกอบด้วย 6.1) จัดสัมมนาเรื่อง อู่ทองเมืองโบราณ เมืองท่องเที่ยวสร้างสรรค์ เชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและวิถีชีวิตดั้งเดิม : ผ่านหลักฐานพุทธศาสนาสมัยแรกเริ่มและรอยลูกปัด โดยเชิญนักประวัติศาสตร์โบราณคดี ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐมาร่วมสัมมนา และได้รวบรวมองค์ความรู้จากการจัดสัมมนา และผลสำรวจการลงพื้นที่จัดพิมพ์หนังสือ “อู่ทอง หลักฐานพระพุทธศาสนาแรกเริ่มและรอยลูกปัด” ในปี 2557
                 6.2) ปี 2557 การศึกษาเมืองโบราณในภูมิภาคที่มีความสำคัญคล้ายคลึงและเทียบเคียงกับเมือง โบราณอู่ทอง รวมทั้งศึกษาเรื่องลูกปัดที่มีการพัฒนาสร้างสรรค์การท่องเที่ยว และลงพื้นที่ศึกษาเมืองโบราณในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย  6.3) ปี 2558 ลงพื้นที่ศึกษาต้นทางพระพุทธศาสนาในอินเดียสู่อู่ทอง และรวบรวมผลงานวิจัยและบทความที่เกี่ยวข้องระดับนานาชาติที่เกี่ยวข้องกับ พระพุทธศาสนาในประเทศสาธารณรัฐอินเดีย 6.4) ปี 2558 การศึกษาวิจัยและประชุมปฏิบัติการนานาชาติ ว่าด้วยทองโบราณที่แดนทองของไทย : อู่ทอง สุพรรณบุรี Golden of U-Thong by the world expert on Ancient Gold from London  6.5) ปี 2558 การศึกษาประมวลรวบรวมองค์ความรู้รอยพระพุทธศาสนาแรกเริ่มและรอยลูกปัดโบราณ อู่ทอง : ความสัมพันธ์อาเซียน ซึ่งอยู่ระหว่างการสำรวจและศึกษา  6.6) ปี 2558 การศึกษาประมวลรวบรวมองค์ความรู้รอยพระพุทธศาสนาแรกเริ่มและรอยลูกปัดโบราณ อู่ทอง จนได้จัดทำหนังสือเรื่อง “อู่ทอง...ที่รอการฟื้นคืน ผ่านรอยลูกปัดและพระพุทธศาสนาแรกเริ่ม ในลุ่มน้ำแม่กลอง-ท่าจีน” ซึ่งเป็นที่มาของการจัดงานแถลงข่าวในวันนี้

ย้อนรอยอู่ทองเมืองโบราณสำคัญในอดีต
                 นางศิริกุล กสิวิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ อพท.และรักษาการผู้จัดการสำนักงานพื้นที่พิเศษเมืองโบราณ   อู่ทอง กล่าวว่า เป็นที่ประจักษ์ในวงการประวัติศาสตร์และโบราณคดีว่า "เมืองโบราณอู่ทอง" เป็นหนึ่งในเมืองโบราณที่สำคัญที่สุดเมืองหนึ่งของภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ คณะรัฐมนตรีได้ประกาศพื้นที่ "เมืองโบราณอู่ทอง" เป็นพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ตามที่ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. เสนอ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2555  ด้วยวิสัยทัศน์ว่า "เมืองสร้างสรรค์การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและวิถีชีวิตดั้งเดิม" ครอบคลุมเฉพาะพื้นที่ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี มีเนื้อที่ 38.16 ตารางกิโลเมตร โดยมี อพท.7 เป็นหน่วยปฏิบัติงานในพื้นที่

                 ตั้งแต่ปี 2556 อพท.7 ได้ประสานขอให้ มูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ในฐานะองค์กรทางพระพุทธศาสนาที่มีวัตถุประสงค์ กิจกรรมและผลงานด้านพระพุทธศาสนาทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และการ   พระศาสนา และสุธีรัตนามูลนิธิ ในฐานะองค์กรสาธารณประโยชน์เพื่อส่งเสริมการพระศาสนา ประวัติศาสตร์ศิลปวัฒนธรรม ซึ่งได้ทำการรวบรวมศึกษาค้นคว้าหลักฐานโบราณคดีกลุ่มลูกปัดสมัยหัวเลี้ยวหัว ต่อประวัติศาสตร์ในพื้นที่ภาคใต้ ทำการศึกษาพัฒนาองค์ความรู้ว่าด้วยประวัติศาสตร์โบราณคดี "อู่ทองและปริมณฑล" ผ่านหลักฐานพระพุทธศาสนาสมัยแรกเริ่มและรอยลูกปัด เพื่อเป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักสำคัญของโครงการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่อง เที่ยวอย่างยั่งยืน "เมืองโบราณอู่ทอง" ภายใต้บันทึกข้อตกลงการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนพื้นที่พิเศษเมือง โบราณอู่ทอง ระยะเวลา 3 ปีขึ้น ตามวัตถุประสงค์ อันประกอบด้วย

                 1. เพื่อประมวลรวบรวม สนับสนุนส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ วิเคราะห์ สร้างสรรค์พัฒนาองค์ความรู้ของเมืองโบราณอู่ทอง ผ่านหลักฐานพระพุทธศาสนาสมัยแรกเริ่มและรอยลูกปัด อย่างรอบด้าน ครบถ้วนสมบูรณ์ 2. เพื่อจัดทำเอกสาร หนังสือ สื่อความรู้ เรื่องเมืองโบราณอู่ทอง ผ่านหลักฐานพระพุทธศาสนาสมัยแรกเริ่มและรอยลูกปัดเพื่อเผยแผ่ นำเสนอ สื่อสาร ศึกษา ค้นคว้า อ้างอิง และใช้ในการพัฒนาเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของอู่ทองเมืองโบราณ 3. เพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วม ริเริ่มสร้างสรรค์และพัฒนาขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของ      "อู่ทองเมืองโบราณ" ในมิติต่างๆ ตามวิสัยทัศน์พันธกิจของคนอู่ทองสุพรรณบุรี และ อพท. บนพื้นฐานหลักฐานพระพุทธศาสนาสมัยแรกเริ่มและรอยลูกปัด

                 ในปี 2556 ได้ร่วมกันจัดโครงการประชุมสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง อู่ทองเมืองโบราณ เมืองท่องเที่ยวสร้างสรรค์ เชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและวิถีชีวิตดั้งเดิม:ผ่านหลักฐานพุทธศาสนาสมัยแรกเริ่มและรอยลูก ปัด ขึ้น ณ เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างวันที่ 7 - 8 กันยายน 2556 สรุปถึงความสำคัญของเมืองโบราณ  อู่ทองว่า - เป็นเมืองโบราณสำคัญที่สุดเมืองหนึ่งเมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน สามารถย้อนอดีตอันรุ่งเรืองได้ถึงสมัยพุทธกาล ผ่านสุวรรณภูมิ ฟูนัน ถึงทวารวดี - เป็นศูนย์กลางการเดินทางค้าขายสำคัญของโลกตะวันออกและตะวันตก จากหลักฐานรอยลูกปัดจำนวนมากและหลากหลายจากทั้งสองฟากฝั่งซีกโลก - เป็น "ปุระ - เวียง - เชียง - มหานคร" ของผู้คนหลากหลายชาติ ศาสนา อารยะและวัฒนธรรม - เป็นต้นแบบการจัดการ "เมืองและเรื่องน้ำ" อย่างพิเศษ อาทิ พุ คู ห้วย ฝาย คอก สระ บาราย ทำนบtank ท่า - มีรอยเริ่มแรกพระพุทธศาสนาที่สถาปนาตั้งมั่น พร้อมหลักฐานและหลักธรรมหลากหลายนิกาย

                 - เป็นต้นทางแห่ง "สายธารอารยธรรมไทยพุทธ" ถึงทุกวันนี้ และได้ดำเนินการต่อเนื่องด้วยการศึกษาประมวลรวบรวมองค์ความรู้ "รอยพระพุทธศาสนาแรกเริ่มและรอยลูกปัดโบราณอู่ทอง" เพื่อจัดพิมพ์เป็นเอกสารฐานข้อมูลอ้างอิงหลักสำหรับการพัฒนาพื้นที่พิเศษ เมืองโบราณ    อู่ทองต่อไป ซึ่งปรากฏเป็นรูปเล่ม "อู่ทอง...ที่รอการฟื้นคืน" ผ่านรอยลูกปัดและพระพุทธศาสนาแรกเริ่มในลุ่มน้ำแม่กลอง-ท่าจีน ที่อยู่ในมือของท่านนี้ โดยได้รับการสนับสนุนและความอนุเคราะห์จากหลากหลายฝ่าย

ผลวิจัย'ทองโบราณที่อู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี'
                 นางศิริกุล ยัวได้กล่าวถึงผลการศึกษาวิจัย “ทองโบราณที่อู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี”ว่า องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ได้ร่วมกับ มูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ดำเนินการพัฒนา “อดีตที่รอการฟื้นคืน” (ให้กลับมาอีกครั้ง) ด้วยการเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนายุคแรกเริ่มของรัฐทวารวดี ศูนย์กลางการค้าของรัฐทวารวดีมาตั้งแต่ปี 2556 ในปี 2558  นี้ อพท. ได้สนับสนุนงบประมาณให้มูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ดำเนินการศึกษาวิจัยและประชุมปฏิบัติการนานาชาติว่าด้วยทองโบราณที่แดนทอง ของไทย: อู่ทอง สุพรรณบุรี Golden of U-Thong by the world expert on Ancient Gold from London มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือ

                 1.เพื่อทำการศึกษาวิจัยทางโบราณคดีด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์จากหลักฐานทาง โบราณคดีสำคัญของพื้นที่อู่ทองตลอดจนในอาณาบริเวณที่เกี่ยวข้อง 2.เพื่อจัดทำรายงานและการนำเสนอผลการศึกษาวิจัยสู่วงวิชาการในระดับประเทศ ภูมิภาคและนานาชาติ ตลอดจนในหมู่ผู้เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่พิเศษอู่ทอง ตลอดจนสื่อและสาธารณะ เพื่อการขยายผลต่อยอดเพื่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนบนฐานความรู้
                 โครงการนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.แอนนา ที.เบนเนตผู้ศึกษาและรายงานเรื่องทองโบราณแรกๆ ในเอเซียอาคเนย์ ต่อที่ประชุมว่าด้วยทองเอเซียอาคเนย์ ณ Yale University Art Gallery,USA 13-14  May 2011 มาเป็นผู้เชี่ยวประจำในโครงการนี้ ซึ่งได้ดำเนินการสำรวจทองโบราณที่อู่ทอง ทั้งที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ประชาชนในพื้นที่อำเภออู่ทอง ดร.แอนนา เบนเนตต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหะวิทยาระดับโลก ทำการศึกษาวิเคราะห์ทองที่อู่ทอง จากการศึกษาวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์พระพุทธรูปทองคำและเครื่องประดับทองคำ ที่เก็บรักษาและจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง รวมทั้งทองคำโบราณของชาวบ้านในพื้นที่ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี พบว่าเป็นเครื่องทองที่ทำอย่างวิจิตรบรรจงยิ่งและมีความหลากหลายในเทคนิค วิธีการผลิต ซึ่งจะได้นำกลับไปวิเคราะห์เพิ่มเติมเพื่อรายงานต่อไป
                 ทั้งนี้เป็นที่ชัดเจนว่าอู่ทองเป็นเมืองสำคัญมากในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ประวัติศาสตร์ตั้งแต่ก่อนสมัยทวารวดี หากเป็นไปได้ จะพยายามเรียบเรียงเพื่อจัดพิมพ์เป็นหนังสือเชิงวิทยาศาสตร์โบราณคดีว่าด้วย ทองที่อู่ทองซึ่งจะเป็นฐานการศึกษาค้นคว้าต่อไปในอนาคต ส่วนหนังสืออู่ทอง...ที่รอการฟื้นคืนที่ว่าด้วยลูกปัดและพระพุทธศาสนาแรก เริ่มนั้น งดงามและสมบูรณ์แบบมาก อยากขอให้ อพท.พิจารณาจัดแปลและพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งจะส่งผลให้อู่ทองเป็นที่รู้จักในระดับสากลอีกด้วย

...........................
(หมายเหตุ : ที่มา http://www.komchadluek.net/detail/20150720/210113/%E0%B8%9E%E0%B8%9A%E2%80%98%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%88%E2%80%99!%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E2%80%98%E0%B8%AD%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E2%80%99.html)

แนะปรับวัดเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมรับไทยยุคสูงวัย

 

แนะมส.-พศ.เปลี่ยนวิสัยทัศน์บริการสังคม ปรับวัดเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมรับไทยยุคสูงวัย : สำราญ สมพงษ์ นิสิตปริญญาโท สาขาสันติศึกษา มจร รายงาน

               ระหว่างวันที่ 4-5 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา มีการสัมมนาเรื่อง "บทบาทสื่อมวลชนกับการส่งเสริมพระพุทธศาสนา" จัดโดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งมีคณะสื่อมวลชนทั้งนักข่าว ช่างภาพ ผู้ประกาศ ผู้ผลิตรายการ โปรดิวเซอร์ จากหนังสือพิมพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่อออนไลน์ เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ภายใต้การนำของนายณรงค์ หนูเชื้อ นายกสมาคมสื่อมวลชนพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทยแห่งชาติ(สพวช.) และนายสมหมาย สุภาษิต อุปนายกสมาคมคนที่ 1 มีนายกนก แสนประเสริฐ รองผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) เป็นประธาน ที่ตะนาวศรีรีสอร์ท ต.ปากน้ำปราณ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์

               นายกนก กล่าวในการปาฐกถาพิเศษ ตอนหนึ่งความว่า ปัจจุบันมีวัดทั่วประเทศประมาณ 39,800 วัด อยู่ในระหว่างขออนุญาตจัดตั้งวัดอีกประมาณ 2,000 วัด ขณะเดียวกันก็มีวัดร้างที่มีการสำรวจพบอีกประมาณ 6,000 วัด โดยจากจำนวนวัดในประเทศไทยทั้งหมดนั้น ตนยืนยันได้เลยว่ามีไม่ถึงร้อยละ 5 ที่มีผู้เข้าไปทำบุญในแต่ละวันเป็นจำนวนมาก วัดส่วนใหญ่ตามต่างจังหวัดยังยากจนอยู่อีกมาก
               "ส่วนใหญ่จะได้จากการทำบุญในช่วงการทอดกฐินก็จะนำเงินที่ได้มาดูแลวัด บางวัดโชคร้ายทำบุญทอดกฐินเสร็จแล้วก็ยังโดนนักการเมืองท้องถิ่นมายึดเงิน จากการทำบุญวันทอดกฐินไปอีก ทางพศ.ต้องเข้าไปช่วยเจรจานำเงินดังกล่าวกลับมาคืนให้วัด ขณะเดียวกันในส่วนของวัดที่มีผู้ศรัทธาเข้าทำบุญเป็นจำนวนมากในแต่ละวันนั้น แม้ต่อปีจะมีเงินเข้าวัดหลายล้านบาท แต่ก็ยังไม่เพียงพอในการนำมาบริหารจัดการภายในวัด เพราะต้องใช้เงินทั้งการดูแลรักษาศาสนสถาน การดูแลพระเณรในวัด ซึ่งแม้จะมีรายรับเยอะ แต่ก็มีรายจ่ายเยอะเช่นกัน"  รองผอ.พศ.กล่าว
               ขณะที่นายชยพล พงษ์สีดา รองผอ.พศ. กล่าวว่า ในส่วนของแผนดำเนินงานปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาตามแผนที่ผ่านความเห็นชอบจาก คณะรัฐมนตรี(ครม.) แล้วนั้น ในการดำเนินการแผนระยะแรกคือ การดำเนินการในเรื่องที่สามารถทำได้ทันที และการระดมความคิดเห็นจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำไปเป็นแผนการ ดำเนินงานในระยะที่สองนั้น จะมีการจัดระดมความคิดเห็นทั้งหมด 3 ครั้ง โดยครั้งแรกจะจัดที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) วิทยาเขตนครราชสีมา จากนั้นปลายเดือน ก.ย. จะจัดในพื้นที่ภาคเหนือ ก่อนที่จะมีปิดท้ายในช่วงสิ้นปีนี้ที่มจร. อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา
               พร้อมกันนี้นายกนกได้มอบมอบสิ่งสักการมงคลที่ล้ำค่ายิ่ง อาทิ หลวงปู่ทวดเนื้อว่าน รุ่นเฉลิมพระเกียรติฯ ปี 44 มีโค้ตหมายเลขกำกับ มหาพุทธาภิเษก ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง หล่วงพ่อเปี่ยม วัดเกาะหลัก รุ่น 120 ปี พระมหาเกจิดังที่ร่วมนั่งปรกปลุกเสก พระ 25 พุทธศตวรรษ เมื่อปี 2500 ให้กับคณะสื่อมวลชนด้วย เป็นที่ระลึกในการปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดสันติสุขแก่สังคม
               การสัมมนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ บริหาร พศ.โดยเฉพาะกองงานโฆษกกับสื่อมวลชนที่ปฏิบัติหน้าที่ภาคสนาม เพื่อเป็นการช่วยส่งเสริมการเผยแพร่พระพุทธศาสนา อย่างไรก็ตามในการปฏิบัติหน้าที่นั้นสิ่งที่คณะสื่อมวลต้องการมากที่สุดก็ คือด้านข้อมูลที่กองงานโฆษก พศ.ควรที่จะอำนวยความสะดวกให้เท่าทันกับสถานการณ์ รวมถึงการอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่ภาคสนาม
               พร้อมกันนี้มีข้อเสนอแนะต่อมหาเถรสมาคม(มส.)และพศ.ด้านวิสัยทัศน์ในการ ปฏิบัติหน้าที่มีต่อคณะสงฆ์แทนที่จะมุ่งปราบปรามคณะสงฆ์ก็ควรจะเปลี่ยนเป็น ด้านการส่งเสริมให้คณะสงฆ์ปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับสมณสารูปและให้การศึกษาที่ ถูกต้องเป็นสำคัญ หากจะเปรียบ มส. และ พศ.ก็คือราชสีห์ ส่วนคณะสงฆ์ก็คือหนู หากราชสีห์มุ่งแต่จะปราบหนูให้หมดไปก็คงไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอน ดังนั้นต้องเปลียนวิธีคิดใหม่คือนำหนูมาใช้ในการทดลองด้านวิยาศาสตร์ คือจับหนูมาวิ่งอยู่ในลู่แทนที่จะเปลี่ยนให้วิ่งเพ่นพ่านแล้วก็วิ่งจับย่อม ไม่มีทางหมดอย่างแน่นอน
               ขณะเดียวกันได้มีข้อเสนอแนะคือควรมีการต่อยอดจากหมู่บ้านศีล 5 โดยพัฒนาบ้านวัดโรงแรมเป็นศูนย์ในการรองรับผู้สูงอายุเพราะว่าอนาคตอันใกล้ นี้ประเทศไทยจะไทยเข้าสู่ยุคผู้ชรา โดยพัฒนาวัดเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมนำวิชาการด้านโรงแรมและพยาบาลเข้ามา บูรณาการจัดภูมิทัศน์ให้เกิดสัปปายะ และขณะนี้แนวคิดตั้งกล่าวก็ได้ขึ้นแล้วในบางพื้นที่อย่างเช่นที่ศูนย์ ปฏิบัติธรรมพระธรรมโมลี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ภายใต้แนวความคิดของสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม
               หรืออย่างเช่นที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ที่มีศูนย์ปฏิบัติธรรมเป็นประจำ แต่ติดปัญหาก็คือสถานที่พักไม่เพียงพอกับความต้องการ จึงมีการขยายไปยังต่างจังหวัด
              ทั้งนี้เมื่อเร็วๆ นี้สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดสัมมนาเรื่อง “โต้คลื่นสังคมสูงวัย:โอกาสและความท้าทายทางธุรกิจ” พร้อมนำเสนองานวิจัยการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม โดยมี รศ.ดร.เกื้อ วงศ์บุญสิน รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารศศินทร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากรซึ่งรวมถึงการก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุ สามารถสร้างผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยในประเทศไทยขณะนี้มีประชากร 63.8 ล้านคน ในจำนวนดังกล่าวมีประชากรผู้สูงอายุ 12% และในอีก 30 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีประชากรผู้สูงอายุ 32% ซึ่งจะเป็นประเทศที่มีการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเร็วมาก

              รศ.ดร.เกื้อ กล่าวอีกว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากรเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุดังกล่าว หากไม่มีการเตรียมพร้อมรับมือกับสังคมผู้สูงอายุจะทำให้ประชาชน องค์กร และภาครัฐไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที เช่น ประชาชนอาจไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการออม องค์กรต่างๆ ไม่สามารถหาแรงงานทดแทนหรือเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตเมื่อตลาดแรงงานหดตัว และภาครัฐไม่สามารถบริหารจัดการหนี้สินของรัฐบาลที่อาจเพิ่มสูงขึ้นจากค่า ใช้จ่ายต่างๆ ได้อย่างจำกัด ดังนั้นภาครัฐ เอกชน ควรมีนโยบายที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุน เตรียมความพร้อมให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะเรื่องของการออม ให้ควาสำคัญกับการลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง สนับสนุนให้ลงทุนเริ่มสะสมเงินออมตั้งแต่ตอนอายุยังน้อยและมีวินัยในการออม ลงทุนก่อนวัยเกษียณ และควรมีการเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพที่เหมาะสม รวมถึงส่งเสริมให้มีพนักงานสูงอายุ โดยต้องทำทุกเรื่องอย่างรวดเร็ว โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ            
              “จากงานวิจัย พบว่าเมื่อมีการเปลี่ยนโครงสร้างเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ไทยจะได้รับผลกระทบต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้ 2 ช่องทาง คือ 1. ด้านความสมดุลของรายรับรายจ่ายของรัฐบาลที่อาจส่งผลต่อการใช้จ่ายในด้าน ต่างๆ และ2.บทบาทของตลาดการเงินต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดการเปลี่ยน พฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนที่มีอายุมากขึ้น อีกทั้ง จะทำให้ประเทศมีความเสี่ยงที่จะประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานทั้งในระดับแรง งานมีฝีมือและแรงงานไร้ฝีมือ ดังนั้นภาครัฐต้องสนับสนุนให้แรงงานสูงอายุทำงานต่อแม้จะเข้าสู่วัยเกษียณ อายุ และต้องสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงาน สร้างแรงจูงใจที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ และควรสนับสนุนความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการดึงดูดแรงงานต่างประเทศ เข้ามาทำงานอย่างถูกกฎหมาย หากประเทศไทยเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมาเป็นอย่างดีีจะ เป็นโอกาสในการเติบโตของประเทศ แต่ในทางกลับกันไทยจะเสียโอกาสทันที” ศ.ดร.เกื้อ กล่าว
               หากคณะสงฆ์และฝ่ายบ้านเมืองนำแนวความคิดนี้ไปประยุกต์ใช้แล้วเชื่อแน่ว่าวัด และพระพุทธศาสนา จะมีส่วนในการแก้ปัญหาผู้สูงอายุได้เป็นอย่างดี และอาจจะดีกว่าจะใช้เงินสร้างศูนย์ผู้สูงอายุในชุมชน โดยนำมาบูรณะวัดให้เหมาะสมกับการที่ใช้วัดเป็นศูนย์กลางเน้นการพัฒนาที่เป็น องค์รวม ได้ประโยชน์หลายทางและหลายอย่าง และยังเป็นการใช้วัดเป็นฐานในการพัฒนาชุมชนอีกทางหนึ่ง

..........................
(หมายเหตุ : ที่มา http://www.komchadluek.net/detail/20150907/212977/%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A8%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A2.html)

พระธรรมทูตอาเซียนถกนำพุทธพลิกสุวรรณภูมิ

ประชุมพระธรรมทูตอาเซียน5แผ่นดิน : นำพุทธพลิกสุวรรณภูมิแผ่นดินธรรม : สำราญ สมพงษ์ นิสิตปริญญาโทสาขาสันติศึกษา มจร รายงาน

             ระหว่างวันที่ 9-13 กันยายน พ.ศ.2558  คณะสงฆ์อาเซียน 5 ประเทศ ประกอบด้วยไทย เมียนมาร์ เวียดนาม กัมพูชา และลาว ได้ร่วมงานเสวนา "พุทธพลิกสุวรรณภูมิ : สามัคคีธรรม แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง"   จัดโดยสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย และมูลนิธิวีระภุชงค์  ที่โรงแรมโซพิเทล อังกอร์ โภคีธรา กอล์ฟ @ สปา รีสอร์ท จังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา    
 
             โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ย้อนยุค ปลุกอุดมการณ์ ดูงานพระอริยสงฆ์ สานตรงต่อพุทธปณิธาน โดยตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา ความมุ่งหวังของการจัดโครงการฯ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อพระสงฆ์ที่เข้าร่วมโครงการ ให้เกิดศรัทธาอย่างลึกซึ้ง เติมความรู้ เพิ่มมุมมอง สร้างเสริมจริยวัตรที่งดงามต่อสายต่อสังคมโลก และปฏิบัติธรรมในสถานที่จริง จนความศรัทธา สามารถนำความรู้ที่เพิ่มพูนด้วยความเข้าใจที่มากขึ้น กลับสู่การพัฒนาสังคมไทย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมแห่งความสงบ และมุ่งหวังเชื่อมโยงมิติทางศาสนา สู่การพัฒนาการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
 
             ภายในงานมีพระเทพโพธิวิเทศ (วีระยุทฺโธ) หัวหน้าพระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย-เนปาล ผู้อำนวยการหลักสูตรสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย  และพระสงฆ์ในโครงการส่งเสริมพระสงฆ์ไปปฏิบัติธรรมเชิงลึก ณ แดนพุทธภูมิ อินเดีย-เนปาล รุ่นที่ 1-6 กว่า 100  รูป พร้อมคณะกรรมการ เจ้าหน้าที่ สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย และสื่อมวลชน ร่วมเป็นจำนวนจำนวน 300 รูป/คน ทั้งนี้มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร)  โดยพระเมธีธรรมาจารย์ รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแผ่ ได้จัดส่งพระนิสิตไปร่วมปฏิบัติหน้าที่เป็นล่ามพร้อมนายสมหมาย สุภาษิต รองผู้อำนวยการส่วนงานบริหารฯ พร้อมเจ้าหน้าที่เข้าร่วมการเสวนาดังกล่าวด้วย
 
             กำหนดการเสวนาเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 10 ก.ย.ตั้งแต่เวลา 08.00 น.  ดร.วินัย วีระภุชงค์ ประธานมูลนิธิวีระภุชงค์ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ดร.วินัย นางนวลละออ วีระภุชงค์ พร้อมครอบครัว ถวายผ้าไตรพระสงฆ์จาก 5 ประเทศ  ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980  และเลขานุการ ชมรมโพธิคยา 980 กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดการประชุมเสวนา  นายชัช ชลวร ประธานชมรมโพธิคยา 980 กล่าวต้อนรับ 
 
             พระอาจารย์ใหญ่ ดร. พระมหาผ่อง สะมาเลิก เจ้าอาวาสวัดองค์ตื้อ ประธานศูนย์กลางองค์การพุทธศาสนสัมพันธลาว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แสดงสัมโมทนียกถา และกล่าวเปิดงาน  His Holiness Sayadaw Ku Mara Bhivamsa สมเด็จพระสังฆราชจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียรม่าร์ แสดงสัมโมทนียกถา  Most Ven. Dr. Thich Thien Tam Vice President of Executive Council Vietnam Buddhist Sangha (VBS) Abbot of Pho Minh Pagoda รองประธานสมัชชาสงฆ์แห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม แสดงสัมโมทนียกถา  พระธรรมวรนายก ประธานโครงการส่งเสริมพระสงฆ์ไปศึกษาและปฏิบัติธรรมเชิงลึก ณ แดนพุทธภูมิ ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา แสดงสัมโมทนียกถา  พระเทพโพธิวิเทศ แสดงสัมโมทนียกถา
 
             ทั้งนี้เมื่อวันที่  9 ก.ย.ที่สนามบินสุวรรณภูมิ พระเทพโพธิวิเทศเป็นประธานรับมอบเงินบริจาคเพื่อสร้างบ้านชั่วคราวช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เนปาลเมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2558 จากคุณอุษณีย์ แสงสิงแก้ว กรรมการผู้จัดการฝ่ายบริการลูกค้าภาคพื้น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 400,000 บาท
.............
ที่มา: http://www.komchadluek.net/detail/20150911/213197/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%96%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4.html

วันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2557

ประมุขสงฆ์ลาวเอื้ออาทร'สมเด็จเกี่ยว'จนวินาทีสุดท้าย

              ในวาระพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ในการพระราชทานเพลิงศพ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ ป.ธ.9) อดีตประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช และเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร  โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ไปในการพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระพุฒาจารย์ ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 9 มีนาคม 2557 เวลา 17.00 น.นี้

              พุทธศาสนิกชนศิษยานุศิษย์ของเจ้าเจ้าประคุณสมเด็จหลั่งไหลเดินทางไปที่วัดเทพศิรินทราวาสเพื่อร่วมไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้ายเป็นจำนวนมาก   ในจำนวนนั้นมีหลวงปู่พระมหาผ่อง  สมาเลิก  อายุ 99 ปี มหาสังฆนายก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เจ้าอาวาสวัดพระเจ้าองค์ตื้อรวมอยู่ด้วย ทุกครั้งที่หลวงปู่เดินทางมาประเทศไทยด้วยศาสนกิจจะเดินทางไปคารวะศพเจ้าประคุณสมเด็จเสมอมิได้ขาด แม้นว่าอายุสังขารท่านจะมากแล้ว

              หลวงปู่พระมหาผ่องกับเจ้าประคุณสมเด็จนั้นถือว่าเป็นสหายธรรมกันมามีอายุสมัยร่วมกัน สืบเนื่องจากหลวงปู่พระมหาผ่องนั้นเป็นคนไทยเกิดที่อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี อายุ 20 ปี ข้ามโขงไปบวชที่ฝั่งลาว แล้วก็ได้มาจำพรรษาศึกษาบาลีอยู่วัดชนะสงคราม กรุงเทพฯ นาน 16 ปี สามารถสอบเปรียญธรรมได้จึงมีคำว่า"มหา"นำหน้า หลังจากนั้นได้เดินทางกลับไปประเทศลาวจนกระทั้งได้ดำรงตำแหน่งประมุขสงฆ์ลาว

              เว็บไซต์alittlebuddhaได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างหลวงปู่พระมหาผ่องกับเจ้าประคุณสมเด็จไว้ว่า "วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ.2552 สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ ป.ธ.9) ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ของไทย ได้นำคณะสงฆ์เดินทางข้ามโขง ไปยังพระนครหลวงเวียงจันทร์ ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นการเปิดประวัติศาสตร์สานสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเป็นครั้งแรก และได้รับการต้อนรับจากสมเด็จพระสังฆราชลาว รวมทั้งพระมหาสังฆนายก (พระมหาผ่อง) อย่างซื่นมื่นอีกด้วย"

              นับจากนั้นเป็นต้นมีคณะสงฆ์ทั้งไทยและลาวมีความสัมพันธ์ทางด้านการปกครองการศึกษาการเผยแพร่ด้วยดีเสมอมา มีการส่งพระภิกษุสามเณรเข้ามาศึกษาที่มหาวิทยาลัยสงฆ์ไทยทั้งมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร)และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก จบการศึกษาแล้วกลับไปพัฒนาบุคลากรชาวลาวต่อไป

             และในโอกาสที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา และวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานครกำหนดการประชุมสัมมนาพระธรรมทูตไทยทั่วโลกเพื่อเป็นการบูชาคุณเจ้าประคุณสมเด็จ  ที่ มจร อ.วังน้อยเมื่อวันที่ 8 มีนาคมนั้น หลวงปู่มหาผ่องก็ได้เดินทางไปร่วมงานด้วย โดยการประสานของพระโสภณวชิราภรณ์ รองอธิการบดี มจร ฝ่ายกิจการต่างประเทศ

              ภาพหลวงปู่พระมหาผ่องกับเจ้าประคุณสมเด็จนั้นไม่ได้สื่อความสัมพันธ์เฉพาะด้านศาสนาเท่านั้น ยังสื่อถึงความสัมพันธ์ฉันพี่น้องให้แนบแน่นยื่นยาวต่อไป

              การเดินทางมาประเทศไทยครั้งนี้ของหลวงปู่พระมหาผ่องจึงได้เห็นภาพคนไทยเข้าไปกราบหลวงปู่เป็นจำนวนมากอย่างเช่น"สรพงษ์  ชาตรี" ดารานักแสดงรุ่นใหญ่

              นับได้ว่าหลวงปู่พระมหาผ่องมีความเอื้ออาทรต่อเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ ป.ธ.9) จนวินาทีสุดท้าย ได้ปฏิบัติหน้าที่ต่อสหายธรรมอย่างสมบูรณ์

.............................

'พระมหาผ่อง'ประมุขสงฆ์ลาวเอื้ออาทร'สมเด็จเกี่ยว'จนวินาทีสุดท้าย : สำราญ สมพงษ์รายงาน

'ปิตุฆาต มาตุฆาต'บทสะท้อนวิกฤติครอบครัวไทย

           "ผมโกรธที่ถูกด่าเรื่องผลการเรียน ที่ผ่านมาโดนพ่อและแม่ดุด่าเรื่องนี้มาโดยตลอด ต่อมาเขาสัญญาว่าจะซื้อรถยนต์ให้หากผมสามารถสอบเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยได้ แต่พอผมสอบได้เขาก็ไม่ทำตามสัญญา โดยเปลี่ยนไปซื้อคอนโดมิเนียมใกล้มหาวิทยาลัยให้แทน วันเกิดเหตุแม่ด่าเรื่องผลการเรียนอีกเลยไม่พอใจซึ่งได้เล่าให้แฟนฟัง"

           นี้เป็นคำสารภาพต่อตำรวจที่จำนนด้วยหลักฐานของชายหนุ่มอายุ 18 ปี  ที่ก่อเหตุทำปิตุฆาต มาตุฆาตและอนุชาฆาต ฆ่าพ่อแม่และน้องชายเสียชีวิตรวม 3 ศพ ภายในหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง ย่านถนนเสมา-ฟ้าคราม ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

           นับได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนขวัญและเป็นบทสะท้อนถึงสถาบันครอบครัวและสังคมไทยวิกฤติเช่นไร เพราะส่วนใหญ่แล้วจะได้ทราบเหตุการณ์เช่นนี้ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ และเชื่อว่าเหตุการณ์นี้ผ่านไประยะหนึ่งก็เงียบหายไปเพราะผู้ก่อเหตุถูกจับแล้ว พอมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกก็โพนทนากันอีกอยู่เช่นนี้เรื่อยๆไป

           ความจริงแล้วผู้ที่มีหน้าที่และต้องการทำหน้าที่ควรที่จะมาตรวจสอบตัวเองว่าบกพร่องตรงไหนแล้วหาทางป้องกัน

           หากพูดตามหลักพระพุทธศาสนาแล้วถือได้ว่าเป็นกรรมหนักหรืออนันตริยกรรม 5 อย่าง คือ มาตุฆาต - ฆ่ามารดา  ปิตุฆาต - ฆ่าบิดา  อรหันตฆาต - ฆ่าพระอรหันต์ โลหิตุปบาท - ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงพระโลหิตห้อ ขึ้นไป เช่น พระเทวทัตได้ทำร้ายพระพุทธองค์ ในสมัยพุทธกาล และสังฆเภท - ยังสงฆ์ให้แตกกัน (ทำสังคมแตกแยก)  ทำลายสงฆ์ อนันตริยกรรมทั้ง 5 ประการนี้จัดเป็นกรรมหนักหรือครุกรรม ผู้ใดทำกรรมอนันตริยกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้นั้นจะได้รับโทษทั้งทางโลกและทางธรรม โทษของทางโลกคือจะถูกผู้คนประณามและสาปแช่ง ไม่คบค้าสมาคมใดเลย และยังถูกกฎหมายบ้านเมืองลงโทษอีก

           ขณะเดียวกันเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นเฟซบุ๊ก"Denla Rama 5" ได้โพสต์ข้อความเตือนสติโดยอ้างอิงจากข้อมูลจากห้องเรียนพ่อแม่ความว่า "พ่อแม่รังแกฉัน (บาป 14 ประการของมารดาบิดา)

           1. พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการรักเขามากเกินไป ผลก็คือเกิดภาวะรักจนหลง ลูกของตนถูกทุกอย่าง ลูกของตนดีกว่าคนอื่นเสมอ อันส่งผลให้ลูกกลายเป็นคนมีอัตตาสูง เชื่อมั่นตนเองในทางที่ผิด ชอบดูถูกคน เป็นตัวปัญหา แต่ไม่ยอมรับว่าตนเป็นคนสร้างปัญหา

           2. พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการตามใจเขามากเกินไป ผลก็คือพ่อแม่กลายเป็นข้าช่วงใช้ของลูก ส่วนลูกกลายเป็น “ลูกบังเกิดเกล้า” ที่พ่อแม่ต้องยอมให้เขาทุกอย่าง ที่หนักกว่านั้นก็คือ ถ้าพ่อแม่ไม่ยอมตามที่ลูกต้องการลูกบางคนก็ถึงขั้นทุบตีทำร้ายพ่อแม่

           3. พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการไม่กล้าห้ามปรามสั่งสอนเมื่อลูกทำผิด ทำเลว ทำบาป ผลก็คือ ลูกสูญเสียสามัญสำนึก แยกแยะถูกผิดดีชั่วไม่เป็น มองไม่เห็นเส้นแบ่งทางจริยธรรมว่า ดีเป็นอย่างไร ชั่วเป็นอย่างไร จึงกลายเป็นนักเลงอันธพาล ระรานคนเขาไปทั่ว

           4. พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการให้เงินลูกเพียงอย่างเดียว ผลก็คือ ลูกไม่รู้จักคุณค่าของเงิน ไม่เห็นคุณค่าของผู้ที่หา และให้เงิน ยิ่งได้เงินมาก ยิ่งผลาญเงินเก่ง มีเงินเท่าไหร่ก็ไม่พอใช้ และทั้งๆที่ใช้จ่ายเงินสูง แต่กลับมีคุณภาพชีวิตต่ำ

           5. พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการไม่ยอมให้ลูกเรียนรู้ที่จะพึ่งตนเอง เกรงว่าหากให้ลูกทำอะไรด้วยตนเองแล้วเขาจะลำบาก ผลก็คือเมื่อโตขึ้นลูกกลายเป็นลูกแหง่ที่พึ่งตนเองไม่ได้ ทำอะไรด้วยตนเองไม่เป็น ยิ่งเติบโตยิ่งเป็นตัวปัญหาของสถาบันครอบครัว

           6. พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการไม่ยอมส่งเสริมให้ลูกได้รับการศึกษาที่ดี มัวแต่สนใจลงทุนในการทำธุรกิจเป็นร้อยเป็นพันล้าน แต่ไม่รู้จักลงทุนในการสร้างลูกให้เป็นปัญญาชน ผลก็คือลูกเติบโตแต่ตัว แต่ทว่ามีสติปัญญาที่ต่ำต้อย ขาดทักษะการคิด การใช้เหตุผล การทำงาน การเข้าสังคม เขาไม่เพียงแต่ไม่สามารถร่วมเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมเท่านั้นแต่ยังสร้าง ปัญหาให้สังคมอีกต่างหาก

           7. พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการทำแต่งานสังคมสงเคราะห์นอกบ้าน โดยลืมไปว่าคนที่ตนต้องสงเคราะห์ก่อนดูแลก่อนต้องให้ความรักก่อนก็คือลูก ผลก็คือแม้จะกลายเป็นนักสังคมสงเคราะห์ที่ประสบความสำเร็จนอกบ้าน สังคมสรรเสริญ แต่กลับเป็นพ่อแม่ที่ล้มเหลวในบ้าน และลูกกลายเป็นเด็กที่ขาดความรัก ความอบอุ่น ไม่พร้อมจะแบ่งปันความรัก และความอบอุ่นให้ใคร

           8. พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการไม่รู้จักยกย่องชมเชยลูกเมื่อเขาประสบความสำเร็จในการเรียน ในการทำงาน หรือในการทำกิจกรรมใดๆ ก็ตาม ผลก็คือลูกกลายเป็นคนใจคอคับแคบ ยกย่องชมเชยใครไม่เป็น เมื่อเห็นคนอื่นได้ดีมีความสำเร็จ เขาจึงเป็นนักอิจฉาริษยาตัวฉกาจ ที่จ้องแต่จะหาทางทำลายคุณงามความดีของคนอื่น

           9. พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการไม่รู้จักสอนเขาให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ ผลก็คือ เมื่อโตขึ้น เขาจึงพร้อมผละหนีพ่อแม่ไปอย่างไม่รู้สึกผิด ไม่เห็นความจำเป็นว่า การเป็นลูกที่ดีนั้น จะต้องกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่ของตนอย่างไร

           10. พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการไม่สอนลูกให้รู้จักการบำเพ็ญตนเป็นผู้ให้ ผลก็คือเมื่อโตขึ้นเขาจึงกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ คิดแต่จะกอบโกย คิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตัวจนมองไม่เห็นหัวคนอื่น แทนที่จะถือหลัก “ยิ่งรวยยิ่งให้ ยิ่งได้ยิ่งแบ่ง”กลับถือหลัก “ยิ่งรวยยิ่งคอร์รัปชั่น ยิ่งแบ่งปันยิ่งสูญเสียเปล่า”

           11. พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการไม่ยอมให้ลูกรู้จักตัดสินใจด้วยตนเอง ผลก็คือ ลูกกลายเป็นคนขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ไม่กล้าคิด ไม่กล้าพูด ไม่กล้าทำอะไร ส่งผลให้ไร้ภาวะผู้นำ ต้องเดินตามคนอื่นโดยดุษฎี

           12. พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการไม่สอนให้ลูกรู้จักสมบัติของผู้ดี ผลก็คือเขากลายเป็นคนหยาบกระด้างทั้งทางกาย ทางใจ ใจคอโหดหินทมิฬชาติ ขาดความสุภาพอ่อนน้อม ขาดสัมมาคาราวะ ไม่รู้จักกาลเทศะ ไม่รู้จักประมาณตน ครองตน ครองงานไม่เป็น ไม่เห็นคุณค่าของระเบียบประเพณี กฎหมาย จรรยาจารีตของสังคม ไม่เคารพในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคนดีของเพื่อนมนุษย์

           13. พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการไม่แนะนำให้ลูกรู้จักคบเพื่อนที่เป็นกัลยาณมิตร (เพื่อนแท้) ผลก็คือรอบกายของเขาจึงมีแต่บาปมิตร (เพื่อนเทียม) คอยประจบสอพลอ คอยหลอกล่อให้ทำความเลวทรามต่ำช้า ติดสุรา ยาเสพติด นำพาชีวิตไปในทางเสียหาย ตกอยู่ใต้วังวนของอบายมุข สนุกสนาน ไม่สนใจหาแก่นสารให้กับชีวิต

           14. พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการไม่รู้จักสร้างสภาพแวดล้อมให้ลูกเป็นคนรักการอ่าน รักการเขียน รักการเรียนรู้ รักการเดินทาง ปล่อยให้เขาศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเองไปตามยถากรรม ผลก็คือเขากลายเป็นคนหูตาคับแคบ ขาดความรู้พื้นฐาน ขาดความรู้รอบตัว ขาดความกระตือรือร้น ไม่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ การคิด พูด ทำ ไม่เฉลียวฉลาดปราดเปรื่อง ขาดความแหลมคม ตามไม่ทันโลก ตกข่าว เป็นคนว่างเปล่าทางความรู้ (รอบตัว) ความคิด จิตใจ และไม่มีรสนิยมอย่างอารยชน

           จากคำสารภาพจะเห็นได้ว่าเกิดความขัดแย้งระหว่างลูกกับพ่อแม่เพราะผลการเรียน เมื่อทราบว่าเป็นความขัดแย้งแล้วจะมีวิธีการแก้ไขความขัดแย้งนั้นอย่างไร สังคมไทยรู้วิธีการนี้มากน้อยเพียงใด ใครหรือหน่วยงานใดจะมีหน้าที่ค่อยช่วยเหลือหรือให้คำแนะนำ และมีบุคลากรด้านนี้เพียงพอหรือยังหรือจะปล่อยให้เลยตามเลย ดังนั้น วิชาการในการแก้ปัญหาความขัดแย้งจึงมีความสำคัญยิ่งในภาวะสังคมไทยปัจจุบัน

           หรือว่าสังคมไทยไม่ให้ความสำคัญกับหลักอนันตริยกรรม 5 ประการนี้แล้ว


.........................................


'ปิตุฆาต มาตุฆาต'บทสะท้อนวิกฤติครอบครัวไทย : สำราญ สมพงษ์รายงาน(FB-samran sompong)







แกะรอย'พุทธิศักดิ์คลินิก'พบหลวงพ่อคูณดังไกลถึงมาเลย์


               จากกรณีเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โพสต์ภาพในโซเชียลมีเดีย แฉพฤติกรรมคนกลุ่มหนึ่งที่แต่งกายคล้ายพระสงฆ์นั่งทำพิธีกรรมปิดแผ่นทองคำลงบนหน้าหญิงสาววัยกลางคนและบุคคลแต่งกายคล้ายแม่ชี โดยท้ายภาพระบุชื่อ “พุทธิศักดิ์คลินิก” แสดงให้เห็นถึงการประพฤติตัวที่ไม่เหมาะสมหากชายดังกล่าวเป็นพระภิกษุจริง

               ต่อมาสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้ตรวจสอบพบว่าพิธีดังกล่าวทำในวัดซับอุดมมงคลธรรม ต.หนองย่างทอย อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ พระครูไพบูลย์พัชรโสภณ เป็นเจ้าอาวาส ส่งผลให้ทั้งตำรวจและเจ้าหน้าที่ พศ.ลงพื้นที่แต่ไม่พบตัวเจ้าอาวาสทราบว่าเดินทางไปประเทศมาเลเซีย

               นายรวีโรจน์ พุทธัง อายุ 52 ปี ลูกศิษย์ของเจ้าอาวาสหรือหลวงพ่อเณรให้การกับตำรวจว่า หลวงพ่อเณรได้เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจอยู่ที่ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งขณะนี้เดินทางต่อไปประเทศจีน อีก 2-3 วัน จะเดินทางกลับมาประเทศไทยและจะเดินทางกลับมาที่วัด

               ขณะทีพ.ต.อ. ฐิติภัทร อินทรรักษ์ .ผกก.สภ.ศรีเทพ อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า จากการให้การของนายรวีโรจน์ทราบว่า พระที่ปรากฏในรูปที่เป็นข่าวนั้นเป็นพระจากต่างจังหวัดไม่รู้มาจากที่ไหน ขณะที่หญิงสาวและแม่ชีที่มาให้ประกอบพิธีนั้น เป็นชาวมาเลเซียและชาวจีน

               นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ขู่ว่า พศ.แจ้งให้เจ้าคณะปกครองทั่วประเทศ ดูแลและกำชับพระสงฆ์ในปกครองให้ระมัดระวังเรื่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะเรื่อง การตั้งตนเป็นหมอทำเสน่ห์ยาแฝด เพราะจะทำให้เสื่อมเกียรติคุณคณะสงฆ์ โดยให้ยึดประกาศมส. เรื่องห้ามไม่ให้ภิกษุเป็นหมอทำเสนห์ยาแฝด อาถรรพณ์ ทั้งนี้ หากมีการฝ่าฝืน หรือมีผู้ร้องเรียนแจ้งเป็นหลักฐานมายังพศ. หรือเจ้าคณะปกครอง และพิสูจน์ได้ว่า ภิกษุเป็นหมอทำเสน่ห์ยาแฝดจริง ต้องถูกพิจารณาลงโทษให้สึกภิกษุนั้นทันที

               แต่ก็สังสัยเหมือนกันว่ากรณีหลวงเณรคำตอนนี้เรื่องไปถึงไหนแล้วหรือว่าหมดหน้าที่ของพศ.และดีเอสไอไปแล้ว

               จากคำให้การของนายวีโรจน์ที่ระบุมีประเทศมาเลเซีย ชาวมาเลย์และชาวจีนเข้ามาเดี่ยวข้องนั้น ทำให้สงสัยว่า ชาวมาเลย์และชาวจีนมีความสนใจในเรืองไสยศาสตร์มากน้อยเพียงใด ทำให้ได้พบเฟซบุ๊กนาม "ThaiAmuletMalaysia" ซึ่งเป็นภาษาจีน ได้เห็นภาพชาวจีนสนใจทำพิธีกรรม ขณะเดียวกันก็มีการโพสต์วัตถุมงคลต่างๆอย่างเช่นพระพรหม พระปิดตา พระพิฆเนศวร นางกวัก เหรียญผีเสื้อ

               นอกจากนี้ยังได้พบว่ามีโพสต์เหรียญและคลิปที่เกี่ยวข้องกับหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ จ.นครราชสีมาอีกด้วย พร้อมกันนี้ยังได้ทราบว่าหลวงพ่อคูณดังไกลไปถึงประเทศสิงคโปร์อีกด้วย

               ก็ต้องยอมรับว่าการใช้คำ "พุทธิศักดิ์คลินิก"  น่าสนใจ หากนำมาพัฒนาเป็น "คลินิกเชิงพุทธ" รักษาจิตใจ โดยใช้แพทย์ศาสตร์เข้ามาประยุกต์มีการระบบเก็บข้อมูลผู้เข้ามารักษาเป็นระบบเหมือนโรงพยาบาล  แล้วใช้หลักธรรมที่ตรงจุดก็จะทำให้การเผยแพร่ธรรมมีผลมากขึ้น ไม่ใช่ทำลักษณ์เหวี่ยงแหต่างคนต่างทำมีเป้าหมายไม่ชัดเจนอย่างเช่นทุกวันนี้

               คงเป็นหน้าที่ของชาวพุทธหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องและพศ.จะต้องหูตายาวไกลฉับไวระงับเหตุได้ทันที ไม่ใช่ทำแบบไฟไหม้ฟางเท่านั้น

.......................

 แกะรอย'พุทธิศักดิ์คลินิก' พบหลวงพ่อคูณดังไกลถึงมาเลย์ : สำราญ สมพงษ์รายงาน(FB-samran sompong)

นวัตกรรมออกแบบเรือท้องแบน PVC 10 ฟุต รับมือน้ำท่วม เน้นโครงสร้างเบา-ลอยตัวด้วยโฟม

แนวคิดการประดิษฐ์เรือท้องแบนสำหรับใช้งานในช่วงเกิดอุทกภัยได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะรูปแบบที่ใช้วัสดุหาได้ง่ายและสามารถประกอบได้ในต้นทุนท...