วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

NT ชูธงย้ำนโยบายสิ่งแวดล้อม พร้อมหนุนไทยบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนสู่สากล ตามแนว BCG เชื่อมโยง SEP


บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ได้นำหลักการและแนวคิดในการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานการคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี รวมถึงนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแนวใหม่ BCG (Bio-Circulation-Green Economy) รูปแบบการพัฒนาที่เชื่อมโยงหลักคิดเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม โดยนำองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีที่มีอยู่มาต่อยอดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และให้บริการด้านธุรกิจ อีกทั้งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าด้วย Reuse, Recycle, Reduce มาบูรณาการเพื่อกำหนดนโยบายและแนวทางการพัฒนาความยั่งยืนเชิงยุทธศาสตร์ ที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์กร ให้ผู้บริหารและพนักงานภายในองค์กรถือปฏิบัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ

นอกจากนี้ NT ยังตระหนักถึงความสำคัญ พร้อมดำเนินงานและบริหารจัดการผลกระทบด้านต่าง ๆ ที่มีต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนได้เสียอื่น ๆ อย่างมีความรับผิดชอบ ครอบคลุมทุกมิติทั้งเศรษฐกิจและบริการ (Economy) สังคม (Social) และสิ่งแวดล้อม (Environment) จึงได้กำหนดนโยบายด้านเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green IT Management) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการการใช้พลังงาน ลดปริมาณการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการสร้างขยะ และนำขยะอิเล็กทรอนิกส์มารีไซเคิลใหม่  ถือเป็นพันธกิจหลักและได้รับความร่วมมือจากผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานทุกระดับที่ได้ถือปฏิบัติกันมาอย่างต่อเนื่อง 



ทั้งนี้ การดำเนินงานภายใต้นโยบาย BCG นั้น NT ตระหนักดีว่าองค์กรต่าง ๆ ควรมีบทบาทผลักดันการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมทั้งขับเคลื่อนไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างทั่วถึง โดย NT ได้ใช้องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีมาบูรณาการและดำเนินโครงการที่ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ได้แก่

โครงการศูนย์ข้อมูลสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ  (National Environmental Data) ติดตั้งสถานีตรวจวัดฝุ่น  PM 8,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเตือนภัยและดูแลสุขภาพของประชาชนทั่วประเทศ พร้อมเปิดให้หน่วยงานใช้ประโยชน์จากข้อมูลโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่ง NT ได้รับมอบหมายจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) โดยกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้มอบทุนอุดหนุนการวิจัยให้ NT เป็นผู้ดำเนินการจัดทำศูนย์ข้อมูลสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พร้อมทั้งติดตั้งสถานีตรวจวัดฝุ่น PM 8,000 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 5,000 ตำบล ใน 900 อำเภอทั่วประเทศ ซึ่งดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อตรวจวัดและวิเคราะห์ข้อมูลฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM) รวมถึงส่งข้อมูลแจ้งเตือนประชาชนแบบเรียลไทม์ผ่านทางแอปพลิเคชัน RGuard ที่ใช้ได้ฟรี

สำหรับสถานีทั้งหมดจะสามารถเก็บข้อมูลต่าง ๆ ได้แก่ ค่าฝุ่น PM1 PM2.5 PM10 อุณหภูมิ ความชื้น ความกดอากาศ รวมทั้งทิศทางและความเร็วลม ซึ่งข้อมูลคุณภาพอากาศและภูมิอากาศ จะมีการจัดเก็บทุก ๆ 5 นาที แล้วส่งผ่านเครือข่าย LoRaWan ของ NT และนำเข้าสู่คลังข้อมูล (Big Data) เพื่อนำไปวิเคราะห์และพยากรณ์โอกาสที่จะเกิดปัญหาฝุ่น PM ในแต่ละพื้นที่ได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ

นอกจากบทบาทในการดูแลสุขภาพประชาชนเชิงรุกตามนโยบายหลักของรัฐบาลแล้ว โครงการศูนย์ข้อมูลสิ่งแวดล้อมแห่งชาติยังเป็นโครงการต้นแบบของกระทรวงดีอีเอส ในการสร้างทรัพยากรกลางด้านข้อมูล (Big Data) และจัดทำเป็นข้อมูลสาธารณะ (Open Data) ผ่านทางแอปพลิเคชัน RGuard เพื่อเผยแพร่แก่หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา นำไปใช้ประโยชน์และต่อยอดจากการดำเนินการของภาครัฐ ทั้งด้านการวิจัย ข้อมูลสถิติ หรือสร้างซอฟต์แวร์ใหม่ ๆ ซึ่งจะปูทางไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ตลอดจนส่งเสริมการสร้างมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลด้วย

โครงการ Green IT เกิดขึ้นจากความพยายามของ NT ที่ต้องการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยการจัดทำแนวทางการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Waste ขึ้นมา โดยตั้งตู้รับบริจาคขยะอิเล็กทรอนิกส์เพื่ออำนวยความสะดวกตามจุดต่าง ๆ ของอาคารสำนักงาน ก่อนจะนำขยะเหล่านี้ไปผ่านกระบวนการรีไซเคิลหรือกำจัดตามวิธีการที่เหมาะสมต่อไป  

ในการบริหารงานด้านเอกสาร NT ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ดิจิทัลจึงมุ่งมั่นในการยกระดับความเชื่อมั่นด้วยการนำระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) มาบริหารอย่างเต็มรูปแบบ ลดการใช้กระดาษ ตั้งแต่กระบวนการจัดสร้าง จัดทำเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ การรับ ส่ง ติดตามสถานะ สืบค้นข้อมูลด้วยความสะดวก รวดเร็ว สามารถลดเวลา ลดขั้นตอน ทำให้การสื่อสารภายในองค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถเข้าใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

ดำเนินการจัดหาพัสดุตามแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงการส่งเสริมและสนับสนุนสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น มีการกำหนดคุณลักษณะสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมใน TOR ที่มีการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอีกทางหนึ่งด้วย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ เพื่อส่งเสริมการแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อน (Global Warming) ที่กำลังเป็นวาระเร่งด่วนในระดับโลก ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งประชาชน ภาครัฐ และภาคเอกชนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์นี้

NT มีความมุ่งมั่นพร้อมที่จะสนับสนุนรัฐบาลไทยทุกวิถีทาง เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้สามารถบรรลุเป้าหมายตามที่ประกาศในการประชุม COP26 ครั้งล่าสุดซึ่งจัดขึ้นเมื่อปี 2564 ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสก็อตแลนด์ โดยรัฐบาลไทยได้กำหนดเป้าหมายความเป็นกลางของคาร์บอน (Carbon Neutrality) ให้เกิดขึ้นภายในปี 2593 และเป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์ (Zero Carbon) ภายในปี 2603 เพื่อร่วมเป็นพลังผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก และสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนในภายภาคหน้า

ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม ปัญหามลพิษทางอากาศอันเนื่องจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก สร้างปัญหาหลายด้านให้กับประเทศไทย โดยเฉพาะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพของประชาชนในวงกว้างและทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งรัฐบาล หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ได้พยายามดำเนินการต่าง ๆ เพื่อควบคุมและจำกัดมลพิษไม่ให้เกินมาตรฐานที่กำหนด รวมถึงนำเสนอข้อมูลเพื่อให้ประชาชนหันมาใส่ใจปัญหานี้อย่างจริงจัง  อย่างไรก็ดี หากอาศัยเพียงการดำเนินนโยบายและการสร้างความตระหนักรู้จากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ลุลวงได้ การมีส่วนร่วมของประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาบรรลุถึงเป้าหมายได้อย่างยั่งยืน

 

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

บิสกิต โซลูชั่น บุกนครปฐม ติดระบบ AI "รับฟังเสียงประชาชน” ครั้งแรกในไทย

นายสุทธิพันธุ์ สุทัศน์ ณ อยุธยา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บิสกิต โซลูชั่น จำกัด (BIZCUIT Solution) เปิดเผยว่า ล่าสุดบริษัท ฯ ได้เข้าไปให้บริการกับ เทศบาลนครนครปฐม ตามนโยบายของ นายเสรินทร์ แก้วพิจิตร นายกเทศมนตรีนครนครปฐม นำเทคโนโลยี AI ที่พัฒนาโดยคนไทยและได้รับรางวัล Microsoft Innovation Excellence Award 2020 จาก Microsoft Thailand เข้ามาบูรณาการใช้เพื่อบริการประชาชน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตเทศบาลนครนครปฐมให้ดียิ่งขึ้น บนบริการที่ง่าย สะดวก และเร็วรวดจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี นำร่องด้วยโซลูชัน Fullloop “ระบบรับฟังเสียงประชาชน” นับเป็นมิติใหม่ของงานบริการประชาชน เป็นจุดเริ่มต้นการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก้าวเข้าสู่ความเป็นเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City บนงบประมาณที่สมเหตุสมผลและใช้เวลาในการดำเนินการไม่นานประมาณ 1 เดือน


“เทคโนโลยี AI ของโซลูชัน Fullloop นี้สามารถแยกแยะทุกเรื่องราวที่ประชาชนส่งเข้ามาจากทุกช่องทาง ว่าเรื่องใดเป็น ‘คำร้องเรียน’ เรื่องใดเป็น ‘ข้อเสนอแนะ’ การแยกแยะเจตนาในการให้ข้อมูลจากประชาชนนี้สำคัญมาก เพราะทำให้พนักงานเทศบาลสามารถลำดับความสำคัญในการจัดการ และจัดส่งต่องานไปยังผู้ปฏิบัติงานที่รับผิดชอบงานด้านนั้นโดยตรงให้ไปจัดการได้อย่างตรงจุด รวมถึงการนำไปต่อยอดในการสร้างระบบอัตโนมัติต่าง ๆ ให้กับงานบริการอื่น ๆ ในอนาคตได้อีกด้วย ความสามารถของ AI ที่เข้าใจภาษาไทยได้ในระดับลึกซึ้งนี้ เกิดขึ้นจากการเทรน AI ด้วยปริมาณข้อมูลกว่า 10 ล้านข้อความ ซึ่งล้วนมาจากฐานข้อมูลและความเชี่ยวชาญของบริษัท BIZCUIT Solution ที่ให้บริการกับหลากหลายอุตสาหกรรม การันตีคุณภาพด้วยรางวัลจาก Microsoft Thailand และเรานำมาประยุกต์ใช้ประโยชน์กับงานภาคประชาชน ถือเป็นความภูมิใจของเราทุกคนในฐานะที่เป็นทีมงานพัฒนาที่เป็นคนไทย 100%”


บิสกิต โซลูชั่น เชื่อว่านี่คือการยกระดับ “เทศบาลนครนครปฐม” สู่เมืองอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยี AI ฝีมือคนไทย การันตีด้วยรางวัล Microsoft Innovation Excellence Award 2020 จาก Microsoft Thailand นำร่องบูรณาการโซลูชัน Fullloop สู่ “ระบบรับฟังเสียงประชาชน” อัจฉริยะ ตัวช่วยรวบรวมเรื่องราว – แยกแยะ – จัดส่ง ทันที ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงแก้ไข ลดเวลาและขั้นตอนที่ส่งข้อมูลตามสายงาน แบบ Omni-channel ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ อัพเดทติดตามสถานะได้เรียลไทม์ ตอบสนองงานบริการประชาชนได้เร็วขึ้น สร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนทุกพื้นที่ ทุกวัย ชูประหยัดต้นทุน เวลา และกำลังคน มุ่งช่วยยกระดับการบริการประชาชนและต่อยอดวางแผนพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน ชูเป็นโมเดลทางเลือกยกระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ


นายสุทธิพันธุ์ กล่าวเสริมว่า นอกจากโซลูชัน Fullloop “ระบบรับฟังเสียงประชาชน” บริษัทยังมีโซลูชัน Bizcuit Vision Analytic นั้นคือ Video Analytic ที่ทำงานด้วยระบบ Edge Computing ร่วมกับ Computer Vision AI ที่ทำการวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real Time โดยไม่ผ่านระบบบันทึกภาพ ทำให้ไม่ละเมิด พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA โดยเปลี่ยนกล้อง CCTV ที่มีอยู่แล้วให้กลายเป็นกล้อง AI ช่วยดูแลรักษาความปลอดภัยของประชาชน เช่น นำไปปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพของระบบการจราจรบนท้องถนน ซึ่งนับเป็นทางออกใหม่ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับคนใช้รถใช้ถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในงบประมาณที่ไม่สูงและดำเนินการติดตั้งได้อย่างรวดเร็ว


นายสมโชค พงษ์ขวัญ รองนายกเทศมนตรีนครนครปฐม ในฐานะผู้รับนโยบายและผู้ดูแลโครงการจาก นายเสรินทร์ แก้วพิจิตร นายกเทศมนตรีนครนครปฐม กล่าวว่า ที่ต้องการนำเทคโนโลยี เข้ามาช่วยพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น จึงได้นำร่องนำโซลูชัน Fullloop “ระบบรับฟังเสียงประชาชน” อัจฉริยะ ที่นำเอา AI ที่พัฒนาโดยฝีมือคนไทยมาใช้ในการวิเคราะห์ แยกแยะ ส่งต่องานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับการติดตามสถานการณ์ แก้ไขปัญหาแบบเรียลไทม์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพงานบริการประชาชน รวมถึงอำนวยความสะดวกการทำงานของเจ้าหน้าที่ด้วย อาทิ ระบบนี้ทำให้ประชาชนสามารถแจ้งเรื่องร้องเรียน หรือให้คำแนะนำ ด้วยการแนบรูปถ่ายของเหตุการณ์ และพิกัดสถานที่ผ่านมือถือได้ตลอด 24 ชั่วโมง


ความอัจฉริยะของ AI ยังช่วยแยกเรื่องร้องเรียนหรือข้อเสนอแนะออกจากกันได้ ทำให้ประหยัดเวลาแก้ไขปัญหาร้องเรียน หรือนำข้อเสนอแนะมาพัฒนาตามแต่ละหน่วยงานได้รวดเร็วขึ้น โดยเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ ก็สามารถเข้ามามอนิเตอร์งานในระบบได้อย่างง่ายดาย โดยไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญหรือมีความรู้เฉพาะทางด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์


ทั้งนี้ ระบบที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ไว้บริการประชาชนนี้ สามารถใช้งานได้ตามทุกช่องทางที่ประชาชนสะดวกหรือคุ้นเคยทั้งวิถีเก่าและวิถีใหม่ แบบ Omni-channel ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ได้อย่างสมบูรณ์ รองรับประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย เช่น การส่งจดหมายไปรษณีย์ การพบเจ้าหน้าที่เวลาลงพื้นที่ให้บันทึกข้อมูลลงระบบได้ หรือเดินทางเข้ามาให้ข้อเสนอแนะที่ศูนย์บริการประชาชน ทางโทรศัพท์ ในขณะที่คนรุ่นใหม่ถนัดใช้เทคโนโลยีก็สามารถสแกนและกรอกข้อเสนอแนะผ่านช่องทางออนไลน์ เว็บไซต์ และโซเชียลมีเดีย บนโทรศัพท์มือถือ ทำให้เทศบาลนครนครปฐมสามารถบริการประชาชนได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ของเทศบาลก็มี AI คอยติดตามงานเพื่อให้เราทำงานได้เร็วตามคำมั่นสัญญากับประชาชนอีกด้วย


นอกจากนี้ โซลูชันดังกล่าวยังเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจากใช้งบประมาณไม่สูง ระยะเวลาในการดำเนินการสั้นเพียง 1 เดือน ค่าซ่อมบำรุงไม่สูง ใช้งานได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูง


https://mgronline.com/cyberbiz/detail/9650000111705


 

วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

"บิ๊กตู่" เปิดทำเนียบฯต้อนรับ "สี จิ้นผิง" จับมือแก้จนเพื่อประชาชนทั้งสองประเทศ


นายกฯต้อนรับประธานาธิบดีจีนเยือนไทยในรอบ 11 ปี เปิดศักราชใหม่ของความสัมพันธ์ กระชับความร่วมมือด้านมั่นคง เศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมโยง และขจัดความยากจน เพื่อประชาชนทั้งสองประเทศ ประธานาธิบดีจีนชื่นชมไทยเป็นเจ้าภาพเอเปค พร้อมร่วมมือเพื่อส่งเสริมภูมิภาค

เมื่อวันที่ 19  พฤศจิกายน 2565  เวลา 13.20 น. ณ บริเวณสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้การต้อนรับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสเยือนไทย ในห้วงการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค 

จากนั้น เวลา 13.30 น. นายกรัฐมนตรีเชิญประธานาธิบดีจีนไปยังตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ผู้นำทั้งสองได้ร่วมกันหารือถึงการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือ โดยฝ่ายไทยมีบุคคลสำคัญเข้าร่วมด้วย ได้แก่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี

 


ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวสรุปสาระสำคัญ ดังนี้ 

นายกรัฐมนตรีรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ต้อนรับประธานาธิบดีจีนเยือนไทยครั้งนี้ นับเป็นการเยือนไทยในรอบ 11 ปี และเป็นการเยือนครั้งแรกนับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ทำให้การเยือนไทยของประธานาธิบดีจีนครั้งนี้มีความหมายและความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งในด้านการกระชับความสัมพันธ์ ที่จะได้ร่วมกันกำหนดทิศทางความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านที่ครบรอบ 10 ปีในปีนี้ และมุ่งไปสู่การฉลองครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2568 รวมทั้งการเข้าร่วมการประชุมของจีนมีผลอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของการประชุมเอเปคที่จะร่วมกันบรรลุเป้าหมายการสร้างประชาคมที่เปิดกว้าง มีพลวัต พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง และมีสันติภาพ รวมถึงยังส่งผลความมั่นคงความเจริญรุ่งเรือง และการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อภูมิภาคและโลกโดยรวม 

 



ประธานาธิบดีจีนรู้สึกยินดีเป็นเกียรติที่ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ พร้อมกล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลในการจัดการต้อนรับ ทั้งนี้ มิตรภาพจีน-ไทยสืบทอดกันมาหลายพันปี ประชาชนมีความสัมพันธ์เหมือนพี่น้องกัน โดยจีนให้ความสำคัญกับการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทย เพราะจีนและไทยไม่ใช่อื่นไกลคือพี่น้องกัน จีนพร้อมร่วมมือกันสรรค์สร้างความเจริญรุ่งเรืองและอนาคตร่วมกัน เปิดศักราชใหม่ของความร่วมมือ เพื่อผลประโยชน์ให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ ในโอกาสนี้ ประธานาธิบดีจีนแสดงความยินดีกับนายกรัฐมนตรีและประเทศไทยที่ได้จัดการประชุมเอเปคด้วยความสำเร็จ แสดงให้เห็นว่าภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมีความสร้างสรรค์ สามัคคี และปรองดอง พร้อมพัฒนาเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค และสร้างสรรค์ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน ซึ่งจะส่งผลต่อไปยังระบบเศรษฐกิจทั่วโลกด้วย

 


โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายหารือถึงแนวทางความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความมั่นคง นายกรัฐมนตรีเสนอให้เสริมสร้างปฏิสัมพันธ์และหารือยุทธศาสตร์ในระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ และกระชับความร่วมมือในด้านความมั่นคง โดยเฉพาะด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด การค้ามนุษย์ การหลอกลวงทางโทรศัพท์ ซึ่งจีนยินดีร่วมมือกับไทย เพื่อผลประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ รวมถึงต่อภูมิภาคโดยรวม ซึ่งประธานาธิบดีจีนยินดีร่วมมือเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ซึ่งทั้งสองประเทศควรปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย – จีน ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2565-2569) เพื่อผลักดันและบูรณาการความร่วมมือในหลายหลายมิติให้ได้ผลเป็นรูปธรรม

 สำหรับการสร้างความมั่งคั่ง ไทยและจีนเห็นพ้องการเพิ่มพูนมูลค่า และอำนวยความสะดวกทางการค้าด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและผลไม้ พร้อมทั้งส่งเสริมการลงทุนซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมสีเขียวเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีจีนยังขอให้ทั้งสองฝ่ายใช้ประโยชน์จากความตกลง RCEP และส่งเสริมความเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงทางราง รวมถึงการดำเนินการโครงการรถไฟไทย-จีน ให้เป็นไปตามที่กำหนด 

 


ประธานาธิบดีจีนเห็นว่า ทั้งสองฝ่ายควรต่อยอดความร่วมมือแบบดั้งเดิมทั้งเรื่องการลงทุน การค้า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือแบบใหม่ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล รถยนต์พลังงานทดแทน นวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมชื่นชมนายกรัฐมนตรีที่มองว่า ควรจะเร่งความร่วมมือสามฝ่ายไทย-จีน-ลาว ในเรื่องการเชื่อมโยงระบบรถไฟ โดยไทยและจีนควรส่งเสริมการเชื่อมโยงตั้งแต่ EEC ของไทยไปยังรถไฟจีน-ลาว ต่อไปจนถึงมณฑลยูนนานของจีน และเชื่อมไปยังเส้นทางขนส่งสินค้าทางบกและทางน้ำสายใหม่ของจีน สำหรับในขั้นต่อไปจีนหวังว่า จะมีการเชื่อมโยงทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ และระบบศุลกากรเพื่อขยายการขนส่งสินค้าเกษตรที่สำคัญของไทย เช่น ทุเรียนและมังคุด

 


ทางด้านความยั่งยืน ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมเสริมสร้างมิตรภาพและความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ โอกาสนี้ ประธานาธิบดีจีนชื่นชมนายกรัฐมนตรีที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความยากจนในไทย และมีแนวคิดว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง จีนยินดีร่วมกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเรื่องการลดความยากจนและการพัฒนาชนบท โดยรัฐบาลจีนมีภาระหน้าที่สำคัญในการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจีน และสร้างสรรค์บ้านเมืองในการพัฒนาประเทศให้ทันสมัย มีความเจริญรุ่งเรืองอย่างรอบด้านโดยมีอัตลักษณ์ของจีน ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของไทย จีนเห็นว่าทั้งสองฝ่ายควรจะเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ร่วมกัน แลกเปลี่ยนความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือที่สอดคล้องกันของทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน  

 นายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณจีนที่อนุญาตให้นักศึกษาไทยทยอยกลับไปศึกษาต่อในจีนได้ รวมทั้งพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนกลับมาเที่ยวไทยอีกครั้ง ซึ่งประธานาธิบดีจีนกล่าวว่า จีนและไทยเป็นเหมือนพี่น้องและญาติมิตร จีนส่งเสริมให้ประชาชนของทั้งสองฝ่ายเดินทางไปมาหาสู่กันได้ หากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง พร้อมทั้งกล่าวชื่นชมนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลสามารถแก้ปัญหาโควิด-19 ได้สำเร็จด้วยดี เชื่อว่าหากทุกฝ่ายสามัคคีร่วมมือกัน จะนำไปสู่ผลประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนได้ในระยะยาว

 สำหรับความร่วมมือในกรอบพหุภาคี ทั้งสองฝ่ายต่างมองว่า สถานการณ์โลกและภูมิภาคมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ความท้าทายจากความมั่นคงรูปแบบใหม่ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โรคระบาด ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน และความขัดแย้งระหว่างประเทศ ทำให้ไทยและจีนต้องร่วมมือรับความท้าทาย เพื่อสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน เพื่อเสถียรภาพและสันติภาพในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ทั้งนี้ ประธานาธิบดีจีนยืนยันที่จะแสดงบทบาทอย่างสร้างสรรค์ และพร้อมร่วมมือกับไทยอย่างใกล้ชิดในกรอบพหุภาคีต่าง ๆ ทั้งเวทีอาเซียน ACMECS รวมถึงกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง 

 หลังจากการหารือเต็มคณะ ทั้งสองฝ่ายได้ประกาศเอกสารความร่วมมือและความตกลงที่มีการลงนามในช่วงการเยือน จำนวน 5 ฉบับ ได้แก่

 (1) แผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย - จีน ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ฉบับที่4 (พ.ศ. 2565-2569) 

(2) แผนความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วย การร่วมกันส่งเสริมเส้นทางเศรษฐกิจสายไหมและเส้นทางสายไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21

 

(3) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงพาณิชย์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน 

 

(4) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทย และสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และ

 

(5) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการก่อตั้งคณะทำงานความร่วมมือด้านการลงทุนและเศรษฐกิจระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงพาณิชย์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

 

จากนั้น ประธานาธิบดีจีนได้ลงนามในสมุดเยี่ยมและชมของที่ระลึก ณ บริเวณโถงกลาง ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล และนายกรัฐมนตรีได้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่ประธานาธิบดีจีน และภริยา ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล


วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

สมเด็จพระสังฆราชประทานพรหมวิหารธรรม แด่ "ทูตสหรัฐ" เป็นฐานสร้างสันติมวลมนุษยชาติ

เมื่อวันที่ 19  พฤศจิกายน 2565 เพจสำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ได้เผยแพร่ เรื่องราว นายรอเบิร์ต เอฟ.โกเด็ก เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย เข้าเฝ้าถวายสักการะสมเด็จพระสังฆราชในโอกาสที่เข้ารับตำแหน่งหน้าที่ โดยระบุว่า..

เมื่อวันอังคาร ที่ 15 พฤศจิกายน 2565 เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จลงพระวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ประทานพระวโรกาสให้ นายรอเบิร์ต เอฟ. โกเด็ก เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เฝ้าถวายสักการะในโอกาสที่เข้ารับตำแหน่งหน้าที่

การนี้ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กราบทูลสำแดงความปีติยินดีที่ได้รับประทานพระกรุณา และซาบซึ้งในสัมพันธไมตรีอันดีงามระหว่างประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกา

อีกทั้งกราบทูล สมเด็จพระสังฆราช ว่า ได้มีประสบการณ์ในการเป็นเอกอัครราชทูตในหลายประเทศ เมื่อเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทยจึงมีเจตนารมณ์ที่จะร่วมมือกับทุกภาคส่วน ในการสร้างความสามัคคีปรองดองและการอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสันติสุข ผ่านความร่วมมือของทั้งสองประเทศ ใคร่ขอประทานพระคติธรรมสำหรับการอยู่ร่วมกันของมนุษยชาติ อันนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อความผาสุกอย่างเป็นรูปธรรม

เจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราช มีพระดำรัสสนองคำกราบทูล ประทานพระคติธรรมในเรื่องหลักพรหมวิหารธรรมเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยในการนำไปปฏิบัติต้องตั้งต้นจาก “เมตตา” และความเข้าใจกันด้วย “สัจจะ” อย่างจริงใจ เพื่อให้เห็นสภาพความเป็นจริงและต้นเหตุของปัญหาก่อน จึงจะสามารถแก้ไขได้อย่างเป็นระบบและต่อยอดสู่การสรรค์สร้างสังคมสันติสุขอย่างยั่งยืน

ความจริงใจหรือสัจจะนี้เป็นค่านิยมที่สำคัญของชาวไทย ซึ่งแสดงออกทางรอยยิ้ม การสนทนาโอภาปราศรัย ไปจนถึงการแผ่น้ำใจไมตรีต่อกันในทุกโอกาส พรหมวิหารธรรมจึงเป็นหลักสำคัญในการสร้างความรักใคร่ปรองดอง อันก่อให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีอย่างแท้จริง

จากนั้น ทรงอนุโมทนา ประทานพร และประทานของที่ระลึก พร้อมทั้งมีพระบัญชาโปรดให้ พระมหาคณิศร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม นำเอกอัครราชทูตและคณะผู้ติดตาม ชมศิลปกรรมและสถานที่สำคัญภายในพระอาราม  

วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

"ปลัด มท." ถวายมุทิตาสักการะ "หลวงพ่อสำรวย-พระอาจารย์สังคม" ในพิธีถวายโล่รางวัลบุคคลแห่งสันติภาพโลกและรางวัลไดม่อน ออฟ เอเซีย


ปลัด มท. ถวายมุทิตาสักการะยกย่อง พระครูวิทูรธรรมนิเทศ และพระอาจารย์ ดร.สังคม ธนปญฺโญ (ขุนศิริ) ผอ.ศูนย์ปฏิบัติธรรมมาบเอื้องเพื่อเศรษฐกิจพอเพียง เป็นพระผู้มีวัตรปฏิบัติในการสนองพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อความสุขที่ยั่งยืนของคนไทยและคนทั้งโลก

เมื่อวันพุธที่ 9 พฤศจิกายน 2565 เวลา 15.00 น. ที่พระมหาธาตุเจดีย์ ชั้น 2 ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง ต.หนองบอนแดง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานถวายช่อดอกไม้แสดงมุทิตาสักการะในพิธีถวายโล่รางวัล "บุคคลแห่งสันติภาพโลก" และรางวัลไดม่อน ออฟ เอเซีย (Diamond of Asia) ในงานเทศกาลศิลปวัฒนธรรมนานาชาติแห่งประเทศไทยครั้งที่ 21 แด่พระครูวิทูรธรรมนิเทศ (หลวงพ่อสำรวย ตายโน) เจ้าอาวาสวัดภูริทัตตวนาราม เมืองออนทาริโอ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา และพระอาจารย์ ดร.สังคม ธนปญฺโญ (ขุนศิริ) ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติธรรมมาบเอื้องเพื่อเศรษฐกิจพอเพียง และเป็นประธานในพิธีเปิดป้าย "ศูนย์ศึกษานานาชาติแห่งศาสตร์พระราชาไทย" ท่ามกลางอาคันตุกะศิลปินจากนานาประเทศ ร่วมเป็นสักขีพยานอย่างพร้อมเพรียง 

โดยมี นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี รองศาสตราจารย์วรวรรณ โรจนไพบูลย์ ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย นางสาวประภัสรา ศรีทอง ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดชลบุรี นายนิติ วิวัฒน์วานิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พลตรี อำนาจ จันทรนิมะ ผู้ทรงคุณวุฒิ กองบัญชาการกองทัพไทย นายธงชัย สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง ที่ปรึกษาโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) นางสัณหจุฑา จิราธิวัฒน์ ประธานมูลนิธิรักษ์ดิน รักษ์น้ำ (Earth Safe Foundation) หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่าย ร่วมในพิธีเป็นจำนวนมาก

    


โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย แล้วถวายช่อดอกไม้แสดงมุทิตาสักการะแด่พระครูวิทูรธรรมนิเทศ (หลวงพ่อสำรวย ตายโน) และพระอาจารย์ ดร.สังคม ธนปญฺโญ (ขุนศิริ) และร่วมกล่าวอนุโมทนา โดยกล่าวว่า "ผมมั่นใจในวัตรปฏิบัติของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระครูวิทูรธรรมนิเทศ และพระอาจารย์ ดร.สังคม ธนปญฺโญ พระสงฆ์ผู้มีวัตรปฏิบัติเป็นหลักชัยของความยั่งยืนและเป็นหลักชัยของการช่วยเหลือเกื้อกูลพี่น้องประชาชน ให้สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างยั่งยืนตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : UN SDGs) ทั้ง 17 ข้อ ด้วยการสนองแนวพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้มีความแน่วแน่มั่นคงในการสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมนาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เพื่อนำพาพี่น้องประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีควบคู่กับการธำรงรักษาสภาวะแวดล้อมให้เป็นสภาวะแวดล้อมที่ดี เหมาะสมต่อมวลมนุษยชาติ ให้ได้อยู่อาศัย เป็นการต่ออายุของโลกใบนี้ของเราให้มีอายุยืนยาว หายเจ็บไข้จากภาวะโลกร้อน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ     

"อย่างเช่นสถานที่มหาเจดีย์แห่งนี้ แม้ว่าจะก่อสร้างด้วยวิทยาการสมัยใหม่ แต่ก็เป็นการเห็นถึงคุณค่าแห่งความยั่งยืน ตั้งแต่วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง ท่านก็นำเอาสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ และเป็นอาคารที่ประหยัดไฟ อนุรักษ์พลังงาน แม้แต่พระประธาน ก็นำดินมาประมวลรวมสร้างเป็นพระประธานแทนการใช้เหล็ก ทองเหลือง หรือซีเมนต์ อันเป็นเครื่องยืนยันว่าท่านคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม คำนึงถึงความยั่งยืน และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ท่านได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมนาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาใช้ในชีวิตประจำวัน และเผยแผ่ขยายผลเพื่อให้ญาติโยมได้มีที่พึ่งเป็นแสงประทีปนำทางชีวิตให้ดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ" นายสุทธิพงษ์  กล่าวในช่วงต้น

     


นายสุทธิพงษ์   ได้กล่าวอีกว่า พระอาจารย์ ดร.สังคม ธนปญฺโญ เป็นบุคคลที่ประวัติศาสตร์อาจจะลืมไปแล้วว่า การนำทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาสู่ประชาชนเพื่อใช้ในการดำเนินชีวิต ท่านเป็นผู้ที่ค้นพบคำพูดที่เข้าถึงพี่น้องประชาชนได้โดยง่าย จากเมื่อก่อนเราจะรู้จักเศรษฐกิจพอเพียงกันในชื่อเกษตรทฤษฎีใหม่เป็นหลัก แต่แท้จริงแล้วทฤษฎีใหม่ของพระองค์ท่านมีมากกว่า 40 ทฤษฎี เกษตรทฤษฎีใหม่เป็นเพียงทฤษฎีหนึ่ง ซึ่งท่านพระอาจารย์ได้ร่วมกับอาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกำธร และทีมงานอีกหลายท่าน จนเกิดการอรรถาธิบายทฤษฎีใหม่ในชื่อ โคก หนอง นา ผ่านงานศิลปะที่สร้างสรรค์โดยเด็กผู้เป็นอนาคตของชาติ อนาคตของโลก ปั้นดินปั้นทรายเป็นโมเดล เรียนรู้การบริหารจัดการพื้นที่ผ่านการเล่นและงานฝีมือบนกระบะทราย (sandbox) โดยที่ไม่รู้ว่า นั่นแหละ คือ ทฤษฎีใหม่ กระทั่งเมื่อมาตรวจผลงานดู เกิดการอุทานว่า "โคก หนอง นา" และท่านอาจารย์ยักษ์ ได้น้อมนำทฤษฎีใหม่ไปทดลองทำในรูปแบบที่สมบูรณ์มากขึ้น ใช้ชื่อว่า โคก หนอง นา ตลอดมา 

จวบจนในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการพระราชทานอารักขาแก่ประชาชนชาวไทย ความว่า "เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป" และทรงลงมือทำแปลงโคก หนอง นา ด้วยพระองค์เอง ทรงศึกษา ค้นคว้า และพระราชทานโครงการให้กับกรมราชทัณฑ์ ชื่อ โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง เพื่อที่จะให้ผู้ที่หลงผิดต้องโทษจำขัง ได้ฝึกปฏิบัติ ได้รับองค์ความรู้ ก่อนที่จะพ้นโทษ สำหรับการไปช่วยเหลือตนเอง เพื่อที่จะให้ตนเองสามารถดำรงชีวิตอยู่โดยไม่ต้องไปทำผิดซ้ำซาก และยังผลทำให้สถิติของผู้ที่พ้นโทษและกลับมารับโทษซ้ำลดลง จากร้อยละ 70 เหลือร้อยละ 30 เพราะพระมหากรุณาธิคุณ และได้พระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง โคก หนอง นา แห่งความสุข และ Happy Family หลายต่อหลายภาพ ซึ่งเกิดจากการสรุปองค์ความรู้และพระราชทานกำลังใจแก่พวกเราทุกคนจากห้องทรงอักษรของพระองค์

   


 

"ผมขอเรียนย้ำเตือนว่า "โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง" ไม่ใช่เพียงช่วยผู้ต้องขังให้มีวิชาความรู้ แต่ได้ช่วยทุกคนในสังคม ด้วยเพราะว่า เมื่อพวกเขาได้รับการพัฒนาทักษะให้เป็นคนที่มีวิชาความรู้แล้วนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ประกอบสัมมาชีพที่สุจริต มีคุณภาพชีวิตที่ดี เลี้ยงดูตนเองได้ ก็จะไม่หลงผิด และมุ่งมั่นตั้งใจที่จะประกอบความดี ไม่เบียดเบียนผู้อื่น จึงถือได้เป็นการช่วยให้คนไทยทุกคนได้ใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างเป็นปกติสุข มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน หรือเรียกว่าเป็นการ "แก้ไขในสิ่งผิด" ดังพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่ข้าราชบริพารของพระองค์ท่านว่า "ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข แก้ไขในสิ่งผิด สืบสานในพระราชปณิธาน ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งพระอาจารย์ ดร.สังคม ธนปญฺโญ ได้น้อมนำพระราชดำรัสดังกล่าวมาเผยแผ่ด้วยกุศโลบายในการสื่อสารสังคม โดยเชิญคุณแพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์ ไปทำโคก หนอง นา เอามื้อสามัคคี ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ อันเป็นการสื่อสารกับสังคมว่า ดาราศิลปินดังก็เห็นประโยชน์ของทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา ทำให้เกิดเป็น "โคก หนอง นา ดาราโมเดล" ที่ช่วยกระตุ้นปลุกเร้าให้แฟนคลับของคุณแพนเค้ก เขมนิจ ได้ให้ความสนใจศึกษาเรียนรู้และปฏิบัติตามเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย" นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเน้นย้ำ

     

นายสุทธิพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า คุณูปการที่พระอาจารย์ ดร.สังคม ธนปญฺโญ ได้ทำมาทั้งหมด โดยได้รับการสนับสนุนจากภาคีเครือข่าย ทั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่มอบเพชรเม็ดงาม คือ รศ.วรวรรณ โรจนไพบูลย์ และผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล มูลนิธิ Earth Safe ยังช่วยส่งผลทำให้กระทรวงมหาดไทยสามารถน้อมนำเอาสิ่งที่พระอาจารย์และผู้มีคุณูปการภาคีเครือข่ายข้างต้น มาขับเคลื่อนไปสู่พี่น้องประชาชนในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งพวกเราทุกคนทั้งในฐานะศิษยานุศิษย์และในฐานะข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอแสดงมุทิตาจิตยินดีที่ท่านได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติร่วมกับพระอาจารย์ของท่าน และขอให้กำลังใจที่พวกเราทุกคนมาร่วมกันสามัคคีสโมสรในวันนี้ เป็นการดลบันดาลให้ท่านพระอาจารย์ ดร.สังคม ธนปญฺโญ และพระครูวิทูรธรรมนิเทศ ได้เพิ่มพูนความช่วยเหลือสาธารณสงเคราะห์ให้กับมวลมนุษยชาติไม่เฉพาะคนไทย แต่รวมตลอดจนถึงชาวโลกประเทศอื่น ๆ ด้วย และขอให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีได้ช่วยกันนำองค์ความรู้ที่มีอยู่ ณ พื้นที่มาบเอื้องแห่งนี้ ขยายผลสร้างการรับรู้ไปสู่พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดชลบุรีและพี่น้องประชาชนทุกคนโดยทั่วกัน เพื่อให้พี่น้องประชาชนและประเทศชาติมีความวัฒนาสถาพรเพิ่มมากขึ้นอย่างยั่งยืนตลอดไป


วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2565

"ดร.สมคิด" ยันมีรัฐบาลดีทำจีดีพีพุ่งแก้จนได้แน่ ปชช.ต้องรู้จักเลือกตั้งเพื่อการเปลี่ยนแปลง

"ดร.สมคิด" ลั่นพร้อมลุยใต้สร้างกระแสสึนามิกวาดล้างสิ่งโสมม ซัดพรรคไหนไล่คนทำงานออกไม่เก็บคนดีไว้ ถ้ามาภาคใต้ไม่ต้องให้เกิด ปลุกคนใต้ พลาดแล้วต้องรู้จักจำ บอก หากจำชื่อพรรคยาก ให้เรียก "พรรคสมคิด" 


วันที่ 12 ต.ค.2565 ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานพรรคสร้างอนาคตไทย กล่าวปราศรัยในเวทีเปิดตัวว่าที่ผู้แสดงเจตจำนงเป็นผู้สมัคร ส.ส. พัทลุง ว่า ตนคิดไม่ผิดที่กลับมาสู่การเมืองครั้งนี้ ซึ่งแปลกมากถ้าบ้านเมืองไม่มีวิกฤตตนไม่เคยได้กลับมา แต่เมื่อใดก็ตามที่มีวิกฤตเกิดขึ้นมักจะมีชื่อสมคิดกลับมาเสมอ ครั้งแรกวิกฤตต้มยำกุ้ง  จากการเป็นอาจารย์ ตนก้อยินดีที่จะเสียสละหวังทำการเมืองให้ดี และประเทศชาติเจริญ 


ดร.สมคิด กล่าวว่า หากการเมืองดีบ้านเมืองจะเจริญหากมีเรื่องซื้อเสียงเมื่อไหร่บ้านเมืองก็จะเป็นเหมือนทุกวันนี้  ส่วนครั้งที่สองตนได้รับเชิญมาแก้วิกฤตเศรษฐกิจจากการรัฐประหาร ตนเป็นคนนำจดหมายของผู้นำไปยื่นให้จีน เพื่อให้เขายืนยันว่าเขาจะสนับสนุนประเทศไทย เพราะไม่เคยมีชาติไหนช่วยเราตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งตนอยู่นานถึง 6 ปี   


ดร.สมคิด กล่าวถามว่า ท่านรู้ไหมว่าการเป็นรองนายกรัฐมนตรี มีเงินเดือนแสนเดียว 10 ปี ไม่มีการขึ้นเงินเดือนเลย เวลาตนตั้งผู้บริหารบอร์ดต่าง ๆ เงินเดือนเป็นล้าน แต่คนตั้งเงินเดือนแค่แสนเดียว วันนี้เปิดตัวว่าที่ผู้แสดงเจตจำนงเป็นผู้สมัคร ส.ส. พัทลุง ทั้ง 3 คน เป็นคนรุ่นใหม่ แต่ละคนการศึกษาดี ต้องการอุทิศตนให้พี่น้องพัทลุง อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้มองแค่พัทลุง ตั้งใจว่า ถ้ามีเวลาจะลงไปทุกจังหวัดในภาคใต้ เพื่อสร้างกระแสสึนามิกวาดล้างสิ่งโสมมทั้งหมด เพราะหากดูภาคใต้ทั้งด้ามขวาน มีสิ่งแวดล้อม แหล่งท่องเที่ยง ภาคเกษตร ที่เพาะปลูกได้ทุกชนิด มีภาคอุตสาหกรรมที่แปรรูปให้มีมูลค่าเพิ่มได้ ตนตั้งคำถามในใจว่าทำไมหลายสิบปีที่มีการเลือกตั้งเศรษฐกิจภาคใต้ถึงยังเล็กอยู่ รวมถึงหดตัวลงเสียด้วยซ้ำ กระจุกตัวกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ แค่ใน 4 จังหวัด คือ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ภูเก็ต และสงขลา


ดร.สมคิด กล่าวว่า ทีมงานที่ตนจะใช้ทำงาน ไม่ได้มีแค่นี้ และตนไม่ใช่เทวดา มาจากไหน แต่ตนเป็นคนใจเปิด มากคน มากวาสนา ช่วยกันบริหารประเทศ เอาคนโกงออกไป เอาคนดีเข้ามา ประเทศจะได้เจริญ และพรรคไหนที่ไล่คนทำงานออก ไม่เก็บคนดีไว้ ถ้ามาพัทลุง มาภาคใต้ ไม่ต้องให้เกิด วันนี้มีความลำบากใจมากสุดในชีวิต เพราะในช่วงที่ผ่านมามีคนที่ยศสูงกว่าตนโทรมาบอกว่ามีความจำเป็นต้องปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตนโทรกลับ บอก "ท่านครับ ไม่ต้องลำบากใจ พวกผมมีหน้าที่ ทำให้รัฐบาลอยู่ได้  วันรุ่งขึ้นผมให้ลาออกทั้ง 4 คน  ถ้าคนทำงาน ไม่มีพิษไม่มีภัย แต่ไม่ให้เขาอยู่ มันสมองอย่างนั้นจะไปหาที่ไหน ไม่เห็นค่าถึงเวลามาบอกเปลี่ยนรัฐมนตรี  เพราะเขาจะเอาบ้าง แล้วบ้านเมืองจะอยู่ได้อย่างไร”


ดร.สมคิด กล่าวว่า ภาคใต้ถ้าเลือกแต่คนเดิม ๆ ไม่เปลี่ยนความคิด ไปต่อไม่ได้ ซึ่งตนไม่ได้ว่าใคร และคราวที่แล้ว ตนพูดนิดเดียว กลับออกมาว่าสมคิด นักการตลาดลวงโลก ผมถามถ้าใจเล็กแค่นี้ จะไปบริหารประเทศได้อย่างไร ถ้าต้องการเปลี่ยนประเทศไทย สิ่งแรกคือต้องเปลี่ยนการเมืองให้ได้ และต้องการให้พรรคสร้างอนาคตไทยเป็นพรรคการเมืองที่ดี เปลี่ยนแปลงเพื่อบ้านเมือง


ดร.สมคิด กล่าวว่า เราพร้อมเปลี่ยนวิธีบริหารจัดการของกระทรวงมหาดไทย ทั้งเรื่องงบประมาณ และการกระจายอำนาจ การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้วัดที่นโยบาย  เพราะขณะนี้เกิดความยากลำบากไม่มีเวลาหัดขับรถ คนจะตัดสินใจกันด้วยใครทำเป็นและใครทำไม่เป็น และประชาชนเชื่อว่าใครทำได้ใครทำไม่ได้ อย่างไรก็ตาม พรรคสร้างอนาคตไทยทำมาแล้ว และเห็นปัญหาทุกจุดไม่ต้องมาฝึกงานหากเป็นรัฐบาลทำงานได้เลย 


ดร.สมคิด กล่าวว่า ตนไม่ได้คิดว่าใครเป็นคู่แข่ง นโยบายของตนเอาไปใช้ได้ ตนเคยคุยกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่าจะแก้จนอย่างไร เพราะเขามีทีมแก้จน ดังนั้นตั้งทีมเลยและเอาเงินจากกองทุนสร้างอนาคตไทยไปทำ แต่ไม่เคยเอาจริงเอาจัง ผักชีโรยหน้าทั้งประเทศ ปัญหาความยากจนเป็นรากเหง้าของทุกปัญหา ซึ่งมี 3 เรื่องเป็นมะเร็งร้ายของประเทศ คือความยากจน ยาเสพติด  และคอร์รัปชั่น 


"ยาเสพติดมาคู่กับความยากจน กระจายไปทั่วประเทศ ยาบ้าเหลือเม็ดละ 7 บาทชาวบ้านยังรู้ แล้วทางการไม่รู้หรือ คนจนตกงานไม่มีทางเลือก และมาพร้อมกับคอรัปชั่นเงินมหาศาลสามารถเลื้อยเข้าทุกองค์กร จับไม่ได้  ได้แต่ย้าย ดังนั้นพอมีโศกนาฏกรรม ก้อบอกจะประกาศสงคราม  ขอบอกว่าสมัยอยู่ไทยรักไทยประกาศมา 3 สงครามแล้ว แต่ผลออกมาคือเราแพ้สงคราม" ดร.สมคิด กล่าว 


ดร.สมคิด กล่าวว่า วันนี้การเมืองซื้อกันเป็นว่าเล่น ถ้าเขาแจกเงิน รับไปกินกาแฟ ได้เดือนนึง  ได้ 500-1,000 บาท แต่ถามว่าแก้จนไหม  หรือหากมีผู้นำที่ดีสามารถทำจีดีพี 20 ล้านล้านบาททำได้เลย หากเขาให้เงินเรารับไว้ เวลาโหวตนั่นคืออาวุธของเรา โหวตคือการเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศไทย พิสูจน์ให้เห็นว่า คนใต้เงินซื้อไม่ได้ คนใต้พลาดแล้วต้องรู้จักจำ รู้จักเปลี่ยนแปลง 


“พรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจผิดแล้ว ผมเห็นนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย บอกสงครามครั้งสุดท้าย แต่สงครามที่เกิด ท่านไม่เป็นศพแน่ แต่ท่านจะได้กลับมา และไม่ได้มาคนเดียวเท่านั้น แต่มาเป็นแผง หากพรรคนี้เรียกชื่อยากให้เรียกว่าพรรคสมคิด ผมมีชื่อจีนว่า ฮั่นกวง หมายถึงแสงสว่างอันสดใส ขณะที่สมคิด แปลว่า เกิดมาคิดทั้งวัน แต่เป็นการคิดเพื่อบ้านเมือง และประเทศชาติส่วนรวม แม้ต่างครอบครัว แต่รวมกันแล้วเป็นพลังสร้างประเทศไทย ผมหวังว่าพรรคการเมืองทั้งหลายจะก้าวข้ามความขัดแย้ง” ดร.สมคิด กล่าว 



"อุตตม" ประกาศสร้างอนาคตไทยชูนโยบายแก้หนี้ เสนอพักหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย 5 ปี

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2565  ที่โรงแรมศิวา รอยัล จังหวัดพัทลุง พรรคสร้างอนาคตไทย นำโดย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานพรรคสร้างอนาคตไทย ดร.อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคและประธานภาคใต้ นายวิเชียร ชวลิต รองหัวหน้าพรรคและผู้อำนวยการพรรค นายนริศ เชยกลิ่น รองหัวหน้าพรรคและโฆษก นายรักษ์พงษ์ เซ่งเจริญ กรรมการบริหารพรรค นายวัชระ กรรณิการ์ รองเลขาธิการพรรค และนายกำพล ปัญญาโกเมศ ประธานกรรมการวิชาการเพื่อการสร้างอนาคตไทย นางสาวโชนรังสี เฉลิมชัยกิจ กรรมการบริหารพรรคและรองโฆษกพรรค เปิดเวทีปราศรัย และเปิดตัว 3 ว่าที่ผู้แสดงเจตจำนงเป็นผู้สมัคร ส.ส. พัทลุง

 

นายอุตตม กล่าวบนเวทีกิจกรรมที่พัทลุงว่า ตนมายืนที่ตรงนี้ วันนี้ หวังที่จะให้เห็นกับตาเรื่องที่นายนิพิฎฐ์บอกกับตนว่า คนพัทลุงมีความพิเศษอย่างหนึ่งคือ “หัวใจใหญ่กว่าปอด” เพราะเป็นคนพูดจริงทำจริง รักใครแล้วรักเลย เรียกว่ารักหมดใจ ที่สำคัญคนพัทลุงมีพลังพิเศษที่เรียกว่า “พลังรักบ้านเกิด” พร้อมที่จะทุ่มเทเพื่อสร้างสิ่งดีๆให้กับบ้านเกิดเมืองนอน วันนี้ตนได้เห็นหัวใจและพลังของคนพัทลุงแล้ว และพรรคสร้างอนาคตไทยขอประกาศที่จะรับใช้และเป็นหนึ่งเดียวกับคนพัทลุง


ทั้งนี้หลายปีที่ผ่านมาพัทลุงขาดโอกาสการพัฒนาอย่างน่าเสียดาย ทั้งที่มีทรัพยากร ธรรมชาติมากมาย ทั้งการเกษตรและการท่องเที่ยว โดยทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้มีรายได้ผลิตภัณฑ์มวลรวมทั้งหมดประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท แต่เมื่อมองไปในรายละเอียดแต่ละจังหวัดกลับมีความแตกต่างกันมาก เช่นเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตรายได้ต่อหัวประชากรเกือบ 3 แสนบาทต่อปี แต่พัทลุงมีรายได้ต่อหัวเพียง 6 หมื่นกว่าบาทต่อปี ดังนั้นจึงต้องคิดทำอย่างไรให้รายได้คนพัทลุงเพิ่มขึ้น ด้วยการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและกระจายรายได้ให้ทั่วถึงมากขึ้น


อย่างไรก็ตามปัญหาสำคัญในปัจจุบันคือหนี้สินของประชาชนที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน เนื่องจากเป็นตัวถ่วงทำให้ประชาชนไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ วันนี้หนี้สินครัวเรือนคนไทยอยู่ที่ 15 ล้านล้านบาท ที่สำคัญเป็นหนี้นอกระบบซึ่งน่าจะมีมูลค่าในระดับหลักแสนล้านบาท พรรคสร้างอนาคตไทยจึงชูนโยบายแก้ไขหนี้แบบเบ็ดเสร็จ


โดยการแก้ปัญหาหนี้จะต้องทำ 3 เรื่องพร้อมๆกัน คือ 1.ปรับโครงสร้างหนี้ หยุดหนี้ทั้งหมดทั้งต้นทั้งดอก อย่างน้อย 5 ปี เพราะหากไม่ทำเช่นนี้ปัญหาก็จะวนกลับมา 2.เติมทุนใหม่ให้ประชาชนนำไปต่อยอดทำรายได้เพิ่ม 3.เติมความรู้และเทคโนโลยีใหม่เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสในการสร้างรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ทั้งนี้ก่อนนายอุตตมขึ้นกล่าว มีการแนะนำว่าที่ผู้สมัครพรรคสร้างอนาคตไทยจังหวัดพัทลุง 3 เขต ประกอบด้วย นายเอกภัทร ภัทร์รัศมี เขต 1 นายพลกฤษณ์ คล้ายวิตภัทร เขต 2 และนายวัฒนา เรืองแก้ว เขต 3


วันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2565

สมาคมสื่ออีสานสร้าง"นักข่าวชาวบ้าน"สู่นักสื่อสารมืออาชีพ

สมาคมเครือข่ายหนังสือพิมพ์ วิทยุ และสื่อออนไลน์ ภาคอีสาน ร่วมกับร่วมกับ องค์การบริหารส่วนตำบลวังหินลาด,ศูนย์ศึกษาพระเครื่อง จ.ขอนแก่น และไทยเสรีนิวส์ จัด โครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวยุคดิจิทัล "นักข่าวชาวบ้าน" ประจำปี 2565 ขึ้น ในวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ.2565 ณ ห้องประชุม องค์การบริหารส่วนตำบลวังหินลาด อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น โดยมี นายไพศาล วงค์ซีวะสกุล ปลัดอาวุโสอำเภอชุมแพ เป็นประธานเปิดการอบรมฯ ผศ.ดร.อำไพพรรณ สิงห์สกุล ผอ.ศูนย์ศึกษาพระเครื่อง จ.ขอนแก่น กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดโครงการฯ นายยุทธนา ชินทะนาม ประธานสภาฯ อบต.วังหินลาด ,คณะผู้บริหาร อบต.วังหินลาด ,ผู้นำชุมชน และผู้ใหญ่บ้านทั้ง 12 หมู่บ้าน เข้าร่วมอบรม

โดยมี อาจารย์จำรัส จันทนาวิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านสื่อสารมวลชน เป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่องการหลอกลวงในโลกออนไลน์ ,วิธีการสร้างเรื่อง Content สร้างสื่อและตกแต่งแก้ไข ,การถ่ายภาพด้วยมือถือ และการตกแต่งภาพด้วยโปรแกรม Snap Seed, Canva, เทคนิคการถ่ายภาพ ,การเขียนข่าวเพื่อการประชาสัมพันธ์และ พ.ท.พิสิษฐ์ ชาญเจริญ นายกสมาคมเครือข่ายหนังสือพิมพ์ วิทยุ และสื่อออนไลน์ ภาคอีสาน บรรยายเรื่องรู้จักสื่อออนไลน์ ,เทคนิค การนำเสนอข่าวผ่านสื่อออนไลน์และการใช้ Social Media ,จริยธรรมสื่อมวลชน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และ พ.ร.บ.PDPA และในช่วงบ่ายเป็นการแบ่งกลุ่ม Work shop ระดมสมอง แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น โดยคณะวิทยากร

พ.ท.พิสิษฐ์ ชาญเจริญ นายกสมาคมเครือข่ายหนังสือพิมพ์ วิทยุ และสื่อออนไลน์ ภาคอีสาน เปิดเผยว่า "นักข่าวชาวบ้าน" เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่คนในชุมชนหันมาจับกล้องสวมบทบาทเป็นนักข่าว บอกเล่าเรื่องราวในท้องถิ่นของตน ซึ่งแนวคิดนี้กำลังอยู่ในกระแสความสนใจ โดยมีการขยายแนวคิดนี้ ให้คนธรรมดาที่สนใจได้เปลี่ยนบทบาทเป็นนักข่าวชาวบ้าน ทำให้เกิดคำถามว่า "นักข่าวชาวบ้าน" มีมโนทัศน์เกี่ยวกับจริยธรรมสื่อในการผลิตและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอย่างไร การรายงานข่าวสาร ข้อมูล เรื่องราวเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ หรือความสนใจของประชาชนผ่านทางสื่อออนไลน์อย่างเป็นอิสระ โดยไม่ได้ผ่านการฝึกฝนหรืออบรมวิชาชีพสื่อสารมวลชน ผลิตเนื้อหาข่าวเผยแพร่ไปสู่สาธารณะด้วยตัวเอง การรายงาน ข้อมูลข่าวที่เน้นความรวดเร็วของนักข่าวชาวบ้านผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งไม่มีการตรวจสอบโดยกองบรรณาธิการ ทำให้เกิดปัญหาข่าวสารที่มีลักษณะไม่รอบด้าน หรืออาจมีการเผยแพร่รูปภาพที่ไม่สมควรออกไป นำไปสู่ปัญหาการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล การละเมิดลิขสิทธิ์ และหมิ่นประมาท เพื่อแก้ปัญหาข้างต้น กระบวนทัศน์ในการกำกับดูแลสื่อ โดยมี จรรยาบรรณสื่อหรือจริยธรรมสื่อมาเป็นแนวทางพื้นฐานในการปฏิบัตินั้น สมาคมเครือข่ายหนังสือพิมพ์ วิทยุ และสื่อออนไลน์ ภาคอีสาน ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในอิทธิพลของสื่อต่างๆ โดยเฉพาะสื่อโซเซียลมีเดีย จึงต้องการส่งเสริมให้เยาวชนและประชาชนในตำบลวังหินลาด อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนจาก 12 หมู่บ้าน ได้เรียนรู้ ฝึกฝนทักษะ พร้อมฝึกปฏิบัติการผลิตสื่อแบบเข้มข้นจากนักสื่อสารมืออาชีพ ให้ความรู้ในการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลในยุคดิจิทัล เพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สำหรับงานด้านประชาสัมพันธ์ พร้อมทั้งมีความรู้ความเข้าใจในสื่อต่างๆ โดยเฉพาะสื่อโซเซียลมีเดีย และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวัน และการทำงานในอนาคตได้

https://www.banmuang.co.th/news/region/300176

วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2565

"ไทยสร้างไทย" ชูนโยบายแก้เพิ่มสร้าง ปลดล็อกเศรษฐกิจประเทศ

วันที่ 10 ตุลาคม 2565   ที่ห้องบอลรูม 1 โรงแรม ไฮแอท รีเจนซี่ บางกอก สุขุมวิท พรรคไทยสร้างไทยจัด “ถึงเวลา…ปลดล็อกเศรษฐกิจ”  เปิดนโยบายเศรษฐกิจพรรคไทยสร้างไทย  ภายในงาน ดร.โภคิน พลกุล ประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศพรรคไทยสร้างไทย ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันอำนาจนิยม ที่ไม่รับฟังเสียงประชาชน กติกาที่เป็นไปเพื่อคนใดคนหนึ่ง โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ  เราจึงต้องสร้างรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน รวมถึงการปลดล็อคระบบรัฐราชการ ที่เป็นอุปสรรคในการทำมาหากิน และพรรคไทยสร้างไทยจึงมีเป้าหมายในการสร้างนโยบายให้พี่น้องประชาชนอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี ตั้งแต่เกิดจนแก่ ดังนั้นเราต้องปลดปล่อยประชาชน Liberate และเพิ่มพลังให้กับประชาชน Empower พรรคไทยสร้างไทยจึงมีนโยบายบำนาญประชาชน 3,000 บาท เรียนฟรีจนจบปริญญาตรี หรือกองทุนคนตัวเล็ก เพื่อให้พี่น้องมีพลังและลุกขึ้นมาทำมาหากินได้อย่างเข้มแข็ง

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี รองหัวหน้าพรรคและประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจพรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยประสบปัญหา หลายประการตัวเลขทางเศรษฐกิจที่เป็นเครื่องยนต์หลักสำคัญในการขับเคลื่อนทั้ง 4 ตัว คือ การส่งออก การท่องเที่ยว การลงทุน และ การบริโภคภายในติดลบทุกตัว พรรคไทยสร้างไทยจึงเสนอแพคเกจนโยบาย แก้เพิ่ม สร้าง คือ การแก้หนี้ เพิ่มเงินในกระเป๋า และ สร้างเศรษฐกิจโลกใหม่ เพื่อเป็นเครื่องมือใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ 


นายสุพันธุ์ชี้ว่า ปัญหาหลักของประเทศตอนนี้ที่ต้องเร่งแก้คือปัญหาหนี้ โดยพรรคไทยสร้างไทยมีนโยบายสำคัญคือการแก้หนี้ โดยเปิดตัว 3 กองทุน คือ 1.กองทุนฟื้นฟูหนี้เสีย “ปลดล็อกเครดิตบูโรให้ประชาชน” นายสุพันธุ์ชี้ว่า หนี้เสียที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 เมื่อช่วงต้นปีมีประมาณ 100,000 ล้านบาท แต่วันนี้เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 500,000 ล้านบาท จึงต้องเร่งปลดล็อกเครดิตบูโร แก้ปัญหาดอกเบี้ย และ กู้อิสรภาพในการกู้เงิน 2. กองทุน SMEs เพื่อช่วยเหลือในการทำธุรกิจ ทั้งภาคท่องเที่ยว และ วิสาหกิจชุมชน และ 3. กองทุนเครดิตประชาชนเพื่อจะแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ให้ประชาชนสามารถผ่อนชำระได้โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ดอกเบี้ยต่ำ และ ผ่อนชำระรายวันได้


ต่อมาจะเป็นการเพิ่มเงินในกระเป๋า โดยนายสุพันธุ์ ระบุว่าจะเน้นสิ่งที่ประเทศไทยมีจุดแข็ง พัฒนาต่อได้ ด้านแรกคือ ด้านการเกษตร และ อาหาร ที่จะต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการผลิต ระบบชลประทานที่จะต้องแก้ไข หาวัตถุดิบราคาถูก เช่น ปุ๋ย เมล็ดพันธ์ และมีการจับคู่เกษตรกรกับผู้รับซื้อผลผลิต การแบ่งโซนนิ่ง ต่อมาคือด้านสุขภาพและวิถีชีวิต ที่จะสนับสนุนให้ไทยเป็น Medical Hub ในทุกมิติ ทั้งแพทย์แผนปัจจุบัน และ แพทย์ทางเลือก การผลิตเวชภัณฑ์ เครื่องสำอาง สมุนไพรไทย และ การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ให้มีความเป็น Universal Design มากขึ้น และสุดท้าย คือด้านการท่องเที่ยว ที่รัฐจะผลักดันการใช้งานแพลตฟอร์มของไทย เช่น Thai Guide หรือ ไทยเท่ ให้นักท่องเที่ยวจองที่พัก ร้านอาหาร การเดินทางได้ในราคาถูกกว่า ไม่ต้องพึ่งพาแอปของต่างชาติ รัฐโปรโมทให้ไม่ต้องเสียค่าโฆษณากับแอปพลิเคชั่นต่างชาติ 


ส่วนสุดท้ายคือการสร้างเศรษฐกิจโลกใหม่ หรือ New World Economy คือการแก้ปัญหาของใหม่ๆ ของโลกในปัจจุบันด้วยวิธีการใหม่ เช่นปัญหาความมั่นคงทางอาหารที่ไทยต้องพลิกวิกฤตเป็นโอกาสโดยการส่งเสิรมอาหาร 5 ด้าน ได้แก่อาหารเเสริมสุขภาพ อาหารทางการแพทย์ อาหารอินทรีย์ อาหารทางนวัตกรรม และอาหารสำหรับตลาดเฉพาะให้มากขึ้น นอกจากนั้น ต้องสนับสนุนอุตสาหกรรมไทยให้สิทธิประโยชน์ใน BOI ลดหย่อนภาษีนักธุรกิจในประเทศ เพื่อที่จะแข่งขันกับทุนต่างชาติได้  และต้อง ปรับตัวชี้วัดและกฎเกณฑ์ต่างๆ ต้องมีการดู GDP ของ SMEs แยกออกมาอีกตัวหนึ่ง มีการดูหนี้ในระบบมาเป็นตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญเพิ่มขึ้นไปกว่าแค่ดู GDP ทั้งประเทศ 

นายสุพันธุ์ ทิ้งท้ายว่า สิ่งสำคัญทั้งในการค้าและการเมืองคือความเชื่อมั่น และวันนี้ตนเชื่อมั่นในพรรคไทยสร้างไทย และ หวังว่าประชาชนคนตัวเล็กทั้งประเทศจะเชื่อมั่นพรรคไทยสร้างไทยต่อไปด้วย


วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2565

"ปลัดมท." โพสต์โต้ "ก้าวไกล" ยัน "โคก หนอง นา โมเดล" ไม่ล้มเหลว กระแสตอบรับดีได้ประโยชน์เกินคุ้มกับงบฯ

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2565 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจ Suttipong Juljarern ชี้แจงโครงการโคกหนองนาโมเดล หลังจากว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.จากพรรคก้าวไกลออกมาเปิดเผยข้อมูล โครงการโคกหนองนา ล้มเหลวความว่า


"ผมยืนยันว่าการนำงบประมาณมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนของรัฐบาลนั้นไม่ได้ล้มเหลว เราดำเนินการทั้งสิ้น 7 กิจกรรม ในโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคกหนองนา จำนวน 25,179 โครงการ ทั่วประเทศ นั้นได้ประโยชน์เกินคุ้มกับงบประมาณที่ลงไป"


ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการพึงพอใจอย่างมาก (ดังรายละเอียดของงานวิจัยที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทำให้ Grisda) ที่ผมส่งให้มาพร้อมนี้


การนำเสนอของหน่วยตรวจสอบอย่าง สตง. ท่านตรวจสอบบางโครงการ บางพื้นที่ จนกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย กลายเป็นผู้ร้าย ซึ่งยังน้อยกว่าการด่วนสรุป ทำลายล้างโครงการ ที่มีการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่มาประยุกต์สู่โคกหนองนา ว่าล้มเหลว


อ่านบทสรุปของผู้บริหารที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำไว้ 15 หน้าก็ได้ครับ


อนึ่ง เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2565 "นายอดิศักดิ์ สมบัติคำ" หรือ "จ่าตา" ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. พรรคก้าวไกล จ.มหาสารคาม ได้ออกมาเปิดรายงานสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถึงผลการตรวจสอบโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ "โคก หนอง นา โมเดล" ของกรมพัฒนาชุมชน ซึ่งจากรายงานพบว่าโครงการแทบไม่เดิน ทำจริงไม่ได้ ยังไม่เกิดผลทางปฏิบัติ


"นายอดิศักดิ์"  อ้างว่า สตง. เขียนเอาไว้ชัดเจนว่า โครงการมีปัญหา 3 เรื่อง ที่ทำให้โคก หนอง นาเป็นโครงการส่อล้มเหลว


1. โครงการล่าช้าไม่เป็นไปตามแผนงานที่กำหนด ณ วันที่ 30 กันยายน 2564 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดโครงการ กรมพัฒนาชุมชนทำเสร็จเพียง 1 จาก 6 กิจกรรม ทำให้ต้องขอขยายเวลากว่า 2 รอบ ถึงจะปิดโครงการได้


2. พื้นที่เรียนรู้ชุมชนต้นแบบทำไม่ได้จริง ส่วนใหญ่ยังทำไม่ได้ตามแบบ บางที่ยังสร้างไม่เสร็จ บางที่ยังไม่ได้เริ่มสร้าง ส่วนที่สร้างเสร็จแล้วยังไม่มีการจัดเตรียมความพร้อมด้านสื่อการเรียนรู้ วัสดุ อุปกรณ์เพื่อใช้สำหรับการสาธิตและ ฝึกปฏิบัติประจำฐานเพื่อการเรียนรู้


3. ครุภัณฑ์อุปกรณ์ต่างๆ ในวันที่ สตง. ลงไปตรวจสอบ ยังถูกใช้ไม่ครบ ซึ่งมีทั้งบางที่ยังไม่ได้ใช้อุปกรณ์เลยแม้แต่รายการเดียว บางที่ใช้ไปแค่บางส่วน หรือก็คือ งบอุปกรณ์ที่จัดซื้อลงไปถูกเอาไปวางทิ้งไว้เฉยๆ


"ตามศูนย์อบรมที่โคก หนอง นา ให้เกษตรกร ยังแทบจะไม่มีการอบรมให้เกษตรกรเอาไปใช้จริงเลย" ผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.ก้าวไกล กล่าว






















วันเสาร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2565

"สุพันธุ์" อัดรัฐนโยบายพักหนี้ แต่ไม่พักดอก เท่ากับซ้ำเติมประชาชน"เจ็บ จน เจ๊ง"

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2565  นายสุพันธุ์ มงคลสุธี อดีตประธานกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในฐานะรองหัวหน้าพรรคและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคไทยสร้างไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ภูเก็ตที่ผมเห็นวันนี้มันไม่ต่างอะไรกับเมืองร้าง!


แม้รัฐบาลจะเปิดประเทศ นักท่องเที่ยวเริ่มกลับมาบางส่วน แต่ผู้ประกอบการหลายรายยังไม่สามารถกลับมาเปิดกิจการได้ เพราะเจ็บหนักจากโควิด แม้จะมีนโยบายพักหนี้ แต่ไม่พักดอกเบี้ย ดอกเบี้ยที่วิ่งทุกวัน ประกอบกับหนี้เสียที่เกิดขึ้นตอนปิดประเทศ ซ้ำเติมประชาชนให้ "เจ็บ จน เจ๊ง"


โดยเฉพาะโรงแรมเล็ก ยิ่งเจ็บหนัก เพราะมี พ.ร.บ.โรงแรม ที่ร่างขึ้นมาตั้งแต่ปี 2547 ควบคุมเงื่อนไขการเปิดโรงแรมที่เหมาะสำหรับโรงแรมขนาดใหญ่ แต่โรงแรมขนาดเล็กที่มีห้องหลักสิบ ไม่สามารถทำได้ เช่น พื้นที่ว่าง 30% หรือทางเดินและบันไดในอาคารต้องกว้าง 1.2 เมตรขึ้นไปเป็นต้น โรงแรมเล็กไม่สามารถทำได้แน่นอน นอกจากทุบตึกสร้างใหม่ เพราะพวกเขาปรับปรุงอาคารพาณิชย์มาเป็นที่พักให้เช่าก่อนที่จะมีกฎหมายฉบับนี้ แถมช่วงเวลาผ่อนปรนที่รัฐบาลให้ผู้ประกอบการเหล่านี้ไปปรับปรุงให้ได้มาตรฐานตามกฎหมายก็ต้องเจอกับโควิดและล็อกดาวน์ ขาดรายได้ เป็นหนี้ ทำให้โรงแรมเล็กตอนนี้ทยอยกันปิดตัว ถูกธนาคารยึด และขายทอดตลาด เฉพาะป่าตองอย่างเดียว ปิดตัวไปเกือบ 200 แห่ง มูลค่าความเสียหายกว่า 68,000 ล้านบาท


เมื่อโรงแรมเล็กหายไป แล้วเกิดอะไรขึ้น? ระบบนิเวศทางเศรษฐกิจในชุมชนก็พังไปด้วย โรงแรมขนาดเล็กเหล่านี้ มีแค่ที่พัก หรือขายอาหารด้วยนิดหน่อย แต่นักท่องเที่ยวเมื่อมาพักแล้วก็จะมากินมาเที่ยว มาใช้จ่ายในชุมชน ต่างจากโรงแรมขนาดใหญ่ที่มีทุกอย่างให้บริการในตัว จากที่โรงแรมเหล่านี้เคยเป็นหูเป็นตา ตามตรอกซอกซอยในภูเก็ต ก็กลับปิดไฟมืดทำให้ตรอกซอยที่เคยสว่างก็ดูน่ากลัวสำหรับผู้มาเยือน แถมเมื่อปิดกิจการก็ต้องเลิกจ้างพนักงาน เลิกใช้บริการซักรีดหรือรับซื้อผลผลิตจากในชุมชน โรงเรียนบางแห่งแทบไม่เหลือนักเรียน เพราะคนย้ายไปหางานที่อื่นกันหมด


ภาพที่ผมถ่ายมาคือโรงแรมเล็กที่ปิดตัวตามสองข้างทางในป่าตอง จ.ภูเก็ต บางที่ถูกยึดจนธนาคารมาติดป้ายประกาศขายก็แล้ว ทุกวันนี้ยังขายไม่ได้ ป้ายขาดเปื่อยไปก็มี เพราะเศรษฐกิจไม่ดีไงครับ รัฐบาลที่มองแต่จีดีพี แล้วเอากฎหมายมาปิดขวางการทำมาหากินของประชาชนคนตัวเล็ก มันจะทำให้เศรษฐกิจไทยค่อยๆ ตายไปเรื่อยๆ จากฐานราก เหมือนต้นไม้ที่รากเน่าไม่มีผิด ถ้าผู้บริหารประเทศยังนั่งกันอยู่ในห้องแอร์ ไม่ลงมาดูปัญหาของคนรากหญ้าจริงๆ พวกคุณก็จะเกาไม่ถูกที่คัน ตัดเสื้อผิดไซส์ คนตัวเล็กก็ตายไป คนตัวใหญ่ก็อ้วนขึ้น


วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2565

ผลวิจัย "วช."หนุนระบุชัด! ภาคธุรกิจท่องเที่ยวคนตัวเล็กรอดได้ เพราะแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง

วันที่  30 กันยายน 2565  สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้สนับสนุนโครงการวิจัยการสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ ต่อแรงงานที่เคลื่อนย้ายกลับสู่ท้องถิ่นในภาคธุรกิจท่องเที่ยวและบริการภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ดำเนินโครงการโดย รศ.ดร เจริญชัย เอกมาไพศาล คณะการจัดการการท่องเที่ยว สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ทั้งนี้จากการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมาส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ที่พัก รวมถึงร้านอาหารต่าง ๆ ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก ทั้งผู้ประกอบการและลูกจ้าง หรือ พนักงาน จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการและลูกจ้างต้องปรับตัวเองเพื่อความอยู่รอด ทำให้ธุรกิจต้องปรับการบริหารจัดการแบบยืดหยุ่นในช่วงภาวะวิกฤต มีความหลากหลายในด้านบริการ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า นำหลักบริหารแบบครอบครัวมาปรับใช้เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีมีความเห็นอกเห็นใจกันทั้งนายจ้างและลูกจ้างเพื่อความอยู่รอด ในขณะที่ลูกจ้าง หรือพนักงานที่ต้องเจอมรสุมออกจากงานกลับถิ่นฐานจะต้องปรับตัวเองนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ มีความรู้ทักษะในการหารายได้ในยุคดิจิตอล


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า จากวิกฤตด้านสาธารณสุขที่ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยต้องเผชิญจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้หลายภาคธุรกิจแทบตั้งหลักไม่ทัน ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ทั้งปิดกิจการ ลดพนักงาน รวมถึงปรับปรุงการบริการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ มีนวัตกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องหลายโครงการที่ทาง วช. ได้ให้การสนับหนุนเพื่อนำองค์ความรู้ไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชน รวมไปถึงงานวิจัยที่นำเสนอโดยทีมวิจัยจากคณะการจัดการการท่องเที่ยว สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ในเรื่องการสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจต่อแรงงานที่เคลื่อนย้ายกลับสู่ท้องถิ่นในภาคธุรกิจท่องเที่ยวและบริการภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อนำองค์ความรู้นี้ไปปรับใช้ให้ผู้ประกอบการและพนักงานลูกจ้างฝ่ามรสุมวิกฤตนี้ไปให้ได้


รศ.ดร. เจริญชัย เอกมาไพศาล อาจารย์คณะการจัดการการท่องเที่ยว สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เปิดว่า ธุรกิจขนาดใหญ่ที่วางโครงสร้างไว้ดีแม้จะต้องปรับตัวเองหลายด้านแต่ก็สามารถฝ่าวิกฤตไปได้ แต่มีธุรกิจจำนวนไม่น้อยที่ต้องปิดตัวลง ส่งผลให้มีการเลิกจ้างพนักงาน ซึ่งผลจากการวิจัยพบว่าจากสถานการณ์โควิด -19 ทำให้ลูกค้าน้อยลง รายได้ลดลงมาก  ส่วนของพนักงานหรือลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 มีจำนวนไม่น้อยต้องกลับถิ่นฐานเดิม และพยายามหารายได้มาเลี้ยงชีพ ซึ่งในกลุ่มนี้จำเป็นอย่างยิ่งต้องมีทักษะที่หลากหลายในยุคดิจิตอล การสร้างรายได้บนมือถือหรือที่เรียกว่าการขายของออนไลน์ ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่ง การเสริมความรู้ด้านเทคโนโลยี เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะของตลาดในยุคปัจจุบัน 


ที่สำคัญคือการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ ต้องรู้จักประมาณตน มีการวางแผนการดำเนินชีวิต ประหยัดรู้จักออม เพื่อสามารถนำเงินมาใช้ในคราวจำเป็นเมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตต่าง ๆ เนื่องจากปัญหาแรงงานไทยจะประสบปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เยอะมาก ต้องปรับพฤติกรรมเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง ซึ่งผลจากการวิจัยนี้เชื่อว่าเป็นองค์ความรู้ในการสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจในระยะยาว เมื่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับตลาดแรงงาน สินค้าและบริการ ต้องปรับกลยุทธ์รับมือเพื่อความอยู่รอด


ขอบคุณข้อมูลจากเพจสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ


ชูนโยบายกองทุนสร้างอนาคตไทย แก้ปัญหา 3 น. ช่วยพัฒนาเกษตรกรยั่งยืน

วันศุกร์ที่ 30 กันยายน 2565  ศ.ดร.กำพล ปัญญาโกเมศ รองหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย กล่าวถึงนโยบายเปลี่ยนวิถีชีวิตเกษตรกรไทย เพื่อนำไปสู่การสร้างอนาคตเกษตรกรไทยว่า วันนี้ การปฏิรูปคงไม่พอสำหรับภาคการเกษตร แต่ต้องปฏิวัตินโยบายภาคการเกษตร ที่ออกแบบนโยบายโดยมองจากปัญหาของเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง (Farmer Centric Policy) และต้องเป็นนโยบายที่มีเป้าหมายในการเพิ่มเงินได้สุทธิ (Gross Domestic Income: GDI) ของเกษตรกร ว่าเกษตรกร ทำเกษตรกรรมแล้วหลังหักต้นทุน ต้องมีเงินได้สุทธิเท่าไร ถึงสามารถปลดหนี้ มีเงินเหลือเพียงพอ ที่จะทำให้เกษตรกรและครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น


ทั้งนี้ ตนมองว่าสถานการณ์ของภาคการเกษตรมีความย้อนแยังกันมาก โดยด้านหนึ่งประเทศไทยเป็นแชมป์การส่งออกข้าว ขณะที่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวกลับติดกับดักปัญหาหนี้สินสืบทอดกันมาทุกช่วงอายุเหมือนมรดกบาป ซึ่งทำให้ตนเกิดคำถามว่า ภาครัฐจะภูมิใจไปทำไมว่าประเทศไทย เป็นแชมป์ส่งออกข้าว แชมป์ส่งออกยาง ในเมื่อเกษตรกรไทยยังเป็นหนี้เป็นสิน ในเมื่อเกษตรกรรมไทยยังเป็นอาชีพที่ผลตอบแทนต่ำแต่ความเสี่ยงสูง ในเมื่อเกษตรกรไทยยังต้องส่งลูกหลานไปทำงานในเมืองใหญ่ เพื่อส่งเงินกลับมาให้ครอบครัวเพื่อใช้หนี้เกษตรกร


ศ.ดร.กำพล กล่าวต่อว่า แนวทางการแก้ปัญหาหลักของเกษตรกรต้องมี  3 น. ได้แก่ หนี้ น้ำ และ หนังสือเอกสารทำกิน ซึ่งหนี้สินเกษตรกร ณ ปี 2564 ยอดกว่า 6 แสนล้านบาท โดยค่าเฉลี่ยต่อครัวเรือนรายภาค ณ ปี 2564 ได้แก่ กรุงเทพ 96,610 บาท ภาคกลาง 346,267 บาท ภาคเหนือ 313,752 บาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 264,471 บาท ภาคใต้ 395,112 บาท

ขณะที่น้ำ: 58% ของพื้นที่ ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำเพื่อการการเกษตร และสุดท้ายหนังสือเอกสารทำกิน: 40% ของครัวเรือนเกษตรกร ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน ต้องเช่าที่ดินเพื่อทำการเกษตร


ทั้งนี้ พรรคสร้างอนาคตไทย มองว่าแนวทางสำคัญในการสร้างอนาคตให้เกษตรกรไทย ต้องมุ่งเน้นการใช้องค์ความรู้จากศาสตร์พระราชา ปราชญ์ชาวบ้าน เกษตรผสมผสาน  ผนวกกับส่งเสริม AgriTech Startup ให้นำองค์ความรู้ด้าน Big Data, Data Analytics, AI, Digital Technology รวมถึงนวัตกรรมด้านการเงิน มาออกแบบนโยบายด้านการเกษตร เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร เพื่อเพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่าย ลดความเสี่ยง เพิ่มโอกาสการเข้าถึงสิทธิในที่ดินทำกิน รวมถึงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร โดยมุ่งเพิ่มเงินได้สุทธิของเกษตรกรไทย และพัฒนาภาคการเกษตรของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน


ซึ่งแนวคิดดังกล่าว พรรคจะขับเคลื่อนภายใต้นโยบายตั้งกองทุนสร้างอนาคตไทย 3 แสนล้านบาท ซึ่งกองทุนนี้สามารถนำมาใช้ในการแก้ปัญหาหนี้ ทั้งการพักหนี้และเติมทุน เพื่อต่อลมหายใจให้กับเกษตรกร รวมถึงการส่งเสริมเกษตรกรในด้านต่างๆ ทั้งด้านส่งเสริมองค์ความรู้ การเข้าถึงเทคโนโลยีและปัจจัยการผลิตผ่านระบบเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) การสร้างบ่อน้ำเพื่อการเกษตร เป็นต้น  เพื่อทำให้เกษตรกรสามารถยืนด้วยขาของตัวเอง 


ด้านการลดต้นทุนและสร้างรายได้เสริม ทางพรรคสร้างอนาคตไทย มีนโนยาย 4 โซลาร์ ประกอบด้วย 1.โซลาร์รูฟท็อป ที่สามารถสร้างรายได้และลดรายจ่ายให้เกษตรกร 2.โซลาร์ฟาร์มบนมิติโรงไฟฟ้าชุมชน ที่สามารถผสมผสานพลังงานเกษตรและแสงอาทิตย์ 3.โซลาร์สูบน้ำบาดาลทั่วทั้งประเทศ ทำให้เกษตรกรมีน้ำเพื่อการเกษตรด้วยแสงอาทิตย์ และ 4.โซลาร์ลอยน้ำ เพื่อเพิ่มศักยภาพและความมั่งคงด้านพลังงานของประเทศ


 


วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2565

เวที SX 2022 ศูนย์สิริกิติ์"พุทธ-คริสต์-อิสลาม" ชูชุมชน "กะดีจีน-คลองสาน" ต้นแบบศาสนากับการพัฒนาที่ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 29 กันยายน2565 ที่ผ่านมา ในงาน Sustainability Expo 2022 หรือ SX 2022 มหกรรมด้านความยั่งยืนที่ใหญ่สุดในอาเซียน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 40,000 ตารางเมตร ของศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์  ระหว่างวันที่ 26 กันยายน ถึง 2 ตุลาคม 2565 มีการเสวนาเรื่อง "ศาสนากับความยั่งยืนของชุมชน" โดยมีผู้แทนจาก 3 ศาสนา ทั้งพุทธ คริสต์ และอิสลาม ประกอบด้วย พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม และอุปนายกสภามหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) มงซินญอร์ ดร.วิษณุ ธัญญอนันต์ รองเลขาธิการสภาประมุขบาทหลวง โรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย และฮัจยี อุมัร กาญจนกูล (วาสุเทพ กาญจนกูล) ผู้แทนชุมชนมุสลิมย่านกะดีจีน-คลองสาน ดำเนินรายการโดยนายสุรพล เศวตเศรนี ที่ปรึกษาคณะกรรมการการท่องเที่ยวโดยชุมชนและประธานจัดงาน Water & River Festival มาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น  


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) กล่าวเปิดวงสนทนาว่า สำหรับศาสนากับความยั่งยืนของชุมชนนั้น คำว่า การพัฒนาที่ยั่งยืน ได้เริ่มมีการพูดถึงและใช้เมื่อ 30 ปีก่อนเป็นครั้งแรก โดยให้ความหมายว่า เป็นการพัฒนาที่เอื้อต่อคนรุ่นต่อๆ ไป ซึ่งเป็นความหมายที่เน้นในเรื่องสิ่งแวดล้อม เพราะว่าทุกคนได้มีการหยิบยืมทรัพยากรธรรมชาติจากรุ่นลูกหลานมาใช้ จึงไม่ควรใช้อย่างสิ้นเปลือง และเหลือไว้ให้คนรุ่นลูกหลานได้ใช้บ้าง  แต่องค์การสหประชาชาติได้ขยายคำว่า ความยั่งยืน ให้มีความหมายมากกว่านั้น โดยในปี 2555 องค์การสหประชาชาติได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ว่า ภายในปี 2568-2571 โลกจะต้องบรรลุเป้าหมาย 17 ข้อ แต่เป้าหมายที่ควรทำได้ มี 3 เรื่อง คือ สังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ สรุปแล้วการพัฒนาที่ยั่งยืนจึงไม่ได้มีเพียงแค่สิ่งแวดล้อมเท่านั้น


สำหรับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 ยังคงหลักเป้าหมายทั้ง 3 เรื่อง ที่องค์การสหประชาชาติได้เน้นย้ำไว้อยู่ แต่ได้มีการนำวัฒนธรรมเข้ามา ซึ่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้มีแนวคิดที่จะนำไปสู่ความสมดุล ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม แต่เนื่องจากสังคมและวัฒนธรรมเป็นเรื่องเดียวกัน องค์การสหประชาชาติจึงควบรวมเป็นเรื่องเดียวกัน คือ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ในปี 2549 สำนักเลขาธิการสหประชาชาติจึงนำรางวัล UN Human Development Lifetime Achievement Award ซึ่งเป็นรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ ทูลเกล้าฯ ถวาย ในหลวง รัชกาลที่ 9


"หลังจากองค์การสหประชาติประกาศเป้าหมายความยั่งยืนทั้ง 17 ข้อ ฝ่ายศาสนาก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้จัดการประชุมผู้นำศาสนาที่นครรัฐวาติกัน ในปี 2562 ซึ่งมีหนึ่งประโยคที่รู้สึกประทับใจ คือ ประโยคที่ว่า 'No man left behind.' การพัฒนาที่ยั่งยืนจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ไม่ว่าจะเป็นผู้ด้อยโอกาส หรือคนยากคนจน ซึ่งเป็นพระดำรัสของพระสันตปาปา


"ทั้งนี้ ตัวผู้พูดได้มีส่วนร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนในการประชุมครั้งนี้ และมีผู้เข้าร่วมประชุมจากหลายฝ่าย รวมถึงคุณฐาปน สิริวัฒนภักดี (กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ไทยเบฟเวอเรจ) ก็ได้เข้าร่วมพูดคุยในครั้งนี้ด้วย โดยมีท่าน มงซินญอร์ ดร.วิษณุ ธัญญอนันต์ เป็นผู้ประสานงานครั้งนี้" พระพรหมบัณฑิต กล่าวและว่า


การประชุมดังกล่าวได้ข้อสรุปพื้นฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืนว่า ต้องมี 5 Ps ได้แก่ People คุณภาพชีวิตของผู้คน, Prosperity ความเจริญทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน, Planet ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, Peace สันติภาพ และ Partnership การมีส่วนร่วมเพื่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งทั้งหมดจะต้องเกิดขึ้นพร้อมเพรียงกันและจับมือไปด้วยกัน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และได้มีการยกตัวอย่างชุมชนย่านกะดีจีน-คลองสาน ที่ชุมชนชาวพุทธ คริสต์ และอิสลาม ได้ร่วมจับมือกันเป็นต้นแบบ


พระพรหมบัณฑิต  กล่าวถึงชุมชนต้นแบบว่า ผู้นำชุมชนย่านกะดีจีน-คลองสาน มีอยู่ 6 ชุมชนด้วยกัน ทั้งวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ที่เป็นหน้าด่านของชาวพุทธ ตามด้วยชุมชนวัดกัลยาณมิตร ชุมชนวัดบุปผาราม ชุมชนโรงพราหมณ์ ชุมชนมัสยิดกุดีขาวเป็นอิสลาม รวมถึงชุมชนกะดีจีนที่เป็นคริสต์ เรียกได้ว่าใน 6 ชุมชน มีถึง 3 ศาสนาอยู่ด้วยกัน ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องยากที่จะติดต่อประสานงานให้ทำงานร่วมกันจนสำเร็จได้ แต่ก็เกิดขึ้นได้และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี


"วิธีการทำงานจึงใช้ บ้าน วัด ราชการ เป็นแกนหลักในการประสานงาน เริ่มจากชุมชนพุทธจับมือกับชุมชนอื่นๆ ในย่านกะดีจีน โดยนำผู้นำศาสนาอื่นมาร่วมเวทีแลกเปลี่ยนความคิด และจากการสืบค้นทางประวัติศาสตร์พบว่า ชุมชนพุทธ คริสต์ อิสลาม เหล่านี้เริ่มสร้างชุมชนร่วมกันมาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งหากนับตั้งแต่อดีตจนมาถึงปัจจุบันก็นับได้ว่า คนในชุมชนมีความผูกพัน และนับญาติกันมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน"


การแลกเปลี่ยนข้อมูลต่าง ๆ มีองค์กรจากภาคเอกชนมาร่วมสนับสนุน โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแกนนำ ยกตัวอย่างเช่น ด้านวัฒนธรรมที่จัดร่วมกัน คือ การจัดงานลอยกระทง ที่เริ่มต้นเมื่อปี 2553 จนมาถึงปัจจุบัน โดยให้ประชาชนนำกระทงมาลอยได้ที่วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ชุมชนมัสยิดกุดีขาว และย่านชุมชนกะดีจีน ภายในงานมีขนมและอาหารขึ้นชื่อของคนในชุมชนมาวางจำหน่าย โดยที่วัดไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งปฏิบัติเช่นนี้มานานกว่า 10 ปี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน และเป็นจุดเริ่มต้นของวิสาหกิจชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง


สำหรับกิจกรรมอื่นๆ อย่างการประกวดอาหาร 3 ศาสนา ได้มีการประกวดกันอย่างละ 1 วัน การรณรงค์ไม่ให้มีการสูบบุหรี่ในศาสนสถาน และการรณรงค์เรื่องการเก็บขยะให้เป็นที่เป็นทาง รวมถึงการจัดงานศิลป์ในซอยเมื่อปี 2557 ที่ได้กลายเป็นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยมีเยาวชนในชุมชนเป็นมัคคุเทศก์น้อยพานักท่องเที่ยวเดินชมชุมชน และกลายเป็นการท่องเที่ยวเชิงพหุวัฒนธรรมไปโดยปริยาย วิธีการพัฒนาดังกล่าวเริ่มจากที่คนในชุมชน ได้ตื่นพร้อม ตื่นรู้ สร้างสรรค์ และกระจายสู่ภายนอกจนประสบความสำเร็จ โดยมีผู้นำชุมชนเป็นคนสำคัญในการประสานงาน จากชุมชนกะดีจีนได้พัฒนาไปถึงคลองสาน และกลายเป็นต้นแบบการพัฒนาชุมชนตัวอย่างของกรุงเทพมหานคร


ทั้งนี้ พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) กล่าวทิ้งท้ายว่า การพัฒนาชาติให้เริ่มที่ประชาชน และการพัฒนาคนให้เริ่มที่ใจ จะพัฒนาอะไรให้เริ่มที่ตัวเรา ดังนั้น หากนำศาสนามาขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนา คือ เติมส่วนที่ขาดให้เต็ม เติมที่เต็มให้พอ และถ้าพอให้แบ่ง ที่แบ่งให้เป็นธรรม จะทำให้ทุกพื้นที่ทุกแห่งในสังคมไทยกลายเป็นสวรรค์บนดินที่น่าอยู่ จากพลังการแบ่งปันของศาสนาสืบไป


ด้าน มงซินญอร์ ดร.วิษณุ ธัญญอนันต์ กล่าวเสริมว่า สำหรับภาคปฏิบัติของชุมชนคาทอลิก เมื่อวันที่ 14-16 กันยายนที่ผ่านมา มีการประชุมผู้นำโลกที่อัสตานา ประเทศคาซัคสถาน ที่ผู้นำศาสนาได้นั่งร่วมวงสนทนาพูดคุยกันในหัวข้อ"ศาสนาเป็นตัวแปรสำคัญในการสร้างความยั่งยืนของโลก ดังนั้น การแก้ไขปัญหานี้ต้องเริ่มจากผู้นำศาสนาในชุมชน ต้องแสวงหาจุดร่วมและสงวนจุดต่างของผู้คนที่มีวัฒนธรรมแตกต่างกัน ส่วนที่น่ากังวลอีกประการ คือ คนที่นำเอาศาสนามาเป็นเรื่องสุดโต่ง หรือชาตินิยมจัด" มงซินญอร์ ดร.วิษณุ กล่าวและว่า


นอกจากนี้ สิ่งที่พระสันตปาปาฟรานซิสทรงห่วงที่สุด คือ กลัวคนรุ่นใหม่จะลืมเลือนประวัติศาสตร์ แต่โชคดีที่สมาชิกชุมชนวัดคาทอลิกที่ซางตาครู้สกว่า 1,000 คน ไม่หลงลืมประวัติศาสตร์และช่วยรักษาวัฒนธรรมของชุมชน ผ่านการประสานงานของผู้นำศาสนาและชุมชนอื่นๆ ในบริเวณโดยรอบ ซึ่งชุมชนคริสต์คาทอลิกอยู่ตรงบริเวณนี้กว่า 253 ปีแล้ว อยู่ติดกับวัดพุทธและศาลเจ้าจีน รวมถึงพี่น้องมุสลิมทางคลองหลวง แสดงถึงความเป็นพหุวัฒนธรรมในย่านนี้ได้เป็นอย่างดี


ฮัจยี อุมัร กาญจนกูล (วาสุเทพ กาญจนกูล) ผู้แทนชุมชนมุสลิมย่านกะดีจีน-คลองสาน กล่าวถึงวิสัยทัศน์ของมัสยิดกูวติลอิสลาม หรือมัสยิดตึกแดง ว่า ย่านกะดีจีน-คลองสาน เป็นการต่อยอดและพัฒนาสู่ความยั่งยืน โดยคำว่า อิสลาม แปลว่า สันติ กล่าวคือศาสนอิสลามมีสันติ อิสรภาพ และภราดรภาพ โดยภราดรภาพนี้ ทำให้มัสยิดตึกแดงอยู่ร่วมชุมชนกะดีจีน-คลองสานมาได้อย่างเนิ่นนานแล้ว ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 เป็นต้นมา


"มัสยิดตึกแดงอยู่ใกล้กับศาลเจ้าพ่อกวนอู และวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ซึ่งมีศรัทธาและความเชื่อที่แตกต่างกัน แต่อิสลามสอนให้มีมารยาทที่ดีงาม ให้เกียรติทุกศาสนาและความเชื่อที่แตกต่าง อีกทั้งไม่มีคำสอนใดอนุญาตให้ทำไม่ดีต่อคนอื่นแต่อย่างใด จึงทำให้สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน โดยสิ่งสำคัญคือ ดุลยภาพ ที่เป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกัน จะทำให้ชุมชนมีความยั่งยืนได้อย่างแน่นอน"  ผู้แทนชุมชนมุสลิมย่านกะดีจีน-คลองสาน กล่าว


วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2565

มหาดไทยโชว์ผลผลิตโคกหนองนาสดจากพื้นที่ ในงาน SX 2022 "พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก" ศูนย์สิริกิติ์

วันพุธที่ 28 กันยายน 2565 เวลา 16.00 น. นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงกิจกรรม Live Action จากในพื้นที่ตัวอย่างความสำเร็จในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งจัดขึ้นภายในงานแสดงนิทรรศการนานาชาติ "การขับเคลื่อนเพื่อมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ในงาน Sustainability EXPO 2022 หรือ SX 2022 ในระหว่างวันที่ 26 กันยายน – 2 ตุลาคม 2565 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ว่ากิจกรรมดังกล่าวได้รับความนิยมจากผู้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก และได้มีการดำเนินการถ่ายทอดสดผ่านทางเพจ Facebook กระทรวงมหาดไทย PR ด้วย 

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กิจกรรมภายในบูธของกระทรวงมหาดไทย ประกอบด้วย 4 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมที่ 1 นิทรรศการผลการดำเนินงาน/โครงการสำคัญที่ทุกกรม รัฐวิสาหกิจ และทุกจังหวัดร่วมดำเนินการ กิจกรรมที่ 2 Live Action จากในพื้นที่ตัวอย่างความสำเร็จในเรื่องต่าง ๆ กิจกรรมที่ 3 การฝึกปฏิบัติ “พึ่งตน เพื่อโลก เพื่อเรา” และกิจกรรมที่ 4 มหาดไทยปันสุข โดยนำผลผลิตเกษตรอินทรีย์ สินค้าจากชุมชน จาก เครือข่าย ปันบุญ ปันน้ำใจ มาร่วมแบ่งปัน ให้กับผู้เข้าร่วมงาน

สำหรับกิจกรรมที่ 2 Live Action จากในพื้นที่ตัวอย่างความสำเร็จในเรื่องต่าง ๆ นั้น มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 11 เรื่อง 65 โครงการ ประกอบด้วย (1) ชุมชน SDGs จำนวน 6 โครงการ (2) โคก หนอง นา จำนวน 5 (3) ผ้าไทยใส่ให้สนุก จำนวน 11 โครงการ (4) OTOP นวัตวิถี จำนวน 6 โครงการ (5) งาน บ ว ร จำนวน 2 โครงการ (6) การจัดการขยะและถังขยะเปียกลดโลกร้อน จำนวน 3 โครงการ (7) คลองสวยน้ำใส จำนวน 4 โครงการ ( อำเภอนำร่อง 4 ภูมิภาค 17 อำเภอ (9) อปท. ต้นเเบบศูนย์บริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ จำนวน 4 โครงการ (10) สนามเด็กเล่นสร้างปัญญา จำนวน 5 โครงการ และ (11) จัดที่ดินสาธารณประโยชน์ที่มีการบุกรุกเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำ จำนวน 2 โครงการ 


ทั้งนี้ ประชาชนผู้สนใจชมงานในส่วนของกิจกรรมที่ 2 Live Action จากในพื้นที่ตัวอย่างความสำเร็จในเรื่องต่าง ๆ สามารถเข้าไปเยี่ยมชมโครงการต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง ผ่านการถ่ายทอดสดจากพื้นที่จริง ตั้งแต่เวลา 10.30 – 18.00 น. ระหว่างวันที่ 26 กันยายน – 2 ตุลาคม 2565 โดยในแต่ละวันจะมีตารางการถ่ายทอดสดในแต่ละโครงการสลับสับเปลี่ยนและหมุนเวียนกันไปจบครบทุกโครงการ อย่างไรก็ตาม หากท่านไม่สะดวกเดินทางมายังศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ก็สามารถร่วมรับชมการถ่ายทอดสดได้ทางเพจ Facebook กระทรวงมหาดไทย PR ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการรับชมกิจกรรม Live Action ดังกล่าว 


นายสุทธิพงษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การถ่ายทอดสดกิจกรรม Live Action จากสถานที่ Best Practice ต่าง ๆ ข้างต้น ถือเป็นเครื่องเตือนใจ และเป็นการตอกย้ำว่า “คนมหาดไทย ผู้นำท้องที่ และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” คือบุคคลสำคัญผู้เสียสละ อุทิศตนเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และนำพาสิ่งที่ดีที่สุดมาสู่ประชาชนคนไทยทั่วทั้งประเทศ ซึ่งเราขอสัญญาไว้ ณ ที่นี้ว่า จะไม่หยุดการสร้างความสำเร็จไว้เพียงแค่วันที่ 2 ตุลาคม 2565 ในงาน SX2022 แต่เท่านั้น แต่จะยังคงมุ่งมั่นอย่างไม่หยุดยั้งที่จะร่วมแรงแข็งขัน ช่วยกันพัฒนาไปพร้อมกับพี่น้องภาคีเครือข่าย ในการพัฒนาและยกระดับภารกิจที่ทำอยู่ในวันนี้ให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป เพื่อให้ประเทศไทยได้ก้าวไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อการพัฒนาคน ให้ได้รับการยกระดับคุณภาพชีวิตที่มั่นคงและยั่งยืนในทุกมิติ นำเสนอสร้างการรับรู้ให้กับสาธารณชนและสายตาประชาคมโลกได้รับทราบ เข้าใจ และมีส่วนร่วมในทุกระดับ 


พร้อมกันนี้ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกคนเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงาน Sustainability EXPO 2022 (SX2022) ในระหว่างวันที่ 26 กันยายน – 2 ตุลาคม 2565 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อร่วมกันแสดงพลังทำให้โลกรู้ว่า คนไทยทุกคนเป็นส่วนหนึ่งขับเคลื่อนให้ประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และจะร่วมกันขยายผลความสำเร็จ เพื่อ Change for Good สู่เป้าหมายเพื่อการพัฒนาคนในทุกช่วงวัยโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง บนพื้นฐานวิถีชีวิตที่น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ และผนึกกำลังเป็นภาคีเครือข่ายในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ สู่การพัฒนาที่เป็นรูปธรรมในทุกมิติอย่างยั่งยืน ใน 76 จังหวัด 76 คำมั่นสัญญา เพื่อการพัฒนา เพื่อความเท่าเทียม เพื่อความยั่งยืน เพื่อคนไทยกว่า 69 ล้านคน “โลกนี้เพื่อเรา”

"อุตตม" แนะ 3 แนวพัฒนาเกษตรกรไทยหายจน เป็นฐานแก้วิกฤตอาหารโลกยั่นยืน

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2565นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงปัญหาความมั่นคงทางอาหารที่เกิดขึ้นทั่วโลกในขณะนี้ โดยชี้ให้เห็นว่าถือเป็นโอกาสของประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกอาหารอันดับ 13 ของโลก แสวงหาโอกาสในวิกฤตโลกครั้งนี้ ทั้งในระยะสั้น และวางรากฐานให้ไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารโลกได้อย่างแท้จริงในระยะยาว ที่สำคัญสุดก็คือ เกษตรกรผู้ผลิตต้องได้ประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้นนี้ด้วย โดยในระยะสั้น ภาครัฐต้องเร่งช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร โดยเฉพาะต้นทุนปุ๋ยที่ราคาสูงขึ้น แต่ราคาผลผลิตกลับวิ่งตามไม่ทันต้นทุน ขณะเดียวกันภาครัฐต้องร่วมกับเอกชนผู้ส่งออกใช้โอกาสนี้เปิดตลาดประเทศใหม่ๆ ที่มีความต้องการสินค้าเกษตรทดแทนประเทศที่มีปัญหา เพื่อเพิ่มปริมาณการส่งออกของไทย


นายอุตตม ระบุต่อว่า หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาความมั่นคงทางอาหาร เนื่องจากเกิดสถานการณ์อาหารขาดแคลนและมีราคาแพง ต้นเหตุมาจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน เพราะทั้ง 2 ประเทศเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญโดยเฉพาะข้าวสาลี และรัสเซียยังเป็นผู้ส่งออกปุ๋ยรายใหญ่ เมื่อปุ๋ยขาดแคลนก็กระทบต่อปริมาณการผลิตอีกทอดหนึ่ง นอกจากนี้ยังเป็นปัญหาจากความเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศโลก ที่กำลังเป็นภัยคุกคามอย่างใหญ่หลวงในแหล่งผลิตอาหารทั่วโลก


“ผมจึงขอชวนทุกท่านมาร่วมกันคิดต่อว่า เมื่อหลายประเทศทั่วโลกมีปัญหาขาดแคลนอาหาร ขณะที่ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารอันดับ 13 ของโลก มูลค่ากว่า 1.1 ล้านล้านบาทต่อปี ดังนั้นจึงต้องคิดว่าเราจะทำอย่างไรเพื่อแสวงหาโอกาสในวิกฤตโลกครั้งนี้ ทั้งในระยะสั้นและวางรากฐานให้ไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารโลกได้อย่างแท้จริงในระยะยาว สุดท้ายที่สำคัญสุดก็คือ เกษตรกรผู้ผลิตต้องได้ประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้นนี้ด้วย” นายอุตตม ระบุ


นายอุตตม ระบุด้วยว่า สำหรับระยะสั้นผมคิดว่าสิ่งที่ควรทำในทันทีคือ ภาครัฐต้องเร่งช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร โดยเฉพาะต้นทุนปุ๋ยที่ราคาสูงขึ้นจากปีก่อนถึงเท่าตัว แต่ราคาผลผลิตกลับวิ่งตามไม่ทันต้นทุน ซึ่งหมายความว่าเกษตรกรจะไม่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้เลย ขณะเดียวกันภาครัฐต้องร่วมกับเอกชนผู้ส่งออกใช้โอกาสนี้เปิดตลาดประเทศใหม่ๆ ที่มีความต้องการสินค้าเกษตรทดแทนประเทศที่มีปัญหา เพื่อเพิ่มปริมาณการส่งออกของไทย



หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย ระบุอีกว่า ประเด็นที่ควรทำในระยะกลางและยาว เพื่อให้ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารของโลกได้อย่างแข็งแกร่งนั้น ต้องทำ 2 เรื่องสำคัญ คือ 1. ยกระดับคุณภาพและปริมาณผลผลิตต่อไร่ และ 2. ยกระดับสู่การเกษตรสมัยใหม่ เป็นอุตสาหกรรมการเกษตรที่ตอบสนองความต้องการตลาดในโลกปัจจุบัน


นายอุตตม เปิดเผยด้วยว่า เมื่อวันที่ 25 ก.ย.65 พรรคสร้างอนาคตไทยได้จัดเวทีเสวนา “สร้างอนาคตเกษตรกรไทยอย่างไรให้ยั่งยืน” โดยนายกำพล ปัญญาโกเมศ ประธานฝ่ายวิชาการ พรรคสร้างอนาคตไทย ซึ่งมีแง่มุมที่จะสนับสนุนให้เกษตรกรไทยยั่งยืน 3 ประเด็น


คือ 1.รัฐต้องเร่งช่วยลดต้นทุนปัจจัยการผลิตสำคัญ ประกอบด้วย เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และพลังงาน เพื่อเพิ่มกำไรจากการขายผลผลิตให้กับเกษตรกร เช่น สนับสนุนเมล็ดพันธุ์คุณภาพ การส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง รวมทั้งส่งเสริมการใช้พลังงานโซลาร์เซลล์ ในการทำเกษตร เป็นต้น


2.รัฐต้องปรับโครงสร้างการเกษตร พร้อมทั้งสร้างกลไกที่เท่าเทียมและเป็นธรรมในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเกษตร เพื่อส่งเสริมการเติบโตของเกษตรกร รวมทั้งเพิ่มองค์ความรู้ใหม่ๆโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยยกระดับให้เกษตรกรกลายเป็นผู้ประกอบการ


และ 3.แก้ไขปัญหาเกษตรกรไทยที่สะสมมาหลายสิบปี 3 ด้าน คือ ปัญหาหนี้สิน, ปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร และปัญหาไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ดินทำกิน


“เราต้องแก้ปัญหาเหล่านี้เพื่อให้เกษตรกรหลุดออกจากกับดักวงจรความยากจน เป็นการสร้างโอกาสในการพัฒนาสู่ความยั่งยืนในอนาคต และเชื่อว่าช่วงวิกฤตอาหารโลกในขณะนี้ หากเราสามารถดำเนินการตามแนวคิดข้างต้นได้อย่างรวดเร็ว ก็จะยิ่งเป็นการเพิ่มโอกาสทางการส่งออกสินค้าเกษตร และส่งผลดีต่อเนื่องถึงพี่น้องเกษตรกร ซึ่งพรรคสร้างอนาคตไทยจะนำแนวคิดทั้งหมดนี้ไปประมวลเป็นนโยบายของพรรคต่อไป” นายอุตตม ระบุ.

วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2565

"กทม."จับมือสิบทิศ Kick Off! นำร่องแก้จนคนเมืองเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย

เมื่อวันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2565 เวลา เวลา 09.00 น. ที่ห้องพัชราวดี ชั้น 11 อาคาร 2 โรงแรมปรินซ์พาเลซ มหานาค กรุงเทพมหานคร นายขจิต ชัชวานิชย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Kick Off) โครงการวิจัย “การแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำกรุงเทพมหานคร” ระดับพื้นที่เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย  

ปลัดกรุงเทพมหานครกล่าวว่า เชื่อว่าทุกคนที่นี่มีหัวใจที่อยากจะทำให้คนอื่นมีความสุข มีหัวใจที่อยากจะทำให้บ้านเมืองนี้ดีขึ้น และมีหัวใจที่อยากจะทำให้สังคมนี้มีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นในในอนาคต วันนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่กรุงเทพมหานคร ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) และมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่ ในการสร้างโอกาสดี ๆ ให้กับชุมชน ให้กับกลุ่มเปราะบาง อีกทั้งยังเป็นโอกาสดีที่เขตป้อมปราบศัตรูพ่ายได้เริ่มก่อนเพื่อเป็นตัวอย่างให้กับเขตอื่น ๆ ในการทำโครงการวิจัยฯ เพื่อดูแลพี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพฯ ให้มีความสุขที่สุด มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและเท่าเทียมกัน 

การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Kick Off) โครงการวิจัย “การแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำกรุงเทพมหานคร” ระดับพื้นที่เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ซึ่งมีการดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2563 ในพื้นที่ 20 จังหวัด มีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลครัวเรือนยากจน จำแนกกลุ่มเป้าหมาย ระบุปัญหาความต้องการ และหาวิธีการในการแก้ไขปัญหาที่เบ็ดเสร็จและแม่นยำ 

ในการนี้ คณะผู้วิจัยจะนำความสำเร็จดังกล่าวมาใช้ในการศึกษาเพื่อหารูปแบบที่เหมาะสมกับบริบทของกรุงเทพมหานครผ่านการปฏิบัติงานจริง เพื่อให้กรุงเทพมหานครมีต้นแบบระบบข้อมูลครัวเรือนคนจนที่สามารถนำไปใช้ได้จริง รวมถึงมีแนวทางการแก้ปัญหาความยากจนที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ และข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อจัดการแก้ไขปัญหาความยากจนของกรุงเทพมหานครที่เบ็ดเสร็จและแม่นยำ แต่การดำเนินงานเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ถูกต้อง เป็นประโยชน์นั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในพื้นที่ การสร้างความเข้าใจต่อเป้าหมาย การสร้างการรับรู้ต่อภารกิจและบทบาทของแต่ละภาคส่วนจึงมีความสำคัญ

ทั้งนี้ เนื่องจากพื้นที่เขตป้อมปราบฯ เป็นหนึ่งในพื้นที่นำร่องที่จะใช้ในการศึกษาและถอดบทเรียน กิจกรรมในวันนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งทั้งต่อพี่น้องประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ ต่อสำนักงานเขตที่เป็นหน่วยหน้าในการประสานและดำเนินการแก้ไขปัญหา และต่อกรุงเทพมหานครในการปรับปรุงรูปแบบการบริหารราชการที่เอื้อประโยชน์ต่อประชาชน เพราะทุกภาคส่วนกำลังจะร่วมกันออกแบบทิศทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนให้มีประสิทธิภาพและเกิดผลเป็นรูปธรรม ซึ่งจะสะท้อนไปสู่ความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครต่อไป


สำหรับผู้ร่วมพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ ประกอบด้วย ผู้บริหารสำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล คณะผู้แทนชุมชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม คณะทำงานโครงการการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำกรุงเทพมหานคร และผู้เกี่ยวข้อง


NT ชูธงย้ำนโยบายสิ่งแวดล้อม พร้อมหนุนไทยบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนสู่สากล ตามแนว BCG เชื่อมโยง SEP

บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ได้นำหลักการและแนวคิดในการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานการคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม แ...