วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2565

"ชัชชาติ" เข้ากราบ"เจ้าคณะกทม." ร่วมมือแนวถวายการอุปถัมภ์กิจการพระพุทธศาสนา



วันอังคารที่ 28 มิถุนายน 2565   เพจพระอาจารย์ พระธรรมวชิรมุนี วิ. โอวาทธรรมและศาสนกิจ ได้โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน เวลา 22:04 น.  ความว่า "วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๕ เวลา ๒๐.๓๐. น. พระอาจารย์ พระธรรมวชิรมุนี  วิ.  เมตตาให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พร้อมคณะเข้ากราบถวายสักการะ

เนื่องจากได้รับตำแหน่งใหม่ และได้ปรึกษาเรื่อง ความร่วมมือกันในเรื่องกิจการพระพุทธศาสนากับการถวายการอุปถัมภ์ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่เป็นความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา ณ  ศููนย์วิปัสสนานานาชาติ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์  ราชวรวิหาร

 พระธรรมวชิรมุนี วิ. พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ กองการวิปัสสนาธุระแห่งประเทศไทย  กรรมการมหาเถรสมาคม  เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการสถาบันวิปัสสนาธุระมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์"

"ดร.นฤมล" ชง 3 เพิ่ม 3 ลดแก้จน แนวเพิ่มพลังเศรษฐกิจฐานรากแนว "พปชร."



​วันอังคารที่ 28 มิถุนายน 2565 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) และหัวหน้านโยบายพรรคพปชร.ได้ โพสเฟซบุ๊ก วันนี้(28มิถุนายน 2565 )โดยระบุว่า พรรคพลังประชารัฐมุ่งเน้นที่จะขับเคลื่อนเพื่อพลังเศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่องที่เป็นนโยบายหลักของพรรคตามเป้าหมายของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าพรรคที่จะมุ่งยกระดับให้ประชาชนกินดีอยู่ดี สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนเพื่อเป็นกลไกหลักในการส่งเสริมและสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตแบบยั่งยืน

​“พรรคพลังประชารัฐ เราจะชวนทุกภาคส่วนมาร่วมกันช่วยเพิ่มพลังให้แก่คนฐานราก เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาสู้ต่อไปได้ ดันเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง และการขับเคลื่อนต้องมองแบบองค์รวมในทุกมิติโดยเฉพาะภาคเกษตรที่จะเป็นฐานรากที่สำคัญให้กับระบบเศรษฐกิจไทยต่อไป“ ศ.ดร.นฤมลกล่าว

​สำหรับแนวทางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากที่สำคัญได้แก่

1. เกษตรประชารัฐ 3 เพิ่ม 3 ลดคือ เพิ่มนวัตกรรม เพิ่มทางเลือก เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน ลดภาระหนี้ ลดความเสี่ยง กองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก

​2. ร่วมทุนระหว่างชุมชนและเอกชนเพื่อใช้เป็นกลไกการเงินชองชุมชนในการพัฒนาความเป็นอยู่ชุมชนให้ดียิ่งขึ้น

​3. ส่งเสริมเติมเต็มระบบเศรษฐกิจฐานรากให้มีความหลากหลายในการประกอบอาชีพและสร้างรายได้

​4. เติม เสริม แกร่งให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและย่อมหรือ SMEs ชุมชนรายย่อย รายเล็ก เติมทุน เสริมทักษะ เพิ่มรายได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน 2565 พรรคสร้างคนาคตไทย นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคได้ประกาศยุทธศาสตร์ที่จะแก้ไขปัญหา ปัญหาหนี้สิน รายได้ตกต่ำ ข้าวของแพง ต้นทุนการผลิตสูง เป็นต้น ภายใต้แนวคิด “ปรับ-เติม-เพิ่ม-ลด” เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ กล่าวคือวันนี้คนไทยทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการ ต้องเผชิญกับปัญหาหนี้สินสะสมมายาวนาน โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์โควิด ดังนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำคือ ปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลง จากนั้นต้องเติมเงินทุนเพื่อให้นำไปดำเนินกิจการต่อ ขณะเดียวกันก็ต้อง เพิ่มแหล่งรายได้ให้ประชาชนจากกิจกรรมที่ทำอยู่เดิมก่อนหน้านี้ และสุดท้ายต้อง ลดต้นทุนการผลิตเพื่อสร้างผลกำไรให้มากยิ่งขึ้น

“หลายสิบปีที่ผ่านมาหนี้สินของเกษตรกรไม่เคยถูกแก้ไขอย่างเบ็ดเสร็จ การพักหนี้แค่เพียงปีสองปีแต่ดอกเบี้ยเดินอยู่ไม่ได้ช่วยอะไร หากจะทำให้สำเร็จและเป็นรูปธรรม จะต้องมีการปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ ยืดหนี้ออกไปนานขึ้น จะเป็น 7-8 ปีก็ได้ แต่เกษตรกรต้องปรับตัวในการที่จะเพิ่มแหล่งรายได้ใหม่ๆ เพื่อให้ธนาคารมั่นใจว่าจะสามารถจ่ายหนี้ได้ โดยภาครัฐต้องช่วยส่งเสริมเงินทุน เทคโนโลยี และช่วยหาตลาด สุดท้ายต้องมีโครงการลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรอย่างจริงจัง” 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้จากแนวคิดของศ.ดร.นฤมลและพรรคสร้างคนาคตไทยควรจะมีการปรับเป็น" กระบวนการแก้จนตามแนวคิดโคกหนองนาโมเดิร์นแปลงใหญ่"  โดยเริ่มจากการปลอดหนี้ตามแนวคิดของพรรคสร้างอนาคตไทยด้วยวิธีการไกล่เกลี่ยหนี้ครัวเรือนที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรมดำเนินการอยู่ แล้วสร้างรายได้ให้กับผู้ที่ได้รับการไกล่เกลี่ยฯตามการดำเนินการแก้จนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่กระทรวงมหาดไทยดำเนินการอยู่ และบูรณาการให้ครบวงจรเป็นโคกหนองนาโมเดิร์นแปลงใหญ่ถึงจะยั่งยืน



 

วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2565

"หลักสูตรสันติศึกษา มจร" จัดปฐมนิเทศนิสิตใหม่ ลงสู่ห้องปฏิบัติการสันติภาพสัมผัสลมหายใจชุมชน


ระหว่าง 23-26 มิถุนายน 2565  หลักสูตรสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  ทั้งระดับปริญญาโท และเอก นำโดยพระครูปลัดปัญญาวรวัฒน์,ศ.ดร. (พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส) ผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา และผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ(IBSC)  (พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส)  ได้นำคณาจารย์  และนิสิต ทั้งเก่า และใหม่ ประมาณ 100 รูป/คน จัดกิจกรรมปฐมนิเทศภายใต้หัวข้อ "เปิดตัวนิสิตใหม่ เปิดใจสู่สันติธรรม" ณ ห้องปฏิบัติการเรียนรู้สันติภาพชุมชน (Peace Community Lab) อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ  โดยพระครูปลัดปัญญาวรวัฒน์ได้เขียนสรุปภาพรวมกิจกรรมการปฐมนิเทศเอาไว้อย่างสนใจในหัวข้อ "ปฐมนิเทศอย่างไร?? จึงจะได้สันติธรรม" 



การจะตอบโจทย์ข้อนี้ ต้องตอบคำถามแรกให้ได้เสียก่อนว่าสันติธรรมสิงสถิต์ ณ แดนใดฤา??   หากค้นลึกลงไปจะพบว่า สันติธรรมอยู่ทั้งในใจ (Inner Peace)  และสันติธรรมปรากฏอยู่ภายนอก (Outer Peace) ด้วย 

สันติธรรมในใจ ปรากฏตัวผ่านสติ สมาธิ ความอดทน ความเหนื่อย ความท้อ ความหงุดหงิด ความง่วง ความรัก ความสงสารเห็นอกเห็นใจ เบิกบานยินดีฯลฯ ขยายคำว่า "สันติธรรมภายนอก" นั้น  มีให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ทั้งในดิน น้ำ ลม ป่า นา ไร่  บนถนนหนทาง แดดที่ร้อนเร้า วัฒนธรรม ประเพณี  วิถีชุมชนฯลฯ 



การปฐมนิเทศจึงเป็นจังหวะ และโอกาสครั้งสำคัญที่จะทำให้ผู้เรียนเข้าใจนิยามสันติวัฒนธรรมเชิงปฏิบัติการของคำว่าสันติธรรมในมิติที่คลุมคลุมและหลากหลายมากที่สุดเท่าที่จะทำได้  เพราะการเปิดตัวครั้งแรกจะนำเข้าสู่การกระตุ้นให้ผู้เรียนได้เกิดแรงจูงใจต่อการขยายขอบฟ้าความรู้ของสันติศึกษาให้ระดับที่เพิ่มสูงขึ้น 

ทั้งหมดจึงเป็นปัจจัยที่ทำให้หลักสูตรฯ ได้ออกแบบกิจกรรมการปฐมนิเทศ "เปิดตัวนิสิตใหม่ เปิดใจสู่สันติธรรม" ในพื้นที่ห้องปฏิบัติการสันติภาพ (Peace Lab) ที่ถูกพัฒนามาตั้งแต่ปี 2556 ณ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ  



จนบัดนี้ ได้เกิดสันตินวัตกรรมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ด้านสันติภาพ ทั้งหมู่บ้านสันติภาพ หมู่บ้านช่อสะอาด โคกหนองนาสันติศึกษาโมเดล ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน วิสาหกิจชุมชนรักษ์สันติสุข สถาบันสติภาวนาสากล  

ขณะที่พื้นที่อำเภอปรางค์กู่ยังอุดมด้วยแหล่งวัฒนธรรมที่หลากหลาย ทั้งปราสาทปรางค์กู่ ชุมชนเผ่าต่างๆ ทั้งชาวกูย  และลาว ที่เชื่อมโยงกับอาณาจักขอมยุคดั้งเดิม อันเป็นรากฐานของวัฒนธรรมการกิน การแต่งตัว บทเพลง และอื่นๆ อีกมากมาย 



หลักสูตรฯ จึงได้ใช้เวลาระหว่าง 23-26 มิถุนายน 2565 พานิสิตลงพื้นที่ไปทำกิจกิจกรรมต่างๆ ประกอบด้วยการทำวัตร สวดมนต์ บำเพ็ญจิตภาวนา การทำพิธีสู่ขวัญ พิธีมอบตัวเป็นศิษย์  การเดินธรรมยาตรา การศึกษาวิถีคนกูย ลาว และเขมรที่สัมพันธ์กับปราสาทปรางค์กู่ การเรียนรู้วิถีปู่ตา การให้กำลังใจผู้สูงอายุ รวมถึงการเรียนรู้วิถีเกษตรแบบโคกหนองนา การไกล่เกลี่ยในชุมชน การดำนาสามัคคี และการปลูกต้นไม้ร่วมกัน 



ทั้งหมดคือการออกแบบกิจกรรมการปฐมนิเทศเพื่อให้เอื้อต่อการเข้าถึงวิถีแห่งสันติธรรมทั้งในจิตใจ และวิถีสันติภาพที่เกิดขึ้นในชุมชนท้องถิ่น (Local  Peace)  

การเปิดดวงตาเรียนรู้ และเปิดใจยอมรับวิถีที่แตกต่างจะกลายเป็นปฐมบทสำคัญที่จะนำผู้เรียนรู้เข้าสู่ประตูการศึกษาในหลักสูตรสันติศึกษาเชิงลึกในช่วงเวลาอีก 3 ปีข้างหน้าต่อไป อีกทั้งจะส่งผลเชิงบวกต่อการนำองค์ความรู้ ทักษะ และเจตคติไปพัฒนาชีวิต ชุมชน และสังคมให้สามารถอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนตลอดไปฯ

วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2565

เพื่อไทยเสนอแนวแก้จน! ชู "สวัสดิการโดยรัฐ " ผ่านนโยบาย "เงินโอน คนขยัน"



วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน 2565 นายสุทิน คลังแสง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และประธานคณะทำงานด้านการขจัดปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ กล่าวถึงแนวคิดนโยบายด้านสวัสดิการสังคมของของพรรคเพื่อไทย ในหัวข้อ 8 ปีสวัสดิการสังคมไทยภายใต้ระบอบประยุทธ์ กับอนาคตรัฐสวัสดิการอนาคตประชาธิปไตยไทย ร่วมกับ เครือข่ายภาคประชาชน ประธานคณะก้าวหน้า และตัวแทนจากพรรคไทยสร้างไทย ว่ามาวันนี้เพื่อเสนอแนวคิดการทำ ‘สวัสดิการโดยรัฐ’  ผ่านนโยบาย ‘เงินโอน คนขยัน’ หรือ Nagative Income Tax (NIT) ซึ่งเป็นนโยบายที่ทางพรรคเห็นว่าสามารถทำได้จริง

นายสุทิน กล่าวอีกว่า ภายใต้ข้อจำกัดภาวะวิกฤตการเงินการคลังที่รัฐบาลปัจจุบันได้ก่อหนี้ไว้มหาศาล และนโยบายที่พรรคพลังประชารัฐใช้หาเสียงไว้ทำไม่ได้ สุดท้ายผลงาน 8 ปีของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จึงได้สร้างสถิติประชาชนมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน 2,700 บาทต่อเดือนถึง 4.8 ล้านคน สร้างกลุ่มคน ‘เกือบจน’ ถึง 5.1 ล้านคน และยังมีแรงงานนอกระบบอีกกว่า 20 ล้านคน ซึ่งทั้งหมดไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการของรัฐได้อย่างทั่วถึง อีกประการ แนวคิดเงินโอนคนขยัน หรือ NIT เกิดขึ้นจากข้อเท็จจริงว่า ประเทศไทยเก็บภาษีได้ 14% ต่อ GDP และงบประมาณก็อยู่ที่ 18% ต่างจากประเทศแถบสแกนดิเนเวียเก็บภาษีได้มากกว่า 50% ของ GDP ประเทศแถบนั้นจึงมีงบสวัสดิการแบบ UBI (universal basic income) ได้ ชัดเจนว่าพื้นฐานต่างจากประเทศไทยวันนี้มาก 

เงินโอนคนขยัน หรือ Negative Income Tax (NIT) จะจัดสรรความช่วยเหลือทางการเงินไปที่กลุ่มที่มีความจำเป็นมากที่สุด โดยใช้เส้นความยากจนและค่าแรงขั้นต่ำเป็นฐานการคำนวน โดยมีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน หมายความว่า เริ่มด้วยการมุ่งเพิ่มเงินให้กลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน จนกระทั่งกลุ่มนี้มีรายได้เท่ากับค่าแรงขั้นต่ำก่อน และการได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ จะเป็นไปในลักษณะหากหารายได้ได้มาก ก็มีโอกาสได้รับเงินสมทบมากขึ้น ซึ่งส่งผลถึงรัฐ จะสามารถใช้จ่ายงบสนับสนุนเป็นไปในขนาดที่เหมาะสม และในขึ้นตอนการดำเนินการนั้น วิธีการนี้ก็สามารถโยกงบประมาณที่รัฐบาลปัจจุบันใช้กับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 4 หมื่นล้านต่อปีมาใช้ได้ทันที ไม่จำเป็นต้องกู้เพิ่ม และเพียงพอต่อการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ถือเป็น ‘สวัสดิการโดยรัฐ’ โดยแท้จริง

ประเด็นสำคัญที่สุดของนโยบายนี้ คือ การสร้างแรงจูงใจให้คนอยากทำงานและพัฒนาตัวเองไปด้วย นโยบายนี้จึงต้องมาพร้อมกับนโยบายอื่น ที่จะปลดล็อกศักยภาพของประชาชน และใช้นวัตกรรมใหม่ๆ ในการพัฒนาทั้งคนและเศรษฐกิจในระยะยาว

“พรรคเพื่อไทย ต่อสู้กับ ‘ความจน’ เพื่อประชาชนมาอย่างยาวนาน นโยบายของพรรคไทยรักไทยและพลังประชาชนจนมาถึงเพื่อไทยพิสูจน์แล้วว่าได้ช่วยลดความยากจนลงได้อย่างต่อเนื่อง เพราะเราเริ่มคิดจากนโยบายที่ทำได้จริง ‘เงินโอนคนขยัน หรือ Negative Income Tax (NIT)‘ จะทำให้ผู้มีรายได้น้อยเกินกว่าจะดำรงชีพได้ จะได้รับเงินภาษีแทนการจ่ายเงินภาษี จนกระทั่งมีรายได้สูงพอเสียภาษีได้ แนวคิดนี้มีใช้จริงแล้ว มีข้อมูลศึกษาชัดเจน ชี้ชัดว่าในสหรัฐอเมริกาจำนวนคนจนลดไปถึง 28 ล้านคน และที่รัฐจ่ายเพื่อช่วยเหลือนั้น กลับมาใช้ในเศรษฐกิจได้มากกว่าวิธีการอื่น นี่คือสิ่งที่พรรคเพื่อไทยกำลังศึกษาเพื่อแก้ความยากจนอีกก้าวหนึ่งให้กับพี่น้องคนไทย” นายสุทิน กล่าว

รายงานพิเศษ : “กระบี่” เมืองท่องเที่ยวก็มี “โคก หนอง นา”



หลายคนอาจไม่ทราบว่าภาคใต้ของประเทศไทยนับตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไป “ไม่มีฤดูหนาว” จังหวัดชุมพรเดือนที่มีอากาศหนาวที่สุดของปี คือ ธันวาคม โดยมีอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยเท่ากับ 22°C  นอกนั้นนับได้ว่า มีเพียงสองฤดูเท่านั้น คือ ฤดูร้อนเริ่มตั้งเดือนมกราคมจนถึงเดือนเมษายน และ ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมไปจนถึงเดือนธันวาคม

“ทีมข่าวพิเศษ” เดินทางไปจังหวัดกระบี่ จังหวัดที่มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวระดับโลก “กระบี่” แม้เป็นจังหวัดขนาดเล็ก แต่มากด้วยทรัพยากรท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และมรดกทาง วัฒนธรรม อันเก่าแก่ มีการผสมผสานการดำรงชีวิตของผู้คนที่ต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนา และ ความเชื่อที่แตกต่างอย่างกลมกลืน อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ไปตามทางหลวงแผ่นดินประมาณ 814 กิโลเมตร รายได้หลักของจังหวัดกระบี่เกิด จากการท่องเที่ยวและการประมง และพืชเศรษฐกิจที่สำคัญจังหวัดกระบี่ คือ ปาล์มน้ำมัน และยางพารา



“จังหวัดกระบี่เป็นจังหวัดหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เนื่องจากมีแหล่งผลิตอาหารพืชผักไม่เพียงพอ” นี่คือคำพูดของ “กล้วย”  จำเริญ เขียวขาว วัย 52 ปี ชาวตำบลโคกหาร อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่บอกกับทีมงาน ซึ่งคำพูดนี้กล้วยบอกว่าเป็นคำกล่าวของ  “ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล”  หรือ อ.โก้ ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการดำเนินงาน โคก หนอง นา บอกกับเขาในวันที่พบกันครั้งแรกเมื่อคราวที่จำเริญ เขียวขาว อบรมเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งตอนนั้นตัวเขาเองก็ยังงงอยู่กับคำพูดของที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทยคนนี้ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโควิด -19 ทำให้รู้ว่าคำพูดของอาจารย์โก้เป็นจริง ประชาชนตกงาน ขาดแคลนเงิน ประชาชนขาดแคลนอาหาร โดยเฉพาะผักที่มีคุณภาพปลอดสารเคมี  กล้วยเล่าต่ออีกว่า  ประมาณปี 2555-2556 เริ่มสนใจในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เดิมทำธุรกิจส่วนตัวและขายรถมือสองตอนทำงานอยู่เริ่มสับสนกับตัวเอง ทำงานหาเงินและตายไป รู้สึกเหมือนชีวิตไม่ได้อะไร สังคมในระบบการแข่งขันที่สูง มันไม่ใช่แก่นแท้ของชีวิต ช่วงนั้นรู้สึกสับสน และมองหาทางออกของชีวิต เมื่อได้ศึกษาหาข้อมูลแล้วก็เจอว่า อ. ยักษ์  (วิวัฒน์ ศัลยกำธร)  ได้มีการเปิดอบรม จึงได้เข้าร่วมอบรมพร้อมกับภรรยา อ.ยักษ์ ได้มีการกล่าวถึงในหลวง ร.9 บ่นว่า ใครก็ว่าฉันคิดดี ทำดี แต่ไม่มีใครนำไปปฏิบัติ พอนำปฏิบัติแล้วก็ปลูกมะเขือ 3 ต้นพริก 3 ต้น  และเขียนป้ายเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อนำงบประมาณของฉันออกไปใช้ เมื่อได้ฟังแบบนี้แล้ว รู้สึกน้ำตาตก จึงได้ตัดสินใจกับภรรยาอยากจะทำให้เรื่องนี้สำเร็จ ทั้งๆที่ตอนนั้นธุรกิจส่วนตัวกำลังไปได้ดี เพราะผมทำธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์สุจริต



แต่ก็ตัดสินใจหันมาทำเกษตร เดินตามรอยศาสตร์พระราชา เริ่มต้นจากขอที่ดินจากพ่อตา 10 ไร่ ซึ่งเดินทีพื้นที่ตรงนี้ได้ปลูกยางพาราไว้ และโค่นยางออกไปแล้ว เริ่มแรกเรียนรู้ปรัชญาและนำมาปรับใช้กับครอบครัว จากนั้นก็นำทฤษฎีมาปรับใช้ด้วย ด้วยการขนเปลือกมะพร้าวทุกวัน จนชาวบ้านระแวกนั้นต่างพากันหัวเราะ ระยะแรกไม่มีรายได้เลย ต้องนำเงินเก็บออกมาใช้ แต่ไม่เหมือนตอนที่ทำงาน เราใช้เงินแบบไม่แยกว่าสิ่งไหนจำเป็นหรือไม่จำเป็น จึงเป็นปัญหาของชีวิต แต่เมื่อมาอยู่แบบนี้แล้วดูเหมือนไม่มีเงิน แต่เราก็อยู่ได้ สมัยที่ทำธุรกิจคนภายนอกดูเหมือนว่าเรามีเงินเยอะแต่จริงๆแล้วไม่มี!!

 “ตอนอายุ 48 ปี เมื่อปี 2561 ได้เริ่มมาอยู่ที่นี่และทำเศรษฐกิจพอเพียงแบบจริงจัง 100% รายได้หลักมาจากการเลี้ยงวัว ผมคิดว่าแนวทางปฏิบัติในการดำเนินตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง อย่างแรกต้องเริ่มจากความศรัทธาเป็นสิ่งสำคัญ ตั้งมั่นในศรัทธา มีความเพียรที่บริสุทธิ์ และลงมือปฏิบัติจริง เราเชื่อในสิ่งที่เราทำ และมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นกับเราหลายครั้ง จึงทำให้เรายิ่งเชื่อมั่นในศาสตร์ของพระราชา นอกจากวัวที่เป็นรายได้หลักแล้ว ยังมีหน่อไม้ น้ำผึ้ง กล้วย และหญ้า ก่อนตายคิดว่าอยากจะสร้างวัด หรือโรงเรียนเล็กๆ สอนความรู้นอกตำรา สอนวิชาชีพ หากจะว่าไปทฤษฎี 9 ขั้น ของในหลวงรัชกาลที่ 9  ก็ดัดแปลงมาจากหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น ผมและไม่เคยทำสวนมาก่อน เพราะที่ผ่านมาทำแต่ธุรกิจ ตั้งแต่เข้ามาทำเศรษฐกิจพอเพียงได้ 1 ปีกว่า เมื่อก่อนกลัวตายมาก ทำประกันต่างๆไว้มากมาย เดี๋ยวนี้ไม่ต้องทำ มันเหมือนว่าเราได้ทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ สำหรับคนอื่นอาจจะคิดแตกต่างกันไป..”



ปัจจุบัน “กล้วย”  จำเริญ เขียวขาว อาศัยอยู่กับภรรยาและลูกน้อย ในบ้านดินที่สองสามีภรรยาทำเอง บนที่ดินประมาณ 40 ไร่ ซึ่งเป็นสวนแบบผสมผสานมีไผ่ 30 กว่าชนิดทั้งของไทยและต่างประเทศ มีปลาหลายหลายชนิด ซึ่งกล้วยบอกว่า “ไม่ขาย แต่จะแบ่งให้กับคนมีรายได้น้อย” ใครมีบัตรสวัสดิการของรัฐมารับได้เลย มีการเลี้ยงผึ้งโพรงตามธรรมชาติกว่า 40 รัง ที่นี่ได้ตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้ย่อยของ สปก. เวลาคนมาอบรมจะมีรายได้จากค่าอาหาร ค่าวิทยากร ในอนาคตอยากให้เป็นศูนย์เรียนรู้ ที่ผ่านมาใช้ชีวิตแบบไม่เห็นแก่นแท้ของชีวิต และเมื่อได้ฟัง อาจารย์ยักษ์ที่พูดถึงการนำศาสตร์ของพระราชามาปรับใช้กับชีวิตประจำวัน จนทำให้มีความคิดที่จะนำความรู้ที่มี คือ 4 พ. (พออยู่ พอกิจ พอใช้ พอร่มเย็น)  นำไปบอกต่อกับผู้อื่นให้ได้เห็นความสุขที่แท้จริง  “สมัครเข้าร่วมโครงการ โคก หนอง นา กับกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทยไว้ 15 ไร่ ทางกรมก็เข้ามาช่วยในเรื่องการขุดบ่อ การสร้างฐานเรียนรู้ 9 ฐาน และสนับสนุนวัสดุ อุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งถือว่าการช่วยเหลือของกรมการพัฒนาชุมชน นี้ มีส่วนช่วยให้ประสบความสำเร็จเร็วขึ้น ถ้าหากต้องใช้ทุนของตัวเองทั้งหมดก็จะช้ากว่านี้ เฉพาะค่าขุดบ่อก็ 1,040,000 บาทแล้ว นอกนี้ยังมีค่าวัสดุอุปกรณ์อีกมากมาย ตรงนี้ก็ต้องขอขอบคุณที่เห็นคุณค่าของคนทำจริงในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง..”  หลังจากพูดคุยกับ จำเริญ เขียวขาว  หรือ  “กล้วย”  ผู้ซึ่งดูแลมีบุคลิกอ่อนน้อมถ่อมตน แต่แววตาแฝงไปด้วยความมุ่งมั่นและจริงใจกับคนผู้พบเห็น 



เป้าหมายต่อไปคือแปลงโคก หนอง นา ของ  “ประเสริฐ บุตรมิตร”  ตำบลโคกยาง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่  สองข้างทางในฤดูฝนแบบนี้ “เขียวขจี” ไปด้วยธรรมชาติที่สวยงาม บางเวลาขับรถผ่านเนินเขามองไปเต็มไปด้วยสวนปาล์มสุดลูกตา ผสมกับมีสวนยางเป็นระยะ ๆ  ภายในสวนยางมีห้องแถวเห็น “แรงงานข้ามชาติ” อยู่กันเป็นครอบครัว ๆ  เห็นเด็กเล็กเล่นกันอยู่เป็นหมู่คณะ ฤดูฝนที่ยาวนานแบบนี้ “การกรีดยาง” หรือภาษาคนใต้เรียกว่า “ตัดยาง”  คงได้รับผลกระทบไปด้วย แรงงานข้ามชาติเหล่านี้ในจังหวัดภาคใต้มีหลายจังหวัดต้องอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะแบบนี้ เพราะในหมู่แรงงานมีคำกล่าวขานกันว่า “เคยถูกปล้น” มาแล้วหลายราย จึงต้องอยู่ร่วมกันเป็นคณะเพื่อป้องกันภัย เคยสอบถามแรงงานชาวพม่าและมอญ หลายคนบอกว่า “เรื่องจริง”  บางทีถูกเจ้าหน้าที่รัฐรบกวนบ้าง ถูกคนปลอมเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเรียก “ค่าคุ้มครอง” ก็เคยมี ร้ายสุดคือ “ถูกปล้นและฆ่า” ก็มีหลายกรณี การอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะหรือห้องแถวตามสวนปาล์ม สวนยางแบบนี้ จึงปลอดภัยกว่า แยกกันอยู่แบบโดดเดี่ยว   ส่วน “เด็กเล็ก” บางครอบครัวฝากให้ลูกหลานไปโรงเรียนใกล้ ๆ  แต่บางครอบครัวอยู่ไกลจากโรงเรียนเด็กเล็กเหล่านี้ก็ “อดเรียน”  หรือมีบางครัวเรือนส่งลูกกลับไปอยู่กับปู่ย่าตายายที่ประเทศต้นทางก็มีบ้าง



ความจริงประเทศไทย รัฐบาลไทย มีนโยบายเรื่องการให้โอกาสทางการศึกษาสำหรับแรงงานข้ามชาติหรือคนไร้สถานะค่อนข้างก้าวหน้า คือ ไม่ว่าจะเป็นคนเชื้อชาติ ศาสนาใด เมื่ออยู่ในประเทศไทยทุกคนมี “สิทธิทางการศึกษา”   ในปีการศึกษา 2560  มีนักเรียน นิสิต นักศึกษาในระบบการศึกษาของไทยตั้งแต่อนุบาลจนถึงอุดมศึกษาทั้งสิ้นประมาณ 15 ล้านคน ในจำนวนนี้ เป็นผู้ที่มีเลขประจำตัวไม่ถูกต้อง ประมาณ 6 แสนคน และจากข้อมูลของกระทรวงแรงงาน ในปี 2559 แรงงานข้ามชาติจดทะเบียนเข้ามาเป็นแรงงานมีใบอนุญาตถูกต้องประมาณ  2.5 ล้านคน และคาดว่ายังมีแรงงานเถื่อนกว่า 1 ล้านคน  ทั้งหมดนี้ ยังมีผู้ติดตาม หรือบุตรหลานที่เกิดในประเทศไทย เป็นเด็กไร้สัญชาติอยู่ประมาณ 3 แสนคนด้วย แต่เด็กเหล่านี้มีเพียง ร้อยละ 52  เท่านั้นที่รับการศึกษาอยู่ตามศูนย์การเรียน กศน. หรือโรงเรียนต่าง ๆ ที่เปิด รับเด็กข้ามชาติ แต่ก็ยังมีเด็กข้ามชาติอีกเกือบครึ่งที่ไม่ได้เรียนหนังสือ ซึ่งเด็ก ๆ เหล่านี้ แม้แต่ “สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี” ก็ทรงเป็นห่วงและมีพระราชดำริให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปช่วยเหลือและมอบโอกาสให้ โดยเฉพาะเรื่อง “สัญชาติ” ซึ่งเปรียบเสมือนประตูบานแรกให้พวกเด็กเหล่านี้มีโอกาสทางสังคมอย่างมีคุณภาพ..!!



ณ แปลง โคก หนอง นา  ของ  “ประเสริฐ บุตรมิตร”  ขนาด 3 ไร่  เมื่อเราไปถึงมีเจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชนชื่อ “นก” รอให้ข้อมูลอยู่  ทีมงานขอให้ประเสริฐ พาดูแปลงที่รอบล้อมไปด้วยคลองใส้ไก่ ฝังท่อน้ำโยงถึงกันทุกแปลง ในขณะที่ในคลองเลี้ยงปลาหลากหลายชนิด สังเกตุเห็นมีแปลงผักลอยฟ้า ซึ่งเจ้าของแปลงบอกว่าคือการปลูกแบบ ไฮโดรโปนิกส์ คือ การปลูกผักโดยไม่ใช้ดิน และอาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ผักไร้ดิน” ก็ได้ ซึ่งนับว่าเป็นวิธีการใหม่ในการปลูกพืชที่กำลังได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง



“ประเสริฐ” บอกว่าตอนนี้ในสวนแห่งนี้ มีผลผลิตหลัก คือ ผักไฮโดรโปนิกส์  นำไปขายในตลาดนัดชุมชน เวลาขายจะแพ๊คเป็นถุง ขายมัดละ 20 บาท เราตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน ในกลุ่มมีประมาณ 20 กว่าคน ไม่ได้มีเฉพาะผู้ที่ทำโคก หนอง นา เท่านั้น มีผู้ที่ทำเศรษฐกิจพอเพียงคนอื่นเข้ามารวมกลุ่มกัน มีตลาดนัดขายทุกวันพุธและวันศุกร์ ถ้าหากวันไหนที่ขายผักไม่หมด ก็จะนำไปแจกจ่ายผู้คน  ได้เข้ามาทำโครงการ โคก หนอง นา ประมาณ 1 ปี ตั้งแต่เริ่มเข้าร่วมโครงการพื้นที่ 3 ไร่ ได้รับการขุดบ่อ  คลองไส้ไก่ ที่เดิมทีนั้นเป็นสวนยางพารา เนื่องจากมีสภาพอากาศแห้งแล้งทำให้ต้นยางตาย จึงได้หันมาเข้าร่วมโครงการ

“ฤดูฝนจะทำนา ถ้าหน้าแล้งจะปลูกพืชผักสวนครัว เช่น ถั่วพู ถั่วฝักยาว มะเขือ ปลูกพืชผสมผสาน ช่วยกัน2 คนกับภรรยา ในคลองไส้ไก่มีปลานานาชนิด ปลาดุก ปลานิล ปลาหมอ  เลี้ยงไว้ทั้งกิน และขายใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง เป็นปลาดุกรัสเซียขายเหมาๆ กิโลละ 60 บาท ประมาณ 4-5 เดือนก็สามารถขายได้  มีเลี้ยงผึ้งด้วย เอาไว้ขายน้ำผึ้งได้ราคาขวดละ 400-500 บาท แต่ถ้าในช่วงที่มีเยอะๆ ราคาก็จะลดลงมาเหลือประมาณขวดละ 350 บาท ในตลาดมีความต้องการซื้อ  ไม่พอขาย  เลี้ยงไก่ไข่ เลี้ยงในเล้า เหลือไก่อยู่ 14 ตัว ออกไข่วันละ 13 ฟอง   ที่ผ่านมาทาง กรมการพัฒนาชุมชนหรือ พช. เข้ามาสนับสนุนพวกต้นไม้ ปุ๋ยชีวภาพ มูลวัว มูลไก่  และไม่ให้ใช้สารเคมี  ตอนนี้อยากให้ พช .ช่วย ในเรื่องเครื่องสูบน้ำ ช่วงฤดูแล้ง  มีการร่วมกิจกรรมเอามื้อสามัคคี ไปช่วยกันเฉลี่ยเดือนละ 1 ครั้ง เป็นสังคมแห่งความเกื้อกูล แบ่งปัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โคก หนอง นา นี้ส่งผลดีเพราะเราปลูกพืชที่ไม่ได้ใช้สารเคมี  เราก็บริโภคอาหารที่ปลอดสารพิษ เป็นผลให้สุขภาพแข็งแรง ซึ่งเมื่อก่อนก็มีอาการเจ็บป่วยบ้าง ปัจจุบันอายุ 50 ปี      ฝากถึงเพื่อนบ้านใกล้เคียงว่า การใช้วิถีชีวิตแบบนี้ จะทำให้มีความสุข เป็นหนี้ก็ทำได้ แต่ทำแบบนี้จะมีความสุขมากกว่า ไม่ลองไม่รู้..”  ประเสริฐ บุตรมิตร  ฝากคำกล่าวทิ้งท้ายถึงประชาชนคนไทย



สำหรับจังหวัดกระบี่มีการดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ โคก หนอง นา ทั้งหมด 802 แปลง แบ่งออก ขนาด 1 ไร่ จำนวน 346 แปลง ขนาด 3 ไร่ จำนวน 427  ขนาด 10 ไร่จำนวน  3 แปลง และ ขนาด 15 ไร่ 26 แปลง  ครอบคลุมทั้ง 8 อำเภอ และ 53 ตำบล

ปลัด มท. สั่งการผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด จัดกิจกรรม "ปลูกต้นไม้คู่ชีวิต" ของนักเรียนทุกคนในทุกโรงเรียน



เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศได้ลงนามประกาศเจตนารมณ์เพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน (Statement of Commitment to Sustainable Thailand) ร่วมกับผู้ประสานงาน UN ประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 65 เพื่อให้ทุกจังหวัดเป็นแนวหน้าและเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ทั้ง 17 ข้อ ร่วมกับทีมงานของ UN และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ทั้งในท้องถิ่นและชุมชน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อนอันนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง


"การลงนามประกาศเจตนารมณ์ฯ ในครั้งนี้ นับเป็นสิ่งที่ชาวมหาดไทยทุกคนมีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมกันทำสิ่งที่ดีให้กับโลกใบนี้ อันเป็นการสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงเห็นถึงความสำคัญของเรื่องสิ่งแวดล้อมที่จะเกื้อกูลทำให้ทรัพยากรน้ำอันมีค่า อันมีความหมายต่อชีวิตคนไทยและชาวโลกได้อุดมสมบูรณ์ ดังพระราชดำรัส "พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า" ซึ่งได้รับการสืบสาน รักษา และต่อยอด โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันสะท้อนให้เห็นแก่นของการที่จะทำให้วัฏจักรของน้ำสมบูรณ์ คือ การทำระบบนิเวศน์ให้สมบูรณ์ สอดรับกับเรื่องการลดภาวะโลกร้อน


รวมไปถึงแนวพระราชดำริที่สะท้อนผ่านโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่มุ่งส่งเสริมให้มีความเข้าใจและเห็นความสำคัญของพันธุกรรมพืชและทรัพยากร ด้วยการร่วมคิด ร่วมปฏิบัติจนเกิดประโยชน์ และมีระบบข้อมูลพันธุกรรมพืชและทรัพยากรสื่อถึงกันได้ทั่วประเทศ นอกจากนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมให้พันธะสัญญาในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 26 (United Nations Framework Convention on Climate Change Conference of the Parties: UNFCCC COP) (COP26) เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 64 ณ เมืองกลาสโกว์ สหราชอาณาจักร โดยเรียกร้องให้ทุกประเทศร่วมกันดูแลรักษาโลก เพราะ "เราทุกคนไม่มี 'แผนสอง' ในเรื่องการรักษา เยียวยาสภาพภูมิอากาศ เพราะเราจะไม่มี 'โลกที่สอง' ซึ่งเป็นบ้านของพวกเราเหมือนโลกนี้อีกแล้ว" นายสุทธิพงษ์ กล่าว


นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามประกาศเจตนารมณ์ฯ ในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน "โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าหมายที่ 13 Climate Action ดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" บังเกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน จึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะประธานกรรมการศึกษาธิการจังหวัดและในฐานะนายกรัฐมนตรีของจังหวัดที่เป็นผู้นำของจังหวัด บูรณาการหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ สถานศึกษาทุกแห่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ จัดหาพื้นที่สาธารณะต่างๆ เช่น วัด โรงเรียน ป่าชุมชน สวนสาธารณะ ป่าชายเลน หรือสถานที่ที่เห็นว่าเหมาะสม เพื่อจัดกิจกรรม "ปลูกต้นไม้คู่ชีวิต" ของนักเรียนทุกคนในทุกโรงเรียน


ตามนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ของรัฐบาล ด้วยการส่งเสริมให้นักเรียนปลูกต้นไม้ในพื้นที่นั้นๆ อย่างน้อยคนละ 1 ต้น เพื่อให้ต้นไม้เป็นเหมือนเพื่อนคู่ชีวิตที่จะต้องดูแลทำนุบำรุงต้นไม้นั้นตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่ในโรงเรียนทั้ง 3 ปี หรือ 6 ปี เพื่อให้เกิดความผูกพันและหมั่นดูแลเอาใจใส่ รู้คุณค่า คุณประโยชน์ของต้นไม้ กระทั่งกลายเป็นวิถีชีวิต กลายเป็น DNA ของคนรักสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในสายเลือด และเมื่อนักเรียนทุกรุ่น ทุกปี ได้ร่วมกันปลูกต้นไม้เป็นจำนวนมาก และช่วยกันจัดทำ QR Code เพื่อสแกนค้นหาว่าต้นไม้นั้นคือต้นอะไร มีคุณค่า มีประโยชน์อย่างไร ก็จะทำให้กลายเป็นแหล่งศึกษาระบบนิเวศน์ ศึกษาต้นไม้พันธุ์ต่าง ๆ ชั้นยอดที่อยู่ภายในพื้นที่ สอดคล้องกับโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีอีกด้วย


"ในการปลูกต้นไม้คู่ชีวิตของนักเรียนทุกโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดในปีแรก ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบูรณาการหน่วยงานในพื้นที่จัดหาพันธุ์กล้าไม้ให้กับนักเรียนทุกคนเพื่อใช้ปลูกก่อน พร้อมทั้งส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักการดูแล การเพาะพันธุ์ การเก็บเมล็ดพันธุ์ต้นไม้ เพื่อใช้ปลูกขยายพันธุ์ในปีต่อๆ ไป รวมทั้งรณรงค์ให้ทุกครัวเรือนที่มีสมาชิกในบ้านในครอบครัวหลายคน ทั้งคุณพ่อ คุณแม่ ลุง ป้า น้า อา คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย ได้ช่วยกันเก็บเมล็ดพันธุ์ ช่วยกันเพาะชำ ปลูกต้นไม้ในบริเวณบ้าน หรือที่พักอาศัย หรือนำพันธุ์ไม้จากที่บ้านไปปลูกในพื้นที่สาธารณะที่จัดไว้ หรือบางครอบครัวที่มีความสามารถในกล้าเพาะพันธุ์กล้าไม้ก็สามารถนำมาแจกจ่ายให้ผู้สนใจ นำไปปลูกหรือจำหน่ายสร้างรายได้ให้กับครอบครัว ซึ่งการปลูกต้นไม้เหมือนการมอบเครื่องผลิตออกซิเจนให้กับโลก ช่วย ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้โลกมีอากาศบริสุทธิ์เพิ่มมากขึ้น ช่วยลดภาวะโลกร้อนไปพร้อม ๆ กันยังได้สร้างความมั่นคงให้เกิดขึ้นในเรื่องอาหาร การมีไม้ไว้ใช่สอย หรือสร้างที่อยู่อาศัย อีกด้วย นายสุทธิพงษ์ กล่าว


นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยมีความมุ่งมั่นในการเดินหน้าขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ซึ่งเป้าหมายที่สำคัญที่สุดที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง นั่นคือ "การพัฒนาคน" เพื่อให้คนมีความรู้ ความเข้าใจที่ถ่องแท้ และลงมือทำด้วยตนเอง ด้วยแรงปรารถนา (Passion) ที่มีจิตอาสา อยากทำประโยชน์ให้เกิดกับส่วนรวม ซึ่งการดำเนินกิจกรรม "ปลูกต้นไม้คู่ชีวิต" ที่กำลังจะเริ่มตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และตลอดไปนั้น จะเป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม เป็นประโยชน์ต่อชุมชน/หมู่บ้าน ต่ออำเภอ ต่อจังหวัด ต่อประเทศไทย และต่อโลกใบเดียวนี้ ให้มีสิ่งแวดล้อมที่ดี มีอากาศที่บริสุทธิ์ และเป็นหลักประกันว่าลูกหลานของพวกเราในอนาคตจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี ในโลกที่สดใสอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2565

"กมธ.ศาสนา" จี้ "สำนักพุทธ-ตร." ไล่เช็คบิล "หมอปลา" กรณีบุกวัด 9 จังหวัด



เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน 2565 เวลา 11.55 น. ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา นายสุชาติ อุสาหะ ส.ส.เพชรบุรี พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร   และคณะ ได้แถลงข่าวประเด็นที่ คณะ กมธ. พิจารณาติดตามความคืบหน้าการดำเนินการตามกฎหมายของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกับกลุ่มบุคคลที่กระทำการไม่เหมาะสม กรณีนายจีรพันธ์ เพชรขาว หรือหมอปลาพร้อมคณะ บุกรุกที่พักสงฆ์ดงสว่างธรรม อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร และพื้นที่ของวัดและกุฏิสงฆ์ 9 จังหวัด 

โดยเชิญผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุม ได้แก่ ผู้แทนสำนักงานพระพุทธ ศาสนาแห่งชาติ ผู้แทนกองบังคับการตำรวจภูธรในพื้นที่ 9 จังหวัด ประกอบด้วย  สถานีตำรวจภูธรจ.สมุทรปราการ สถานีตำรวจภูธรจ.ฉะเชิงเทราสถานีตำรวจภูธรจ.นครนายก สถานีตำรวจภูธรจ.ยโสธร สถานีตำรวจภูธรจ.นครราชสีมาสถานีตำรวจภูธรจ.พิษณุโลก สถานีตำรวจภูธรจ.กาญจนบุรี สถานีตำรวจภูธรจ.นครปฐม สถานีตำรวจภูธรจ.สุพรรณบุรี โดยทั้ง 9 เรื่อง หมอปลาและคณะได้เข้าไปบุกรุกวัดโดยไม่มีอำนาจหน้าที่ ตามที่สำนักงานพระพุทธศาสนาส่งเรื่องเข้ามายังคณะ กมธ. รวมทั้งเป็นเรื่องที่กรมการประสานงานกลางพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย และสภาสื่ออนไลน์เพื่อความยุติธรรมไทยร้องเรียนเข้ามา 

คณะ กมธ. ได้บรรจุเรื่องร้องเรียนเข้าสู่การพิจารณา โดยในวันนี้การพิจารณามีความคืบหน้า ดังนี้  1. วัดโคกงูเห่า อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี สถานะล่าสุดอยู่ในระหว่างการออกหมายเรียก ครั้งที่ 12. วัดบางหญ้าแพรก อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ในเบื้องต้นพนักงานสอบสวนยังไม่พบการกระทำความผิดทางคดีอาญา3. วัดหนองเตย อ.เมือง จ.นครนายก อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน และรอออกหมายเรียกต่อไป 4. วัดหนองปรือ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา อยู่ในระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานและออกหมายเรียกโดยใช้เวลาประมาณ 15 วัน 5. วัดห้วยจระเข้ อ.เมือง จ.นครปฐม อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน และเตรียมออกหมายเรียกต่อไป 

6. วัดด่านมะขามเตี้ย อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี เจ้าอาวาสไม่ติดใจดำเนินคดี ส่วนที่เป็นคดีอาญาซึ่งไม่สามารถยอมความได้ สำนักงานพระพุทธ ศาสนาแห่งชาติจะทำหน้าที่ดำเนินการต่อไป 7. วัดโนนไทย อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา  เจ้าพนักงานตำรวจรับเป็นคดีที่ 538/2565 เจ้าพนักงานตำรวจยืนยันว่าระยะเวลาต่อจากนี้ไปไม่เกินสองเดือนจะเกิดความชัดเจนและสามารถแจ้งข้อกล่าวหาได้ 8. วัดใหม่พรหมพิราม อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก อยู่ระหว่างดำเนินการ  9. ที่พักสงฆ์ดงสว่างธรรม อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร เรื่องนี้กำลังจะออกหมายเรียกภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ เนื่องจากมีผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก 


สำหรับในวันนี้ ทั้ง 9 เรื่อง สำนักงานพระพุทธ ศาสนาแห่งชาติ ได้ส่งผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้ามาชี้แจงในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ส่งผู้กำกับและพนักงานสอบสวนทั้ง 9 แห่งเข้ามาชี้แจงความคืบหน้าของคดี ทั้งนี้ คณะ กมธ. ดำเนินการเรื่องนี้เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่ากรณีดังกล่าวเรื่องใดสามารถดำเนินคดีได้หรือเรื่องใดดำเนินคดีไม่ได้ เพื่อให้พี่น้องประชาชน และพุทธศาสนิกชนทั้งประเทศเกิดความกระจ่างและสบายใจต่อไป 

ส่วนจะมีการเชิญหมอปลามาหรือไม่นั้น นายสุชาติ ระบุว่า ขั้นตอนนี้ยังไม่มีการเชิญหมอปลา เพราะถือว่าเป็นการทำหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่ ที่มีผู้ร้องเข้ามาว่าผลของเรื่องนี้เป็นอย่างไร ซึ่งบางฝ่ายมองว่าลักษณะแบบนี้เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ทำให้ศาสนาเสื่อมเสีย แต่ทั้งนี้กรรมาธิการก็จะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย และคิดว่าในอนาคตก็คงไม่ต้องเชิญหมอปลามา เพราะหากเรื่องนี้เข้าสู่ระบบของพนักงานสอบสวนและสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว ก็จะไม่ได้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรรมาธิการฯแล้ว

นายสุชาติ กล่าวต่อว่า จากนี้ทางเจ้าหน้าที่จะมีการรายงานมายังกรรมาธิการมาเป็นระยะ พร้อมยืนยันว่ากรรมาธิการฯ ต้องการให้เกิดความชัดเจนต่อประชาชนและชาวพุทธทั้งประเทศ และทางกรรมาธิการยังได้ย้ำไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาให้ตรวจสอบเรื่องอำนาจหน้าที่ของ หมอปลาที่เข้าไปดำเนินการลักษณะต่างๆด้วย

ขณะที่ตัวแทนสำนักงานพระพุทธศาสนา ยืนยันว่าจะไปติดตามความคืบหน้าจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีผู้ไปแจ้งความดำเนินคดี และจะติดตามอย่างใกล้ชิด ส่วนกรณีที่จังหวัดกาญจนบุรีที่เจ้าอาวาสไม่ติดใจเอาความ แต่เป็นคดีอาญาที่ไม่สามารถยอมความได้ จึงจะหารือพระชั้นผู้ใหญ่ต่อไป

วันพุธที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2565

ตามไปดู โคก หนอง นา จังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมต่อยอดสู่ “เขตเศรษฐกิจพอเพียง”



เป้าหมายหนึ่งของการลงพื้นที่ทั่วประเทศของทีมงานข่าวนอกจากติดตามไปดูแปลง โคก หนอง นา ที่ประสบผลสำเร็จ มีปัญหาและอุปสรรคให้อะไรบ้างแล้ว อีกประการหนึ่งก็คือ เพื่อไปดูผลผลิตที่ตลอดระยะเวลา 1 ปีของการดำเนินการแปลงโคก หนอง นา มีผลผลิตอะไรบ้าง แล้วเจ้าของมีแนวคิดที่จะต่อยอดในการแปรรูปออกจำหน่ายอย่างไรบ้าง

และการดำเนินการตรงนี้มีปัญหาและอุปสรรคอะไรบ้างที่ต้องการสื่อสารให้กับประชาชนหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างกระทรวงมหาดไทย เข้าไปดูแลและช่วยเหลืออย่างไรบ้าง  อย่างเช่นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ มีครัวเรือนระดับ 15 ไร่ ผลผลิตออกจำหน่ายแล้ว จัดตั้งวิสาหกิจชุมชนทำจานรองจาก “ใบตองตึง” ไม่มีตลาดรองรับ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวง มหาดไทย ขอตัวอย่างไปดูและรับปากจะดูแลให้ 


เช่นเดียวกันที่ “จังหวัดเพชรบูรณ์” แปลงโคก หนอง นา ขนาด 3 ไร่ของ “การ์ฟิว”  ณัฎฐากร แก้วคง  ตำบลนาซำ อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ ทีมงานเคยเดินทางมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อกลางปีที่แล้ว ตอนนั้นเพิ่งเริ่มปลูกและเอามื้อสามัคคี  ตอนที่เราเดินทางไปถึง เห็นมีคนงานผู้สองอายุ 2 คนกำลังช่วยกันตัดหญ้า ทั้งสองเมื่อเห็นเราถามจุดประสงค์ที่มาแล้ว บอกเล่าด้วยความภาคภูมิใจว่า ตอนนี้ผลผลิตในสวนออกเยอะแล้ว มีทั้งผักและปลา “เถ้าแก่” นอกจากจ่ายเงินเดือนมีบ้านพักให้แล้ว ปลา ผัก ในสวนก็อนุญาตให้กินได้ด้วย อยู่แบบนี้มีความสุขมาก สบายใจกว่าอยู่บ้าน  เมื่อทีมงานเดินชมสวนสักพัก “การ์ฟิว” ก็เดินทางมาถึงทักทายเราด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เดินพาชมแปลงโคกหนองนา พร้อมกับบอกว่า ตอนนี้ผลผลิตในแปลงออกมาหลายอย่างแล้ว ขั้นพื้นฐาน 4 พ. ตามทฤษฎีบันได 9 ขั้นของในหลวงรัชกาลที่ 9 คือ พออยู่ พอกิน พอใช้ พอร่มเย็น ตอนนี้สบายแล้ว ทำบุญ ทำทานก็ได้ทำ พร้อมกับชี้ไปที่สระน้ำซึ่งมีดอกบัวหลวงกำลังออกดอกบานสะพรั่ง และกล่าวว่า ตอนนี้ขายได้ทั้งดอก เมล็ด และใบ  ตลาดต้องการเยอะ ไม่พอขาย



“สำหรับดอกบัวขายดอกละ 2 บาท ตัวเมล็ดขายเป็นถุง ๆละ 20 บ้าง 30 บ้าง แล้วแต่ขนาด สำหรับใบบัวหากใบใหญ่สวย ๆ  จะแพงหน่อยเขาใช้สำหรับรองรับปลงผมนาค หรือไม่ก็ไปห่อข้าว ใบละ 20 บาท ความจริงตลาดพวกนี้หาไม่ยากตามตลาด ตามรถกับข้าว บางทีคนก็มาดูถึงสวนนี้เลย..”

“การ์ฟิว” เดินไปคุยไปด้วยความภาคภูมิใจกับผลผลิตที่ออกมาจากแปลงโคกหนองนา ที่ตนเองลงมือทำเองทุกตารางนิ้ว โดยมีพ่อและแม่เป็นผู้สนับสนุน ซึ่งทุกวันช่วงเย็น ๆ จะร่วมกับครอบครัวมารับประทานอาหารและทำกิจกรรมร่วมกันที่นี้

“ตอนนี้ปลา ไก่ มีเยอะ ไข่ไก่ขายได้วันหนึ่งประมาณ 2 แผง เป็ดก็มีตอนนี้ขายอยู่ตัวละประมาณ 100-200 บาท อยากต่อยอดที่ว่าจะทำโฮมสเตย์ตอนนี้ก็ยังไม่ถึง อีกอย่างหนึ่งก็คืออยากจะต่อยอดผลิตภัณฑ์ สำหรับปลาผมเอามาเลี้ยงไว้เยอะแล้วมันโตผมจะทำปลาส้ม เป็นแบรนด์ปลาส้มของกำนันจุน ประมาณนั้น แล้วก็ผลิตภัณฑ์จากกล้วย กล้วยเรามีเยอะแล้วก็อาจจะตัดมาทำตากแห้ง อบแห้ง แล้วก็ทำโรงเรือนอบพลังงานแสงอาทิตย์ แล้วก็ผลิตภัณฑ์จากล้วยอื่นๆอีกด้วย ซึ่งตอนนี้ผมไม่มีทุนที่จะทำตรงนั่นเลย อยากขอกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย มาช่วยเหลือ แต่ก็ยังไม่กล้าพอที่จะร้องขอ เพราะทาง พช.เอง ท่านก็ช่วยเรามาเยอะพอสมควรแล้ว..”



หลังจากเดินชมแปลงโคก หนอง นา ขนาด 3 ไร่ ของ “การ์ฟิว”  ณัฎฐากร แก้วคง ที่ตอนนี้กำลังมีผลผลิตออกมาเป็นรูปเป็นร่างพร้อมที่จะต่อยอด “ขั้นก้าวหน้า” เป็นศูนย์เรียนรู้แล้ว สิ่งหนึ่งที่ยังติดอยู่คือว่า การต่อยอดทำโรงเรือนอบพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ยังไม่มีทุนหรือแหล่งทุนที่จะเข้ามาสนับสนุนเพื่อทำเป็นวิสาหกิจชุมชน 

“สุทธิพงษ์ จุลเจริญ” ปลัดกระทรวงมหาดไทย  ได้ฝากคำพูดก่อนลงพื้นที่กับ “ทีมข่าวพิเศษ” ไว้ว่า  “การลงพื้นที่จริง หากมีโอกาสขอให้พี่ได้คุยกับชาวบ้านบ้าง เพื่อให้กำลังใจพวกเขาที่ร่วมกันทำสิ่งดี ๆ ให้กับสังคมและประเทศชาติ  หรือหากชาวบ้านเขาเดือดร้อนต้องการความช่วยเหลืออะไร หากช่วยได้ ก็จะได้ช่วยเหลือกัน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนได้บ้าง..”

หน้าที่ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข”  การเข้าถึงประชาชนแบบให้ทันต่อความต้องการเป็นสิ่งหนึ่งที่ประชาชนชาวไทยโหยหาจากภาครัฐในทุกมิติ โดยเฉพาะประชาชนจำนวนมากมักติดภาพการทำงานของข้าราชการแบบ “เช้าชาม เย็นชาม” และซ้ำมองภาพกลุ่มข้าราชการมีการทุจริตคอร์รัปชัน ค่อนข้างสูง ซึ่งความจริงมีข้าราชการจำนวนไม่น้อยที่ทำงานเพื่อประชาชนได้ “อยู่ดี กินดี” 



“ทีมข่าวพิเศษ” ได้ต่อสายให้ “การ์ฟิว” หรือ  ณัฎฐากร แก้วคง ได้เล่าการดำเนินการแปลงโคกหนองนา ประสบผลสำเร็จอะไรบ้าง และอยากต่อยอดอย่างไรต่อ กับปลัดกระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ  ซึ่งหลังพูดคุยเสร็จเรียบร้อยการ์ฟิว ยิ้มแย้มด้วยใบหน้าเบิกบานแบบมีความหวังในการที่จะต่อยอดเป็นขั้นก้าวหน้า


“นางสาวมนทิรา เข็มทอง” พัฒนาการจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ถือว่าเป็นมือทำงานคนหนึ่งที่ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ โคก หนอง นา โมเดล ตั้งแต่ตั้งไข่ จนขับเคลื่อนกระจายไปสู่ประเทศ มีครัวเรือนเข้าร่วม 25,179 ครัวเรือน แบ่งเป็นขนาด 15 ไร่จำนวน 337 แปลง ขนาด 1ไร่และ 3 ไร่ 24,842 แปลง จาก 73 จังหวัด 575 อำเภอ และ 3,246 ตำบล เม็ดเงินกระจายสู่ชุมชนหมู่บ้านมากกว่า 4,000 พันล้าน เริ่มตั้งแต่จ้างงาน 8,000 กว่าตำแหน่ง สร้างงานให้รถขุดดิน คนขายต้นไม้ คนขายปุ๋ยชีวภาพ เจ้าของคอกวัว คอกหมู และร้านขายอุปกรณ์การเกษตร  จากการริเริ่มตรงนี้ปัจจุบันประชาชนอยู่แบบ 4 พ. คือ พออยู่ พอกิน พอใช้ พอร่มเย็น นับหมื่นครัวเรือน สร้างชุมชนสามัคคีแบบพึ่งพาตนเองได้ หลายชุมชนหมู่บ้าน  

“พี่มน” หรือ นางสาวมนทิรา เข็มทอง  นัดให้ทีมเราไป เพื่อดูแปลงโคกหนองนาอีกแปลงที่ วัดพระวรราชาทินัดดามาตุ  อำเภอศรีเทพ ซึ่งห่างจากแปลงของ “การ์ฟิว” จากอำเภอหล่มเก่า ประมาณ 200 กิโลเมตร พร้อมกับบอกว่าจะรออยู่ที่วัดเพื่อร่วมดูแปลงโคก หนอง นา ของวัดที่ร่วมทำด้วยกับกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ขนาด  15 ไร่

“พระภาวนามังคลาจารย์ วิ.” เจ้าอาวาสวัดพระวรราชาทินัดดามาตุ  อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมด้วยพัฒนาการจังหวัดเดินพาชมแปลงโคกหนองนา เท่าที่สังเกตสภาพดินที่นี่ไม่ดี มีแต่ก้อนกรวด แม้ทางวัดพยายามห่มดิน ใส่ปุ๋ยชีวภาพ เพื่อปรับสภาพดินแล้วก็ตาม พระภาวนามังคลาจารย์ วิ. พาชุมแปลงพลางพรรณนาบรรยายถึงความดีของปลัดกระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญว่า ว่าเป็นเป็นคนติดดิน เข้าถึงประชาชน เป็นคนวัด มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์  ตอนเริ่มทำโคก หนอง นา ท่านก็มาหว่านข้าวและร่วมปลูกต้นไม้ที่แปลงแห่งนี้ ปัจจุบันต้นไม้โตแล้ว พร้อมกับกล่าวว่าที่นี่มีปัญหาสภาพดิน แต่ก็พยายามปลูกผักไว้แจกจ่ายประชาชนยามเดือดร้อน



 “จริง ๆ เพื่อให้ประชาชนพ่อแม่ญาติพี่น้องที่ประสบปัญหาโควิด เพราะว่าอาหารการกินเราก็ไม่ได้เตรียมพร้อมส่วนใหญ่ทำงานที่กรุงเทพกัน เวลากลับมาบ้านนอกไม่มีอาหาร เพราะว่าที่ไร่ที่นาก็แห้งแล้ง ไม่ได้มีการปลูกกล้วยหรือปลูกอาหารที่จะกิน ชีวิตประจำวันของเกษตรกรที่นี้เนื่องด้วยชาวบ้านเป็นคนยากคนจนหาเช้ากินค่ำ เวลาที่จะมาทำการเกษตรที่หล่อเลี้ยงชีวิตยาก ก็เลยคิดว่ามีโครงการโคก หนอง นา เกิดขึ้นก็เลยอยากให้มี อยากให้ประชาชนมีอาหารกินการอยู่ มีโรงครัว อย่างสบายไม่เดือดร้อน ช่วยประหยัดเงินเพราะว่าถ้าเรากินแบบประจำๆ โคกหนองนาก็ช่วยให้ประหยัดลง เพราะว่าถ้าเรามีมะละกอ มีสะเดา และผักต่างๆเราไม่จำเป็นต้องซื้อ เราก็จะได้ประหยัดเงินมา รายจ่ายเราก็ลดลง การเป็นอยู่ก็ไม่เดือดร้อนดังพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวราชการที่ 9 ท่านบอกว่าให้ชาวบ้านอยู่แบบเรียบง่ายอยู่แบบมัชฌิมา คืออยู่แบบทางสายกลางพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียงสามารถพึ่งพาตนเองได้ ไม่สร้างความทุกเดือดร้อนให้กับตนเองและครอบครัว หรือสังคม อยู่แบบสบาย ๆ  ซึ่งโคก หนอง นา ที่กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ทำอยู่นี่ คือคำตอบที่ชัดเจน ตรงเป้าหมายที่สุดในยุคนี้..”

ไม่ไกลจากวัดพระวรราชาทินัดดามาตุมากนัก “พี่มน” พัฒนาการจังหวัดเพชรบูรณ์พาไปดูอีกแปลงโคก หนอง นา อีกแปลงหนึ่ง ขนาด 3 ไร่ ซึ่งตรงนี้แปลกกว่าแปลงโคก หนอง นา ที่ทีมงานดูมาแล้วทั่วประเทศคือมีป้าย “โคก หนอง นา โมเดล”  ของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ประกบอยู่กับป้าย กรมการพัฒนาชุมชนร่วมอยู่ด้วย ได้สอบถามเจ้าหน้าที่คนหนึ่งตอบว่ามันคือ แปลง โคก หนอง นา ของราษฎรผู้กระทำความดี พร้อมกับอธิบายต่ออีกว่า

“ราษฎรผู้กระทำความดี” คือ บุคคลตัวอย่างที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ทรงอนุเคราะห์ให้พสกนิกรของพระองค์ ให้อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อตอบแทนคุณงามความดีของประชาชนทั่วไปที่บำเพ็ญตนให้กับสังคมและประเทศชาติ

“ลุงผวน ขามโคกกรวด” ราษฎรหมู่ 5 ต.นาสนุ่น อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ อายุ 72 ปี คือ ราษฎรผู้โชคดีและมีบุญวาสนาที่ว่านั้น

“จื้อ” หรือ “ศุภกร ขามโคก กรวด” ลูกชายลุงผวน เล่าให้ฟังว่า  วันนี้พ่อไม่สบายเลยไม่ได้มาดูแปลงโคกหนองนา ตามปกติ หากว่างไม่ได้ไปวัด ท่านจะมาอยู่ที่แปลงโคกหนองนาแห่งนี้

“ราษฎรผู้กระทำความดี คือ รางวัลความดีที่ในหลวงท่านทรงมอบให้กับคุณพ่อ เนื่องจากพระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นคลิปของวัดพระพุทธแสงธรรม จ.สระบุรี ชื่อคลิปว่า  ขอจับมือคนมีบุญ จิตเป็นบุญ – ธรรมะสัญจร เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก ซึ่งเนื้อหาในคลิป หลวงพ่อ พระสุนทรธรรมภาณ เจ้าคณะจังหวัดสระบุรี คณะธรรมยุต ซึ่งเป็นพระภิกษุที่ชอบช่วยเหลือสงเคราะห์ประชาชนทั่วไปที่ยากไร้ วันหนึ่งท่านสัญจรมาถึงบ้าน เห็นพ่อกำลังกวาดถนนอยู่ ท่านคงสงสัยว่าทำไมกวาดถนนสาธารณะ จึงเดินเข้าไปถามทำให้รู้ว่า คุณพ่อกวาดหินกรวดเล็ก ๆ  เพื่อให้พระที่เดินบิณฑบาตสบายเท้า ไม่ถูกก้อนกรวดทิ่มแทงเท้า และคุณพ่อท่านก็ทำแบบนี้ประจำ รายละเอียดในคลิปจะมีอยู่..”



หลังจากมีภาพเผยแพร่ออกไปไม่นานก็มีหน่วยทหารจากกองบัญชาการทหารพัฒนา มาหาพ่อที่บ้านสอบถามการเป็นอยู่ และอาชีพ  คุณพ่อท่านอยากมีบ่อน้ำ ทำแปลงเกษตรแบบ “โคก หนอง นา” ทหารจึงมาขุดบ่อให้ นำอุปกรณ์การเกษตรมาช่วยเหลือ ในขณะเดียวกันแปลงตรงนี้มีประมาณ 9 ไร่ตอนนี้กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ก็มาช่วยทำให้ด้วย มีมูลนิธิรักษ์ดินรักษ์น้ำหรือ “EarthSafe” เข้ามาดูแลเรื่องการติดตั้งโซล่าเซลล์ให้

“ตอนนี้การเป็นอยู่ของครอบครัวเราหากวัดตามทฤษฎี 9 ขั้นของในหลวงรัชกาลที่ 9 ขั้นพื้นฐาน 4 พอ คือ พออยู่ พอกิน พอใช้ พอร่มเย็นครบแล้ว ทำบุญทำทานแบ่งปันครบแล้ว ตอนนี้ถึงขั้นก้าวหน้าบ้างแล้ว คือ ขาย แต่ ยังไม่เต็มที่เพราะเพิ่งเริ่มได้ปีกว่า ๆ และปัญหาหลักที่นี่คือ ปัญหาที่ดิน ต้องแก้ไขปรับปรุงเพิ่มเติม..”

นางสาวมนทิรา เข็มทอง  พัฒนาการจังหวัดเพชรบูรณ์ได้สรุปภาพรวมของการดำเนินการแปลงโคก หนอง นา ในจังหวัดเพชรบูรณ์ว่า  ในส่วนของจังหวัดเพชรบูรณ์ มีเป้าหมายโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล”  เราดำเนินการภายใต้กรอบนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้ผลกระทบจากการระบาดของโรคเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด -19 จำนวน 1,081 แปลง แบ่งเป็น ขนาด 1 ไร่ 202 แปลง ขนาด 3 ไร่ 874 แปลง และขนาด 15 ไร่    5 แปลง ได้รับการจัดสรรเงิน 164,219,240 บาท ดำเนินการขุดปรับแปลงเสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว ตอนนี้ขั้นพื้นฐานตามหลักทฤษฎีบันได 9 ขั้นของในหลวง 4 พ.คือ พออยู่ พอกิน พอใช้ และพอร่มเย็น ชาวบ้านพึ่งตนเองได้แล้ว 



“การที่ก้าวสู่การต่อยอดสู่เขตเศรษฐกิจพอเพียงในส่วนของจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้นำ Model ของการขับเคลื่อนแนวทางเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง หรือที่เราเรียกกันว่า SEDZ  ซึ่งหมายถึง Sufficiency Economy Development Zones  ด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ มาปรับใช้ ได้แก่ การสร้าง PLM (Province Lab Model) : ระดับจังหวัด ระดับอำเภอ โดยทั้ง 11 อำเภอ จะต้องดำเนินการสร้างเครือข่าย DLM ซึ่งประกอบด้วยครัวเรือน HLM ในแต่ละอำเภอ รวมกันเป็น DLM และจะใช้ CLM แม่ข่าย ได้แก่ แปลงวัดพระวรราชาทินัดดามาตุ แปลง นางสาวไพลินรุ้ง ขันธ์วราพันธิชัย ตำบลยางงาม อำเภอหนองไผ่ แปลง นายพัฒนพงษ์ เทืองน้อย หมู่ที่ 2 ตำบลน้ำชุน อำเภอหล่มสัก แปลงนายบุญธรรม ดวงอุปะ หมู่ที่ 6 ตำบลท้ายดง อำเภอวังโป่ง และแปลงของ นายวรพล บุญศิริ ตำบลปากช่อง อำเภอหล่มสัก เพื่อให้ ครัวเรือน HLM แต่ละอำเภอเข้ารับการฝึกอบรม ถ่ายทอดองค์ความรู้โคกหนองนาโมเดล โดยใช้กลไก 3- 5 -7 สำหรับการขับเคลื่อน : สานพลัง 3 ระดับ 5 กลไก 7 ภาคี ร่วมปฏิรูปประเทศด้วยเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเรามั่นใจว่าตอนนี้เราพร้อมที่จะขับเคลื่อนการต่อยอดเข้าสู่เขตเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว..”

การตระเวนดูแปลงโคก หนอง นา ทั้ง 3 แปลงตลอดทั้งวันใช้เวลานานจนใกล้มืดค่ำ ก่อนจากกัน “พี่มน” พัฒนาการจังหวัดฝากบอกให้ทีมงานพรุ่งนี้ให้ไปดูอีกแปลงหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอวิเชียรบุรี ย้อนกลับไปทางอำเภอหล่มเก่า ซึ่งเป็นอำเภอติดกันกับอำเภอศรีเทพที่ตั้งของแปลง “ลุงผวน” ราษฎรผู้กระทำความดี พร้อมกับกล่าวว่าไม่ห่างไกลนักตรงนั้นถึง “ขั้นก้าวหน้า” หมายถึงมีผลผลิตจากโคก หนอง นา ออกจากหน่ายและแปรรูปแล้ว

“สำนึกรักบ้านเกิด” เป็นโครงการที่ภาครัฐและภาคประชาสังคมรณรงค์มาเนิ่นนานแล้วในสังคมไทย เพื่อปลุกจิตสำนึกให้เยาวชน นักศึกษาที่จบการศึกษากลับไปพัฒนาบ้านเกิดมากกว่ามุ่งเข้าสังคมอุตสาหกรรมหรือทิ้งบ้านเกิดเรือนนอนปล่อยให้ที่ดิน บ้าน หรือพ่อแม่อยู่ตามลำพัง ซึ่ง “นางสาวฐิติรัตน์ พรมนอก” ตำบลพุเตย อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นหญิงสาวคนหนึ่งเมื่อจบการศึกษาแล้ว จากบ้านไกลเรือนนอนไปค้าแรงงานอยู่ที่จังหวัดชลบุรี จนวันหนึ่งในฐานะลูกสาวคนเดียวของครอบครัวเห็นว่า พ่อแม่ทำเกษตรมาตั้งแต่เกิด แต่ทำไมกำหนดราคาไม่ได้ ทำนาข้าวแต่ต้องซื้อข้าวกิน มีแต่หนี้ ซ้ำตอนหลังพ่อป่วย จึง “ลาออก” จากงาน มาดูแลพ่อและแม่



“เราแม้จะเป็นลูกชาวนา แต่ไม่รู้เรื่องเกษตรเลย เริ่มแรกก็ไปเรียนกับอาจารย์เทพ เพียมะลัง ประธานเครือข่าย “คนต้นน้ำเพชบุระ ตามรอยพ่อของแผ่นดิน”  ต.นางั่ว อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์  ที่บอกว่า ถ้ารักพระเจ้าอยู่หัว ให้มาเรียนรู้งานของพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ครั้งแรกเราไปดูของท่านซึ่งทำเกี่ยวกับโคกหนองนาด้วย  ท่านเป็นวิทยากรด้วยในวันนั้น พาไปดูในส่วนของพื้นที่ซึ่งบริบทพื้นที่มันเหมือนกับของเรา คือน้ำท่วม แล้งก็โคตรแล้งเลย พอกลับมาก็มองพื้นที่เราว่ามันมีปัญหาแบบนี้นะ เราอยู่ติดแม่น้ำก็จริงแต่เราไม่สามารถใช้ได้ เพราะว่าสระน้ำอยู่ปลายนา ซึ่งถ้าพ่อป่วยผักทุกอย่างคือตาย เพราะว่าพ่อเป็นคนเดียวที่สามารถเอาเครื่องลงได้แล้วก็ต่อน้ำเป็น  ก็เลยเข้าไปที่ ธกส. แล้วก็ประสานเรื่องพ่อแม่เป็นหนี้ไหม จึงทำเรื่องขอรับใช้หนี้ต่อ แล้วก็ขอกู้มาเพิ่ม 40,000 บาทเพื่อที่จะมาขุดแนวน้ำ เพราะนั้นเราคิดว่าน้ำคือปัญหาหลัก หลังจากขุดสระเสร็จก็ทำมาตั้งแต่ปี 61 จนโครงการ โคก หนอง นา เข้ามาก็ไปสมัคร จนมีผลผลิตดังที่เห็นทุกวันนี้..”

นางสาวฐิติรัตน์ พรมนอก เล่าต่อว่า ตอนนี้มีรายได้ทุกวันขายไข่บ้าง ผักบ้าง ส่งให้กับคนวัยเกษียณและคนสูงอายุ ซึ่งเป็นลูกค้าประจำมีอยู่ประมาณ 10-20 ครัวเรือน สำหรับผลผลิตที่เป็นผักปลอดสารพิษในสวนก็จะไปขายที่โรงพยาบาลและตลาดศาลเจ้าที่แปลงโคก หนอง นา  “ตาตา -ยายเอี่ยม” เป็นศูนย์เรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชนแถวนี้ด้วยจะมาทำร่วมสบู่บ้าง น้ำยาซักผ้า ปลอดสารเคมีบ้าง บางส่วนเอาไว้ใช้ หากไม่หมดก็เอาไปขาย ตอนนี้มีความสุขกว่าทำงานบริษัทเยอะ เพราะได้อยู่กับครอบครัวและได้ทำสิ่งที่ตนเองชอบ!!


จังหวัดเพชรบูรณ์แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 11 อำเภอ 117 ตำบล 1,430 หมู่บ้าน มีพื้นที่ประมาณ ประมาณ 7,917,760 ไร่ มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 9 ของประเทศ ลักษณะทางกายภาพของจังหวัดเพชรบูรณ์นั้นเป็นพื้นที่ราบลุ่มแบบท้องกระทะ ประกอบด้วยเนินเขา ป่า และที่ราบเป็นตอน ๆ สลับกันไป พื้นที่มีลักษณะลาดชันจากเหนือลงไปใต้ ตอนเหนือมีทิวเขาสูง ตอนกลางเป็นพื้นที่ราบและมีเทือกเขาขนาบกันไปทั้งสองข้างมีลักษณะเป็นรูปเกือกม้า มีแม่น้ำป่าสักเป็นแม่น้ำสายสำคัญโดยไหลจากจังหวัดเลย เพชรบูรณ์ ผ่านไปสู่จังหวัดในภาคกลาง แล้วลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ตามลำดับ จึงส่งผลให้พื้นจังหวัดเพชรบูรณ์ มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย ดินมีสภาพอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูกพืชทำการเกษตร โดยมีพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน มันสำปะหลังโรงงาน ถั่วเขียว ยาสูบ ยางพารา มะขามหวาน กะหล่ำปลี เป็นต้น 

การดำเนินการขับเคลื่อนแปลง โคก หนอง นา ของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย นอกจากตอบโจทย์ความต้องการของชาวบ้านแล้ว สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัดเพชรบูรณ์ที่ระบุไว้ว่าจะมุ่งการส่งเสริมเกษตรปลอดภัย เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่ม และรวมทั้งมุ่งส่งเสริมผู้ประกอบการและเกษตรกรรุ่นใหม่อีกด้วย



วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2565

"ปลัดมท." แนะทฤษฎีการบริหาร"RER" ผู้นำแก้จนตามแนวพอเพียงระดับอำเภอ 20 จว.อีสาน



เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. ที่ห้อง war room ชั้น 2 อาคารศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดมท. เป็นประธานเปิดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ : ผู้นำนักขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นำการเปลี่ยนแปลง ระดับอำเภอ กรมการปกครอง รุ่นที่ 1 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและบรรยายพิเศษ “ทำไมต้อง “C A S T” (Change Agents for Strategic Transformation (CAST))” หลักสูตร “ผู้นำนักขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นำการเปลี่ยนแปลงระดับอำเภอ” ผ่านระบบการประชุมออนไลน์ Zoom Meeting โดยมี รศ.วรวรรณ โรจนไพบูลย์ ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล ที่ปรึกษาปลัดมท. นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารการปกครองท้องที่ กรมการปกครอง น.ส.อรอุมา วรแสน ผู้อำนวยการกลุ่มงานพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบันดำรงราชานุภาพ นายอำเภอ และภาคีเครือข่ายของมท. ในพื้นที่ 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือรวม 200 คน ร่วมรับฟัง 

โดยนายสุทธิพงษ์  ขอเรียกร้องให้นายอำเภอทุกท่านมีจิตใจที่รุกรบ ทำหน้าที่เป็นผู้นำที่แท้จริงในการสร้างทีม เพื่อที่จะนำการพัฒนาการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในอำเภอ และต้องทุ่มเทในการค้นหาปัญหาเพื่อสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นในทุกตำบลของพื้นที่อำเภอ ด้วยการทำงานตามทฤษฎีการบริหาร หรือ RER อันได้แก่ R – Routine (งานประจำ) ต้องทำให้ดี ทำให้เรียบร้อย เสร็จให้ทันตามกำหนด ทำให้ประชาชนประทับใจ สามารถนำไปขับเคลื่อนได้จริง E – Extra Job (งานที่คิดทำเป็นพิเศษ) หรือ Flagship Project ซึ่งสะท้อนถึงวิธีการทำงานในการคิดแก้ไขปัญหาและสร้างการพัฒนาที่ดีขึ้น และสุดท้าย R – REPORT (การรายงาน) ที่ต้องมีจิตวิญญาณของภาคีเครือข่ายที่ 7 คือ สื่อมวลชน รอบด้านทั้ง 360 องศา คือ ผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน ภาคีเครือข่าย และพี่น้องประชาชน อันจะพิสูจน์ว่า พวกเราเป็นราชสีห์ที่มีทีมงานจิตอาสาที่พร้อมช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ ซึ่งนอกจากต้องลงมือทำแล้วต้องรายงานด้วย เพื่อสร้างปรากฏการณ์ให้สังคมได้เห็นได้รับรู้ว่า นายอำเภอสำคัญกับพื้นที่อย่างไร 


"กมธ.ศาสนาฯ" นำคณะกราบ "หลวงพ่อพัฒน์" จ่อผลักดันกฎหมายจัดทำพระเครื่องเป็นมาตรฐานสากล



เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2565  เวลา 15.00 น. ที่วัดธารทหาร (ห้วยด้วน) จ.นครสวรรค์ นายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล รองประธานกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎรพร้อมด้วย นายนพดลแก้วสุพัฒน์ ที่ปรึกษากรรมาธิการ นายทองแดง เบ็ญจะปัก กรรมาธิการ นายสัมพันธ์ เสริมชีพ อนุกรรมาธิการฯ นายณพลเดช มณีลังกา อนุกรรมาธิการฯ ว่าที่ร้อยตรี สิริชัย ตุลยสุข อนุกรรมาธิการฯ นายประกรเกียรติ ญาณหาร อนุกรรมาธิการฯ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สภาฯ นางภิรมย์ เจริญรุ่ง ได้เข้ากราบพระราชวัชราจารย์ (พัฒน์ ปุญญกาโม) หรือหลวงพ่อพัฒน์ พระธรรมภาณพิลาส และร่วมประชุมกับเจ้าคณะภาค 4 พระเทพปริยัติเมธี เจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ ยางพัชรินทร์ พัดทอง ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ยางจรรยา รัตนเลขา พศจ.นครสวรรค์

นายเพชรวรรต กล่าวว่าจากการที่มีการร้องเรียนเรื่องการจัดสร้างวัตถุมงคล ในสถานที่ต่างๆ ทั้งประเทศ มีการนำเงินที่ผู้จัดสร้างไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวเป็นจำนวนมาก และได้นำเงินกลับมาถวายวัดเพียงส่วนน้อย เป็นการนำไปสู่การฟ้องร้องและกระทำผิดกฎหมายต่างๆ ที่ติดตามมา อีกทั้งไวยาวัจกรและเจ้าอาวาสที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทำให้เป็นช่องให้เป็นเจ้าพนักงานอื่นของรัฐ ตาม พ.ร.บ.สงฆ์ มาตรา 45 ซึ่งอาจทำให้ก่อให้เกิดการกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งการเข้ามาศึกษาดูงาน ก็จะนำความรู้ไปพัฒนาเป็นโมเดล ที่เป็นมาตรฐาน มีสัดส่วนที่จะทำบุญต่อวัดหรือพระสงฆ์รวมถึงพระพุทธศาสนาที่ถูกต้องและเป็นมาตรฐานสากลหรือไม่ ซึ่งจะนำไปกำหนดเป็นกฎหมายหรือไม่ ทาง กมธ. จึงได้เข้ามาศึกษาข้อมูลก่อน โดยนำไปประกอบกับมติมหาเถรสมาคมที่ผ่านมา

นายเพชรวรรต กล่าวต่อไปว่า จากการให้ข้อมูลจากโยมพ่อแล ผู้ใกล้ชิดหลงพ่อพัฒน์ ได้อธิบายว่าการจัดสร้างวัตถุมงคลตั้งแต่ พ.ค. 2564 จากในอดีตมีเซียนพระได้เดินทางมาขออนุญาตสร้างวัตถุมงคลจากหลวงพ่อพัฒน์ และขอให้หลวงพ่อเซ็นต์อนุมัติรวมทั้งให้คณะกรรมการร่วมอนุมัติ บุคคลเมื่อได้รับอนุมัติ ก็นำเอกสารดังกล่าวเพื่อนำไปจัดสร้างตามจำนวนที่ขอและสั่งให้โรงงานสร้าง หลังจากนั้นจึงนำพระดังกล่าวมาถวายหลวงพ่อปลุกเสก ในช่วงที่ยังไม่ดัง ได้จัดปลุกเสกในหลายร้อยรุ่น พอเวลาผ่านมาก็ได้รับการสนับสนุนจากบุคคลที่จัดทำวัตถุมง จากการดำริของหลวงพ่อพัฒน์ได้ดำริว่า ใครขอสร้างให้เขาสร้าง อย่าไปขัดเขาเป็นการเผยแผ่บารมี สำหรับกลุ่มผู้จัดสร้างจะมีทั้งหมด 3 กลุ่มประกอบด้วย

1.ผู้ขอสร้าง หรือเรียกว่า”เซียนสร้าง” ผู้ขอสร้างจะต้องมีทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน รูปแบบการจัดสร้างและระบุจำนวนสร้างที่ชัดเจน มาขออนุญาตหลวงพ่อพัฒน์

2.วัดจัดสร้าง ซึ่งมีรูปแบบคือภายในวัดและวัดอื่นๆ ที่มาจัดขอสร้าง สำหรับวัดอื่นๆ ที่มาขออนุญาตก็จะต้องมีวัตถุประสงค์การขอ และรูปแบบมาขออนุญาตหลวงพ่อพัฒน์

3.หลวงพ่อพัฒน์จัดสร้างเอง ปีหนึ่งไม่เกิน 5 รุ่น เช่นรุ่นฉลองสมณะศักดิ์ เป็นดำริของหลวงพ่อเอง ค่าใช้จ่ายต่างๆ จะเป็นเงินปัจจัยจัดสร้างจะเป็นเงินของหลวงพ่อเอง และเงินที่ได้มาก็จะมาบำรุงวัดรวมถึงสาธารณะประโยชน์ สาธารณะสงเคราะห์ โรงพยาบาลต่าง ๆ วัดต่างๆ ศูนย์เด็กเล็ก เป็นต้น

ในกระบวนในด้านการเงินก็จะทำอย่างโปร่งใส แยกเงินวัดกับเงินส่วนตัวอย่างชัดเจน รวมทั้งจะมีในระดับวัดและระดับอำเภอมาตรวจสอบ สำหรับวัดธารทหาร (ห้วยด้วน) ตั้งวัดเมื่อพ.ศ. 2482 วัดธารทหาร (ห้วยด้วน) มีนามเรียกตามชื่อหมู่บ้านเดิม " วัดห้วยด้วน" เนื่องจากที่บ้านนี้มีลำคลองเล็กๆ แยกมาจากห้วยน้ำสาดเหนือ และมาสิ้นสุดคลองลงที่นี่จึงเรียกว่าห้วยด้วน ต่อมาเปลี่ยนมาเป็นธารทหาร และเป็นนามวัดสืบมา จนถึงปัจจุบัน ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ. ศ. 2536 ปัจจุบัน วัดธารทหาร (ห้วยด้วน) มีพระลูกวัด จำนวน 6 รูปไวยาวัจกร จำนวน 1 คน

พระราชมงคลวัชราจารย์ (พัฒน์ ปุญญกาโม) หรือ หลวงพ่อพัฒน์ เกิดเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2465 ที่บ้านสระทะเล ตำบลย่านมัทรี อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ อายุ 100 ปี เข้ารับการอุปสมบทเมื่อ พ.ศ. 2489 สังกัดมหานิกาย ณ วัดสระทะเล โดยมีพระธรรม ไตรโลกาจารย์ หรือ หลวงปูยอด วัดเขาแก้ว เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงปูกัน วัดเขาแก้ว เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระอธิการชั้ว วัดสระทะเล เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "ปุญญกาโม" โดยท่านได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดธารทหาร

หลวงพ่อหมึก วัดสระทะเล หลวงพ่อโหมด วัดโคกเดื่อ และหลวงพ่ออิน วัดหางน้ำสาคร ด้วยเหตุที่ หลวงพ่อพัฒน์ร่ำเรียนสรรพวิชาวิทยาคมมากมาย ส่งผลให้วัตถุมงคลที่ท่านปลุกเสก มีพุทธคุณที่เข้ม ขลังศักดิ์สิทธิ์ สร้างประสบการณ์มากมายในทุกรุ่นจนเป็นที่ กล่าวขวัญกันอย่างกว้างขวาง และด้วยพลังศรัทธาที่พุทธศาสนิกชนทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศมีต่อหลวงพ่อพัฒน์ ปุญญกาโม จึงทำให้บรรดาคณะศิษย์และวัดวาอารามต่าง ๆ มาขอพึ่งบารมีของหลวงพ่อพัฒน์ ในการขออนุญาต จัดสร้างวัตถุมงคล พระเครื่อง รูปเหมือนของท่านมากมายหลายร้อยรุ่นมากจนเป็นประวัติการณ์ ซึ่งหลวงพ่อพัฒน์ก็เมตตาอนุญาตให้ดำเนินการได้ตามเจตนาที่พิจารณาแล้วว่า ทำไปด้วยเจตนาอัน เป็นกุศล เพื่อนำปัจจัยรายได้มาร่วมกันสร้างสาธารณสมบัติให้กับพี่น้องประชาชน ทั้งที่วัดธารทหาร (ห้วยด้วน) หรือการก่อสร้างโรงพยาบาลและการนำเงินไปช่วยพัฒนาบูรณะวัดวาอารามต่างๆ 

ต่อมาได้มีการร้องเรียนถอดถอนผู้ดูแลของหลวงพ่อพัฒน์ เนื่องจากคณะกรรมการฝ่ายฆราวาส ได้แสดงพฤติกรรมอันเป็นที่ไม่น่าไว้วางใจโดยการนิมนต์หลวงพ่อพัฒน์ออกจากวัดไปประกอบศาสนกิจบ่อย ๆ เดินทางไปไกลจนเป็นเหตุท่านหมดสติขณะออกกิจนิมนต์ ทำให้เกิดความ ไม่พอใจกับสานุศิษย์อีกทั้งยังเป็นประเด็นให้สังคมและผู้ที่มีความเคารพศรัทธาในหลวงปู่พัฒน์ ได้ทวงถามถึงการบริหารจัดการกิจนิมนต์และการดูแลสุขภาพของท่าน เพราะด้วยสภาพสังขารของ ท่านที่มีอายุ100 กว่าปี 

พร้อมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ที่ใกล้ชิดหลวงพ่อ และตรวจสอบพฤติกรรมของไวยาวัจกร คณะกรรมการและบุคคลใกล้ชิด ว่ามีการนำเงินของวัดไปใช้ ส่วนตัวหรือไม่ จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่รับเรื่องร้องเรียน พบเส้นทางการเงินของผู้ถูกร้องเรียน ปรากฏว่ามีเงินอยู่ในบัญชีผู้ที่ถูกร้องเรียนกว่า 60 ล้านบาท และทรัพย์สินอื่นๆ หลายรายการ จึงได้อายัดเงินในบัญชีดังกล่าวไว้ หลังจากตรวจสอบแล้วเจ้าหน้าที่ บก.ปปป. จึงนำเงิน จำนวนดังกล่าวคืนแก่วัดธารทหาร (ห้วยด้วน)


วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2565

"กมธ.ศาสนาฯ" รุดเคลียร์วัดร้างลพบุรี ขึ้นทะเบียนถูกต้องจากค้างคานับร้อยปี



เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2565  ที่วัดสิงหล (ร้าง) จ.ลพบุรี นายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล รองประธานกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายนพดล แก้วสุพัฒน์ ที่ปรึกษากรรมาธิกา นายทองแดง เบ็ญจะปัก กรรมาธิการ นายสัมพันธ์ เสริมชีพ อนุกรรมาธิการฯ นายณพลเดช มณีลังกา อนุกรรมาธิการฯ ว่าที่ร้อยตรี สิริชัย ตุลยสุข อนุกรรมาธิการฯ นายประกรเกียรติญาณหาร อนุกรรมาธิการฯ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สภาฯ นางภิรมย์ เจริญรุ่ง ผู้แทนส่วนราชการจังหวัดลพบุรี

นายเพชรวรรตเปิดเผยว่า จากกรณี สิงหล (ร้าง) ได้มีพระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตต์หวงห้ามที่ดิน ลำเภอเมืองลพบุรี อำเภอบ้านเช่า อำเภอโคงสำโรง จังหวัตลพรี่ และอำเภอ ปากเพรียว อำเภอหนองโตน อำเภอชัยบาดาล จังหวัดสระบุรี พุทธศักราช 2479 จากการที่มีการถกเถียงว่าไม่สามารถขึ้นทะเบียนวัดได้ อย่างไรก็ตามได้มีการสำรวจจากกรมศิลปากร พบพระมีประวัติศาสตร์ ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 18 และมีประวัติวัดสิงหล (ร้าง) ระบุว่าแต่เดิมพื้นที่บริเวณวัดสิงหลเต็มไปด้วยป่ารก มีต้นตะโกและสะแก ขึ้นเป็นจำนวนมากจากคำบอกเล่าของบรรพบุรุษได้เล่าสืบทอดกันมาว่า เคยมีพระธุดงค์มาปักกลดและมีพ่อโสดาผ่านมาพบแล้วเกิดศรัทธา จึงปรึกษากับนายพูน ปานพรหมมาศ ให้มาทำบุญเพราะบริเวณป่ารกร้าง มีพระพุทธรูป องค์ใหญ่ ใต้ฐานพระเต็มไปด้วยอิฐศิลาแลง หลังคามุงด้วยสังกะสี ชาวบ้าน บริเวณนั้นจึงเรียกนามท่านว่า หลวงพ่อใหญ่ ต่อมานายพูน ได้ให้ลูกชาย ชื่อนายเขียว ปานพรหมมาศ ให้ช่วยบูรณะทำเป็นศาลา 

ขณะขุดทำศาลา ได้ค้นพบพระพุทธรูปหินทรายปรางค์นากปรก พระพุทธรูปองค์เล็ก โอ่งไห โบราณที่แตกหินศิลาแลง และของเก่าเป็นจำนวนมากได้กระจายอยู่เต็มบริเวณ แต่ ณ ปัจจุบันของที่ถูกค้นพบได้กระจายไปตามที่ต่าง ๆ เหลือเพียงแต่ พระพุทธรูปหินทรายปรางค์นากปรกและหินศิลาแลง จากการขุดพบของโบราณ และพระพุทธรูปจึงสันนิษฐานว่าเป็นวัดร้างมาแต่ก่อน นายเขียว ปานพรหมมาศ จึงได้ร่วมกับชาวบ้านบริเวณนั้น บูรณะบริเวณดังกล่าวเป็นวัดโดยใช้ชื่อว่า "วัดสิงหล" ทางคณะกรรมการวัดสิงหลได้ขอให้สำนักงานศิลปากรจังหวัดลพบุรี และสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลพบุรี ดำเนินการตรวจสอบพบหลักฐานว่า บริเวณนี้เคยขึ้นทะเบียนเป็นวัดร้างในทะเบียนของสำนักงานพระพุทธศาสนา และจากการตรวจสอบของสำนักงานศิลปากรสันนิษฐานว่าพื้นที่บริเวณนี้น่าจะ เคยเป็นวัดร้างในสมัยก่อนแต่ไม่สามารถระบุได้ว่าในสมัยใด แต่ลักษณะ พระพุทธรูปองค์ใหญ่ ( หลวงพ่อใหญ่ ฐานพระก่อสร้างด้วยอิฐศิลาแลงพร้อม ด้วยใบเสมาโบราณนั้นน่าจะมีลักษณะเป็นโบสถ์ในสมัยเมื่อประมาณ 400 - 500 ปีก่อน ซึ่งตรงกับสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง และ พระพุทธรูป หินทรายปรางค์นาคปรกจากการสันนิษฐานแล้วมีอายุประมาณ 700 - 800 ปี

นายเพชรวรรต กล่าวทิ้งท้ายว่า ทางกรรมาธิการศาสนาฯ จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงที่รัฐสภา เพื่อหาทางออก หากพิสูจน์ได้จริงว่า วัดเกิดก่อน พระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตต์หวงห้ามที่ดินอำเภอเมืองลพบุรี ก็จากสามารถขึ้นทะเบียนวัดได้


วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2565

ปลุกเสกวาระล่าสุด 17 มิ.ย. พระปิดตาจัมโบ้ 1 รุ่น 101 ปี หลวงพ่อพัฒน์ วัดห้วยด้วน สุดเข้มขลังสุดๆ ทีมพี่เสือสร้างไว้ใจได้


สุดเข้มขลังสุดๆๆ!!... พระปิดตาจัมโบ้101ปี ปลุกเสก 4 วาระ  เมื่อ 46 ปีก่อน หรือ พ.ศ. 2520 พระราชสังวราภิมณฑ์ (โต๊ะ อินฺทสุวณฺโณ) เจ้าอาวาสวัดประดู่ฉิมพลี พระปิดตาจัมโบ้  พุทธลักษณะที่โด่ดเด่น คือ องค์พระมีความใหญ่ เมื่อเทียบกับพระปิดตารุ่นอื่นๆ เนื้อผงใบลาน จะมีเม็ดมวลสาร ไม่ได้เป็นสีเทาดำล้วนๆ ด้านหน้า นิ้วกลางของมือขวาขององค์พระ ยาวที่สุด  ร่องลึกระหว่างขา และใต้ศอกลึกมาก ติ่งหูยาวลงมาเกยไหล่ ใบหูชัดเจน ด้านหลัง ด้านหลังเป็นยันต์ตรีนิสิงเห ส่วนมากจะพบเจอเกศาหลวงปู่หลายเส้น 




ใน พ.ศ. 2565 พระราชมงคลวัชราจารย์ (พัฒน์ ปุญฺญกาโม) เจ้าอาวาสวัดห้วยดด้วน อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์ ได้อนุญาตให้  "ทีมพี่เสือ" นำโดย "ป้อม สกลนคร" เเละ"นิภัทร์ สมาร์ทอิมเมจ" จัดสร้าง "พระปิดตาจัมโบ้ 1 รุ่น 101 ปี หลวงพ่อพัฒน์" ในการจัดสร้างครั้งนี้ถือว่าเป็นตำนานเเห่งพระปิดตาจัมโบ้ โดยที่ใช้มวลสารหลวงปู่โต๊ะเเท้ๆ  ซึ่ง ป้อม สกลนคร ได้รับมอบพระปิดตาหลววปู่โต๊ทร่ชำรุด จาก เอก็ม หัตเทพ ถือว่าเป็นตำนาน ต้นมวลสารหลวงปู่โต๊ะเเท้





พระปิดตาจัมโบ้ 1 รุ่น 101 ปี หลวงพ่อพัฒน์ วัดห้วยด้วน ปลุกเสก 4 วาระ  วาระ1. ในมหาเจดีย์กลางน้ำ โดยหลวงพ่อพัฒน์  วาระ 2. วัดบ้านไร่  โดยหลวงพ่อทอง         

วาระ 3. วัดป่าใต้พัฒนาราม โดยหลวงปู่บุดดา วาระ 4. วัดห้วยด้วน  โดยหลวงพ่อพัฒน์ วันที่ 17 มิ.ย.2565 ณ วัดห้วยด่วน พี่เสือสร้าง ให้เป็นตำนาน จดจำเล่าขาน  สุดๆ




พระปิดตาจัมโบ้ 1 รุ่น 101 ปี หลวงพ่อพัฒน์ ผลงานการรังสรรค์ "ทีมพี่เสือ" นำโดย "ป้อม สกลนคร" เเละ"นิภัทร์ สมาร์ทอิมเมจ" สร้างสรรค์ทุกครั้งต้องเป็นตำนาน  เพื่อเผยเเผ่บารมีหลวงปู่พัฒน์ ให้คนทั้งโลกได้รู้จักพระผงดีๆของไทยภายใต้แนวคิดที่ว่า "งานของเรา" ใส่หัวใจ ใส่ความคิด ใส่จิตวิญาณ

ผู้ที่สนใจติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก "กลุ่มพระผงยอดนิยม ทุกรุ่น หลวงพ่อพัฒน์ ปุญญกาโม วัดห้วยด้วน จ.นครสวรรค์ และ เฟซบุ๊ก : นิภัทร์ สมาร์ทอิมเมจ 

สอบถามได้ที่ นิภัทร์ สมาร์ทอิมเมจ โทร.086-450-8969 ป้อม สกลนคร โทร.089-619-8989

บรรยากาศการจองพระ และพิธีปลุกเสก....https://youtu.be/W1IrvSmrvWQ  


"สร้างอนาคตไทย" ประกาศยุทธศาสตร์ "ปรับ-เติม-เพิ่ม-ลด" ช่วยชาวอีสานปลอดหนี้แก้จน



พรรคสร้างอนาคตไทยลงพื้นที่อีสาน ชูยุทธศาสตร์แก้หนี้สร้างรายได้อย่างเป็นรูปธรรม อุตตม ชี้ปรับโครงสร้างหนี้ – เติมทุน – เพิ่มแหล่งรายได้ - ลดต้นทุน ทางออกวิกฤตปากท้องคนไทย ด้านสนธิรัตน์ ปลุกชาวอีสานร่วมเครือข่าย “พี่น้องสร้างอนาคตไทย” ต่อสู้กับความยากจน ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก  

เมื่อวันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน 2565 พรรคสร้างคนาคตไทยนำโดย นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค นาย สุพล ฟองงาม ประธานภาคอีสาน นายวิเชียร ชวลิต รองหัวหน้าพรรค นายนริศ เชยกลิ่น โฆษกพรรค นายวัชระ กรรณิการ์ รองเลขาธิการพรรค นายบุญส่ง ชเลธร รองเลขาธิการพรรค และนายสุทธิชัย จรูญเนตร รองประธานภาคอีสาน ได้เดินทางไปที่ตลาดเมืองทองเจริญศรี อ.เมือง จ.อุดรธานี เพื่อเปิดศูนย์ประสานงานพรรค และเปิดตัวผู้แสดงเจตจำนงเป็นสมัคร ส.ส.ในนามพรรคพลังสร้างอนาคตไทย จำนวน 3 เขต ได้แก่ เขต 1 คือ นายโกเมนทร์ ทีฆธนานนท์ เขต 2 คือ นายชัยฤทธิ์ เขาวงศ์ทอง และเขต 6 คือ นายมนตรี พึ่มชัย พร้อมกับการพบปะกับประชาชนทั้ง 3 เขต รวมกว่า 1,200 คน

นายอุตตม กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ได้รับเสียงสะท้อนว่า ชาวอีสานกำลังเผชิญกับ ปัญหาหนี้สิน รายได้ตกต่ำ ข้าวของแพง ต้นทุนการผลิตสูง ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนคนไทยทั่วประเทศกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ พรรคสร้างอนาคตไทยจึงขอประกาศยุทธศาสตร์ที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว ภายใต้แนวคิด “ปรับ-เติม-เพิ่ม-ลด” เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ กล่าวคือวันนี้คนไทยทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการ ต้องเผชิญกับปัญหาหนี้สินสะสมมายาวนาน โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์โควิด ดังนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำคือ ปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลง จากนั้นต้องเติมเงินทุนเพื่อให้นำไปดำเนินกิจการต่อ ขณะเดียวกันก็ต้อง เพิ่มแหล่งรายได้ให้ประชาชนจากกิจกรรมที่ทำอยู่เดิมก่อนหน้านี้ และสุดท้ายต้อง ลดต้นทุนการผลิตเพื่อสร้างผลกำไรให้มากยิ่งขึ้น

“หลายสิบปีที่ผ่านมาหนี้สินของเกษตรกรไม่เคยถูกแก้ไขอย่างเบ็ดเสร็จ การพักหนี้แค่เพียงปีสองปีแต่ดอกเบี้ยเดินอยู่ไม่ได้ช่วยอะไร หากจะทำให้สำเร็จและเป็นรูปธรรม จะต้องมีการปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ ยืดหนี้ออกไปนานขึ้น จะเป็น 7-8 ปีก็ได้ แต่เกษตรกรต้องปรับตัวในการที่จะเพิ่มแหล่งรายได้ใหม่ๆ เพื่อให้ธนาคารมั่นใจว่าจะสามารถจ่ายหนี้ได้ โดยภาครัฐต้องช่วยส่งเสริมเงินทุน เทคโนโลยี และช่วยหาตลาด สุดท้ายต้องมีโครงการลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรอย่างจริงจัง” 

ด้านนายสนธิรัตน์ กล่าวว่า การลงพื้นที่อีสานครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่สองของทีมผู้บริหารพรรค โดยพรรคต้องการที่จะเชิญชวนพี่น้องชาวอีสานที่รู้สึกเบื่อหน่ายกับการเมืองแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เข้ามาร่วมเป็นเครือข่าย “พี่น้องสร้างอนาคตไทย” เพื่อที่จะดำเนินกิจกรรมทางการเมือง รวมทั้งแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่อีสานให้เจริญรุ่งเรือง จากที่ผ่านมากว่าสิบปีที่พี่น้องชาวอีสานรวมทั้งชาวไทยทั้งประเทศสูญเสียโอกาสไปมากจากการเมืองแบบเดิมๆ วันนี้ประเทศต้องการความสงบและความร่วมมือกันในการนำพาประเทศออกจากวิกฤต

“ผมไม่กังวลว่ากับคำว่าอีสานเป็นพื้นที่ของใคร จะเจาะได้หรือไม่ แต่ผมมั่นใจว่าพรรคสร้างอนาคตไทยคือหนึ่งในพรรคทางเลือกที่ดีที่พี่น้องชาวอีสานจะพิจารณา และเชื่อว่าพี่น้องทางภาคอีสานก็ต้องการความเปลี่ยนแปลงเหมือนกับพื้นที่อื่นๆทั่วประเทศ พรรคสร้รางอนาคตไทย ขอเชิญชวนประชาชนชาวอีสานมาร่วมเป็นพี่น้องสร้างอนาคตไทย ช่วยกันขับเคลื่อนให้อีสานเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตไปด้วยกัน เพื่ออนาคตของลูกหลานเรา ” นายสนธิรัตน์ กล่าว

 โดยในวันพรุ่งนี้ (19 มิ.ย.65) คณะแกนนำพรรคสร้างอนาคตไทย จะเดินทางไปเปิดตัวว่าที่ผู้แสดงเจตจำนงเป็นผู้สมัคร ส.ส. ของพรรค พร้อมพบปะแกนนำในจังหวัดกาฬสินธุ์ และมหาสารคามต่อไป 


‘อุ๊งอิ๊ง’ เชื่อปชช.ทนไม่ไหวแล้ว กับปัญหาเศรษฐกิจตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ย้ำยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง



‘แพทองธาร’ ขอบคุณเสียงสะท้อนเชียร์นั่งนายกฯ เป็นความเห็นเชิงบวก เชื่อประชาชนทนไม่ไหวกับปัญหาเศรษฐกิจตลอด 8 ปี ย้ำยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง  

เมื่อวันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน 2565  เวลา 12.00 น. ที่ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย ในฐานะหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการปราศรัยที่เวที อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ ภายใต้ชื่อ “ไปศรีสะเกษ ไล่หนูตีงูเห่า” โดยนายประเสริฐ กล่าวถึงกรณีจะเป็นเรื่องยากหรือไม่ในการต่อสู้ในพื้นที่งูเห่าว่า พี่น้องประชาชนนิยมพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว เราจึงไม่หนักใจ 

น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า หน้าที่ของพรรคการเมืองคือการหาผู้สมัครมาลงเลือกตั้ง เอาคนเหล่านั้นมาดูแลชีวิตพี่น้องให้ดีขึ้น เพื่อดูแลพี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง มาวันนี้เพื่อบอกเอาพี่น้องประชาชนเป็นศูนย์กลาง เส้นทางการเมืองกว่า 20 ปี มีทั้งคนออก คนเข้าอยู่เสมอ สุดท้าย ประชาธิปไตย ประชาชนเท่านั้นจะต้องตัดสินว่าจะอย่างไรต่อไป พร้อมย้ำว่าพรรคเพื่อไมยจะพยายามลงพื้นที่ไปหาพี่น้องในหลายพื้นที่ให้ได้มากที่สุด ส่งคนของพรรคเราไปสื่อสารกับพี่น้องว่าจะทำอะไรต่อไป อยู่ที่โอกาสและพื้นที่ประสานกัน

เมื่อถามว่ามีเสียงตอบรับในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี และบางพื้นที่ต้องการให้ น.ส.แพทองธารเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อมาเป็นความหวังในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยน.ส.แพทองธาร ตอบว่า ขอบคุณมาก เป็นคอมเมนต์ที่เป็นบวก รู้สึกดีใจที่มีคนคิดอย่างนั้น แต่คิดว่าตอนนี้พี่น้องทนไม่ไหวแล้วที่พี่น้องทนกับสถานการณ์และเศรษฐกิจปัจจุบัน ตลอด 8 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ทำข้อดีอะไรให้กับประเทศ ตนคิดว่าพี่น้องก็รู้ว่าพี่น้องอยากให้ประเทศชาติไปข้างหน้า เราก็แสดงจุดยืนว่าเอาประชาชนเป็นศูนย์กลางและเอาประเทศชาติไปข้างหน้า ไม่ใช่หยุดและทะเลาะกัน 

“อิ๊งค์พร้อมที่สุดคือพบปะพี่น้องประชาชนและยืนยันจุดยืนที่มีมาตลอดตั้งแต่พรรคไทยรักไทย อนาคตข้างหน้าเชื่อว่าต้องหาคนที่เหมาะสมมาทำหน้าที่” น.ส.แพทองธาร กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ที่พรรคเพื่อไทยจะผลักดันให้ลงสู้ศึกเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่เป็นพื้นที่ของส.ส.งูเห่า 3 คนของพรรคเพื่อไทย ใน จ.ศรีสะเกษ ที่ประกาศย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทยนั้น โดยพรรคเพื่อไทยจะส่งนพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 4 สู้กับ นพ.จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย , นางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร ว่าที่ ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 8  สู้กับ นางผ่องศรี แซ่จึง ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย และส่งนายอมรเทพ สมหมาย ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 5 สู้กับ นายธีระ ไตรสรณกุล ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย 


 


 


"ชัชชาติ" เข้ากราบ"เจ้าคณะกทม." ร่วมมือแนวถวายการอุปถัมภ์กิจการพระพุทธศาสนา

วันอังคารที่ 28 มิถุนายน 2565   เพจพระอาจารย์ พระธรรมวชิรมุนี วิ. โอวาทธรรมและศาสนกิจ ได้โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน เวลา 22:04 น.  ...