วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

พระขุนแผนเคลือบ วัดอัมพวัน นนทบุรี ในวันที่เซียนพยายามทำพระ ๒ กรุให้เป็นเดียวกัน






เมื่อ ๕ ปีก่อน


วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ พระเกษมสันต์ ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการพระครูมงคลกิจจาทร (หลวงปู่ทองย้อย มังคโล) เจ้าอาวาสวัดอัมพวัน ต.บางด้วน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี 


เปิดเผยถึงการขุดพบกรุพระเก่าแก่หลายร้อยปีว่า เหตุการณ์มหาอุทกภัยเมื่อปี ๒๕๕๔ ทำให้คลองบริเวณข้างเจดีย์เก่าแก่ของวัดมีดินเลนและสิ่งปฏิกูลทับถมขวางทางเดินน้ำ 


ทางวัดจึงได้นำรถแบ็กโฮมาขุดลอก พร้อมตัดต้นหญ้าที่ขึ้นสูงรายล้อมเจดีย์ แต่ปรากฏว่าใบพัดได้ตัดกระทบกับของแข็งบางอย่างจนเครื่องหยุดทำงานทันที เมื่อตรวจสอบพบว่าเป็นไหโบราณเก่าแก่ ซึ่งภายในบรรจุพระเก่าแก่จำนวนกว่า ๑๐๐ องค์


ในครั้งนั้น พระเกษมสันต์ บอกว่า “ได้เปิดไหโบราณดังกล่าว ซึ่งภายในมีดินเกาะกันเป็นก้อน จึงแคะดูพบว่ามีวัตถุมงคลเก่าแก่ มีเลนเกาะติดแน่นอยู่เป็นจำนวนมาก 


จากนั้นอาตมาได้นำวัตถุมงคลเหล่านี้มาทำความสะอาด ปรากฏว่าส่วนใหญ่เป็นพระขุนแผนกระเบื้องเคลือบ (พิมพ์อกใหญ่) มีความเก่าแก่ไม่ต่ำกว่า ๔๐๐ ทีเดียว 


และมีลักษณะเหมือนกับพระกรุที่มีราคาแพงหายากของกรุวัดใหญ่ชัยมงคล จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งสร้างในสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่ทรงสร้างบรรจุไว้ในพระเจดีย์วัดใหญ่ชัยมงคล


ทันทีที่ข่าวพระกรุวัดอัมพวันแตก แพร่สะพัดไป ปรากฏว่ามีบรรดาเซียนพระและผู้มีความชื่นชอบในมนต์เสน่ห์พระขุนแผน ต่างเดินทางมาเพื่อพิสูจน์ให้เห็นกับตาตนเอง 


บ้างก็ไม่ลังเลใจล้วงกระเป๋าควักเงินสดบูชาติดไม้ติดมือไปคนละหลายองค์ ในขณะที่บางรายไม่ปลงใจ 


และมีคำถามตามมาอีกมากมายถึงพิมพ์ขุนแผนที่ผิดเพี้ยนไปจากตำนานเล่าขานของหมู่เซียน เช่น มีขนาดเล็กความคมลึกลวดลาย และสีไม่ชัดเจน ฯลฯ


การพบพระขุนแผนเคลือบคราวนี้ แม้กรรมการวัดบ้านอยู่ติดวัดยังไม่รู้เลย กระทั่งแปลกใจเห็นมีผู้คนมาที่กุฏิพระเอเยอะ ดึกดื่นก็ยังมา จึงรู้ว่าเขามาบูชาพระขุนแผนเคลือบ 


ทำให้กรรมการวัดกลัวว่าจะถูกครหาว่าวัดอัมพวันหลอกลวงญาติโยม จึงรายงานให้คณะสงฆ์รู้ มีการตั้งกรรมการสอบสวนพระเอและพระสงฆ์อีกรูปหนึ่งที่มีส่วนรู้เห็นปล่อยพระกันไปแบบเงียบๆ ไม่รู้เท่าไหร่แล้ว


กรรมการคนหนึ่งบ้านอยู่ติดวัดบอกและย้ำว่า พระเอได้มอบพระขุนแผนเคลือบให้เจ้าคณะอำเภอบางใหญ่ ท่านตี๋ไปเก็บรักษาไว้เป็นพระที่เหลือมีแค่ ๕๐ องค์เท่านั้น


เรื่องเล่าของการพบพระกรุงครั้งนี้มีหลายที่มา ที่เป็นข่าวคือ รถแบ็กโฮขุดเจอไห จากนั้นพระเกษม หรือ พระเอ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส เก็บเอาไว้เลย ส่วนอีกเรื่องเล่าหนึ่ง คือ


 "พระถางหญ้าแล้วเจอไหใส่พระ" 


ในขณะที่ชาวบ้านใกล้เคียงบอกว่า เจอไหในดงกล้วยใกล้ๆ วัด ทั้งนี้นับรวมได้ ๓ ไห 


ในการเปิดไหครั้งแรก พระเอเคยพูดมีไหเพียง ๑ ใบเท่านั้น โดยพบพระกว่า ๑๐๐ องค์ 


จากนั้นไหที่พบเพิ่มเป็น ๒ ใบ พร้มกับจำนวนพระเพิ่มขึ้นประมาณ ๒๐๐ องค์ 


ส่วนพระขุนแผนกรุวัดอัมพวันที่หมุนเวียนในวงการพระเรื่องเวลานี้ราว ๔๐๐ องค์ มากกว่าที่เปิดไหครั้งแรกถึง ๓๐๐ องค์ ที่เกินมาผู้ครอบครองต่างก็ยืนยันว่าเป็น


 "พระขุนแผนเคลือบกรุวัดอัมพวัน ๑๐๐%"


อย่างไรก็ตามเพื่อความชัดเจนของพิมพ์พระที่พบ ในครั้งนั้นนายวันชัย สอนมีทอง ประธานฝ่ายประสานงานสื่อมวลชนสมาคมพระเครื่องพระบูชาไทย และนักเขียนของ นสพ.บ้านเมือง ได้นำรูปพระไปให้เซียนพระในตลาดท่าพระจันทร์ดู 


ปรากฏว่า ครั้งแรกไม่มีใครเช่า ต่างระบุในทำนองที่ว่า


 "ไม่ใช่พระขุนแผนพิมพ์เดียวกับ กรุวัดใหญ่ชัยมงคล อยุธยา" 


แต่ให้หลังจากนั้นประมาณ ๑๐ วัน เรื่องราวกลับตาลปัตรกลายเป็นว่า 


นักเล่นพระสนามงามวงศ์วาน เช่าหากันองค์ละล้าน 


สนามพระท่าพระจันทร์ มีทั้งเล่นและไม่เล่น ที่ไม่เล่นหันมาเล่นตามน้ำไปกับเขาก็มีแล้ว 


สนามพระมณเฑียรบอกตามเขาไม่ทันแล้ว ก็เลยไม่เล่นขอสงวนตัวไว้ก่อน 


สนามพระพาต้า ปิ่นเกล้า บอกอยากเล่นเหมือนกันแต่ไม่ใช่ราคานี้ เพราะเป็นพระกรุใหม่ วัดอัมพวัน ราคาแพงเล่นไม่ไหวใจไม่ถึง 


ส่วน สนามพระโลตัส ปิ่นเกล้า พอได้ดูปั๊บ พิโธ่ ดูง่ายแต่ยังใจไม่ถึง


 "พระในประเทศไทยแท้ทุกองค์" 


นี่เป็นคำยืนยันของ อ.ประจำ อู่อรุณ หนึ่งในผู้ชำนาญการและกรรมการตัดสินพระชุดเบญจภาคีของสมาคมผู้นิยมพระเครื่อง พระบูชาไทย


ทั้งนี้ อ.ประจำ อธิบายให้ฟังว่า พระทุกองค์เป็นพระแท้ แต่แบ่งออกได้ ๒ แบบ คือ แท้แบบของเก่า และแท้แบบของใหม่ 


อย่างกับกรณีของพระสมเด็จ วัดขุนอินทรประมูล จ.อ่างทอง ในช่วงแตกกรุใหม่มีคนถือมาให้ดู ก็ตอบไปว่า "เป็นพระแท้ของวัดขุนอินทรประมูล" 


แต่ถ้าบอกว่า "เป็นพระแท้แบบพระที่สมเด็จโตสร้างไม่ได้ เทียบกับวัดระฆัง วัดบางขุนพรหมไม่ได้" 


ในกรณีพระขุนแผนเคลือบ วัดอัมพวัน จ.นนทบุรี ก็เช่นกัน "เป็นพระแท้ของวัดอัมพวัน"


แต่ถ้าบอกว่าเป็นพระแท้แบบวัดใหญ่ชัยมงคล จ.พระนครศรีอยุธยา หรือ วัดเชิงท่า อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ไม่ได้ ต้องบอกว่าเป็นพระแท้แบบวัดอัมพวันเท่านั้นจึงจะถูกต้อง


เมื่อ ๔๐ ปี จำได้ว่าคนชื่อทวน ทำพระขุนแผนเคลือบของปลอมออกมาขาย โดยฝีมือการทำปลอมสุดยอดมาก ชนิดที่เรียกว่า ใครเห็นต่างก็บอกว่าเป็นของแท้ แต่ก็ไม่รอดพ้นสายตาเซียนพระ 


ในมุมมองส่วนตัวแล้ว ถ้ามองแบบคราวๆ หรือไม่เคยเห็นพระขุนแผนเคลือบของแท้มาก่อน ก็ต้องบอกว่า พุทธศิลป์คล้ายกัน ฝีมือการทำยังถือว่าห่างชั้นมาก พูดง่ายๆ คือ ถ้าเป็นลายเซ็นปลอมก็ไม่ต้องเข้าเครื่องตรวจสอบ ในทัศนะของผม 


ฝีมือเรียกว่าอย่างห่างชั้นมาก หากไปเทียบกับวัดใหญ่ วัดเชิงท่า พิมพ์ก็แตกต่างกันแล้ว นอกจากนี้แล้วเส้นสายขององค์พระ ซุ้ม และแข้ง ก็ต่างกัน ต้องบอกว่าเป็นพระแท้ของวัดอัมพวันเท่านั้น


ในฐานะที่เป็นคนเช่าพระ อ.ประจำ บอกว่า ถ้าใครมาเสนอขายหากรู้ว่ามีทางไปต่อก็จะซื้อพระขุนแผนเคลือบ วัดอัมพวัน ณ เวลานี้มีกำไรก็ต้องซื้อไว้ขายต่อ 


แต่เวลาขายจะต้องระบุว่าเป็นของวัดอัมพวันเท่านั้น เพราะราคาที่ซื้อขายกันในปัจจุบัน ถ้าเป็นพระขุนแผนเคลือบ วัดใหญ่ต้องบอกว่า คนขายยิ่งกว่าตกควาย เพราะปัจจุบันสภาพพระขุนแผนเคลือบของวัดอัมพวัน


ถ้าเป็นของวัดใหญ่ ราคาต้องไม่ต่ำกว่า ๑ ล้านบาท โดยปัจจุบันองค์สวยๆ อยู่ที่กว่า ๒ ล้านบาท การเปิดเช่าทางวัดบอกว่าพบที่วัดอัมพวัน เปิดให้เช่าบูชาองค์ละ ๕๐,๐๐๐ บาท โดยไม่ได้กล่าวอ้างเทียบกับพระที่อื่น 


ส่วนความเกี่ยวพันกับพระขุนแผนเคลือบ วัดใหญ่นั้น อ. ประจำบอกว่า


"เป็นเรื่องของคนวงการพระพูดกันไปเอง”


ทั้งนี้ อ.ประจำ ได้พูดไว้อย่างน่าคิดว่า ปัจจุบันนี้พระแท้หรือไม่แท้อยู่ที่เซียน เพราะคนเชื่อว่าเซียนเป็นผู้รู้จริง ในอดีตเคยมีบทเรียนมาแล้ว เช่น 


พระสมเด็จวัดขุนอินทรประมูล พระกรุนางโรงทอ พระวัดตะไก หน้าครุฑ พระปิดตาหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง เมื่อข่าวแตกกรุใหม่ๆ คนตื่นแห่ซื้อกัน แต่เดียวนี้ไม่มีใครเล่นหากัน 


ตอนซื้อนั้นเป็นของแท้หมด แต่ความจริงจะปรากฏก็เมื่อต้องขายพระออกไป พระแท้ๆ กลับกลายเป็นพระปลอมไปได้ ผู้สะสมพระเครื่องเคยโดนมากนักต่อนักแล้ว 


การเล่นพระจะต้องมีสติ อย่าเชื่อตาเซียน แม้กระทั่งเซียนอย่างผม ซึ่งมีประสบการณ์ตัดสินพระชุดเบญจภาคีมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๑๒ หรือกว่า ๔๐ ปี การซื้อพระหลักแสนขึ้นไป ยิ่งเป็นหลักล้าน ต้องมีความรอบคอบเป็นพิเศษ


อย่าเชื่อเซียนคนใดคนหนึ่ง เพราะเซียนยังมีกิเลส อยากขายพระได้กำไรมากๆ ความจริงของพระขุนแผนเคลือบ วัดอัมพวัน จะปรากฏเมื่อขายพระออกไป
             

จึงต้องหาคำตอบต่อไปว่า "ไห หรือ โถโบราณในแม่น้ำที่ขุดได้อยู่กับใคร อีก ๒ ใบ และพระ ๓๐๐ องค์ ที่เพิ่มขึ้นมาจากไหน ฝีมือของใคร"

..........

(หมายเหตุ : ข้อมูลจากเพจพระองค์ครู ไตรเทพ ไกรงู)



คณะสามเณรวัดยานนาวาแบกของช่วยสปป.ลาว



วันที่ 31 ก.ค.2561 พระพรหมวชิรญาณ กรรมการมหาเถรสมาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ ของมหาเถรสมาคม เมตตาให้คณะสามเณรวัดยานนาวา ร่วมปันน้ำใจจัดเตรียมชุดเครื่องสมณบริโภค ถวายพระภิกษุสามเณร และเครื่องอุปโภคเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบภัย แขวงอัตตะปือ สปป.ลาว และในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี นครพนม กาฬสินธุ์ สกลนคร มุกดาหาร ที่กำลังประสบอุทกภัย จำนวน 5,000 ชุด เพื่อนำไปมอบช่วยเหลือเยียวยาสืบต่อไป 

อย่างไรก็ตามทางการสปป.ลาวได้ประกาศงดรับสิ่งของยกเว้นเงิน

...........

(หมายเหตุ : ข้อมูลจากเฟซบุ๊ก  พระมหาวีรพล ธรรมะอารมณ์ดี และสำนักงานฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ ของมหาเถรสมาคม วัดยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร โทร.02 6723216) 

วันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

เริ่มปลง!"บิ๊กตู่"จับหัวโขนดูชี้ถอดออกก็คือคนเหมือนกัน



วันที่ 31 ก.ค.2561 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยก่อนการประชุมได้เยี่ยมชมนิทรรศการของกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมระบุว่า นายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีอำนาจ เพราะตำแหน่งคือหน้าที่ความรับผิดชอบ ไม่ใช่เป็นใหญ่แล้วทำได้ทุกอย่าง  

ทั้งนี้ เมื่อนายกรัฐมนตรีได้จับหัวโขนขึ้นมาดู ระบุว่า หากถอดออกมาก็เป็นคนเหมือนกัน แต่สิ่งที่ไม่เหมือนกันคือความดี แต่เมื่อใส่หัวโขนแล้ว ทุกคนจะมีภาพลักษณ์ที่ดี

"พระสอนศีลธรรม มจร" คว้าพระ-เณรทีมหมูป่า ถอดบทเรียน"3ส."





 วันที่ 30 ก.ค.2561  สำนักงานพระสอนศีลธรรม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร)  ได้โพสต์ภาพพระสามเณรทีมหมูป่าอะคาเดมีแม่สาย จ.เชียงราย พร้อมข้อความว่า ภารกิจถอดบทเรียนหมูป่า "สุข สำเร็จ สมบูรณ์" 


ได้รับมอบหมายจาก พระศรีธรรมภาณี, ดร. ผอ. สำนักงานพระสอนศีลธรรม มจร. ให้มาทำหน้าที่เป็นฟา (Facilitator) ถอดบทเรียนการเรียนรู้ประสบการณ์ตรงจากน้องๆ ทีมหมูป่า เพื่อบูรณาการสู่การจัดการเรียนรู้แบบ Active learning ของพระสอนศีลธรรม


โดยรูปแบบในการถอดบทเรียนครั้งนี้ผมใช้กระบวนการจิตตปัญญา และสุนทรียสนทนา (Dialogue) และเครื่องมือ วิธีการที่ผมใช้ง่ายๆ แต่ได้ผลมหาศาล 3 ข้อ 1) การตั้งคำถาม/แลกเปลี่ยน ซึ่งคำถามที่ผมตั้งล้วนเป็นเชิงบวกทั้ง 5 ข้อ 2) การเล่าเรื่อง และ 3) การสนทนา 


ส่วนทักษะหลักๆ ที่ผมใช้ในการเป็น (Fa) นำกลุ่มบ่ายนี้ มี 4 ข้อ คือ 1) การฟังอย่างลึกซึ้ง 2) การตั้งคำถามปลายเปิด 3) การคิด เพื่อวิเคราะห์ จับประเด็น และ 3) การทวนความ


วันหลังผมจะมาแบ่งปันถึงเครื่องมือรายละเอียดต่างๆ ที่ผมใช้ในการถอดบทเรียนของน้องๆ เพราะหากเราใช้เครื่องมือไม่ถูกต้องและไม่เหมาะสมกับกลุ่มหมาย ผลที่ออกมาอาจจะล้มเหลวก็เป็นได้


กราบขอบคุณพระเดชพระคุณพระรัตนมุนี ผศ. ดร. รักษาการเจ้าคณะจังหวัดเชียงราย พระครูประยุติเจติยานุการ รก.จร. พระธาตุดอยเวา ที่เปิดโอกาสให้ทางคณะสำนักงานพระสอยศีลธรรมเป็นกลุ่มแรก ได้เข้าพบและถอดบทเรียนจาก น้องสามเณรและพระเอก ทีมหมูป่า ที่ให้ความร่วมมือในการถอดบทเรียนได้อย่างดีเยี่ยมมากๆ


พระมหานพดล ธมฺมานนฺโท
นักวิชาการศึกษา


..........

(หมายเหตุ : ข้อมูลจากเฟซบุ๊กสำนักงานพระสอนศีลธรรม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย)

ทีมแพทย์ทหารจีนลงพื้นที่จริง! ดูแลสุขภาพปชช.ลาวเขื่อนแตก



วันที่ 30 ก.ค.2561  คณะแพทย์ทหารจีนลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนลาวผู้ประสบภัยเขื่อนแตกในแขวงอัตตะปือทางตอนใต้ของประเทศ โดยจัดตั้งเต็นท์ชั่วคราวพร้อมป้ายข้อความภาษาจีนและภาษาลาวว่า “นำบริการทางการแพทย์ที่ดีที่สุดสู่ประชาชนลาว” บริเวณลานกว้างของโรงพยาบาลเขตสนามชัยของแขวงอัตตะปือ



ลาวนั้นเผชิญเหตุเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำเซเปียน-เซน้ำน้อยแตกและปล่อยมวลน้ำกว่า 5 พันล้านลูกบาศก์เมตรไหลท่วมหมู่บ้าน 13 แห่งของเขตสนามชัยที่ตั้งอยู่ตอนปลายแม่น้ำเซเปียน เมื่อวันจันทร์ (23 ก.ค.) โดยมีหมู่บ้าน 6 แห่งจมอยู่ใต้น้ำกลายเป็นเมืองบาดาล ส่งผลกระทบต่อประชาชน 13,000 คน



กองทัพปลดแอกประชาชนจีน (PLA) จึงสั่งการให้คณะแพทย์ทหารที่กำลังปฏิบัติภารกิจฝึกซ้อมร่วมกู้ภัยทางการแพทย์เพื่อมนุษยธรรม “รถไฟสันติภาพ-2018” (Peace Train-2018) ในกรุงเวียงจันทน์ เดินทางไปยังพื้นที่ประสบเหตุอุทกภัยในวันพุธ (25 ก.ค.) โดยนับเป็นคณะแพทย์ต่างชาติชุดแรกที่ลงพื้นที่เขตสนามชัย



รายงานระบุว่าเมื่อวันอาทิตย์ (29 ก.ค.) ชาวบ้านจำนวนมากได้ตบเท้าเข้ารับบริการทางการแพทย์จากคณะแพทย์ทหารจีนที่มีสมาชิกทั้งหมด 32 คน โดยคณะแพทย์ได้ตรวจเช็คสุขภาพของชาวลาวด้วยเครื่องอัลตราซาวน์และเครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ



“แต่ละวันเราตรวจคนไข้ราว 100 คน ซึ่งมีปัญหาหลักคืออาการปวดท้อง โรคทางเดินอาหาร และโรคที่เกิดจากแมลงสัตว์กัดต่อย” เฉิน จาง หนึ่งในคณะแพทย์ทหารจีนกล่าว “นอกจากนั้นเราพบว่าคนไข้บางส่วนไม่ได้รับประทานอาหารเลยมานานหนึ่งถึงสองวันแล้ว”



คณะแพทย์ทหารจีนส่วนหนึ่งยังออกเดินทางไปยังหมู่บ้านที่ถูกน้ำท่วม เพื่อตรวจเช็คสุขภาพของชาวบ้านตามศูนย์พักพิงชั่วคราวและปฏิบัติงานป้องกันโรคระบาด โดยหลิว เจินสยง เป็นหนึ่งในสมาชิกที่เดินทางพร้อมเจ้าหน้าที่ลาวไปยังหมู่บ้านบ้านบอก (Ban Boc) เมื่อวันเสาร์ (28 ก.ค.) ที่ผ่านมา



“เราเดินทางไปที่หมู่บ้านบ้านบอกซึ่งเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวบนที่ราบสูงและทำการตรวจรักษาชาวบ้านกว่า 100 คนในวันเดียว” หลิวบอกเล่าสถานการณ์ “ชาวบ้านบอกว่าพวกเราเป็นทีมแพทย์ต่างชาติชุดแรกในบ้านบอก พวกเขายังยกนิ้วแสดงความชื่นชมเราด้วย”



แม้ปัจจุบันระดับน้ำจะลดลงบ้างแล้วแต่ยังมีน้ำนิ่งท่วมขังอยู่ในพื้นที่ประสบภัยพิบัติ ชาวบ้านจำนวนมากต้องใช้ชีวิตในศูนย์พักพิงแห่งต่างๆ อย่างแออัดยัดเยียด ซึ่งประกอบกับสภาพอากาศร้อนชื้นของลาวตอนใต้ ก็ก่อให้เกิดความเสี่ยงโรคระบาดแพร่กระจายในระดับสูงมาก



กัว จินเผิง หนึ่งในคณะแพทย์ทหารจีนกล่าวว่าควรเริ่มงานป้องกันการแพร่ระบาดของโรคให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้หรือไม่ควรช้าเกิน 72 ชั่วโมง นับตั้งแต่เกิดภัยพิบัติลักษณะดังกล่าวที่มักพบโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร โรคติดเชื้อที่มีแมลงเป็นพาหะ และภาวะอาหารเป็นพิษ


ด้วยเหตุนี้ คณะแพทย์ทหารจีนจึงเร่งแนะนำชาวบ้านทิ้งขยะของเสียอย่างถูกสุขลักษณะ ดื่มน้ำสะอาด และล้างมือก่อนรับประทานอาหาร รวมถึงจัดตั้งกลไกการรายงานกรณีต้องสงสัยเพื่อขจัดความเสี่ยงการติดเชื้อขนานใหญ่ในกลุ่มชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตามศูนย์พักพิงชั่วคราว.


“เพื่อกำจัดความเสี่ยงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อที่มีแมลงเป็นพาหะ จีงเป็นสิ่งสำคัญมากที่ต้องมีการลดความหนาแน่นของประชากรแมลงท้องถิ่น” กัวกล่าวหลังเขาและเพื่อนร่วมงาน รวมถึงเจ้าหน้าที่ลาว ขับยานพาหนะสำหรับงานควบคุมและป้องกันโรคไปยังหมู่บ้านมิตรสัมพันธ์เพื่อปฏิบัติการควบคุมแมลง



กัวเสริมว่าพวกเขาฉีดพ่นยาตามทุ่งหญ้าเพื่อลดจำนวนแมลงราวสองครั้งต่อวัน แต่จะไม่ฉีดซ้ำที่เดิมในรอบเจ็ดวัน เพื่อหลีกเลี่ยงผลเสียหายต่อสภาพแวดล้อมท้องถิ่น



ทั้งนี้ รายงานล่าสุดระบุยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 9 ราย และผู้สูญหาย 122 ราย
..........

(หมายเหตุ : ข้อมูลจากเฟซบุ๊กChina Xinhua News)

สำนักวิปัสสนากัมมัฏฐานงุยเตาอูเมียนมาเปิดรับบริจาคช่วยน้ำท่วม




วันที่ 30 ก.ค.2561 พระสะยาดอ ภัททันตะวิโรจนะมหาเถระ สำนักวิปัสสนากัมมัฏฐานงุยเตาอู อ.ท่าขี้เหล็ก รัฐฉาน สหภาพเมียนมา  เชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากน้ำท่วมหนักหลายรัฐ ในประเทศเมียนมา อบอพยพประชาชนที่อาศัยอยู่ตามลุ่มน้ำอิรวดีและแม่น้ำสาขากว่าห้าหมื่นคน และมีแนวโน้มว่าจะต้องอพยบมากถึง หนึ่งแสนคน พระ เณร ต้องลุยน้ำบิณฑบาต ซึ่งสามารถติดต่อบริจาคได้ที่แม่ชีเกษร เมฆวดี โทร./ไลน์ 087-193-9218 ไลน์ไอดี maygavati1  



สำหรับสำนักวิปัสสนากัมมัฏฐานงุยเตาอูได้รวมกับสถาบันวิปัสสนาธุระ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร)  ภายใต้การนำของ พระราชสิทธิมุนี วิ. ผู้อำนวยการ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างสำนักวิปัสสนากรรมฐานงุยเตาอูกับสถาบันวิปัสสนาธุระ ในการพัฒนาวิปัสสนากรรมฐานไทย เพราะมีพระนิสิตในหลักสูตรวิปัสสนาภาวนา มจร ที่เดินทางไปปฎิบัติกรรมฐาน 3 เดือนและพระสังฆาธิการ พระภิกษุที่สมัครเข้าโครงการปฎิบัติกรรมฐาน 7 เดือน ของสถาบันวิปัสสนาธุระด้วย 


..........

(หมายเหตุ : ข้อมูลจากเฟซบุ๊ก Kaesorn Maygavati)

วัดไทยในเยอรมนีจัดแห่เทียนแบบพอเพียง



วันที่ 30 ก.ค.2561  เนื่องในเทศกาลเข้าพรรษาในต่างแดน พระธรรมทูตไทยได้จัดกิจกรรมนำบุญตามประเพณี อย่างเช่นที่วัดพุทธาราม วาร์บวร์ก ประเทศเยอรมนี จัดแห่เทียนแบบพอเพียง


สามเณรวัดวิเวกวนาราม วิถีแห่งธรรม วิถีแห่งพอเพียง



วันที่ 30 ก.ค.2561 เพจพระดร.อรุณเมธี พุทธิภัทโท ได้โพสต์ข้อความว่า พระเณรวัดวิเวกวนาราม ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่  นำโดยพระครูศรีปัญญาวุธ เป็นพระภิกษุสามเณรบนดอยที่บวชเรียนในโครงการพระธรรมจาริก ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย อยู่ที่วัดวิเวกวนาราม ซึ่งปีนี้มีพระเณรจำพรรษา 160 รูป สามเณรปลูกผักปลอดสารเคมีไว้ฉันเอง อยู่แบบพอเพียง บนวิถีแห่งการศึกษาธรรมะทางพระพุทธศาสนา การได้อุปถัมภ์พระภิกษุสามเณรย่อมเป็นบุญ อีกอย่างวัดเวกวนารามอยู่ในป่ายุงมาก




ขณะที่วัดศรีโสดา พระอารามหลวง จ.เชียงใหม่ พระภิกษุ จำนวน 55 รูป และสามเณร จำนวน 352 รูป รวม 407 รูป พร้อมใจกันอธิฐานจำพรรษา ภายใต้การนำของพระเทพโกศล เจ้าอาวาส โดยได้เน้นให้พระเณรบวชมาต้องเอาใจใส่ในการศึกษาพระธรรมวินัยและเมื่อมีความรู้ก็ให้ขึ้นดอยไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาบนดอยแก่ชาวเขาตามหมู่บ้านต่างๆ

เมียนมาอ่วมไม่แพ้ลาว!พระ-เณรลุยน้ำบิณฑบาต




วันที่ 30 ก.ค.2561 จากอิทธิพลพายุโซนร้อนเซนติญส่งผลกระทบในพื้นที่เอเชียหลายพื้นที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ประเทศเมียนมา ภาคเหนือของประเทศไทย ทำให้พระภิกษุและสามเณรต้องลุยน้ำบิณฑบาต ขณะยอดผู้เสียชีวิตจากอุทกภัยเพิ่มเป็น10 คน ทางการสั่งอพยพประชาชนเพิ่มอีก 54,000 คน

วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ของบริจาคลาวล้น!ต้องการจิตอาสาแยกของด่วน



วันที่ 30 ก.ค.2561  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่มีหน่วยงานและคณะบุคคลต่างๆได้บริจาคสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยเขื่อนอัตตะปือ ประเทศลาว แตกเป็นจำนวนมากนั้น เฟซบุ๊ก Boa Phijika ได้โพสต์ภาพและข้อความแปลเป็นภาษาไทยว่า "ตอนนี้ยังคงต้องการจิตอาสาเพื่อช่วยกันแยกของบริจาคให้เป็นสัดส่วน เพื่อสิได้หาพบได้ง่ายเพราะตอนนี้มีมากเหลือเกิน"



ทั้งนี้เฟซบุ๊ก Naga King ได้แสดงความเห็นว่า  ลาวต้องเปิดใจ..เหมือนไทยกรณีหมูป่า?


@ ผมเริ่มเห็นความยุ่งยากของกลุ่มอาสาสมัครไทยที่เข้าไปช่วยคนลาวกรณีเขื่อนแตกว่าหลายเรื่องยังติดๆขัดๆอยู่โดยเฉพาะเรื่องเอกสารการเข้าสู่ลาว หรือขั้นตอนที่ยุ่งยากหลายอย่างผมว่าตอนนี้เป็นสถานการณ์เฉพาะที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน ทางลาวต้องอำนวยควาสสะดวกให้เต็มที่


@ บทเรียนกรณีหมูป่า : ไทยเปิดใจและเปิดทาง


ผมว่าเหตุภัยพิบัติหรืออุบัติเหตุที่ผ่านมาของไทยคือกรณีหมูป่านั้น รัฐบาลไทยโดยการนำของท่าน พล.อ.ประยุทธ์ ท่านทำถูกมากคือไม่มีอคติหรือการถือตัวว่าไม่เป็นไร เราทำได้


แต่ท่านเปิดใจกว้างๆว่าใครมีความสามารถมาช่วยเหลือมาเลย มาได้เลยอย่ารีรอ จากนั้นเปิดทางให้นานาชาติเข้ามาสู่พื้นที่ที่เป็นเขตภัยพิบัติอย่างเต็มที่ และในขณะเดียวกัน ไทย "เปิดพิ้นที่ให้สื่อต่างชาติ"ได้ทำงานอย่างเต็มที่


จึงทำให้เรื่องหมูป่าดังไปทั่วโลก และที่สำคัญคือ ไทยดูแลแขกนานาชาติที่เข้ามาทำงานช่วยเหลือในฐานะที่เป็นมิตรประเทศด้วยดี เช่น ระดมคนมาตั้งโรงทาน บริการอาหารบริการนวด สร้างบรรยากาศในพื้นที่ที่เป็นปัญหาให้มี "บรรยากาศแห่งมิตรภาพที่ดีที่สุด"


ใครจะไปคิดว่า พื้นที่ภูหลวงจะมีบรรดาหมอนวดไปบริการนวดให้เจ้าหน้าที่ถึงที่ได้ นั่นเพราะไทยเรามีการจัดลำดับความสำคัญและการสร้าง "จิตอาสา"แบบผูกมิตรไม่ใช่ทำลายมิตรและไม่ปิดกั้นความช่วยเหลือใดๆจากนานาชาติ


ผมว่า เราดังไปทั่วโลกไม่ใช่อะไร แต่มันดังมาจาก "ความมีน้ำใจ และความใจกว้างที่เปิดทางให้มีการเดินทางเข้ามาช่วยเหลือของนานาชาติได้ดี"


ผมเห็นทหารอเมริกาเล่นเกมกับทหารไทยระหว่างหยุดพักภารกิจ งัดข้อหรือเล่นมายากลกัน มันเป็นภาพที่สวยงามมากนะครับ


@ ลาวต้องเปิดใจกว้าง เปิดทางให้โล่ง เพื่อช่วยเพื่อนร่วมชาติ ?


สำหรับลาวมีเหตุเขื่อนแตกแบบไม่ทันตั้งตัวขึ้นไม่นานจากที่หมู่ป่าออกมาจากถ้ำได้แล้วน่าจะได้เห็น แนวทางในการให้การช่วยเหลือภัยพิบัติจากธรรมชาติผ่านองค์กรนานาชาติหรือผ่านสังคมโลกแบบที่ภูหลวงถ้ำเขานางนอนได้ไม่ยากนัก


แต่ก็อย่างว่า ลาวกับไทยมีระบอบการปกครองที่แตกต่างกันไทยแบบเสรีประชาธิปไตยแบบไทยๆ ส่วนลาวเป็นแบบคอมมิวนิสต์ บางเรื่องจึง "คาดหวังยาก"


โดยเฉพาะท่าทีที่มีต่อการช่วยเหลือเรื่องของภัยพิบัติอาจจะไม่เปิดกว้างอย่างไทย หรืออำนวยความสะดวกได้อย่างที่เราคนไทยทำกันที่ถ้ำนางนอนได้


แต่อย่างไรก็ตามผมก็ขอวิงวอนไปยังรัฐบาลลาวว่า เรื่องการเมืองเก็บพับเอาไว้ก่อนก็ได้ดอกครับ ตอนนี้ให้เอาเรื่องชีวิตรอดของชาวบ้านไว้ก่อนดีกว่า การเมืองมาแล้วก็ไป แต่ชีวิตคนเราหากสิ่นไปแล้วเอากลับมาแบบเก่าไม่ได้นะครับ


สิ่งที่จะต้องทำคือเปิดประตูรับขบวนรถช่วยเหลือ ส่งเจ้าหน้าที่มาที่จุดรับของหรือหาเรือเพื่อให้รถขนของสามารถข้ามผ่านไปสู่อีกฝั่งให้ได้แล้วสิ่งที่เป็นสิ่งของช่วยเหลือจะทะลักเข้าไปถึงผู้ประสบภัยทันท่วงที

นอกจากนั้นรัฐบาลลาวควรที่จะตั้งหน่วยประสานงานจัดโซนพื้นที่รองรับ คัดแยกสิ่งของบริจาคและบรรดาอาสากู้ภัยต่างๆที่เข้าไปให้สามารถทำงานได้อย่างทันท่วงที วินาทีนี้ "ชีวิตรอดสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด"


@ เปิดทางสื่อต่างชาติเข้าไปรายงานข่าว คือ ความจริงที่ต้องทำ ?


ผมว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้กรณีหมูป่าดังไปทั่วโลกคือเรามีสื่อรายงานสถานการณ์เรื่องของถ้ำไปทุกระยะ สื่อทุกแขนงมารายงานในพื้นที่อย่างเต็มที่ทำให้ทั่วโลกมองเห็นและเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างเต็มที่

กรณีเขื่อนแตกที่ลาว ลาวควรใช้วิกฤตตรงนี้ให้เป็นโอกาสในการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศเพื่อให้มิตรประเทศมองเห็นปัญหาของการช่วยเหลือและส่งความช่วยเหลือมาอย่างเต็มที่


อย่างที่ผมว่าการปิดกั้นสื่อไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลยในตอนนี้เพราะโลกเรามันก้าวผ่านยุคของ "ความขัดแย้งและลัทธิทางการเมือง"มานานแล้วครับ


เพราะยุคนี้มันเป็นยุคของสื่อสารและเทคโนโลยียุคแห่งความเข้าถึงข้อมูลของมวลมนุษยชาติ เรื่องการเมืองเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการพิจารณาเป็นอันดับรองจากเรื่องความเป็นความตายของชาวบ้าน


เพราะเรื่องชาวบ้านเป็นเรื่องของมนุษยชาติที่ยุคนี้เราจะต้องมองกันที่ความเป็นคน ความอยู่รอดและการอยู่ร่วมกันได้ของมนุษย์ เรื่องการเมืองผมว่ายุคนี้มันตกยุคไปแล้ว


เนื่องจากโลกมันแคบลงๆทุกวันรัฐที่อยู่รอดได้ก็คือรัฐที่ยอมรับการปรับตัวต่อกระแสการเปลี่ยนแปลง หากไม่เป็นอย่างที่ผมว่า โซเวียตคงไม่ยอมที่จะตัดสินสจ "หั่นรัฐชาติ " ของตัวเองออกไปเป็นรัฐอิสระต่างๆหลายรัฐหรอกครับ


เนื่องจากว่าการมีพื้นที่เยอะเกินไปทำให้ปกครองยาก ดูแลยาก ที่รัสเซียต้องทำแบบนั้นเพราะจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้อยู่ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงนี้ให้ได้


ผมว่าเรื่องการเมืองรูปแบบรัฐก็เอาไว้ก่อนก็ได้ ตอนนี้เอาชีวิตคนให้รอดก่อน ผมเชื่อในพลังและศักยภาพของลาวที่จะสามารถฝ่าอุปสรรคปัญหานี้ไปได้และผมให้กำลังใจท่านผู้นำของลาวที่เอาใจใส่ในเรื่องนี้ด้วยดีมาตั้งแต่ต้น และรวมถึงเอาใจช่วยประชาชนชาวลาวที่กำลังประสบภัยพิบัติอยู่ให้รอดปลอดภัยกันทุกคน


และให้กำลังประชาชนชาวลาว หน่วยงานของรัฐของลาวทุกภาคส่วนที่ไม่นิ่งนอนใจในการช่วยเหลือประชาชนลาวมาตั้งแต่แรกให้สามารถดำเนินการช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยให้รอดปลอดภัยให้ได้มากที่สุด ผมและคนไทยทุกคนที่เฝ้าติดตามเรื่องราวการประสบภัยครั้งนี้ของลาวยังเป็นห่วงและเอาใจช่วย รัฐบาลลาว กองทัพลาว ประชาชนชาวลาวทุกภาคส่วนครับ หวังว่าภัยพิบัติในครั้งนี้จะผ่านพ้นไปด้วยดีนะครับ


ขอบคุณครับ

Naga King


อบรมนักข่าวเพิ่มทักษะทำข่าวยามขัดแย้ง-ภัยมา



วันที่ 30 ก.ค.2561 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จับมือสหภาพแรงงานกลางสื่ิอมวลชนไทย และหลายองค์กร จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “การรายงานข่าวในสถานการณ์ความรุนแรงและภัยพิบัติ” หรือ Safety Training รุ่นที่ 9 ระหว่างวันพฤหัสบดีที่ 26 – วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 ณ อุทยานแห่งชาติน้ำตกสามหลั่น จ.สระบุรี


นายปราเมศ เหล็กเพ็ชร์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า เนื้อหาหลักสูตรของการอบรมครั้งนี้ประกอบด้วย 1.การเตรียมตัวและวางแผนก่อนลงพื้นที่ปฏิบัติงานข่าว 2.การเข้าทำข่าวในพื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติและพื้นที่ความขัดแย้ง 3. การเอาตัวรอด ช่วยชีวิต และการปฐมพยาบาลเชิงยุทธวิธีในสถานการณ์ฉุกเฉิน และ 4.ภาษาที่ใช้ในการรายงานข่าวในสถานการณ์ความขัดแย้งและภัยพิบัติ ไม่ให้เป็นผู้ขยายข้อความเพิ่มความขัดแย้ง หรือ Hate speech รวมทั้งเป็นผู้ตรวจสอบข่าวลือ ข่าวลวง หรือ Fake news ที่กำลังเป็นปัญหาของโลกออนไลน์ในปัจจุบัน


นายปราเมศ กล่าวว่า การอบรมในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสดีที่สื่อมวลชนทุกคน ไม่ว่าจะทำข่าวสายไหน เป็นสื่อประเภทใด จะได้มีโอกาสเพิ่มศักยภาพให้กับตัวเอง และเข้ากับสถานการณ์ตอนนี้ ที่มีเหตุการณ์ภัยพิบัติเกิดขึ้นทั่วโลก คนที่ไม่เคยทำสนามข่าวภัยพิบัติหรือความขัดแย้งมาเลย หลังจากผ่านการอบรมครั้งนี้จะได้นำบทเรียนที่ได้รับจากการอบรม ไปเป็นด่านทดสอบว่าเมื่อได้รับการอบรมมาแล้ว การทำข่าวดีขึ้นไหม การประสานงานกับเพื่อนร่วมทีม กับกอง บก. เป็นอย่างไร


“ ซึ่งอยากให้ระลึกไว้เสมอว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำข่าวไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงหรือภัยพิบัติ คือ นักข่าวต้องปลอดภัยกลับมา และการรายงานข่าว จะต้องไม่ซ้ำเติมสถานการณ์ และไม่เป็นภัยต่อสังคม ซึ่งนี่คือหัวใจของการอบรม Safety Training ”


ด้านนายจีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง รองเลขาธิการสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และเลขาธิการสหภาพฯ ในฐานะผู้จัดการโครงการฯ กล่าวว่า สำหรับการอบรม Safety Training เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ความรุนแรง จากการชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2553 หลังผ่านเหตุการณ์ครั้งนั้น สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ได้มีการจัดงานเติมกำลังใจ ให้กับสื่อมวลชน และรับการยื่นข้อเสนอ 11 ข้อ ให้สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์จัดหลักสูตรอบรม ให้องค์ความรู้ การทำข่าวในสถานการณ์ความรุนแรง ก่อนที่จะเริ่มมีการอบรมเชิงปฏิบัติการ Safety Training รุ่น 1 ในปี 2553 และจัดต่อเนื่องทุกปี มาจนถึงปัจจุบัน เป็นรุ่นที่ 9 แล้ว มีสื่อมวลชนที่ผ่านการเข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการ Safety Training แล้ว รวมกว่า 300 คน


"โดยปีนี้ มีการปรับและพัฒนาหลักสูตรให้เหมาะสมกับสถานการณ์การทำงานของสื่อมวลชนในปัจจุบัน ที่ต้องลงพื้นที่ภัยพิบัติ โดยเฉพาะพื้นที่น้ำท่วมอยู่บ่อยครั้ง จึงมีการเพิ่มหลักสูตรการรายงานข่่าว การเอาตัวรอดในการทำข่าวทางน้ำเพิ่มขึ้นมา เพื่อให้มีทักษะในการรายงานข่าวที่ถูกต้องและปลอดภัยมากขึ้น"


ผู้จัดการโครงการ กล่าวว่า สำหรับการอบรมครั้งนี้จัดโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีผู้รับการอบรมเป็นสื่อมวลชนจากหลายสำนักและสื่อหลายแขนง จำนวน 29 คน ได้รับการสนับสนุนจาก สหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ(สพฉ.) บมจ. บางจาก บมจ.วิริยะประกันภัย เครือเนชั่น บริษัท แอลเอสเทคโนโลยี จำกัด นอกจากนี้ สมาคมนักข่าวฯ ยังขอขอบคุณทีมกู้ชีพทางน้ำ ใจถึงใจ คนไทยไม่ทิ้งกัน ที่ส่งทีมงานมาร่วมถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้เข้าอบรม และสถานีโทรทัศน์ PPTV ช่อง 36 ที่นำเสื้อชูชีพของสถานีมาสนับสนุนการอบรมทางน้ำครั้งนี้ด้วย

ศาสนาพุทธ กำลังเบ่งบานในรัสเซีย โดยเฉพาะในหมู่ปัญญาชน




พระสงฆ์ผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ชื่อ Chatree Hemapandha  หรือ พระชาตรี เจ้าอาวาสวัดไทยในรัฐเซีย ท่านได้เผยแพร่คลิปชาวรัสเซียที่หันหน้ามานัถือศาสนาพุทธ ได้สวดสัพพมงคลคาถาให้คนไทยที่ส่งเสริสศสานาพุทธในประเทศรัสเซีย ที่กำลังเบ่งบานและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพมะกลุ่้มคนปัญญาชนและคนชั้นสูง

โดยได้โพสท์ระบุว่า วัดไทยในรัสเซีย New Russian Generation and Meditationชาวพุทธในรัสเซีย สวด สัพพมงคลคาถา หรือบท ภะวะตุสัพพ์ เป็นของขวัญแก่คนไทยทุกคนที่ส่งเสริมและสนับสนุนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศรัสเซียศาสนาพุทธ กำลังเบ่งบานในรัสเซีย โดยเฉพาะในหมู่ปัญญาชน คนชั้นสูงและคนที่มีศักยภาพในสังคม(ข้อมูลจากhttps://board.postjung.com/1089301.html)

บรรยากาศดังกล่าวคือที่วัดพุทธวิหารวิปัสสนา แห่งเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบอร์กภายใต้การบุกเบิกของลูกศิษย์หลวงพ่อปัญญาคือพระมหาชาตรี เหมพันธ์ เจ้าอาวาสวัดพุทธปัญญาสอนฝึกการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานให้กับชาวรัสเซียเดียวนี้มีชาวรัสเซียหันมานับถือพระพุทธศาสนามากถึง 2 ล้านคนแล้วอย่างไรก็ตามขณะนี้ทางวัดทางวัดาแบกรับค่าใช้จ่ายภายในวัดและค้างจ่ายซื้อที่ดินขยายวัดจึงได้บอกผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวคือChatree Hemapandha ระบุสามารถโอนเข้าบัญชีธนาคารกรุงเทพ สาขาห้าแยกปากเกร็ด ชื่อบัญชีวัดอภิธรรมพุทธวิหารเซนต์ปิเตอร์ส้บอร์ก หมายเลข 207-4-17990-0 โดยบอกว่า "ถ้าอยากช่วยพระพุทธศาสนาในรัสเซีย โปรดช่วยอาตมาอีกสักครั้ง"


และได้แจ้งว่า "ปีนี้โชคดีมีพระวิปัสสนาจารย์ใหญ่ พระภาวนาพิศาลเมธี หรือ เจ้าคุณประเสริฐ มันตเสวี แห่ง มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มาช่วยสอนกรรมฐาน นอกจากนี้ พระธรรมทูต พระวิทยา สิริสาโร จากวัดศาลาเย็น จังหวัดสุรินทร์ มาช่วยงานสอนกรรมฐานและช่วยดูแลเรื่องสื่อการสอน และ Public Relation ของวัดไทยในรัสเซียอีกรูปส่วนอีกรูปพระฝรั่งลูกศิษย์ชาวรัสเซีย เรียนจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย รับปริญญาล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2561 พระ ดร.อเล็กซานเดอร์ เบเรซิน หรือ ฉายา ธัมมาวุโธ ท่านเป็นความหวังของพระพุทธศาสนาในรัสเซีย อาตมาเบาใจขึ้นมาก" 

ขณะเดียวกันเพจ"เพื่อธรรมเพื่อชีวิต" ได้แสดงความเห็นโดยอ้างอิงข้อมูลข้างต้นความว่า 
  
#พระพุทธศาสนากำลังรุ่งเรือง
อยากมากมายทั้งในจีนและรัสเซีย

ขณะที่พุทธศาสนาในบ้านเรา
กำลังถูกทำให้ถดถอยโดยกลุ่มคน
ที่อ้างว่า "รักพระพุทธศาสนา"
แต่ไม่เคยผ่านการบวช แม้ครึ่งวัน
และไม่มีผลงานใด ในอดีต ที่เป็น
เครื่องการันตี ว่าเคยทำอะไรเพื่อ
พุทธศาสนา ตามที่กล่าวอ้าง
ว่ารักและห่วงใยพุทธศาสนาบ้าง

แต่ศาสนาพุทธกำลังเบ่งบาน
ในประเทศรัสเซียโดยเฉพาะในหมู่
ปัญญาชนคนชั้นสูง
และคนที่มีศักยภาพในสังคม
ได้พากันหันมาสนใจ การทำสมาธิ
ให้จิตสงบมากขึ้น แบบไม่เคยเป็น
มาก่อนในรอบหลายร้อยปี

ในขณะเดียวกัน เมื่อเหลือบมอง
ไปที่ประเทศจีนกลับพบว่า
จีนก็เริ่มพลิกตัว ในเรื่องศาสนา
แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเช่นกัน

จากที่ในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม
คอมมิวนิสต์จีน เคยมองว่าศาสนา
คือยาเสพติด ที่จะต้องถูกทำลาย
ให้หมดสิ้น แต่ปัจจุบันผู้นำจีน
กลับมองว่าประเทศจีนไม่สามารถ
ทนเป็นรัฐที่ไร้ศาสนาได้อีกต่อไป

จำเป็นต้องฟื้นฟูศาสนาโดยด่วน
เพราะปัญหาสังคมที่ถาโถมเข้ามา
ในปัจจุบันนั้นเกินกำลัง
ที่จะจัดการให้เรียบร้อยด้วยอาศัย
กฎหมายแต่เพียงอย่างเดียว
จำเป็นต้องมีศาสนามาช่วย
กล่อมเกลาจิตใจเพื่อช่วยป้องกัน
และช่วยลดทอนปัญหาสังคม
อีกทางหนึ่งควบคู่กันไปด้วย

โดยศาสนาที่ถูกจีนเลือกเฟ้น
มาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนา
จิตใจประชาชนในประเทศ
ก็คือไตรภาคีศาสนาหรือศาสนา
ดั้งเดิมที่เคยเจริญรุ่งเรือง
ในแผ่นดินจีนมาก่อนอัน ได้แก่
ศาสนาที่เรียกว่าไตรภาคีศาสนา
คือศาสนาพุทธนิกายมหายาน
ศาสนาขงจื้อ และศาสนาเต๋า

เป็นเรื่องแปลกอยู่ไม่น้อย
ที่ประเทศคอมมิวนิสต์เบอร์ต้น
ของโลกที่ครั้งหนึ่งเคยเป็น
ปฏิปักษ์กับศาสนาอย่างรุนแรง
ถึงขั้นที่ต้องกำจัดและกวาดล้าง

แต่มาวันนี้กลับเห็นว่าศาสนา
เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ถ้าจะต้องรับมือ
กับปัญหาสังคมที่เกิดขึ้น
และได้ลุกลามไปในทุกองคาพยพ
ของสังคมมากขึ้นทุกขณะ

ผู้รู้หลายท่านคาดการณ์กันไว้ว่า
ในอนาคตอันใกล้นี้
ดุลอำนาจของโลกจะเปลี่ยนไป
จากโลกตะวันตกจะกลับมาเป็น
ประเทศ "รัสเซีย" และ "จีน"
ที่จะผงาดขึ้นมาเป็นประเทศ
มหาอำนาจอันดับ1และ2ของโลก

และสิ่งที่น่าจับตามองอย่างมี
นัยยะสำคัญก็คือศาสนาที่กำลัง
มีแนวโน้มสูงมากที่จะรุ่งเรือง
ในประเทศนั้นก็คือพุทธศาสนา
และจะเจริญขึ้นอย่างรวดเร็วแบบ
ก้าวกระโดดในสองประเทศนี้ด้วย

พุทธศาสนาจะเจริญในประเทศ
ที่ผู้นำมีความซื่อสัตย์ และตั้งใจทำ
เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน
อย่างแท้จริงเท่านั้น
ถ้ารักประชาชน บอกได้คำเดียวว่า
ไม่มีของขวัญชิ้นใดเลยจะมีคุณค่า
เท่ากับของขวัญ "คือพุทธศาสนา"

ถ้าเปรียบประเทศเหมือนแผ่นดิน
ศาสนาก็เปรียบเหมือนต้นไม้
ผู้นำและประชาชนคนในประเทศ
เป็นอย่างไร ก็เหมาะกับศาสนา
อย่างนั้นศาสนานั้น ก็จะรุ่งเรือง

#ศาสนาที่ดีจะไม่สามารถรุ่งเรือง
ในดินแดน ที่มีแต่คนเลวๆ ได้เลย
ไม่ว่าจะในยุคใด หรือในกาลไหน

..........เพื่อธรรมเพื่อชีวิต..........
....เพื่อความสุขและสันติภาพ....



ครัว"ธานี เทือกสุบรรณ"ช่วย"ไทย ลาว เราไม่ทอดทิ้งกัน"



วันที่ 30 ก.ค.2561 เฟซบุ๊กกำนันเล็ก ธานี เทือกสุบรรณ  ได้โพสต์ข้อความว่า ไทย ลาว เราไม่ทอดทิ้งกัน..

ผมและคณะจิตอาสา มาในนามตัวแทนของพี่น้องชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานีและพี่น้องชาวไทยมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนประเทศลาวที่ประสบอุทกภัย ที่เมืองอัตปือ ไม่สามารถไปได้ถึงสนามไชยก็เลยมาตั้งโรงครัวอยู่ที่ศูนย์ราชการศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยอัตปือ เลยทำข้าวกล่องให้อาสาสมัคร เอาขึ้นไปให้พี่น้องประชาชนที่สนามไชย ทำข้าวต้มไปให้ผู้ประสบภัยที่อยู่โรงพยาบาลเลิด ทำข้าวกล่องไปให้ผู้ที่อพยพมาอยู่ที่โรงเรียนอัตปือ วันนี้ทำข้าวกล่องมาแล้วประมาณ 3000 กล่อง และทำอาหารให้พี่น้องอาสาสมัครและประชาชนที่มาช่วยงานได้รับประทาน

การกระทำครั้งนี้ขอถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ์ฯ

ขอขอบพระคุณทุกๆท่านที่ช่วยสมทบทุน ทั้งบริจาคบริจาคเงินและอาหารสด ในการทำอาหารช่วยเหลือพี่น้องชาวลาวในครั้งนี้

#ขอพระองค์ทรงพระเจริญ #จิตอาสาขอทำความดี
#ไทยลาวไม่ทิ้งกัน"


มหาเถรสมาคมส่งน้ำใจไปสปป.ลาว มอบกัปปิยภัณฑ์ 558,574 บาท



วันที่ 30 ก.ค.2561 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก บัญชาให้คณะสงฆ์หนตะวันออก ร่วมช่วยเหลือ สปป.ลาว ในการนี้พระพรหมวชิรญาณ กรรมการมหาเถรสมาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ ของมหาเถรสมาคม ร่วมกับคณะสงฆ์จังหวัดอุบลราชธานี, คณะสงฆ์กรุงเทพมหานคร, สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดอุบลราชธานี ส่วนราชการ เอกชน ทานบดี พ่อค้า ประชาชน 

ร่วมปันน้ำใจถวายพระภิกษุสามเณร และเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบภัย แขวงอัตตะปือ สปป.ลาว โดยมอบกัปปิยภัณฑ์ จำนวน 558,574  บาท และเครื่องสมณปริโภค เครื่องอุปโภค จำนวน 7 คันรถ โดยมีนายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นผู้รับมอบและนำส่งเพื่อช่วยเหลือเยียวยาสืบไป





วัดพระธรรมกายทั่วโลกมอบ 100 ล้านกีบช่วยลาว



วันที่ 29 ก.ค.2561 พระวิเทศภาวนาจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายแคลิฟอร์เนีย ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และพระครูวิบูลนิติธรรม เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายไอจิ รองประธานมูลนิธิธรรมกาย พร้อมคณะเข้ามอบเงิน จำนวน 100,000,000 กีบ (หนึ่งร้อยล้านกีบประมาณ 4 แสนบาทกว่า) แก่ทูตแสง สุขะทิวง เอกอัครราชทูตแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประจำราชอาณาจักรไทย เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมใน สปป.ลาว

พระสงฆ์กัมพูชา!ใช้สิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้งทั่วไป




วันที่ 29 ก.ค.2561 ที่ประเทศกัมพูชามีการเลือกตั้งทั่วไป   โดยผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงมากกว่า 8 ล้านคนได้ลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้ ซึ่งเป็นครั้งที่ 6 ของประเทศ นับตั้งแต่สหประชาชาติให้การสนับสนุนการเลือกตั้งของประเทศเมื่อปี 2536 ซึ่งนางอิม จันทาน วัย 54 ปี ผู้ออกไปใช้สิทธิ์คนหนึ่งกล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้สำคัญต่อเธอมาก เนื่องจากเธอต้องการมีความสุข อยากเห็นการพัฒนาและสันติภาพในประเทศ และเธอก็กล่าวว่า เธอจะใช้สิทธิ์ที่คูหาเลือกตั้งเดียวกันกับนายกรัฐมนตรีฮุนเซน 

อย่างไรก็ตามในการเลือกตั้งกัมพูชานี้พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งด้วย เช่นเดียวกับประเทศศรีลังกา เมียนมา ยกเว้นประเทศไทย

..............


(หมายเหตุ : ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก Al Jazeera English)

เด็กไทยยุค4.0!ฝึกนั่งสมาธิทำให้มีพุทธิปัญญาประดิษฐ์




วันที่ 29 ก.ค.2561 เฟซบุ๊ก A Divine One21 ชม. ได้โพสต์ภาพและข้อความว่า "เด็กสากลกำลังฝึกนั่งสมาธิในโรงเรียนของพวกเขา การตั้งสติช่วยให้พวกเขามีปัญญาที่ดี"




วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

พลเอกเจ้ายอดศึกนำพี่น้องไทใหญ่ถวายพระพรร.10



วันที่ 29 ก.ค.2561 เพจ Tai Community Online ได้โพสต์ข้อความว่า "พลเอกเจ้ายอดศึก ได้นำประชาชนและนายทหารชาวไทใหญ่จัดพิธีถวายพระพรสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ณ กองบัญชาการดอยไตแลงท่ามกลางสายฝนในวันนี้"


เหรียญปลอดภัย'หลวงพ่อทวีป สมพงษ์' อดีตเกจิดังกำแพงเพชรทายาทราชวงศ์ลาว



เหรียญปลอดภัย'หลวงพ่อทวีป สมพงษ์' อดีตเกจิดังกำแพงเพชรทายาทราชวงศ์ลาว : สำราญ สมพงษ์ (FB-samran sompong) รายงาน 
                คำว่า "ปลอดภัย" ในวงการพระเครื่องถือว่าเป็นคำมงคล ถูกนำไปใช้ในการสร้างวัตถุมงคล แต่ที่มีชื่อเสียงเห็นจะเป็นเหรียญปลอดภัยหลวงพ่อพระวิบูลวชิรธรรม(สว่าง เจริญศรี) อดีตเจ้าอาวาสวัดคฤหบดีสงฆ์ (ท่าพุทรา) อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร ถือว่าเป็นสุดยอดแห่งเหรียญปลอดภัย

                ด้วยอิทธิพลแห่งเหรียญปลอดภัยดังกล่าว ทำให้หลวงพ่อทวีป ญาณวโร นามสกุลสมพงษ์ หรือพระสิทธิธรรมเวที อดีตเจ้าอาวาสวัดจันทาราม  บ้านวังแขม  หมู่ที่ 1    ต.วังแขม   อ.คลองขลุง  พระเกจิชื่อดังแห่งเมืองกำแพงเพชรและภาคเหนือ ได้สร้างเหรียญปลอดภัยขึ้นมาด้วย โดยเรียกขานกันว่าเหรียญปลอดภัยหลวงพ่อทวีป ญาณวโร และมีการโพสต์ให้เช่าหรือประมูลในกระดานเว็บไซต์พระเครื่องอยู่เสมอ ด้วยความเชื่อว่าหากมีไว้ติดตัวแล้วจะปลอดภัย

                ความจริงแล้วพระเครื่องที่หลวงพ่อทวีปสร้างขึ้นขณะที่มีชีวิตอยู่นั้นหลายรุ่น โดยลูกศิษย์ก็ได้ทำเฟซบุ๊กในนาม "ชมรมศิษย์หลวงพ่อทวีป ญาณวโร" และเว็บไซต์ lptaveep.com ให้ผู้สนใจได้ติดตาม อย่างเช่น สมเด็จปลอดภัย รูปหล่อ ตัวต่อเงินต่อทอง พระกริ่งรุ่นแรกหลวงพ่อศรีมงคล วัดจันทาราม ปี 2521

                ขณะเดียวกันที่วัดจันทรารามแห่งนี้มีพระพุทธรูปที่สาคัญคือหลวงพ่อศรีมงคล พระประธานในอุโบสถหลังเก่า "ปางมารวิชัย" เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนเป็นอย่างมากผู้ใดมีทุกข์ร้อน มักมาขอพึ่งบารมีของหลวงพ่อด้วยพวงมาลัยก็จะได้สาเร็จตามปรารถนาทุกประการ   

                วัดจันทรารามถือว่าเป็นอีกวัดหนึ่งที่เก่าแก่ในจังหวัดกำแพงเพชร ได้สร้างขึ้นเป็นวัดมาเป็นเวลานานลงทะเบียนไว้เป็นวัดนับได้ตั้งแต่ประมาณปี 2225 เป็นวัดที่ร้างมาเป็นเวลานานและได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่ ชาวบ้านในแทบนั้นมักนิยมเรียกชื่อวัดตามชื่อของหมู่บ้านว่า "วัดวังแขม" ซึ่งเป็นชื่อของหมู่บ้าน และต่อมาได้รับการพัฒนาเป็นหลักฐานมั่นคงเริ่มมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2420

                และในครั้งสมัยนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ได้เคยเสด็จประพาททางชลมารคและทรงแวะประทับพักแรมที่ปะรำพิธีที่หาดทรายหน้าวัดนี้ด้วย และนับตั้งแต่ปี 2507 วัดจันทารามจึงได้รับการพัฒนาเรื่อย ๆ มา จนได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งหลังเมื่อวันที่ 2 เดือนเมษายน พุทธศักราช 2523  
                สำหรับหลวงพ่อทวีปนั้นมีประวัติที่น่าสนใจคือหลวงพ่อทวีป เกิดวันที่ 1 พฤษภาคม 2477 ปีจอ นามบิดา นายเฟื่อง สมพงษ์ นามมารดา นางบุญเกิด สมพงษ์ บ้านเลขที่ 205 หมู่ที่ 5 ต.แม่ลาด อ.คลองขลุง หลังจากจบการศึกษาป.4 ที่บ้านเกิดแล้ว ได้บวชเป็นสามเณรและพระที่วัดโมลี ต.บางรัก ใหญ่ ต.บางบัวทอง จ.นนทบุรี เรียนนักธรรมบาลีจบนักธรรมชั้นเอก เปรียญธรรม  5 ประโยคเมื่อพ.ศ.2502 หลังจากนั้นไปกลับไปพัฒนาบ้านเกิดดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดจันทราราม ต.วังแขม ลำดับที่ 8 ตั้งแต่ปี 2507-2549

                และเมื่อพ.ศ.2516 ได้รับการตั้งแต่เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นโท ที่พระครูโสภณพัชรญาณ (จต.ชท.) พ.ศ.2520 เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะอำเภอชั้นโท ที่ พระครูโสภณพัชรญาณ (จอ.ชท.) พ.ศ.2524 เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นเอก ที่ พระครูโสภณพัชรญาณ (จต.ชอ.) พ.ศ.2539 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญเปรียญ ที่ พระสิทธิธรรมเวที (สป.)

                หลวงพ่อทวีปมีตำแหน่งทางการปกครองจนถึงขั้นรองเจ้าคณะจังหวัดกำแพงเพชร ได้รับมอบหมายจากเจ้าคณะจังหวัดให้ดูแลงานด้านการศึกษา เนื่องจากได้ส่งเสริมการศึกษา จัดให้มีการเรียนการสอนพระธรรมวินัยแก่พระภิกษุ-สามเณร มีการให้รางวัลแก่พระภิกษุ-สามเณร และเด็กนักเรียน ที่เรียนดี มีความประพฤติดี ให้การสนับสนุนแก่พระภิกษุ-สามเณร ไปศึกษาต่อยังสำนักอื่น ๆ ที่มีการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม และบาลี ที่สูงขึ้นไป พร้อมกันนี้พ.ศ.2512 ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระธรรมทูตสายที่ 3 ประจำอำเภอคลองขลุงอีกด้วย

                ในด้านงานสาธารณูปการนั้นหลวงพ่อทวีปได้เป็นเป็นประธานดำเนินการก่อสร้างอุโบสถ 1 หลัง ลักษณะทรงไทย อีกทั้งนำสร้างเมรุเผาศพ ศาลาการเปรียญ รวมถึงให้การสงเคราะห์วัดในพื้นที่การปกครองอย่างต่อเนื่อง

                พร้อมกันนี้ชาติภูมิของหลวงพ่อทวีปยิ่งน่าสนใจ คือเมื่อมีการสืบสาวที่มาที่ไปของตระกูลสมพงษ์ โดยคนรุ่นปู่ ย่า ตา ยาย เล่าทราบว่า คนต้นตระกูลสมพงษ์มาจากเชื้อราชวงค์พระเจ้าไชเชษฐาธิราชแห่งราชอาณาจักรลาวหลายร้อยปีมาแล้ว ตั้งแต่มีชายแดนถึงโคราชา (นครราชสีมา) พระองค์ได้ส่งพระราชบุตรไปปกครองตามหัวเมืองต่างๆ สกุลสมพงษ์ไปครองนครจำปาศักดิ์(ลาวตอนใต้)ภายหลังเกิดภัยสงครามจึงอพยพมาทางด่านจอหอปรากฏนามสกุลสมพงษ์จำนวนมากที่จังหวัดนครราชสีมาโดยมีพ.อ.วิน้ย สมพงษ์ อดีตรมว.คมนาคม ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้น

                ส่วนหนึ่งปักหลักอยู่ที่ อ.จัสตุรัส จ.ชัยภูมิ หัวหน้าชื่อนายทองดีภายหลังได้รับพระราชทานนามพระนริศสงครามซึ่งเป็นเพื่อนกับพระยาแล(พระนรินสงคราม)ซึ่งอพยพเลยไปตัวเมืองชัยภูมิ ปัจจุบันนี้ลูกหลานพระนริศสงครามได้แตกลูกแตกหลานเต็มพื้นที่ อ.จัสตุรัส  สายพระนริศสงครามนี้เป็นสายใหญ่แตกออกเป็นสายทหารเรือไปรบตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จึงทำให้มีลูกหลานแถวฝั่งธนบุรีก็ไม่น้อย

                ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรนั้นคงต้องสืบสานกันต่อไป แต่ปัจจุบันนี้ถือได้ว่าคนตระกูลสมพงษ์ได้กระจายกันอยู่เกือบทุกจังหวัด ทางภาคใต้อย่างเช่นที่ อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช ส่วนภาคอีสานนั้นไม่ต้องพูดถึง เมื่อทราบเช่นนี้จะทำให้ความยึดติดในภาคนิยมนั้นหมดไป แต่จากประวัติของหลวงพ่อทวีปแล้วทำให้เห็นภาพว่าคนตระกูลสมพงษ์ได้สร้างความเจริญให้กับพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชรไม่น้อย

ผลผลิตลูกศิษย์หลวงพ่อปัญญา! พระรัสเซียจับป.เอก"มจร" ลมหายใจพุทธแดนหมีขาว



ผลผลิตลูกศิษย์หลวงพ่อปัญญา! พระรัสเซียจับป.เอก"มจร" ลมหายใจพุทธแดนหมีขาว สำราญ สมพงษ์ นิสิตปริญญาเอก สาขาสันติศึกษา มจร รายงาน 

ผ่านไป 1 วันแล้วการปฏิบัติตามพระวินัยบัญญัติที่กำหนดให้พระภิกษุต้องอยู่จำพรรษา เป็นหลักแหล่งที่แน่นอนเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อสังคม เพราะสมัยก่อนนั้นการเดินทางไปตามพื้นที่กันดารอาจจะทำให้ผลิตของเกษตรกรเสียหายได้ แม้ว่าจะโทษจะไม่มากเพียงต้องอาบัติทุกกฎยอมรับสารภาพว่าจะไม่ทำอีกก็ถือว่าไม่ต้องอาบัติแล้ว แต่เมื่อการอยู่จำพรรษากลายเป็นธรรมเนียม หากพระรูปใดไม่อยู่จำพรรษาแล้วอาจจะถูกสังคมตำหนิภาษาพระเรียกว่า"โลกวัชชะ" ชาวโลกติเตียน 

เมื่ออยู่พรรษาครบ 3 เดือนแล้วพระพุทธเจ้าก็จ่ายโบนัสหรือเรียกอานิสงส์   5 อย่าง ตลอด 1 เดือนนับแต่วันออกพรรษาเป็นต้นไป คือ  1. เที่ยวจาริกไปโดยไม่ต้องบอกลา ตามสิกขาบทที่ ๖ แห่งอเจลกวรรค ปาจิตตีย์กัณฑ์  2. เที่ยวจาริกไปโดยไม่ต้องถือไตรจีวรไปครบสำรับ  3. ฉันคณะโภชน์และปรัมปรโภชน์ได้  4. เก็บอติเรกจีวรได้ตามปรารถนา 5. จีวรอันเกิดขึ้นในที่นั้นเป็นของพวกเธอ และยังได้โอกาสเพื่อที่จะกราลกฐิน และได้รับอานิสงส์พรรษาทั้ง 5 ขึ้นนั้นเพิ่มออกไปอีก 4 เดือน ในฤดูหนาว  พูดง่ายๆก็คือมีข้อยกเว้นไม่ต้องอาบัติบางข้อนั่นเอง

สำหรับพระไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลกก็ต้องปฏิบัติตามนี้ไม่ปฏิบัติต้องอาบัติทุกกฏ อย่างเช่นพระธรรมทูตที่เดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างแดนก็ต้องปฏิบัติเช่นเดียวกัน หากมีเหตุจำเป็นหรือมีศาสนกิจเร่งด่วนก็มีพระวินัยบัญญัติให้เดินทางไปได้เรียกว่า "สัตตาหะ" คือไปแล้วต้องกลับมาให้ทันภายใน  7 วันมาไม่ทันพรรษาขาดไม่ได้อานิสงส์  


อย่างเช่นที่ประเทศรัสเซียก็คือวัดพุทธวิหารวิปัสสนา แห่งเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบอร์กภายใต้การบุกเบิกของลูกศิษย์หลวงพ่อปัญญาคือพระมหาชาตรี เหมพันธ์ เจ้าอาวาสวัดพุทธปัญญาสอนฝึกการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานให้กับชาวรัสเซียเดียวนี้มีชาวรัสเซียหันมานับถือพระพุทธศาสนามากถึง 2 ล้านคนแล้วอย่างไรก็ตามขณะนี้ทางวัดทางวัดาแบกรับค่าใช้จ่ายภายในวัดและค้างจ่ายซื้อที่ดินขยายวัดจึงได้บอกผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวคือChatree Hemapandha ระบุสามารถโอนเข้าบัญชีธนาคารกรุงเทพ สาขาห้าแยกปากเกร็ด ชื่อบัญชีวัดอภิธรรมพุทธวิหารเซนต์ปิเตอร์ส้บอร์ก หมายเลข 207-4-17990-0 โดยบอกว่า "ถ้าอยากช่วยพระพุทธศาสนาในรัสเซีย โปรดช่วยอาตมาอีกสักครั้ง"

และได้แจ้งว่า "ปีนี้โชคดีมีพระวิปัสสนาจารย์ใหญ่ พระภาวนาพิศาลเมธี หรือ เจ้าคุณประเสริฐ มันตเสวี แห่ง มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มาช่วยสอนกรรมฐาน นอกจากนี้ พระธรรมทูต พระวิทยา สิริสาโร จากวัดศาลาเย็น จังหวัดสุรินทร์ มาช่วยงานสอนกรรมฐานและช่วยดูแลเรื่องสื่อการสอน และ Public Relation ของวัดไทยในรัสเซียอีกรูปส่วนอีกรูปพระฝรั่งลูกศิษย์ชาวรัสเซีย เรียนจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย รับปริญญาล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2561 พระ ดร.อเล็กซานเดอร์ เบเรซิน หรือ ฉายา ธัมมาวุโธ ท่านเป็นความหวังของพระพุทธศาสนาในรัสเซีย อาตมาเบาใจขึ้นมาก" 

อัศจรรย์ก็บังเกิด! แม้นับถือคริสต์ นั่งสมาธิครบ ๑๐๐ วัน





วันที่ ๒๙ ก.ค.๒๕๖๑ เฟซบุ๊ก Kanlayanatam ได้โพสต์ข้อความที่ถอดความจากภาษาอังกฤษเรื่อง "eighth thing that happiness after i limited for 100 day" ที่เขียนโดย Kyle V. Robinson แล้วเผยแพร่ทาง block ของเขา ความว่า 


แม้นับถือคริสต์ อัศจรรย์หลังนั่งสมาธิครบ ๑๐๐ วันก็บังเกิด
...............................

ฝรั่งคนที่ว่านี้ชื่อ Kyle V. Robinson
เขาเป็นทนายความ 
เป็นนักพูดให้แรงบันดาลใจ 
เป็นนักพูดเกี่ยวกับเรื่องของสุขภาพ 
lifestyle เขาจบรัฐศาสตร์จาก 
Kent State University ใน Ohio 
แล้วก็ได้เรียนทนายความ
จาก Thomas M. Cooley Law School 
ในรัฐ Michigan 
..

เขาเขียนเรื่องราวของเขา
หลังจากที่นั่งสมาธิจนครบ ๑๐๐ วันแล้ว 

เขียนออกมาว่า
มันมีสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับเขา ดังนี้

ฉันไม่ใช่โยคีไม่ใช่ผู้เสริมสร้างพลังชีวิต
หรือครูสอนโยคะใดๆทั้งสิ้น 
อันที่จริงไม่ใกล้เคียงกับ
สิ่งที่คุณเรียกว่าโยคีเลยล่ะ 
..

ที่ผ่านมาฉันล้มเหลวมาเยอะ
เช่นสอบตกแล้วก็ไม่ได้สอบตกครั้งเดียวนะ
เคยเข้าไปอยู่ในสถานบำบัดยาเสพติด
แถมยังเคยถูกจับอีกต่างหาก
..

แต่ในที่สุดฉันก็กลับใจ
จนได้มาเป็นทนายความ
จนได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า
ฉันก็อยากให้คนอื่นมีโอกาสที่ดีอย่างนี้บ้าง
..

เชื่อไหมการว่านั่งสมาธิ
นำพาสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิตของเราทุกคนได้ 
...............

ไม่นานมานี้ฉันเรียนรู้ถึงประโยชน์การนั่งสมาธิ 

แม้ที่ผ่านฉันไม่เคยนั่งสมาธิ
นานกว่า ๕ นาทีหรือ ๑๐ นาทีเลย
แต่มาวันนี้ฉันได้ตัดสินใจ
ลองนั่งสมาธิวันละ ๒๐ นาที
ติดต่อกันนาน ๑ สัปดาห์
เพื่อดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น 
..

การทดลองนี้ก็เริ่มขึ้นเมื่อ
วันที่ ๑ มกราคม ปี ค.ศ. ๒๐๑๕
จากสัปดาห์แรกเป็นเดือน
จากเดือนเป็น ๓ เดือน
แล้วก็มารู้ตัวอีกทีก็ครบ ๑๐๐ วันแล้ว 
..
ฉันนั่งสมาธิทุกวันในตอนเช้า
โดยไม่มีวันหยุดเลย
ตอนแรกที่นั่งสมาธิ
ฉันนั่งอยู่นิ่งๆไม่ได้เลย 
ทั้งปวดหลังแล้วก็เมื่อยขาสุดๆ
ฉันรู้สึกเหมือนกำลังพยายาม
ปรับวิธีการนั่งมากกว่าที่จะทำสมาธิ
กับการกำหนดลมหายใจเข้าออก
และที่สำคัญฉันต้องฝืนตัวเองไม่ให้ลืมตา 
..

แต่ในที่สุดฉันก็ชิน
กับการกำหนดลมหายใจเข้าออก 
และร่างกายของฉันก็เริ่มปรับ
ท่าทางให้เป็นไปตามธรรมชาติ
..

ยิ่งสมาธินานเท่าไร
ฉันก็ยิ่งค้นพบวิธีนั่งสมาธิ
ให้สบายมากขึ้นเรื่อยๆเท่านั้น
ไม่นานนักการนั่งสมาธิ
ก็กลายเป็นกิจวัตรในยามเช้าที่ขาดไม่ได้
และแล้วสิ่งดีๆก็ทยอยเข้ามาในชีวิตของฉัน 
..

และต่อไปนี้คือ ๘ สิ่งมหัศจรรย์
ที่เกิดขึ้นหลังจากที่ฉันนั่งสมาธิ
ทุกวันจนครบ ๑๐๐ วัน
..

๑ ฉันมีชีวิตที่มีความเป็นระเบียบมากขึ้น 
ยิ่งหัวสมองปลอดโปร่งก็ยิ่งเพิ่มโอกาส
ในการประสบความสำเร็จ 
มีการจัดระเบียบความคิด 
มีสมาธิกับการทำงาน
และพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่งานชิ้นต่อไปได้ง่ายขึ้น 

ฉันจะตั้งใจทำงานที่อยู่ตรงหน้า
ให้ดีที่สุดแล้วทำงานอื่นต่อไป
..

๒ ฉันเริ่มรู้จักคิดก่อนพูด 
เดิมทีฉันปากไวหรือพูดทันที
ที่ความคิดนั้นปรากฏขึ้นมาในหัว
แต่ตอนนี้ฉันต้องหยุดคิดก่อนว่า
จะพูดอะไรแล้วค่อยตอบกลับไปอย่างระมัดระวัง 
..

การหยุดคิดจะช่วยให้ฉัน
เรียบเรียงคำพูดได้อย่างชัดเจน
และเมื่อพูดแล้วฉันจะทบทวนว่า
สิ่งที่พูดไปนั้นดีพอหรือยัง
หรือคราวหน้ายังสามารถทำได้ดีกว่านี้อีกไหม
ซึ่งปกติฉันไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อนเลย 
..

๓ ฉันสุภาพและรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น 
ฉันกลายเป็นคนขี้รำคาญน้อยลง 
อดทนมากขึ้น ไม่เบื่อกับการที่จะต้องเข้าคิวนานๆ
..

ฉันเริ่มมองสถานการณ์ต่างๆในมุมมองคนอื่น
ด้วยวิธีนี้เองทำให้ฉันสามารถปรับเปลี่ยน
พฤติกรรมที่กระทำต่อคนอื่นได้อย่างสิ้นเชิง
..

๔ มีพลัง ฉันสามารถนอนหลับ
ได้สนิทกว่าเดิมและตื่นขึ้นมา
พร้อมกับความสดชื่น มีพลังพร้อมเริ่มวันใหม่ 
ขนาดหลังเลิกงานฉันก็ยังมีพลังเหลือเฟือ
ที่จะออกไปวิ่งหรือออกไปเที่ยวกับเพื่อนๆต่อได้เลย
..

๕ ฉันรู้จักเลือกรับประทานอาหารได้ดีขึ้น
ฉันตัดสินใจได้ดีขึ้น
เมื่ออยู่ใน Supermarket หรือร้านอาหาร
ฉันมักจะถามตัวฉันเองก่อนเสมอว่า 
อาหารนี้มีประโยชน์ต่อร่างกายของฉันมากน้อยแค่ไหน
..

๖ ดูโทรทัศน์น้อยลง 
ความปรารถนาในการดูโทรทัศน์ของฉัน
ลดลงอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ฉันกลับมีสมาธิ
กับสิ่งที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น เช่น การอ่านหนังสือ
การออกกำลังกาย การออกไปพบปะ
เพื่อนฝูงหรือการทำงานบน website ของตนเอง
..

๗ ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น 
ฉันเริ่มรู้จักหยุดสังเกต
และชื่นชมกับความสวยงาม
ของธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นต้นไม้
หรือพระอาทิตย์ตกดิน 

..

นี้คือปรากฏการมหัศจรรย์ชัดๆ 
ฉันจะพยายามดื่มด่ำกับช่วงเวลาเหล่านี้ให้มากที่สุด
..

ข้อสุดท้าย เขาบอกว่าเขาดีขึ้นทุกอย่างเลย 

และนี่ก็อาจจะเป็นคุณประโยชน์ที่ดีที่สุด
อีกอย่างหนึ่งของการนั่งสมาธิ

ฉันรู้ว่าตัวเองเป็นใคร
และสามารถทำอะไรได้บ้าง 
ฉันกล้าเปิดเผยความรู้สึกของตัวเองมากขึ้น 

ฉันมีกำลังใจที่จะเป็นตัวของตัวเอง
และกล้าเสี่ยงที่จะเติบโตต่อไปในวันข้างหน้า 

ฉันรู้ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญ
และสามารถประสบความสำเร็จในสิ่งที่ต้องการได้ 
..

และนี่คือการเปลี่ยนแปลงของฉัน
หลังจากที่เริ่มนั่งสมาธิ 
แม้ว่าสิ่งเหล่านี้อาจจะไม่เกิดขึ้น
ภายในวันเดียวหรือ ๑๐๐ วัน 
แต่ฉันรู้ว่าทุกวันนี้ฉันไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว 
ฉันมีความสุขมากขึ้น
เพราะฉันได้เป็นตัวของตัวเองจริงๆ 
ถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น
หลังจากที่นั่งสมาธิผ่านไปเพียง ๑๐๐ วัน 
ฉันก็อยากเห็นอีกว่า ๒๐๐ วัน
หรือแม้แต่ ๑๐๐๐ วันจะเป็นอย่างไร
ลองนั่งสมาธิ ๒๐ นาทีติดต่อกันซัก ๑๐๐ วันดูซิ 

ฉันมั่นใจว่าคุณจะกลายเป็นคนใหม่อย่างแน่นอน 



 

ไร้เงาไทย!คว้ารางวัลแมกไซไซ ชู"ฮาเวิร์ด ดี"นักสันติภาพฟิลิปปินส์ ทิ้งธุรกิจหันช่วยเหลือคนยากจน





วันที่ 29 ก.ค.2561 มูลนิธิรางวัลรามอน แมกไซไซของฟิลิปปินส์ประกาศ ชื่อผู้ได้รับรางวัลประจำปีนี้ซึ่งเป็นปีที่ 60  เริ่มจากนายยุค ชาง ชาวกัมพูชา วัย 57 ปี ได้รับรางวัลในฐานะผู้อนุรักษ์ ความทรงจำประวัติศาสตร์เพื่อการเยียวยาและความเป็นธรรม จากการอุทิศตนเป็นหัวหน้าศูนย์เอกสารกัมพูชามากว่า 2 ทศวรรษ เพื่อตรวจสอบเรื่องความโหดร้ายในสมัยเขมรแดงเรืองอำนาจ นางมาเรีย เดอ ลูร์เดส มาร์ติน ครูซ ชาวติมอร์-เลสเต วัย 56 ปี ได้รับรางวัลในฐานะผู้ถักทอสังคมแห่งความห่วงใย จากการก่อตั้งสถาบันช่วยเหลือคนยากจนในประเทศ 

นายฮาเวิร์ด ดี ชาวฟิลิปปินส์ วัย 87 ปี ได้รับรางวัลในฐานะผู้เชิดชูสันติภาพ ความยุติธรรม และการเติบโตทางเศรษฐกิจ จากการทิ้งธุรกิจหันมาช่วยเหลือคนยากจนด้วยการพยายามสร้างสันติภาพกับกลุ่มกองโจรคอมมิวนิสต์และกลุ่มแยกดินแดนมุสลิม        

นางโว ธิ ฮวง เย็น ผู้ป่วยโปลิโอเวียดนาม วัย 52 ปี ได้รับ รางวัลในฐานะผู้ทวงคืนโอกาสให้แก่ผู้มีความแตกต่างทางร่างกาย จากการช่วยเหลือผู้พิการในเวียดนาม นายภารัต พัตวานี จิตแพทย์อินเดีย วัย 60 ปี ได้รับรางวัลในฐานะ ผู้กอบกู้สุขภาพและศักดิ์ศรีให้แก่ผู้มีปัญหาในชีวิต จากการตั้ง มูลนิธิช่วยเหลือคนจรจัดที่มีปัญหาสุขภาพจิต และนายโซนาม วังชุก ชาวอินเดีย วัย 51 ปี ได้รับรางวัลในฐานะผู้ใช้ประโยชน์ จากธรรมชาติ วัฒนธรรมและการศึกษาเพื่อความก้าวหน้าของชุมชน จากการส่งเสริมระบบการศึกษาทางเลือกใน ลาดักห์ บ้านเกิดบนเทือกเขาหิมาลัย

รางวัลแมกไซไซเปรียบเหมือนรางวัลโนเบลของเอเชีย ตั้งขึ้นตามชื่อประธานาธิบดีรามอน แมกไซไซ ของฟิลิปปินส์ที่ ถึงแก่อสัญกรรมจากเหตุเครื่องบินตก เพื่อเชิดชูบุคคลและนิติบุคคล ในเอเชียใน 6 สาขาประกอบด้วย สาขาบริการรัฐกิจ สาขาบริการ สาธารณะ สาขาผู้นำชุมชน สาขาวารสารศาสตร์ วรรณกรรม และศิลปะการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ สาขาสันติภาพและความเข้าใจระหว่างประเทศ และสาขาผู้นำในภาวะฉุกเฉิน 

...........

(หมายเหตุ : ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก http://www.tnamcot.com/view/5b59b065e3f8e40ad5f4a6ad)

"นิสิตนานาชาติ มจร" เจริญพระพุทธมนต์ 4 ภาษา ถวายพระพรชัยมงคล ร.10




เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 28 ก.ค.2561   ที่อุโบสถกลางน้ำ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา พระมหาราชัน จิตฺตปาโล รักษาการผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต และรองผู้อำนวยการสถาบันภาษา พระปลัดสรวิชญ์ อภิปญฺโญ,ผศ.ดร. หัวหน้าภาคจิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว พระมหาประยุทธ์ ภูริปญฺโญ ผู้อำนวยการส่วนวิชาการ วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ นำพระภิกษุ สามเณร และภิกษุณีทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ประกอบพิธีอธิษฐานเข้าพรรษา โดยมีการทำวัตร เจริญพระพุทธมนต์ เจริญจิตภาวนา ทำสามีจิกรรมต่อพระเถรานุเถระ อธิษฐานเข้าพรรษาและถ่ายรูปร่วมกันตามลำดับ

 พร้อมกันนี้เนื่องในโอกาสวันมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร วันที่ 28 กรกฎาคม 2561 นี้ พระมหาราชัน ได้นำคณะผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่นิสิตไทยและนานาชาติ จำนวน 9 ประเทศ ได้แก่ ไทย เวียดนาม ภูฎาน จีน เนปาล อินเดีย พม่า ลาว และกัมพูชา ที่อธิษฐานจำพรรษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้เจริญพระพุทธมนต์และถวายพระพรชัยมงคล แด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร การนี้ได้มีการเจริญพระพุทธมนต์ 4 ภาษา ได้แก่ ไทย เวียดนาม ภูฎาน และจีน และเจริญจิตภาวนาถวายพระพรชัยมงคลด้วย




..................

(หมายเหตุ ข่าวโดย : กลุ่มงานส่่งเสริมกิจการนิสิต กองกิจการนิสิต สำนักงานอธิการบดี มจร /ภาพข่าวโดยพระบารมี

เชิญร่วมสนับสนุนโครงการสร้างพระสงฆ์เพื่อดำรงพุทธศาสตร์สร้างศาสนทายาท



วันที่ 28 ก.ค.2561  ดร. พระมหาคมสรณ์ คุตตธัมโม พระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย ในฐานะประธานโครงการสร้างพระสงฆ์เพื่อดำรงพุทธศาสตร์ ได้โพนต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ท่านคมสรณ์ ข่าวสารงานพระธรรมทูตอินเดีย ความว่า 


โครงการ: สร้างพระสงฆ์เพื่อดำรงพุทธศาสตร์

หลักการและเหตุผล:

ด้วยพระสงฆ์คือศาสนบุคคลอันเป็นองค์กรหลักในการพัฒนาพระศาสนาที่แสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงของพระศาสนาที่มีประสิทธิภาพ มีจำนวนลดน้อยลง และขาดประสิทธิภาพด้านความรู้และความสามารถในการประกาศพระศาสนา ไม่ได้รับการยอมรับในสังคม ขณะเดียวกันการก่อสร้างถาวรวัตถุทางศาสนามีจำนวนเพิ่มมากขึ้น จนบุคลากรสงฆ์มีไม่เพียงพอต่อการดูแลรักษาถาวรวัตถุเหล่านั้นและพระสงฆ์ให้ความสำคัญในการก่อสร้างจนไม่ใส่ใจการพัฒนาบุคลากรสงฆ์ ทำให้เกิดปัญหาด้านคุณภาพพระสงฆ์ ที่ด้อยการศึกษาธรรมและหย่อนยานด้านพระวินัยและก่อปัญหาให้กับสังคมแทนที่จะเป็นผู้นำด้านจิตใจให้สังคม ในท่ามกลางกระแสความเดือดร้อน ของบ้านเมืองทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมไทยในปัจจุบันนี้ โดยได้อาศัยประสบการณ์ตรงจากที่ผ่านการบวชเรียนมาตั้งแต่จบประถมศึกษา เข้ามาศึกษาเรียนรู้ภายใต้ร่มผ้ากาสาวพัตร์ อันเป็นช่องทางสำหรับการศึกษาเรียนรู้ อบรม ศึกษาเพื่อพัฒนาตน ก้าวสู่ลำดับชั้นที่สูงขึ้นด้านการศึกษา ทำหน้าที่ในฐานะพระสงฆ์ไทยรูปหนึ่งในปัจจุบันนี้

จากเด็กชนบท สู่สำนักเรียน ในพระพุทธศาสนา ได้มุ่งมั่นเพื่อพัฒนาตนภายใต้ร่มเงาแห่งพระพุทธศาสนา มีโอกาสได้นำพระธรรมเข้าสู่วงการต่าง ๆ ในสังคมไทยและมีโอกาสเดินทางไปศึกษาต่อถึงยังต่างประเทศ มองเห็นโอกาสที่ผ่านมาและอยากมอบโอกาสให้พระสงฆ์รุ่นหลัง จักได้เติบใหญ่ ไต่ตามเส้นทางที่ได้ผ่านพ้นมาด้วยความยากลำบาก จากถนนชีวิต ที่ขรุขระ นำมาปรับให้เป็นถนนแห่งธรรมที่รุ่นหลัง ๆ ก็จักเดินตามได้ไม่ยากลำบากนัก โครงการนี้ จึงเกิดขึ้น


วัตถุประสงค์

๑. เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้บวชเรียนพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง
๒. เพื่อพัฒนาบุคลากรและฝึกผู้นำให้สงฆ์ไทยอย่างมีประสิทธิภาพด้านวิชาการและวิปัสสนากัมมัฎฐาน
๓. เพื่อแนะแนวการศึกษาสงฆ์ไทยอย่างมีระบบและทิศทางที่ชัดเจนให้กับกุลบุตรผู้บวชเรียนในพระพุทธศานา
๔. เพื่อยกระดับการประกาศคำสอนพระพุทธศาสนาให้ก้าวสู่ระดับนานาชาติ
๕. เพื่อเพิ่มจำนวนพระสงฆ์ที่เป็นนักเทศน์ นักวิชาการ นักพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพแก่คณะสงฆ์ไทย
๖. เพื่อส่งเสริมพุทธศาสนิกชนให้การสนับสนุนการสร้างพระสงฆ์แทนการสร้างถาวรวัตถุ

วิธีการดำเนินงาน

๑. เชิญชวน คัดเลือกเยาวชนไทย ที่จบการศึกษาระดับ ปฐมศึกษาปีที่ ๖ หรือระดับ ม.๓ เข้ามาบรรพชาในช่วงภาคฤดูร้อน
๒. จัดการบรรพชา คัดเลือก และสนับสนุน ส่งเสริมการศึกษา ในสำนักเรียนที่มีชื่อเสียงทั่วประเทศ
๓. จัดหาโยมอุปฐากให้ร่วมตั้งกองทุนส่งเสริมการศึกษาเป็นรายบุคคล
๔. จัดกิจกรรมส่งเสริมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ประจำปีมอบหมายงานให้รับผิดชอบและพัฒนาตนจนเป็นที่ยอมรับ
๕. ส่งเสริมแนะแนวทางให้ได้รับการศึกษาชั้นสูงสุดทั้งทางโลกและทางธรรม
๖. มอบหน้าที่ให้รับผิดชอบงานเพื่อสืบทอดอายุพระศาสนาเมื่อจบการศึกษาแล้ว

ระยะเวลาการศึกษา

ปีที่ ๑ ศึกษาระดับนักธรรมตรี, เปรียญธรรม ๑-๒ และปริยัติสามัญ ม.๑
ปีที่ ๒ ศึกษาระดับนักธรรมโท,เปรียญธรรม ๒-๓ ประโยค, ปริยัติสามัญ ม.๒
ปีที่ ๓ ศึกษาระดับนักธรรมเอก,เปรีญธรรม ๓ ประโยค, ปริยัติสามัญ ม. ๓
ปีที่ ๔ เปรียญธรรม ๔ ประโยค, ปริยัติสามัญ ม.๔
ปีที่ ๕ เปรียญธรรม ๕ ประโยค. ปรัยัติสามัญ ม.๕
ปีที่ ๖ เปรียญธรรม ๖ ประโยค,ปริยัติสามัญ ม.๖
ปีที่ ๗ เปรียญธรรม ๗ ประโยค,ปริญญาตรี ปีที่ ๑
ปีที่ ๘ เปรียญธรรม ๘ ประโยค,ปริญญาตรีปีที่ ๒
ปีที่ ๙ เปรียญธรรม ๙ ประโยค,ปริญญาตรีปีที่ ๓(จบทางธรรมเปรียญ ๙ เป็นนาคหลวง)
ปีที่ ๑๐ ปริญญาตรี ปีที่ ๔

ปีที่ ๑๑ ฝึกงานต่างประเทศ ในฐานะพระบัณฑิตปฏิบัติงาน
ปีที่ ๑๒ ศึกษาต่อระดับปริญญาโท ปีที่ ๑
ปีที่๑๓ ศึกษาต่อระดับปริญญาโท ปีที่ ๒ จบปริญญาโท
ปีที่ ๑๔ ศึกษาต่อระดับปัญญาเอก ปีที่ ๑
ปีที่ ๑๕ ศึกษาต่อระดับปริญญาเอกปีที่ ๒
ปีที่ ๑๖ จบการศึกษาระดับปริญญาเอก 

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

๑. เยาวชนเข้ามาบวชสามเณรมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง
๒. ได้เพิ่มบุคลากรสงฆ์ไทยที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นเป็นผู้นำจิตวิญญานชาวพุทธได้
๓. เป็นโครงการตัวอย่าง นำร่องการสร้างพระสงฆ์แทนการสร้างถาวรวัตถุ
๔. พระพุทธศาสนาได้บุคลากรมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับในระดับสูง
๕. พระสงฆ์ไทยมีประสิทธิภาพสามารถเทศนาธรรมให้ชาวต่างชาติเข้าใจและเข้าถึงแก่นพุทธศาสน์
๖. มีพระสงฆ์ที่ได้ผ่านกระบวนการฝึกภาวะความเป็นผู้นำพร้อมเป็นผู้นำด้านจิตใจให้สังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพและเชิดชูพระศาสนา

จึงประกาศมาเพื่อทราบและเชิญร่วมสนับสนุนโครงการโดยทั่วกัน

NT ชูธงย้ำนโยบายสิ่งแวดล้อม พร้อมหนุนไทยบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนสู่สากล ตามแนว BCG เชื่อมโยง SEP

บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ได้นำหลักการและแนวคิดในการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานการคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม แ...