แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สร้างรายได้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สร้างรายได้ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2566

การแก้จนตามแนวปรัชญาพอเพียงศึกษาวิเคราะนโยบายของพรรคการเมืองในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งปี 2566

 ความเป็นมาและสภาพปัญหา

วัตถุประสงค์

นิยามความหมาย

แนวคิดทฤษฎี

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

แก้จน สร้างรายได้
บทวรรณกรรม

วิธีการดำเนินการ

ระยะเวลาเก็บข้อมูล 1 มี.ค.2566 

ศึกษาจาก

สโลแกน
นโยบาย
ของแต่ละพรรค

กรอบความคิด

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2565

กทม. จับมือ สสปน. ส่งเสริมอุตสาหกรรมไมซ์ในพื้นที่ กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน กระจายรายได้

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม 2565  นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว และสำนักงานตลาดกรุงเทพมหานคร ประชุมร่วมกับกับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องศ์การมหาชน) (สสปน.) หารือเรื่องความร่วมมือในการส่งเสริมอุตสาหกรรมไมซ์ในพื้นที่กรุงเทพฯ ณ ห้องนพรัตน์ ชั้น 5 ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร ซึ่งในที่ประชุมมีความเห็นตรงกันที่จะร่วมมือกันส่งเสริมอุตสาหกรรมไมซ์ในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยจะมีการตั้งคณะทำงานร่วมกันหารือแนวทางดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว เบื้องต้นจะร่วมมือกันจัดกิจกรรมในช่วงเดือน 11 และเดือน 12 ของปีนี้ก่อน จากนั้นจะมีการประเมินผลการจัดกิจกรรมและหารือแนวทางความร่วมมือสำหรับจัดกิจกรรมอื่น ๆ เพิ่มเติมต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้อุตสาหกรรมไมซ์กรุงเทพฯ เป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงระดับนานาชาติ และระดับโลก


สำหรับอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) เป็นอีกหนึ่งสาขาของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลัก คือ การจัดประชุม (Meeting) การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล (Incentive) การประชุมนานาชาติ (Convention) และการจัดการแสดงสินค้า (Exhibition) คำว่า MICE (อุตสาหกรรมไมซ์) ย่อมาจาก M = Meeting หมายถึง การจัดประชุมของกลุ่มบุคคล หรือองค์กรโดยจะเป็นการประชุมเฉพาะกิจหรือล่วงหน้าไว้แล้ว แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ การประชุมกลุ่มสมาคม (Association Meeting) กลุ่มบริษัทเอกชน (Corporate Meeting) และการประชุมกลุ่มองค์กรภาครัฐ (Government Meeting) คือ การประชุมของกลุ่มบุคคลหรือผู้แทนจากหน่วยงานราชการ ซึ่งมาจากหลาย ๆ หน่วยงานทั่วโลก I = Incentive Travel หมายถึง การจัดการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลแก่พนักงานหรือบุคคลที่สามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมายที่บริษัทวางไว้ โดยบริษัทผู้ให้รางวัลจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย C = Conventions หมายถึง การประชุมนานาชาติของกลุ่มบุคคลต่างองค์กรในสาขาอาชีพเดียวกัน หรือสมาคมวิชาชีพเดียวกัน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็น มีผู้เข้าร่วมประชุมเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นการจัดโดยสมาคมระดับนานาชาติ และ E = Exhibitions หมายถึง การจัดงานแสดงสินค้าหรือบริการเพื่อขายให้กับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งได้ให้ผู้เข้าชมทั่วไปได้เข้าร่วมงานด้วย แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1. Trade Show เป็นการแสดงสินค้าสำหรับผู้ประกอบการ 2. Consumer Show เป็นการแสดงสินค้าสำหรับลูกค้าทั่วไป


ทั้งนี้ อุตสาหกรรมไมซ์มีความสำคัญต่อประเทศอย่างยิ่ง เพราะรายได้จากอุตสาหกรรมไมซ์จัดเป็นรายได้ในภาคบริการที่มีจำนวนมากกว่าอุตสาหกรรมอื่น ๆ โดยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของนักเดินทางกลุ่มไมซ์อยู่ที่ 89,000 บาท ต่อทริป (5 – 7 วัน) ซึ่งมากกว่านักท่องเที่ยวปกติประมาณ 3 เท่า (จุฑา ธาราไชย, 2557) ทำให้เศรษฐกิจประเทศปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากมีการจ้างงานและสร้างรายได้ให้กับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องด้วย จากการศึกษาพบว่ามีการสรุปความสำคัญของไมซ์ ไว้ดังนี้ ช่วยสร้างรายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศ ทำให้ดุลการชำระเงินดีขึ้น เช่น รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการใช้จ่ายของผู้เข้าร่วมประชุมที่เป็นชาวต่างประเทศ ช่วยสร้างงานและกระจายรายได้ไปสู่ธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากการดำเนินธุรกิจไมซ์จะต้องอาศัยองค์ประกอบจากหลายภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) เป็นต้น ภาคเอกชน เช่น โรงแรม สถานที่จัดประชุม ผู้จัดงานการประชุมมืออาชีพ ผู้จัดงานแสดงสินค้ามืออาชีพ และบริษัทรับจัดการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล รวมถึงธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง และยังช่วยให้ประชาชนทั่วไปได้รับประโยชน์จากการลงทุนของรัฐ เมื่อมีการจัดกิจกรรมในธุรกิจไมซ์ รวมถึงช่วยสร้างรายได้ทางอ้อมให้บุคลากรสาขาอาชีพต่าง ๆ เช่น การขายของที่ระลึก ร้านอาหาร เป็นต้น พร้อมทั้งสร้างรายได้ให้รัฐในรูปแบบของภาษีเงินได้จากรายรับของธุรกิจไมซ์


ขอบคุณข้อมูลจากเพจกรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์

วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2565

"เพื่อไทย" แนะรัฐบาลทำนโยบายให้ตรงปก เปิดลงทะเบียนบัตรคนจนรอบใหม่อย่าหวังแค่หาเสียง

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม 2565   นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงสถานการณ์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยในขณะนี้ว่า หากพรรคเพื่อไทยบริหารประเทศ ทุกวันนี้เราจะเร่งสร้างรายได้ ลดรายจ่าย และขยายโอกาสให้ประชาชน เรามีนโยบายที่พร้อมจะเปิดตัวทยอยสื่อสารกับประชาชน มั่นใจได้ว่าทุกนโยบายทำได้จริง เพราะการคิดอย่างรอบคอบและสร้างสรรค์ก่อนทำเป็นนโยบายหาเสียง และทำให้ได้ตามที่สัญญากับประชาชนไว้ คือสิ่งที่เรายึดมั่นและได้รับการยอมรับจากประชาชนมาโดยตลอด

 https://www.banmuang.co.th/news/politic/293987

วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2565

"อุตตม" นำรีเซ็ตประเทศไทย ด้วยพันธกิจ 5 แก้ 5 สร้าง 2 เร่งแก้หนี้ด้วยกองทุน"สอท." วางรากสู่อนาคตที่ยั่งยืน

วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม 2565  พรรคสร้างอนาคตไทย แถลงข่าวเปิดยุทธศาตร์เราพร้อม เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย โดยมีแกนนำพรรค อาทิ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค, นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ รองหัวหน้าพรรค และประธานภาคกทม., นายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค และประธานภาคใต้, นายสุพล ฟองงาม รองหัวหน้าพรรคและประธานภาคอีสาน, นายวิเชียร ชวลิต รองหัวหน้าและผู้อำนวยการพรรค, นายสันติ กีระนันทน์ รองหน้าพรรคและประธานฝ่ายนโยบาย , นายวัชระ กรรณิการ์ รองหัวหน้าพรรคและประธานภาคกลาง เข้าร่วมงาน

โดยนายอุตตม กล่าวว่า พรรคสร้างอนาคตไทยมีพันธกิจรีเซ็ตประเทศไทย 5 แก้ไข คือ 1.แก้ปัญหาที่สั่งสมเป็นปัญหารุนแรง คือ ฉ้อราษฎร์บงหลวงต้องหยุดทุกระดับ 2.ปราบปรามยาเสพติด 3.สร้างความเท่าเทียมลดการผูกขาด เพิ่มการแข่งขัน 4.ลดขนาดราชการ และ 5.ยกระดับให้เกษตรกรทันสมัย นอกจากนั้นจะมี 5 สร้าง คือ 1.สร้างเศรษฐกิจฐานราก 2.สร้างเศรษฐกิจใหม่ 3.สร้างสังคมเกื้อกูล 4.สร้างคนและโครงสร้งพื้นฐานพร้อมก้าวสู่สังคมยุคใหม่ และ 5.สร้างการเมืองที่สร้างสรรค์

นายอุตตม กล่าวด้วยว่า มีโจทย์ 2 เร่งคือเร่งรัดแก้ปัญญหาเร่งด่วน ที่สืบเนื่องมาจากวิกฤตโควิด วิกฤตหนี้สิน แก้ค่าครองชีพสูง และเร่งวางรากฐานไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนที่มีคุณภาพให้คนไทยและก้าวทันโลก โดยการตอบโจทย์สำคัญคือ กองทุนสร้างอนาคตประเทศไทย วงเงิน 3 แสนล้านบาท ซึ่งไม่ใช่เงินกู้ ไม่เป็นภาระ โดยแบ่งเป็น จำนวน แสนล้านบาท เพื่อปลดแอกหนี้สินให้คนตัวเล็ก พักชำระเงินต้น และดอกเบี้ย เสริมทักษะอาชีพ และเติมทุนใหม่ ผ่านกลไกรัฐที่มีมาตรการกำกับที่เหมาะสม เช่น สร้างระบบจัดทุนใหม่ให้คนรายเล็ก ใช้นอนแบงค์ และอีกจำนวน สองแสนล้าน บาทเพือ่ฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก สร้างเศรษฐกิจใหม่ สู่อนาคตประเทศแห่งที่เท่าเทียมและยั่งยืน

"ความไม่ชัดเจนทางการเมืองทำให้หลายฝ่ายกังวลและรู้สึกว่าการแก้ปัญหาเร่งด่วนของภาครัฐให้ประชาชน นั้นคลุมเคลือ ตอบโจทย์ไม่ตรงจุด เรียกว่าซ้ำเติมความห่วงใยในสถานการณ์ที่ปรเทศไทยเผชิญกับมรสุมที่ถาโถม ทั้งนี้การเมืองวันนี้มีหลายอย่างเกิดขึ้นบางคนเรียกว่าเกมการเมือง แก่งแย่ง เกิดคำถามคือประชาชนได้อะไร”นายอุตตม กล่าว

วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2565

สอท. เปิดพื้นที่บางเขน ชู “กองทุนสร้างอนาคตไทย” สร้างตลาด สร้างอนาคตไทย เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้

เมื่อวันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม 2565 นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ รองหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย ในฐานะประธานภาคกรุงเทพฯ , พร้อมอดีตส.ส. กทม. นายสุวัฒน์ ม่วงศิริ, นท.รวยลาภ เอี่ยมทอง และทีมผู้ประสานงานพรรค ร่วมเปิดศูนย์ประสานงานพรรค เขตบางเขน โดยมีนายพิเชฐ เดชอรัญ เป็นผู้ประสานงานพรรคในพื้นที่


นายพิเชฐ กล่าวว่า ตนอยู่ในพื้นที่บางเขนมากว่า 30 ปี คิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องสร้างจุดเปลี่ยนที่ดีให้เกิดขึ้นในบางเขนให้ได้   โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาปากท้อง ของแพง ของคนหาเช้ากินค่ำ ตนจึงขอนำเสนอ สร้างตลาด สร้างอนาคตไทย เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ เป็นการหมุนเวียนและสร้างความเติบโตของเศรษฐกิจ โดยการพัฒนาริมคลองบางบัว ให้เป็นแลนด์มาร์คและเป็นจุดขายของบางเขนให้ได้  

 

ด้านนายสุรนันทน์ หลังจากร่วมลงพื้นที่และพบปะประชาชนแล้ว กล่าวว่า พรรคสร้างอนาคตไทยมีความพร้อมที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยการนำเสนอดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์มาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เราพร้อมที่จะก้าวข้ามความขัดแย้งทางความคิดที่หลากหลาย นำพาประเทศชาติไปสู่ความยั่งยืนด้วยการบริหารงานอย่างมืออาชีพ 

 

ปัจจุบันปัญหาด้านเศรษฐกิจและโรคระบาด รวมไปถึงการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลกระทบวงกว้างทั้งเศรษฐกิจและการเมือง พรรคสร้างอนาคตไทย จะนำ “กองทุนสร้างอนาคตไทย” มาเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาปากท้อง และการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อให้เศรษฐกิจแข็งแรง

 

จังหวัดตราดจัดโครงการ “เยาวชนจิตอาสา ร่วมสร้างเกษตรพอเพียง”

เมื่อวันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม 2565 นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด เป็นประธานเปิดโครงการ “เยาวชนจิตอาสา ร่วมสร้างเกษตรพอเพียง” ซึ่งจังหวัดตราด โดยที่ทำการปกครองจังหวัดตราด นำโดยนายพีระ เอี่ยมสุนทร ปลัดจังหวัดตราด จัดขึ้นมีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนโรงเรียนบ่อไร่วิทยาคม จำนวน 73 คน เข้าร่วมโครงการที่ห้องโสตทัศนศึกษา โรงเรียนบ่อไร่วิทยาคม

ระหว่างวันที่ 16 -18 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นนักเรียนในระดับมัธยมศึกษา ที่ผ่านการเรียนรู้และศึกษาดูงาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตามหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร การศึกษาดูงานการดำเนินชีวิตของปราชญ์ชาวบ้าน แล้วนำมาถอดบทเรียนสำคัญจาการศึกษาดูงานสู่การปฏิบัติ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ร่วมกันจัดทำขึ้นภายใต้แนวคิด “กิจกรรมจิตอาสาเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง” ผ่านกิจกรรมร่วมกันผลิตก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้า และการสร้างแปลงปลูกกล้วยน้ำว้าพันธุ์เตี้ย ซึ่งเป็นการส่งเสริมการฝึกทักษะอาชีพ และสร้างทักษะชีวิตให้สามารถนำไปปฏิบัติ และขยายผลในครัวเรือน ช่วยสร้างรายได้สร้างอาชีพให้กับครัวเรือนของตนเองต่อไป


ข้อมูลข่าวและที่มา https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220826173633550   

รองผู้ว่าฯเพชรบูรณ์ ปิดโครงการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

เมื่อวันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม 2565   นายชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานในพิธีปิดโครงการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (หลักสูตร 5 เดือน) ภายใต้โครงการกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ซึ่งจัดโดยเรือนจำชั่วคราวแค น้อยสังกัดเรือนจำจังหวัดเพชรบูรณ์ ณ อาคารศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เรือนจำชั่วคราวแคน้อย อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมี นางละออง อยู่ยั่งยืน ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวรายงาน พร้อมด้วยนางแก้วใจ สังข์แสง ผู้อำนวยการส่วนพัฒนา 2 และกำกับดูแลเรือนจำชั่วคราวแคน้อย, นางสาวปัทมา ประสิทธิ์เขตกิจ หัวหน้าเรือนจำชั่วคราวแคน้อย และหัวหน้าหน่วยงานต่างๆ, พร้อมบุคคลากรเรือนจำฯ รวมทั้งสมาชิกผู้ต้องขัง ร่วมกิจกรรม

การอบรมโครงการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รุ่นที่ 14 นี้ มีผู้เข้ารับการอบรมทั้งสิ้น 112 คน มาจากเรือนจำ/ทัณฑสถาน จำนวน 4 แห่ง ประกอบด้วย เรือนจำจังหวัดเพชรบูรณ์ 35 คน/ทัณฑสถานหญิงกลาง 26 คน/ทัณฑสถานหญิงพิษณุโลก 20 คน และทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ 31 คน

โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน ส่งเจ้าหน้าที่เป็นวิทยากรอบรมให้ความรู้ ได้แก่ มูลนิธิอาสา เพื่อนพึ่ง (ภา) ยามยากสภากาชาดไทย บริษัทเงินติดล้อ สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดเพชรบูรณ์ สำนักงานยุติธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์เพชรบูรณ์ สำนักงานจัดหางานจังหวัดเพชรบูรณ์ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ สำนักงานประกันสังคมจังหวัดเพชรบูรณ์ สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบูรณ์ สถานีพัฒนาที่ดินเพชรบูรณ์ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเพชรบูรณ์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพชรบูรณ์ วิทยาลัยเทคนิคเพชรบูรณ์ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัยอำเภอเมืองเพชรบูรณ์

โดยภารกิจหลักของกรมราชทัณฑ์ นอกจากจะมีหน้าที่ในการควบคุมผู้ต้องขัง ให้เป็นไปตามคำพิพากษาแล้ว หน้าที่ในการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด ให้กลับตนเป็นพลเมืองดี นับเป็นภารกิจหลักอีกประการหนึ่ง ซึ่งเรือนจำ/ ทัณฑสถานในสังกัด กรมราชทัณฑ์ต่างมุ่งมั่นที่จะตอบสนองภารกิจของกรมราชทัณฑ์


ข้อมูลข่าวและที่มา https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220826175710555


“สนธิรัตน์” ผุด “สารคามโมเดล” ผลักดันเศรษฐกิจฐานราก “แก้หนี้ เพิ่มทุน สร้างรายได้เพิ่ม” แก้จน

เมื่อวันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม 2565    ที่โรงแรมพิมานอินน์ อ.บรบือ จ.มหาสารคาม นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) พร้อมด้วยนายสุพล ฟองงาม รองหัวหน้าพรรค และประธานภาคอีสาน   ร่วมพบปะแกนนำจากสภาองค์กรชุมชน กองทุนสวัสดิการชุมชน วิสาหกิจชุมชน ในระดับอำเภอ จำนวนกว่า 150 คน ในเวทีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากเพื่ออนาคตไทย 

“อย่ามองว่าผมเป็นนักการเมือง เพราะตัวพรรคการเมืองเองจะไม่มีความหมาย หากไม่จับมือทำงานกับพี่น้องประชาชนจริง ๆ ผมตั้งใจมาหาวิธีทำงานร่วมกับท่าน ขอมาทำงานร่วมกัน มารับฟังว่าพี่น้องประชาชนอยากได้อะไรจริง ๆ เช่น พ.ร.บ.ส่งเสริมระบบสวัสดิการชุมชน ถ้าหากอยากได้จริง ผม และพรรคสร้างอนาคตไทย พร้อมที่จะขับเคลื่อนไปกับพวกท่าน โดยผมจะเสนอเป็นหนึ่งในนโยบายพรรค เพื่อทำให้พ.ร.บ.นี้เกิดขึ้นได้จริง” 

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ตนมา จ.มหาสารคาม เพราะประชาชนที่นี่เข้มแข็งมาก ดังนั้นเราต้องเริ่มจากจุดที่เข้มแข็ง สร้างให้เป็นโมเดลเพื่อขยายไปสู่จังหวัดอื่น ๆ แม้ว่าจะทำได้ไม่ทั้งหมดในช่วงเวลานี้ แต่หลังจากที่ขับเคลื่อนจนได้พ.ร.บ.แล้ว ตนมั่นใจว่า จะสามารถจะผลักดันให้เกิดขึ้นทั่วประเทศได้ ตนเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะใช้สารคามโมเดลเป็นตัวตั้งของกองทุนสวัสดิการชุมชน 


นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า เรื่องเศรษฐกิจฐานราก ถือเป็นหนึ่งในนโยบาย 5 สร้างของพรรค ความเข้มแข็งชุมชนคือหัวใจสำคัญของประเทศ การสร้างเศรษฐกิจฐานรากของพรรค จะทำควบคู่กับไปใน 3 ด้าน คือการแก้หนี้ เพิ่มทุน สร้างรายได้เพิ่ม ภายใต้แนวคิดขับเคลื่อนกลุ่มที่มีศักยภาพ 10-50 คน โดยขณะนี้ได้เริ่มนำร่องแล้วในพื้นที่ จ.มหาสารคาม ในกลุ่มเกษตรกรปลูกข้าว ซึ่งประสบปัญหาในเรื่องราคาตกต่ำ โดยเข้าไปช่วยในการลดต้นทุนการผลิต และผลักดันราคาขายให้มากกว่าท้องตลาด 0.50 สตางค์ – 1 บาทต่อกิโลกรัม โดยร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์ (ธกส.) กลุ่มรถเกี่ยวข้าวในพื้นที่ ซึ่งในช่วงบ่ายวันนี้ ตนจะเข้าไปพูดคุยกับกลุ่มชาวนาที่ได้นำร่องไว้ และจะขยายโครงการนี้ไปสู่พื้นที่อื่น ๆ ในประเทศต่อไป  


ทั้งนี้ ในด้านกลุ่มกองทุนสวัสดิการชุมชน ได้สะท้อนถึงแนวทางการทำงานที่ผ่านมาว่ากลุ่มกองทุนตั้งมาเพื่อเหลือช่วยตนเอง ผู้อื่น ชุมชน และสังคม โดยสมาชิกกองทุนเป็นทั้งผู้ให้ และผู้รับ ดูแลคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนตั้งแต่เกิดจนตาย โดยที่ผ่านมากองทุนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือวิกฤติของประเทศ เช่น สถานการณ์โควิด โดยได้เข้าไปช่วยในส่วนการจัดหาหน้ากากผ้า และจัดหาสมุนไพรในการรักษาให้กับชุมชนต่าง ๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือทั่วประเทศ 


นอกจากนี้เมื่อครั้งที่นายสนธิรัตน์ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ร่วมขับเคลื่อนโครงการการใช้พลังงานทดแทน หรือพลังงานชุมชน เช่น โครงการระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเกษตร ซึ่งถือเป็นผลงานที่จับต้องได้ การทำงานของกลุ่มกองทุนทำงานรูปแบบ 3 ขา ได้แก่ ตนเอง ชุมชน และรัฐ ซึ่งที่ผ่านยังได้รับการสนับสนุนไม่เพียงพอ ขณะที่พรรคสร้างอนาคตไทย มีนโยบายที่สนับสนุนเรื่องเศรษฐกิจฐานรากอย่างชัดเจน มีผลงานที่จับต้องได้ เชื่อว่าพร้อมที่จะใช้ชุมชนเป็นแกนหลักของพื้นที่ และเป็นตัวตั้งในการสร้างเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งกลุ่มกองทุนสวัสดิการชุมชนก็พร้อมที่จะร่วมสร้างอนาคตเศรษฐกิจฐานราก และสร้างอนาคตไทยไปด้วยกัน




 


วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

“อุตตม” เตรียมจัดทำนโยบาย “คาร์บอนเครดิต” รุกสร้างเศรษฐกิจใหม่-รองรับการแข่งขันภาคเอกชนบนเวทีโลก



“สร้างอนาคตไทย” เปิดบ้านแลกเปลี่ยนความรู้บริหารจัดการคาร์บอน  ชี้ กระแสโลกร้อน เปลี่ยนกติกาขีดการแข่งขันภาคเศรษฐกิจ ต้องวางนโยบาย-กฎหมายให้สอดรับ เพื่อแก้ปัญหาเชิงรุก-เสริมศักยภาพการแข่งขันภาคธุรกิจไทยทั้งใน-ต่างประเทศ

วันพุธที่ 13 กรกฎาคม 2565  พรรคสร้างอนาคตไทย จัดสัมมนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่อง อนาคตตลาดคาร์บอน (Carbon Market) แนวทาง และวิธีการดำเนินการจัดการคาร์บอน โดยได้รับเกียรติจากนายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ร่วมบรรยาย ซึ่งมีผู้เข้าร่วมฟังการบรรยายและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประกอบด้วย ผู้บริหารพรรค อาทิ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค นายวิเชียร ชวลิต ผู้อำนวยการพรรค นายนริศ เชยกลิ่น โฆษกพรรค น.ส.โชนรังสี เฉลิมชัยกิจ รองโฆษก นายธันวา ไกรฤกษ์ รองโฆษกพรรค รวมถึงภาคเอกชน และหน่วยงานระหว่างประเทศ

นายอุตตม กล่าวว่า การบริหารจัดการคาร์บอนเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ที่ทั่วโลกต้องให้ความสนใจ ซึ่งประเทศไทยได้ตอบรับเงื่อนไขหลาย ๆ อย่างมาจากเวทีโลก โดยการพัฒนาประเทศหลังจากนี้ ในส่วนของนโยบายเศรษฐกิจไม่สามารถละเลยเรื่องดังกล่าวได้ เนื่องจากมีผลกระทบต่อทุกภาคส่วน ดังนั้น ประเทศไทยจะต้องมีนโยบายสาธารณะที่ทันสมัย และมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เพื่อเปลี่ยนปัญหาเหล่านี้ให้เป็นโอกาสแก่ภาคประชาชน ภาคอุตสาหกรรม และภาคธุรกิจอื่นๆ โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถปรับตัวได้และมีความสามารถในการแข็งขันที่สูงขึ้น 



ทั้งนี้ ปัญหาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ องค์การระหว่างประเทศต่าง ๆ ได้เรียกร้องให้นานาประเทศมีมาตรการในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในกิจกรรมทั้งบนบก ทางทะเล และทางอากาศ หลายประเทศที่เป็นคู่ค้า และแหล่งทุนสำคัญของประเทศไทยก็ได้เริ่มกำหนดมาตรการเพื่อกีดกันสินค้า และการลงทุน ทั้งในภาคอุตสาหกรรม กสิกรรม การเงิน การธนาคาร และการท่องเที่ยว 

นายอุตตม กล่าวต่อว่า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ต้องครอบคลุมทุกภาคเศรษฐกิจ ดังนั้นการจัดทำกฎหมายสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงจะต้องเป็นนโยบายที่เร่งด่วน และต้องเป็นกฎหมายที่ทันสมัย สามารถใช้บังคับได้ในทุกภาคเศรษฐกิจของไทย ไม่ใช่เป็นแบบไซโล ต่างคนต่างทำอีกต่อไป ต้องมองในเชิงนโยบาย และการบริหารจัดการ ต้องมีโต้โผดำเนินการอย่างจริงจัง เพราะหากไม่มี เมื่อเอกชนจะขยับทีก็ต้องถอยครึ่งก้าว ถอยสองก้าว เพราะรัฐไม่ชัดเจน ตนมองว่าคณะกรรมการที่ขึ้นกับสำนักนายกรัฐมนตรีอำนาจไม่พอ หากเปรียบเทียบเหมือนตอนทำอีอีซี จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าพวกตนไม่ไปขอนายกฯ เสนอ แต่งตั้ง และออกกฎหมาย ถ้าทำอย่างนี้จึงจะมีการยอมรับ

ดังนั้น ต้องมีตัวกลาง ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานลักษณะไหนก็ตาม แต่ที่สำคัญคือ 

1. ต้องวิเคราะห์ให้ชัดเจนว่าผลกระทบต่อประเทศไทยในอนาคตเป็นอย่างไร ประเทศต้องการการปรับเปลี่ยน พรรคสร้างอนาคตไทยพูดเสมอว่าเราอาสามาทำงานเพื่อขับเคลื่อนการปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจของประเทศ นี่คือหนึ่งในนโยบายห้าสร้างของพรรค คือ สร้างเศรษฐกิจใหม่โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต ดังนั้นเรื่องนี้จะอยู่ในนโยบายของพรรคด้วย แต่จะทำอย่างไรให้เกิด หน่วยงานต้องดูให้ลึกว่าผลกระทบเป็นอย่างไร ไม่ใช่เดี๋ยวนี้ แต่ต้องเป็นดูระยะยาว ส่วนที่ท้าทาย คือจะวางยุทธศาสตร์อย่างไรให้ขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม และภายในระยะเวลาเท่าไหร่  

 2. ต้องให้เอกชนเข้าร่วมตั้งแต่ต้น แค่เพียงรัฐบาลไม่พอ รัฐมีหน้าที่สนับสนุนให้เอกชนเดินอย่างมีแต้มต่อ เพราะสุดท้ายต้องเกิดการแข่งขันในเวทีโลกอย่างแน่นอน เป็นกลไกตลาดที่ต้องค้าขาย เราต้องฉลาดที่จะค้าขาย รัฐต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่าจะเดินอย่างไร เดินกับใคร 

 3. ที่สำคัญ คือเรื่องการสื่อสาร วันนี้จะทำอย่างไรให้คนไทยเข้าใจ ว่าเรื่องดังกล่าวกระทบต่อเขาอย่างไร

“เรื่องการบริหารจัดการคาร์บอน จะเป็นความท้าทายของรัฐบาลหน้าว่าเรื่องนี้จะทำอย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์กับภาคเศรษฐกิจทั้งการสร้างเศรษฐกิจใหม่ และการแก้ปัญหาเชิงรุกให้กับขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งเรื่องนี้เป็นหนึ่งในนโยบาย 5 สร้างของพรรค ที่พร้อมจะเดินหน้าขับเคลื่อน โดยพรรคให้ความสำคัญครอบคลุมทั้งในเรื่องกฎหมายและระบบโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับเรื่องนี้ ขอย้ำว่าพรรคจะใส่เรื่องนี้ไว้ในนโยบายพรรคอย่างจริงจัง” นายอุตตม กล่าว

ทั้งนี้ พรรคสร้างอนาคตไทย เกิดจากพวกเราที่ร่วมอุดมการณ์ ตั้งใจ และยินดีให้คนภายนอกใช้พรรคเป็นเวทีเปิดเพื่อถกปัญหา หาทางออก และรับฟังทุกข้อเสนอแนะ ที่จะสร้างอนาคตเศรษฐกิจ สังคม และอนาคตประเทศไทย นอกจากนี้พรรคยังเปิดให้ทุกภาคส่วนในสังคม ทั้งภาครัฐ และเอกชนสามารถนำข้อมูลที่ได้จากการจัดอบรม เสวนาต่าง ๆ ของพรรค ไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศได้ 


 


"สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต้องเร่งปลดล็อก

  "สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต...