แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เขตเศรษฐกิจพอเพียง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เขตเศรษฐกิจพอเพียง แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2565

วิจัยพระธรรม! พุทธอารยเกษตรแก้หนี้แก้จนเขตเศรษฐกิจพอเพียง

เมื่อวันที่ 19  กันยายน 2565 เพจพระปัญญาวชิรโมลี นพพรได้โพสต์ข้อความว่า เตรียมงานวิจัยพุทธอารยเกษตร Smart Intensive Farming กำลังวางแผนร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กับมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่โคกอีโด่ยวัลเล่ย์แหล่งวิจัยและนวัตกรรมด้านพลังงาน และการเกษตร ซึ่งมีนวัตกรรมที่ต้องทดลอง 1) โกโก้เกษตรเพอร์มาร์คัลเจอร์แบบใช้ถ่านไปทั่วบริเวณแปลงพุทธอารยเกษตร  2)โพนผักหวานป่า ในแปลงพุทธอารยเกษตรที่เตรียมใช้นวัตกรรมการปลูกป่าแบบเพอร์มาร์คัลเจอร์ผสมผสานไปกับป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง และ 3) อโวคาโด้โคกอีโด่ย 


ทุกแปลงทดลองจะมีกระเจียวหวานกับ ปทุมมา เสริมตามโพนรอบต้นผักหวานป่า ให้น้ำทีเดียวได้ทั้งป่า มีไผ่เป็นแนวกันลม กับไม้ยืนต้นราดเชื้อเห็ดเป็นโครงการปลูกเห็ดเจ็ดชั่วโคตรในพื้นที่ตัวอย่างทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา พุทธอารยเกษตร


การสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์จากชุดพญาแล้งลงหนอง มีธนาคารน้ำใต้ดินเสริมความชื้นใต้ดิน และกักน้ำไว้ใช้นอกฤดูร่วมกับ หนอง คลองไส้ไก่ กับหลุมขนมครก ระบบให้น้ำจากรากไม่รดน้ำที่โคนต้นไม้เหมือนในอดีต เพราะน้ำไหลนี และระเหยไปก่อนจะซึมถึงราก ถ้าเราจ่ายตรงให้รากไม้เลยจะตัดวงจรพ่อค้าคนกลาง ลดการสูญเสียไปได้อีก

Smart Intensive Farming ในแปลงพระราชทานโคก หนอง นา พุทธอารยเกษตร วัดป่าศรีแสงธรรม เป็นโครงการใหญ่ในพื้นที่ร้อยกว่าไร่ เพื่อทำการทดลองวิจัยสัมมาชีพให้กับชุมชนในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจครัวเรือน ภาระหนี้สินนับวันจะสูงขึ้นนับเป็นความทุกข์อย่างหนึ่ง “การกู้หนี้เป็นทุกข์ในโลก” การนำทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่่โคก หนอง นา พุทธอารยเกษตร ให้มีรายได้ในแต่ละวัน รายสัปดาห์ รายเดือน รายสามเดือน หกเดือน รายปี ห้าปี สิบปี ซึ่งต้องใช้สรรพกำลังภาคีเครือข่ายช่วยกัน


ขณะนี้กำลังระดมทุนบริจาคเพื่อจ่ายค่าที่ดิน และจะเป็นงบพัฒนาพื้นที่ตามบัญชาของท่านนายกรัฐมนตรีที่มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย มีท่านปลัดสุทธิพงษ์ จุลเจริญ และอ.โก้ อ.หน่า จาก สจล เป็นหัวแรง ออกแบบและดูแล ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ยังรับภาคีเครือข่ายในการพัฒนาพื้นที่โคกอีโด่ยแห่งนี้ให้เป็น ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ พุทธอารยเกษตร ให้มั่นคง และยั่งยืนต่อไป 


ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมบริจาค สนับสนุนโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบเขตเศรษฐกิจพอเพียง ขออนุโมทนาขอบคุณมา ณ โอกาสนี้  

วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2565

เปิดฉาก 'เศรษฐกิจพอเพียง' สู่เกษตรในเมืองประตูพัฒนาชาติไทย รายงานพิเศษ "ตื่นรู้สู่เกษตรคนเมือง" (Awake to urban agriculture) ตอนที่ 1


รายงานพิเศษ "ตื่นรู้สู่เกษตรคนเมือง" (Awake to urban agriculture) ตอนที่ 1


"เศรษฐกิจพอเพียง" หนึ่งในแนวพระราชดำริอันสำคัญของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ที่ทรงมอบให้เป็นมรดกอันล้ำค่าแก่ประเทศไทยและพสกนิกรชาวไทย โดยแนวทางพระราชดำรินี้ทรงค้นคว้าวิจัยทั้งในภาคทฤษฎีและปฏิบัติ จนกระทั่งวันนี้ผู้ที่อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานคร ในพื้นที่หลายแห่งน้อมนำพระราชดำริ "เศรษฐกิจพอเพียง" มาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และประสบความสำเร็จ

ขณะที่ประเทศไทยกว่าจะเดินหน้ามาสู่ "เศรษฐกิจพอเพียง" และทำให้ "คนเมือง" หันมาใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งของที่พักอาศัยทำ "เกษตร" นั้นประเทศไทยต้องผ่านวิกฤตมาอย่างโชกโชน

ย้อนไปสมัย พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องยอมประกาศลดค่าเงินบาทเพื่อช่วยเหลือด้านการส่งออก ในวิกฤตราคาน้ำมันครั้งที่ 2 ซึ่งมีความวุ่นวายเกิดขึ้นในประเทศอิหร่าน โดยพระเจ้าซาห์สละราชสมบัติและเสด็จลี้ภัยไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวจบลงด้วยสงครามระหว่าประเทศอิรักกับอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น และ ราคาสินค้าเกษตรในไทยไม่ได้สูงตามราคาน้ำมัน

ดร.พงษ์พิสิฏฐ์ วิเศษกุล ได้ให้ความเห็นไว้ในผลงานการเขียนหนังสือ "เศรษฐกิจเขียวและใส" เศรษฐกิจพอเพียงสำหรับประเทศไทยในเรือนกระจกว่า วิกฤตราคาน้ำมันครั้งที่ 2 นี้เป็นการรวยแล้วจนอย่างชัดเจนที่สุด ก่อนหน้านั้นเราคิดว่าเรารวย ดูจากจีดีพีเราสูงขึ้น เฉลี่ยร้อยละ 8.4 ต่อปี ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 และ 2 และ ร้อยละ 11.7 ในปี 2521 ก่อนที่ผลการพึ่งทรัพยากร โดยเฉพาะน้ำมันและเงินทุนจากต่างประเทศจะแผลงฤทธิ์ ภาวะขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดทำให้เงินคงคลังและเงินสดที่มีใช้สอยรายวันของรัฐบาลเหลือน้อยมาก ทั้งยังต้องเจียดมาอุดหนุนราคาน้ำมันไม่ให้สูงเร็วจนชาวบ้านรับไม่ไหว

รัฐบาลพลเอกเปรม ใช้วิธีปู่ย่าตายายเราปฏิบัติมาตลอดหลายร้อยปีของการสร้างบ้านแปลงเมือง คือ การประหยัด ท่านมีวินัยในการใช้จ่ายมาก ไม่จำเป็นจริงๆ ท่านไม่ใช้ ไม่จำเป็นจริงๆ ท่านไม่กู้ เราใช้ทฤษฎี "เศรษฐกิจพอเพียง" เอาตัวรอดมาได้ ทั้งหมดนี้ คือ ความพอดี คือ การประมาณตัวในการบริหารบ้านเมืองของพลเอกเปรม

ความเห็นของ ดร.พงษ์พิสิฏฐ์ สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยน้อมนำพระราชดำริทฤษฎี "เศรษฐกิจพอเพียง" มาใช้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ และจะเห็นว่า เพราะ "เศรษฐกิจพอเพียง" ทำให้ประเทศไทย สามารถรอดพ้นวิกฤตต่างๆมาได้ในปัจจุบัน ทั้งวิกฤตโควิด-19, วิกฤตความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน รวมไปถึงภาวะเงินเฟ้อของเศรษฐกิจไทย

มิติของ "เศรษฐกิจพอเพียง" ที่เห็นชัดเจนที่สุด คือ การพลิกแผ่นดินการปลูกฝิ่นของชาวเผ่าม้ง จังหวัดเชียงใหม่ มาเป็นผืนดินเกษตรกรรมผ่าน "โครงการหลวง" โดยใน พ.ศ.2512 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ ได้เสด็จประพาสต้นตามดอยของภาคเหนือ และ ทรงตระหนักถึงปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าและทำไร่เลื่อนลอยของชาวเขา ซึ่งเกิดจาก "ความไม่รู้", ความยากจน และการเจ็บไข้ได้ป่วยที่มีมาช้านานของชาวไทยภูเขา

โดยในครั้งนั้นได้พระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ให้ข้าราชบริพารและนักวิชาการเกษตร ได้คิดค้นวิธีการปลูกพืชผักผลไม้ และ ดอกไม้นานาพรรณที่สามารถเพาะปลูกได้ดีในพื้นที่ภูมิอากาศหนาวเย็นตามดอยสูง รวมทั้งวางแผนในเรื่องการตลาดให้สามารถมีโอกาสขายผลผลิตของตนเองได้ด้วย โดยเป็นหนึ่งในแนวทางพระราชดำริที่ให้ชาวไทยภูเขาเปลี่ยนทัศนคติการปลูกพืชเสพติด คือ ฝิ่น มาเป็น "ไม้เมืองหนาว" แทน และนับเป็นโอกาสที่ทำให้ชาวไทยภูเขาจำนวนมาก ไม่ต้องไปเดินอยู่ในอาชีพที่ผิดกฏหมาย

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เคยตรัสว่า "โครงการหลวงไม่มีกำไร มีแต่ขาดทุน แต่ขาดทุนคือกำไร กำไรที่ว่า คือ ชาวบ้านอยู่ดีกินดีขึ้น ไม่ต้องปลูกฝิ่น ไม่ต้องตัดไม้ทำลายป่า"

ส่วนมิติด้านการเกษตรที่เกิดขึ้นในเมืองไทยนั้นคนเมืองที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร สามารถเนรมิตพื้นที่เล็กๆ เป็นพื้นที่ "เศรษฐกิจพอเพียง" ในยุคนี้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่ง "แนวหน้า ออนไลน์" จะนำเสนอเป็นตอนต่อไป

อ้างอิงข้อมูล :-  อนุสาร อ.ส.ท. ฉบับเดือนธันวาคม พ.ศ.2544  หนังสือ "เศรษฐกิจเขียวและใส" เศรษฐกิจพอเพียงสำหรับประเทศไทยในเรือนกระจก" เขียนโดย ดร.พงษ์พิสิฏฐ์ วิเศษกุล https://www.naewna.com/likesara/678010

 


 


วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2565

ปลัดมหาดไทยแจ้งผู้จัดการธนาคารโลกประจำไทย ช่วยหนุนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง

ปลัดมหาดไทยให้การต้อนรับผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย เนื่องในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะภายหลังเข้ารับตำแหน่งใหม่ พร้อมร่วมหารือในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความช่วยเหลือและสนับสนุนทางการเงิน เพื่อขับเคลื่อนภารกิจขจัดความยากจนและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนไทย

เมื่อวันที่ 2 กัยายน พ.ศ.2565 เวลา 15.00 น. ที่ห้องรับรองปลัดกระทรวงมหาดไทย อาคารศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย (สนผ.สป.มท.) ผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สนผ.สป.มท. และผู้อำนวยการกลุ่มงานวิเทศสัมพันธ์ รวมถึงรักษาการตำแหน่งผู้อำนวยการกลุ่มงานวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศชุมชน กรมการพัฒนาชุมชน ให้การต้อนรับคณะผู้แทนธนาคารโลก นำโดย นายฟาบริซิโอ ซาโคเน ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก และคณะผู้ติดตาม ประกอบด้วย นางสาวภมรรัตน์ ตันสงวนวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านการพัฒนาสังคม นายชนินทร์ มโนภินิเวส นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสด้านโครงสร้างพื้นฐาน นายธนาภัทร์  เรืองศรี นักเศรษฐศาสตร์ นายขวัญพัฒน์ สุทธิธรรมกิจ เจ้าหน้าที่ประจำประเทศไทย และนายศุทธนา วิจิตรานนท์ ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาสังคม เพื่อเยี่ยมคารวะเนื่องในโอกาสที่ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย เข้ามารับตำแหน่งใหม่ พร้อมหารือประเด็นที่ธนาคารโลกกับกระทรวงมหาดไทยสามารถมีความร่วมมือกันในอนาคต 


ในการนี้ นายสุทธิพงษ์  ได้กล่าวแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสที่นายฟาบริซิโอ ซาโคเน เข้ารับตำแหน่งผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก คนล่าสุด และแสดงความขอบคุณที่มาร่วมหารือกันในวันนี้ ซึ่งจะได้นำพาความช่วยเหลือมาสู่คนไทยและคนในภูมิภาคนี้ต่อไป พร้อมกันนี้ได้เผยถึงประเด็นที่กระทรวงมหาดไทยมีความประสงค์จะได้รับความช่วยเหลือและสนับสนุนทางจากเงินจากธนาคารโลก 5 ประเด็น อันได้แก่ (1) “เขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง” หรือ Sufficiency Economy Development Zones (SEDZ) ด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ และโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา โมเดล 


(2) กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ซึ่งมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาความยากจนด้วยการให้โอกาสคนที่อ่อนแอหรืออ่อนด้อยกว่าได้มีช่องทางเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อพัฒนาทักษะ ความรู้ และทัศนคติให้สามารถต่อยอดในการประกอบสัมมาชีพหรือวิธีการใดๆ อันจะช่วยให้ใช้ชีวิตได้ตามหลักแห่งการพึ่งพาตนเอง (3) การสร้างต้นแบบการบริหารน้ำอย่างยั่งยืนตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการสืบสาน รักษา และต่อยอด แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผ่านแนวคิดเรื่อง อารยะประเทศ เกษตรประเทศ (Sustainable Agronomy) พร้อมใช้ Bigdata เป็นฐานข้อมูลแก้ปัญหาอย่างครบวงจร ซึ่งดำเนินการภายใต้หลักสูตร ป.ย.ป. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 (4) การขยายผลและสนับสนุน โครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ และพัฒนายกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP ทั้งการพัฒนาผู้ผลิต ผู้ประกอบการ การเพิ่มช่องทางการตลาดให้มากยิ่งขึ้น และยกระดับคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ระดับ 3 - 4 ดาว ไปสู่สากล ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญที่สามารถกระจายรายได้ไปสู่พื้นที่ชนบทได้อย่างแท้จริง 


และ (5) การบริหารจัดการระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทยให้เกิดประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องน้ำประปา เพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นทุกภูมิภาคทั่วประเทศได้มีโอกาสเข้าถึงน้ำประปาที่สะอาด ปลอดภัย และมีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกัน รวมถึงการบริหารจัดการและบำบัดน้ำเสียอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

 

ด้าน นายฟาบริซิโอ ซาโคเน ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กล่าวว่า ตนรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสเข้าคารวะปลัดกระทรวงมหาดไทยในโอกาสนี้ พร้อมแสดงความขอบคุณที่ท่านได้นำเสนอไอเดียซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการดำเนินงานของธนาคารโลก อันจะนำไปสู่การสร้างความร่วมมือระหว่างกันต่อไปในอนาคต พร้อมกันนี้ได้เน้นย้ำว่าโครงการทั้ง 5 ข้อดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่อยู่ใน DNA ของธนาคารโลกอยู่แล้ว เพราะเรามีความมุ่งมั่นในการช่วยขจัดความยากจน รวมถึงร่วมสนับสนุนการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้เกิดขึ้นในแต่ละประเทศ อันถือเป็นพันธกิจสำคัญของธนาคารโลก สำหรับโครงการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำ ทั้งในส่วนของการจัดหาน้ำประปาให้แก่ประชาชน การจัดการน้ำท่วมและน้ำแล้ง รวมถึงการบำบัดน้ำเสียนั้น ทางธนาคารโลกจะได้นำประเด็นดังกล่าวไปหารือร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ และจะได้มีการประสานไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อประเมินความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการเหล่านี้ต่อไป อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ OTOP และกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ทางธนาคารโลกก็ยินดีให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนเช่นเดียวกัน ซึ่งจะได้มีการหารือในรายละเอียดร่วมกันกับกระทรวงมหาดไทยในอนาคต นอกจากนี้ยังได้มีการกล่าวถึงโครงการสนับสนุนการขจัดความยากจนและสร้างความยั่งยืนของเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งดำเนินการโดยกรมการพัฒนาชุมชน ซึ่งผลการดำเนินการ ณ ปัจจุบัน พบว่าส่งผลบวกต่อการแก้ในปัญหาความยากจนในหลากหลายมิติ ตลอดจนช่วยยกระดับการมีส่วนร่วมและความสามารถของชุมชนในการจัดทำแผนพัฒนาชุมชน การเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศและเทคโนโลยีดิจิทัล และความรู้ด้านการจัดการทางการเงินด้วย

 

สำหรับ นายฟาบริซิโอ ซาโคเน ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก คนปัจจุบันนั้น พื้นเพเป็นชาวอิตาลี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านวิทยาการจัดการ จากมหาวิทยาลัย Escuela Superior de Administración y Dirección de Empresas และปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์และกฎหมายของยุโรป ซึ่งก่อนเดินทางมาดำรงตำแหน่งยังประเทศไทย เมื่อเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมานั้น นายนายฟาบริซิโอฯ เคยดำรงตำแหน่งผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศบัลแกเรีย สาธารณรัฐเช็ค และสาธารณรัฐสโลวัก ซึ่งได้ดูโครงการให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคต่างๆ จำนวนหลายโครงการ และก่อนหน้านั้นนายฟาบริซิโอฯ ได้เคยดำรงตำแหน่งผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศคอสตาริกาและเอลซัลวาดอร์ โดยได้ดูแลโครงการที่รัฐบาลกู้ยืมเงินกับธนาคารโลกและการให้คำปรึกษาแก่ประเทศที่มีรายได้ปานกลางทั้งสองประเทศด้วย ทั้งนี้ ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปี ในการทำงานด้านการพัฒนากับธนาคารโลก จึงเชื่อได้ว่าการเข้ามาทำหน้าที่ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทยในครั้งนี้จะส่งผลดีต่อประเทศไทยในภายภาคหน้า

วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2565

คลอดแล้ว! แบบ"พุทธอารยเกษตร" ต้นแบบการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพอเพียง



วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน 2565    เพจพระปัญญาวชิรโมลี นพพร เจ้าอาวาสวัดป่าศรีแสงธรรม อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ได้โพสต์ข้อความว่า  กฐินสามัคคีซื้อที่ดินถวายวัดป่าศรีแสงธรรม 51 ไร่ ๆ ละ 1.2 แสนบาท

ศูนย์การเรียนรู้วัดป่าศรีแสงธรรมได้ดำเนินการพัฒนาวัด พัฒนาคน พัฒนาชุมชน ตามหลัก “บวร” คือบ้าน วัด โรงเรียนและราชการ เป็นแนวทางการพัฒนาคนในทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน ให้ความรู้คู่คุณธรรมกับนักเรียน ให้ความรู้คู่คุณธรรมนำสู่สัมมาชีพให้กับคนในชุมชน และเป็นโมเดลต้นแบบของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก สอดรับกับนโยบาย BCG Economy ของการพัฒนาประเทศชาติ เป็นเกษตรอินทรีย์วิถีธรรม ในแปลงพระราชทานโคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง (วัดป่าศรีแสงธรรม) 20 ไร่ และ 15 ไร่ รวมเป็น 35 ไร่ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ชุมชน เป็นแหล่งอาหารให้กับ 200 กว่าคนในแต่ละวันในโรงเรียนศรีแสงธรรม และเผื่อแผ่ไปตามวัดวาอารามต่าง ๆ เพื่อให้ความอนุเคราะห์ สงเคราะห์ เกื้อกูลญาติโยมที่มาสัมผัสสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน



พื้นที่ขยายใหม่รวมเป็น 91 ไร่ เบื้องต้นจะทำเป็นอุทยานธรรมเพื่อการเรียนรู้สู่การพัฒนาให้ชื่อว่า “พุทธอารยเกษตร” นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้มอบหมายให้ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย รศ.วรวรรณ โรจน์ไพบูลย์ และผศ.พิเชษฐ์ โสวิทยสกุล และทีงานจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังช่วยดูแลการออกแบบพื้นที่เป็นเชิงเกษตรพอเพียง ปลูกป่าปลูกผักระยะเริ่มต้น ควบคู่กับสถานปฏิบัติธรรมที่สงบสงัดวิเวก เหมาะแก่การบำเพ็ญสมณธรรม ให้กับพุทธศาสนิกชน และผู้ที่สนใจทั่วไปทั้งไทย และต่างประเทศ 


พุทธอารยเกษตรเป็นพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพอเพียง ให้โคกอีโด่ยวัลเล่ย์เป็นศูนย์กลางการพัฒนาพื้นที่โดยรอบของบริเวณนี้ มีแหล่งน้ำ ป่าชุมชน และที่ทำกินของชาวบ้านที่สนใจยกระดับคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา โมเดล สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน และเตรียมพร้อมสำหรับยกระดับการศึกษาของเด็ก ๆ นักเรียนที่นี่และนักเรียนที่สนใจศึกษาในระดับอุดมศึกษา อาจจะร่วมเปิดหลักสูตรกับจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ในการเปิดหลักสูตรปริญญาตรีสาขาการจัดการเรื่องราวต่าง ๆ ในโคกอีโด่ยแห่งนี้ เช่นสาขาการจัดการพลังงาน การแปรรูป การตลาด การบัญชี การจัดการผลิต การจัดการท่องเที่ยว  หรือสาขาอื่น ๆ อีกมากมาย



การแสวงหาทรัพย์สมบัติมากมายแค่ไหนก็อยู่กับเราได้แค่วันตาย ไม่รู้ทรัพย์สินเงินทองที่หามาไว้จะเปลี่ยนไปหาใครบ้าง แต่การสร้างสาธารณะประโยชน์ การซื้อที่ดินถวายวัดจะเป็นสมบัติติดตัวเราไปทุกภพทุกชาติ ไม่ได้เปลี่ยนมือไปไหน เป็นการสร้างอริยทรัพย์ให้ยังอยู่คู่กับพระศาสนาสืบต่อไป เมื่อเราให้ทั้งคุณธรรมทั่งความรู้ย่อมเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ในการสร้างอุทยานธรรมะ พุทธอารยเกษตร เพราะผู้มีปัญญา ย่อมหาทรัพย์ได้ การให้ธรรมะ(วิชา) ชนะการให้ทั่งปวง



จึงขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพกฐินซื้อที่ดินถวายวัดป่าศรีแสงธรรม 51 ไร่ 6.12 ล้านบาท เพื่อเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมโคก หนอง นา วัดป่าศรีแสงธรรม บ.ดงดิบ ต.ห้วยยาง อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ท่านที่จะบริจาคเป็นไร่ ๆละ 120,000 บาท หรืองานละ 30,000 บาท หรือตามกำลังศรัทธา

ท่านสามารถร่วมบริจาคได้ที่

บัญชี วัดป่าศรีแสงธรรม

ธ.กรุงไทย สาขาโขงเจียม

338 049 7789

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม 086 233 1345 

ขออนุโมทนาขอบคุณทุกท่านมา ณ โอกาสนี้

1 กันยายน 2565


Song: See the Aggregates, Then Let Go Inspired by the Radha Saṃyutta, Ayācana Vagga

[Verse 1] The body is born, then changes away, Feelings arise and pass through the day. Perception remembers, formations appear, Consciousne...