"ฮุนเซน"โชว์"ลาว-กัมพูชา"นายกฯ4.0 หลังยุติปัญหาขัดแย้งชายแดนจังหวัดสตึงแตรง
ทำเอาตกอกตกใจกันทั้งอาเซียนว่า ไฟสงครามจะเกิดขึ้นระหว่างประเทศกัมพูชากับประเทศลาว เพราะปัญหาชายแดนด้านจังหวัดสตึงแตรง เมื่อนายฮุน เซน นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศกัมพูชา กล่าวระหว่างการบรรยายเมื่อวันที่ 11 ส.ค.2560 ว่า ประเทศลาวจะต้องถอนทหารออกจากชายแดนด้านจังหวัดสตึงแตรงภายในวันที่ 17 ส.ค.นี้ เนื่องจากมีทหารลาวหลายสิบนายรุกล้ำ ตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ไม่เช่นนั้นแล้วจะส่งทหาระส่งทหารไปขับไล่
และช่วงเช้าของวันนี้ทางกัมพูชาได้เคลื่อนทหารประมาณ 5 พันนายจากตัวจังหวัดสตึงแตรงเข้าประจำการตามแนวชายแดนที่อยู่ตรงกันข้ามกับจังหวัดอัตตะบือ ติดกับจังหว้ดศรีสะเกษของประเทศ ขณะที่ทางประเทศลาวก็ได้มีทหารสังเกตการณ์ 30 นาย
ขณะเดียวกันทางด้านนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศกัมพูชาได้เดินทางไปประเทศลาวเพื่อเจรจากับนายทองลุน สีสุลิด นายกรัฐมนตรีของประเทศลาว อย่างกระทันหันเพื่อยุติปัญหาข้อพิพาทเรื่องชายแดน สุดท้ายสองฝ่ายตกลงเป็นเอกภาพโดยจะไม่มีข้อพิพาทและใช้ความรุนแรงใดๆ โดยจะมีการถอนกำลังแล้วดำเนินการสำรวจปักเขตแดนให้แล้วเสร็จ โดยนายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศได้แถลงข่าวร่วมกัน ซึ่งตอนท้ายนายทองลุนได้ขอร้องให้สื่อมวลชนเสนอข่าวตามความเป็นจริงเพื่อไม่ให้ประชาชนทั้งสองประเทศเข้าใจผิด
พ.อ.บุนยัง วอละจิต วัย 79 ปี เลขาธิการพรรคประชาชนปฏิวัติลาว หรือประธานประเทศลาว ได้แสดงความเห็นว่า ขอชมเชยรัฐบาลทั้งสองประเทศที่สามารถแก้ไขปัญญาอย่างสันติวิธี อันเป็นความปรารถนาและเป็นแบบอย่างของอาเซียน
ประเด็นจึงมีอยู่ว่า ทำไมความขัดแย้งระหว่างประเทศกัมพูชาและลาวถึงยุติเร็ว และทำไมนายฮุน เซน ถึงได้ปฏิบัติการได้รวดเร็วขนาดนั้น ทั้งนี้คงเป็นเพราะโลกปัจจุบันนี้เป็นยุคดิจิทอล สื่อสารกันอย่างรวดเร็วทันใน แม้แต่ล่ามที่ปฏิบัติหน้าที่ในช่วงการแถลงข่าวก็ด้นกันแบบสดคำต่อคำเลยที่เดียว
ก็ได้คำตอบก็คือนายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศเป็นนายกรัฐมนตรี 4.0 โดยวันที่ 15 ส.ค.นี้เฟซบุ๊ก Samdech Hun Sen, Cambodian Prime Minister ที่รายงานการเคลื่อนไหวของนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศกัมพูชาได้โพสต์ภาพระหว่างการรับประทานอาหารเมื่อวันที่ 12 ส.ค. โดยที่นายทองลุนได้โชว์มือถือให้นายฮุนเซนได้ดู ซึ่งเป็นอริยาบทแบบเป็นกันเองจำนวน 4 ภาพด้วยกัน ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันดีว่านายฮุนเซนนั้นเป็นนายกรัฐมนตรีที่ใช้มือถือสื่อสารเหมือนกับบุคคลทั่วไปในยุคปัจจุบัน
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาเซียน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาเซียน แสดงบทความทั้งหมด
วันจันทร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2560
วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2559
'มจร'จัดโครงการบริหารจัดการความหลากหลายทางวัฒนธรรมในประชาคมอาเซียน แนะนำหลักขันติธรรมลดขัดแย้งทางศาสนา
ระหว่างวันที่ ๑๒-๑๓ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๙ ศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) จัดการประชุมสัมมนาตามโครงการบริหารจัดการความหลากหลายทางวัฒนธรรมในประชาคมอาเซียนด้วยหลักขันติธรรม ที่ มจร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา โดยวันที่ ๑๓ กันยายนนี้พระศรีคัมภีรญาณ รองอธิการบดี มจร ฝ่ายวิชาการ กล่าวว่า ประเทศไทยเรามีความหลากหลายทางวัฒนธรรมในภูมิภาคต่างๆ เราต้องเรียนรู้จะอยู่ร่วมกัน ซึ่งในอดีตมีการดูถูกเหยียดหยามกัน ในภาคต่างๆ นำไปสู่การแตกแยกเกิดความขัดแย้งกัน ความขัดแย้งในสังคมไทยปัจจุบัน ก็เกิดมาจากการดูถูกกัน เราต้องเรียนรู้ความหลากหลายทางวัฒนธรรม นอกจากในประเทศจะมีความหลากหลาย เราจึงระวังการอยู่ร่วมกัน ซึ่งในระดับอาเซียนยิ่งมีความหลากหลาย เราต้องมีกิจกรรมแบบนี้บ่อยๆ ให้มีทุกศาสนามาพูดคุยกัน ในพหุวัฒนธรรมในความหลากหลาย
พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา มจร ได้บรรยายความว่า เรื่องขันติธรรมกำลังเป็นที่ยอมรับในสังคมอาเซียน ซึ่งยูเนสโกได้ยกเรื่องขันติธรรมมาเป็นตัวขับเคลื่อน ตัวประสานในการอยู่ร่วมกัน
พระมหาหรรษา กล่าวต่อว่า ย้อนนึกถึงแนวคิดของนายซามูเอล ฮันติงตัน นักวิชาการรัฐศาสตร์ทรงอิทธิพล ผู้เขียนหนังสือเรื่อง “The Clash of Civilizations” ที่กล่าวว่า "ต่อไปจะเกิดการปะทะกันทางวัฒนธรรมกันอย่างรุนแรง " ซึ่งตอนนี้เราก็เห็นชัดแล้ว มีการปะทะกันระหว่างศาสนาคริสต์และอิสลามทางวัฒนธรรม ซึ่งในวัฒนธรรมของศาสนาพุทธเป็นปัจเจกบุคคล เริ่มต้นจากตัวบุคคลส่งผลต่อสังคม มีการยืดหยุ่นสูงมาก แต่วัฒนธรรมของชาวมุสลิมจะมีความเข้มแข็ง ซึ่งตอนนี้วัฒนธรรมการกินขยายไปทั่วไปก็มีความแตกต่าง จึงมีการปะทะกันทางวัฒนธรรม เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไรในท่ามกลางความหลากหลาย ในประเทศสิงคโปร์มีความหลากหลายในด้านศาสนามากมีถึง ๑๒ ความเชื่อ แต่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ รัฐบาลสิงคโปร์เป็นห่วงมากในเรื่องนี้จึงออกกฎหมายเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันระหว่างศาสนาเพื่อไม่ให้ศาสนาใดโจมตีศาสนาอื่นๆ
"ทางตะวันตกมองว่า สิทธิมนุษยชน เป็นเครื่องมือสันติวิธี แต่ทางตะวันออก พระพุทธเจ้า คือ "ขันติ สติ สันติ" ฐานคิดในโอวาทปาฎิโมกข์ พระพุทธเจ้าขึ้นต้นด้วยขันตี ปรมัง ตโปติติกขา เป็นการประกาศจุดยืนของพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าประกาศเรื่องขันติธรรม เพื่อให้ศาสนาพราหมณ์เข้าใจว่า การบำเพ็ญตบะอยู่ที่ความอดทน ความอดทนมี ๒ ประการ คือ อดทนภายใน เป็นการอดทนต่อกิเลส และ อดทนภายนอก เป็นการอดทนต่อความลำบาก ในการไปรับใช้เพื่อนมนุษย์ ฉะนั้น หัวใจสำคัญคือ ความอดทน หัวใจของตบะ คือ อดทนต่อกิเลส ขันติจึงเป็นสะพานไปหาพระนิพพาน ขันติเกิดเมื่อใด สันติเกิดเมื่อนั้นการไม่พูดร้ายการไม่ทำร้าย มาจากหลักโอวาทปาฎิโมกข์ ต้องมีความอดทนเพื่อในการอยู่ร่วมกัน เรามีสำคัญ ๔ คำ (Key words) คือ ขันติธรรม + การบริหารจัดการ พหุวัฒนธรรม + เพื่ออยู่ในอาเซียน เมื่อมีความหลากหลายจะอยู่ร่วมกันอย่างไร" ผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา มจร กล่าวและว่า
โดยเฉพาะประเทศไทยก็มีหลายชาติเชื้อไทย และชาติอื่นๆ มีอีกเท่าไหร่ในเชื้อชาติ ซึ่งเดิมทีไม่มีหมู่บ้าน แต่อยู่เป็นชุมชน สอดคล้องกับพระไตรปิฎกในอัคคัญสูตร ในการกินข้าวสาลี จึงเป็นที่มาว่า "โลภมากก็ลามก" จึงมีการตั้งคนกลุ่มหนึ่งขึ้นมาแบ่งพืชเกษตร คือ กษัตริย์ เรียกว่า ราชา บุคคลใดที่ทำให้คนอื่นพอใจ เรียกว่า ราชา จึงมีการแบ่งพื้นที่ เรียกว่า ขัตติยะ พื้นฐานของมนุษย์มีความกลัว จึงมีการจับกลุ่มกันแน่น เช่น ชาวพุทธในอินเดีย ที่ใดมีน้อยมันจะจับกลุ่มเพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ ประเทศใหญ่ๆ ไม่ต้องไปจับกับใครเพราะมีความยิ่งใหญ่พอ เมื่อจับกลุ่มจึงแยกกันโดยภูมิศาสตร์ แตกแยกกันโดยวัฒนธรรม แตกต่างทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง กลุ่มถูกการกระทำจากลัทธิล่าอาณานิคม จึงต้องรวมกันเพื่อการอยู่รอด จึงมีการตั้งประชาคมอาเซียนเพื่อการต่อรอง แต่จะอยู่ร่วมกันอย่างไรในความเป็นพหุวัฒนธรรม
พระมหาหรรษา กล่าวต่อว่า จึงต้องมีการจับมือกัน + 3 คือ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น คำถาม ทำไมนายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกามาประเทศลาว เพราะประเทศจีนบุกลาวเป็นอย่างมาก ให้ผลประโยชน์มากมาย จึงนำมาซึ่ง +6 เพราะถ้ามีกลุ่มก็สามารถเจรจาต่อรองกับประเทศอเมริกาได้ ในพหุวัฒนธรรมในอาเซียนมีประเทศอินโดนีเชียมีคนที่พูดกันมากถึง ๑๐๐ ภาษา แค่ภาษาเรื่องเดียวก็เป็นประเด็นแล้ว ความเชื่อเรื่องพิธีกรรม อย่าลืมว่าผีมาก่อนศาสนาพุทธ ประเพณีแต่ละประเทศ ความสัมพันธ์หลากหลาย พฤติกรรมที่คาดหวังที่หลากหลาย ค่านิยมที่มีความแตกต่าง จริงๆ ศาสนาน่าจะเป็นเครื่องมือในการอยู่ร่วมกัน แต่ตอนนี้ศาสนากลับมาเป็นเครื่องมือในการทำร้ายกัน ตีความเพื่อรักษาชาติพันธุ์ อาศัยศาสนาเป็นตัวกระตุ้นในการรักษาชาติพันธุ์ อุดมการณ์ของตนเอง ดังนั้น " ศาสนาจึงเป็นอาวุธที่อันตรายเพราะภายใต้ความเชื่อศรัทธาของผู้คน
"ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีได้กล่าวกับอาตมาว่า วัฒนธรรมใช้เชิงบวกและเชิงลบก็ได้ นายโอบามาใช้วัฒนธรรมในการประสานสร้างความสัมพันธ์ เพราะเป็นการลงทุนน้อยได้กำไรสูงมากเพียงผู้นำแค่เคารพ เรียนรู้ วิถีวัฒนธรรมที่แตกต่าง เราสามารถดึงเอาวัฒนธรรมไปสร้างประโยชน์ แต่วัฒนธรรมเอาไปทำโทษก็ได้ บุคคลที่ฉลาดต้องสามารถนำวัฒนธรรมมาเป็นตัวเชื่อมสร้างการอยู่ร่วมกัน เราต้องเคารพในสิ่งที่เขาเคารพ ถือว่าเป็นการใช้วัฒนธรรมในการสร้างความรัก เราจะใช้ประโยชน์จากวัฒนธรรมอย่างไร วัฒนธรรมจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก อะไรที่เขายกย่อง ที่เขามี เขาเป็น อย่าไปดูถูกวัฒนธรรมใดๆ แม้แต่โรฮินญา บางกลุ่มไม่เอาเลย คนที่มีความต่างเราจะทำอย่างไรในท่ามกลางความต่าง" ผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา มจร กล่าวและว่า
อย่าลืมเราเป็นมนุษย์ เราจะมองหน้าพ่อได้ไหม เพราะพระพุทธเจ้าออกแบบมาเพื่อไม่ใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ คำว่า "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ตาบอด ฟันหัก" ไม่ว่าจะเป็น "ในฟิลิปปิน เมียนม่าร์" ความต่างจะนำมาไปสู่การฆ่าทำร้ายกัน ซึ่งสีในอาเซียน สีแดง คือ ความกล้าหาญ ความมก้าวหน้า คือ มีความอดทน ความอดทนเป็นทุบกำแพงสร้างสะพาน สีขาว คือ ความบริสุทธิ์ จริงใจต่อกัน น้ำเงิน คือ สันติภาพและความมั่นคง มั่นคงในชีวิต มั่นคงในทรัพย์สิน สีเหลือง คือ ความเจริญรุ่งเรือง เป็นเป้าหมายสุดท้าย เป็นรวงข้าว โดยใช้ขันติธรรมเป็นสะพาน จากพหุวัฒนธรรมสู่ขันติธรรม เป็นตัวเชื่อม ขันติธรรมไม่ใช่ปิดปากเงียบ กดทับ แต่ต้องมีความอดทน
เราเห็นคนมุสลิมมีความอดทนได้ไหม เพราะมีความแตกต่างจากเรา คนมุสลิมเห็นพระมีความอดทนได้ไหม ทำอย่างไรจะอดทนต่อกันได้ UNESSO เน้นย้ำว่า เคารพ ยอมรับ ตระหนักรู้ในคุณค่า ความแตกต่างทางวัฒนธรรม ต้องมีเคารพในความต่าง มันคือความสวยงาม มีคนนับถือศาสนาอื่น แล้วมีความสนใจในเรื่องสมาธิ ถามว่าต้องเปลี่ยนศาสนาหรือไม่ คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนศาสนา เพราะ สมาธิเป็นสมบัติของคนที่ต้องการความสุข และความรับผิดชอบซึ่งยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชนและความหลากหลาย ประชาธิปไตย ร่วมปกป้อง รักษา ดูแล เอาใจใส่ต่อความหลากหลายทางวัฒนธรรม ศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ศาสนาอย่าไปเปลี่ยนวัฒนธรรมของใครๆ ศาสนามีหน้าที่ในการส่งเสริมวัฒนธรรม ตอนนี้เรากำลังเอาศาสนาไปครอบงำวัฒนธรรม จึงทำให้เกิดความขัดแย้ง อย่าให้ศาสนามาครอบงำเพื่อไปทำลายวัฒนธรรมใดๆ
"วิทยานิพนธ์เป็นจุดเริ่มต้นในการทำงานเพื่อมนุษยชาติ เรามาคุยเรื่องขันติธรรมในมหาจุฬา อย่านำศาสนาไปครอบงำวัฒนธรรม แต่ศาสนาต้องส่งเสริมวัฒนธรรม ประเทศที่มีความหลากหลายมากทางวัฒนธรรม คือ สิงคโปร์ เราควรไปศึกษาเรียนรู้เป็นอย่างยิ่ง ผมไปจังหวัดปัตตานีไปพูดคุยกับคนที่มีความหลากหลาย เพราะเหตุใดเราจึงต้อง รักและถนุถนอมกันและกัน เหตุผลแจ้งชัดว่า เราอยู่คนเดียวในโลกนี้ไม่ได้ เรายังต้องเกี่ยวข้องามพันธ์ และเรายังต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน และที่สำคัญ คือ เราต่างก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน ที่วิทยาลัยสงฆ์ปัตตานี จึงต้องรักษาฐานชาวพุทธและสร้างศาสนิกสัมพันธ์" พระมหาหรรษา กล่าวและว่า
เวลาเราประชุมเราสนใจแต่ผู้นำศาสนา ไม่สนใจอนาคตของพระพุทธศาสนาเลย หมายถึงไม่สนใจเยาวชนอาเซียน จึงเกิดยุวอาเซียนเพื่อศาสนาและวัฒนธรรมภาษา เราทำหน้าที่ในการเชื่อม โจทย์ คือ เมื่อคุณจะครอบครัวเดียวกัน คุณจะทำอย่างไร เริ่มจากการคุยกันจะเปิดพื้นที่ของแต่ละคน เพื่อจะเอาตัวรอดในท่ามกลางความแตกต่าง เราต้องให้คนลงสู่วิถีชีวิต ถ้าไม่ลงสู่วิถีชีวิตได้แค่ตัวหนังสือเท่านั้น ให้เขาเรียนรู้วัฒนธรรมร่วมกัน คุณคือครอบครัวเดียวกันของโลกใบนี้ เราไม่ควรทิ้งใครไว้ข้างหลัง
"ทำไมพระพุทธเจ้าจึงสอนขันติธรรม สอนให้เรามีความอดทนต่อความแตกต่าง เวลาออกไปเผยแผ่ต้องมีความอดทน เพราะโลกใบนี้ขึ้นอยู่กับลมหายใจของเรา ลมหายของเราคือลมหายใจของโลก เราเป็นลมหายใจเดียวกันของโลกใบนี้ ทุกศาสนาเป็นลมหายใจเดียวกัน เราจึงไม่มีทางแตกแยกกันได้เลย หลวงพ่อพุทธทาสกล่าวว่า ทำไมเราถึงจะรักคนอื่น เพราะเราในโลกคนเดียว โลกนี้มีศาสนาเดียวไม่ได้ โลกนี้ต้องมีครบทุกศาสนา จึงฝากว่า คุณต้องศึกษาศาสนาของตนเองให้ได้ คุณต้องศึกษาศาสนาของคนอื่นด้วย เพราะจะต้องอยู่กับคนศาสนาอื่น และวัตถุนิยมจะเป็นคนตัวทำลายวัฒนธรรม จึงระวังจะตกเป็นทาสของวัฒนธรรม สรุป ทำไมเราจึงต้องรักคนอื่น เพราะเราไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ เราจึงต้องเคารพวัฒนธรรมของคนอื่น"
.....................................
(หมายเหตุ : ขอบคุณภาพและข้อมูลจากเฟซบุ๊ก Pramote Od พระปราโมทย์ วาทโกวิโท นิสิตปริญญาเอก สาขาสันติศึกษา มจร)
วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2555
เปิดมิติใหม่ผู้นำศาสนาอาเซียนร่วมแก้ขัดแย้ง
กระแสความขัดแย้งระหว่างศาสนานับวันจะยิ่งทวีความรุ่นแรงมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีชาวมุสลิมทั่วโลกได้ลุกฮือขึ้นประท้วงหนังหมิ่นศาสนาอิสลาม ขณะเดียวกันก็มีความกระทบกระทั้งกันระหว่างชาวมุสลิมกับพุทธอย่างเช่นที่ พม่า อินเดีย และมาเลเซีย หรือชาวพุทธกับคริสต์ หากผู้นำแต่ละศาสนาไม่จับมือกับดับไฟเสียแต่ต้นลมแล้ว ก็ยิ่งจะเกิดผลเสียกับชาวโลก
นับเป็นมิติหมายอันดีที่ผู้นำศาสนาในภูมิภาคอาเซียนได้มีการประชุมปรึกษา หารือกันระหว่างวันที่ 17-19 ก.ย.ที่ผ่านมา ในการสัมมนานานาชาติ เรื่อง "ศาสนากับกระบวนการสร้างสันติภาพในภูมิภาคอาเซียน" ซึ่งจัดโดยศาสนาสันนิบาตโลกมุสลิม สภาศาสนสัมพันธ์แห่งประเทศไทย สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ณ โรงแรมเดอะสุโกศลหรือโรงแรมสยามซิตี้เดิม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ซึ่งโครงการนี้ยังเป็นการรองรับการก้าวสู่ "ประชาคมอาเซียน" หรือ ASEAN Community ในปี พ.ศ.2558 (ค.ศ.2015) อีกด้วย
งานนี้มีวิทยากรสำคัญที่เข้าร่วมการสัมมนา อาทิ นายอับดุลเลาะห์ บิน อับดุลมุหชิน อัล ตุรกี เลขาธิการสันนิบาตโลกมุสลิม สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช พระราชวราจารย์ ประธานร่วมศาสนาเพื่อสันติภาพ สภาศาสนสัมพันธ์แห่งประเทศไทย (RfP - IRC Thailand) สมเด็จพระสังฆราช Tep Vong (กัมพูชา) ประธานร่วมศาสนาเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศ
Mr. Myint Swe จากมูลนิธิรัตนเมตตา สหภาพพม่า อัครสังฆราช Fernando Capalla จากฟิลิปปินส์ สังฆราชแห่งมินดาเนาและประธานกิจการระหว่างศาสนาและระหว่างชาวคริสต์ของ สหพันธ์สภาสังฆราชแห่งเอเชีย Dr.Nyoman Udayana Sangging กรรมการบริหารของสมาคมฮินดูแห่งอินโดนีเซีย พระอาจารย์ภูสวรรค์ รองประธานพุทธศาสนสัมพันธ์ประเทศลาว Sadsr V. Harcharan Singh ประธานสภา Gurdwards แห่งมาเลเซีย Prof. Dr. Philip K Widjaja รองเลขาธิการพุทธสมาคมแห่งอินโดนีเซีย Huji Mohamad Idris ประธานชุมชนอิสลามในกรุงโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม Dr. Yabit Alas คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยบรูไนดารุสซาลาม Sister Maria Law ประธานองค์กรระหว่างศาสนาแห่งสิงคโปร์ เป็นต้น
สำหรับฝ่ายไทยมีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นางสุกุมล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการ ศอ.บต. ดร.อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา อธิการบดีวิทยาลัยอิสลามยะลา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา นายกสภามหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ผศ.สุกรี หลังปูเต๊ะ คณบดีคณะศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ร่วมในการสัมมนาและให้การต้อนรับคณะวิทยากรจากต่างประเทศ
ทั้งนี้สภาศาสนสัมพันธ์แห่งประเทศไทย ซึ่งเกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของผู้นำศาสนาในพื้นที่ 5 ศาสนา คือ อิสลาม พุทธ คริสต์ ซิกข์ และฮินดู เพื่อเป็นเวทีและสะพานเชื่อมระหว่างผู้นำศาสนารวมทั้งประชาชนทั่วไปในการนำ หลักการทางศาสนาที่ถูกต้องมาใช้ในกระบวนการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยเปิดโอกาสให้แต่ละศาสนาในพื้นที่เสนอทางออกในมิติของการอยู่ร่วมกันอย่าง สมานฉันท์และสันติสุข
แนวแนวคิดจัดการสัมมนานานาชาติระดับอาเซียนในครั้งนี้ เพื่อให้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้นำศาสนาทั้ง 5 ศาสนาในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน และนำตัวอย่างอันดีตลอดจนประสบการณ์ในการจัดการความขัดแย้งทางศาสนาหรือความ ขัดแย้งอื่นๆ ที่สามารถใช้หลักการและกระบวนการทางศาสนาเข้าไปเยียวยาไปใช้แก้ไขปัญหาความ ขัดแย้งในแต่ละพื้นที่ของอาเซียน รวมทั้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยต่อไป
งานสัมมนาเริ่มขึ้นในวันจันทร์ที่ 17 ก.ย. โดยมีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานเปิดแทนนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมกล่าวว่า ศาสนาถือเป็นกระบวนการสำคัญในการแก้ไขปัญหาทางสังคม ตนคิดว่าปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่เกิด จากศาสนาและเกิดจากการเมืองมากกว่า เพราะไทยเปิดโอกาสให้ทุกคนในทุกศาสนิกมีโอกาสเท่ากันในการเข้ามาบริหาร ประเทศ ที่ผ่านมามีผู้บริหารระดับประเทศที่เป็นผู้นับถือศาสนาอิสลาม เช่น นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา และรมว.มหาดไทย นอกจากนี้ยังมีผู้ว่าฯที่เป็นมุสลิมก็มี จึงขอยืนยันว่าปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ไม่ใช่ความขัดแย้งทางด้านศาสนา แต่เป็นปัญหาความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ และ ความรู้สึก
วันอังคารที่ 18 ก.ย.เป็นการเสวนาเรื่องการเสริมสร้างความร่วมมือและการสานเสวนาระหว่างศาสนา เพื่อแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งและสร้างสันติภาพในประเทศอาเซียน, การสร้างเครือข่ายศาสนาเพื่อสันติภาพในอาเซียน และการประชุมกลุ่มย่อยซึ่งมีหัวข้อน่าสนใจ เช่น แบ่งปันความสำเร็จในการจัดการความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับศาสนา, ความเป็นสมัยใหม่และความสมานฉันท์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ศาสนา และความขัดแย้งและบทบาทของศาสนา: กรณีศึกษาของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน เป็นต้น
หลังจากนั้นวันพุธที่ 19 ก.ย.คณะผู้นำศาสนาเดินทางลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ช่วงเช้าร่วมสัมมนาที่มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา มีวงประชุมร่วมกับคนในพื้นที่เกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งและการใช้หลักศาสนา ในการจัดการความขัดแย้ง โดยจะมีการร่วมแถลงข่าวของผู้นำศาสนาในประเทศอาเซียนด้วย
เชื่อแนวทางแนวทางการปรึกษาหารือกันพูดคุยกันนี้จะสามารถสร้างสันติภาพให้ เกิดขึ้นในโลกได้ มากกว่าการโพทนาด่าท่อกัน หวังเป็นอย่างยิ่งว่างานสัมมนาลักษณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นเป็นระยะๆ
(หมายเหตุ : ขอบคุณข้อมูลจาก thaipbs.or.th และศูนย์ข่าวภาคใต้สำนักข่าวอิศรา isranews.org/south-news)
สำราญ สมพงษ์รายงาน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
"สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต้องเร่งปลดล็อก
"สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต...
-
พระปิดตายันต์ยุ่งมหาอุตโม หลวงปู่ทิม อิสริโก จัดสร้างเพื่อหารายได้ สร้างหอฉันอุตตโม ออกแบบโดยช่างเกษม มงคลเจริญ ประกอบด้วย เนื้...
-
หลวงพ่อหอม จันทโชโต วัดซากหมาก อ.บ้านฉาง จ.ระยองถือว่าเป็นอดีตพระเกจิอาจารย์ดังรูปหนึ่ง "พระครูภาวนานุโยค" หรือที่ช...
-
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มรูปแบบ รายงานวิจัยเรื่อง “ปรัชญาดุริยางค์แห่งอนาคต: การถอดรหัสพันธุกรรมทางธรรมจากสิริ...




