แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พรรคการเมือง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พรรคการเมือง แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2565

"อุตตม" ประกาศสร้างอนาคตไทยชูนโยบายแก้หนี้ เสนอพักหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย 5 ปี

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2565  ที่โรงแรมศิวา รอยัล จังหวัดพัทลุง พรรคสร้างอนาคตไทย นำโดย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานพรรคสร้างอนาคตไทย ดร.อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคและประธานภาคใต้ นายวิเชียร ชวลิต รองหัวหน้าพรรคและผู้อำนวยการพรรค นายนริศ เชยกลิ่น รองหัวหน้าพรรคและโฆษก นายรักษ์พงษ์ เซ่งเจริญ กรรมการบริหารพรรค นายวัชระ กรรณิการ์ รองเลขาธิการพรรค และนายกำพล ปัญญาโกเมศ ประธานกรรมการวิชาการเพื่อการสร้างอนาคตไทย นางสาวโชนรังสี เฉลิมชัยกิจ กรรมการบริหารพรรคและรองโฆษกพรรค เปิดเวทีปราศรัย และเปิดตัว 3 ว่าที่ผู้แสดงเจตจำนงเป็นผู้สมัคร ส.ส. พัทลุง

 

นายอุตตม กล่าวบนเวทีกิจกรรมที่พัทลุงว่า ตนมายืนที่ตรงนี้ วันนี้ หวังที่จะให้เห็นกับตาเรื่องที่นายนิพิฎฐ์บอกกับตนว่า คนพัทลุงมีความพิเศษอย่างหนึ่งคือ “หัวใจใหญ่กว่าปอด” เพราะเป็นคนพูดจริงทำจริง รักใครแล้วรักเลย เรียกว่ารักหมดใจ ที่สำคัญคนพัทลุงมีพลังพิเศษที่เรียกว่า “พลังรักบ้านเกิด” พร้อมที่จะทุ่มเทเพื่อสร้างสิ่งดีๆให้กับบ้านเกิดเมืองนอน วันนี้ตนได้เห็นหัวใจและพลังของคนพัทลุงแล้ว และพรรคสร้างอนาคตไทยขอประกาศที่จะรับใช้และเป็นหนึ่งเดียวกับคนพัทลุง


ทั้งนี้หลายปีที่ผ่านมาพัทลุงขาดโอกาสการพัฒนาอย่างน่าเสียดาย ทั้งที่มีทรัพยากร ธรรมชาติมากมาย ทั้งการเกษตรและการท่องเที่ยว โดยทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้มีรายได้ผลิตภัณฑ์มวลรวมทั้งหมดประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท แต่เมื่อมองไปในรายละเอียดแต่ละจังหวัดกลับมีความแตกต่างกันมาก เช่นเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตรายได้ต่อหัวประชากรเกือบ 3 แสนบาทต่อปี แต่พัทลุงมีรายได้ต่อหัวเพียง 6 หมื่นกว่าบาทต่อปี ดังนั้นจึงต้องคิดทำอย่างไรให้รายได้คนพัทลุงเพิ่มขึ้น ด้วยการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและกระจายรายได้ให้ทั่วถึงมากขึ้น


อย่างไรก็ตามปัญหาสำคัญในปัจจุบันคือหนี้สินของประชาชนที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน เนื่องจากเป็นตัวถ่วงทำให้ประชาชนไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ วันนี้หนี้สินครัวเรือนคนไทยอยู่ที่ 15 ล้านล้านบาท ที่สำคัญเป็นหนี้นอกระบบซึ่งน่าจะมีมูลค่าในระดับหลักแสนล้านบาท พรรคสร้างอนาคตไทยจึงชูนโยบายแก้ไขหนี้แบบเบ็ดเสร็จ


โดยการแก้ปัญหาหนี้จะต้องทำ 3 เรื่องพร้อมๆกัน คือ 1.ปรับโครงสร้างหนี้ หยุดหนี้ทั้งหมดทั้งต้นทั้งดอก อย่างน้อย 5 ปี เพราะหากไม่ทำเช่นนี้ปัญหาก็จะวนกลับมา 2.เติมทุนใหม่ให้ประชาชนนำไปต่อยอดทำรายได้เพิ่ม 3.เติมความรู้และเทคโนโลยีใหม่เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสในการสร้างรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ทั้งนี้ก่อนนายอุตตมขึ้นกล่าว มีการแนะนำว่าที่ผู้สมัครพรรคสร้างอนาคตไทยจังหวัดพัทลุง 3 เขต ประกอบด้วย นายเอกภัทร ภัทร์รัศมี เขต 1 นายพลกฤษณ์ คล้ายวิตภัทร เขต 2 และนายวัฒนา เรืองแก้ว เขต 3


วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2565

"ไทยสร้างไทย" ชูนโยบายแก้เพิ่มสร้าง ปลดล็อกเศรษฐกิจประเทศ

วันที่ 10 ตุลาคม 2565   ที่ห้องบอลรูม 1 โรงแรม ไฮแอท รีเจนซี่ บางกอก สุขุมวิท พรรคไทยสร้างไทยจัด “ถึงเวลา…ปลดล็อกเศรษฐกิจ”  เปิดนโยบายเศรษฐกิจพรรคไทยสร้างไทย  ภายในงาน ดร.โภคิน พลกุล ประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศพรรคไทยสร้างไทย ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันอำนาจนิยม ที่ไม่รับฟังเสียงประชาชน กติกาที่เป็นไปเพื่อคนใดคนหนึ่ง โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ  เราจึงต้องสร้างรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน รวมถึงการปลดล็อคระบบรัฐราชการ ที่เป็นอุปสรรคในการทำมาหากิน และพรรคไทยสร้างไทยจึงมีเป้าหมายในการสร้างนโยบายให้พี่น้องประชาชนอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี ตั้งแต่เกิดจนแก่ ดังนั้นเราต้องปลดปล่อยประชาชน Liberate และเพิ่มพลังให้กับประชาชน Empower พรรคไทยสร้างไทยจึงมีนโยบายบำนาญประชาชน 3,000 บาท เรียนฟรีจนจบปริญญาตรี หรือกองทุนคนตัวเล็ก เพื่อให้พี่น้องมีพลังและลุกขึ้นมาทำมาหากินได้อย่างเข้มแข็ง

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี รองหัวหน้าพรรคและประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจพรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยประสบปัญหา หลายประการตัวเลขทางเศรษฐกิจที่เป็นเครื่องยนต์หลักสำคัญในการขับเคลื่อนทั้ง 4 ตัว คือ การส่งออก การท่องเที่ยว การลงทุน และ การบริโภคภายในติดลบทุกตัว พรรคไทยสร้างไทยจึงเสนอแพคเกจนโยบาย แก้เพิ่ม สร้าง คือ การแก้หนี้ เพิ่มเงินในกระเป๋า และ สร้างเศรษฐกิจโลกใหม่ เพื่อเป็นเครื่องมือใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ 


นายสุพันธุ์ชี้ว่า ปัญหาหลักของประเทศตอนนี้ที่ต้องเร่งแก้คือปัญหาหนี้ โดยพรรคไทยสร้างไทยมีนโยบายสำคัญคือการแก้หนี้ โดยเปิดตัว 3 กองทุน คือ 1.กองทุนฟื้นฟูหนี้เสีย “ปลดล็อกเครดิตบูโรให้ประชาชน” นายสุพันธุ์ชี้ว่า หนี้เสียที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 เมื่อช่วงต้นปีมีประมาณ 100,000 ล้านบาท แต่วันนี้เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 500,000 ล้านบาท จึงต้องเร่งปลดล็อกเครดิตบูโร แก้ปัญหาดอกเบี้ย และ กู้อิสรภาพในการกู้เงิน 2. กองทุน SMEs เพื่อช่วยเหลือในการทำธุรกิจ ทั้งภาคท่องเที่ยว และ วิสาหกิจชุมชน และ 3. กองทุนเครดิตประชาชนเพื่อจะแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ให้ประชาชนสามารถผ่อนชำระได้โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ดอกเบี้ยต่ำ และ ผ่อนชำระรายวันได้


ต่อมาจะเป็นการเพิ่มเงินในกระเป๋า โดยนายสุพันธุ์ ระบุว่าจะเน้นสิ่งที่ประเทศไทยมีจุดแข็ง พัฒนาต่อได้ ด้านแรกคือ ด้านการเกษตร และ อาหาร ที่จะต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการผลิต ระบบชลประทานที่จะต้องแก้ไข หาวัตถุดิบราคาถูก เช่น ปุ๋ย เมล็ดพันธ์ และมีการจับคู่เกษตรกรกับผู้รับซื้อผลผลิต การแบ่งโซนนิ่ง ต่อมาคือด้านสุขภาพและวิถีชีวิต ที่จะสนับสนุนให้ไทยเป็น Medical Hub ในทุกมิติ ทั้งแพทย์แผนปัจจุบัน และ แพทย์ทางเลือก การผลิตเวชภัณฑ์ เครื่องสำอาง สมุนไพรไทย และ การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ให้มีความเป็น Universal Design มากขึ้น และสุดท้าย คือด้านการท่องเที่ยว ที่รัฐจะผลักดันการใช้งานแพลตฟอร์มของไทย เช่น Thai Guide หรือ ไทยเท่ ให้นักท่องเที่ยวจองที่พัก ร้านอาหาร การเดินทางได้ในราคาถูกกว่า ไม่ต้องพึ่งพาแอปของต่างชาติ รัฐโปรโมทให้ไม่ต้องเสียค่าโฆษณากับแอปพลิเคชั่นต่างชาติ 


ส่วนสุดท้ายคือการสร้างเศรษฐกิจโลกใหม่ หรือ New World Economy คือการแก้ปัญหาของใหม่ๆ ของโลกในปัจจุบันด้วยวิธีการใหม่ เช่นปัญหาความมั่นคงทางอาหารที่ไทยต้องพลิกวิกฤตเป็นโอกาสโดยการส่งเสิรมอาหาร 5 ด้าน ได้แก่อาหารเเสริมสุขภาพ อาหารทางการแพทย์ อาหารอินทรีย์ อาหารทางนวัตกรรม และอาหารสำหรับตลาดเฉพาะให้มากขึ้น นอกจากนั้น ต้องสนับสนุนอุตสาหกรรมไทยให้สิทธิประโยชน์ใน BOI ลดหย่อนภาษีนักธุรกิจในประเทศ เพื่อที่จะแข่งขันกับทุนต่างชาติได้  และต้อง ปรับตัวชี้วัดและกฎเกณฑ์ต่างๆ ต้องมีการดู GDP ของ SMEs แยกออกมาอีกตัวหนึ่ง มีการดูหนี้ในระบบมาเป็นตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญเพิ่มขึ้นไปกว่าแค่ดู GDP ทั้งประเทศ 

นายสุพันธุ์ ทิ้งท้ายว่า สิ่งสำคัญทั้งในการค้าและการเมืองคือความเชื่อมั่น และวันนี้ตนเชื่อมั่นในพรรคไทยสร้างไทย และ หวังว่าประชาชนคนตัวเล็กทั้งประเทศจะเชื่อมั่นพรรคไทยสร้างไทยต่อไปด้วย


วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2565

ชูนโยบายกองทุนสร้างอนาคตไทย แก้ปัญหา 3 น. ช่วยพัฒนาเกษตรกรยั่งยืน

วันศุกร์ที่ 30 กันยายน 2565  ศ.ดร.กำพล ปัญญาโกเมศ รองหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย กล่าวถึงนโยบายเปลี่ยนวิถีชีวิตเกษตรกรไทย เพื่อนำไปสู่การสร้างอนาคตเกษตรกรไทยว่า วันนี้ การปฏิรูปคงไม่พอสำหรับภาคการเกษตร แต่ต้องปฏิวัตินโยบายภาคการเกษตร ที่ออกแบบนโยบายโดยมองจากปัญหาของเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง (Farmer Centric Policy) และต้องเป็นนโยบายที่มีเป้าหมายในการเพิ่มเงินได้สุทธิ (Gross Domestic Income: GDI) ของเกษตรกร ว่าเกษตรกร ทำเกษตรกรรมแล้วหลังหักต้นทุน ต้องมีเงินได้สุทธิเท่าไร ถึงสามารถปลดหนี้ มีเงินเหลือเพียงพอ ที่จะทำให้เกษตรกรและครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น


ทั้งนี้ ตนมองว่าสถานการณ์ของภาคการเกษตรมีความย้อนแยังกันมาก โดยด้านหนึ่งประเทศไทยเป็นแชมป์การส่งออกข้าว ขณะที่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวกลับติดกับดักปัญหาหนี้สินสืบทอดกันมาทุกช่วงอายุเหมือนมรดกบาป ซึ่งทำให้ตนเกิดคำถามว่า ภาครัฐจะภูมิใจไปทำไมว่าประเทศไทย เป็นแชมป์ส่งออกข้าว แชมป์ส่งออกยาง ในเมื่อเกษตรกรไทยยังเป็นหนี้เป็นสิน ในเมื่อเกษตรกรรมไทยยังเป็นอาชีพที่ผลตอบแทนต่ำแต่ความเสี่ยงสูง ในเมื่อเกษตรกรไทยยังต้องส่งลูกหลานไปทำงานในเมืองใหญ่ เพื่อส่งเงินกลับมาให้ครอบครัวเพื่อใช้หนี้เกษตรกร


ศ.ดร.กำพล กล่าวต่อว่า แนวทางการแก้ปัญหาหลักของเกษตรกรต้องมี  3 น. ได้แก่ หนี้ น้ำ และ หนังสือเอกสารทำกิน ซึ่งหนี้สินเกษตรกร ณ ปี 2564 ยอดกว่า 6 แสนล้านบาท โดยค่าเฉลี่ยต่อครัวเรือนรายภาค ณ ปี 2564 ได้แก่ กรุงเทพ 96,610 บาท ภาคกลาง 346,267 บาท ภาคเหนือ 313,752 บาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 264,471 บาท ภาคใต้ 395,112 บาท

ขณะที่น้ำ: 58% ของพื้นที่ ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำเพื่อการการเกษตร และสุดท้ายหนังสือเอกสารทำกิน: 40% ของครัวเรือนเกษตรกร ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน ต้องเช่าที่ดินเพื่อทำการเกษตร


ทั้งนี้ พรรคสร้างอนาคตไทย มองว่าแนวทางสำคัญในการสร้างอนาคตให้เกษตรกรไทย ต้องมุ่งเน้นการใช้องค์ความรู้จากศาสตร์พระราชา ปราชญ์ชาวบ้าน เกษตรผสมผสาน  ผนวกกับส่งเสริม AgriTech Startup ให้นำองค์ความรู้ด้าน Big Data, Data Analytics, AI, Digital Technology รวมถึงนวัตกรรมด้านการเงิน มาออกแบบนโยบายด้านการเกษตร เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร เพื่อเพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่าย ลดความเสี่ยง เพิ่มโอกาสการเข้าถึงสิทธิในที่ดินทำกิน รวมถึงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร โดยมุ่งเพิ่มเงินได้สุทธิของเกษตรกรไทย และพัฒนาภาคการเกษตรของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน


ซึ่งแนวคิดดังกล่าว พรรคจะขับเคลื่อนภายใต้นโยบายตั้งกองทุนสร้างอนาคตไทย 3 แสนล้านบาท ซึ่งกองทุนนี้สามารถนำมาใช้ในการแก้ปัญหาหนี้ ทั้งการพักหนี้และเติมทุน เพื่อต่อลมหายใจให้กับเกษตรกร รวมถึงการส่งเสริมเกษตรกรในด้านต่างๆ ทั้งด้านส่งเสริมองค์ความรู้ การเข้าถึงเทคโนโลยีและปัจจัยการผลิตผ่านระบบเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) การสร้างบ่อน้ำเพื่อการเกษตร เป็นต้น  เพื่อทำให้เกษตรกรสามารถยืนด้วยขาของตัวเอง 


ด้านการลดต้นทุนและสร้างรายได้เสริม ทางพรรคสร้างอนาคตไทย มีนโนยาย 4 โซลาร์ ประกอบด้วย 1.โซลาร์รูฟท็อป ที่สามารถสร้างรายได้และลดรายจ่ายให้เกษตรกร 2.โซลาร์ฟาร์มบนมิติโรงไฟฟ้าชุมชน ที่สามารถผสมผสานพลังงานเกษตรและแสงอาทิตย์ 3.โซลาร์สูบน้ำบาดาลทั่วทั้งประเทศ ทำให้เกษตรกรมีน้ำเพื่อการเกษตรด้วยแสงอาทิตย์ และ 4.โซลาร์ลอยน้ำ เพื่อเพิ่มศักยภาพและความมั่งคงด้านพลังงานของประเทศ


 


วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2565

"อุตตม" แนะ 3 แนวพัฒนาเกษตรกรไทยหายจน เป็นฐานแก้วิกฤตอาหารโลกยั่นยืน

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2565นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงปัญหาความมั่นคงทางอาหารที่เกิดขึ้นทั่วโลกในขณะนี้ โดยชี้ให้เห็นว่าถือเป็นโอกาสของประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกอาหารอันดับ 13 ของโลก แสวงหาโอกาสในวิกฤตโลกครั้งนี้ ทั้งในระยะสั้น และวางรากฐานให้ไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารโลกได้อย่างแท้จริงในระยะยาว ที่สำคัญสุดก็คือ เกษตรกรผู้ผลิตต้องได้ประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้นนี้ด้วย โดยในระยะสั้น ภาครัฐต้องเร่งช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร โดยเฉพาะต้นทุนปุ๋ยที่ราคาสูงขึ้น แต่ราคาผลผลิตกลับวิ่งตามไม่ทันต้นทุน ขณะเดียวกันภาครัฐต้องร่วมกับเอกชนผู้ส่งออกใช้โอกาสนี้เปิดตลาดประเทศใหม่ๆ ที่มีความต้องการสินค้าเกษตรทดแทนประเทศที่มีปัญหา เพื่อเพิ่มปริมาณการส่งออกของไทย


นายอุตตม ระบุต่อว่า หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาความมั่นคงทางอาหาร เนื่องจากเกิดสถานการณ์อาหารขาดแคลนและมีราคาแพง ต้นเหตุมาจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน เพราะทั้ง 2 ประเทศเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญโดยเฉพาะข้าวสาลี และรัสเซียยังเป็นผู้ส่งออกปุ๋ยรายใหญ่ เมื่อปุ๋ยขาดแคลนก็กระทบต่อปริมาณการผลิตอีกทอดหนึ่ง นอกจากนี้ยังเป็นปัญหาจากความเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศโลก ที่กำลังเป็นภัยคุกคามอย่างใหญ่หลวงในแหล่งผลิตอาหารทั่วโลก


“ผมจึงขอชวนทุกท่านมาร่วมกันคิดต่อว่า เมื่อหลายประเทศทั่วโลกมีปัญหาขาดแคลนอาหาร ขณะที่ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารอันดับ 13 ของโลก มูลค่ากว่า 1.1 ล้านล้านบาทต่อปี ดังนั้นจึงต้องคิดว่าเราจะทำอย่างไรเพื่อแสวงหาโอกาสในวิกฤตโลกครั้งนี้ ทั้งในระยะสั้นและวางรากฐานให้ไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารโลกได้อย่างแท้จริงในระยะยาว สุดท้ายที่สำคัญสุดก็คือ เกษตรกรผู้ผลิตต้องได้ประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้นนี้ด้วย” นายอุตตม ระบุ


นายอุตตม ระบุด้วยว่า สำหรับระยะสั้นผมคิดว่าสิ่งที่ควรทำในทันทีคือ ภาครัฐต้องเร่งช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร โดยเฉพาะต้นทุนปุ๋ยที่ราคาสูงขึ้นจากปีก่อนถึงเท่าตัว แต่ราคาผลผลิตกลับวิ่งตามไม่ทันต้นทุน ซึ่งหมายความว่าเกษตรกรจะไม่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้เลย ขณะเดียวกันภาครัฐต้องร่วมกับเอกชนผู้ส่งออกใช้โอกาสนี้เปิดตลาดประเทศใหม่ๆ ที่มีความต้องการสินค้าเกษตรทดแทนประเทศที่มีปัญหา เพื่อเพิ่มปริมาณการส่งออกของไทย



หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย ระบุอีกว่า ประเด็นที่ควรทำในระยะกลางและยาว เพื่อให้ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารของโลกได้อย่างแข็งแกร่งนั้น ต้องทำ 2 เรื่องสำคัญ คือ 1. ยกระดับคุณภาพและปริมาณผลผลิตต่อไร่ และ 2. ยกระดับสู่การเกษตรสมัยใหม่ เป็นอุตสาหกรรมการเกษตรที่ตอบสนองความต้องการตลาดในโลกปัจจุบัน


นายอุตตม เปิดเผยด้วยว่า เมื่อวันที่ 25 ก.ย.65 พรรคสร้างอนาคตไทยได้จัดเวทีเสวนา “สร้างอนาคตเกษตรกรไทยอย่างไรให้ยั่งยืน” โดยนายกำพล ปัญญาโกเมศ ประธานฝ่ายวิชาการ พรรคสร้างอนาคตไทย ซึ่งมีแง่มุมที่จะสนับสนุนให้เกษตรกรไทยยั่งยืน 3 ประเด็น


คือ 1.รัฐต้องเร่งช่วยลดต้นทุนปัจจัยการผลิตสำคัญ ประกอบด้วย เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และพลังงาน เพื่อเพิ่มกำไรจากการขายผลผลิตให้กับเกษตรกร เช่น สนับสนุนเมล็ดพันธุ์คุณภาพ การส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง รวมทั้งส่งเสริมการใช้พลังงานโซลาร์เซลล์ ในการทำเกษตร เป็นต้น


2.รัฐต้องปรับโครงสร้างการเกษตร พร้อมทั้งสร้างกลไกที่เท่าเทียมและเป็นธรรมในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเกษตร เพื่อส่งเสริมการเติบโตของเกษตรกร รวมทั้งเพิ่มองค์ความรู้ใหม่ๆโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยยกระดับให้เกษตรกรกลายเป็นผู้ประกอบการ


และ 3.แก้ไขปัญหาเกษตรกรไทยที่สะสมมาหลายสิบปี 3 ด้าน คือ ปัญหาหนี้สิน, ปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร และปัญหาไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ดินทำกิน


“เราต้องแก้ปัญหาเหล่านี้เพื่อให้เกษตรกรหลุดออกจากกับดักวงจรความยากจน เป็นการสร้างโอกาสในการพัฒนาสู่ความยั่งยืนในอนาคต และเชื่อว่าช่วงวิกฤตอาหารโลกในขณะนี้ หากเราสามารถดำเนินการตามแนวคิดข้างต้นได้อย่างรวดเร็ว ก็จะยิ่งเป็นการเพิ่มโอกาสทางการส่งออกสินค้าเกษตร และส่งผลดีต่อเนื่องถึงพี่น้องเกษตรกร ซึ่งพรรคสร้างอนาคตไทยจะนำแนวคิดทั้งหมดนี้ไปประมวลเป็นนโยบายของพรรคต่อไป” นายอุตตม ระบุ.

วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2565

เริ่มงานทันที! "กรณ์-สุวัจน์" ผนึกกำลังชูซอฟท์พาวเวอร์ "ผ้าไหมไทยผ้าไหมโลก"

"กรณ์-สุวัจน์" ผนึกกำลังชูซอฟท์พาวเวอร์ "ผ้าไหมไทยผ้าไหมโลก"  ยึดหัวหาดใช้โคราชเป็นศูนย์กลางของอีสาน เล็งจับมือแบรนด์ระดับโลกพัฒนาดีไซน์ให้เป็นผ้าไหมสากล  

เริ่มต้นทำงานทันที หลังประกาศความร่วมมือกันอย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อพรรคใหม่ “ชาติพัฒนากล้า” ของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคฯ และ นายกรณ์ จาติกวณิช กรรมการบริหารพรรคเมื่อวันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา โดยทั้งสองได้พูดคุยกันถึงการผลักดันของดีโคราช คือ ผ้าไหม ซึ่งมีอัตตลักษณ์โดดเด่น สวยงามเป็นที่ยอมรับของชาวไทยและต่างประเทศ แต่การจำหน่ายยังอยู่ในวงที่จำกัด ซึ่งในแง่ทางเศรษฐกิจสามารถพัฒนาได้อีกมากจึงได้เรียกนายศักดา แสงกันหา มิสเตอร์ผ้าไหม-โคราช เข้ามาสอบถาม เนื่องจากเป็นคนที่คลุกคลีกับผ้าไหมมาตั้งแต่เด็ก โดยมองถึงความเป็นไปได้ ที่จะผลักดันให้ผ้าไหมไทยเป็นผ้าไหมของโลก มีคุณภาพมาตรฐาน โดยนายศักดา มองว่าขณะนี้ประเทศไทยเป็นรองแค่ประเทศจีนเท่านั้น ในเรื่องของปริมาณการผลิต ซึ่งแน่นอนด้วยพื้นที่และประชากร แต่เรื่องความสวยงามผ้าไหมโคราชและผ้าไหมของภาคอีสานไม่เป็นสองรองใคร สามารถพัฒนาโคราชให้เป็นศูนย์กลางผ้าไหมของภาคอีสาน และเป็นแหล่งผ้าไหมของโลกได้

 

“ผ้าไหมไทยเป็นศิลปะวัฒนธรรม เป็นหนึ่งใน ซอฟต์ พาวเวอร์ ของคนไทย ที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงให้ความสนพระทัยเป็นอย่างมาก พระองค์ทรงส่งเสริมให้มีการสร้างอาชีพจากการทอผ้า ในช่วงแรกพระองค์ทรงรับซื้อไว้เพื่อสร้างขวัญกำลังให้กับชาวบ้านทรงมีพระราชดำรัชว่า "ขาดทุนแต่เป็นกำไรให้กับประชาชน" พระองค์ทรงนำผ้าไหมเหล่านั้นนำไปเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก จนทุกวันนี้ในระดับสากลผ้าไหมของไทยได้รู้จักและเป็นที่ยอมว่าเป็นผ้าไหมไทยเป็นผ้าที่มีความสวยสดงดงามประณีตละเอียดมาก ปัจจุบันผ้าไหมได้สร้างรายได้ สร้างอาชีพให้กับพี่น้องในภาคอีสาน เป็นมูลค่ามหาศาลรวมทั้งชุมชนของผมด้วย” นายศักดา กล่าว  


ด้านนายวรวุฒิ อุ่นใจ อดีตประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย หนึ่งในสมาชิกพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องทำให้คนไทย หันมาใช้ผ้าไหมไทยของโคราชก่อน ขณะนี้เดียวกันก็ต้องพัฒนาคุณภาพการผลิตและดีไซน์ ให้เป็นสากล เพื่อผลักดันให้โครงการผ้าไหมไทยเป็นผ้าไหมโลก โดยเริ่มที่ จ.นครราชสีมาเป็นจริง และขั้นตอนต่อไปคือ สร้างตลาดในประเทศ และส่งออก ซึ่งทั้งสองอย่างสามารถทำควบคู่กันไปได้เพราะในภาวะปกติ ก็มีนักท่องเที่ยวเข้ามาประเทศไทยมหาศาลอยู่แล้วในแต่ละปี เราต้องจัดเกรด ตั้งระดับมาตรฐานผ้าไหม หาตลาด พัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ถ้าทำพวกนี้ได้ ผ้าไหมไทยก็จะเป็นผ้าไหมของโลกได้สำเร็จ และอาจต้องร่วมมือกับแบรนด์ดังระดับโลกเพื่อส่งผ้าไหมไทยสู่สากล ซึ่งทั้งหมดปลายทางคือ ชาวบ้าน เกษตรกรผู้เลี้ยงไหม จะมีรายได้เพิ่ม 


สอดคล้องกับ นายวัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ หรือ นายกอุ๊ ประธานโอทอปเทรดเดอร์ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า เรื่องของผ้าไหมเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับวิถีชุมชน คือ ชาวบ้าน ซึ่งพื้นฐานของคนโคราช ทอผ้าไหม สาวไหม และทำไว้ใช้เองอยู่แล้ว การที่จะเพิ่มรายได้ให้กับเขา ก็ต้องไปดูในเรื่องของกลางน้ำกับปลายน้ำ เราต้องสร้างตลาดของผ้าไหมให้มากกว่าที่คนไทยใช้ ต้องทำให้ผ้าไหมสามารถที่จะเป็นผ้าสากลที่ใช้กันทั่วโลก และทั่วโลกมีความต้องการในผ้าไหมของคนไทย ซึ่งมันจะย้อนกลับมาสู่เรื่องของการพัฒนา การออกแบบดีไซน์ การเพิ่มมูลค่าและเพิ่มคุณภาพของผ้าไหม ให้เขามีความรู้สึกว่าเป็นผ้าไหมโคราช ผ้าไหมไทย เป็นผ้าไหมดีมีคุณภาพ เป็นแบรนด์เนม มาเมืองไทยต้องซื้อกลับไปเป็นของฝากที่มีราคาและมีคุณค่าที่สุดของเขา เราต้องไม่ขายแค่ผ้าไหมแต่ต้องขายแบรนด์ของผ้าไหม 


“พอมีผ้าไหมมีมูลค่า มีคุณค่า มันจะย้อนกลับไปที่ต้นทางทันทีคือ ชาวบ้าน ครัวเรือนต่าง ๆ ที่บรรดา แม่ ๆ ป้า ๆ ทั้งหลาย ที่สาวไหม เลี้ยงไหม และเป็นวิถีชีวิต ผูกพันกับเส้นไหม เขาจะมีเงินในกระเป๋ามากขึ้น โดยที่เขายังใช้ชีวิตอยู่เหมือนเดิม ซึ่งวิธีการเหล่านี้ พรรคชาติพัฒนากล้า ต้องพัฒนา สนับสนุนและส่งเสริม โดยยกระดับโคราชให้เป็นเมืองผ้าไหมไทย เป็นเมืองผ้าไหมโลกได้ ซึ่งไม่ใช่ส่งผลดีแต่เฉพาะโคราชเท่านั้น แต่อีสานทั้งภาคจะได้ประโยชน์ด้วย เป็นภูมิภาคของผ้าไหม พี่น้องชาวอีสานทุกคนจะได้ประโยชน์จากโครงการ ผ้าไหมไทยสู่ผ้าไหมโลก ตลาดกลางเส้นใยไหม การเดินแบบระดับโลกการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ต้องเกิดขึ้นที่โคราช เพราะฉะนั้นพี่น้องชาวอีสาน ต้องร่วมมือกัน เรื่องเหล่านี้สำคัญ ที่เราต้องช่วยกัน ที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายก็จริง แต่ไม่ได้โฟกัสจุด มันฟุ้งจนหาธีมไม่เจอ ต้องให้โคราชเป็นหัวขบวนรถไฟความเร็วสูงเรื่องของผ้าไหม เพื่อเชื่อมไปสู่ถนนสายผ้าไหมในอนาคต” ประธานโอทอปเทรดเดอร์ประเทศไทย กล่าว


วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2565

"ไทยสร้างไทย" พบผู้ก่อตั้งธนาคารคนจน เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2565 ดร. สุวดี พันธุ์พานิช  ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขต 1 พรรคไทยสร้างไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวความว่า ต้อนรับ ศาสตราจารย์มูฮัมหมัด ยูนูส Muhammad Yunus ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ และผู้ก่อตั้งธนาคารกรามีน ธนาคาร ซึ่งให้ความสำคัญกับการสร้างสังคมและเศรษฐกิจจากเบื้องล่าง จากแนวคิดไมโครเครดิต หรือ การให้กู้โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ไม่มีดอกเบี้ย และไม่กำหนดระยะเวลาใช้คืน ขจัดความเชื่อที่ว่า คนจนหนีหนี้ ไม่มีเงินจ่าย โดยพบว่าเมื่อพวกเขามีความพร้อมชำระ ทุกคนมีความรับผิดชอบ โครงการนี้ทำให้ ศ.ยูนูส ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ซึ่งแนวคิดนี้ตรงกับแนวคิดของ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ Sudarat Keyuraphan พรรคไทยสร้างไทยในการเสนอนโยบายกองทุนเครดิตประชาชน เพื่อให้คนไทยมีสิทธิกู้ได้โดยไม่ต้องค้ำประกัน เพื่อช่วยให้คนไทยมีโอกาสลืมตาอ้าปาก

 

จากแนวคิดในการพัฒนาธนาคารกรามีนนั้น ศาสตราจารย์ยูนูส ยังพัฒนาและสนับสนุนระบบสาธารณสุขในประเทศบังกลาเทศ โดยให้ครอบครัวร่วมจ่ายเดือนละ 4 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ  หรือประมาณ 150 บาท เพื่อดูแลสุขภาพทุกคนในครอบครัว  นำหมอไปรักษาใกล้บ้าน และผลิตหมอใกล้ชุมชน รวมถึงจะร่วมกับเครือ รพ.ธนบุรีในการพัฒนาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการรักษาของประชาชน รวมไปถึงการสร้างประโยชน์ให้กับสังคมส่วนรวม โดยให้ภาคประชาชน หรือภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคม (Social Business) 

 

ถือเป็นโอกาสดีที่ ได้มารับฟังและแลกเปลี่ยนความคิด เพื่อนำมาพัฒนานโยบาย ให้สอดคล้องกับประเทศไทยและเป็นประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องทุกคนค่ะ

#สุขภาพดีมีนิคดูแล

#พรรคไทยสร้างไทย


วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2565

"ดร.นฤมล" แนะทางรอดคนมีหนี้นอกระบบ พึ่งสินเชื่อรัฐหนีกับดักความยากจน

เมื่อวันพุธที่ 14 กันยายน 2565 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) โพสต์ Facebook เห็นถึงปัญหาหนี้นอกระบบที่เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักกับดักความยากจนของคนไทย โดยมีปัจจัยหลักที่ประกอบด้วย 1. คนที่มีหนี้นอกระบบ ส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อยอยู่แล้ว เข้าไม่ถึงเงินกู้ธนาคาร 


2. ดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบที่สูงมาก ทำให้ผู้กู้รับภาระผ่อนชำระไม่ไหว หันไปหาเงินกู้นอกระบบเพิ่มมาชำระหนี้เดิม จริงอยู่ที่ทุกฝ่ายบอกว่าต้องเริ่มแก้ที่ตัวผู้กู้ ที่ควรวางแผนการใช้จ่ายของตนไม่ให้เกินรายได้ แต่ผู้มีรายได้น้อยส่วนมาก ไม่ได้มีรายรับคงที่ หรือคาดการณ์ได้ในทุกเดือน เช่น เกษตรกร ที่มีรายได้ตามฤดูกาลและแปรผันตามราคาสินค้าเกษตร หรือ คนทำอาชีพรับจ้าง ที่รายได้มีความผันผวนสูง เมื่อเกิดค่าใช้จ่ายจำเป็นบางห้วงเวลา จึงจำเป็นต้องกู้ยืม เกษตรกรจำนวนมากต่างกู้เงินเพื่อไปลงทุนทำการเกษตร ขายผลผลิตได้เงินแล้ว จึงนำมาใช้หนี้ วนเป็นวัฎจักรเช่นนี้


ศ.ดร.นฤมล ระบุว่า หากยังมีความจำเป็นต้องกู้เงิน อยากย้ำหรือแนะนำให้พยายามใช้สินเชื่อจากธนาคารของรัฐ เช่น ออมสิน ธกส. ต่างมีโครงการสินเชื่อช่วยแก้หนี้นอกระบบแบบครบวงจร ซึ่งมาตรการระยะหลังมีการผ่อนปรนมากพอสมควรเพื่อช่วยเหลือผู้กู้ นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และกระทรวงการคลัง ได้พยายามเข้าไปกำกับดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบ ผ่านการขึ้นทะเบียนผู้ให้สินเชื่อ ทั้งนาโนไฟแนนซ์ และพิโกไฟแนนซ์ โดยกำหนดให้คิดดอกเบี้ยได้ไม่เกิน 36% ต่อปี เพื่อหลีกเลี่ยงเงินกู้ดอกเบี้ยโหด สามารถเข้าไปดูผู้ให้บริการสินเชื่อได้ตามลิงค์


สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ https://www.1213.or.th/App/MCPD/ProductApp/NanoFinance


สินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ https://1359.go.th/picodoc/

วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2565

"แก้จน"เพื่อไทยมาแล้ว! โพสต์ MV เพลงพรรคเพื่อไทยคือคำตอบ

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2565  เพจพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความว่า #เพื่อไทยคือคำตอบ  พาคนไทยหลุดพ้นจากความยากจน เพื่อไทยคือคำตอบ…จะเป็นวิกฤตแค่ไหน แก้ยากเพียงใด ใครทำอะไรไม่ได้ แต่ #เพื่อไทย ทำได้  ชม MV เพลง เพื่อไทยคือคำตอบ พร้อมกันได้แล้วที่นี่ https://fb.watch/fty0i6L0h4

วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2565

“วรวัจน์” จับมือ “จ.แพร่-พช.-พาณิชย์” ดัน ‘ข้าวหลามตามสั่ง’ ซอร์ฟพาวเวอร์คนเหนือ เป็นโอท็อปส่งออก

เมื่อวันที่ 11 กันยายน ที่สนามกีฬาเทศบาลตำบลห้วยอ้อ อำเภอลอง จังหวัดแพร่ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ,กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ,กระทรวงอุตสาหกรรม, กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย จังหวัดแพร่ และอำเภอลอง จัดกิจกรรม “วัฒนธรรมมหามงคล มิ่งบ้านขวัญเมือง” โดยไฮไลท์ของงานคือการประกวดการพัฒนาข้าวหลามซึ่งถือเป็นซอร์ฟพาวเวอร์ของจังหวัดแพร่ให้เป็นสินค้าที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประชาชนได้จริงในอนาคต โดยมีประชาชนจับกลุ่มกว่า 30 ทีม ช่วยกันคิดเมนูอาหารแล้วนำมาแปรรูปใส่กระบอกข้าวหลาม ซึ่งเมนูประเภทอาหารที่ชนะเลิศ คือ ข้าวหลามแกงคั่วไก่บ้าน รองชนะเลิศอันดับ 1 คือข้าวหลามกะเพราหมู และรองชนะเลิศอันดับ 2 คือข้าวหลามน้ำพริกกากหมูไข่เค็ม ขณะที่ ข้าวหลามประเภทผลไม้รางวัลชนะเลิศ คือ ข้าวหลามทุเรียน รองชนะเลิศอันดับ 1 คือ ข้าวหลามมะพร้าวเผือก และรองชนะเลิศอันดับ 2 คือ ข้าวหลามกล้วย


นายวรวัจน์ กล่าวว่า ข้าวหลามที่นำมาประกวดทั้งหมดได้ผ่านกระบวนการเยือกแข็ง หรือนวัตกรรม “ไนโตรเฟรช” ซึ่งเป็นการใช้ไนโตรเจนเหลวคงความสดใหม่ของอาหารให้อร่อยเหมือนเพิ่งปรุงเสร็จใหม่ และเก็บได้ยาวนานกว่า 2 ปี แล้วซึ่งต่อไป จะนำเสนอไปยังกรมพัฒนาชุมชน ให้เป็นสินค้า OTOP พรีเมียมของจังหวัดแพร่ เพื่อก้าวสู่การส่งออกให้เป็นการสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนในจังหวัด เนื่องจากแต่ละปีงบประมาณที่จังหวัดแพร่ได้รับมีเพียงงบประมาณการทำถนน และงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานเท่านั้น แทบไม่มีงบในการพัฒนาอาชีพหรืองบฯที่จะนำมาให้ต่อยอดสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนได้เลย ตนในฐานะตัวแทนของพรรคเพื่อไทยในจังหวัดแพร่จึงคิดหาวิธีสร้างรายได้ให้กับประชาชนในจังหวัดด้วยวิธีการพัฒนาข้าวหลามของชาวแพร่ให้กลายเป็นสินค้า OTOP และสินค้าส่งออก โดยจะทำในรูปแบบของวิสาหกิจชุมชน


เมื่อถามว่า ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ส.ส.จากอดีตพรรคอนาคตใหม่กวาดเก้าอี้ ส.ส.แพร่ ได้ทั้ง 2 เขต และในวันนี้ (11 กันยายน) นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล จะพาคณะลงพื้นที่อำเภอลอง จังหวัดแพร่ด้วย ช่วงใกล้การเลือกตั้งแบบนี้พรรคเพื่อไทยจะทวงเก้าอี้แพร่ทั้งจังหวัดคืนได้หรือไม่ นายวรวัจน์ กล่าวว่า ตนไม่ได้มีความกังวล เพราะพื้นที่จังหวัดแพร่เป็นพื้นที่ที่ตนมั่นใจว่าประชาชนให้ความนิยมพรรคเพื่อไทยมาตั้งแต่พรรคไทยรักไทย ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาตนย้ายไปสังกัดพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) แต่พรรคถูกยุบทำให้ตนไม่สามารถลงสนามรับเลือกตั้งได้ ในขณะที่พรรคเพื่อไทยไม่ได้ส่งผู้สมัครในจังหวัดแพร่ ทำให้ประชาชนไม่มีโอกาสเลือกพรรคเพื่อไทย จึงจำเป็นต้องเทคะแนนให้พรรคฝ่ายประชาธิปไตยที่มีอยู่ 

แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคเพื่อไทยได้เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งที่ผ่านมาตนและทีมงานพรรคเพื่อไทย ได้ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนรวมถึงได้ประสานแก้ปัญหาให้กับพี่น้องชาวเมืองแพร่มาโดยตลอด ทุกครั้งจะได้รับการตอบรับจากประชาชนเสมอว่า ประชาชนรอการเลือกตั้ง และรอให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทยอย่างท่วมท้นทั้ง 3 เขต


วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2565

"อุ๊งอิ๊ง" ประกาศ 2 นโยบายเกษตร อาสาเป็นเซลแมนขายสินค้าสู่ชาวโลก ดันหนึ่งครอบครัวหนึ่งซอฟต์พาวเวอร์

วันที่ 10 กันยายน 2565 ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จ.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทยจัดกิจกรรม ครอบครัวเพื่อไทย "สะบัดชัย เพื่อไทยมาเหนือ" นำโดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และประธานที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ ผู้อำนวยการหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นายจาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกพรรค รวมถึงกรรมการบริหารพรรค คณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางทางการเมือง ทั้งนี้ เป็นการเปิดตัวนโยบายด้านการเกษตร พร้อมกับเปิดตัวผู้สมัครภาคเหนือ

น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า เป็นลูกชาวเหนือ พูดคำเมืองไม่ได้ แต่ฟังรู้เรื่องหมด ห้ามนินทา การพัฒนาภาคเหนือ มีความเจริญ มีโอกาส แน่นอนในฐานะที่เป็นหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย หอประชุมแห่งนี้เราได้ขอที่คืนจากกองทัพบก ตอนที่ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร เป็น ผบ.ทบ.และมาสร้างเสร็จในสมัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตนไม่ลืมคนภาคเหนือแน่นอน

"ให้มั่นใจว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยเข้ามาเป็นรัฐบาลเมื่อไหร่ จะสร้างความกินดีอยู่ดี เติมเงินในกระเป๋าให้มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เรารู้จักภาคเหนือดีกว่าทุกพรรค คุ้นกับภาคเหนือดีกว่าทุกพรรค เราขนผู้สมัครมามากมาย ประกาศความพร้อม พร้อมเลือกตั้ง ศึกหน้าเป็นศึกที่ยิ่งใหญ่ ขอให้เลือกพรรคเพื่อไทยทั้งสองบัตร เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน คำพูดนี้ฟังจากบางคนอาจเจ็บปวด แต่จากผู้หญิงคนนี้ เราจะทำได้ เคยทำสำเร็จมาแล้ว และจะทำอีกแน่นอน" น.ส.แพทองธาร กล่าว

น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ครอบครัวของดิฉันมาให้กำลังใจอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะคุณแม่ เรารู้ว่าศึกข้างหน้า มีอุปสรรคขวากหนามรออยู่ แต่วันนี้จะลั่นกลองสะบัดขัย ให้ดังทั่วทั้งแผ่นดินเพื่อประกาศให้รู้ว่าเราพร้อมจะดูแลประชาชน ไม่ว่าเลือกตั้งเกิดขึ้นเดือนนี้หรือเดือนหน้า เราพร้อมหมดแล้ว

อดีตนายกฯ ทักษิณ บอกว่าไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาล หนักแน่นอน ดังนั้น รัฐบาลต่อไปต้องรู้จริง ต่างประเทศมองเรายังไง อย่างที่รัฐบาลกล่าวไว้ว่า อย่าทิ้งใครไว้ข้างหลัง แต่วันนี้เราเห็นใครอยู่ข้างหลังเราหรือเปล่า เขาแซงหน้าเราไปหมดแล้ว ไม่ทันเทคโนโลยี จับไปตรงไหนก็เจอแต่ปัญหา แต่พรรคเพื่อไทยจะไม่หยุดนิ่ง จะเป็นคำตอบให้พี่น้องประชาชน

น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ระยะสั้น ต้องลดรายจ่ายให้ประชาชน ปัจจุบัน ต้องจ่าย ค่าน้ำ ค่าไฟ เราจะไม่ปล่อยให้รัฐวิสาหกิจทำตัวเป็นเสือนอนกิน เราจะต้องทำให้ความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น ระบบราชการต้องเข้าถึงได้ง่าย ต้องมีระบบออนไลน์ ทุกกระทรวง ทุกจังหวัดต้องเข้าถึงได้ง่าย เหตุผลที่เราต้องไปทั่วทุกที เพราะเราต้องการรู้ปัญหาเชิงลึก ไม่นั่งเทียนเขียนนโยบาย เอาความทุกข์มาเป็นสารตั้งต้นเพื่อแก้ปัญหา เรากระจายความเจริญทุกจังหวัดไม่จำกัดเฉพาะ กทม. ทุกจังหวัดต้องมีโอกาสสร้างเงินในกระเป๋า ขจัดหนี้ออจากชีวิต ประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

วันนี้เสนอนโยบาย 2 ข้อหลัก ๆ 1.คือนโยบายด้านการเกษตร ประเทศไทย 40% ของคนไทย เป็นเกษตรกร แต่เราได้รายได้การเกษตรแค่ 8% ของจีดีพี เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง นโยบายของเราต้องเอาตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ เพื่อประชาชนจะได้ไม่ต้องเหนื่อย ทำไร่ ทำนา ทั้งปีแต่ขายไม่ออก เราต้องเอาตลาดขึ้นมานำว่า ปีนี้จะปลูกอะไร อะไรขายได้ดี ตนมีที่ปรึกษาทางการตลาดสำคัญ คนที่คุณก็รู้ว่าใคร เชื่อฝีมือการตลาดของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ เพื่อให้พี่น้องขายสินค้า ผลิตมาแล้วไม่ค้างสต็อก ไม่ต้องเสียค่าการผลิต 1 บาท 2 บาท

อาสาเป็นเซลล์แมนขายสินค้าในต่างประเทศ พอจะฟุต ฟิต ฟอ ไฟภาษาอังกฤษได้บ้าง และจะนำนวัตกรรมมาส่งเสริมคาดคะเน ว่า อากาศวันนี้ขายได้ ไม่ได้ เป็นอาวุธทางการเกษตร เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้ประชาชน ต้องมีศักดิ์ศรีในชีวิต ถ้าเราทำได้ตามกระบวนการทั้งหมด เกษตรกรที่มีรายได้ 1 หมื่นบาท/ไร่/ปี จะขึ้นเป็น 3 หมื่นบาทได้ไม่ยาก จะสร้างเงินจากดิน ไม่ให้ดินดูดเอาเงิน เอาแรงของเกษตรกรไปหมด" น.ส.แพทองธาร กล่าว และว่า การรดน้ำจากรากคนทั้งประเทศจะอยู่ดีกินดีตามไปด้วย

2.หนึ่งครอบครัว หนึ่งซอฟต์พาวเวอร์ คือการเปลี่ยนวิธีคิดทั้งหมดในการหาเงิน พรรคเพื่อไทยเชื่อในศักยภาพ แต่ขาดแค่โอกาสพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มระบบ แรงงานมูลค่าจากซอฟต์พาวเวอร์จะมีมูลค่ามากกว่าแรงงานอื่น เช่น ลิซ่า แบล็กพิงค์ และบัวขาว เราต้องพัฒนาศักยภาพ คนไทยสามารถปรับเปลี่ยนเข้ากับวัฒนธรรมอื่น ๆ เป็นคุณสมบัติพิเศษ ตอนนี้ไม่มีใครสู้ด้วยฮาร์ดพาวเวอร์ อาวุธ รถถัง เรือดำน้ำ แต่สู้ด้วยซอฟต์พาวเวอร์

หามา 1 คน ต่อ 1 ครอบครัว 20 ล้านคน เอามาเจียระไน ฝึกฝนให้มีคุณภาพระดับสากล ให้พ้นจากความยากจนให้มีชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี ดังนั้น ขอให้ไปลงชื่อในเว็บพรรคเพื่อไทย สมัคร 1 ครอบครัว Soft power ถ้าเราเป็นรัฐบาล เราจะเอาข้อมูลทั้งหมด ส่งมอบให้รัฐบาลทันที เพื่อแบ่งแยกว่าใครถนัดด้านอะไร ซึ่งเราพร้อมทำทันที และรัฐจะออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด 20 ล้านคนจะทำให้ครอบครัวของเขามีกินมีใช้ มีเกียรติมีศักดิ์ศรี

"ขอแลนด์สไลด์เพื่อเอาชนะ 3 ป. เอาชนะ 250 ส.ว. เอาชนะเพื่อเอาชนะวิกฤตไปด้วยกัน" น.ส.แพทองธาร กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจัดกิจกรรม "สะบัดชัย เพื่อไทยมาเหนือ" ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติฯ จ.เชียงใหม่ครั้งนี้ มีบุคคลในครอบครัวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพียง ทั้ง คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ภริยา นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ บุตรสาว นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ นายปิฎก สุขสวัสดิ์ บุตรเขย ซึ่งการร่วมกิจกรรมทางการเมืองอย่างพร้อมเพรียงของครอบครัวชินวัตร ตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย


 


"อลงกรณ์" เดินหน้าพัฒนาเพชรบุรีดันโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนทุกตำบลเป็นจังหวัดแรก

 "อลงกรณ์" เดินหน้าพัฒนาเพชรบุรีดันโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนทุกตำบลเป็นจังหวัดแรก ผนึกศูนย์AICมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีร่วมขับเคลื่อนเขตส่งเสริมเกษตรอุตสาหกรรมอาหาร


วันเสาร์ที่ 10 กันยายน 2565   นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะลงพื้นที่ตรวจราชการติดตามการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี โดยมี นายธรรมนูญ ศรีวรรธนะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี  ผศ. พจนารถ บัวเขียว รองอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน โดยมีราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรในพื้นที่ให้การต้อนรับ พร้อมทั้งหารือและรับทราบผลการดำเนินงานของศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมจังหวัดเพชรบุรี ศูนย์ความเป็นเลิศเกลือทะเล ศูนย์ความเป็นเลิศเกษตรอินทรีย์ และโครงการฟู้ดวัลเลย์จังหวัดภาคกลางตอนล่างรวมทั้งความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีในการขับเคลื่อนโครงการเพชรบุรีฟู้ดวัลเลย์(Petchburi Food Valley) ภายใต้ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันตก(Western Economic Corridor)ซึ่งจะมีการนำเสนอโครงการต่อคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ.และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กรกอ.)เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบในเดือนตุลาคม


นอกจากนั้น ยังได้รับฟังรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ.จากเกษตรและสหกรณ์จังหวัดและส่วนราชการต่างๆโดยนายอลงกรณ์ได้แสดงความยินดีที่ศูนย์AICเพชรบุรีได้รับรางวัลศูนย์AICสมรรถสูงเป็นอันดับหนึ่งของประเทศและชื่นชมผลการปฏิบัติงานในปีงบประมาณ2565 ของหน่วยงานในสังกัดตลอดจนการขับเคลื่อนโครงการ”เพชรบุรีโมเดล”เพื่อเป็นต้นแบบตัวอย่างการปฏิรูปภาคเกษตรกรรมแบบครบวงจรตั้งแต่การผลิตการแปรรูปและการตลาดทั้งออนไลน์ออฟไลน์และตลาดกลางสินค้าเกษตร 


 ขณะเดียวกันยังได้ประกาศคิกออฟ โครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล  ภายใต้แนวคิด”บริหารโดยชุมชน เป็นของชุมชน และเพื่อชุมชน “โดยมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนทุกตำบลของจังหวัดเพชรบุรีเพื่อจะเป็นกลไกพัฒนาหมู่บ้านตำบลแบบบูรณาการทุกภาคส่วนตามแผนพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล

 ควบคู่กับการเดินหน้าโครงการเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง “เพชรบุรีสีเขียว”(Green Petchburi) วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมระบบเกษตรกรรมยั่งยืนในรูปแบบต่างๆ เช่น เกษตรอินทรีย์ เกษตรทฤษฎีใหม่ วนเกษตร เกษตรธรรมชาติ เกษตรผสมผสาน โดยมีการวางโครงสร้างและระบบแบบมีส่วนร่วมในการพัฒนาภาคเกษตรในพื้นที่เมืองและพื้นที่ชุมชนซึ่งทั้ง2โครงการขับเคลื่อนโดยคณะกรรมการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนแห่งชาติ.เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนครอบคลุม 77 จังหวัด ต่อไปด้วย

 

 


"อนุชา" ย้ำโครงการ "ชุมชนดีพร้อม" ตอบโจทย์พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

"อนุชา" ย้ำโครงการ "ชุมชนดีพร้อม" ตอบโจทย์พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก สร้างงาน สร้างรายได้ให้ชุมชน มั่นใจ "เงินบาทแรกของแผ่นดิน" แหล่งรายได้หลักเสริมความเข้มแข็งเศรษฐกิจประเทศ

วันเสาร์ที่ 10 กันยายน 2565  นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางลงพื้นที่ จ.ชัยนาท พบปะให้กำลังใจประชาชนชาวชัยนาทที่เข้าร่วมโครงการ “พัฒนาอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ให้ชุมชนดีพร้อม” ในพื้นที่เทศบาลตำบลโพนางดำตก เทศบาลตำบลคุ้งสำเภา และองค์การบริหารส่วนตำบลท่าฉนวน อำเภอมโนรมย์ 


รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประชาชนมีอาชีพ มีรายได้อย่างยั่งยืน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมภายใต้การนำของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม จึงได้จัดทำโครงการ “พัฒนาอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ให้ชุมชนดีพร้อม” เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกพื้นที่ได้พัฒนาศักยภาพตนเอง ต่อยอดเป็นการประกอบอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ หรือ กทบ. ที่ตนกำกับดูแล โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนในชุมชนมีแหล่งรายได้ที่มั่นคง ยั่งยืน เสริมกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านการสนับสนุนของภาครัฐและหน่วยงานในระดับพื้นที่ 


รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่า การที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างยั่งยืน ต้องให้ความสำคัญกับ "เงินบาทแรกของแผ่นดิน" คือ เงินจากดิน เงินจากน้ำ ซึ่งภาคการเกษตรถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เดินต่อได้  ขณะที่เกษตรกรซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีจำนวนมากและเป็นกำลังซื้อหลักของประเทศ ต้องได้รับการส่งเสริม สนับสนุน และแนะแนวทางการประกอบอาชีพที่ถูกต้อง เหมาะสม ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจฐานรากมีความเข้มแข็ง นำไปสู่การเกิดเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต 


สำหรับโครงการ “พัฒนาอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ให้ชุมชนดีพร้อม” มีส่วนช่วยขับเคลื่อนฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ  ด้วยการเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการสร้างคน สร้างงาน สร้างรายได้ เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน รวมถึงส่งเสริมและพัฒนาคนในชุมชนให้มีองค์ความรู้และทักษะที่จําเป็นในการประกอบอาชีพ ด้วยการพัฒนากลไก 7 วิธีปั้นชุมชนดีพร้อม ประกอบด้วย แผนชุมชนดีพร้อม คนชุมชนดีพร้อม แบรนด์ชุมชนดีพร้อม ผลิตภัณฑ์ชุมชนดีพร้อม เครื่องจักรชุมชนดีพร้อม ตลาดชุมชนดีพร้อม และเงินทุนหมุนเวียนดีพร้อม โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 (ผู้ประกอบการ OTOP กลุ่มวิสาหกิจชุมชน รวมถึงคนที่ถูกเลิกจ้างงานและกลับคืนถิ่นฐาน ตลอดจนคนที่สนใจเพิ่มทักษะและรายได้ให้ตนเองและชุมชน


 


"พรรคเสมอภาค" มาแนวใหม่! ชู "แปลงนโยบายเป็นกฎหมาย" มุ่งแก้ปัญหาความยากจน

วันเสาร์ที่ 10 กันยายน 2565 พรรคเสมอภาค นำโดย นางรฎาวัญ วงศ์ศรีวงศ์ หัวหน้าพรรคเสมอภาค พร้อมด้วยนายพนพภณษฎ์ ทองคำ ประธานด้านกฎหมายและเรื่องราวร้องทุกข์   และนายธำรง แผนสมบูรณ์ รองหัวหน้าพรรคเสมอภาค ได้มารับฟังปัญหาความเป็นอยู่ของพี่น้อง ประชาชนชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ ม้ง และไทยลื้อ ที่บ้านใหม่รุ่งทวี หมู่ที่12 ต.ทุ่งกล้วย อ.ภูซาง จ.พะเยา เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2565 เพื่อประกอบการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. .... ในการแก้ปัญหาชาวไทยทุกกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมานาน  ได้มีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญในการดำรงชีวิต สังคม วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมด้วยความสมัครใจ ในฐานะปวงชนชาวไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเหมือนปวงชนชาวไทยกลุ่มอื่นๆ 

ปัญหาที่รับฟังมาส่วนใหญ่ เป็นปัญหาเรื่องที่ดินที่ชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ม้งส่วนใหญ่ ยังไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง  ที่อยู่อาศัย การได้สัญชาติไทย ความยากจน การศึกษา การรักษาพยาบาล การประกอบอาชีพรายได้ สวัสดิการ และการสาธารณูปโภคได้แก่ ไฟฟ้า ประปา เส้นทางคมนาคม ที่ยังเข้าไปไม่ถึงในบางหมู่บ้าน รวมทั้งปัญหายาเสพติดที่ยังมีอยู่ในพื้นที่  ปัญหาต่างๆ เหล่านี้พรรคเสมอภาคพร้อมจะรับไปพิจารณาปรับปรุงร่าง กฎหมายให้มีความครอบคลุมในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว และพร้อมจะขับเคลื่อนการเสนอร่างกฎหมายนี้ร่วมกับชาว ไทยกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมืองกลุ่มต่างๆ ให้ตราเป็นกฎหมายออกมาใช้บังคับได้ต่อไปโดยเร็ว ภายใต้นโยบายหลัก ของพรรคเสมอภาค คือ “แปลงนโยบายให้เป็นกฎหมาย” เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนตลอดไป


ทางด้านนายพนพภณฎษ์ ทองคำ กล่าวว่า พรรคเสมอภาคเป็นพรรคการเมืองแรกที่กำหนดนโยบายแนวใหม่ไม่เหมือนใคร​ คือเมื่อกำหนดนโยบายแก้ไขปัญหาเรื่องใดแล้ว​ ถ้านโยบายเรื่องนั้นไม่มีกฎหมายรองรับ​ ทางพรรคเสมอภาคจะ​มาเขียนกฎหมายรองรับ​ เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง​และยั่งยืน ภายใต้นโยบายหลักของพรรค​ คือ "แปลงนโยบายให้เป็นกฎหมาย" เพื่อความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหาได้ตลอดไป​ 


ข้อดีก็คือไม่ว่ารัฐบาลใดเข้ามาบริหารประเทศก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่ตราออกมานี้​ ไม่ว่านโยบายแก้ไขปัญหาของชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์​ ปัญหาการป้องกันการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา​ ปัญหาความยากจนและหนี้สินของเกษตรกร​ ปัญหาที่ดินทำกินที่อยู่อาศัย​ ปัญหาการประกอบอาชีพของSMEs ปัญหาการแพทย์แผนโบราณหรือการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรไทย​  ปัญหาการไม่มีอำนาจบริหารจัดการกันเองของหมู่บ้าน​ ปัญหาการเกณฑ์ทหารมารับใช้ชาติต้องเปลี่ยนวิธีการใหม่​ ปัญหาการประกอบอาชีพของผู้ที่มีความเสี่ยงต่างๆ​ เข่นพยาบาล​  ขับรถรับจ้าง​ รถแท็กซี่​ ​ อสม.และแม้แต่การช่วยเหลือประขาชนด้านต่างๆ ​ที่เรียกว่าสวัสดิการประชาชน​ เป็นต้น​ นโยบายเหล่านี้ก็ต้องแปลงเป็นกฎหมายทั้งหมด​ จึงจะแก้ปัญหาดังกล่าวได้อย่่างยั่งยืน​ เสมอภาค เท่าเทียม ทั่วถึงและยุติธรรม


ส่วนนายธำรง แผนสมบูรณ์ รองหัวหน้าพรรคเสมอภาค ที่ดูแลประสานงานพื้นที่ภาคเหนือ กล่าวว่า ถ้าพี่น้องประชาชนชาวไทยในภาคเหนือได้รับรู้นโยบายทั้งหมดของพรรคเสมอภาค ซึ่งครอบคลุมเกือบทุกปัญหาที่จะต้องรีบแก้ไขโดยเร็วจะชอบและเชื่อมั่นนโยบายของพรรคเสมอภาคว่าสามารถปลดความยากจน ปลดหนี้สินให้ประชาชนอยู่ดีมีสุขกันถ้วนหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะเกษตรกรที่มีรายได้ไม่แน่นอน จึงยากจนซ้ำซาก มีหนี้สินล้นพ้นตัว พี่น้องทุกกลุ่มชาติพันธุ์จำนวนมากที่ไร้สิทธิในที่ดินทำกินตามกฎหมาย กลุ่มธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมและขนาดรายย่อยหรือSMEsที่แทบจะเอาตัวไม่รอด โดยพรรคเสมอภาคเราพร้อมทำหน้าที่ไปแก้ปัญหาความเดือดร้อน ความยากจน แทนประชาชนทุกคน


"อนุชา" กระตุ้นผู้นำท้องถิ่นชัยนาท พัฒนาการเมืองควบคู่เศรษฐกิจพอเพียง

"อนุชา" ชี้ผู้นำท้องถิ่นมีส่วนกำหนดทิศทางการพัฒนาการเมืองระดับพื้นที่ ชูความคิด "ท้องถิ่นนิยม" ให้เกิดการพัฒนาทุกมิติ

วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2565 เวลา 09.00 น.  ที่โรงแรมเจ้าพระยาธาราริเวอร์ไซด์ อ.เมือง จ.ชัยนาท นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางลงพื้นที่ เป็นประธานเปิดโครงการสัมมนาแนวทางการพัฒนาการเมือง ซึ่งจัดขึ้นโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท เพื่อเป็นการระดมความคิดเห็น แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการพัฒนาการเมืองท้องถิ่นให้มีศักยภาพ สร้างการมีส่วนร่วมในชุมชน โดยมี นายนที มนตริวัต รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท นายอนุสรณ์ นาคาศัย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท ผู้บริหาร สมาชิก และเจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น รวมถึงผู้นำชุมชนและประชาชนเข้าร่วมกว่า 200 คน 


การสัมมนาครั้งนี้มีส่วนช่วยให้ผู้นำท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาบริบทด้านต่างๆ ของเมืองชัยนาท ผ่านการระดมความคิดเห็น แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์เรื่องการเมือง การปกครอง การประชุมสภาท้องถิ่น เพื่อนำข้อสรุปที่ได้จากการสัมมนาไปพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานแก่สมาชิกสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่ จ.ชัยนาท อีกทั้งยังเพิ่มพูนความรู้ด้านวิถีชีวิตการเมืองแบบประชาธิปไตย การปฏิรูปการเมือง และการพัฒนาเมืองควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ ภายใต้ปรัชญา "เศรษฐกิจพอเพียง"  

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่า ขอให้ผู้บริหารท้องถิ่นดึงเอามิติทางการเมืองที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองมาใช้ในการปฏิบัติงาน โดยคำนึงถึงประชาชนส่วนรวมเป็นหลัก เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ท้องถิ่นมีศักยภาพ ประชาชนอยู่ดีมีสุข โดยดึงเอาความเป็นท้องถิ่นนิยมมากระตุ้นให้เกิดการพัฒนาทุกด้าน ทั้งนี้ ขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่จับมือกันเพื่อผลิตนโนบายที่เป็นประโยชต์ สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นเพื่ออนาคตลูกหลานชาวชัยนาทในภายภาคหน้า ให้สมกับที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนที่ได้เลือกให้เข้ามาทำหน้าที่แทนตามระบอบประชาธิปไตย


วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2565

"วิสาร" ชี้กำนันผู้ใหญ่บ้านเป็นกำลังสำคัญแก้จนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

"วิสาร" ร่วมประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้าน ชี้เป็นกำลังสำคัญควรผสานความร่วมมือแก้ปัญหาโดยตรงถึงมือ "ปชช."

เมื่อวันศุกร์ ที่ 2 กันยายน 2565 เวลา 9.30 น. ณ หอประชุมอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย เขต 3 พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า วันนี้มีการประชุม ประชุมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ ครั้งที่ 9/2565 โดยจะมีการประชุมทุกเดือนโดยตนจะพยายามมาร่วมประชุม ด้วยกำนันผู้ใหญ่บ้านเป็นกำลังสำคัญ ที่ผ่านมางบประมาณมีอย่างจำกัด แต่การประสานการทำงานที่เชื่อมกับหน่วยงานรัฐอื่นอย่างบูรณาการ กำนันผู้ใหญ่บ้านมีส่วนสำคัญในการแก้ปัญหาในพื้นที่ โดยที่ผ่านมาตนรับเรื่องร้องเรียนโดยตรงจากกำนันผู้ใหญ่บ้านและสามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาให้กับประชาชนได้โดยตรง สำหรับในการทำงานของกำนันผู้ใหญ่บ้านในเขต อำเภอพาน มีรายงานข้อมูลการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในหมู่บ้าน ในระบบ Thai QM อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ข้อมูล ณ วันที่ 30 สิงหาคม 2565 จำนวนปัญหา 23,494 สามารถแก้ไขแล้วเสร็จจำนวน 20,407 ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาได้โดยตรงกับปัญหาได้อย่างมาก


อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ได้มีการมอบหนังสือสำคัญแสดงหลักฐานการเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน ประกอบด้วย (1) นายบุญสุข อุทัย ผู้ใหญ่บ้าน บ้านฮ่องหลง หมู่ที่ 16 ตำบลเมืองพาน (2) นายบัณฑิต วังซ้าย ผู้ใหญ่บ้าน บ้านป่าแดงงาม หมู่ที่ 8 ตำบลสันมะเค็ด (3) นายสมบูรณ์ ยศถา ผู้ใหญ่บ้าน บ้านกล้วยใหม่ทรายทอง หมู่ที่ 16 ตำบลสันมะเค็ด 


สำหรับงานอำนวยความเป็นธรรม ได้ดำเนินการไปหลายอย่างเช่น 1. การดำเนินการกำกับดูแลและรับรายงานตัวในชั้นปล่อยชั่วคราวของศาลยุติธรรมโดยกำนันผู้ใหญ่บ้าน 2. การดำเนินโครงการยกระดับการบังคับใช้กฎหมายแรงงานและกฎหมายอาญาในการแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานเด็ก การบังคับใช้แรงงาน และการค้ามนุษย์ (ATLAS)


งานทะเบียนและบัตร  1. การขับเคลื่อนการให้สถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายและมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย ตามโครงการสำคัญของกรมการปกครองด้านสัญชาติและสถานะบุคคล ตามแนวทางปฏิบัติการให้สถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายแก่กลุ่มเป้าหมายตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2564โดยถือปฏิบัติตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ให้สถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายและมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาในราชอาณาจักรไทยและอาศัยอยู่มานาน ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2564


2. ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษสำหรับคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว 'เมียนมา และเวียดนาม เพื่อทำงานกับนายจ้างในกิจการประมงทะเล ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2565


3. การแก้ไขปัญหาทางทะเบียนในกลุ่มคนเปราะบาง และบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการทางทะเบียน อาทิ เด็ก คนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยที่พักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ผู้ป่วยที่มีเวชบุคคลที่มีอาการเจ็บป่วยอย่างรุนแรงหรือ ผู้ป่วยที่มีความประสงค์จะเข้ารับสิทธิรักษา


สำหรับงานสำนักงานท้องถิ่นอำเภอพาน  1. ผลการคัดเลือกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2565 จังหวัดเชียงรายได้ประกาศผลการคัดเลือกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นระดับจังหวัด ประจำปี พ.ศ. 2565 จำนวน 9 ด้าน ประกอบด้วย ด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุขด้านสิ่งแวดล้อม ด้านส่งเสริมศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้านการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น ด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ด้านการพัฒนาและส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ด้านส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และด้านการบริหารจัดการช่วยเหลือประชาชนเทศบาลตำบลเมืองพาน ได้รับรางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น ด้านสาธารณสุข ชื่อผลงาน โครงการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณสุข และการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชน และได้รับรางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่โดดเด่นมากที่สุด อันดับที่ 1 ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะมอบโล่รางวัลหรือเกียรติบัตรให้ต่อไป


2. ผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA)  ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ประกาศผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการ ดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ โดยจังหวัดเชียงรายมี อปท.ที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 85 จำนวน 91 แห่ง ไม่ผ่านเกณฑ์ จำนวน 53 แห่ง สำหรับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตพื้นที่อำเภอพาน จำนวน 16 แห่ง ผ่านเกณฑ์ จำนวน 9 แห่ง อย่างไรก็ตาม จังหวัดเชียงรายจึงขอให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 85 พิจารณาดำเนินการยกระดับผลการประเมินฯในปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ให้ผ่านเกณฑ์ (85 คะแนนขึ้นไป) โดยให้


(1) ขอให้ผู้บริหารท้องถิ่นให้ความสำคัญและเอาใจใส่ รวมทั้งปรับกระบวนการทำงานที่สำคัญในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต หน่วยงาน ให้ดูแลเอาใจใส่กับการประเมินปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 โดยดำเนินการตามขั้นตอน  (2) ขอให้ผู้บริหารท้องถิ่นกำชับบุคลากรหรือคณะทำงานที่รับผิดชอบการประเมิน ITA ปฏิทินการประเมิน และอย่าให้คะแนนการประเมินต่ำกว่าร้อยละ 85

‘ไทยสร้างไทย’ คุยผู้ประกอบการ บี้รัฐแขวนกฎหมายที่ไม่จำเป็น แก้ปัญหาหนี้เสียช่วงโควิด


‘ไทยสร้างไทย’ คุยผู้ประกอบการ บี้รัฐแก้ปัญหาหนี้เสียช่วงโควิด ย้ำปัญหาตอนนี้คือดอกเบี้ยที่วิ่งทุกวัน ราคาต้นทุนสินค้าแพง แต่เข้าถึงแหล่งทุนไม่ได้ แนะแขวนกฎหมายที่ไม่จำเป็นให้คนตัวเล็กลุกเดินได้ 



วันศุกร์ที่ 2 กันยายน 2565 ทีมเศรษฐกิจพรรคไทยสร้างไทย นำโดยนายสุพันธุ์ มงคลสุธี จัดงานเสวนาเรื่อง ‘ปลดล็อกเครดิตบูโร ด้วยกองทุนฟื้นฟูหนี้เสีย’  ที่ร้านบาร์ขุนพรหม บริเวณแยกบางขุนพรหม ตรงข้ามธนาคารแห่งประเทศไทย โดยภายในงาน เป็นการเสวนาร่วมกันระหว่างทีมเศรษฐกิจพรรคไทยสร้างไทย และ ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการมาตรการรัฐในช่วงโควิด-19 


นายสุพันธุ์ มงคลสุธี เริ่มด้วยการอธิบายถึงสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันของประเทศไทย ว่า แม้ประเทศไทยจะมี GDP อยู่ประมาณ 16ล้านล้านบาท แต่มีหนี้เกือบ 14ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 90 ของ GDP จำนวนคนเป็นหนี้ในเครดิตบูโรกว่า 32 ล้านคน และ มีจำนวนหนี้เสียกว่า 4 ล้านล้านบาท โดยเป็นหนีเสียที่เกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 กว่า 2ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน


นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ร่วมแลกเปลี่ยนว่า ในช่วงวิกฤตวิด -19 ผู้ประกอบการร้านอาหารจำนวนมาก ต้องนำสินทรัพย์ ไปจำนำหรือจำนอง เมื่อไม่สามารถประกอบธุรกิจได้ก็ไม่สามารถใช้หนี้ได้ ทำให้ทรัพย์สินที่นำไปค้ำประกัน ถูกยึด และ มีชื่อติดอยู่ในระบบเครดิตบูโร และเมื่อเปิดประเทศแล้ว มีแนวโน้มที่จพกลับมาทำธุรกิจได้แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถกลับมาทำได้ เพราะไม่สามารถไปกู้เงินจากสถาบันการเงินใดๆได้ เนื่องจากยังมีชื่ออยู่ในเครดิตบูโรอยู่ สรเทพขยายความต่อว่า  มูลค่าทางการตลาดของผู้ประกอบการร้านอาหารมีกว่า 2 แสนล้านบาท แต่เมื่อเกิดวิกฤตโควิดระลอกที่ 4 กลับเหลือเพียง 100,000 ล้านบาท หรือหายไปเกือบ 50% และหากไปดูตัวเลขในกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะเห็นได้เลยว่า ผู้ประกอบการกลับมาเปิดกิจการ ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของที่หายไปในช่วงวิด-19


นายธนพันธ์ วงศ์ชินศรี ผู้ก่อตั้ง Penguin Eat Shabu  สะท้อนว่า แม้ตนยังไม่ติดบูโร แต่ได้ปิดสาขา ของร้านไป 4 สาขา จาก ทั้งหมด 10 สาขา  การประกอบธุรกิจ ของผู้ประกอบการรายย่อยตอนนี้ประสบปัญหาอย่างมากกับธนาคาร เพราะต้องหาวิธีทำอย่างไรก็ได้ ให้ตัวเองไม่ติดเครดิตบูโร เพราะหากผิดนัดชำระหนี้แค่เพียง 3 เดือน แต่ปัญหาที่ตามมาคือจะไม่สามารถกู้อะไรได้อีกเลย เป็นระยะเวลาสามปี สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ผู้ประกอบการหลายคนเลือกที่จะหาทางจ่ายหนี้ธนาคารให้ตรงตามเวลา โดยการขอติดหนี้ซัพพลายเยอร์แทน ทำให้เกิดปัญหาหนี้ซ้ำซ้อน  และ ธนาคารหลายธนาคาร เลือกที่จะแก้ปัญหาด้วยการยึดทรัพย์สิน เอาทรัพย์สินที่ค้ำประกันไว้ เข้ากรมบังคับคดีทันที โดยไม่ได้ได้มีการบอกกล่าวล่วงหน้า ถ้าหากปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข จะทำให้คนเข้าสู่การกู้เงินนอกระบบ และปัญหาจะรุนแรงยิ่งขึ้น 


นรี สุเนต์ตา ประธานชมรมธุรกิจโฮสเทลแห่งประเทศไทย กล่าวว่าช่วงวิกฤตที่ผ่านมาเป็นเวลา 2 ปีครึ่ง ธุรกิจโฮสเทลและโรงแรมขนาดเล็ก กว่าครึ่ง ถ้าไม่โดนยึด ก็ปิดกิจการถาวร ถ้าผู้ประกอบรายใดที่เช่าที่ก็จะปิดกิจการและข้าวของอุปกรณ์ทุกอย่างให้เจ้าของตึกยึดไปเลย ถ้าเป็นเจ้าของตึกเองที่ไปกู้ธนาคารแล้วเอาอาคารของตนไปค้ำประกันก็จะโดนยึดทรัพย์ ขายทอดตลาด  นรี ให้ข้อมูลว่า ที่จังหวัดภูเก็ต จังหวัดเดียว โรงแรมเล็กกว่า 200 แห่ง ถูกยึดเตรียมขายทอดตลาด  คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท ในส่วนมาตรการของรัฐที่ออกมานั้น ไม่ตอบสนองต่อโณงแรมเล่ก เพราะ โรงแรมขนาดเล็กจำนวนมากไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงมาตรการซอฟท์โลนต่างๆ ที่รัฐออกมาได้ 

 

นายนพดล มังกรชัย ประธานคณะกรรมการวิชาการ พรรคไทยสร้างไทย อธิบายว่า รากของปัญหาคือ กฎระเบียบ ขนบธรรมเนียม ที่กดขี่คนตัวเล็กทำให้ไม่สามารถเข้าถึงเงินกู้ได้ แม้จะมีการปล่อยซอฟท์โลนออกมา แต่ยังใช้วิธีคิด และ กฎระเบียบแบบเดิมทำให้คนไม่สามารถเข้าถึงเงินกู้ได้ จะสังเกตได้จาก วงเงินซอฟท์โลนของรัฐที่ตั้งไว้รอบล่าสุดยังคงเหลืออยู่กว่า 300,000 ล้านบาทที่ยังไม่ได้ถูกปล่อยออกไป เพราะกฎเกณฑ์ในการกู้ยังเป็นกฎเกณฑ์แบบดั้งเดิมอยู่ คนที่กู้ได้คือคนที่ยังไม่มีหนี้เสีย แต่คนที่มีหนี้เสียที่เกิดขึ้นในช่วง โควิด-19 กลับไม่สามารถเข้าถึงได้เลย 


นายสุพันธุ์ ระบุว่า หากพรรคไทยสร้างไทย ได้เป็นรัฐบาล จะเริ่มต้นจากการใช้เงินประมาณไม่เกิน 10,000ล้านบาท เพื่อล้างดอกเบี้ยหนี้เสียที่อยู่ในระบบ เพื่อปรับจากหนี้เสียมาเป็นหนี้ปรกติ ให้ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ต่อได้ปรกติ หรือจะย้าย ถ่ายโอนหนี้ หรือ กู้เงินก้อนใหม่ได้ เพื่อเสริมสภาพคล่อง จากนั้นจะมีการพักชำระหนี้ทั้งต้นทั้งดอก คาดว่าจะมีคนประมาณ 40% ลุกขึ้นทำธุรกิจต่อเองได้ และ ถ้าหากไม่ได้ พรรคไทยสร้างไทยจะตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อปล่อยกู้ให้กับคนตัวเล้กเหล่านี้ได้มีสภาพคล่องทางการเงินมากขึ้น โดยให้ธนาคารของรัฐเป็นผู้ปล่อยกู้ และให้ บสย. ค้ำประกันให้ ในส่วนของธุรกิจโรงแรมนั้น ทางพรรคไทยสร้างไทยเห็นว่า กฎหมายและข้อบังคับหลายอย่าง จะต้องถูกเอามาแขวนไว้ก่อน เพื่อให้ผู้ประกอบการตัวเล้กตัวน้อยลุกขึ้นเดินได้ นายสุพันธ์ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่รัฐบาลทำ คือการตัดแขน ตัดขา คนตัวเล็กตัวน้อย แต่สิ่งที่ไทยสร้างไทยจะทำ คือการต่อแขนต่อขาคนตัวเล็ก ให้ลุกขึ้นยืน และ เดินต่อไปได้


"ดร.มหานิยม" จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ แชร์ลูกโซ่โรงเห็ดทิพย์พื้นที่สกลนคร

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน 2565  ที่อาคารรัฐสภา  ดร.นิยม เวชกามา ส.ส.สกลนคร เขต 2 พรรคเพื่อไทย ปฏิบัติหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร ดังนี้วันที่ 31 สิงหาคม 2565 ได้อภิปรายขอให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาหนี้นอกระบบหรือที่ชาวบ้าน รู้จักกันดี คือ “เงินกู้ดอกเบี้ยโหด  ทั้งนี้ปัญหาหลักนั้นเกิดจากรัฐบาลปล่อยปะละเลย จึงทำให้พี่น้องประชาชนอดยาก ต้องทนทุกข์ทรมาน ถึงแม้ เจ้าหนี้นายทุน จะเรียกดอกเบี้ย ถึง 50 % ของเงินกู้ ก็ยังต้องยอม เพื่อให้รอดพ้นจากความทุกข์เป็นวันๆ ไป 

อีกทั้งยังวอนให้ รัฐบาลเร่งศึกษาหาทางแก้ไขแชร์ลูกโซ่ ที่เกิดจากการอยากได้เงินไปประทั่งชีวิต โรงเห็ดทิพย์  ที่ผบก.สอท.3 จนท.ตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และชุดสืบสวน สภ.เมืองสกลนคร นำหมายศาล จ.สกลนคร เข้าตรวจสอบ บริษัทลงทุนฟาร์มเห็ดแห่งหนึ่งที่ อ.เมือง จ.สกลนคร ในเขตพื้นที่มีพี่น้องผู้เสียหาย เกือบ 2 พันราย มูลค่าความเสียหายกว่า 1,200 ล้านบาท ทั้งในตัวจังหวัดสกลนคร และจังหวัดต่างๆ 

ทั้งนี้เกิดจากระบบการสื่อสารที่โฆษณาไปเต็มพื้นที่ออนไลน์ พี่น้องประชาชนอยากมีเงินก็หลงเชื่อ  การทำงานแบบนี้ เป็นการทำงานที่ไร้ประสิทธิภาพของระยบบริหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงดิจิตอล ที่ทำอะไรกันอยู่  เร่งรีบในการป้องกันด่วน ครับ ก่อนที่จะสูญเสียไปมากว่า นี้  

 


วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2565

พรรคก้าวไกลเย้ย! นี้นอกระบบ ปัญหาเรื้อรังที่รัฐบาลไม่มีปัญญาแก้

วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน 2565   เพจพรรคก้าวไกล - Move Forward Party ได้โพสต์ภาพและข้อความว่า  หนี้นอกระบบ ปัญหาเรื้อรังที่รัฐบาลไม่มีปัญญาแก้   

ปัญหาหนี้นอกระบบของประเทศไทยในขณะนี้ รุนแรง ลุมลาม หยั่งลึก ทำลายชีวิต ทรัพย์สิน ของพี่น้องประชาชน ครอบครัวจำนวนมหาศาล

 

การบริหารประเทศที่ล้มเหลวของรัฐบาลทหารและสืบทอดอำนาจกว่า 8 ปี ทำให้เกิดความฝืดเคืองทางเศรษฐกิจขึ้นภายในประเทศอย่างรุนแรง ซ้ำประเทศไทยยังถูกซ้ำเติมจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และสถานการณ์วิกฤตพลังงานจากสงคราม ทำให้คนไทยจำนวนมากจึงต้องเข้าสู่วงจรของหนี้นอกระบบ

 

ความพยายามแก้ปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาลที่ผ่านมาถือว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เห็นได้การอนุมัติสินเชื่อเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของธนาคารออมสินตามนโยบายรัฐบาล ในปี 2564 มีการอนุมัติสินเชื่อช่วยประชาชนปลดหนี้เพียง 70 ล้านบาท จากก้อนเงินปัญหาหนี้นอกระบบทั้งประเทศที่ประมาณการเอาไว้ว่ามีถึง 85,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพียง 0.08%

 

สาเหตุที่การให้สินเชื่อตามนโยบายรัฐมีน้อย เพราะยุ่งยากในการขอสินเชื่อ เช่น การขอให้ลูกหนี้ส่งข้อมูลของเจ้าหนี้นอกระบบ (เช่น สำเนาบัตรประชาชน) ให้กับธนาคาร ซึ่งแน่นอนว่าลูกหนี้คงทำตามได้ยาก

 

สำหรับวิธีการแก้ปัญหา พรรคก้าวไกลเราได้เสนอทางออกทั้งในระยะสั้น และเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ต้นตอของปัญหาด้วยนโยบายระยะยาว เพื่อไม่ให้ปัญหากลับมาวนซ้ำ ไม่ว่าจะเป็น


รัฐบาลนำโดยตำรวจและกรมสรรพากรจะต้องช่วยลูกหนี้เจรจากับเจ้าหนี้นอกระบบ เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ที่เป็นธรรมตามกฎหมาย เจรจากับหนี้นอกระบบให้หักลบดอกเบี้ยและค่าปรับที่จ่ายเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไปหักกับเงินต้น

เร่งผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. ล้มละลาย ฉบับก้าวไกล จากเดิมที่รองรับการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้สินเฉพาะธุรกิจให้ขยายรวมถึงบุคคลธรรมดา และจำนวนมูลหนี้จากเดิมที่กำหนดว่าต้อง 1 ล้านบาทขึ้นไปถึงจะเจรจาได้ เปลี่ยนเป็นไม่มีเพดานขั้นต่ำในการให้ลูกหนี้ขอเจรจาปรับโครงสร้างหนี้

เพิ่มช่องทางให้ประชาชนธรรมดาเข้าถึงสินเชื่อในระบบมากขึ้น ซึ่งมาตรการที่เราอาจทำได้ เช่น

- วงเงินรีไฟแนนซ์ สินเชื่อในระบบ 10,000 ล้านบาท โดยธนาคารออมสิน

- วงเงินฉุกเฉิน ในแอพเป๋าตังค์ 10,000 บาท/ราย ได้เงินทันที ติดเครดิตบูโรก็กู้ได้

- หวย SMEs ซื้อสินค้า/บริการ SMEs สะสมครบ 500 บาท ผ่านแอพเป๋าตัง ได้สลากฯ 1 ใบ ข้อมูลรายได้จากแอพเป๋าตัง สามารถใช้แสดงเป็นรายได้ยื่นขอกู้สถาบันการเงินได้

- จัดทำกฎหมายปล่อยสินเชื่อขนาดเล็กมาก (Pico finanace) เพื่อจูงใจให้เจ้าหนี้นอกระบบ ขึ้นบนดิน เป็นเจ้าหนี้ในระบบที่คิดดอกเบี้ยกับประชาชนต่ำลง 

ปัญหาหนี้นอกระบบ รัฐบาลและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ก็รู้สถานการณ์ความรุนแรงดี แต่ทำไมยังมีแก๊งเงินกู้อยู่ทั่วไปอย่างเปิดเผย ลอยนวลอยู่ได้ บางเวลาก็จับ ทลายออกข่าวใหญ่โต บางเวลาก็ไม่มีการดำเนินการใด ทำไมมีบางรายโดนจับ บางรายไม่โดนจับ จะทำการอุกอาจแบบนั้นได้ ก็ต้องมีทหาร ตำรวจ นักการเมือง ข้าราชการระดับสูงอยู่เบื้องหลัง พวกเราหว่งว่ารัฐบาลในอนาคตจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมาเพื่อไม่ให้มีใครมาขูดเลือดขูดเนื้อ แสวงหาผลประโยชน์ ทำนาบนหลังประชาชนผู้มีรายได้น้อยได้อีกต่อไป

 

#ก้าวไกล #หนี้นอกระบบ



 


วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2565

"เพื่อไทย" จี้ "บิ๊กป้อม" เร่งแก้หนี้ "ใน-นอก" ระบบให้ตรงจุด

วันพุธที่ 31 สิงหาคม 2565 นางมนพร เจริญศรี ส.ส.นครพนม ในฐานะรองเลขาธิการ พรรคเพื่อไทยเปิดเผยว่า อยากฝากไปยังพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ รักษาการนายกรัฐมนตรี ลงมาแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด รวม ไปถึงการออกมาตรการลดต้นทุนการเกษตรอย่างจริงใจ เพราะต้นทุนทางการเกษตกรเพิ่มสูงมากขึ้น ทั้งน้ำมันแพง ปรับค่าไฟฟ้า ปุ๋ยยูเรียราคาเพิ่มขึ้น 4 เท่าจาก 400 เป็น 1,800 บาทต่อกระสอบ ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นหลายเท่าตัว แต่ราคาสินค้าเกษตรลดลง ส่งผลให้เกษตรกรไม่มีเงินทำการเกษตรต่อ เพราะยิ่งทำยิ่งเป็นหนี้ 

"รัฐบาลควรที่จะหาทางด้านการลดต้นทุนการเกษตรรวมทั้งหามาตรการที่จะช่วยลดภาระให้เกษตรกร ไม่ควรอ้างว่าทำไม่ได้ เพราะรัฐบาลมีเครื่องมือมากมาย แต่ทำไม่เป็น ทำให้ประชาชนลำบาก รวมทั้งเมื่อรายได้ไม่พอรายจ่าย ประชาชนต้องการหาเงิน จึงเป็นต้นกำเนิดแห่งอาชญากรรมตามมาทั้ง ยาเสพติด แก๊งค์ทวงหนี้นอกระบบหรือแก๊งค์หมวกกันน็อก โจรลักขโมย ปล้นทรัพย์ ที่เติบโตขึ้นตามระบบเศรษฐกิจที่ล่มสลาย หากรัฐไม่ทำอะไร จะส่งผลให้ซ้ำเติมความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างแน่นอน" นางมนพร กล่าว


ส.ก.เพื่อไทยปลื้ม! ร่วม "ชัชชาติ" ดันนโยบายชุมชนเข้มแข็งตามแนวพอเพียงสำเร็จ

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม 2565 นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด ประธานคณะกรรมการประสานงานด้านการเมืองพื้นที่กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายดนุพร ปุณณกันต์ คณะกรรมการประสานงานด้านการเมืองพื้นที่กรุงเทพมหานคร น.ส.นฤนันท์มนต์ ห่วงทรัพย์ ส.ก.เขตคลองสามวา และโฆษกสภา กทม. ร่วมกันแถลงถึงความคืบหน้าและการติดตามนโยบายที่คณะ ส.ก.พรรคเพื่อไทยผลักดัน


นางพวงเพ็ชร กล่าวว่า หลังจากพี่น้องประชาชน กทม. มอบความไว้วางใจให้ ส.ก.ของพรรคเพื่อไทย มาทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน เราจะพยายามผลักดันนโยบายต่างๆ ที่เราเคยหาเสียงไว้กับพี่น้องประชาชน และในอนาคตจะมีการเลือกตั้ง ส.ส.พรรคเพื่อไทย พร้อมทุกอย่างที่จะเป็นทางออกในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและแก้ไขวิกฤติของประเทศ โดยพรรคเพื่อไทยยึดมั่นมาตลอดว่าทุกนโยบายเราทำเพื่อพี่น้องประชาชน และทุกนโยบายที่เรานำเสนอไปสามารถทำได้จริงตามสโลแกน พรรคเพื่อไทยหัวใจคือประชาชน


ขณะที่ น.ส.นฤนันท์มนต์ กล่าวเสริมว่า ส.ก.ของพรรคเพื่อไทย เดินหน้าผลักดันนโยบายร่วมกับ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) โดยเฉพาะนโยบายกองทุนพัฒนาชุมชน 2 แสนบาท ที่ทีม ส.ก.จากพรรคเพื่อไทย ผลักดันจนทำให้โครงการนี้เกิดขึ้นสำเร็จ ภายใต้ชื่อที่เปลี่ยนใหม่ว่า "โครงการชุมชนเข้มแข็งพัฒนาตนเองตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งจะเกิดขึ้นในปีงบประมาณ 2566 เป็นการจัดสรรงบประมาณจำนวน 200,000 บาท ให้ 2,016 ชุมชนทั่ว กทม. ซึ่งจะคิกออฟในเดือน ต.ค.นี้


ไม่ใช่เพียงเท่านั้น ทีม ส.ก.พรรคเพื่อไทย จะเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อต่อยอดนโยบายให้คน กทม. ที่ไม่ใช่เพียงชุมชนต่อไป นอกจากนี้ ยังมีนโยบาย 437 สถานศึกษาเพื่อการศึกษาและการสร้างรายได้ ซึ่งมีการผลักดันเรียบร้อยแล้ว และจะทำให้เกิดขึ้นในปี 2566 ภายใต้ชื่อโครงการ "ฝึกอบรมวิชาชีพ 1 เขต 1 โรงเรียน" เป็นการกระจายความรู้และรายได้ให้พี่น้องประชาชนในเขต กทม. ทั้งการฝึกอาชีพ ฝึกการสร้างรายได้ ทั้งระบบออฟไลน์ และออนไลน์


"สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต้องเร่งปลดล็อก

  "สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต...