วันจันทร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2560

พึ่งพระทำ!ปัญญาโซล่าร์เซลล์ต้นทุนต่ำช่วยรัฐประหยัดพลังงาน

พึ่งพระทำ!ปัญญาโซล่าร์เซลล์ต้นทุนต่ำช่วยรัฐประหยัดพลังงาน ยกพระครูวิมลปัญญาคุณเป็นพระต้นแบบผู้สร้างโรงเรียนพลังงานเพื่อชาติ

วันที่ 24 เม.ย.2560 กรมอุตุนิยมวิทยา ได้รายงานสภาพอากาศ  24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนในตอนกลางวันและมีอากาศร้อนจัดบางพื้นที่ โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่งในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ จึงขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระมัดระวังอันตรายจากสภาวะอากาศที่จะเกิดขึ้นในระยะนี้ไว้ด้วย สำหรับกรุงเทพฯ และปริมณฑล อากาศร้อนในตอนกลางวัน อุณหภูมิต่ำสุด 27-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 36-39 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

จะเห็นได้ว่า ช่วงเดือนเมษายนมีสภาพอากาศร้อนถึงร้อนมาก มิใช้ร้อนแต่กายเท่านั้นแม้แต่ใจก็ร้อยด้วยเพราะว่าการไฟฟ้าได้ประกาศจะมีการขึ้นค่าเอฟทีงวด พ.ค.-ส.ค.2560 อีก 12.52 สต./หน่วย ตามต้นทุนที่สูงขึ้น ส่งผลให้อยู่ที่ 3.5079 บาท/หน่วย ตามที่นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า ที่ประชุมกกพ.มีมติให้ปรับขึ้นค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (เอฟที) งวดเดือนพ.ค.-ส.ค.60 อีก 12.52 สตางค์/หน่วย ตามต้นทุนเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าที่สูงขึ้น ส่งผลให้ค่าเอฟทีในงวดใหม่อยู่ที่ -24.77 สตางค์/หน่วย จากเดิมที่อยู่ระดับ -37.29 สตางค์/หน่วย เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานจะมีผลทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภทอยู่ที่ 3.5079 บาท/หน่วย ซึ่งไม่นับรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม

เมื่อภาวการณ์เป็นเช่นนี้จะทำอย่างไรถึงจะไม่เดือดร้อน ทางออกก็มีหลายวิธีด้วยกันเช่น "การสร้างจิตสำนึกในการประหยัดการใชัพลังงาน มีขันติความอดทนความร้อน ภาครัฐก็ควรจะมีการบริหารจัดการที่ดีตามหลักธรรมาภิบาย หาพลังงานทางเลือกอย่างเช่นโซล่าร์เซลล์แต่ถึงกระนั้นต้นทุนของโซล่าร์เซลล์ก็จึงสูงอยู่ขาดการส่งเสริมอย่างจริงจัง" เหล่านี้คือเนื้อหาหนึ่งในห้องเรียนเรื่องเทคนิคการมีส่วนร่วมในการสร้างความปรองดอง ของนิสิตปริญญาเอก สาขาสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2560

เมื่อภาครัฐไม่ได้มีการส่งเสริมอย่างจริงจัง จึงจำเป็นต้องพึ่งพระ ซึ่งพระที่มีบทบาทด้านนี้คือ พระครูวิมลปัญญาคุณ วัดป่าศรีแสงธรรม จังหวัดอุบลราชธานี ที่ได้พื้นที่โรงเรียนศรีแสงธรรม บ้านดงดิบ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ในการส่งเสริมเยาวชนและบุคคลทั่วไปให้ได้ฝึกปฏิบัติจริงในการทำแผงโซล่าร์เซลล์ สำหรับบุคคลทั่วไปนั้นได้เปิดอบรมผ่านไป 9 รุ่นแล้ว โดยวงการสื่อสารมวลชนได้ขนานนามเป็นพระต้นแบบผู้สร้างโรงเรียนพลังงานเพื่อชาติ

พร้อมกันนี้พระครูวิมลปัญญาคุณยังนับได้ว่าเป็นพระในยุคไทยแลนด์ 4.0 เผยแพร่ความรู้ด้านโซล่าร์เซลล์ผ่านทางเฟซบุ๊กนาม "พระครูวิมลปัญญาคุณ ศรีแสงธรรม" อย่างเช่นวันที่ 22 เม.ย.ได้โพสต์ข้อความว่า

"ทีมงานช่างขอข้าวจากโรงเรียนศรีแสงธรรมและพี่ๆ จากวิศวะม.อุบล ได้ไปติดตั้งโซล่าร์เซลล์ขนาด 10 กิโลวัตต์ ด้วยระบบสมาร์ทไฮบริดให้กับโครงการศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบนเนื้อที่ 200 ไร่ในอำเภอหัวหิน ที่กำลังเริ่มทำอาคารพลังงานต้นแบบ และจะทำระบบไฟโซล่าร์เซลล์แบบต่างๆ ให้ชุมชนที่สนใจ หรือจะให้จัดอบรมโซล่าร์เซลล์ที่นี่สำหรับท่านที่สนใจในอนาคตต่อไป

การติดตั้งแผ่นโซล่าร์เซลล์ขนาด 320 วัตต์ รุ่นใหม่ 4 บัสบาร์ เกรดเอระดับโลก อายุการใช้งาน 25 ปี สมาร์ทไฮบริดอินเวอร์เตอร์ ของฝรั่งเศส 10 กิโลวัตต์ 3 เฟส ที่มีฟังชั่นส์การใช้งานอย่างอัจฉริยะหลักการทำงานคือ แปลงไฟจากแผ่นโซล่าร์เซลล์มาใช้ภายในบ้าน หากมีพลังงานเหลือเฟือก็จะชาร์จเก็บลงในแบตเตอรี่ เมื่อตอนกลางคืนก็จะดึงไฟจากแบตเตอรีขึ้นมาใช้ไปจนถึงเช้าวันใหม่ก็จะเริ่มแปลงไฟจากแผ่นแทนแบตเตอรี่วนไปเรื่อยๆ หากมีการใช้งานมากในตอนกลางคืนแบตเตอรี่หมด ระบบก็จะตัดการทำงานไปให้ไฟจากการไฟฟ้าจ่ายเข้าระบบแทนโดยอัตโนมัติ สามารถควบคุมสั่งการผ่านทางแอ๊พบนมือถือของเรา มีการแสดงแผลการผลิตรายชั่วโมงแบบเรียลไทม์

ระบบนี้ไม่มีปัญหากับการไฟฟ้าเหมือนข่าววิศวกรต่อไฟ on grid ดังเป็นข่าวอยู่ตอนนี้ด้วยเทคโนโลยีก้าวข้ามระเบียบรัฐดังกล่าวไฟจากการไฟฟ้าเอาไว้เป็นเพียงแค่ไฟสำรองเท่านั้น ระบบนี้ไม่มีการขนานไฟกับสายส่งจึงไม่มีไฟจ่ายออกหรือย้อนเข้าระบบของการไฟฟ้า ตัดปัญหายุ่งยากเกี่ยวกับการขออนุญาตที่ต้องใช้วิศวะไฟฟ้าเซ็นรับรองแบบ และวิศวะโยธาเซ็นรับรองแบบอาคารอีก ถึงแม้ว่าจะเป็นความปลอดภัยในเชิ่งระบบใหญ่ แต่หลายคนก็ไม่ได้ไปขออนุญาตคิดว่าทำไม่มากจึงติดตั้งไปแบบไม่แจ้งการไฟฟ้า ดังที่เคยเรียกว่า "โซล่าร์กองโจร" และปัญหาไฟตกไฟดับจะหมดไปเรียกได้ว่าชาตินี้ไม่มีวันไฟดับ"

จึงนับได้ว่าพระครูวิมลปัญญาคุณเป็นพระที่ให้ปัญญาแสงสว่างที่เกิดโซล่าร์เซลล์แบบวิถีอริยะโดยแท้

วันเสาร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2560

ตรวจกระแส"หนุน-ค้าน"!ถอนเปลี่ยนหมุดคณะราษฎร




ช่วงเทศกาลสงกรานต์ คนไทยต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในเมืองกรุงได้เดินทางกลับภูมิลำเนาเป็นประจำทุกปี และก็มีสถิติผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้รัฐบาลภายใต้การนำ

ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้มีมาตรการกวดขึ้นด้านกฎหมายและวิจัยจราจรโดยจะต้องคาดเข็มขัดนิรภัย เติมห้ามนั่งท้ายรถกระบะแต่ถูกเสียงค้านเป็นจำนวนมากจึงมีการผ่อนผัน


อยู่ก็มีเสียงฮือฮาในโลกสังคมออนไลน์ว่า มีการรื้อถอนหมุดคณะราษฎร บริเวณลานหน้าพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งเป็นจุดที่พระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎร ได้ยืนอ่านประกาศคณะฉบับที่ 1 เวลาย่ำรุ่งของวันที่ 24 มิถุนายน 2475 โดยหมุดเดิมมีข้อความว่า "ณ ที่นี้ 24 มิถุนายน 2475 เวลาย่ำรุ่ง คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ เพื่อความเจริญของชาติ" และได้มีการเปลี่ยนหมุดใหม่มาแทน และมีข้อความว่า "ขอประเทศสยามจงเจริญยั่งยืนตลอดไป ประชาสุขสันต์หน้าใสเพื่อเป็นพลังของแผ่นดิน ความนับถือรักใคร่ในพระรัตนตรัยก็ดี ในรัฐของตนก็ดี ในวงศ์ตระกูลของตนก็ดี มีจิตซื่อตรงในพระราชาของตนก็ดี ย่อมเป็นเครื่องทำให้รัฐของตนเจริญยิ่ง"


เหตุการณ์ดังกล่าวถูกเปิดเผยโดยเฟซบุ๊กหมุดคณะราษฎร และได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า  "การรื้อถอนหมุดคณะราษฎร เกิดขึ้นในช่วงคืนวันที่ 5 เมษายน 2560 ... โดยช่วงต้นเดือนเมษายน นิสิตปริญญาโทคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย...ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลหมุดคณะราษฎรในบริเวณดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และพบว่าในวันที่ 8 เมษายน 2560  ได้มีการเปลี่ยนแปลงหมุดดังกล่าวไปเรียบร้อยแล้ว"


เมื่อเรื่องนี้ถูกเปิดเผยออกมาทางฝ่ายรัฐและเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องต่างออกมาปฏิเสธไม่ทราบเรื่องอย่างเช่นอธิบดีกรมศิลปากร โดยระบุว่า การเปลี่ยนแปลงหมุดดังกล่าวไม่ต้องแจ้งให้กรมศิลปากรทราบ รวมถึงพล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวสั้นๆเพียงว่า "โดยส่วนตัวผมไม่ทราบข้อมูลในส่วนนี้ และไม่ขอออกความเห็นเรื่องดังกล่าว"  


และมีการสอบถามความเห็นไปยังทายาทคนที่ 4 ของพระยาพหลพล พยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎร คือพ.ต.พุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา หรือ “ลุงแมว”  ได้กล่าวว่า คณะราษฎรไม่ใช่เจ้าของหมุด ไม่ใช่เจ้าของอำนาจอธิปไตย แต่เป็นของประชาชน การเปลี่ยนหมุดครั้งนี้จึงต้องให้เจ้าของอำนาจที่แท้จริงตัดสิน


พร้อมกันนี้ก็มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย รวมถึงประมวลประวัติศาสตร์ความเป็นมาของหมุดคณะราษฎร


ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยได้มีการนำหมุดใหม่ อย่างเช่น นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยได้ออกมาระบุว่า ได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีขอให้สั่งการให้มีการสอบสวนตรวจสอบการกระทำของบุคคลหรือหน่วยงานใด ที่เข้ามาดำเนินการและสับเปลี่ยนหมุดคณะราษฎร หากไม่ดำเนินการจะใช้สิทธิตามมาตรา 51 ตามรัฐธรรมนูญ 2560 


นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ให้ความเห็นผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ประวัติศาสตร์....ยากบิดเบือน ให้รู้สึกหดหู่ และสังเวชใจยิ่งนัก ต่อการกระทำ ของผู้สั่งการในครั้งนี้ เพราะหมุดนี้ คือประวัติศาสตร์ชาติ ประวัติศาสตร์ประชาธิปไตย ที่คณะราษฏรได้ตอกหมุดนี้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการอภิวัฒน์สยามเมื่อ 24 มิถุนายน2475 อย่าให้เหตุการณ์นี้ พัดผ่านไปเหมือนลมฤดูร้อนเดือนเมษายนนะครับ และอย่าให้ประชาชนเขาคิดเอาเองว่า ผู้ดำเนินการเรื่องนี้กำลังเล่นของทำคุณไสย เหมือนกับ กลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ที่เคยกระทำไว้เมื่อคราวมีการชุมนุมใหญ่ เพราะมันจะสวนทางกับนโยบายประเทศไทย 4.0


คือหมุด ประวัติศาสตร์     คณะราษฏร์ ตอกฝังไว้
ตอกย้ำ ประชาธิปไตย      ถึงแก่นราก ในใจชน
ใครขุด เอาขึ้นมา              แล้วเปลี่ยนใหม่ ให้สัปดน
เหยียบย่ำศักดิ์ศรีคน        แล้วหวังปล้น ประชาธิปไตย


ส่วนฝ่ายที่เห็นด้วยแต่มักไม่เปิดเผยตัวตนได้ชื่นชอบข้อความที่ปรากฏในหมุดใหม่ และย้อนถามว่า ที่ผ่านมาคณะราษฎรได้ให้ประชาธิปไตยที่แท้จริงกับคนไทยหรือไม่ หรือเป็นเพียงผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาเสวยอำนาจ  ขณะที่ พล.ท. นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ  ให้ความเห็นผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัวว่า 


“เรื่องหมุดคณะราษฎรที่หายไปนั้น ผมขอขอบใจคนที่ทำเป็นอย่างมาก  เพราะ  85  ปีที่หมุดนี้้ฝังอยู่ นอกจากไม่ได้ทำให้  "ประชาธิปไตย" ในประเทศไทยเจริญขึ้นแล้ว ยังสร้างให้เกิดความแตกแยก เกิดขึ้นกับคนภายในชาติ อย่างไม่รู้จบสิ้นมาจนถึงปัจจุบันนี้ หมุดนี้เกิดขึ้นมาได้เพราะการหลอกทหารไปร่วมปฏิวัติ   ตลอดระยะเวลาที่คณะราษฎรปกครองประเทศ   ไม่ได้ให้คุณค่าอะไรกับประเทศไทยมากนัก นอกจากการเกิดรัฐประหารแย่งชิงอำนาจกันเอง 4-5 ครั้ง  (จำไม่ได้ครับ) อำนาจก็ไม่ได้มาถึงประชาชน  แม้จะเอารัฐธรรมนูญมาบังคับให้ประชาชนกราบไหว้  ถึงขนาดใส่ตู้แบบพระไตรปิฎก ให้คนกราบไหว้ !!บ้าไหมล่ะ!  ยังมีอีกแยะครับ  ... แล้วจะมาติดตั้งไว้ทำไมกันครับ??"


ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหลังรื้อถอนเปลี่ยนหมุดคณะราษฎรใหม่สะท้อนแผลความแตกแยกในสังคมไทยอยู่เช่นเดิม ยากที่จะสมานฉันท์เข้าใจความขัดแย้งให้หันหน้ามาจับมือกันเดินหน้าต่อไป

วันศุกร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2560

หวั่นเกิดสงครามโลกครั้งที่3 แนะใช้"อริสัจโมเดล"ดับไฟ


สถานการณ์โลกปัจจุบันนี้ได้ก้าวพ้นความขัดแย้งไปสู่ความรุนแรงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นแบบไม่คาดคิดอยู่เสมอ ก่อนหน้านี้พื้นที่ความรุนแรงกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ตะวันออกกลาง แต่ขณะนี้ได้ขยายพื้นที่ไปสู่ยุโรปและขยายไปทั่วโลกหลายระดับ


ล่าสุดระหว่างที่ทั่วโลกกำลังจับตาว่าจะเกิดสงครามบนสมุทรเกาหลีระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกากับเกาหลีเหนือหรือไม่ 


ทันใดนั้น เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2560 ตามเวลาท้องถิ่น   ช่วงเวลาที่คนไทยเล่นน้ำสงกรานต์เรียบร้อยแล้ว ประเทศสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เฟซบุ๊กบีบีซีไทย - BBC Thai ได้รายงานว่า กองทัพสหรัฐฯ เพิ่งทิ้งระเบิด GBU-43/B  ทำลายเครือข่ายอุโมงค์ใต้ดิน ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มที่เรียกตนเองว่ารัฐอิสลาม (ไอเอส) ในจังหวัด นานกาฮาร์ของอัฟกานิสถาน โดยระเบิดดังกล่าวเป็นระเบิดที่ไม่ใช่นิวเคลียร์ซึ่งมีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงที่สุด และมีขนาดใหญ่ที่สุด เท่าที่เคยใช้ในการรบมา ส่ง


ระเบิด GBU-43/B เป็นระเบิดขนาดมหึมา ความยาว 9 เมตร น้ำหนัก 9,800 กิโลกรัม และใช้ระบบนำทางจีพีเอส นับเป็นแม่ของระเบิดทั้งมวลนี้สามารถแผ่คลื่นอัดอากาศจำนวนมหาศาลกระจายไปได้ในทุกทิศทางราว 1 ไมล์ อันเป็นผลมาจากแรงระเบิดทีเอ็นทีขนาด 18,000 ปอนด์ ขณะที่ตัวระเบิดทำจากอะลูมิเนียมบางซึ่งออกแบบมาเพื่อให้แรงระเบิดแผ่รัศมีไปในวงกว้างมากที่สุด


ขณะที่รัสเซียได้พัฒนาระเบิดขนาดมหึมาที่มีชื่อเรียกว่า "พ่อแห่งระเบิดทั้งมวล" (Father of All Bombs) เช่นเดียวกัน


จากสถานการณ์โลกที่ตึงเครียดอยู่นี้ ก็มีการหวั่งเกรงว่าสงครามโลกครั้งที่สามจะเกิดขึ้นระหว่างสหรัฐฯกับเกาหลีเหนือเป็นชนวนนั้น พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า หนึ่งในคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง (ป.ย.ป.) 

ได้ลงความเห็นในการบรรยายเรื่อง “สงครามและสันติภาพ” แก่นิสิตปริญญาเอก สาขาสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ.2559  "ปัจจุบันนี้สงครามโลกครั้งที่ 3  เกิดขึ้นแล้ว"  โดยให้คำจำกัดความหรือลักษณะว่า เป็น “สงครามแบบไร้ตัวตน” หรือ “สงครามหลบใน”  และมีการนำเสนอนพุทธสันติวิธีที่จะสามารถยุติสงครามโลกครั้งที่ 3  แบบไร้ตัวตนได้หรือไม่อย่างไร 

ในการบรรยายดังกล่าว พล.อ.เอกชัย ได้ระบุว่า สงครามโลกครั้งที่ 3 เกิดแล้วซึ่งมีลักษณะไม่มีจุดเริ่มต้นและสิ้นสุด เป็นสงครามรูปแบบใหม่ไม่ใช้อาวุธ ไม่ใช้กำลัง  กระจายไปทั่วโลก เป็น “สงครามไร้ตัวตน นิรนาม” เป็นยุคแห่งการนำศาสนาและวัฒนธรรมมาใช้ในกระบวนการทางจิตวิทยาโดยอาศัยสื่อต่างๆ เป็นเครื่องมือ ใครครองสื่อมากจะสามารถคุมได้หมด “Medid Power” ทั้ง Facebook Twitter Online Mobile Phone จึงนับได้ว่าเป็นการต่อสู้กันด้วยสิ่งที่มองไม่เห็น เป็นต่อสู้แบบ Soft Power และ Hard Power และมีการผสมผสานเป็น “Smart Power”  ซึ่งหมายถึงการสนับสนุนด้วยวิธีทางการทูตให้ความคุ้มครองรักษาสันติภาพ ให้ความช่วยเหลือ


ฉะนั้นการสงครามอาจจะเป็นแนวทางให้คิดถึงวิธีการที่จะระงับสงครามโดยสันติวิธี มิใช่สงครามเพื่อระงับสงคราม แต่ยุคปัจจุบันใช้สื่อโชเซียลในการสร้างความรุนแรงสร้างสงคราม ศาสนาต่างๆ จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งในการก่อสงครามศาสนา จึงมีคำกล่าวว่า...“ผู้ที่จะชนะในสงครามครั้งใหญ่นี้ได้จะต้องเป็นผู้ที่เข้าร่วมสงครามด้วย ผู้ที่เป็นคนดูอยู่เฉยๆ จะถือว่าพ่ายแพ้”  ขณะเดียวกันประเทศสหรัฐอเมริกาต้องการเป็นผู้นำฝ่ายเดียว ต้องการสร้างเงินสกุลเดียวของโลก และต้องการสร้างศาสนาโลกเดียว แต่พระพุทธทาสกล่าวว่า.... “โลกต้องมีศาสนาครบทุกชนิดมีศาสนาเดียวไม่ได้ แต่ต้องทำความเข้าใจกัน” สิ่งที่น่ากลัวมากคือเวลามีความขัดแย้งมักจะก่อสงคราม ไม่ค่อยจะหาทางประนีประนอม
   

จุดชนวนสาเหตุของสงครามแบบไร้ตัวตน  คือ "ลัทธิชาตินิยม"  ระหว่างกลุ่มประเทศสังคมนิยมเก่าและกลุ่มประเทศมุสลิม ประกอบกับสหประชาชาติไม่มีความเป็นธรรม สนธิสัญญาแวร์ ซายส์ สนธิสัญญาสันติภาพโลกาโน (Locano Peace Pact) หรือ สนธิสัญญาสันติภาพปารีส (Paris Peace Pact) ไม่สามารถป้องกันสงครามได้ เพราะถูกร่างขึ้นเพราะจนปัญญาที่จะเอาชนะคู่ต่อสู้ได้  และที่สำคัญมาก คือ "สังคม วัฒนธรรม เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ และศาสนา" แตกต่างกัน เรียกว่าเป็นความขัดแย้งกันทางวัฒนธรรม โดยประเทศมุสลิมสายเคร่งต่อต้านประเทศสหรัฐเมริกาและตะวันตก ทำให้เกิดสงครามโจมตีของกลุ่มไอสิส (ISIS)  ในประเทศอิรักและประเทศซีเรีย หรือการแย่งชิงหมู่เกาะพาราเซลหรือสแปรตลีย์ หรือการท้าทายของอิหร่านและเกาหลีเหนือต่อประเทศสหรัฐอเมริกา
   

แต่สาเหตุของสงครามที่แท้จริงอยู่ที่ "ผลประโยชน์"  ของพวกตนเท่านั้น แย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อกอบโกยเอาทรัพยากรธรรมชาติไปพัฒนาประเทศของตัวเอง วิธีของสงครามคือเริ่มด้วยการล้างสมองของผู้คนที่ยอมสิโรราบด้วยการมอมเมาอบายมุขทุกชนิด เพื่อป้องกันการแข็งข้อต่อสู้ขัดขืน กลายเป็นคนเฉื่อยชา ยอมเป็นทาสแต่โดยดี ถือว่าเป็นไม้เด็ดของนักล่าอาณานิคม จากนั้น เริ่มล้างสมองด้วยวัฒนธรรมประเพณี ด้วยการฆ่าเผาทำลายต้นตอของศาสนานั้นให้สิ้นซาก ออกกฎหมายห้ามผู้ที่นับถือศาสนาอื่นจากตนเองให้ได้รับตำแหน่งสูงๆ ในทางการเมืองและการปกครอง


จากภาวะสงครามปัจจุบันนี้มีลักษณะแบบไร้ตัวตนหรือหลบในจึงเกิดคำถามว่า แนวคิดสันติวิธีปัจจุบันนี้จะสามารถยุติสงครามแบบไร้ตัวตนหรือหลบในได้หรือไม่ ปัจจุบันสำนักสันติวิธีทั้ง  3  สำนัก ซึ่งสันติวิธีในฐานะเป็นเครื่องมือจัดการความขัดแย้ง (Peaceful Means)  สันติวิธีในฐานะเป็นฐานของการเรียกร้องความต้องการโดยปราศจากความรุนแรงนั้นยังมองไม่เห็นทางว่าจะสามารถจะยุติสงครามทั้งแบบมีรูปแบบและไร้ตัวตนในยุคปัจจุบันได้เลย และแม้แต่กระบวนการไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาษาก็ยังไม่มีรูปแบบทักษะที่เป็นมาตรฐานสากล 


คงจะมีเพียงสำนักเดียวเท่านั้นที่พอจะเยียวยาได้ นั่นก็คือสำนัสันติวิธีในฐานะเป็นเครื่องมือในการดำเนินชีวิต (Pacifism) และที่ปรากฏชัดก็เห็นจะมีแต่เพียงสำนักพุทธสันติวิธี (Buddhist Pacifism) ที่เน้นการสร้างสันติภายใน เพราะมีหลักธรรมที่ตรงกับธรรมนูญของยูเนสโกที่ว่า "สงครามและสันติภาพเกิดขึ้นที่ใจของมนุษย์" เป็นสำคัญ และพระพุทธเจ้าตรัสว่า "นาหํ  ภิกฺขเว โลเกน วิวทามิ" แปลความว่า "ภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตย่อมไม่ขัดแย้งกับชาวโลกแต่ชาวโลกย่อมขัดแย้งกับเรา ธรรมวาทีย่อมไม่ขัดแย้งกับใครๆ ในโลก"    เพราะหากทุกคนรักสงบมีความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ก็ไม่จำเป็นต้องทำ "สิทธิสัญญาสงบศึก"  เพราะทำสนธิสัญญาสงบศึกแล้วพากันละเมิด จึงควรหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ก่อให้เกิดสงคราม ด้วยการเริ่มจัดการกับสงครามภายในใจของเราเอง ดับสงครามภายใน เพื่อป้องกันสงครามภายนอก   และรู้จักเลือกคบกัลยาณมิตร สร้างเครือข่ายพระพุทธศาสนามีพุทธธรรมอยู่หมวดหนึ่ง ชื่อว่า “มงคลสูตร” คือเคล็ดลับการสร้างความสุขความเจริญ  สูตรแห่งความสำเร็จข้อแรกของพระพุทธเจ้าคือ "ต้องหลีกเลี่ยงคนพาล สังสรรค์บัณฑิต"  แล้วโลกให้คำสัญญากับการสร้างสันติภาพภายในมากน้อยเพียงใด ดังนั้น พุทธสันติวิธีในการยุติสงครามแบบไร้ตัวตนหรือหลบในนั้นเป็นอย่างไร 
   

พุทธสันติวิธีในการยุติสงครามแบบไร้ตัวตนหรือหลบในคือ “อริสัจโมเดล” หรือ “ปฏิจจสมุปบาท” ซึ่งเรียกกว่า “อริยสัจใหญ่” ที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงธรรมวิจัยพบที่ใต้ต้นโพธิ์วันเพ็ญวิสาขบูชา ซึ่งอริยสัจที่เป็นตัวสันติวิธีก็คืออริยมรรคมีองค์ 8  ทางสายกลาง 8 ประการ คือ “เห็นชอบ ดำริชอบ เจรจาชอบ กระทำชอบ เลี้ยงชีพชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ ตั้งจิตมั่นชอบ” แต่หากจะบูรณการเข้ากับกระบวนการเข้ากับแนวคิดนักสันติวิธีทั่วไปแล้วนำกิจของอริยสัจและหลักธรรมปธาน 4 จะเห็นได้ชัดคือมีลักษณะเป็นรูปแบบ 4 เหลี่ยม  ซึ่งสามารถสรุปเป็นโมเดลคือ “4ป.ยกกำลังสองโลกรอดมนุษยชาติรอด” 4ป.ชุดแรกคือ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ และป้องกัน ดังนี้
   

1.ปริยัติ คือการ (ปลูก) ฝัง ด้วยการศึกษาซึ่งนับเป็นวิธีการที่ดีที่สุดที่จะสร้างสันติหรือสันติภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสันติศึกษา ซึ่งจะเป็นการศึกษาการเปลี่ยนแปลง (Transformative Education) คือพัฒนาชีวิตและสังคมเป็นวัฒนธรรมแห่งไร้ความรุนแรง (Culture of Non-Violence) และเป็นวัฒนธรรมแห่งสันติภาพ (Culture of Peace) เพื่อการพัฒนาปัญญา 3 ระดับคือ
   

1. สุตมยปัญญา เป็นการรับข้อมูลมาจากคนอื่นทั้งเป็นข้อเท็จจริง และสารสนเทศข้อมูลข่าวสาร
2. จินตามยปัญญา นำความรู้ไปคิดวิเคราะห์
3. ภาวนามยปัญญา คือ สร้างขึ้นเป็นทักษะ ที่เป็นความความรู้รอบและความรู้ลึก ที่สามารถมองเห็นด้านในเห็นความสัมพันธ์เชิงเหตุผล อะไรเป็นเหตุให้เกิดอะไร รู้เป็นระบบ “รู้รอบ”  คือ รู้ปฏิจจสมุปบาท รู้ว่าแต่ละสิ่งอาศัยกัน “รู้ลึก”  คือ รู้ “ไตรลักษณ์”  รู้ว่าไม่มีอะไรโลกนี้เป็นอนัตตา 
   

หากการศึกษาพัฒนาปัญญาได้ 3 ระดับนี้จะทำให้เกิดเป็นสัมมาทิฐิที่สมบูรณ์เป็นวิถีสันติวัฒนธรรมเพราะสามารถถอดแว่นสีออกไปได้ทำให้มองเห็นว่า “เราทุกคน คือ คนชาติเดียวกัน   ไม่ใช่ชาติไทย ไม่ใช่ชาติจีน   ไม่ใช่ชาติอังกฤษ หรือชาติอเมริกา หากแต่เป็นมนุษยชาติเหมือนกัน” ตามที่พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธีระบุ สอดรับกับความคิดของ “มหาตมะ คานธี” ที่ว่า “อารยธรรมไม่ใช่เรื่องของเสื้อผ้า ไม่ใช่เรื่องของการมีรสนิยมวิไลในการกิน อยู่ ดื่ม และการศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำ  แต่อารยธรรมหมายถึง ระดับความสูงต่ำของคุณธรรมในหัวใจคนต่างหาก” ทำให้ “อัลเบิร์ต  ไอน์สไตน์” กล่าวยกยกย่องว่า อาจเป็นได้ที่ในยุคต่อไป จะไม่มีใครอยากเชื่อว่าบุคคลเช่นนี้คือ มหาตมะคานธี ก็เคยมีชีวิตชีวาเดินเหินอยู่บนพื้นโลกนี้”   แต่ทั้งนี้แนวคิดของ “มหาตมะ คานธี” ได้รับอิทธิพลมากจากพระพุทธเจ้า 
   

อย่างไรก็ตามสันติศึกษาแบ่งออก 2 ประการ คือ 1.การเเลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Discovery of Others)  คือ เรียนรู้คนอื่นให้มาก เรียนรู้ศาสนาอื่น จะได้ทำความเข้าใจกัน และ 2.แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง (Projects of Shared Purpose) คือ แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง อย่างเช่น คนที่ทะเลาะกันต้องร่วมเดินทางไปด้วยกัน สันติศึกษาต้องนำคนที่เห็นต่างมาทำกิจกรรมด้วยกัน เพื่อมุ่งสู่เป้า หมายให้คนสามัคคีกัน พร้อมกันนี้นักสันติวิธีจะต้องตั้งอยู่บนฐานของปัญญา อย่าใช้ชีวิต เหมือน “แร้งติดบวง” ติดในลาภยศ  และไม่ควรกล้าแบบบ้าบิ่น และตั้งอยู่บนพื้นฐานของขันติธรรมความอดทนต่อความแตกต่าง ดังพุทธพจน์ที่ “ขนฺตี  ปรมํ ตโป ตีติกฺขา”  แปลความว่า “ความอดทนคือความอดกลั้นเป็นตบะอย่างยิ่ง” และยึด “อนูปวาโท” การไม่ว่าร้ายใคร “อนูปฆาโต” การไม่ทำร้ายใคร ซึ่งใน พ.ศ.2538 องค์กานยูเนสโกประกาศปฏิญญาว่าด้วย หลักการแห่งขันติธรรม (Principles of Tolerance) เพราะคำว่าขันติธรรม เป็นการเคารพและการยอมรับนับถือ วัฒนธรรมของโลกที่หลากหลาย วิธีการแสดงออกและวิถีชีวิตที่แตกต่างกันไป อดทนต่อความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง ไม่มีเลือกปฏิบัติ ขันติธรรมเป็นฐานของสันติ และความอดทนต่อความแตกต่างเป็นฐานสำคัญสำคัญของศาสนาต่อสันติภาพ เพราะศาสนาเคยถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความขัดแย้ง จึงประกาศว่า “No more wars in the name of religion : ไม่ยอมให้มีสงครามในนามของศาสนาอีกต่อไป” และทุกศาสนาก็มีหลักขันติธรรมเป็นพื้นฐานของการปฏิบัติทั้งนั้น
   

ปริยัติหรือการศึกษานับได้ว่าเป็นการป้องกัน “สังวรปธาน” (Prevention)  ความขัดแย้ง หากเกิดความขัดแย้งก็สามารถบริหารจัดการไม่ให้เกิดความรุนแรง และสงครามเป็นภาวะแห่งสันติภาพภายในนับเป็นยุทธศาสตร์ใรการตั้งรับที่ดี
   

2.ปฏิบัติ คือการปลุกหรือการนำทฤษฏีความรู้นำไปปฏิบัติแก้ไข ความขัดแย้ง ความรุนแรง และสงคราม เพื่อให้การสันติภาพตามหลักสันติวิธี  ตามขั้นตอนของ “ปหานปธาน” (Resolution)  โดยการไกล่เกลี่ยอย่างเช่นพระพุทธเจ้าทรงห้ามญาติทะเลาะกันเรื่องน้ำ ซึ่งพระองค์ตั้งอยู่บนหลักของความเป็นกลางทางการเมืองอย่างกรณีสงครามระหว่างพระเจ้าอชาตศัครูกับแคว้นวัชชี เป็นตัวอย่างของผู้นำศาสนาในฐานะที่เป็นศาสนทูตจะต้องเตือนสติชาวโลกได้ โดยจะต้องใช้พุทธสันติวิธีหรืออริยสัจโมเดลวิเคราะห์หรือ  “SWOT” พื้นที่ตามหลัก “บวร” คือ “บ้าน(โลก)    วัด(ศาสนา)   โรงเรียน(สถานศึกษา-แนวคิด)” โดยวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาสและความเสี่ยง  รวมถึงปัจจัยที่จะเกิดความสำเร็จ คือ  1.ผู้นำ (Leaders)   2.ทุนทางสังคม (Social capita)     3.การมีส่วนร่วม (External Factors) 4.ผู้สนับสนุน (Participation) 


แล้วลงมือปฏิบัติการด้วยโมเดล “4ป.” อีกชุดหนึ่งคือ “ปลูก  ปลุก ปรับ  และเปลี่ยน”  “ปลูก” คือการให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง “ปลุก” คือกระตุ้นให้เข้ามามีส่วนร่วม โดยการ  “ปรับพื้นนอก” คือ  พื้นฐานทางกายภาพและพฤติกรรมให้ตรงกัน  และ “ปรับพื้นใน”  คือ ปรับอินทรีย์และกำลัง คือ  ปรับศรัทธาคือปรับความเห็น  ปรับวิริยะ  ปรับสติ  ปรับสมาธิ  และปรับปัญญา เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนตามหลักเพื่อภาวนา 4 คือ กายภาพ คือ ทำ (เมตตากายกรรม)  พูด (เมตตาวจีกรรม) ตั้งอยู่บนฐานความคิดที่ประกอบด้วยเมตตา (เมตตามโนกรรม)   มีพฤติกรรมตรงกัน (ศีลสามัญญตา) รู้จักแบ่งปันเป็น (สาธารณโภคี) เปลี่ยนสภาวจิตและปัญญาให้ตรงกัน (ทิฐิสามัญญตา) ซึ่งจะทำให้เกิดเปลี่ยนความคิดว่า “ความเป็นศาสนิกของตนนั้นเป็นเพียงเปลือกผิว ของความเป็นมนุษย์เท่านั้น แก่นแท้ของเราทุกคน คือ เราต่างก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน เราต่างก็มีความต้องการพื้นฐานของชีวิตที่เหมือนกัน “รักสุขเกลียดทุกข์เหมือนกัน”  เราจึงไม่ควรให้ความเป็นชาวพุทธ ชาวคริสต์ ชาวอิสลาม ชาวพราหมณ์ฮินดู ชาว ซิกข์ อันเป็นเพียงสมมติบัญญัติทางศาสนา มาแบ่งแยกความเป็นมนุษย์ของเราออกจากกัน”  นับเป็นยุทธศาสตร์ในการรุกที่เยี่ยม 
   

3. ปฏิเวธ หรือภาวนาปธาน คือการสร้างสามัคคีสมานฉันท์ ด้วยหลักสังควัตถุ 4 คือการ การให้อภัยทานเป็นสำคัญ  ด้วยหลักสาราณียธรรม ธรรมสร้างความสามัคคี คือ 1.เมตตากายกรรม 2.เมตตาวจีกรรม 3.เมตตามโนกรรม  4.สาธารณโภคี 5.สีลสามัญญตา 6.ทิฐิสามัญญตา นับเป็นยุทธศาสตร์ใรการตั้งรบที่ยอด
   

4.ป้องกัน หรือ “อนุรักขนาปธาน” (Preservation) คือการรักษาสันติภาพที่เกิดขึ้นแล้ว  ให้คงอยู่ด้วยหลักธรรมาธิปไตยคือชนะทั้งคู่ (win win)  ชนะทั้งคู่  โดยยึดหลักสุจริต 3 ประการ 1.ไม่บกพร่องต่อหน้าที่ 2.ไม่ละเว้นต่อหน้าที่ 3.ไม่ทุจริตต่อหน้าที่  ตั้งอยู่บนหลักธรรมคุ้มครองโลกคือหิริและโอตัปปะ ความรู้จักพอใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถือว่าเป็นการป้องกันชั้นเยี่ยม  นับเป็นยุทธศาสตร์ใช้ในการตั้งรั้งหรือหนีอย่างไร้เทียมทานเฉกเช่น “ขงเป้ง” ถอนทัพวางกลลวงสุมาอี้ฉันนั้น


พุทธสันติวิธีหรือตำราพุทธพิชัยสงครามตามแนว “อริยสัจโมเดล” ที่บูรณาการกับหมวดธรรมคือปธาน 4 สอดประสานกับหลักสันติวิธีตะวันตก ที่มุ่งเน้นการเน้นการสร้างสันติภายในเริ่มจากการปริยัติหรือสันติศึกษาภายในด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จนกระทั้งเกิดสัมมาทิฐิ ว่า “โลกทั้งผองคือพี่น้องกัน” ก็จะทำให้เป็นนักสันติวิธีแบบวิถีชีวิต(Pacifism)  สามารถยุติสงครามแบบไร้ตัวตนที่หลบซ่อนอยู่ในภวังคจิตที่เป็นอนุสัยกิเลสลงได้ เกิดสันติภาพภายใยแบบไม่มีความขัดแย้งภายใน ก็จะทำให้เกิดพลังทั้ง 5 คือศรัทธา วิริยะ  สติ  สมาธิ  และปัญญา ในการแก้ปัญหาความขัดแยง รุนแรง และสงครามไร้ตัวตนหรือหลบในของชุมชน สังคม ประเทศชาติ และโลกให้เกิดสันติภาพ ด้วยโมเดลต่างๆ


โดยเริ่มจากหลัก "4ป." ในพื้นที่ "บวร"  เพื่อให้เกิด "ภาวนา4" ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือต้องมีหลักการ 2 คือความรู้คู่คุณธรรม เมื่อจะนำความรู้ไปใช้ในการสร้างสันติภาพต้องอยู่บนพื้นฐานของเงื่อนไข 3 คือ ประมาณ เหตุผล และภูมิคุ้มกันความเสี่ยง แบบเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจะทำให้นักพุทธสันติวิธีสามารถยุติสงครามแบบไร้ตัวตนหรือหลบในได้


ดังพุทธพจน์ที่พระองค์ตรัสกับพระอานนท์ว่า “..เราตถาคตเกิดมาในโลก เสมือนช้างศึกหยั่งลงสู่สงคราม ช้างศึกที่หยั่งลงสู่สงครามนั้น ต้องพร้อมที่จะยอมรับ หอก ดาบ แหลม หลาว และลูกศร ซึ่งแล่นมาจากจตุรทิศ โดยที่ไม่หวาดกลัวแต่อย่างไร  ช้างศึกไม่รู้สึกหวาดกลัวต่ออาวุธสงครามฉันใด เราตถาคตเกิดมาในโลกก็ไม่หวั่นต่อคำคนฉันนั้น..”  เพราะพุทธสันติวิธีมีพลังแบบ “Soft Power” เช่นเดียวกันสงครามแบบไร้ตัวตนหรือหลบใน ซึ่งเป็นกำลังแห่งปัญญาแต่คนละด้านๆเป็นด้านขาวอีกด้านหนึ่งเป็นด้านดำ และปัจจุบันนี้ “พุทธสันติวิธี” คือการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานได้รับความสนใจจากชาวตะวันตกทั้งยุโรปและสหรัฐอเมริกาในระดับนักการเมืองและทหาร 


พร้อมกันนี้กองทัพสหรัฐอเมริกาได้มีตำแหน่งอนุศาสนาจารย์เช่นในประเทศไทย โดยมีคนไทยได้รับการบรรจุให้ดำรงตำแหน่งนี้รวมด้วย ขณะเดียวกันโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) ก็มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับสันติวิธีเช่นกันซึ่งจะทำให้มี “นักรบสันติวิธี” หรือสายพิราบ คานกับสายอำนาจนิยมหรือสายเหยี่ยวมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “นักรบพุทธสันติวิธี” ซึ่งจะเป็นทางเดียวเท่านั้นที่จะพามนุษยชาติรอดจากภัยสงคราม

วันพฤหัสบดีที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2560

ฮือฮา!ภาพพระพุทธรูปเหมือนใส่แว่นตาที่ญี่ปุ่น




ผู้ใช้ทวิตเตอร์นาม @Kiha85Nanki ชาวญี่ปุ่น ปกติแล้วจะโพสต์ภาพความงามของดอกไม้คู่กับรถไฟแบบต่างๆในญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงดอกซากุระบาน ที่คนไทยมักไปเที่ยวชมแต่ก็ต้องการประหยัดใช้บริการทัวร์ถูกจึงทำให้ทัวร์เถื่อนหลอกเอาง่ายๆ   

แต่ภาพที่ @Kiha85Nanki นำมาโพสต์นั้นมีภาพพระพุทธรูปใหญ่ใจกลางเมือง แต่ที่น่าสนใจก็คือว่า เป็นภาพที่ถ่ายประกอบกับไฟแดง จึงทำให้ภาพออกมาเหมือนกับพระพุทธรูปใส่แว่นตา พร้อมกันนี้ยังนำไปเปรียบเทียบกับคนใส่แว่นตาอีกด้วย

โดดเด่นดึงดูดความสนใจตรงตามหลักของการสื่อสารทั่วไปประการหนึ่ง พร้อมกันนี้ยังถือว่าเป็นการสื่อสารเชิงพุทธด้วยเช่นเดียวกัน คือต้องประกอบด้วยความจริง ไพเราะ เหมาะกาล ประสานผลประโยชน์และประกอบด้วยเมตตา   ภาพดังกล่าวจึงตรงกับหลักที่ว่าด้วยไพเราะคือน่าสนใจ พร้อมกันนี้ยังตรงกับพุทธลีลาในการสอน 4 ประการ คือ


1) สันทัสสนา ชี้แจงให้เห็นชัด คือ จะสอนอะไร ก็ชี้แจงจำแนกแยกอธิบาย และแสดงเหตุผลให้ชัดเจน จนผู้ฟังเข้าใจแจ่มแจ้ง เป็นจริง เห็นจัง ดังจูงมือไปดูเห็นกับตา


2) สมาทปนา ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ คือ สิ่งใดควรปฏิบัติก็หัดทำ ก็แนะนำหรือบรรยายให้ซาบซึ้งในคุณค่า  มองเห็นความสำคัญ  ที่จะต้องฝึกฝนบำเพ็ญจนใจยอมรับ  อยากลงมือทำ หรือนำไปปฏิบัติ


3) สมุตเตชนา   เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า  คือปลุกเร้าใจให้กระตือรือร้น  เกิดความอุตสาหพยายาม  มีกำลังใจ  มั่นใจที่จะทำให้สำเร็จจงได้  สู้งานไม่หวั่นไหว  ไม่กลัวเหนื่อย ไม่กลัวยาก


4) สัมปหังสนา  ปลอบชโลมใจให้สดใสร่าเริง  คือบำรุงจิตให้แช่มชื่นเบิกบาน โดยชี้ให้เห็นผลดี   หรือประโยชน์ที่จะได้รับ  และทางที่จะก้าวหน้า  บรรลุผลสำเร็จยิ่งขึ้นไป   ทำให้ผู้ฟังมีความหวังและร่าเริงเบิกบานใจ


ภาพของ  @Kiha85Nanki ตรงกับข้อสัมปหังสนา
หมดหน้าที่โค้ช!"ซีโก้"พาคณะถวายภัตราหารเณรภาคฤดูร้อน



หมดหน้าที่โค้ช!"ซีโก้"พาคณะถวายภัตราหารสามเณรบวชภาคฤดูร้อนที่ มจร ขณะรอเข้าถวายความอาลัยหน้าพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

เฟซบุ๊ก "Deputy Rector Phrasophonvachirabhorn" ได้โพสต์ภาพ ร้อยตำรวจโทเกียรติศักดิ์ เสนาเมือง  หรือซิโก้  อดีตหัวหน้าผู้ฝึกสอนฟุตบอลทีมชาติไทย ที่เพิ่งประกาศลาออกจากตำแหน่ง พร้อมภรรยาและคณะถวายภัตราหารแก่สามเณรที่กำลังรอเข้าถวายความอาลัยหน้าพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ภายในพระบรมมหาราชวัง 

สามเณรจำนวนดังกล่าวบวชในโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนรุ่นที่ 6 ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม - 15 เมษายน พ.ศ.2560 ที่พระอุโบสถกลางน้ำ มจร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา  เพื่อถวายพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่มีพระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อวันที่ 2 เมษายน ที่ผ่านมา

นี้เป็นกิจกรรมหนึ่งที่"ซิโก้"ได้ปฏิบัติเป็นประจำในหลายๆ ปีที่ผ่านมา พร้อมกันนี้ได้เคยพาลูกสาวทั้ง 2 คน บวชเนกขัมมจาริณี ที่ มจร แห่งนี้ด้วย ทั้งนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนได้รับการอบรมตนตามหลักไตรสิกขา และสร้างศาสนทายาทสืออายุพระพุทธศาสนาอีกทางหนึ่ง

อย่างเช่นตามรายงานเรื่อง 'ซิโก้'พาลูกสาวเข้าวัด!หลังเกาะติดขอบสนามบอล โดย สำราญ สมพงษ์ สมัยเป็นนิสิตปริญญาโทสันติศึกษา มจร   ที่มีการเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์คมชัดลึก ความว่า

คนไทยส่วนใหญ่จะเห็นภาพของ "ซิโก้"  เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง กุนซือทีมชาติไทย คอยบัญชาการอยู่ขอบสนามฟุตบอล ในฐานะที่เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยชุดใหญ่และทีมชาติไทยชุดอายุไม่เกิน 23 ปี

ล่าสุดเพิ่งจะเสร็จภารกิจผ่านด่านแรกการแข่งขันฟุตบอลปรีโอลิมปิกไปแล้วของทีมชาติไทยชุดอายุไม่เกิน 23 ปี แม้ว่าทีมชาติไทยชุดใหญ่จะพ่ายให้กับทีมแคเมอรูนนัดอุ่นเครื่อง ขะนี้กำลังเตรียมทีมสู้ศึกกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 28 ที่ประเทศสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 5-16 มิถุนายนนี้

แต่ภาพข้างหลังสนามฟุตบอลของ "ซิโก้" ที่มีคนไทยบางส่วนไม่ทราบ

ช่วงนี้ "ซิโก้" นอกจากจะอยู่ขอบสนามฟุตบอลแล้ว ยังหันหน้าเข้าวัด วัดดังกล่าวคือวัดมหาจุฬาลงกรณ์ภายใต้การดำเนินการก่อสร้างของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร)  อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนหน้านี้ "ซิโก้" และคณะ ได้นำเงินรายได้ที่ได้จากการจัดฟุตบอลการกุศล ระหว่างทีมชาติไทยชุดคิงส์คัพ VS ทีมบุรีรัมย์ยูไนเต็ด จำนวน 1,054,020 บาท (ครึ่งหนึ่งจากจำนวนเต็ม 2,108,040 บาท) ถวายแก่ มจร  เพื่อร่วมเผยแผ่พระพุทธศาสนา หลังจากนั้นก็ได้เห็นภาพของ  "ซิโก้"  มีความสัมพันธ์กับ มจร เรื่อยมา

ในโอกาสที่ มจร จัดโครงการ " 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จิตรลดา บรรพชาภิวันทน์" บวชสามเณรและบวชศีลจาริณี ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 5 รอบ ในวันที่ 2 เมษายน 2558  ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม ถึง 19  เมษายน 2558 นี้ "ซิโก้" ได้นำลูกสาว 3 คนบวชศีลจาริณีในโครงการนี้ด้วย

และวันที่ 2 เมษายน 2558ที่ผ่านมา "ซิโก้" พร้อมภรรยาและนักฟุตบอลทีมชาติไทยได้เดินทางไปทำบุญตักบาตรแก่พระภิกษุสามเณรที่บวชในโครงการนี้ โดยมีพระโสภณวชิราภรณ์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ เป็นประธานนำเดินบิณฑบาตรอบอุโบสถกลางน้ำหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ภาพดังกล่าวสร้างความชื่นชมให้กับผู้พบเห็น

การที่ "ซิโก้" ได้นำลูกสาว 3 คนบวชศีลจาริณีหรือบวชชีพราหมณ์นับได้ว่าเป็นการปูพื้นฐานทางด้านจิตใจให้กับลูกสาว นอกจากจะมีหน้าที่ปกติคือสนับสนุนการศึกษาของลูกในระบบโรงเรียนแล้ว ยังส่งเสริมการพัฒนาทางด้านจิตใจให้กับลูกสาวตามหลักการทางพุทธศาสนานั้นก็คือการพัฒนาทางด้านสมาธิและปัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านปัญญาจะทำให้ลูกสาวสามารถมีปัญญานำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ นั้นก็คือการรู้จักวิเคราะห์แยกแยะสิ่งแวดล้อมที่สำคัญคือด้านสื่อ รู้จักถูกผิด รู้จัดอะไรควรแชร์ไม่ควรแชร์หรือกดชอบ สามารถพัฒนาเป็นบุคลากรที่ดีของประเทศชาติได้

นับได้ว่า "ซิโก้"  ปฏิบัติตามหลักพุทธจริยา 3 ประการคือ โลกัตถจริยา ญาตัตถจริยาและพุทธัตถจริยา โดยเฉพาะข้อโลกัตถจริยาและญาตัตถจริยา  ได้อย่างสมบูรณ์ โลกัตถจริยานั่นก็คือการที่ "ซิโก้" ได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นกุนซือทีมชาติไทยทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ ส่วนญาตัตถจริยาก็จากการที่นำลูกสาว 3 คนบวชศีลจาริณีเป็นการส่งเคราะห์พัฒนาครอบครัวให้เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ

พร้อมกันนี้ "ซิโก้" ยังได้ปฏิบัติตามหลักทิศ  6  ในหลักปุรัตถิมทิศ (ทิศเบื้องหน้า คือ ทิศตะวันออก)  โดยบิดามารดาย่อมอนุเคราะห์บุตรธิดา ดังนี้ 1) ห้ามปรามจากความชั่ว   2) ให้ตั้งอยู่ในความดี  3) ให้ศึกษาศิลปวิทยา  4) หาคู่ครองที่สมควรให้  5) มอบทรัพย์สมบัติให้ในโอกาสอันสมควร

ขณะที่บุตรธิดาพึงบำรุงมารดาบิดา ผู้เป็นทิศเบื้องหน้า ดังนี้ 1) ท่านเลี้ยงเรามาแล้ว เลี้ยงท่านตอบ 2) ช่วยทำการงานของท่าน 3) ดำรงวงศ์สกุล 4) ประพฤติตนให้เหมาะสมกับความเป็นทายาท 5) เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ทำบุญอุทิศให้ท่าน

"ซิโก้" นับได้ว่าเป็นตัวอย่างหนึ่งของการเป็นชาวพุทธที่ดีเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ ถือเป็นบุคคลที่ทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ตามที่หลวงพ่อพุทธทาสได้กล่าวไว้คือผู้ปฏิบัติหน้าที่คือผู้ปฏิบัติธรรม
จับตา!จุดจบคดีม.112"พุทธอิสระ-เสี่ยอู๊ด"เหมือนหรือแตกต่าง?

จากกรณีที่ตัวแทนองค์กรส่งเสริมป้องกันคุ้มครองพระพุทธศาสนา เข้าแจ้งความตำรวจกองบังคับการปราบปรามให้ตรวจสอบพระสุวิทย์ ธีรธัมโม หรือหลวงปู่พุทธอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ปลุกเสกพระเครื่องนาคปรกใช้พระปรมาภิไธยย่อ "สก." โดยไม่ได้รับอนุญาตอาจเข้าข่ายหมิ่นเบื้องสูง ตามกฎหมายอาญา มาตรา 112

พอข่าวนี้กระจายออกไปทางด้านพระพุทธะอิสระได้โพสต์ข้องความทางเฟซบุ๊ก "หลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara)"  โดยให้หัวข้อว่า "เล่นไม่เลิก อย่างนั้นก็อย่าเลิกเล่นเลย"  พร้อมระบุว่า "โถ สู้อุตส่าห์ใจกล้า พยายามกัดฟันเดินเข้าไปหาเจ้าหน้าที่กองปราบ นำเรื่องพระนาคปรกที่พุทธะอิสระอัญเชิญสัญลักษณ์พระปรมาภิไธยล้นเกล้าทั้งสองพระองค์ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐยิ่งมาประดิษฐานอยู่ด้านหลังองค์พระ เพื่อเทิดพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศล

ตลอดเวลา 2 ปีพุทธะอิสระก็พยายามนิ่งมาตลอด เพราะไม่อยากขยายความ แทนที่คนพวกนี้จะมีสำนึกคิดได้เอง แต่พอเห็นว่าพวกพ้องเผ่าพันธุ์ตนถูกรุกไล่จนหนีหัวซุกหัวซุน แทบจะไม่มีแผ่นดินอยู่ คนพวกนี้จึงคิดมาเอาคืน เมื่ออยากเล่นไม่เลิก เช่นนั้นก็อย่าเลิกเล่นเลย แต่ยังไงความจริงก็คือความจริง หากกระสันอยากพิสูจน์นัก อย่างนี้ก็ต้องไปดูความจริงกันในศาลก็แล้วกัน"

ทำให้มีกระแสวิจารณ์และคาดการณ์ว่าผลของคดีนี้ท้ายที่สุดแล้วจะออกมาอย่างไร โดยนำไปเปรียบเทียบกับคดีของ "เสี่ยอู๊ด"นายสิทธิกร บุญฉิม เซียนพระและนักสร้างพระชื่อดัง ที่ถูกศาลตัดสินจำคุกฐานผิดมาตรา 112 ลักษณะเดียวกันกับพระสุวิทย์

"เสี่ยอู๊ด" หลังจากติดคุกที่เรือนจำคลองเปรมผ่านไป  5 ปี ได้รับอิสรภาพ แต่แล้วอยู่ๆ เมื่อปี 2558 "เสี่ยอู๊ด"ก็ได้จบชีวิตของตัวเองที่โรงแรมชื่อดังเมืองพิษณุโลก พร้อมกับทิ้งเขียนก่อนตายแฉ 11 องค์กรและบุคคลในลักษณะน้อยใจ

คดีของ "เสี่ยอู๊ด" และตัว "เสี่ยอู๊ด" เอง ได้จบลงไปแล้ว แต่สำหรับคดีของพระสุวิทย์และตัวของพระสุวิทย์เองจะจบลงอย่างไร คงต้องติดตามกันต่อไป
พระธรรมทูตไทยร่วมต้านก่อการร้ายสวีเดิน


พระธรรมทูตไทยร่วมต้านก่อการร้ายสวีเดิน พร้อมกับรัฐบาล องค์การทางศาสนา และหน่วยงานต่างๆ  แนะถึงเวลาโลกต้องให้ความสำคัญความเสมอภาค มีเมตตา ให้อภัยต่อกัน   นี่คือสันติวิธีวิถีสันติภาพ


จากกรณีเกิดเหตุรถบรรทุกพุ่งชนชนฝูงชนบนถนนคนเดินและเข้าห้างสรรพสินค้าใจกลางกรุงสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เกิดไฟลุกไหม้ หลังจากนั้นมีการยิงกันเกิดขึ้นด้วย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต  3 รายและบาดเจ็บอีกหลายคน  ซึ่งประธานาธิบดีสวีเดนได้ออกมายืนยันแล้วว่า กรณีดังกล่าวเป็นการก่อการร้าย และมีการจับกุมผู้ต้องสงสัยได้  1 ราย เมื่อวันที่ 7 เมษายน และเหตุการณ์เกิดเหตุรุนแรงเกิดขึ้นในพื้นที่ในทั่วทุกมุมโลก

หลังนั้นรัฐบาลสวีเดน สถาบันพระมหากษัตริย์ หน่วยงานต่างๆได้ออกมาแสดงความเสียใจและให้กำลังใจทุกคนที่ได้ช่วยทำให้เหตุการณ์สงบลงได้ด้วยเวลาอันรวดเร็ว รวมทั้งองค์การทางศาสนา สหภาพชาวพุทธในสวีเดน และทุกศาสนา จึงได้ออกมารวมกันแสดงความเสียใจไว้อาลัยและต่อต้านการก่อการร้ายดังกล่าว

ผู้แทนสหภาพชาวพุทธในสวีเดนที่เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวคือพระวิเทศปุญญาภรณ์ (พระมหาบุญทิน) ประธานสมาคมชาวพุทธไทยในสวีเดน เจ้าอาวาสวัดพุทธาราม สวีเดน กรรมการบริหารสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป และเป็นเจ้าของรางวัลทูตสันติภาพ UPF ประเทศสวีเดน

พระโสภณวชิราภรณ์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) ได้นำกิจกรรมมาเผยแพร่ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว "Deputy Rector Phrasophonvachirabhorn" โดยได้ระบุึว่า   ยามที่ประเทศเดือนร้อนต้องการความสงบ สติปัญญา ทางประธานองค์กรจัดงานจึงได้ได้นิมนต์พระวิเทศปุญญาภรณ์ร่วมกิจกรรม เพราะเป็นพระสงฆ์ที่ชาวไทย ชาวสวีเดนและยุโรปรู้จักดี เนื่องจากมีบทบาทและหน้าที่ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีบทบททผู้นำด้านสันติภาพโลก

"ท่านได้ออกมาแสดงวิสัยทัศน์ ท่ามกลางผู้นำศาสนาประชาชนและสื่อมวลชนที่กำลังรวมตัวกันไว้อาลัย วางดอกไม้ ยืนไว้อาลัย ในใจกลางสตอกโฮล์ม เป็นที่ประทับใจของทุกชาติศาสนาว่า บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่โลกเราต้องหันมาให้ความสำคัญของความเสมอภาคต่อกันโดยไม่จำกัด เชื้อชาติ ศาสนา และหยุดความรุนแรงต่างๆ ช่วยกันป้องกันเหตุการณ์ร้ายทุกรูปแบบ ด้วยการใช้หลักเมตตาธรรมค้ำจุนโลก และให้ดูความรักความสามัคคีของชาวสวีเดนเป็นแบบอย่าง ความสงบสุข จะเกิดได้ต่อเมื่อทุกคนหยุดระงับความโลภ โกรธ หลง และการมีเมตตาขั้นสูงสุด นี่เป็นทางแห่งสันติภาพ และเป็นแนวทางที่จะพ้นทุกข์โดยแท้จริง"

รองอธิการบดี มจร ยังระบุด้วยว่า  แข็งแกร่งในอุดมการณ์ อ่อนโยนในกระบวนการ (We are stronger through inner peace) คือประสานได้ในทุกสถานการณ์ โลกเกิดภัยสงคราม ภัยก่อการร้าย,ภัยธรรมชาติ และภัยจากสิ่งที่เราไม่คาดคิด ว่ามันจะเกิดขึ้นใน แต่ในยุคนี้มันได้เกิดขึ้นแล้ว นอกเหนือจาก digital ที่มนุษย์พัฒนามันขึ้นมา ยังรวมถึงอาวุธที่ร้ายแรงต่างๆอีกมากมาย การก่อการร้ายคือการตายได้ทุกที่ทุกเวลาแม้แต่ในที่เขียนไว้ว่าห้ามเกิด ผู้บริสุทธิ์ คือเหยื่อของคำว่า "อาฆาต พยาบาท" วิธีการที่จะยุติ ความอาฆาต พยาบาท คือคำว่า ให้อภัย (Forgiveness is keep forward) การให้อภัยคือการก้าวไปข้างหน้า เราไม่ได้อ่อนแอลงแต่เราปลูกพลังแห่งสันติภาพให้หยั่งลึกลงไปในดินเพื่อให้รากแก้วของสันติภาพนั้น มั่นคงและแข็งแรงกว่าเดิม (We are growth and we are stronger) ดังนั้นพระธรรมทูตนอกจากจะเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณแล้ว ยังเป็นที่พึ่งและเป็นขวัญกำลังใจ. และเป็นแบบอย่างให้ผู้คนได้ตื่นตัว ร่วมรักสามัคคี และเป็นผู้นำให้คนหันมาร่วมมือร่วมใจในต่อต้านความรุนแรงด้วย
ฮือฮา!เมฆร่มฉัตรลอยเหนือธรรมกายเจดีย์ วันสงกรานต์ลูกศิษย์เป็นปลื้ม


วันที่ 13 เมษายนของทุกปีนับเป็นวันปีใหม่ไทยแบบโบราณ ในหลายพื้นที่พยายามที่จะพื้นประเพณีโบราณให้กลับคืนมี ด้วยพระเมตตาของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่ทรงเตือนสติว่า ห่วงการเล่นน้ำสงกรานต์ในกรุงเทพฯ ผิดเพี้ยนไปมากเอาแต่สาดน้ำโครมๆ ขอให้ช่วยกันอนุรักษ์ของดีแบบโบราณเอาไว้ พร้อมกันนี้พระองค์ได้ประทานพรความว่า


"ด้วยอำนาจแห่งกุศลทั้งหลายที่ท่านได้ทำตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน และที่อาตมาภาพได้บำเพ็ญไปแล้วแต่ต้นจนถึงปัจจุบันก็ดีขอน้อมกุศลแห่งความดีที่ได้กระทำมาแล้วอำนวยพรให้เป็นพรปีใหม่แบบไทยๆ โบราณของเราแด่ท่านทั้งหลาย จงประสบแต่ความสุขกายสบายใจ ที่ท่านทั้งหลายประสงค์สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เป็นไปโดยชอบประกอบด้วยธรรมขอสิ่งนั้นจงเป็นผลสัมฤทธิ์ตามประสงค์ทุกประการ”


แม้นว่าสงกรานต์ปีนี้จะเข้มงวดให้กฏระเบียบต่างๆ นานา แต่บรรยากาศการเล่นน้ำสงกรานต์ในพื้นที่ตามถนนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นถนนข้าวสาร ข้าวเหนียว ข้าวปุ้น ข้าวโพด บนถนนสุยางค์ เขตเทศบาลนครยะลา  และที่เมืองกรุงที่ถนนสีลม ถนนผ้าขาวม้าสยามสแควร์ ก็คึกคักตั้งแต่เที่ยงวันที่่ผ่านมา   มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างชาติ รอเข้าร่วมจำนวนมาก


ขณะที่บรรกาศภายในวัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี หลักจาก คสช.ประกาศยกเลิกพื้นที่การควบคุมพิเศษ แต่ยังคง ม.44 อยู่นั้นในช่วงเย็นกำหนดมีการเจริญพระพุทธมนต์บทธรรมจักกัปปวัตนสูตร ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับทางสามสายคือทางสุดโต่ง ทางวัตถุนิยม และทางพอเพียงคือทางสายกลางที่เป็นสันติวิธีที่จะนำไปสู่ความปรองดองสมานฉันท์หรือสันติภาพได้


แต่เป็นที่น่าอัศจรรย์ก็คือช่วงบ่าย มีเมฆลักษณะเหมือนร่มฉัตร ลอยเหนือพระมหาธรรมกายเจดีย์ สร้างความปลื้มปีติให้กับรรดาลูกศิษย์ที่ได้พบเห็นและได้แสดงความเห็นว่า "เมฆร่มฉัตร ลอยเหนือพระมหาธรรมกายเจดีย์ ชี้ให้ชาวโลกรู้ว่า ที่ตรงนี้สำคัญมากๆๆ  ใครคนหนึ่ง ย้ำแล้วย้ำอีก  สิ่งศักดิ์สิทธ์ ก็มาแสดง  ให้เห็นแล้ว ตอนนี้ ชีวิตตั้งต้น มาสวดธัมมจักฯ  ที่พระมหาธรรมกายเจดีย์พระพุทธเจ้าล้านพระองค์ก่อนดีกว่า  แล้วค่อยทำอย่างอื่นวันนี้ ไปหน้าพระมหาธรรมกายเจดีย์ก่อนเลย"

"คณะสงฆ์นางรองบุรีรัมย์" สานพลัง "บวร" ทอดผ้าป่าส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์และผู้สูงอายุ

  "คณะสงฆ์นางรองบุรีรัมย์" สานพลัง "บวร" ทอดผ้าป่าส่งเสริมสุขภาพและพัฒนาสุขภาวะวิถีพุทธพระสงฆ์และผู้สูงอายุแบบบูรณาการ ส...