แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปฏิรูปสอนพุทธ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปฏิรูปสอนพุทธ แสดงบทความทั้งหมด
วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
เตรียมชงแนวปฏิรูปสอนพุทธในร.ร.สพฐ.ต่อมส.ทราบ
วันที่ 29 พ.ย.2561 เป็นวันที่ 2 แล้ว ของของการประชุมคณะอนุกรรมการปฎิรูปการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาขั้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีพระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมการปฏิรูปการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมฯ โดยมีพระภิกษุสอนศีลธรรมในโรงเรียน, ผู้บริหารจาก สพฐ. ผู้แทนโรงเรียน,นักวิชาการด้านพุทธศาสนา ,นักวิชาการด้านพัฒนาหลักสูตร,นักวัดผลการเรียน, นักจิตวิทยาเด็ก และครู มาร่วมแสดงความคิดเห็นหลักสูตรพุทธศาสนาที่เหมาะสมกับวัยและสถานการณ์ในโลกปัจจุบัน ซึ่งที่ประชุมถกเถียงกันพอสมควรว่าหลักธรรมระดับไหนที่เหมาะสมกับช่วงวัยของเด็ก เช่นคำว่า "กตัญญูกตเวที"
การร่างหลักสูตรนี้อาศัยกรอบ “หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551” เป็นแนวทางในการร่างเพื่อจัดเป็นหมวดหมู่สาระการเรียนรู้แกนกลางเพื่อการออกแบบการเรียนรู้ที่มีสติเป็นฐาน (Mindffulness Based Learning : MBL) แต่ละชั้นปี
พระมหาหรรษาเปิดเผยว่า "หลังจากนี้ไปจะให้กระทรวงศึกษาธิการรายงานการทำงานความคืบหน้าการปฎิรูป ฯ ให้มหาเถรสมาคมรับทราบถึงรายละเอียดและอาจต้องทำ MOU (Memorandum of Understanding) ระหว่างสำนักพระครูสอนศีลธรรม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และกระทรวงศึกษาธิการด้วย เพื่อจะได้เกิดความร่วมมือด้านอื่น ๆ ต่อไปในอนาคตและหลักสูตรที่กำลังร่างนี้จะเร่งรัดให้ทันการเปิดเทอมแรกในปี 2562นี้ด้วย"
ในวงนอกประชุมมีพระภิกษุและนักวิชาการด้านพุทธศาสนาบางท่านเสนอประเด็นต่อว่า "การปฎิรูปการสอนพุทธศาสนาในโรงเรียนน่าจะมีตัวแทนสำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวงมาร่วมด้วย เพื่อให้การปฎิรูปเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพราะกลุ่มเป้าหมายคือเด็กล้วนอยู่ในกลุ่มเดียวกัน"
หวังว่าหลักสูตรนี้เมื่อร่างออกมาแล้วจะมีความเหมาะสมกับยุคสมัย เป็นไปตามเจตนารมณ์ของคณะสงฆ์และกระทรวงศึกษาธิการที่คาดหวังปลูกฝัง "เด็กให้เป็นคนดี มีความรู้ คู่คุณธรรม" อันเป็นสร้างภูมิคุ้มกันและพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนอย่างยิ่งยืน สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันและอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างสังคมคุณธรรม จริยธรรม และมีสติ ใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขท่ามกลางสังคมโลกปัจจุบันนี้
วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
ปธ.สมาพันธ์ชาวพุทธร่วมร่างปฏิรูปสอนพุทธในร.ร.สพฐ. หวังเปลี่ยนแปลงสังคมในจุดที่ยืนด้วยสติศึกษา
ปธ.สมาพันธ์ชาวพุทธร่วมร่างปฏิรูปสอนพุทธในร.ร.สพฐ. หวังเปลี่ยนแปลงสังคมในจุดที่ยืนด้วยสติศึกษา กำหนดจุดเน้นเนื้อหาสาระพระพุทธศาสนาที่สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
วันที่ 28 พ.ย.2561 ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน กรุงเทพมหานคร พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส,รศ.ดร.ผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติและหลักสูตรสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา รองประธานคณะกรรมการปฏิรูปการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการปฏิรูปการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ในการนี้มีผศ.ดร.บรรจบ บรรณรุจิ ประธานสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมการปฏิรูปการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการร่วมด้วย
พระอาจารย์ปราโมทย์ วาทโกวิโท นิสิตปริญญาเอก สาขาสันติศึกษา มจร ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านประชาสัมพันธ์ฯ เปิดเผยว่า ช่วงแรกพระมหาหรรษาได้กล่าวการประชุมความว่า #กระแสการจัดค่ายคุณธรรมถือว่าโจทย์ที่สำคัญจะทำให้เรามาร่วมกันหาทางออก ถือว่าเป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่ทุกโรงเรียนของสพฐ.ต้องจัดขึ้น
"เรามาช่วยให้เกิดคุณค่าต่อเยาวชนและสังคมในปัจจุบันและอนาคต สังคมจึงมีความหวังกับพวกเราทุกท่านในการร่วมกับปฏิรูปการสอนพระพุทธศาสนา สิ่งที่เราทำเป็นสิ่งที่ดีงามมิใช่เพื่อตนเองแต่เพื่อเยาวชนและลูกหลานของเรา เป็นการเอาธรรมของพระพุทธเจ้าไปส่งต่อให้ลูกหลาน ด้วย #สติศึกษา เป็นการพัฒนาสติให้เกิดขึ้นในรูปนาม เพราะฐานของการปฏิรูปคือ สติศึกษา ซึ่งจะออกแบบการเรียนรู้ที่มีสติเป็นฐาน (Mindfulness Based Learning: MBL) แต่ละช่วงชั้น สติจึงหมายถึงการอยู่กับปัจจุบัน สมาธิแปลว่าคิดเรื่องเดียว"
จึงมีการขับเคลื่อนด้วยรูปแบบ 5 คำ คือ "สติ เมตตา สุจริต เคารพ สัจจะ" สติเป็นการอยู่กับปัจจุบัน #เมตตาเป็นความรักเมตตาแผ่ไปในสัตว์ที่มีความสุขส่วนกรุณาแผ่ไปในสัตว์ที่มีทุกข์ สุจริตเป็นการไม่บกพร่องต่อหน้าที่ เคารพเป็นการอ่อนน้อมถ่อมตนเคาพความต่างวัฒนธรรมเคารพในความพหุวัฒนธรรม สัจจะเป็นการกตัญญูต่อตนเองบุคคลสถานที่ รวมถึงการสื่อสารระหว่างกันด้วยความจริง ไม่ใช้วาจาทำให้เกิดความเกลียดชัง ไม่ใช้ความรุนแรง โดยเราจะยึดสาระแกนกลางเป็นฐาน โดยใช้ MBL ในการขับเคลื่อน จึงต้องมีการพัฒนาหลักสูตรโดย #ไม่ได้รื้อหลักสูตร #ดำเนินใบไม้กำมือเดียว #เอาความต้องการเด็กเป็นที่ตั้ง #การเลือกธรรมะให้กับเด็กที่เหมาะสม จึงแสดงให้เห็นว่าที่ผ่านมาหลักสูตรเราเขียนไว้เราไปไม่ถึงปลายทางของหลักธรรมเพราะมีจำนวนมาก เราจึงต้องมีความชัดเจน
ดังนั้น เรากำลังจะเอาพระพุทธศาสนาไปแก้ปัญหาสังคม การจัดหลักสูตรต้อง #เอาชีวิตเด็กเป็นตั้ง เด็กประถมเป็นความกตัญญู ส่วนเด็กมัธยมเป็นปัญญาจึงใช้โยนิโสมนสิการ สิ่งที่สำคัญคือ #วิธีการสอนที่เหมาะสมในยุคปัจจุบัน จึงต้องนึกถึงใบไม้ในกำมือ
วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
'คณะสงฆ์-พศ.'สอบธรรมศึกษา หวังเด็กและเยาวชน มีสติรู้เท่าทันสื่อออนไลน์
งานแม่กองธรรมสนามหลวง คณะสงฆ์จังหวัดนครปฐม และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ร่วมกันจัดงานแถลงข่าวการจัดพิธีเปิดสอบธรรมศึกษา ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๑ ภายใต้ชื่อ “โครงการธรรมศึกษาก้าวไกล เยาวชนไทยเข้มแข็ง”
วันศุกร์ที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ เวลา ๑๔.๐๐ น. ณ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (อาคารหลวงพ่อวัดปากน้ำ หลังที่ ๒) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์การเปิดสอบธรรมศึกษาทั่วประเทศ ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๑ ในวันพฤหัสบดีที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ ให้สื่อมวลชนได้รับทราบและนำเสนอข่าวต่อสาธารณชนให้ปรากฎแพร่หลายอย่างกว้างขวาง โดยมีผู้เข้าร่วมแถลงข่าวประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักงานเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม และโรงเรียนวัดไร่ขิงวิทยา
นายณรงค์ ทรงอารมณ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวว่า ในยุคไทยแลนด์ ๔.๐ สังคมโลกมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จนปัจจุบันสังคมไทย ได้กลายเป็น “สังคมดิจิตอล” หรือ “สังคมออนไลน์” ที่ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย สามารถติดต่อสื่อสาร และเสพสื่อเทคโนโลยีได้ตลอดเวลา โดยไม่มีขีดจำกัด ซึ่งส่งผลกระทบต่อสังคมทั้งในด้านบวกและด้านลบ โดยเฉพาะในกลุ่มของเด็กและเยาวชน
"ดังนั้น เพื่อให้เด็กและเยาวชนซึ่งเป็นอนาคต ของชาติ รู้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก มีสติ สัมปชัญญะในการเสพสื่อเทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ ไม่หลงมัวเมาและหมกมุ่นจนเกินไป อีกทั้ง เพื่อเป็นการปลุกจิตสำนึกในความเป็นไทย ให้เด็กและเยาวชนได้ศึกษาและปฏิบัติตนตามหลักศีลธรรม ในฐานะเป็นพุทธศาสนิกชน สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง ร่วมกับ คณะสงฆ์จังหวัดนครปฐม และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ"
จึงได้จัดพิธีเปิดสอบธรรมศึกษา ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๑ ซึ่งปีนี้ได้จัดขึ้นเป็นปีที่ ๑๒ ภายใต้ชื่อโครงการ ว่า “โครงการธรรมศึกษาก้าวไกล เยาวชนไทยเข้มแข็ง” โดยกำหนดจัดพิธีเปิดสอบธรรมศึกษาตามมติมหาเถรสมาคม ในวันพฤหัสบดีที่ ๒๙ พฤศจิกายน ศกนี้ ณ สนามสอบวัดไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม พร้อมกันกับสนามสอบธรรมศึกษาทั่วประเทศ จำนวน ๖,๐๐๘ แห่ง มีผู้สมัครเข้าสอบธรรมศึกษาในปีการศึกษา ๒๕๖๑ นี้ จำนวน ๒,๒๙๔,๑๕๒ คน
Cr.กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ / ข่าว
วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
ทึ่ง!ป.2ทำวิจัย'ดินสอยางลบหายไปไหน'
กสิกรและสกว.หนุนมรภ.ลำปางเตรียมความพร้อมให้ครูปฏิวัติการเรียนรู้เชิงวิจัย ทึ่งเด็กป.2ทำวิจัยเรื่อง'ดินสอยางลบหายไปไหน'พร้อมเสนอผลงานเอง
4พ.ค.2556 นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เป็นประธานเปิดการประชุมปฏิบัติการเวทีเรียนรู้ "แผนการสอนการสร้างโจทย์วิจัยและเขียนข้อเสนอโครงงาน" ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งของโครงการเพาะพันธุ์ปัญญา (พัฒนายุววิจัย) ภายใต้การสนับสนุนของที่ธนาคารกสิกรไทยและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ระหว่างวันที่ วันที่ 4-5 พฤษภาคม 2556 นี้ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง
นายธวัชชัย กล่าวว่า ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเปิดการประชุมปฏิบัติการครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชน เพราะเห็นว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์ทำให้คุณครูและผู้บริหารนำความเข้าใจแบบที่เรียกว่า "รู้จริง" สามารถนำความรู้ที่ได้รับจากการปฏิบัติไปฝึกทักษะให้ลูกศิษย์ที่โรงเรียน และปฏิรูปการเรียนรู้โดยใช้โครงงานบนฐานวิจัย (Research Based Learning RBL)
"และทำให้เด็กและเยาวชนมีลักษณะที่พึงประสงค์สำหรับศตวรรษที่ 21 ทั้งยังเป็นการพัฒนานักวิจัยรุ่นเยาว์ ซึ่งเป็นการเตรียมกำลังพลเข้าสู่แวดวงการวิจัยไทยในอนาคตได้ นำแนวคิดที่ได้รับไปประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการทำงานพัฒนานักเรียนและการศึกษาของชาติ เพราะต่อไปจ.ลำปางจะเป็นจุดศูนย์ของการคมนาคมทางภาคเหนือ" ผู้ว่าฯลำปางกล่าว
อาจารย์ชุติมา คำบุญชู หัวหน้าโครงการศูนย์พี่เลี้ยงโครงการเพาะพันธุ์ปัญญา มรภ.ลำปาง กล่าวรายงานว่า โครงการเพาะพันธุ์ปัญญาซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สกว.และ บมจ.ธนาคารกสิกรไทย โดยมีมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปางเป็นศูนย์พี่เลี้ยง 1 ใน 8 ศูนย์ทั่วประเทศนั้น
นับว่าเป็นโครงการวิจัยที่มีคุณค่าต่อเด็กและเยาวชน และชุมชนท้องถิ่นทั้งประเทศ ช่วยให้เกิดการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน เน้นการพัฒนา "ทักษะกระบวนการทางปัญญา" เพื่อให้ลูกหลานเยาวชนไทยมีความเข้มแข็งทั้งทางจิตใจและความรู้ ก้าวสู่อนาคตของชาติอย่างยั่งยืน ด้วยกระบวนการทำโครงงานบนฐานวิจัย เพื่อให้ครูและนักเรียนได้เรียนรู้บนฐานวิจัย ( Research-Based Learning ) ใน 8 พื้นที่ทั่วประเทศรวม 80 โรงเรียน มีการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ทั้งห้องเรียน โดยเริ่มต้นจากห้องเรียนเลือกประเด็นหลักมา แล้วแยกย่อยเป็น 10 โครงการใน 3 มิติ อันได้แก่ วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์-เศรษฐศาสตร์ และมนุษยศาสตร์-ประวัติศาสตร์
ทั้งนี้โครงงานทั้งหมดจะทำโดยหลักการวิจัย เพื่อฝึกทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ให้แก่ครูและนักเรียนพร้อมทั้งได้รับความรู้เชิงบูรณาการ หัวใจของการวิจัยมุ่งเน้นที่ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เศรษฐกิจชุมชน และวิทยาศาสตร์สร้างสรรค์
นอกจากนี้โครงการนี้ยังคำนึงถึงคุณธรรมเป็นหลัก ทั้งนี้คุณูปการของโครงการเพาะพันธุ์ปัญญาจึงก่อให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาด้วยการปฏิรูปความคิดทำให้เยาวชนรู้จักใช้ความคิดสร้างสรรค์ โดยมีคุณธรรม เป็นการพัฒนาเยาวชนอันส่งผลให้เกิดการพัฒนาประเทศต่อไป
การทำงานเริ่มจากการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษา 8 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นศูนย์พี่เลี้ยงให้ครูสามารถจัดการสอนแบบโครงงานบนฐานวิจัยได้ ไม่น้อยกว่าปีละ 80 โรงเรียน (ศูนย์พี่เลี้ยงละประมาณ 10 โรงเรียน) แต่ละโรงเรียนจะมีครูเข้าร่วมโครงการ 4-5 คน และนักเรียน 40 คน ร่วมกันทำวิจัยโรงเรียนละ 10 เรื่อง
ในแต่ละปีจึงจะมียุววิจัย ทั้งสายวิทยาศาสตร์ ศิลปศาสตร์/สังคมศาสตร์ ไม่น้อยกว่า 3,200 คน ได้ชิ้นงานที่เป็นผลงานของยุววิจัยประมาณ 600-800 ชิ้นต่อปี ได้เครือข่ายครูที่มีทักษะการจัดการเรียนรู้ด้วยการวิจัย ประมาณ 320 คนต่อปี ได้โรงเรียนมัธยมศึกษาที่มีทีม ขณะนี้การงานอยู่ในช่วงการเตรียมครูเพื่อให้มีความพร้อมก่อนเปิดเทอม ซึ่งจะต้องจัดการเรียนรู้แบบ RBL ให้แก่นักเรียนภายใต้ทุนสนับสนุนการทำงานโรงเรียนละประมาณ 80,000 บาท
ผู้เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ประกอบด้วยผู้บริหารโรงเรียนและคุณครูแกนนำจากโรงเรียนในจังหวัดลำปาง ลำพูน และแพร่ รวม 12 โรงเรียน มีผู้เข้าร่วมการประชุมประมาณ 80 คนโรงเรียนในจังหวัดลำปาง มีจำนวน 8 โรงเรียน ประกอบด้วย โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย โรงเรียนวิชชานารี โรงเรียนทุ่งกว๋าววิทยาคม โรงเรียนแจ้ห่มวิทยา โรงเรียนวังเหนือวิทยา โรงเรียนห้างฉัตรวิทยา โรงเรียนเสริมงามวิทยา โรงเรียนแม่พริกวิทยา
โรงเรียนในจังหวัดลำพูน 2 โรงเรียน ประกอบด้วยโรงเรียนจักรคำคณาทรจังหวัดลำพูน โรงเรียนทุ่งหัวช้างพิทยาคม และโรงเรียนในจังหวัดแพร่ 2 โรงเรียน ประกอบด้วย โรงเรียนพิริยาลัยจังหวัดแพร่ และโรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ และได้รับความอนุเคราะห์จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและเป็นผู้ดูแลโครงการเพาะพันธุ์ปัญญาทั้งประเทศ ของ สกว.คือ รองศาสตราจารย์ ดร.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ และรองศาสตราจารย์ไพโรจน์ คีรีรัตน์
อาจารย์ชุติมา กล่าววด้วยว่า โครงการคาดหวังว่า ครูและรร.ที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้รูปแบบนี้จะสามารถทำให้การปฏิรูปการเรียนรู้เกิดขึ้นได้จริงในระบบการศึกษาไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ต่อจากนั้นเป็นการนำเสนอผลงานจากการเรียนการสอนเชิงวิจัยในโรงเรียนที่ผ่านมาพร้อมการชี้แนะของรศ.ดร.สุธีระและรศ.ไพโรจน์ แต่ที่น่าสนใจก็คือว่าช่วงของการชี้แนะให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้เข้าใจยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการวิจัยนั้นรศ.ดร.สุธีระได้เปิดคลิปประกอบโดยเป็นคลิปการนำเสนอผลงานวิจัยของนักเรียนชั้นป.2 จากโรงเรียนในจังหวัดสตูลเรื่อง "ดินสอยางลบหายไปไหน" ทำให้ผู้เข้าร่วมครั้งนี้ถึงกับทึ่งในความสามารถของเด็กและเข้าใจการวิจัยมากขึ้น
รศ.ดร.สุธีระ กล่าวว่า คลิปดังกล่าวเกิดขึ้นที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดสตูลเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา หลังจากนั้น และได้ขยายแนวความคิดเพิ่มไปได้อีก 11 โรงเรียนในจังหวัดสตูล และวันที่ 7 มิถุนายนนี้จะเป็นการปิดโครงการโดยสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสจะเดินทางไปถ่ายทำรายงานเวธีสาธารณะเปลี่ยนประเทศไทยด้วย
รศ.ดร.สุธีระ กล่าวด้วยว่า กระบวนการเรียนรู้เชิงวิจัยตามโครงการเพาะพันธุ์ปัญญานี้ได้รับความสนใจจากโรงเรียนปริยัติธรรมใน 4 จังหวัดภาคเหนือด้วย โดยวันที่ 5 พ.ค.นี้จะมีการประชุมให้ความรู้กับพระที่ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการจำนวน 60 รูป แต่น่าเสียดายที่ทางกรมการศาสนาและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติไม่ได้เข้าร่วมครั้งนี้ด้วย
Cr.http://www.komchadluek.net/news/edu-health/157655
วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
จะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเรา เมื่อเจริญสติภาวนาเป็นประจำ
จะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเรา เมื่อเจริญสติภาวนาเป็นประจำ – การเจริญภาวนาเป็นการกระตุ้นระบบพาราซิมพาเทติก (PNS) ได้หลายทางทีเดียว รวมทั้งเป็นการดึงความสนใจของคุณออกมาจากเรื่องราวที่เคร่งเครียด เป็นการผ่อนคลาย และเป็นการนำสติกลับมาตระหนักรู้อยู่ที่ร่างกาย นับเป็นการกระตุ้นระบบพาราซิมพาเทติก (PNS) และระบบประสาทส่วนอื่น ๆ ของคุณนั่นเอง
การเจริญสติภาวนาเป็นประจำจะก่อให้เกิดผลดังนี้
• เพิ่มเนื้อเยื่อสมองส่วนที่เป็นสีเทาในสมองส่วนอินซูลา ฮิปโปแคมปัส และคอร์เท็กซ์กลีบหน้าส่วนหน้าผาก ลดการบางลงของสมองส่วนคอร์ติคัลอันเรื่องจากการมีอายุมากขึ้น โดยเห็นได้ชัดในบริเวณส่วนหน้าที่ได้รับการเสริมสร้างให้แข็งแกร่งด้วยการเจริญสติภาวนา ช่วยทำให้การทำงานทางจิตที่เกี่ยวข้องกับสมองส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ดีขึ้น เช่น มีสมาธิดีขึ้น มีความเมตตามากขึ้น และมีความเข้าใจความรู้สึกผู้อื่นมากขึ้น
• เพิ่มการทำงานของสมองส่วนหน้าซ้าย ซึ่งช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น
• เพิ่มพลังและระยะทางของคลื่นสมองอันรวดเร็วในเขตแกมมาของสมองของนักภาวนาชาวทิเบตที่มีประสบการณ์สูง คลื่นสมอง คือ คลื่นไฟฟ้าที่อ่อนแต่สมารถวัดได้ ถูกสร้างด้วยการที่ปริมาณเซลล์ประสาทจำนวนมากส่งกระแสสัญญาณออกไปพร้อมกันอย่างเป็นจังหวะ
• ลดปริมาณของฮอร์โมนคอร์ติซอลที่เกี่ยวกับความเครียด
• เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแกร่ง
• ช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยทางกายหลายอย่าง เช่น โรคเกี่ยวกับหัวใจและระบบหลอดเลือด หอบหืด เบาหวานประเภท 2 กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน (PMS) และอาการปวดเรื้อรัง
• ช่วยอาการทางจิตหลายประเภทด้วยกัน เช่น อาการนอนไม่หลับ กระวนกระวาย โรคกลัว (phobia) และโรคการกินผิดปกติ (eating disorder)
หัวใจสำคัญในการที่จะได้ประโยชน์สูงสุดจากการเจริญภาวนาก็คือการพัฒนาการฝึกปฏิบัติทุก ๆ วัน ไม่สำคัญว่าจะเป็นเวลาสั้นเพียงใด ลองสัญญากับตัวเองว่าคุณจะไม่มีวันเข้านอนก่อนที่จะได้เจริญภาวนาในวันนั้น แม้จะเพียงสั้น ๆ แค่หนึ่งนาทีก็ยังดี
ที่มา สมองแห่งพุทธะ (Buddha’s Brain) – ดร.ริค แฮนสัน, นพ. ริชาร์ด แมนดิอัส สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ อ้างอิงใน https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/123704.html?fbclid=IwAR0NOpuRN-mIrKMBQfdKYagk6lI0RtrmCLGTXvX2G3EDx5FpcVsJDvvHKa0
วันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
#คิดถึงมาดามแป้ง#คิดถึงมองต์เฟลอ#คิดถึงสติ
วันที่ 7 พ.ย.2561 พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติและหลักสูตรสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) เปิดเผยว่า กลับมาจากฝรั่งเศส ออกมาจากสนามบินสุวรรณภูมิ วิ่งเข้ากรุงเทพฯ สังเกตเห็น #มาดามแป้ง นั่งตัวขาวโพลน ข้างหนึ่งโฆษณาน้ำจากธรรมชาติ 100% อีกด้านหนึ่งใช้คำว่า "สติ ไม่ประมาท"
ยอมรับว่ากระแสสตินี้แรงจริงๆ แรงทั้งยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย แอฟริกา เอเซีย อเมริกาใต้ แทงทะลุเข้ามาถึงประเทศไทยจนทำให้สินค้าชนิดนี้ต้องนำสติมาจับคู่กับน้ำโดยมีมาดามแป้งเป็นคนเชื่อม
ทำไมสติจึงคู่กับน้ำ? ตอบได้ไม่ยากนัก เพราะน้ำเป็นสัญลักษณ์ของความนิ่ง ความสงบ ความเยือกเย็น ความยืดหยุ่น เราจึงเติมคำว่าแม่ให้น้ำ จนกลายเป็นแม่น้ำ ก็ด้วยอาศัยคุณลักษณ์ของผู้หญิงที่สอดรับกับน้ำ
ผู้หญิงอีกความหมายหนึ่งคือ "สตรี" ซึ่งสะท้อนข้อธรรมผ่านคำว่า "สติ" ผู้หญิงคนใดมีสติมากจึงได้รับการเรียกขานว่า "กุลสตรี" เพราะสามารถเป็นหลักเป็นฐาน เป็นที่เชิดหน้าชูตาของตระกูลได้
งานโฆษณาชิ้นนี้ จึงให้ทั้ง Perception กับ Awareness กล่าวคือ สร้างการรับรู้ และทำให้เกิดความรู้สึกได้ว่า ทุกครั้งที่ดื่มน้ำจะหมายถึงการดื่มสติ คือมีสติทุกครั้งที่เดิม มีความสงบเย็น มีความสะอาด การโฆษณาทำให้เราเห็นภาพแบบนี้ ส่วนในโลกของความเป็นจริงแล้ว คนดื่มจะเป็นแบบนั้นหรือเปล่า ย่อมยากที่จะพรรณา และหาคำตอบเชิงประจักษ์
Cr.FB-Hansa Dhammahaso
วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
มุมมองอาจารย์'มศว'ต่อปฏิรูปสอนพุทธในร.ร.สพฐ.มีสติศึกษาเป็นฐาน
วันที่ ๑ พ.ย.๒๕๖๑ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กิตติชัย สุธาสิโนบล ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อนุกรรมการด้านหลักสูตรการปฏิรูปการสอนพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้เสนอมุมมองหลังจากเข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมการปฏิรูปการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) ในฐานะรองประธานคณะกรรมการปฏิรูปการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน เมื่อวันที่ ๓๑ ต.ค.๒๕๖๑ ความว่า
การจัดการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาที่เหมาะสมกับผู้เรียนในสังคมไทยยุคปัจจุบัน
ท่ามกลางวิกฤติทางการศึกษา การจัดการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาของไทยที่มีความสับสนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเชื่อ ความศรัทราในตัวบุคคลมากกว่าหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ครูผู้สอนพระพุทธศาสนา และพระสอนซีลธรรมที่ขาดความมั่นใจในการจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน โดยเฉพาะในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อนครู ผู้บริหาร และผู้สนใจในการศึกษาทุกท่านครับ จากปัญหาดังกล่าว กระทรวงศึกษาธิการได้ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งผู้เขียนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะอนุกรรมการด้านหลักสูตร ซึ่งทำหน้าที่ในการวิเคราะห์ สังเคราะห์เนื่อหา สาระ และกำหนดจุดเน้นเนื้อหาสาระ การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในทุกระดับชั้น (ป.๑ – ม.๖) ที่สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด สาระที่ ๑ ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ที่เป็นสาระสำคัญในการพัฒนาความรู้ คุณธรรม จริยธรรม โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับวัยและพัฒนาการของผู้เรียน สภาพปัญหาต่างๆ ที่สอดคล้องกับกระบวนการปฏิรูป
แต่เมื่อมองไปในสภาวะความเป็นจริงในปัจจุบัน พบว่า สภาพปัญหาการใช้ชีวิตของเยาวชนในยุคดิจิทัลมีความสับสนวุ่นวาย ไม่สามารถดำเนินชีวิตโดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นเครี่องยึดเหนี่ยวในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข ซึ่งสาเหตุของปัญหามีมากมาย ได้แก่ ครอบครัวแตกแยก พ่อแม่หย่าร้าง ติดสิ่งเสพติด อาศัยอยู่กับตายายซึ่งฐานะยากจน พฤติกรรมของเด็กมีพฤติกรรมรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากข่าวสารที่นำเสนอในสังคม เมื่อมองมาในสถานศึกษา โดยเฉพาะการจัดการเรียนรู้ในด้านพระพุทธศาสนา เด็กๆ กลับมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการเรียนรู้วิชาพระพุทธศาสนา ซึ่งครูผู้สอนขาดทักษะและเทคนิคการสอนที่เข้าถึงความสนใจของผู้เรียน การเรียนการสอนไม่มีความหมายต่อชีวิตของเด็ก การเรียนการสอนส่วนใหญ่มักจะให้เด็กท่องธรรม มากกว่าจะสอนให้มีทักษะการคิดขั้นสูง โดยนำพระพุทธศาสนามาเป็นหลักในการดำเนินชีวิตที่ดีในสังคม ดังนั้น ครูผู้สอน แลละพระสอนศีลธรรมควรเปลี่ยนมุมมองในการจัดการเรียนการสอนใหม่ที่ให้เด็กได้คิดและนำไปดำเนินชีวิตโดยใช้กระบวนการทางปัญญา ควรปรับตัวให้เป็นกัลยาณมิตรที่ดีให้อยู่ในใจของเด็ก เรียนรู้ร่วมกันกับเด็กๆ หันกลับมาคิดค้นรูปแบบการเรียนการสอนที่สามารถพัฒนาพฤติกรรมที่ดีของเด็ก พัฒนาจิตใจของเด็ก และเสริมสร้างปัญญาให้กับเด็ก หันกลับมาคิดค้นสื่อการสอนและใช้สื่อการเรียนการสอนที่หลากหลายและทันสมัย เพื่อให้เด็กๆ ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานเรียนรู้ได้อย่างมีความสุข
ในด้านเนื้อหาในการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาในปัจจุบัน พบว่า เนื้อหามากและยากเนื่องจากนำหลักธรรมมาใช้มากเกินไป เวลาที่ใช้สอนมีน้อย มีความซ้ำซ้อนไม่เหมาะกับบริบทของผู้เรียนในแต่ละช่วงชั้น ดังนั้น ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทางการศึกษาต้องหันกลับมาให้ความสำคัญของการเพิ่มเวลาในการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียนให้มากขึ้น และบูรณาการการสอนโดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในการบวนการเรียนการสอนในรายวิชาต่างๆ มากขึ้น ซึ่งอาจจะบูรณาการในลักษณะของการพัฒนาทักษะชีวิตที่ใช้หลักธรรมมาเป็นฐานในการเรียนรู้
ส่วนในด้านกระบวนการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาในปัจจุบัน ครูผู้สอนส่วนใหญ่ใช้การสอนแบบบรรยายเป็นหลักซึ่งเป็นวิธีการสอนแบบ Passive Learning มากกว่าที่จะจัดการเรียนการสอนที่อยู่ในรูปของการปฏิบัติ Active Learning ไม่ได้สอนให้เด็กเรียนรู้ถึงคุณค่าแท้จริงของพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง แนวทางการปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาในสถานศึกษา ควรมีแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีกิจกรรมการเรียนรู้ที่ชัดเจน สนุกสนาน ให้เด็กๆ ได้ใช้กระบวนการคิดระดับสูง โดยเฉพาะการคิดตามหลักโยนิโสมนสิการที่สามารถเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้กับการดำเนินชีวิตประจำวัน เพื่อให้ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมให้เป็นผู้ที่มีคุณลักษณะของผู้ที่มีพฤติกรรมในการละอายชั่วกลัวบาป เป็นผู้มีผู้มีเบญจศีล เบญจธรรมในตน ธำรงความเป็นคนไทยที่เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ซึ่งถือเป็นคุณลักษณะของคนไทย ๔.๐ ที่สามารถสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยังยืนให้กับประเทศ ตามเป้าหมายของมาตรฐานของชาติที่กำหนดไว้
สำหรับในด้านสื่อการเรียนการสอนนั้น ควรมีกระบวนการฝึกครูผู้สอนให้สามารถใช้สื่อใกล้ตัวมาเป็นสื่อการเรียนการสอนในวิชาพระพุทธศาสนาได้อย่างเต็มสมรรถนะ ควรจัดทำฐานข้อมูลสื่อที่สามารถนำไปใช้ได้จริง พร้อมทั้งมีตัวอย่างสื่อการเรียนการสอนที่สามารถเป็น Best Practice ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง นอกจากนี้ สื่อประเภทสิ่งพิมพ์โดยเฉพาะหนังสือเรียนพระพุทธศาสนาควรมีการปรับปรุงให้มีความกระชับ เนื้อหาไม่ควรอัดแน่นจนเกินไป โดยเฉพาะในระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้น และบูรณาการสื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21
ในด้านการวัดและประเมินผลในวิชาพระพุทธศาสนา ไม่ควรตัดเกรด เนื่องจากเป็นวิชาชีวิตที่ควรใช้รูปแบบการประเมินเชิงพัฒนาการในการเรียนรู้และพฤติกรรมที่สอดคล้องกับความดีงามในชีวิตประจำวัน
ข้อเสนอแนะอื่นๆ พบว่า ไม่ควรมีการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรบ่อย อันเป็นการสร้างภาระให้กับครูผู้สอนที่ต้องมาจัดทำหลักสูตรสู่การปฏิบัติ ซึ่งควรเป็นเวลาของการเตรียมกิจกรรมในการสอนที่มีประสิทธิภาพมากกว่า นอกจากนี้ ควรสนับสนุนงบประมาณในการผลิตครูผู้สอนพระพุทธศาสนา และครูพระสอนศีลธรรม รวมทั้งการพัฒนาครูผู้สอนและครูพระสอนศีลธรรมให้มีประสิทธิภาพในการออกแบบการจัดการเรียนการสอน
ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้ มีคำถามที่น่าสนใจที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ของการเรียน Learning Outcome คือ อยากเห็นเด็กไทยเป็นอย่างไร พฤติกรรมใดที่อยากให้เกิดขึ้นในตัวเด็ก ข้อสรุปพบว่า อยากเห็นเด็กมีเบจศีลเบญจธรรม คือมีความเมตตากรุณา ไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น อยากเห็นเด็กมีความสุจริต เคารพในตนเองและผู้อื่น มีสัจจะ และมีสติ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาตนเองให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ประยุกต์ใช้หลักธรรมในการดำเนินชีวิตที่เหมาะสม
เพื่อนครู ผู้บริหาร และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาทุกท่านครับ วันนี้พระพุทธศาสนาถูกจับตาในสังคมโดยเฉพาะการจัดการเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาเพื่อการพัฒนาเด็กๆ และเยาวชน ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดการเรียนรู้พระพุทธศาสนาในทุกระดับการศึกษาจะต้องให้ความสำคัญ และหันกลับมาปฏิรูปกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เป็นกระบวนการทางปัญญาให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม ให้สามารถเป็นที่พึ่งในกายและใจของเด็กๆ ให้เป็นคนดี มีคุณธรรม ยึดมั่นค่านิยมร่วมของสังคมเป็นฐานในการพัฒนาตนให้เป็นบุคคลที่มีคุณลักษณะเป็นผู้เรียนที่มีความเพียร ใฝ่เรียนรู้ และมีทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อก้าวทันโลกยุคดิจิทัลและโลกในอนาคต และมีสมรรถนะ (Competency) ที่เกิดจากความรู้ ความรอบรู้ด้านต่างๆ มีสุนทรียะ รักษ์และประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาไทย มีทักษะชีวิต บนพื้นฐานแห่งความพอเพียง ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เสริมสร้างทักษะทางปัญญา และเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง รักชาติ รักท้องถิ่น มีจิตสำนึกเป็นพลเมืองไทยและพลโลก มีปัญญาในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข ใช้ชีวิตอย่างมีสติ เป็นแสงสว่างให้ตนเองและโลกต่อไป ในฐานะผู้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ด้วยความประพฤติที่ถูกต้อง จิตใจที่ดีงาม และปัญญาที่เฉียบแหลมในการดำเนินชีวิตอย่างสงบเย็นและเป็นประโยชน์ .........หวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อคิดในบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้สนใจทุกท่านนะครับ.......ขอบพระคุณที่ติดตามและเป็นกำลังใจกันมาโดยตลอด.......
Cr.สายลม จริยธรรม
วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2561
แม่ชีศันสนีย์แนะเรียนรู้'วิถีแห่งสติ'รู้ทันมะเร็งรู้ไม่น่ากล้ว
วันที่ 30 ต.ค.2561 แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต แห่ง เสถียรธรรมสถานกรุงเทพมหานคร บรรยายธรรมหัวข้อ "เห็นความตาย แต่ไม่ตายทั้งเป็น"ที่ให้แง่คิดของการเรียนรู้ "วิถีแห่งสติ"รู้ทันทุกข์ และก้าวพ้นจากความทุกข์บนเวที "เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ" หนึ่งในโครงการส่งเสริมการศึกษา พัฒนาคุณธรรม-จริยธรรม ของ บมจ. ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น ณ อาคารซีพีทาวเวอร์ ชั้น 11 ถนนสีลม ที่จัดบรรยายเป็นประจำทุกวันศุกร์ ให้พนักงาน ประชาชน ได้ร่วมฟังมาต่อเนื่องเป็นปีที่ 22
ปี 2560 แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ผู้ก่อตั้งเสถียรธรรมสถาน มีอาการปวดที่บริเวณช่องท้อง ท้องอืด จึงไปพบแพทย์ผลตรวจพบว่า ป่วยเป็นโรคมะเร็งในระยะลุกลามแม่ชีศันสนีย์มีกำลังใจดีมากปฏิเสธคีโม และใช้วิธีธรรมชาติบำบัด โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน การพักผ่อน ให้โอกาสตัวเองคุยกับร่างกาย และการฝึกจิตสมาธิ จนอาการป่วยดีขึ้น
แม่ชีศันสนีย์ เล่าว่า ชีวิตคือกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลง เมื่อมีการเกิดก็ย่อมมีการตาย มนุษย์มีความตายเป็นที่สุดของชีวิต ดังนั้น จงเรียนรู้ที่จะเห็นความตายทุกขณะจิต เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในชีวิตที่เหลือ เพื่อเราจะได้ไม่ต้องตายทั้งเป็น
มะเร็งเป็นเรื่องที่ไม่น่ากลัว แต่เป็นโอกาสในการเรียนรู้ชีวิต เรียนรู้ "วิถีแห่งสติ" รู้ทันทุกข์ และก้าวพ้นจากความทุกข์ แม่ชีศันสนีย์ กล่าวต่อไปว่า พลังแห่งความสงบ จะช่วยฝึกจิตให้ตั้งมั่นอยู่ใน "สมาธิ " ไม่ว่าจะอยู่ ในอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง หรือนอน อยู่ในกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เวลาที่หายใจเข้า หายใจออกในการทำงาน เป็นจิตที่มี " สัมมาสมาธิ" ที่มีความตั้งใจและจิตที่ตั้งมั่นอย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นสมาธิที่มีรากฐานจากการกำหนดรู้ กาย เวทนา จิต และธรรม เป็นกุศลจิตที่มีอารมณ์เป็นอันเดียว ไม่ฟุ้งซ่าน "สัมมาสมาธิ"จะเป็นหนทางสู่การดับทุกข์อย่างยั่งยืนถาวร และเป็นหนทางสู่นิพพานที่แท้จริง
"เราต้องอยู่กับสิ่งที่โลกเป็น ยอมรับความจริงรู้แล้วก็ปล่อยวางความสงบอยู่ที่จิต ใช้ "ธรรมะ"อาบรดใจ ต้องฝึกหายใจให้เป็น เพื่อจะสื่อสารกับร่างกายของเราเอง เมื่อรู้ตัวว่า เป็น "มะเร็ง"ก็คุยกับร่างกายตัวเองทุกวัน มะเร็งไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้คนที่ทำงานมาก บางครั้งไม่ได้เครียดกับการทำงาน แต่เซลล์ร่างกายมันเครียด เพราะทำงานเกินกำลังร่างกายทำให้ร่างกายเกิดปฎิกิริยาตอบโต้ เมื่อร่างกายเราป่วยเปิดโอกาสให้เรารู้ตัว ควรรีบรักษาและตรวจสุขภาพทุกปี"
แม่ชีศันสนีย์ ทิ้งท้ายว่า ทุกข์มีไว้ให้เห็น ไม่มีไว้ให้เป็น การเป็นมะเร็ง ไม่ได้เป็นทุกข์ เราต้องใช้แก้ปัญหาด้วยปัญญา หากเซลล์ร่างกายเครียด จะเป็นอาหารของมะเร็ง โรคมะเร็งแม้รักษาหาย แต่มีโอกาสกลับมาใหม่ได้ภายใน 5 ปี ต้องคอยดูแลรักษาสุขภาพโดยใช้ธรรมชาติบำบัด และใช้ "ธรรมโอสถ" เป็นเกราะคุ้มครองจิตใจ ให้รู้จักปล่อยวางโรคภัย ป้องกันไม่ให้ความทุกข์ต่าง ๆ เข้ามาเบียดเบียนโรคทางจิตใจ คอยพูดคุยกับร่างกาย ทำสมาธิอยู่เป็นประจำ
ตราบที่ยังมีลมหายใจ แม่ชีศันสนีย์มุ่งมั่นที่จะทำงานสร้าง "ธรรมาศรม"หนึ่งในโครงการ"70 ปี 70 ล้านความดี อนุสาวรีย์มีชีวิตถวายพ่อ" เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในหลวงรัชกาลที่ 9
สำหรับผู้ที่สนใจข้อคิดดี ๆ แบบนี้ สามารถเข้ารับฟังธรรมบรรยายกับโครงการ "เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ" ได้ที่อาคารซีพี ทาวเวอร์ ชั้น 11ถนนสีลม ทุกวันศุกร์ เวลา 12.00 – 13.30 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น [http://สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร 0-2677-1901 หรือwww.cpall.co.th]สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร 0-2677-1901 หรือwww.cpall.co.th
วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2561
พลังสื่อตู่ดิจิทัล! ประเทศมีสติAIถึงจะยังยืน
พลังสื่อตู่ดิจิทัล! ประเทศมีสติAIถึงจะยังยืน : สำราญ สมพงษ์ นิสิตปริญญาเอก สาขาสันติศึกษา มจร รายงาน
ดังชั่วข้ามคืน สำหรับคลิปเสียดสีการเมือง "ประเทศ..มี" ฝ่ายที่ได้ประโยชน์ก็ออกมาชื่นชม ฝ่ายที่เสียประโยชน์ก็ตำหนิ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ตู่ดิจิทัล" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำลังเพลินๆ กับการใช้สื่อออนไลน์ทั้งเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาร์แกรม ไลน์ ซึ่งก็บอกมาตลอดว่า "ไม่ใช่เป็นการหาเสียง เพราะยังไม่สังกัดพรรคการเมือง" กกต.ก็ไฟเขียวรวมถึงคนที่ประกาศไม่เล่นการเมืองได้ออกมาเดินตามถนนหาสมาชิกให้กับพรรคการเมืองหนึ่งด้วย ได้ออกมาเตือนว่า
"ปัจจุบันมีแต่ข่าวปลอมในเรื่องของการเมืองเกิดขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งก่อนการตั้งศูนย์ป้องกันข่าวปลอม สิ่งสำคัญ คือ จะต้องสร้างภูมิคุ้มกันในการเรียนรู้และสร้างคุณธรรมในตนเองเสียก่อน เพราะคนที่มีคุณธรรมแล้วจะไม่โพสต์ในสิ่งที่ไม่ดี ซึ่งจะโพสต์เรื่องที่ดีมากกว่าเรื่องให้ร้ายให้แก่ประเทศ เพราะโอกาสแก้ไขเป็นเรื่องยาก ขอให้ตรวจสอบข่าวก่อนที่แชร์ด้วย"
น.ส.ปัญสิกรณ์ ติยะกร (ปัญ BNK48) ได้เสนอแผน "การเปิดศูนย์ป้องกันข่าวปลอม" โดยให้เหตุผลว่า "คนไทยเล่นอินเตอร์เน็ตเป็นอันดับหนี่งของโลก โดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 9 ชั่วโมงกว่าต่อวัน ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งตนเองก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ชอบเล่นและชอบอ่านข่าวจากอินเตอร์เน็ต ซึ่งพบว่าข่าวในปัจจุบันมีการนำเสนอข่าวที่รวดเร็ว แต่เนื้อหาบางเนื้อหาของข่าวบางข่าวยังคงมีการบิดเบือนอยู่ หรือก็คือข่าวปลอม" หากเป็นฝีมือของคนพอไหว หากเป็นฝีมีของปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (Artificial Intelligence=AI)ด้วยแล้วมนุษย์หนาวแน่ จำต้องมีสติศึกษาเป็นตัวกำกับเป็น "สติปัญญาประดิษฐ์" มนุษย์ถึงจะไม่ถูกครอบงำจาก AI
ทั้งนี้ เพราะว่า ข่าวหรือสื่อ นั้งมีพลัง โดยเฉพาะอย่างสื่อที่เสริมด้วย AI เพราะปัจจุบันนี้ในวงการสื่อสารได้นำ AI มาเป็นเครื่อมือช่วยงานด้านข่าวแล้ว เรียกว่าทำหน้าที่เป็นนักข่าวได้เลยทีเดียวและมีปริมาณมากกว่าด้วย นั่นคือ "พลังสื่อ" จากคำนี้ ทำให้มีประเด็นที่น่าพิจารณาคือ สื่อมีพลังในตัวเองหรือว่าจะต้องมีคุณสมบัติอื่นมาเสริมสื่อถึงจะมีพลัง
ตามประเด็นแรกคือสื่อมีพลังในตัวนั้นคงเป็นไปตามทฤษฎีการสื่อสารคือ SMCR คือผู้ส่งสาร เนื้อหา ช่อทาง และผู้รับสาร ถึงขั้นมีการพูดกันว่าสื่อคืออาวุธ แต่หากมีการนำ AI มาทำหน้าที่สื่อนั้น คงมีความหมายคือ มีคุณสมบัติอื่นมาเสริมสื่อถึงจะมีพลัง และหากจะให้ยั่งยืนด้วยแล้วก็จะมีนำ "สติปัญญาประดิษฐ์พลัง" มาเป็นตัวช่วยซึ่งตรงกับหลักธรรมในพระพุทธศาสนาคือ พละ 5 ซึ่งประกอบด้วย ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา พละ 5 คือจริยธรรมที่จะเป็นตัวนำ AI โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สติ
ปัจจุบันนี้ AI ได้เข้ามามีส่วนใช่งานด้านต่างๆ เป็นตัวช่วยทีมวิจัย เพราะมีความสามารถในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล (Text Analytics) เพราะนอกจากให้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็น เสียงสะท้อน เทรนด์ ความต้องการของกลุ่มลูกค้า รวมถึงการเพรวิเคราะห์อารมณ์ความรู้สึกผ่านข้อความ จึงเข้าใจอารมณ์ ความรู้สึกทั้งแง่บวก แง่ลบ ที่ลูกค้ามีต่อสินค้าหรือบริการ องค์กรเกิดความเข้าใจและเข้าถึงลูกค้า อีกทั้งสามารถแก้ไขและพัฒนาองค์กรได้รวดเร็ว มีผลให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจ องค์กรเกิดผลกำไร และลดต้นทุน
พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส,รศ.ดร ผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) ในฐานะกรรมการการปฏิรูปการสอนพระพุทธศาสนาในโรงเรียนของ สพฐ. เปิดเผยว่า "ขณะที่สังคมโลกกำลังสนใจกระแสของการนำสติ (Mindfulness) มาใช้ในการพัฒนาสมอง (Mindfulness and Brain) พัฒนาสุขภาพ (Mindfulness for Health) พัฒนาจิต (Mindfulness for Mental) และพัฒนาสุขภาวะ (Mindfulness for Well Being) อย่างแพร่หลาย
#วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ #IBSC จึงได้ออกแบบและพัฒนาหลักสูตรครูสติขึ้นมา เพื่อให้สามารถตอบสนองและสอดรับกับความต้องการของสังคมโลก เป้าหมายของหลักสูตรนี้มุ่งเน้นไปที่กลุ่มคนที่ประสงค์จะออกไปทำหน้าที่เป็นครูสอนสติแก่บุคคลทั่วไป โดยใช้เวลาในการศึกษา พัฒนา และฝึกฝนเป็นระยะเวลา 1 ปีเต็ม กรอบการพัฒนาจะเน้นทั้งความรู้ (Knowledge) ทัศนคติ (Adtitude) การปฏิบัติ (Practice) และทักษะ (Skill)
สำหรับรายวิชาในหลักสูตรประกอบด้วยสติในพระไตรปิฏก สติปัฏฐานภาวนา อานาปานสติภาวนา สติกับสมอง สติเพื่อสุขภาวะ การเรียนรู้ที่มีสติเป็นฐาน สติสำหรับภาวะผู้นำ สติสำหรับครู จริยธรรมสำหรับครูสติ วิธีสอบอารมณ์สำหรับครูสติ และสติบำบัด เป็นต้น
บัดนี้ สภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาฯ ได้อนุมัติหลักสูตร และอนุมัติให้เปิดหลักสูตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ หลักสูตรครูสติจะเปิดรับสมัครผู้สนใจเข้าศึกษาจำนวนจำกัด รุ่นละไม่เกิน 20 รูป/คน โดยเปิดรับสมัครรุ่นแรก ตั้งแต่ 1-30 มกราคม 2562 และเริ่มเข้าสู่การเรียนตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นต้นไป สนใจติดต่อสอบถามได้ที่วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ มจร วังน้อย อยุธยาฯ"
สตินอกจากจะเป็นคุณธรรมที่สำคัญในการรู้ทันสื่อทำให้โพสต์ในสิ่งที่มีประโยชน์แล้ว ยังทำหน้าที่กำกับผู้ใช้ AI อย่างสร้างสรรค์สังคมด้วย ดังนั้น สติศึกษาจึงถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่เสริมทักษะประชากรในศตวรรษที่ 21 ได้เป็นอย่างดีด้วย
..........
Cr.FB-Hansa Dhammahaso
หวังเด็กรู้ทันสื่อดิจิทัล! ระดมสมองยกสติศึกษาเป็นฐาน ปรับหลักสูตรสอนพุทธในโรงเรียนสพฐ.
วันที่ 26 ตุลาคม 2561 พระปราโมทย์ วาทโกวิโท วิทยากรกระบวนการธรรมะโอดี พระนิสิตปริญญาเอก สาขาสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) เข้าร่วมประชุมในฐานะได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานอนุกรรมการด้านประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่กิจกรรมการปฏิรูปการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อเป็นการวางแผนเตรียมประชุมคณะอนุกรรมการปฏิรูปการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทวงศึกษาธิการ เพื่อวางกรอบแนวคิดการปฏิรูปการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส,รศ.ดร. ผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) ในฐานะประธานอนุกรรมการและรองประธานการปฏิรูป ได้มีการสังเคราะห์โมเดล "สติศึกษา พัฒนาชีวิตและสังคมอุดมสติ" โดยการปฏิรูปการสอนพระพุทธศาสนาตามแนวทาง Mindfululness Based Learning หมายถึง การเรียนรู้ที่มีสติเป็นฐาน เพื่อเป็นกรอบของการพัฒนาเด็กเยาวชนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา โดยยึดคุณภาพที่พึงประสงค์ เช่น การมีทักษะชีวิตพัฒนาแห่งตน รู้ทันสื่อดิจิตอล และเป็นพลเมืองตื่นรู้ ล้วนสามารถบูรณาการกับสติ จึงเปรียบเทียบว่า รอยเท้าทุกรอย ย่อมลงสู่เท้าช้างฉันใด ธรรมะทุกหัวข้อย่อมเดินไปสติฉันนั้น
ประเด็นคือหลักสูตรในระดับประถมศึกษาที่ 1 สติศึกษา เราควรจะสอนอย่างไร ควรใช้ธรรมะใด มีรูปแบบกิจกรรมอย่างไร ควรจะมีสื่ออย่างไรอนุกรรมการด้านหลักสูตรจึงต้องออกแบบหลักสูตรเพื่อให้เกิดความเหมาะสม สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นโดย Learning Outcome ควรจะเป็นอย่างไร โดยการปรับหลักสูตรได้ศึกษาสภาพปัญหาของเด็ก ความต้องการของเด็ก และบุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่น ครู ผู้ปกครอง พระสอนศีลธรรม นักจิตวิทยา โดยใช้กรอบหลักธรรม คือ เบญจศีลเบญจธรรม จะเป็นการแปลงหลักธรรมไปสู่วิถีชีวิตผ่านสติศึกษาเป็นกรอบ เด็ก ป.1ควรจะได้เรียนรู้อะไร จึงไม่ควรใช้ตัว k เป็นตัวตั้ง แต่เราควรเอาวิถีชีวิตจึงควรเอาเรื่องของการ"กิน อยู่ ดู ฟัง เรียน เล่น"จะเป็น Mindfulness Based Learning : MBL เป็นการเรียนรู้ที่มีสติเป็นฐาน โดยยึดหลักสูตรในปัจจุบัน แต่ผู้สอนจะต้องออกแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับช่วงวัยนั้นๆ
"เราจึงต้องหาจุดเน้นจากตัวหลักสูตร โดยมีการยก "สติเป็นวิถีชีวิต" ส่วนเนื้อหาความรู้เป็นตัวรอง ต่อไปเราจะใช้การเรียนรู้ Mindfulness Based Learning:MBL เป็นการเรียนรู้ที่มีสติเป็นฐาน จึงจะมีการประชุมอนุกรรมการขึ้นครั้งที่ 1/2561 ในวันที่ 31 ตุลาคม 2561 ที่โรงแรมตรัง ถนนวิสุทธิกษัตริย์ กรุงเทพมหานคร โดยการสอนแบบ MBL มีกระบวนการเรียนรู้โดยไม่มีธง แต่เราจะต้องช่วยกันออกแบบร่วมกัน ซึ่งจะเป็นนวัตกรรมการเรียนรู้ เป็นการเรียนรู้ที่มีสติเป็นฐาน โดยภาคเช้าจะต้องเป็น Whyว่าทำไมจึงต้องสติศึกษา ส่วนภาคบ่ายจะต้อง How เราจะทำอย่างไรให้เกิดขึ้นจึงต้องอาศัยกรรมการมาร่วมปฏิรูปร่วมกัน" พระปราโมทย์ กล่าว
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
"สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต้องเร่งปลดล็อก
"สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต...
-
พระปิดตายันต์ยุ่งมหาอุตโม หลวงปู่ทิม อิสริโก จัดสร้างเพื่อหารายได้ สร้างหอฉันอุตตโม ออกแบบโดยช่างเกษม มงคลเจริญ ประกอบด้วย เนื้...
-
หลวงพ่อหอม จันทโชโต วัดซากหมาก อ.บ้านฉาง จ.ระยองถือว่าเป็นอดีตพระเกจิอาจารย์ดังรูปหนึ่ง "พระครูภาวนานุโยค" หรือที่ช...
-
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มรูปแบบ รายงานวิจัยเรื่อง “ปรัชญาดุริยางค์แห่งอนาคต: การถอดรหัสพันธุกรรมทางธรรมจากสิริ...









