ยังคงดุดันเหมือนเดิมสำหรับ "ดำดอทคอม" สมบัติ บัญชาเมฆ หรือ บัวขาว ป.ประมุข ในศึกไทยไฟท์ 2012 ณ อาคารชาญชัยอะเคเดียม ภายใน ม.กรุงเทพธนบุรี เมื่อวันที่ 23 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยมีแฟนมวยเข้าชมกันเนืองแน่น โดยประเคนอาวุธเข้าใส่ เมาโร เซอร์นา นักชกจากอิตาลีจอดในยก 3 ชนิดที่ผู้แพ้ปากแตกหัวบวมปูดเป็นลูกมะนาว แต่นั้นก็คือหน้าฉาก
คนส่วนใหญ่จะรู้แต่เพียงว่า นักมวยต้องซ้อมๆๆๆแล้วก็ซ้อมทั้งร่างกายจะจิตใจถึงจะชนะ
ร่างกายดีแต่สภาพจิตใจไม่ดีไม่เข้มแข็งพอหรือเกิดปัญหาก่อนชกก็อาจจะเกิดความทำท้อแท้หมดกำลังใจที่จะชกได้
บัวขาว ก็อยู่ในภาพเช่นนั้นคือจากลงเวทีก็ถือเวทีซ้อมนั้นเป็นการเตรียมความพร้อมด้านร่างกาย ส่วนจิตใจหละ บัวขาว ทำอย่างไร
น้อยคนนักจะรู้ว่า บัวขาว นั้นยังซ้อมจิตใจให้เข้มแข็งด้วยๆ การนั่งสมาธิทำจิตใจให้สงบอยู่เสมอ
ทุกครั้งที่ บัวขาว จะขึ้นชกจะเดินทางไปที่วัดสุเทพนิมิต สระกำแพงใหญ่ (หลวงปู่เครื่องอุปถัมภ์ ) อ.อุทุมพรสัย จ.ศรีสะเกษ ฝึกสมาธิขอพรและขอบารมีธรรมจากหลวงปู่สุข โกวิโท หรือพระครูพิสุทธิ์พรหมวิหาร อายุ 81 ปี รักษาการแทนเจ้าอาวาส เกจิอาจารย์ชื่อดังจังหวัดศรีสะเกษ
ทั้งนี้ได้รับการเปิดเผยจากพระมหาติ่ง มหิสสโร พระเลขานุการ ซึ่งจบปริญญาตรี - โท ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) และกำลังทำเรื่องเรียนต่อปริญญาเอกที่ประเทศอินเดียด้วยการสนับสนุนของหลวงปู่สุขว่า บัวขาว นับถือหลวงปู่มานานแล้ว ทุกครั้งที่จะขึ้นชกก็จะมาขอให้หลวงปู่พรมน้ำมนต์ให้และนั่งสมาธิเพื่อทำจิตใจให้เข็มแข็ง
พร้อมกันนี้พระมหาติ่งยังบอกว่า นอกจากนี้หลวงปู่ยังให้ของดีหายากมากกับ บัวขาว เอาไว้ติดตัวเวลาเดินทางและขึ้นชกด้วย
บัวขาว นับเป็นนักกีฬาคนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมทั้งร่างกายและจิตก่อนที่ขึ้นชก ส่วนผลออกมาจะเป็นอย่างไรนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง มีน้ำใจเป็นนักกีฬารู้แพ้รู้ชนะรู้อภัย
.................
(หมายเหตุ : ฮือฮา!'บัวขาว'ก่อนขึ้นชกทุกครั้ง เข้าวัดนั่งสมาธิพรมน้ำมนต์ : สำราญ สมพงษ์รายงาน ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก Phramahathing Mahitsaro)
วันอังคารที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2555
วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2555
นศ.ตระกูลดังอบรมจูมล่า'มจร' หวังทำเว็บไซต์ครูสอนคณิต
"สนใจทำเว็บไซต์จึงได้เข้าไปค้นหาข้อมูลในกูเกิ้ล ทราบว่ามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) เปิดอบรมการสร้างและการจัดการเว็บไซต์องค์กรด้วยโปรแกรมจูมล่า (Joomla) โดยเฉพาะอย่างยิ่งอบรมฟรี จึงได้สมัคร"
นี้เป็นคำบอกเล่าของนักศึกษาสาวมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรีตระกูลดังนามว่านางสาวไอริณ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ขณะเดียวกันเธอก็เป็นครูสอนพิเศษวิชาคณิตศาสตร์ที่สถาบันติวเตอร์แห่งหนึ่งด้วย
นางสาวไอริณตั้งความหวังว่าเมื่ออบรมเสร็จแล้วจะนำความรู้ไปทำเว็บไซต์เก็บข้อมูลเกี่ยวกับวิชาคณิตศาสตร์ที่สอนพิเศษอยู่ ขณะเดียวกันก็จะช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์ "มจร" เป็นการตอบแทนคุณ
เมื่อนางสาวไอริณอบรมการสร้างและการจัดการเว็บไซต์องค์กรด้วยโปรแกรมจูมล่าเสร็จแล้ว ยังได้ลงชื่อเข้ารุมอบรม Joomla Advance Extention Workshop รุ่นที่ 1 ต่ออีกด้วย
นี้เป็นรุ่นที่ 2 แล้วที่ "มจร" ภายใต้การดำเนินการของส่วนเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักหอสมุดและเทคโนโลยีสารสนเทศ เปิดอบรมการทำเว็บไซต์ด้วยโปรแกรมจูมล่าให้กับพระนิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไปรุ่นละ 40 คนครั้งละ 2 วัน
นอกจากนี้ "มจร" ยังเปิดอบรมในระดับต่างๆที่สูงขึ้นไปและโปรแกรมที่เกี่ยวข้องอย่างเช่น การออแบบเว็บไชต์ด้วย joomla CMS understanding(network) การจัดสร้างและปรับแต่งเทมเพลทจูมล่า Deamweaver และ Photoshop ตัดต่อวิดีโอ ด้วย camtasia studio Photoshop workshop microsoft office illustrator workshop สร้างระบบ e-Learning ด้วย Moodle ทั้งนี้อาจจะต้องจ่ายค่าอบรมบ้างแต่ในอัตราที่ไม่แพง
สำหรับผู้ที่สนใจการอบรมการสร้างเว็บไซต์เบื้องต้นยังสามารถสมัครได้อีก ซึ่งทางส่วนเทคโนฯ จะจัดขึ้นอีกครั้งเป็นรุ่นที่ 3 ส่วนผู้ที่ผ่านการอบรมมาแล้ว ต้องการได้ความรู้เพิ่มเติม สามารถสมัครจองที่นั่งหลักสูตรการสร้างเว็บไซต์ระดับสูง ได้ทางเว็บไซต์ http://training.mcu.ac.th
นอกจากผู้เข้ารับการอบรมแบบฟรีแล้ว ยังได้รับประทานอาหารฟรีด้วย เนื่องจากทาง "มจร" ได้รับแรงศรัทธาจากญาติโยมบริจาคทุนทรัพย์จัดทำภัตตาหารเพลถวายแก่พระภิกษุสามเณรที่เป็นผู้บริหาร เจ้าหน้าที่และพระนิสิตนักศึกษาทั้งไทยและต่างประเทศ ส่วนฆราวาสที่เกี่ยวข้องก็ได้รับอานิสงส์จากส่วนนี้ด้วย
นับได้ว่าเป็นการให้บริการสังคมอีกแนวทางหนึ่งของ "มจร" ทั้งนี้ด้วยตั้งความหวังว่าจะพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์นานาชาติในอนาคตอันใกล้นี้ด้วยการอาศัยไอทีเป็นตัวช่วย
.................
(หมายเหตุ : นศ.ตระกูลดังอบรมจูมล่า'มจร' หวังทำเว็บไซต์ครูสอนคณิต : สำราญ สมพงษ์รายงาน)
นี้เป็นคำบอกเล่าของนักศึกษาสาวมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรีตระกูลดังนามว่านางสาวไอริณ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ขณะเดียวกันเธอก็เป็นครูสอนพิเศษวิชาคณิตศาสตร์ที่สถาบันติวเตอร์แห่งหนึ่งด้วย
นางสาวไอริณตั้งความหวังว่าเมื่ออบรมเสร็จแล้วจะนำความรู้ไปทำเว็บไซต์เก็บข้อมูลเกี่ยวกับวิชาคณิตศาสตร์ที่สอนพิเศษอยู่ ขณะเดียวกันก็จะช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์ "มจร" เป็นการตอบแทนคุณ
เมื่อนางสาวไอริณอบรมการสร้างและการจัดการเว็บไซต์องค์กรด้วยโปรแกรมจูมล่าเสร็จแล้ว ยังได้ลงชื่อเข้ารุมอบรม Joomla Advance Extention Workshop รุ่นที่ 1 ต่ออีกด้วย
นี้เป็นรุ่นที่ 2 แล้วที่ "มจร" ภายใต้การดำเนินการของส่วนเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักหอสมุดและเทคโนโลยีสารสนเทศ เปิดอบรมการทำเว็บไซต์ด้วยโปรแกรมจูมล่าให้กับพระนิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไปรุ่นละ 40 คนครั้งละ 2 วัน
นอกจากนี้ "มจร" ยังเปิดอบรมในระดับต่างๆที่สูงขึ้นไปและโปรแกรมที่เกี่ยวข้องอย่างเช่น การออแบบเว็บไชต์ด้วย joomla CMS understanding(network) การจัดสร้างและปรับแต่งเทมเพลทจูมล่า Deamweaver และ Photoshop ตัดต่อวิดีโอ ด้วย camtasia studio Photoshop workshop microsoft office illustrator workshop สร้างระบบ e-Learning ด้วย Moodle ทั้งนี้อาจจะต้องจ่ายค่าอบรมบ้างแต่ในอัตราที่ไม่แพง
สำหรับผู้ที่สนใจการอบรมการสร้างเว็บไซต์เบื้องต้นยังสามารถสมัครได้อีก ซึ่งทางส่วนเทคโนฯ จะจัดขึ้นอีกครั้งเป็นรุ่นที่ 3 ส่วนผู้ที่ผ่านการอบรมมาแล้ว ต้องการได้ความรู้เพิ่มเติม สามารถสมัครจองที่นั่งหลักสูตรการสร้างเว็บไซต์ระดับสูง ได้ทางเว็บไซต์ http://training.mcu.ac.th
นอกจากผู้เข้ารับการอบรมแบบฟรีแล้ว ยังได้รับประทานอาหารฟรีด้วย เนื่องจากทาง "มจร" ได้รับแรงศรัทธาจากญาติโยมบริจาคทุนทรัพย์จัดทำภัตตาหารเพลถวายแก่พระภิกษุสามเณรที่เป็นผู้บริหาร เจ้าหน้าที่และพระนิสิตนักศึกษาทั้งไทยและต่างประเทศ ส่วนฆราวาสที่เกี่ยวข้องก็ได้รับอานิสงส์จากส่วนนี้ด้วย
นับได้ว่าเป็นการให้บริการสังคมอีกแนวทางหนึ่งของ "มจร" ทั้งนี้ด้วยตั้งความหวังว่าจะพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์นานาชาติในอนาคตอันใกล้นี้ด้วยการอาศัยไอทีเป็นตัวช่วย
.................
(หมายเหตุ : นศ.ตระกูลดังอบรมจูมล่า'มจร' หวังทำเว็บไซต์ครูสอนคณิต : สำราญ สมพงษ์รายงาน)
วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2555
สาววัยใส'ลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น'ใฝ่ธรรมเรียนป.โท'มจร'
คำว่า "ยูมิโก๊ะ" คงจะเป็นที่คุ้นเคยสำหรับคนคอการ์ตูนญี่ปุ่นจากเรื่อง "ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน" เพราะเป็นแม่ของโคนันตัวเอกของเรื่องนั่นเอง แต่ในที่นี้หมายถึงลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น ที่จบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยมหิดลและเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ที่ใช้นามทางเฟซบุ๊กว่า "Yuko Fc"
หากดูจากหน้าตาเธอแล้วต้องบอกว่าไม่แพ้ดาราญี่ปุ่นหลายๆ คนเลยที่เดียว แต่การมองคนนั้นไม่ควรที่จะดูที่ใบหน้าควรจะมองไปถึงจิตใจด้วย และในที่นี้จะมองเธอที่จุดนี้
"ยูมิโก๊ะ" นอกจากจะทำหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์มหาวิทยาลัยมหิดลแล้ว เธอยังสนใจศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) สาขาพระพุทธศาสนา ประดับปริญญาโทปี 2 ขณะนี้กำลังทำวิทยานิพนธ์ และทำรายการธรรมะแนว "กบนอกกะลา" เพราะอะไรเธอถึงสนใจด้านนี้
"รังษี สุทนต์" อาจารย์อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย มจร ผู้ได้ฉายาว่า "พระไตรปิฎกเคลื่อนที่" ให้คำตอบว่า เนื่องจาก "ยูมิโก๊ะ" นับถือพระพุทธศาสนามหายานนิกายนิชิเรนในประเทศญี่ปุ่นตามครอบครัวโดยแม่เป็นคนไทย
ทั้งนี้เธอสนใจใฝ่รู้และศรัทธาในพระพุทธศาสนานิยายเถรวาทมาก จึงต้องการทำวิทยานิพนธ์เปรียบเทียบระหว่างนิชิเรนกับเถรวาท แต่กรรมการสอบวิทยานิพนธ์มองว่าหนักไปจึงทำให้เธอทำในเชิงประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนามหายานนิกายนิชิเรนเท่านั้น
"ผมมองว่า เขาจะเป็นกำลังสำคัญในการเชื่อต่อมหายานแบบนิชิเรนให้ชาว มจร ได้ศึกษา และพระไตรปิฎกเป็นขุมทรัพย์แห่งปัญญา ทั้งนำมาใช้แสวงหาทรัพย์และนำมาใช้ปฏิบัติดำเนินชีวิต" อาจารย์รังษีระบุ
ที่นี้มาดูว่า ระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์ปุจฉา-วิสัชนาธรรมในหน้าเฟซบุ๊กเป็นอย่างไรบ้าง
"Yuko Fc สวัสดีค่ะ อ.รังษี พอดีหนูอยากตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่อง กาลามสูตร ในหนังสือ พระไตรปิฎกวิเคราะห์ว่า ข้ออื่นๆ ที่นอกเหนือจาก "อย่าปลงใจเชื่อตามตำรา" นั้น ถือว่า เป็นพุทธพจน์จริงๆ ใช่มั้ยคะ
หนูมีคำถามสงสัยอยากจะเรียนถามอ.คะ ว่า : -พระไตรปิฎกมีข้อความใดบ้าง ที่ถือว่าไม่เป็นพุทธพจน์บ้างคะ (เช่นอะไรบ้างคะ?) -มีพุทธพจน์ที่อยู่ในตำราที่ไม่ไช่พระไตรปิฎกที่ทางเถรวาทยอมรับบ้างมั้ยคะ ถ้ามี มีในตำราอะไรบ้างคะ"
ดูจากคำถามเธอประเด็นหลังแล้วหลายคนคงจะทึ่งเพราะว่าวัยรุ่นไทยส่วนใหญ่คงจะไม่คิดจะถามคำถามเช่นนี้ ส่วนคำตอบของอาจารย์รังษีเป็นอย่างไรนั้นคงต้องติดตามได้ที่เฟซบุ๊กของอาจารย์ที่ http://www.facebook.com/arjarn.rangsi เพราะอย่างเรื่องกาลามสูตรก็มีถึง 16 ตอนและยังไม่จบ ส่วนประเด็นพระไตรปิฎกมีข้อความใดบ้างที่ถือว่าไม่เป็นพุทธพจน์บ้างก็ถึง 5 ตอนด้วยกัน
นับได้ว่าสาววัยใสลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นนาม "ยูมิโก๊ะ" คงจะเป็นตัวอย่างหนึ่งที่สนในศึกษาพระพุทธศาสนาในเชิงลึกซึ้ง
.................
(หมายเหตุ : สาววัยใส'ลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น'ใฝ่ธรรมเรียนป.โท'มจร' : สำราญ สมพงษ์รายงาน)
วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2555
'มหานิกาย'มอบป.เอก'ธรรมยุต' ย้ำภาพทำลายกำแพงนิกาย
ภาพความร่วมมือระหว่างพระนิกายทั้งสองในประเทศไทยคือมหานิกายกับธรรมยุตไม่ได้ปรากฏต่อสายตาสาธารณชนเท่าใดนัก ทั้งๆที่มีความร่วมมือกันมาอย่างต่อเนื่อง เป็นที่ทราบกันก็เฉพาะในวงในเท่านั้น
อย่างภาพที่พระธรรมสุธี นายกสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) ฝ่ายมหานิยาย พร้อมด้วยพระธรรมโกศาจารย์ อธิการบดี ผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ ได้ร่วมพิธีถวายปริญาพุทธศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการจักการเชิงพุทธ แด่พระธรรมวราจารย์ (แบน กิตฺสาโร) ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 16,17,18 ฝ่ายธรรมยุต และผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศ กรุงเทพมหานคร ที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร) วิทยาเขตสิรินธร อ้อมใหญ่ จ.สมุทรสาคร เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา
หรืออย่างเช่นกรณีประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเป็นประธาน โดยได้พิจารณารายชื่อพระเถรานุเถระที่จะเข้ารับพระราชทานสถาปนาเลื่อนและตั้งสมณศักดิ์ ประจำปี 2555 ซึ่งปีนี้มีตำแหน่งชั้นรองสมเด็จพระราชาคณะชั้นหิรัญบัฏ ฝ่ายมหานิกาย ว่างจำนวน 1 ตำแหน่ง
ที่ประชุมมหาเถรสมาคมได้พิจารณาเห็นควรเลื่อนและตั้งสมณศักดิ์พระธรรมโกศาจารย์ (ศ.ดร.ประยูร ธมฺมจิตฺโต) เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส และอธิการบดี มจร ในฐานะกรรมการมหาเถรสมาคม เป็นรองสมเด็จพระราชาคณะรูปใหม่ มีราชทินนามว่า “พระพรหมบัณฑิต” สร้างความปลาบปลื้มให้กับชาว มจร และชาวพุทธไม่น้อย
ข้อมูลเช่นนี้ก็ทราบอยู่เฉพาะในวงจำกัดเช่นเดียวกัน ไม่เหมือนกับกรณีพฤติกรรมของพระสงฆ์ที่ผิดพระธรรมวินัย มั่วสีกา ค้ายาเสพติด เต้นโคโยตี้เป็นต้น เมื่อมีข้อมูลทางลบเช่นนี้ถูกเผยแพร่ออกมา จะมีการเผยแพร่ต่อทางสังคมออนไลน์โดยเฉพาะทางเฟซบุ๊กอย่างรวดเร็ว จึงทำให้มีเสียงเรียกร้องจากพระเมธีธรรมาจารย์ รองอธิการบดี มจร ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ต้องการให้ มส.ตั้งหน่วยงานขึ้นมาตรวจสอบควบคุม
ความจริงแล้วความร่วมมือของพระทั้งสองนิยายหรือแม้นแต่พระนิกายต่างๆในต่างประเทศ ก็มีมาอย่างต่อเนื่องดูการจัดงานวันวิสาขะโลกเป็นตัวอย่าง ทั้งการปกครองและการศึกษา มมร.ก็เคยพิจารณาพิธีถวายปริญาดุษฏีบัณฑิตแก่พระเถระฝ่ายมหานิกายเช่นเดียวกัน
ต่อกรณีนี้ "สมหมาย สุภาษิต" รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารสำนักส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการสังมคม มจร ชี้แจงว่า การที่ มจร ถวายปริญาพุทธศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการจักการเชิงพุทธ แด่พระธรรมวราจารย์ ฝ่ายธรรมยุตดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ เพราะมีกิจกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผ่านกระบวนการการเสนอชื่อให้สภาวิชาการของมหาวิทยาลัยพิจารณาอนุมัติไปตามคุณสมบัติอย่างแท้จริง โดยไม่มีสี การเมืองหรือนิกายเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด
"ส่วนการการที่ มส.พิจารณาเห็นชอบให้พระธรรมโกศาจารย์เลื่อนสมณศักดิ์ชั้นรองสมเด็จพระราชาคณะชั้นหิรัญบัฏ ฝ่ายมหานิกายนั้น ก็เป็นพระราชาคณะที่มีคุณสมบัติเหมาะสม 1 ใน 3 รูปที่สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ กรรมการ มส. เสนอให้ที่ประชุม มส.พิจารณา" "สมหมาย" ระบุ
ภาพ มจร พิธีถวายปริญาพุทธศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์แด่พระธรรมวราจารย์ พระเถระฝ่ายธรรมยุตดังกล่าวจึงนับว่าเป็นการย้ำการทุบกำแพงนิกายโดยแท้ ทั้งนี้เพราะทั้งสองมหาวิทยาลัยสงฆ์ตั้งบนหลักของ "วิชชา" ไม่ยึดฝักฝ่ายหรือนิกายเป็นที่ตั้ง
หากยังมี "อวิชชา" ความเป็นนิกาย สี หรือแม้นแต่ความเป็นศาสนาจนทำให้เห็นภาพวัดพุทธในบังคลาเทศถูกเผา ทำให้ชาวพุทธต้องรวมตัวกันออกมาเรียกร้องให้ยุติพฤติกรรมการทำลายล้างเพราะศาสนาเป็นต้นเหตุ ภาพความร่วมมือของทั้งสองมหาวิทยาลัยสงฆ์ก็คงไม่เกิด ฝ่ายการเมืองจะเอาเป็นแบบอย่างความปรองดองก็คงจะเกิดขึ้นได้
สำราญ สมพงษ์รายงาน
อย่างภาพที่พระธรรมสุธี นายกสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) ฝ่ายมหานิยาย พร้อมด้วยพระธรรมโกศาจารย์ อธิการบดี ผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ ได้ร่วมพิธีถวายปริญาพุทธศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการจักการเชิงพุทธ แด่พระธรรมวราจารย์ (แบน กิตฺสาโร) ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 16,17,18 ฝ่ายธรรมยุต และผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศ กรุงเทพมหานคร ที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร) วิทยาเขตสิรินธร อ้อมใหญ่ จ.สมุทรสาคร เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา
หรืออย่างเช่นกรณีประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเป็นประธาน โดยได้พิจารณารายชื่อพระเถรานุเถระที่จะเข้ารับพระราชทานสถาปนาเลื่อนและตั้งสมณศักดิ์ ประจำปี 2555 ซึ่งปีนี้มีตำแหน่งชั้นรองสมเด็จพระราชาคณะชั้นหิรัญบัฏ ฝ่ายมหานิกาย ว่างจำนวน 1 ตำแหน่ง
ที่ประชุมมหาเถรสมาคมได้พิจารณาเห็นควรเลื่อนและตั้งสมณศักดิ์พระธรรมโกศาจารย์ (ศ.ดร.ประยูร ธมฺมจิตฺโต) เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส และอธิการบดี มจร ในฐานะกรรมการมหาเถรสมาคม เป็นรองสมเด็จพระราชาคณะรูปใหม่ มีราชทินนามว่า “พระพรหมบัณฑิต” สร้างความปลาบปลื้มให้กับชาว มจร และชาวพุทธไม่น้อย
ข้อมูลเช่นนี้ก็ทราบอยู่เฉพาะในวงจำกัดเช่นเดียวกัน ไม่เหมือนกับกรณีพฤติกรรมของพระสงฆ์ที่ผิดพระธรรมวินัย มั่วสีกา ค้ายาเสพติด เต้นโคโยตี้เป็นต้น เมื่อมีข้อมูลทางลบเช่นนี้ถูกเผยแพร่ออกมา จะมีการเผยแพร่ต่อทางสังคมออนไลน์โดยเฉพาะทางเฟซบุ๊กอย่างรวดเร็ว จึงทำให้มีเสียงเรียกร้องจากพระเมธีธรรมาจารย์ รองอธิการบดี มจร ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ต้องการให้ มส.ตั้งหน่วยงานขึ้นมาตรวจสอบควบคุม
ความจริงแล้วความร่วมมือของพระทั้งสองนิยายหรือแม้นแต่พระนิกายต่างๆในต่างประเทศ ก็มีมาอย่างต่อเนื่องดูการจัดงานวันวิสาขะโลกเป็นตัวอย่าง ทั้งการปกครองและการศึกษา มมร.ก็เคยพิจารณาพิธีถวายปริญาดุษฏีบัณฑิตแก่พระเถระฝ่ายมหานิกายเช่นเดียวกัน
ต่อกรณีนี้ "สมหมาย สุภาษิต" รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารสำนักส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการสังมคม มจร ชี้แจงว่า การที่ มจร ถวายปริญาพุทธศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการจักการเชิงพุทธ แด่พระธรรมวราจารย์ ฝ่ายธรรมยุตดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ เพราะมีกิจกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผ่านกระบวนการการเสนอชื่อให้สภาวิชาการของมหาวิทยาลัยพิจารณาอนุมัติไปตามคุณสมบัติอย่างแท้จริง โดยไม่มีสี การเมืองหรือนิกายเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด
"ส่วนการการที่ มส.พิจารณาเห็นชอบให้พระธรรมโกศาจารย์เลื่อนสมณศักดิ์ชั้นรองสมเด็จพระราชาคณะชั้นหิรัญบัฏ ฝ่ายมหานิกายนั้น ก็เป็นพระราชาคณะที่มีคุณสมบัติเหมาะสม 1 ใน 3 รูปที่สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ กรรมการ มส. เสนอให้ที่ประชุม มส.พิจารณา" "สมหมาย" ระบุ
ภาพ มจร พิธีถวายปริญาพุทธศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์แด่พระธรรมวราจารย์ พระเถระฝ่ายธรรมยุตดังกล่าวจึงนับว่าเป็นการย้ำการทุบกำแพงนิกายโดยแท้ ทั้งนี้เพราะทั้งสองมหาวิทยาลัยสงฆ์ตั้งบนหลักของ "วิชชา" ไม่ยึดฝักฝ่ายหรือนิกายเป็นที่ตั้ง
หากยังมี "อวิชชา" ความเป็นนิกาย สี หรือแม้นแต่ความเป็นศาสนาจนทำให้เห็นภาพวัดพุทธในบังคลาเทศถูกเผา ทำให้ชาวพุทธต้องรวมตัวกันออกมาเรียกร้องให้ยุติพฤติกรรมการทำลายล้างเพราะศาสนาเป็นต้นเหตุ ภาพความร่วมมือของทั้งสองมหาวิทยาลัยสงฆ์ก็คงไม่เกิด ฝ่ายการเมืองจะเอาเป็นแบบอย่างความปรองดองก็คงจะเกิดขึ้นได้
สำราญ สมพงษ์รายงาน
วันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2555
จุฬาฯถวายทุน'พระมหาจุฬาฯ' ทำวิจัย'พระกับการเมือง'
สภาพการเมืองไทยทุกวันนี้พูดได้เต็มปากว่ามีการแบ่งฝ่ายเล่นกันอย่างชัดเจนแบบไม่มีกติกา ไม่มีน้ำใจนักกีฬา ไม่รู้จักแพ้ ไม่รู้จักชนะ ไม่รู้จักให้อภัย ต่างชี้หน้าด่ากัน "เลว" ทำดีก็ด่าว่า "สร้างภาพ" ทำชั่วก็ทับถม ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า "สนับสนุนคนชั่ว"
ไม่ขีดวงในการเล่น ไม่รู้ว่าการเมืองไหนในเป็นการเมืองในประเทศ การเมืองไหนเป็นการเมืองระหว่างประเทศที่คนทั้งชาติต้องร่วมมือกัน
ไม่นึกถึงคำของพระพุทธทาสที่ว่า "เขามีส่วนเลวบ้างช่างหัวเขา จงเลือกเอาส่วนดีเขามีอยู่ เป็นประโยชน์โลกบ้างยังน่าดู ส่วนที่ชั่วอย่าไปรู้ของเขาเลย"
ตอนนี้มีการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นักการเมืองไทยก็รู้เพียงแค่ผลว่าจะออกมาอย่างไรเท่านั้น แต่ไม่สนใจว่าหลังจากนั้นเขาร่วมมือกันพัฒนาประเทศอย่างไร
นักการเมืองไทยไม่อยากได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพกันบ้างหรืออย่างไร ดูอย่างพม่าที่นักการเมืองไทยมองอย่างเหยียดหยามว่าด้อยพัฒนา หล้าหลังไทย
แต่พม่าก็มีนักการเมืองที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อ 20 ปีก่อนคือ "อองซาน ซูจี" และปีนี้ก็กำลังมีการเสนอชื่อผู้นำพม่าเพื่อรับรางวัลนี้ หากผลออกมาว่า "ได้" และมีแนวโน้มจะเป็นจริงด้วย แล้วนักการเมืองไทยจะเอาหน้าไปไว้ไหน แล้วไม่คิดสร้างชื่อกันบ้างหรืออย่างไร
ขณะเดียวกันการเมืองไทยมาช่วง 6 ปีที่ผ่านมาก็ได้เห็นภาพพระสงฆ์เข้าไปมีส่วนร่วมของน้ำคลำการเมืองเน่าๆนั้นด้วย จนกระทั้งมีผู้เสนอความคิดให้พระสงฆ์ไทยมีสิทธิ์เลือกตั้งได้อย่างประเทศศรีลังกาและพม่า
นี้คงเป็นเหตุผลบางส่วนที่ทางมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถวายทุนทำวิจัย "พระกับการเมือง" ให้กับพระจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) เชื่อว่าคงจะสร้างภาพลักษณ์ให้กับพระที่เกี่ยวข้องกับการเมืองและนักการเมืองไทยได้บ้าง
ทั้งนี้การทำวิจัยดังกล่าวภายใต้การนำของ "ปรีชา ช้างขวัญยืน" ผู้อำนวยการพุทธศาสน์ศึกษา มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทุนละ 150,000 บาท
แบ่งออกเป็น 2 หัวข้อเรื่องคือ "แนวโน้วบทบาทพระสงฆ์กับการเมืองไทยในสองทศวรรษหน้า" พระที่รับทุนคือ พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ผู้ช่วยอธิการบดี และเรื่อง "พระสงฆ์กับสงคราที่ยุติธรรม" พระที่รับทุนคือพระมหาสมบูรณ์ วุฒิกโร รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย
พระมหาหรรษาเปิดเผยผ่านทางเฟซบุ๊กนาม "Hansa Dhammahaso" ความว่า สำหรับงานวิจัยเรื่อง "บทบาทพระสงฆ์กับการเมืองไทยในสองทศวรรษหน้า" นั้น ได้เริ่มต้นศึกษาและรวบรวมข้อมูลมาตั้งแต่ตัดสินใจเข้าเรียนในหลักสูตรการเมืองการปกครองในระดับประชาธิปไตยสำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 15 สถาบันพระปกเกล้าแล้ว โดยได้เจริญพร ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ได้ทราบถึงเจตนารมณ์ในการตัดสินใจเข้าศึกษาหลักสูตรดังกล่าว เพื่อจะได้นำข้อมูลจากเพื่อนร่วมรุ่นที่เป็น ส.ส. ส.ว. และข้าราชการผู้ใหญ่ทั้งภาครัฐและเอกชนมาประมวลเป็นข้อมูลในการทำวิจัยเรื่องนี้
การทำวิจัยเรื่องนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเดินทางไปศึกษา และสัมภาษณ์นักการศาสนา นักการเมือง และประชาชนบางส่วนในประเทศศรีลังกา พม่า ลาว กัมพูชา เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาเป็นกรอบในการกำหนด และตั้งคำถามว่า การเมืองคืออะไร พระสงฆ์ไทยว่าควรจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองได้หรือไม่ หรือเกี่ยวของในลักษณะใด จึงจะทำให้พระสงฆ์ได้วางบทบาทและสถานะของตนเองให้สอดคล้อง ถูกต้อง และเหมาะสมกับบริบท และสถานการณ์ทางการเมืองและสังคมในยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป
เชื่อมั่นว่างานวิจัยเรื่องนี้จะทำให้ได้อีกหนึ่งคำตอบ หรือหนึ่งทางเลือกเพื่อที่จะบอกพระสงฆ์และสังคมไทยว่า แนวโนมบทบาทพระสงฆ์กับการเมืองไทยในสองทศวรรษหน้า" ควรจะมีทิศทางและแนวทางอย่างไร การตอบคำถามเหล่านี้ มิได้มีนัยเพื่อตัวพระสงฆ์หรือนักการเมืองไทยเท่านั้น หากแต่เป็นการวางสถานะ และจุดยืนของพระพุทธศาสนา เพื่อความตั้งมั่นและยั่งยืนของพระพุทธศาสนาทั้งในปัจจุบัน และอนาคตต่อไป
ส่วนหัวข้อเรื่อง "พระสงฆ์กับสงครามที่ยุติธรรม" ซึ่งถือได้ว่าเป็นหัวข้อที่ร่วมสมัย และกลุ่มคนจำนวนมากกำลังอยากจะได้คำตอบว่า "พระสงฆ์สามารถทำสงครามเพื่อนำมาซึ่งความยุติธรรมได้หรือไม่?"
"จะเห็นว่า หัวข้องานวิจัยทั้งสองเรื่องนี้ มีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก" พระมหาหรรษาระบุ
เชื่อแน่ว่าผลงานวิจัยทั้ง 2 หัวข้อนี้จะได้เห็นภาพของนักการเมืองไทยเชิงพุทธเป็นอย่างไร ซึ่งจะเป็นแบบอย่างของการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในไทยและทั่วโลกได้
.................
(หมายเหตุ : จุฬาฯถวายทุน'พระมหาจุฬาฯ' ทำวิจัย'พระกับการเมือง' : สำราญ สมพงษ์รายงาน)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
Sunakkhatta Sutta Identifies Craving and Ignorance as the Roots of Conflict, Offering Mindfulness and Wisdom as the Path to Lasting World Peace
The Sunakkhatta Sutta (Majjhima Nikāya, Book 14 of the Pāli Canon) presents profound teachings on the development of the human mind and t...
-
พระปิดตายันต์ยุ่งมหาอุตโม หลวงปู่ทิม อิสริโก จัดสร้างเพื่อหารายได้ สร้างหอฉันอุตตโม ออกแบบโดยช่างเกษม มงคลเจริญ ประกอบด้วย เนื้...
-
หลวงพ่อหอม จันทโชโต วัดซากหมาก อ.บ้านฉาง จ.ระยองถือว่าเป็นอดีตพระเกจิอาจารย์ดังรูปหนึ่ง "พระครูภาวนานุโยค" หรือที่ช...
-
วันที่ 26 กันยายน 2562 เวลา 8.30 น.ตามเวลาท้องถิ่น นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า มี...


