[บทที่ 1]
รูปดั่งฟองน้ำ ลอยตามสายนที
มองด้วยปัญญา ไม่มีแก่นสาร
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไปตามกาล
อย่ายึดมั่นรูปนั้น ว่าเป็นตัวเรา
[บทที่ 2]
เวทนาดั่งฟอง ลอยแล้วแตกสลาย
สุขทุกข์ทั้งหลาย เปลี่ยนไปไม่เที่ยง
วันนี้สุข พรุ่งนี้อาจมีเสียง
แห่งความทุกข์มาเปลี่ยน ในหัวใจ
[บทที่ 3]
สัญญาดั่งพยับแดด ระยิบระยับไกล
เหมือนจริงเพียงใด เมื่อเข้าไปก็หาย
สิ่งที่เราเห็น สิ่งที่เราหมาย
ล้วนเปลี่ยนแปรไป ไม่ควรยึดถือ
[บทที่ 4]
สังขารดั่งต้นกล้วย ปอกไปทีละชั้น
ค้นหาแก่นนั้น กลับไม่พบอะไร
ความคิดปรุงแต่ง เกิดดับภายใน
อย่ายึดว่า “ฉัน” อย่ายึดว่า “ของเรา”
[บทที่ 5]
วิญญาณดั่งมายา นักเล่นกลแสดง
ปรากฏเหมือนจริง แต่แท้ไม่จีรัง
เกิดขึ้นเพราะเหตุ แล้วดับตามกำลัง
เมื่อเห็นตามจริง ใจจึงเป็นอิสระ
[ท่อนฮุก]
ฟองน้ำ พยับแดด ต้นกล้วย มายา
ห้าขันธ์ผ่านมา แล้วก็ผ่านไป
ไม่มีสิ่งใด เป็นแก่นเที่ยงแท้ในใจ
เมื่อคลายความยึดมั่น โลกก็พบสันติ
[สะพานเพลง]
เบื่อหน่าย มิใช่เกลียดชัง
คลายกำหนัด มิใช่ทอดทิ้ง
เห็นความจริงด้วยใจที่นิ่ง
แล้วความทุกข์ก็สิ้นจากใจ
[ท่อนสุดท้าย]
มีสติ มีสัมปชัญญะ
พิจารณาทุกขณะ ไม่หวั่นไหว
ละสังโยชน์ สร้างที่พึ่งภายใน
เดินตามหนทางแห่งความหลุดพ้น
[จบเพลง]
ห้าขันธ์เป็นดั่งเงา
เกิดแล้วดับ ไม่ยั่งยืน
เมื่อรู้ เมื่อเห็น เมื่อตื่น
จิตย่อมคืนสู่ความสงบ
ห้าเงาไร้แก่นสาร
เมื่อเห็นชัดด้วยปัญญา
ความยึดมั่นค่อยเลือนลา
เปิดประตูสู่นิพพาน
“เผณปิณฑสูตร” ชี้ขันธ์ ๕ เปรียบดังฟองน้ำ–พยับแดด–ต้นกล้วย–มายากล เตือนมนุษย์อย่ายึดสิ่งไม่เที่ยงเป็นแก่นสาร
หลักธรรมจากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ ชี้ทางพ้นทุกข์ด้วยการพิจารณาขันธ์ ๕ อย่างแยบคาย เห็นความว่างจากแก่นสาร นำไปสู่ความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และหลุดพ้น
เผณปิณฑสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เป็นพระสูตรที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมว่าด้วย อุปมาขันธ์ ๕ โดยทรงใช้ภาพจากธรรมชาติและสิ่งใกล้ตัว เพื่อให้พุทธบริษัทเข้าใจความไม่เที่ยงและความไม่มีแก่นสารของสิ่งที่มนุษย์มักยึดมั่นว่าเป็น “ตัวเรา” หรือ “ของเรา”
ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ริมแม่น้ำคงคาใกล้อุชุชนบุรี และตรัสกับภิกษุทั้งหลาย โดยทรงยก กลุ่มฟองน้ำ ที่ลอยมาตามแม่น้ำมาเป็นอุปมาเปรียบกับ “รูป” ซึ่งเป็นหนึ่งในขันธ์ ๕ หากบุคคลผู้มีปัญญาพิจารณาฟองน้ำอย่างแยบคาย ย่อมเห็นว่าฟองน้ำนั้นว่างเปล่าและหาสาระที่มั่นคงไม่ได้ รูปก็เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน ใกล้หรือไกล เมื่อพิจารณาอย่างถูกต้อง ย่อมเห็นว่าไม่ใช่สิ่งเที่ยงแท้ถาวร
เวทนา พระพุทธองค์ทรงอุปมาด้วย ฟองน้ำ ที่เกิดขึ้นและดับไปตามเหตุปัจจัย เปรียบให้เห็นว่าความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉย ๆ ล้วนเกิดขึ้นแล้วเปลี่ยนแปลง ไม่สามารถยึดถือเป็นสิ่งถาวรได้
สัญญา ทรงอุปมาด้วย พยับแดด ที่ปรากฏระยิบระยับในเวลาเที่ยง แต่เมื่อเข้าไปพิจารณาอย่างละเอียดกลับไม่มีตัวตนให้จับต้องได้ เปรียบเสมือนการกำหนดหมายและการรับรู้ของมนุษย์ ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย
ส่วน สังขาร ทรงอุปมาด้วย ต้นกล้วย ผู้ต้องการไม้แก่นอาจตัดต้นกล้วยแล้วปอกกาบออกทีละชั้น แต่ไม่พบแม้กระทั่งกระพี้หรือแก่นที่แท้จริง สะท้อนให้เห็นว่าสิ่งปรุงแต่งทั้งหลาย แม้ดูเหมือนมีโครงสร้างมั่นคง แต่เมื่อพิจารณาอย่างแยบคายก็ไม่พบแก่นสารที่ควรยึดถือเป็นตัวตนถาวร
ขณะที่ วิญญาณ พระพุทธองค์ทรงอุปมาด้วย มายากลของนักเล่นกล ซึ่งดูเหมือนจริงในสายตาผู้ชม แต่เมื่อพิจารณาอย่างมีสติและปัญญา ย่อมเห็นว่าเป็นเพียงการแสดงที่อาศัยเหตุปัจจัย มิใช่สิ่งเที่ยงแท้ถาวร
พระพุทธองค์จึงทรงสรุปอุปมาขันธ์ ๕ ไว้อย่างชัดเจนว่า
รูป เปรียบเหมือนกลุ่มฟองน้ำ
เวทนา เปรียบเหมือนฟองน้ำ
สัญญา เปรียบเหมือนพยับแดด
สังขาร เปรียบเหมือนต้นกล้วย
วิญญาณ เปรียบเหมือนมายากล
เมื่อพระอริยสาวกผู้ได้สดับธรรมพิจารณาขันธ์ ๕ ด้วยปัญญาอย่างแยบคาย ย่อมเห็นขันธ์ทั้งหลายว่า ว่างเปล่าและหาสาระอันเที่ยงแท้ไม่ได้ เมื่อเห็นตามความเป็นจริง จิตย่อมเกิดความเบื่อหน่ายในขันธ์ ๕ จากนั้นย่อมคลายความกำหนัด และเมื่อคลายกำหนัดก็ย่อมหลุดพ้น
หลักธรรมดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อการดำเนินชีวิต เพราะมนุษย์จำนวนมากมักสร้างความทุกข์จากการยึดติดในร่างกาย ความรู้สึก ความจำ ความคิดปรุงแต่ง และการรับรู้ว่าเป็น “ตัวตนของเรา” เมื่อสิ่งเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไป จิตจึงเกิดความกลัว ความสูญเสีย ความโกรธ และความเศร้า
เผณปิณฑสูตรจึงมิได้สอนให้มนุษย์ปฏิเสธชีวิตหรือโลก แต่สอนให้ เห็นชีวิตตามความเป็นจริง ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุปัจจัยและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การมีสติและสัมปชัญญะจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการไม่ตกเป็นทาสของความยึดมั่น
ในมิติของการสร้างสันติภาพ หลักธรรมจากเผณปิณฑสูตรสามารถนำมาประยุกต์ได้อย่างลึกซึ้ง เพราะความขัดแย้งจำนวนมากมีรากฐานจากการยึดมั่นใน “ตัวฉัน–ของฉัน–ความคิดของฉัน” หากมนุษย์เรียนรู้ที่จะมองตนเองและผู้อื่นผ่านความจริงของขันธ์ ๕ ความยึดมั่นในอัตตาย่อมลดลง และพื้นที่สำหรับความเข้าใจ การให้อภัย และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติก็เพิ่มขึ้น
พระพุทธองค์ทรงเตือนให้ผู้ปฏิบัติธรรมมีความเพียร มีสติ และมีสัมปชัญญะ พิจารณาขันธ์ทั้งหลายอย่างต่อเนื่องทั้งกลางวันและกลางคืน พร้อมละสังโยชน์ทั้งปวง และสร้างที่พึ่งให้แก่ตนเอง โดยเปรียบความเพียรเสมือนบุคคลผู้มีศีรษะถูกไฟไหม้ ซึ่งย่อมต้องรีบดับไฟโดยไม่ประมาท
เผณปิณฑสูตรจึงเป็นคำสอนที่ชวนให้มนุษย์ตั้งคำถามสำคัญว่า สิ่งที่เรากำลังยึดมั่นนั้นมี “แก่นสาร” จริงหรือไม่ หากพิจารณาด้วยสติและปัญญาอย่างแยบคาย และเห็นความจริงของขันธ์ ๕ ได้ ความยึดมั่นย่อมคลายลง และหนทางแห่งอิสรภาพจากความทุกข์ย่อมเปิดออก
The Pheṇapiṇḍa Sutta: The Five Aggregates Are Like Foam, a Mirage, a Banana Tree, and a Magic Show
A Buddhist teaching from the Pheṇapiṇḍa Sutta encourages mindful investigation of the five aggregates, revealing their impermanent and insubstantial nature as a path toward freedom from attachment and suffering.
The Pheṇapiṇḍa Sutta, found in the Saṃyutta Nikāya, Khandha-vagga, presents a profound teaching on the nature of the five aggregates: form, feeling, perception, formations, and consciousness.
The Buddha once stayed on the bank of the Ganges near Ujuññā and addressed the monks. He used familiar images from nature and everyday life to illustrate how the five aggregates appear substantial but, when examined carefully, cannot provide a permanent essence.
First, the Buddha compared form to a large mass of foam floating down a river. A person with good eyesight who carefully examines the foam will see that it is empty and without substance. In the same way, form—whether past, future, or present, near or far—when carefully examined, is seen to lack a permanent essence.
Feeling was compared to bubbles in water. Bubbles arise and disappear rapidly. Likewise, pleasant, painful, and neutral feelings arise and pass away according to conditions. They cannot be permanently possessed or controlled.
Perception was compared to a mirage shimmering in the heat. It appears to be something real from a distance, but careful examination reveals that it cannot provide the solid substance that one initially imagines.
Formations were compared to a banana tree. A person searching for solid wood might cut down a banana tree and peel away its layers, only to discover that there is no hard core within it. In the same way, mental formations may appear substantial, but careful examination reveals no permanent essence that can be possessed as a lasting self.
Finally, consciousness was compared to a magical illusion performed by a magician. It can appear convincing to those watching, but careful examination reveals that the apparent reality depends upon causes, conditions, and techniques.
The Buddha therefore presented the fivefold analogy:
Form is like foam.
Feeling is like a bubble.
Perception is like a mirage.
Formations are like a banana tree.
Consciousness is like a magic show.
When a noble disciple carefully examines the five aggregates in this way, they become apparent as empty and without permanent substance. Seeing them according to reality leads to disenchantment. Disenchantment leads to fading of passion, and fading of passion leads to liberation.
The teaching has profound relevance to modern life. People often experience suffering because they identify themselves with their bodies, feelings, memories, thoughts, and perceptions. When these constantly changing conditions change against their wishes, fear, anger, grief, and conflict may arise.
The Pheṇapiṇḍa Sutta does not teach people to reject life. Rather, it teaches them to see life clearly. Everything conditioned arises and changes according to causes and conditions. Mindfulness and clear comprehension therefore become essential tools for living without being dominated by attachment.
The teaching also offers an important perspective for peacebuilding. Many conflicts arise from attachment to “me,” “mine,” and “my way.” When people understand the impermanent and conditioned nature of the five aggregates, attachment to ego can gradually weaken. With less attachment, there can be more room for understanding, forgiveness, compassion, and peaceful coexistence.
The Buddha therefore encouraged practitioners to maintain diligence, mindfulness, and clear comprehension, continually contemplating the five aggregates and abandoning the bonds that keep the mind trapped in suffering.
The Pheṇapiṇḍa Sutta ultimately invites humanity to ask a fundamental question:
What are we holding on to as if it were permanent, when in truth it is constantly changing?
When the five aggregates are examined with wisdom, their lack of permanent essence becomes clear. As attachment fades, the path toward inner freedom and peace becomes visible.
Five Shadows Without Essence
[Verse 1]
Form is like foam upon the river,
Floating softly with the tide.
Look with wisdom, look much deeper,
No lasting essence hides inside.
[Verse 2]
Feeling is a bubble in the water,
Rising, shining, then it fades.
Pleasure, pain, and neutral feeling
Come and go like passing waves.
[Verse 3]
Perception is a desert mirage,
Shimmering beneath the sun.
What appears to be so certain
Fades away when closely seen.
[Verse 4]
Formations are a banana tree,
Layer after layer we find.
Searching for a lasting center,
There is no permanent core inside.
[Verse 5]
Consciousness is like a magic show,
Appearing real before our eyes.
Born from causes, shaped by conditions,
Then disappearing like a dream in the sky.
[Chorus]
Foam and bubbles, mirage and tree,
Magic shadows passing endlessly.
Five aggregates rise and fall,
Nothing permanent remains at all.
When attachment fades away,
Wisdom opens up the way.
When the heart releases “me” and “mine,”
Peace begins to rise and shine.
[Bridge]
Do not hate this changing life,
Do not cling to what must cease.
See things clearly as they truly are,
And let the heart awaken peace.
Mindful by day, mindful by night,
With clear awareness and wisdom bright.
Let every bond fall away,
Walk the path toward freedom today.
[Final Chorus]
Foam and bubbles, mirage and tree,
Magic shadows—let them be.
When we see the truth with wisdom's light,
Attachment fades and the heart grows bright.
[Finale]
Five shadows without essence,
Five forms that come and go.
When wisdom sees their nature,
The path to Nirvana starts to show.
Let go of “me,”
Let go of “mine,”
Let go of the changing stream.
In freedom and compassion,
May humanity awaken to peace.
[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]
๓. เผณปิณฑสูตร ว่าด้วยอุปมาขันธ์ ๕ [๒๔๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคาใกล้อยุชฌบุรี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำคงคานี้ พึงนำ กลุ่มฟองน้ำใหญ่มา บุรุษผู้มีจักษุพึงเห็น เพ่ง พิจารณากลุ่มฟองน้ำใหญ่นั้น โดยแยบคาย เมื่อ บุรุษนั้นเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย กลุ่มฟองน้ำนั้น พึงปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้เลย สาระในกลุ่มฟองน้ำ พึงมีได้อย่างไร แม้ฉันใด. ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปอย่าง ใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ฯลฯ อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ ภิกษุย่อมเห็น เพ่ง พิจารณารูปนั้นโดยแยบคาย เมื่อภิกษุนั้นเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย รูปนั้นย่อม ปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้ สาระในรูปพึงมีได้อย่างไร ฉันนั้นเหมือนกัน. [๒๔๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อฝนเมล็ดหยาบตกอยู่ในสรทสมัย ฟองน้ำในน้ำ ย่อม บังเกิดขึ้นและดับไป บุรุษผู้มีจักษุ พึงเห็น เพ่ง พิจารณาฟองน้ำนั้นโดยแยบคาย เมื่อบุรุษนั้น เห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย ฟองน้ำนั้น พึงปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้เลย สาระในฟองน้ำนั้นพึงมีได้อย่างไร แม้ฉันใด. เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ฯลฯ อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ ภิกษุย่อมเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย เวทนานั้นย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้ สาระในเวทนาพึงมีได้อย่างไร ฉันนั้น เหมือนกัน. [๒๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเดือนสุดท้ายแห่งฤดูร้อนยังอยู่ พยับแดด ย่อมเต้น ระยิบระยับในเวลาเที่ยง บุรุษผู้มีจักษุพึงเห็น เพ่ง พิจารณา พยับแดดนั้นโดยแยบคาย เมื่อ บุรุษนั้นเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย พยับแดดนั้น พึงปรากฏเป็นของว่างเปล่า ฯลฯ สาระในพยับแดดพึงมีได้อย่างไร แม้ฉันใด. สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล. [๒๔๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษผู้มีความต้องการด้วยไม้แก่น เสาะหาไม้แก่น เที่ยว แสวงหาไม้แก่นอยู่ ถือเอาจอบอันคม พึงเข้าไปสู่ป่า บุรุษนั้นพึงเห็นต้นกล้วยใหญ่ ตรง ใหม่ ยังไม่เกิดแก่นในป่านั้น พึงตัดโคนต้นกล้วยนั้นแล้วจึงตัดปลาย แล้วจึงปอกกาบใบออก บุรุษ นั้นปอกกาบใบออก ไม่พึงได้แม้กระพี้ในต้นกล้วยใหญ่นั้น จะพึงได้แก่นแต่ที่ไหน บุรุษผู้มีจักษุ พึงเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย ซึ่งต้นกล้วยใหญ่นั้น เมื่อบุรุษนั้นเห็น เพ่ง พิจารณา อยู่โดยแยบคาย ต้นกล้วยใหญ่นั้น พึงปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาแก่นมิได้ แก่นในต้นกล้วย พึงมีได้อย่างไร แม้ฉันใด. สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ฯลฯ อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ ภิกษุย่อมเห็น เพ่ง พิจารณาสังขารนั้นโดยแยบคาย เมื่อภิกษุนั้นเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย สังขารนั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้ สาระใน สังขารทั้งหลายพึงมีได้อย่างไร ฉันนั้นเหมือนกันแล. [๒๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย นักเล่นกลหรือลูกมือนักเล่นกล พึงแสดงกลที่หนทางใหญ่ สี่แพร่ง บุรุษผู้จักษุพึงเห็น เพ่ง พิจารณากลนั้นโดยแยบคาย เมื่อบุรุษนั้นเห็น เพ่ง พิจารณา อยู่โดยแยบคาย กลนั้น พึงปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้ สาระในกลพึงมีได้อย่างไร แม้ฉันใด. วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ฯลฯ อยู่ในที่ ไกลหรือในที่ใกล้ ภิกษุย่อมเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย เมื่อภิกษุเห็น เพ่ง พิจารณาวิญญาณนั้นโดยแยบคาย วิญญาณนั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้ สาระในวิญญาณพึงมีได้อย่างไร ฉันนั้นเหมือนกันแล. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในรูป ทั้งในเวทนา ทั้งในสัญญา ทั้งในสังขาร ทั้งในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมี ญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดังนี้. พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถา ประพันธ์ต่อไปว่า [๒๔๗] พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระอาทิตย์ ทรงแสดงแล้วว่า รูปอุปมาด้วยกลุ่มฟองน้ำ เวทนาอุปมาด้วยฟองน้ำ สัญญาอุปมาด้วย พยับแดด สังขารอุปมาด้วยต้นกล้วย และวิญญาณอุปมาด้วยกล. ภิกษุย่อมเพ่งพิจารณาเห็นเบญจขันธ์นั้นโดยแยบคายด้วยประการ ใดๆ เบญจขันธ์นั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่าง เป็นของเปล่า ด้วยประการนั้นๆ ก็การละธรรม ๓ อย่าง อันพระพุทธเจ้า ผู้มี ปัญญาดังแผ่นดิน ปรารภกายนี้ทรงแสดงแล้ว ท่านทั้งหลาย จงดูรูปอันบุคคลทิ้งแล้ว. อายุ ไออุ่น และวิญญาณย่อมละ กายนี้เมื่อใด เมื่อนั้น กายนี้อันเขาทอดทิ้งแล้วย่อมเป็นเหยื่อ แห่งสัตว์อื่น หาเจตนามิได้ นอนทับถมแผ่นดิน. นี้เป็น ความสืบต่อเช่นนี้ นี้เป็นกลสำหรับหลอกลวงคนโง่ เบญจขันธ์ เพียงดังว่าเพชฌฆาตผู้หนึ่ง เราบอกแล้ว สาระย่อมไม่มีใน เบญจขันธ์นี้. ภิกษุผู้มีความเพียรอันปรารภแล้วมีสัมปชัญญะ มีสติ พึงพิจารณาขันธ์ทั้งหลายอย่างนี้ ทั้งกลางวัน ทั้งกลางคืน. ภิกษุเมื่อ ปรารถนาบทอันไม่จุติ (นิพพาน) พึงละสังโยชน์ทั้งปวง พึงกระทำ ที่พึ่งแก่ตน พึงประพฤติ ดุจบุคคลผู้มีศีรษะอันไฟไหม้ ดังนี้.