ท่ามกลางกระแสดิจิทัลดิสรัปชันและการรุกคืบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในทุกมิติของสังคม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ประกาศเดินหน้ายุทธศาสตร์ “Reinventing University” ระดมคณาจารย์และบุคลากรกว่า 150 รูป/คน สร้าง “พุทธนวัตกร” รุ่นใหม่ ผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ MCU MOOC พร้อมบูรณาการ AI เพื่อผลิตบัณฑิตนักพัฒนาชุมชนที่มีทั้งปัญญาทางโลกและคุณธรรมทางธรรม
การขับเคลื่อนครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นหมุดหมายสำคัญของการศึกษาพระพุทธศาสนาไทย ที่พยายามผสาน “ธรรมะ” เข้ากับ “เทคโนโลยี” อย่างเป็นระบบ ท่ามกลางบริบทโลกที่กำลังก้าวสู่ยุค Non-Biological Intelligence
นิยามใหม่ “พุทธนวัตกร” นักพัฒนาชุมชนยุค AI
ผู้บริหาร มจร อธิบายว่า “พุทธนวัตกร” ไม่ได้หมายถึงนักประดิษฐ์เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หากคือผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่สามารถบูรณาการหลักธรรมกับองค์ความรู้สมัยใหม่ เพื่อแก้ปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และสิ่งแวดล้อมในชุมชน
คุณลักษณะหลัก 4 ประการ ได้แก่
-
ผู้รักษาประตูข้อมูล (Gatekeeper) – กลั่นกรองข่าวสาร ป้องกัน Fake News
-
นักจัดการการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) – ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาชุมชน
-
ผู้บูรณาการภูมิปัญญา (Wisdom Integrator) – เชื่อมหลักธรรมกับเทคโนโลยี
-
ผู้พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน (Self-Reliant Developer) – พัฒนาชุมชนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง
โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการที่จัดขึ้น ณ วัดมงคลชัยพัฒนา จังหวัดสระบุรี ถูกใช้เป็นพื้นที่ Sandbox ให้คณาจารย์และนิสิตเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง ภายใต้แนวคิด “พลังบวร” (บ้าน-วัด-ราชการ/โรงเรียน)
MCU MOOC โครงสร้างพื้นฐานการเรียนรู้ไร้พรมแดน
หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์คือแพลตฟอร์ม MCU MOOC ซึ่งพัฒนาบนระบบ Open edX รองรับผู้เรียนจำนวนมากแบบ Massive Scalability เปิดเรียนฟรีในหลายรายวิชา ตั้งแต่ธรรมศึกษา ภาษาบาลี ไปจนถึงนวัตกรรมการเรียนรู้ยุคดิจิทัล
ผู้เรียนที่ผ่านเกณฑ์ประเมินจะได้รับใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ สามารถสะสมหน่วยกิตและต่อยอดทางวิชาชีพได้ ถือเป็นการทำ “ธรรมทานดิจิทัล” ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
“AI ปฏิวัติ MOOC” สู่การเรียนรู้เฉพาะบุคคล
มจร ยังเดินหน้าบูรณาการ Generative AI เข้าสู่ระบบการเรียนการสอน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสื่อและพัฒนาการเรียนรู้รายบุคคล (Personalized Learning) ในอนาคต AI Tutor จะสามารถตอบคำถามผู้เรียนได้ตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยเสริมบทบาทอาจารย์ และลดข้อจำกัดของการเรียนออนไลน์
ขณะเดียวกัน มจร ยังเร่งพัฒนา “Buddhist AI” โดยใช้ฐานข้อมูลพระไตรปิฎกที่ผ่านการชำระจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนของหลักธรรมในโลกดิจิทัล
จากคัมภีร์สู่คลาวด์: นวัตกรรมพุทธศาสตร์อัจฉริยะ
ผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยสะท้อนการประยุกต์ AI ในหลากหลายมิติ เช่น
-
SabaiJai Chatbot ผู้ช่วยด้านสุขภาวะจิต
-
Smart Crematorium เตาเผาศพอัจฉริยะลดมลพิษ
-
Ayutthaya Metaverse แหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่าน VR/AR
-
จงกรม Walker นวัตกรรมสนับสนุนการเดินจงกรมอย่างมีสติ
โครงการเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพุทธนวัตกรสามารถแปลงหลักธรรมที่เป็นนามธรรม ให้กลายเป็นเทคโนโลยีที่จับต้องได้ และตอบโจทย์สังคมร่วมสมัย
อริยสัจโมเดล: เครื่องมือออกแบบสังคม
ในการพัฒนาชุมชน มจร นำ “อริยสัจ 4” มาประยุกต์เป็น Social Design Thinking เริ่มจากการกำหนด “ทุกข์” วิเคราะห์ “สมุทัย” ตั้งเป้า “นิโรธ” และวาง “มรรค” เป็นแผนปฏิบัติ
กรณีศึกษา “พลังบวรจัดการขยะ” ที่จังหวัดขอนแก่น แสดงให้เห็นว่าพระสงฆ์สามารถเป็น Key Opinion Leader เปลี่ยนพฤติกรรมชุมชน ด้วยการสอน 3Rs และสร้างกติกาชุมชนร่วมกัน จนเกิดรายได้จากขยะรีไซเคิล
ในจังหวัดเชียงใหม่ โครงการพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์ผ่านกระบวนการ PAR ยังช่วยสร้างพุทธนวัตกรชุมชน 30 คน ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและสร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น
ธรรมะกับเทคโนโลยี เดินเคียงคู่อนาคต
ผู้บริหาร มจร ระบุว่า เทคโนโลยีเป็นเพียง “เครื่องมือ” (Tool) ขยายศักยภาพงานเผยแผ่และงานพัฒนาสังคม มิใช่สิ่งที่จะมาแทนที่พระสงฆ์หรือคุณค่าทางจิตวิญญาณ นวัตกรรมทั้งหมดต้องยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-Centric Innovation)
ในอนาคต มจร เตรียมขยาย MCU MOOC สู่สากล เพิ่มรายวิชาภาษาอังกฤษและจีน ผลักดันระบบ Credit Bank และส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมเชิงพุทธ เพื่อให้โครงการสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
การระดมทัพคณาจารย์ครั้งนี้ จึงมิใช่เพียงภารกิจทางวิชาการ หากเป็นสัญญาณสำคัญว่า “ธรรมะ” กับ “AI” สามารถหลอมรวมกันเพื่อสร้างสังคมที่มีทั้งความเจริญทางวัตถุ และความสงบสุขทางจิตใจไปพร้อมกันในศตวรรษที่ 21
มจร ระดมทัพคณาจารย์สร้าง "พุทธนวัตกร" ด้วย MCU MOOC มุ่งปั้นบัณฑิตนักพัฒนาชุมชนด้วยปัญญาและคุณธรรมยุคเอไอ
บทนำ: ภูมิทัศน์ใหม่ของการศึกษาพระพุทธศาสนาในยุคดิจิทัลดิสรัปชัน
ท่ามกลางกระแสธารแห่งการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคศตวรรษที่ ๒๑ ที่ซึ่งเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ได้เข้ามามีบทบาทในการกำหนดวิถีชีวิตและโครงสร้างทางสังคมอย่างลึกซึ้ง สถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วโลกต่างต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและความเป็นเลิศทางวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ในฐานะมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งคณะสงฆ์ไทย ตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการ "พลิกโฉม" (Reinventing) กระบวนการจัดการศึกษาเพื่อตอบสนองต่อโจทย์ใหม่ของสังคม การระดมสรรพกำลังคณาจารย์และบุคลากรผู้ทรงคุณวุฒิกว่า ๑๕๐ รูป/คน เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การสร้าง "พุทธนวัตกร" (Buddhist Innovator) จึงมิใช่เพียงโครงการฝึกอบรมระยะสั้น หากแต่เป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์การศึกษาที่มุ่งบูรณาการหลักพุทธธรรมเข้ากับเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม MCU MOOC และนวัตกรรม AI เพื่อผลิตบัณฑิตนักพัฒนาชุมชนที่มีทั้ง "ปัญญา" ในทางโลกและ "คุณธรรม" ในทางธรรม
รายงานฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์เชิงลึกถึงยุทธศาสตร์ กรณีศึกษา และผลสัมฤทธิ์ของโครงการดังกล่าว โดยสังเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารวิจัย ข่าวสารประชาสัมพันธ์ และสื่อดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง เพื่อฉายภาพให้เห็นถึงกลไกการทำงานของ มจร ในการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นมหาวิทยาลัยดิจิทัล (Digital University) ที่ยังคงรักษาจิตวิญญาณแห่งพระพุทธศาสนาไว้อย่างมั่นคง ภายใต้นโยบาย "Reinventing University" ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
๑. พุทธนวัตกร: นิยามใหม่ของบัณฑิตนักพัฒนาในโลกยุคผันผวน
๑.๑ การประกอบสร้างความหมายของ "พุทธนวัตกร"
คำว่า "นวัตกร" (Innovator) ในบริบททั่วไปมักถูกผูกติดอยู่กับภาพลักษณ์ของผู้สร้างสรรค์เทคโนโลยีหรือสิ่งประดิษฐ์ล้ำสมัย แต่ในบริบทของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย "พุทธนวัตกร" (Buddhist Innovator) ถูกนิยามขึ้นใหม่ด้วยการเติมเต็มมิติทางจิตวิญญาณและสังคมเข้าไป จากการวิเคราะห์เอกสารโครงการวิจัยเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดเชียงใหม่ พบว่าพุทธนวัตกรคือ "นวัตกรชาวบ้าน" หรือผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ได้รับการบ่มเพาะให้มีความสามารถในการบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับองค์ความรู้สมัยใหม่
พุทธนวัตกรมิใช่เพียงผู้มีความรู้ (Knowledgeable Person) แต่ต้องเป็นผู้มี "ปัญญาปฏิบัติ" (Practical Wisdom) ที่สามารถนำความรู้นั้นไปแปลงเป็นการกระทำเพื่อแก้ปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และปัญหาสิ่งแวดล้อมในชุมชนได้ คุณลักษณะสำคัญของพุทธนวัตกรที่ มจร มุ่งสร้างประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก ๔ ประการ ดังแสดงในตารางที่ ๑
ตารางที่ ๑: คุณลักษณะและสมรรถนะหลักของพุทธนวัตกร (Buddhist Innovator Competencies)
| คุณลักษณะ (Attribute) | คำอธิบายและบทบาทหน้าที่ | การประยุกต์ใช้ในบริบทชุมชน |
| ๑. ผู้รักษาประตู (Gatekeeper) | ทำหน้าที่กลั่นกรองข้อมูลข่าวสาร ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล (Fact-checking) ก่อนส่งต่อให้ชุมชน | ป้องกันข่าวปลอม (Fake News) และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับนโยบายรัฐหรือเทคโนโลยีใหม่ |
| ๒. นักจัดการการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) | เป็นแกนนำในการริเริ่มโครงการพัฒนา มีภาวะผู้นำที่กล้าตัดสินใจและสามารถระดมความร่วมมือ | ขับเคลื่อนโครงการจัดการขยะแบบ "พลังบวร" หรือการแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อเพิ่มมูลค่า |
| ๓. ผู้บูรณาการภูมิปัญญา (Wisdom Integrator) | สามารถเชื่อมโยงหลักธรรมทางศาสนา (เช่น อิทธิบาท ๔, สังคหวัตถุ ๔) เข้ากับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี | การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการเผยแผ่ธรรมะ หรือการใช้แอปพลิเคชันเพื่อการเกษตรแม่นยำ |
| ๔. ผู้พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน (Self-Reliant Developer) | มุ่งเน้นการพัฒนาที่ระเบิดจากข้างใน ยืนอยู่บนขาของตนเองตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง | การสร้างกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่เข้มแข็ง ลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกที่ไม่จำเป็น |
๑.๒ พันธกิจการสร้างคน: จาก "ผู้เรียน" สู่ "ผู้สร้างนวัตกรรม"
การระดมทัพคณาจารย์ในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนกระบวนทัศน์การจัดการศึกษาจากการเป็นผู้รับถ่ายทอดความรู้ (Passive Learner) ไปสู่การเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม (Active Innovator) กระบวนการนี้ต้องอาศัย "กระบวนกร" หรือคณาจารย์ที่มีความเข้าใจในบริบทของสังคมและเทคโนโลยีอย่างถ่องแท้ โครงการฝึกอบรมที่จัดขึ้น ณ วัดมงคลชัยพัฒนา จังหวัดสระบุรี เป็นพื้นที่ปฏิบัติการจริง (Sandbox) ที่เปิดโอกาสให้อาจารย์และนิสิตได้เรียนรู้ร่วมกันผ่านการลงมือทำ (Learning by Doing) ภายใต้แนวคิด "พลังบวร" (บ้าน-วัด-ราชการ/โรงเรียน)
การเลือกพื้นที่วัดมงคลชัยพัฒนา ซึ่งเป็นต้นแบบของโครงการตามแนวพระราชดำริ เป็นกุศโลบายในการปลูกฝังจิตสำนึกเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน การที่คณาจารย์และนิสิตได้สัมผัสกับปัญหาจริงในพื้นที่ เช่น ปัญหาการจัดการขยะหรือปัญหาเศรษฐกิจฐานราก จะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการคิดค้นนวัตกรรมเพื่อสังคม (Social Innovation) ที่ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนได้อย่างแท้จริง มิใช่เพียงนวัตกรรมบนหอคอยงาช้าง
๒. MCU MOOC: โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาไร้พรมแดน
๒.๑ สถาปัตยกรรมระบบและการเข้าถึงที่เท่าเทียม
หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พุทธนวัตกรคือแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ MCU MOOC (Massive Open Online Course) ซึ่งเปรียบเสมือน "มหาวิทยาลัยดิจิทัล" ที่ไร้กำแพงกั้น ระบบนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ของพระภิกษุสามเณรและประชาชนทั่วไป โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและขยายโอกาสในการเข้าถึงองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนา
จากการวิเคราะห์ทางเทคนิค MCU MOOC ขับเคลื่อนด้วยระบบ Open edX ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มมาตรฐานระดับโลกที่มหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง Harvard และ MIT ใช้งาน ความเสถียรและความยืดหยุ่นของระบบนี้ทำให้ มจร สามารถรองรับผู้เรียนจำนวนมหาศาลได้พร้อมกัน (Massive Scalability) อีกทั้งยังรองรับการแสดงผลบนอุปกรณ์ที่หลากหลาย (Cross-platform compatibility) ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนไทยในปัจจุบัน
คุณลักษณะเด่นของ MCU MOOC:
ความเปิดกว้าง (Openness): เปิดให้ลงทะเบียนเรียนฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นการทำ "ธรรมทาน" ในรูปแบบดิจิทัล
ความหลากหลายของรายวิชา (Diversity): ครอบคลุมตั้งแต่วิชาการทางพระพุทธศาสนา เช่น ธรรมศึกษา, ภาษาบาลี ไปจนถึงรายวิชาทักษะสมัยใหม่ เช่น นวัตกรรมโรงเรียนวิถีพุทธ, การจัดการเรียนรู้ยุคดิจิทัล
การรับรองผล (Certification): ผู้เรียนที่ผ่านการทดสอบตามเกณฑ์ (เช่น คะแนนสอบ Unit Test และ Final Exam รวมกันไม่ต่ำกว่า ๗๐%) จะได้รับใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสามารถนำไปใช้ประกอบวิชาชีพหรือสะสมหน่วยกิตได้
๒.๒ ยุทธศาสตร์ "AI ปฏิวัติ MOOC" และอนาคตการศึกษา
มจร มิได้หยุดนิ่งเพียงแค่การนำเนื้อหาขึ้นสู่ระบบออนไลน์ แต่กำลังก้าวไปสู่ระยะที่สองของการพัฒนา คือการบูรณาการปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ากับระบบ MOOC ดังที่ปรากฏในโครงการสัมมนา "AI ปฏิวัติ MOOC: อนาคตการศึกษา" และการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง "การออกแบบและเทคนิคการสร้างหลักสูตรออนไลน์ ด้วย Generative AI"
การนำ AI มาใช้ใน MCU MOOC มีนัยสำคัญต่อการสร้างพุทธนวัตกรในหลายมิติ:
ประสิทธิภาพการผลิตสื่อ (Content Production Efficiency): AI ประเภท Generative AI สามารถช่วยคณาจารย์ในการร่างหลักสูตร สร้างสไลด์ประกอบการสอน หรือแม้แต่สร้างวิดีโออวตารผู้สอนเสมือนจริง ทำให้สามารถผลิตรายวิชาได้รวดเร็วขึ้นและลดภาระงานของอาจารย์
การเรียนรู้รายบุคคล (Personalized Learning): ในอนาคต ระบบ MOOC ที่ขับเคลื่อนด้วย AI จะสามารถวิเคราะห์รูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคน และนำเสนอเนื้อหาหรือแบบฝึกหัดที่เหมาะสมกับระดับความสามารถ (Adaptive Learning) ทำให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพสูงสุด
ผู้ช่วยสอนอัจฉริยะ (AI Tutor): การมี Chatbot ที่ผ่านการฝึกฝนด้วยข้อมูลพุทธธรรมที่ถูกต้อง สามารถทำหน้าที่ตอบคำถามข้อสงสัยของผู้เรียนได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ช่วยเสริมบทบาทของอาจารย์ผู้สอนและทำให้ผู้เรียนไม่รู้สึกโดดเดี่ยวในการเรียนออนไลน์
๓. การบูรณาการ AI กับพันธกิจคณะสงฆ์: จากคัมภีร์สู่คลาวด์
๓.๑ ปัญญาประดิษฐ์เพื่องานวิชาการและการเผยแผ่
ในยุคที่ข้อมูลมีบทบาทสำคัญ (Data-Driven Era) มจร ได้ริเริ่มโครงการนำ AI มาประยุกต์ใช้กับงานด้านพระพุทธศาสนาอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะงานด้านคัมภีร์และวิชาการ คลิปวิดีโอและเอกสารเผยแพร่ของมหาวิทยาลัยชี้ให้เห็นวิสัยทัศน์ในการใช้ AI เป็นเครื่องมือ "ทลายกำแพงภาษา" และ "สืบค้นภูมิปัญญา"
การแปลและปริวรรตพระไตรปิฎก (Tripitaka Translation & Transliteration):
หนึ่งในโครงการที่ท้าทายที่สุดคือการพัฒนา AI ให้สามารถแปลพระไตรปิฎกและคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาจากภาษาบาลีเป็นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาอื่นๆ ได้อย่างแม่นยำ รวมถึงการปริวรรตอักษร (Transliteration) ข้ามระหว่างอักษรไทย อักษรโรมัน และอักษรธรรมอีสาน/ล้านนา
ความจำเป็นของการสร้าง "Buddhist AI":
ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายคือ "ความถูกต้องของข้อมูล" (Data Integrity) หากเราปล่อยให้ AI ทั่วไปเรียนรู้ข้อมูลพุทธศาสนาจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือบนอินเทอร์เน็ต อาจเกิดความบิดเบือนของหลักธรรมได้ ดังนั้น มจร จึงมีภารกิจเร่งด่วนในการ "เทรน AI" (Train AI) ด้วยชุดข้อมูล (Dataset) ที่ถูกต้องและได้รับการชำระแล้วจากผู้เชี่ยวชาญพระไตรปิฎก เพื่อให้ได้ AI ที่มีความฉลาดทางธรรมและสามารถให้คำตอบที่ถูกต้องตรงตามพุทธพจน์
๓.๒ นวัตกรรมเพื่อสังคมและสุขภาวะ (Social Innovation & Well-being)
นอกเหนือจากมิติทางวิชาการ มจร ยังได้พัฒนานวัตกรรม AI และเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมในด้านอื่นๆ ดังปรากฏในผลงานของสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์และห้องวิจัยพุทธศาสตร์อัจฉริยะ (BRL)
ตารางที่ ๒: ตัวอย่างโครงการนวัตกรรมพุทธศาสตร์อัจฉริยะของ มจร
| ชื่อโครงการ/นวัตกรรม | รายละเอียดและเทคโนโลยีที่ใช้ | ผลกระทบต่อสังคม/เป้าหมาย |
| SabaiJai Chatbot | แชทบอท AI เชิงพุทธสำหรับให้คำปรึกษาและสร้างความยืดหยุ่นทางจิตใจ (Resilience) | ช่วยเหลือประชากรวัยทำงานที่มีความเครียด เป็นที่พึ่งทางใจเบื้องต้นในยุคที่ปัญหาสุขภาพจิตพุ่งสูง |
| Smart Crematorium | เตาเผาศพอัจฉริยะควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์และเซนเซอร์ | ลดมลพิษทางอากาศและสารก่อมะเร็งจากการเผาศพ ยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนรอบวัด |
| Ayutthaya Metaverse | โลกเสมือนจริงที่จำลองโบราณสถานและวัดในอยุธยา | ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านเทคโนโลยี VR/AR |
| จงกรม Walker | นวัตกรรมส่งเสริมการปฏิบัติธรรม (Walking Meditation) | ใช้เทคโนโลยีตรวจจับการเคลื่อนไหวเพื่อช่วยให้ผู้ปฏิบัติธรรมมีสติรู้ตัวในการเดินจงกรม |
โครงการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า "พุทธนวัตกร" ของ มจร สามารถนำหลักธรรมที่เป็นนามธรรมมาแปลงเป็นรูปธรรมทางเทคโนโลยีที่จับต้องได้ และแก้ปัญหาความทุกข์ของมนุษย์ในยุคปัจจุบันได้อย่างตรงจุด
๔. อริยสัจโมเดล: กระบวนการคิดเชิงออกแบบสังคม (Social Design Thinking)
ในกระบวนการสร้างบัณฑิตนักพัฒนาชุมชน มจร ได้นำหลัก "อริยสัจ ๔" ซึ่งเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา มาประยุกต์เป็นเครื่องมือวิเคราะห์และแก้ปัญหาสังคม หรือที่เรียกว่า "อริยสัจโมเดล" (Ariyasacca Model) แนวคิดนี้ได้รับการผลักดันโดยคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ พระเทพวัชรสารบัณฑิต, รศ.ดร. และทีมนักวิจัยสันติศึกษา เพื่อใช้เป็นกรอบแนวคิดในการสร้างนวัตกรรมสังคมและการจัดการความขัดแย้ง
๔.๑ โครงสร้างการทำงานของอริยสัจโมเดล
อริยสัจโมเดลมีความคล้ายคลึงกับกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) และกระบวนการวิจัย (Research Methodology) แต่มีความลุ่มลึกในมิติของการพัฒนาปัญญาภายในควบคู่ไปด้วย
ทุกข์ (The Problem Statement): การกำหนดรู้ปัญหาอย่างถ่องแท้ ไม่ใช่เพียงการมองเห็นปรากฏการณ์ผิวเผิน แต่ต้องเข้าใจ "สภาวะที่ทนได้ยาก" ของชุมชน เช่น ปัญหาความยากจน ความขัดแย้ง หรือปัญหาสิ่งแวดล้อม ในกรณีศึกษาเหตุการณ์ความรุนแรงที่โคราช อริยสัจโมเดลถูกนำมาใช้เพื่อวิเคราะห์ความทุกข์ของสังคมที่เกิดจาก "ความขัดแย้ง ๓ ระยะ" (ตั้งตัว, ตื่นตัว, แตกตัว)
สมุทัย (Root Cause Analysis): การสืบค้นสาเหตุแห่งทุกข์ โดยแยกแยะปัจจัยภายใน (กิเลส, ทิฏฐิมานะ) และปัจจัยภายนอก (โครงสร้างสังคม, ความเหลื่อมล้ำ) พุทธนวัตกรต้องใช้ปัญญาในการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) เพื่อหา "เหตุ" ที่แท้จริง ไม่ใช่การแก้ที่ปลายเหตุ
นิโรธ (Vision of Solution): การกำหนดเป้าหมายความสำเร็จร่วมกัน (Shared Vision) คือสภาวะที่ปัญหานั้นดับไป เกิดสันติสุขและความยั่งยืน เป็นภาพอนาคตที่ชุมชนอยากเห็น
มรรค (Strategic Roadmap): แนวทางปฏิบัติเพื่อไปสู่ความสำเร็จ มจร เน้นการใช้ "มรรคมีองค์ ๘" มาแปลงเป็นแผนยุทธศาสตร์ เช่น การสร้างสัมมาอาชีวะ (อาชีพสุจริตและยั่งยืน) การสร้างสัมมาวาจา (การสื่อสารที่สร้างสรรค์ในชุมชน) และสัมมากัมมันตะ (การกระทำที่ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม)
๔.๒ กรณีศึกษาการประยุกต์ใช้อริยสัจโมเดล
การนำอริยสัจโมเดลไปใช้จริงในพื้นที่วิจัยและบริการวิชาการ ได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ตัวอย่างเช่น ในโครงการ "พลังบวรจัดการขยะ" พระสงฆ์และนิสิตใช้กระบวนการนี้ในการ:
กำหนดทุกข์: ขยะล้นวัดและชุมชน กลิ่นเหม็น แหล่งเชื้อโรค
หาสมุทัย: พฤติกรรมการทิ้งไม่เลือกที่ การขาดความรู้เรื่องการคัดแยก ค่านิยมการบริโภคเกินจำเป็น
ตั้งนิโรธ: วัดและชุมชนสะอาด ปลอดโรค มีรายได้จากขยะรีไซเคิล
สร้างมรรค: อบรมความรู้ 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle) สร้างจุดคัดแยกขยะ ทำปุ๋ยหมักชีวภาพ และสร้างกติกาชุมชนร่วมกัน
ความสำเร็จของโมเดลนี้อยู่ที่การเปลี่ยน "ผู้ประสบปัญหา" ให้กลายเป็น "ผู้แก้ปัญหา" ด้วยตนเอง โดยมีพุทธนวัตกรเป็นพี่เลี้ยง (Facilitator) คอยประคับประคองกระบวนการ
๕. การระดมทัพคณาจารย์และยุทธศาสตร์ Reinventing University
๕.๑ พลังขับเคลื่อนจากนโยบายสู่การปฏิบัติ
ความสำเร็จของโครงการสร้างพุทธนวัตกรไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจากการวางแผนยุทธศาสตร์ระดับองค์กรที่สอดรับกับนโยบายชาติ โครงการ "พลิกโฉมมหาวิทยาลัย" (Reinventing University) เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ มจร สามารถจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรเพื่อพัฒนากำลังคนขั้นสูงได้
บทบาทของผู้นำและคณะทำงาน:
การระดมคณาจารย์กว่า ๑๕๐ รูป/คน จากหลากหลายคณะและวิทยาเขต สะท้อนถึงภาวะผู้นำแบบรวมหมู่ (Collective Leadership) โดยมีบุคคลสำคัญที่เป็นหัวขบวนในการขับเคลื่อน อาทิ:
พระพรหมวัชรธีราจารย์, ศ.ดร. อธิการบดี มจร: ผู้กำหนดวิสัยทัศน์และนโยบายภาพรวม สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยก้าวทันโลกยุคดิจิทัล
พระเทพวัชรสารบัณฑิต, รศ.ดร. รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา: แม่ทัพใหญ่ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Reinventing University และผู้อำนวยการโครงการฝึกอบรมพุทธนวัตกร
พระครูสุธีกิตติบัณฑิต, รศ.ดร.: ผู้นำด้านการวิจัยและนวัตกรรม ผู้ผลักดันระบบห้องวิจัยพุทธศาสตร์อัจฉริยะ (BRL) และฐานข้อมูลคณะสงฆ์
ดร.อภิชาติ รอดนิยม: ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนาระบบ MCU MOOC และแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างๆ
๕.๒ การบูรณาการข้ามศาสตร์และข้ามพื้นที่
จุดเด่นสำคัญของการระดมทัพครั้งนี้คือการทำงานแบบไร้รอยต่อ (Seamless Collaboration) ระหว่างหน่วยงานภายใน มจร:
คณะพุทธศาสตร์: ให้องค์ความรู้ด้านหลักธรรมและคัมภีร์
คณะครุศาสตร์: สนับสนุนเทคนิคการสอนและนวัตกรรมการเรียนรู้
คณะสังคมศาสตร์: เชื่อมโยงมิติการพัฒนาชุมชนและรัฐศาสตร์
ส่วนเทคโนโลยีสารสนเทศ: พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
วิทยาเขตภูมิภาค (เชียงใหม่, ขอนแก่น, ฯลฯ): เป็นฐานปฏิบัติการในพื้นที่และเชื่อมโยงกับบริบทท้องถิ่น
การผนึกกำลังเช่นนี้ทำให้เกิด "ระบบนิเวศนวัตกรรม" (Innovation Ecosystem) ภายในมหาวิทยาลัย ที่เอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างสรรค์ผลงานวิจัยที่มีผลกระทบสูง (High Impact Research) เช่น โครงการวิจัยกลุ่มชาติพันธุ์ในเชียงใหม่ ที่ใช้วิทยาเขตเชียงใหม่เป็นแกนหลักในการดำเนินงาน โดยมีส่วนกลางสนับสนุนด้านวิชาการและงบประมาณ
๖. กรณีศึกษาเชิงประจักษ์: จากทฤษฎีสู่การเปลี่ยนแปลงสังคม
๖.๑ โมเดล "พลังบวร" จัดการขยะและสิ่งแวดล้อม
โครงการ "พลัง บวร จัดการขยะ" ถือเป็น Best Practice ที่แสดงให้เห็นศักยภาพของพุทธนวัตกรในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม การดำเนินงานที่วัดโนนชัยวนารามและศูนย์การเรียนรู้บ้านโนนชัย ๑ จังหวัดขอนแก่น ได้พิสูจน์แล้วว่าพระสงฆ์สามารถเป็นผู้นำทางความคิด (Key Opinion Leader) ในการเปลี่ยนพฤติกรรมชุมชนได้
ปัจจัยความสำเร็จ:
ผู้นำเข้มแข็ง: พระสงฆ์เป็นแบบอย่างในการคัดแยกขยะและทำปุ๋ยหมัก ทำให้ชาวบ้านเกิดความศรัทธาและทำตาม
เครือข่ายความร่วมมือ: การดึงโรงเรียนและหน่วยงานราชการ (อบต.) เข้ามาร่วมสนับสนุนตามแนวทาง "บวร"
องค์ความรู้ที่ใช้งานได้จริง: การถ่ายทอดเทคนิค 3Rs และการทำปุ๋ยหมักแบบง่าย ทำให้ชาวบ้านสามารถนำไปปฏิบัติได้ทันทีโดยไม่ต้องลงทุนสูง
การติดตามผล: มีการวางแผนกิจกรรมต่อเนื่อง ๓ เดือน และมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างการดำเนินงาน
๖.๒ การยกระดับเศรษฐกิจฐานรากกลุ่มชาติพันธุ์
ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ มจร วิทยาเขตเชียงใหม่ได้ดำเนินโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) สร้าง "พุทธนวัตกรชุมชน" จำนวน ๓๐ คน จากแกนนำชาวบ้าน
กระบวนการทำงาน:
ค้นหาและคัดเลือก: ใช้เทคนิค Snowball Sampling หาแกนนำที่มีจิตสาธารณะ
พัฒนาศักยภาพ: อบรมทักษะการวิเคราะห์ชุมชน การทำแผนธุรกิจชุมชน และการแปรรูปผลผลิตเกษตร
ลงมือทำ: นวัตกรชาวบ้านนำความรู้ไปริเริ่มโครงการในหมู่บ้าน เช่น การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การทำผลิตภัณฑ์จากผ้าทอ
ผลลัพธ์: เกิดการจ้างงานในชุมชน ลดการย้ายถิ่นฐาน และที่สำคัญคือชุมชนมีความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์วัฒนธรรมของตนเอง
๗. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
จากการวิเคราะห์ยุทธศาสตร์การสร้าง "พุทธนวัตกร" ของ มจร ผ่านกลไก MCU MOOC และโครงการ Reinventing University สามารถสรุปได้ว่า มจร กำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน (Transformation) จากสถาบันการศึกษาศาสนาแบบจารีต สู่การเป็น "มหาวิทยาลัยแห่งปัญญาและนวัตกรรมสังคม" ที่มีความคล่องตัวและทันสมัย
ข้อค้นพบสำคัญ (Key Findings):
Technology as an Enabler: เทคโนโลยี AI และ MOOC ไม่ได้เข้ามาแทนที่บทบาทของพระสงฆ์หรืออาจารย์ แต่เข้ามาเป็น "เครื่องมือขยายขีดความสามารถ" (Force Multiplier) ที่ช่วยให้งานเผยแผ่และงานพัฒนาชุมชนมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น
Human-Centric Innovation: นวัตกรรมของ มจร ยังคงยึด "มนุษย์" และ "จิตใจ" เป็นศูนย์กลาง (Human-centric) มุ่งเน้นการแก้ทุกข์และพัฒนาคุณภาพชีวิต มากกว่าการมุ่งเน้นผลกำไรทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว
Collaborative Network: ความสำเร็จเกิดจากการทำงานเป็นเครือข่าย ทั้งภายในมหาวิทยาลัยและภายนอก (ชุมชน, วัด, รัฐ) ซึ่งสอดคล้องกับหลัก "สังคหวัตถุ ๔" (สมานัตตตา - การวางตนเหมาะสมและเสมอต้นเสมอปลายในการร่วมงาน)
ข้อเสนอแนะสู่อนาคต (Strategic Recommendations):
การธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance for AI): มจร ควรเร่งจัดทำมาตรฐานและระเบียบวิธีปฏิบัติในการจัดการข้อมูลพุทธศาสนาสำหรับ AI เพื่อป้องกันการนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิด และรับรองความถูกต้องของหลักธรรมในโลกดิจิทัล
การขยายผล MCU MOOC สู่สากล: ควรเพิ่มสัดส่วนรายวิชาภาคภาษาอังกฤษและภาษาจีนในระบบ MOOC เพื่อรองรับผู้เรียนจากทั่วโลก และสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาในต่างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนรายวิชา (Credit Bank System)
การสร้างระบบนิเวศ Start-up เชิงพุทธ: ควรส่งเสริมให้นิสิตและพุทธนวัตกรริเริ่มโครงการวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ที่นำนวัตกรรมไปต่อยอดเชิงพาณิชย์เพื่อสังคม เพื่อให้โครงการสามารถเลี้ยงตัวเองได้ในระยะยาวโดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณสนับสนุนเพียงอย่างเดียว
การพัฒนาทักษะดิจิทัลขั้นสูงสำหรับคณาจารย์: ควรมีการจัดอบรมทักษะด้าน AI Literacy, Data Science เบื้องต้น และ Digital Storytelling ให้กับคณาจารย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถเป็น "โค้ช" ให้กับพุทธนวัตกรได้อย่างเท่าทันยุคสมัย
การระดมทัพคณาจารย์เพื่อสร้างพุทธนวัตกรในครั้งนี้ จึงมิใช่เพียงภารกิจของมหาวิทยาลัยแห่งใดแห่งหนึ่ง แต่เป็นสัญญาณแห่งความหวังของสังคมไทย ที่แสดงให้เห็นว่า "ธรรมะ" กับ "เทคโนโลยี" สามารถเดินเคียงคู่กันไปได้ เพื่อสร้างสรรค์โลกที่มีทั้งความเจริญทางวัตถุและความสงบสุขทางจิตใจไปพร้อมกัน

