วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

แก้ PM 2.5 ระยะยาว! สอวช. เตรียมเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรม EV Conversion ดัดแปลงเครื่องยนต์รถเก่า เป็นรถยนต์ไฟฟ้า



เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2566 สืบเนื่องจากผลการศึกษาของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบสัดส่วนแหล่งที่มาของ PM 2.5 มาจาก 4 แหล่งกำเนิดหลัก ได้แก่ 1.การจราจรทางบก สัดส่วนอาจสูงถึง 43% 2. ฝุ่นทุติยภูมิที่แขวนลอยในบรรยากาศ 20-30%  3. การเผาชีวมวล 15-25% และ  4. ฝุ่นดินละเอียด 8-17% ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาเฉพาะฝุ่นที่มาจากการจราจรทางบก ผลการศึกษาของ TDRI (ปี 2564) สอดคล้องกับการศึกษาของ AIT (ปี 2563) พบว่า PM 2.5 มาจากรถบรรทุกขนาดใหญ่ 43% รถบรรทุกขนาดเล็ก ปิคอัพ 30% และรถประจำทาง 17% รถที่มีอายุมากกว่า 20 ปี ซึ่งมีมาตรฐานไอเสีย Pre-Euro + Euro 1 ปล่อย PM2.5 มากถึง 55% ของแหล่งกำเนิดที่มาจากการขนส่งทางถนน เนื่องจากจำนวนรถบรรทุกที่มีอายุมากกว่า 20 ปี (และอายุมากกว่า 15 ปี) เป็นสัดส่วนที่สำคัญของรถบรรทุกทั้งหมด อีกทั้งเป็นรถที่มีมาตรฐานไอเสียต่ำ ปล่อย PM 2.5 สูง ดังนั้นแนวทางลดฝุ่น PM 2.5 ควรเน้นการปรับปรุงมาตรฐานไอเสียรถยนต์ควบคู่กับคุณภาพเชื้อเพลิง และลดจำนวนรถที่ปล่อยมลพิษสูงในเขตเมือง



ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า สอวช. ในฐานะเป็นหน่วยงานด้านการทำนโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) มาใช้ให้เกิดประสิทธิผลต่อการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว ที่ผ่านมาจึงได้มีแนวทางในการส่งเสริมให้เกิดโครงการดัดแปลงรถยนต์และเครื่องยนต์สันดาปให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า EV Conversion เพื่อสอดรับกับนโยบายรัฐบาลที่มีเป้าหมายว่า ภายในปี ค.ศ. 2030 หรือ พ.ศ. 2573 จะต้องมีรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมด


“การจะเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าแบบฉับพลัน อาจจะกลายเป็นการดิสรัประบบอุตสาหกรรมดั้งเดิม ทั้งผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ อู่ซ่อมรถยนต์ ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน EV Conversion จึงอาจเริ่มจากการใช้ตลาดภาครัฐ (Government Procurement ) และค่อยส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้ร่วมในการขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ให้ครอบคลุมประเภทของยานพาหนะให้กว้างขวางมากขึ้น ซึ่งจากปัญหาดังกล่าว การดัดแปลงรถยนต์ไฟฟ้าจากรถเก่าที่มีอยู่ สามารถตอบโจทย์ทั้งในส่วนของการลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ลดการแบกภาระในการซื้อรถใหม่ที่มีราคาสูงกว่ามาก และยังสามารถต่อยอดอาชีพของผู้ประกอบการเดิม ในการทำชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า หรืออู่รถได้ ซึ่งในระยะยาว สามารถยกระดับเป็นอุตสาหกรรมในอนาคตได้อีกด้วย” ดร.กิติพงค์ กล่าว

ดร.กิติพงค์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ สอวช. ยังมีมาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการให้เกิดการปรับตัวตามเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และสอดคล้องกับมาตรการของนานาชาติ โดยตั้งเป้าหมายการทำงาน “50% ของบริษัทส่งออกบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และมีแผนสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)” โดยมีแนวทางการขับเคลื่อนสร้างเมืองต้นแบบที่ จ.สระบุรี และ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง และพื้นที่ EEC คือ จ.ระยอง ให้เป็นจังหวัดต้นแบบที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ สร้างระบบเมืองน่าอยู่เชิงนิเวศน์ เพื่อลดปัญหาหมอกควันไฟป่า และสนับสนุนการทำงานของวิสาหกิจชุมชน อีกแนวทางหนึ่งคือ การพัฒนาให้เกิดมหาวิทยาลัยสีเขียว (Green Campus) พัฒนาเครือข่ายมหาวิทยาลัยในบทบาทผู้ให้บริการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Service Provider) สนับสนุนการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของภาคส่วนต่างๆ โดยใช้ทรัพยากรของมหาวิทยาลัยในการลดก๊าซเรือนกระจกภายในมหาวิทยาลัย และขยายการให้บริการออกไปสู่สังคมด้วย

"อธิบดี พช." เผย "บิ๊กป้อม" น้อมนำเศรษฐกิจพอเพียงแก้ยากจน เน้นช่วยกลุ่มเป้าหมายเร่งด่วน-เปราะบาง ให้ได้สิทธิบัตรสวัสดิการฯครบถ้วนทั่วถึง



เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566  นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) พร้อมด้วยนายชูชีพ พงษ์ไชย รองอธิบดี พช. นายวิฑูรย์ นวลนุกูล รองอธิบดี พช. และผู้บริหาร พช. ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมคณะกรรมการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงครั้งที่ 1/2566 โดยมีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม ที่ห้องประชุมมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด และผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Zoom Cloud Meeting)

นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินงานในภาพรวม ทั้ง 76 จังหวัด จากเป้าหมายครัวเรือนยากจนในระบบ TPMAP (Thai People Map and Analytics Platform) ปี 65 พบว่า ศูนย์อำนวยการฯ จังหวัด และศูนย์อำนวยการฯ อำเภอ พร้อมทีมปฏิบัติการฯ ที่เกี่ยวข้องได้ร่วมบูรณาการให้ความช่วยเหลือ/แก้ไขปัญหาครัวเรือนเป้าหมายจำนวน 653,524 ครัวเรือน คิดเป็น 100% และพบปัญหาในแต่ละมิติ ดังนี้ 1.มิติสุขภาพ ส่วนใหญ่ประสบปัญหา คนอายุ 6 ปีขึ้นไป ไม่ออกกำลังกายเนื่องจากไม่เห็นความสำคัญของการมีสุขภาพดี 2.มิติความเป็นอยู่ ส่วนใหญ่ประสบปัญหาครัวเรือนไม่มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและบ้านมีสภาพไม่คงทนถาวร

นายอรรษิษฐ์ กล่าวต่อว่า 3.มิติการศึกษา ส่วนใหญ่ประสบปัญหาคนอายุ 15-59 ปี อ่าน เขียนภาษาไทยและคิดเลขอย่างง่ายไม่ได้ รวมทั้งเด็กอายุ 6-14 ปี ไม่ได้รับการศึกษาภาคบังคับหรือออกจากการเรียนกลางคัน เนื่องจากสถานะทางเศรษฐกิจ และ 4.มิติรายได้ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านการเกษตร ประสบปัญหาการปลูกพืชได้เพียงปีละครั้ง ไม่มีปัจจัยการผลิต ขาดเงินทุน และขาดความรู้ด้านทักษะอาชีพ 5.มิติการเข้าถึงบริการภาครัฐ ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ และผู้พิการ ไม่ได้รับการบริการจากภาครัฐ เนื่องจากเข้าไม่ถึงหรือได้รับแต่ไม่เพียงพอ

จากนั้น ที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบแนวทางการขับเคลื่อนการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยบนฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ในปีงบประมาณ 66 ประกอบด้วย 4 แนวทางที่สำคัญ ได้แก่ แนวทางที่ 1 การเติมเต็มข้อมูลในระบบ TPMAP แนวทางที่ 2 ร่วมแก้ไขปัญหาในระดับบุคคล/ครอบครัว แนวทางที่ 3 ร่วมแก้ไขและพัฒนาเพื่อความยั่งยืน และแนวทางที่ 4 ร่วมติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประวิตร ได้มอบหมายให้สภาพัฒน์ฯ ประกาศตัวเลขกลุ่มคนเป้าหมายเร่งด่วน และมอบให้ศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนฯ ทุกระดับ และทีมปฏิบัติการร่วมกับหน่วยงานของรัฐ ดำเนินการช่วยเหลือและพัฒนากลุ่มเป้าหมาย โดยใช้ข้อมูลจากระบบ TPMAP เป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินงาน เน้นการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายเร่งด่วน กลุ่มเปราะบาง และกลุ่มที่ต้องดูแลใกล้ชิด เพื่อได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ครบถ้วนทั่วถึงต่อไป

"พปชร."ยันถอดบทเรียนหมดแล้ว! พัฒนาประเทศแก้จนตามแนวพอเพียง



เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566  นายชวน ชูจันทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงสโลแกนก้าวข้ามความขัดแย้งของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ว่า ไม่ใช่วาทกรรมที่ยกขึ้นมาเพื่อหาเสียง แต่อยากให้มองลงลึกไปว่าก่อนที่จะมีการปฏิวัติปี57 ประเทศไทยมีการขัดแย้งทางการเมืองอย่างหนัก โดยเฉพาะการเลือกตั้งในปี 2562 หลายคนคิดตรงกันว่าถ้ายังมีการขัดแย้งทางความคิดทางการเมืองแบบเดิมอยู่อีก ประเทศไทยคงพัฒนาไม่ได้ ตนและเพื่อนอีกหลายคน จึงได้จัดตั้งพรรคพลังประชารัฐขึ้นมา

เวลา 4 ปีที่บริหารในนามพรรคการเมือง ยังไม่ได้เกิดแนวทางที่จะร่วมกันพัฒนาประเทศอย่างที่คิดไว้ ทั้งในส่วนของสถาบันการเมือง หรือในภาคประชาชน และหลายคนก็เห็นปัญหาเหมือนกัน จึงต้องหยิบยกประเด็นเรื่องการก้าวพ้นความขัดแย้งขึ้นมาให้ช่วยกันตัดสินใจหรือพิจารณาอีกครั้ง หากผู้ที่รับอาสาเข้ามาทำงานการเมืองยังไม่เข้มแข็ง ไม่สามารถรวมพลังกันเพื่อเป้าหมายในการนำพาประเทศให้พัฒนาได้แล้ว เรื่องอื่นคงไม่ต้องหวัง ซึ่งพล.อ.ประวิตร เข้าใจดี จึงได้นำเรื่องการก้าวข้ามความขัดแย้งขึ้นมาให้ช่วยกันตัดสินใจ เลือกสมาชิกสภาผู้แทนในปีนี้

อย่างไรก็ตามการขจัดทุกปัญหาพัฒนาทุกพื้นที่ ข้อความนี้แยกได้เป็น 2 เรื่องคือ ขจัดทุกปัญหา ส่วนพัฒนาทุกพื้นที่เราคงจำความกันได้ในอดีตที่ผ่านมานักการเมืองบางท่านได้พูดขึ้นว่าพื้นที่ใดที่ไม่ได้เลือกคนของพรรคเราเป็นผู้แทน การพัฒนาพื้นที่นั้นจะต้องเอาไว้ทีหลัง จะต้องไปพัฒนาในพื้นที่ที่เรามีผู้แทนก่อน


ทำให้เกิดความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจกันพอสมควร ความจริงหลักคิดอย่างนี้ไม่ถูกต้อง เมื่อเป็นผู้แทนแล้วจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม จะต้องพัฒนาในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่ทั้งประเทศจะมีผู้แทนของพรรคเดียวอยู่เป็นฝ่ายรัฐบาลทั้งหมดไม่มีฝ่ายตรวจสอบหรือฝ่ายค้านตนจึงนำข้อความนี้มาบอกกล่าวให้ประชาชนได้ทราบว่า พรรคพลังประชารัฐไม่ได้มีความคิดอย่างนี้เมื่อได้เป็นรัฐบาลต้องดูแลทุกพื้นที่

แก้ไขปัญหาพัฒนาให้ทั่วประเทศให้ได้ตามลำดับความจำเป็นก่อนหลัง ยิ่งเป็นพื้นที่ที่มีความลำบาก ประชาชนเดือดร้อนมากจะต้องไปแก้ปัญหาก่อน งานหลักของเราซึ่งต้องเริ่มกันตั้งแต่วันนี้ก็คือการแก้ปัญหาความยากจน เรารู้ว่าใครคือคนจนและจนเพราะอะไร จะต้องเริ่มต้นอย่างไร จะต้องสั่งหรือชักชวนให้ใครหน่วยงานไหนมาช่วยกันแก้ปัญหานี้บ้าง

หรือแม้แต่ทฤษฎีการพัฒนาประเทศในแนวเศรษฐกิจพอเพียง เราก็ถอดบทเรียนมาหมดแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ลงมือทำ ยังไม่ได้มีชุดคาราวาน แก้ปัญหาความยากจนอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นนับแต่วันนี้และอีก 4 ปีถ้าได้เป็นรัฐบาล จะต้องแก้ปัญหาหรือเห็นแนวทางที่ถูกต้อง เกิดความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนขึ้น ลงมือทำคือคำตอบ

ตนจึงนำข้อความนี้มาบอกกล่าวให้ประชาชนได้ทราบว่า พรรคพลังประชารัฐไม่ได้มีความคิดอย่างนี้เมื่อได้เป็นรัฐบาลต้องดูแลทุกพื้นที่ แก้ไขปัญหาพัฒนาให้ทั่วประเทศให้ได้ตามลำดับความจำเป็นก่อนหลัง ยิ่งเป็นพื้นที่ที่มีความลำบาก ประชาชนเดือดร้อนมากจะต้องไปแก้ปัญหาก่อน งานหลักของเราซึ่งต้องเริ่มกันตั้งแต่วันนี้ก็คือการแก้ปัญหาความยากจน เรารู้ว่าใครคือคนจนและจนเพราะอะไร จะต้องเริ่มต้นอย่างไร จะต้องสั่งหรือชักชวนให้ใครหน่วยงานไหนมาช่วยกันแก้ปัญหานี้บ้าง หรือแม้แต่ทฤษฎีการพัฒนาประเทศในแนวเศรษฐกิจพอเพียง เราก็ถอดบทเรียนมาหมดแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ลงมือทำ ยังไม่ได้มีชุดคาราวาน แก้ปัญหาความยากจนอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นนับแต่วันนี้และอีก 4 ปีถ้าได้เป็นรัฐบาล จะต้องแก้ปัญหาหรือเห็นแนวทางที่ถูกต้อง เกิดความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนขึ้น ลงมือทำคือคำตอบ

วันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

"บิ๊กป้อม" ถกกก.แก้จนตามแนวพอเพียง ปลื้มปี 65 ตามเป้า100% ไฟเขียวงบฯปี 66 แนะใช้เป็นฐานรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ



พล.อ.ประวิตร มุ่งมั่นน้อมนำ "หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" แก้ความยากจน   อนุมัติแผน ปี66  ผ่านระบบ TPMAP  เน้นช่วยกลุ่มเป้าหมายเร่งด่วน -เปราะบาง ให้ได้สิทธิบัตรสวัสดิการฯ ครบถ้วน ทั่วถึง

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 10.00น. พล.ท.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผู้ช่วยโฆษกรองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี  ได้เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัย อย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ครั้งที่ 1/2566  ณ ห้องประชุม มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

ที่ประชุมได้รับทราบ ผลการดำเนินงานในภาพรวม ทั้ง 76 จังหวัด จากเป้าหมายครัวเรือนยากจนในระบบ TPMAP (Thai People Map and Analytics Platform) ปี65 พบว่า ศูนย์อำนวยการฯจังหวัด และ ศูนย์อำนวยการฯอำเภอ พร้อมทีมปฏิบัติการฯ ที่เกี่ยวข้องได้ร่วมบูรณาการ ให้ความช่วยเหลือ/แก้ไขปัญหาครัวเรือนเป้าหมายจำนวน 653,524 ครัวเรือน คิดเป็น 100% และพบปัญหาในแต่ละมิติ ดังนี้ 1) มิติสุขภาพ ส่วนใหญ่ประสบปัญหา คนอายุ 6ปีขึ้นไป ไม่ออกกำลังกายเนื่องจากไม่เห็นความสำคัญของการมีสุขภาพดี 2) มิติความเป็นอยู่ ส่วนใหญ่ประสบปัญหา ครัวเรือนไม่มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและบ้านมีสภาพไม่คงทนถาวร 3) มิติการศึกษา ส่วนใหญ่ประสบปัญหาคนอายุ 15-59 ปี อ่าน เขียนภาษาไทยและคิดเลขอย่างง่ายไม่ได้ รวมทั้งเด็กอายุ 6-14 ปี ไม่ได้รับการศึกษาภาคบังคับหรือออกจากการเรียนกลางคัน เนื่องจากสถานะทางเศรษฐกิจ และ 4) มิติรายได้ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านการเกษตร ประสพปัญหาการปลูกพืชได้เพียงปีละครั้ง ไม่มีปัจจัยการผลิต ขาดเงินทุน และขาดความรู้ด้านทักษะอาชีพ 5) มิติการเข้าถึงบริการภาครัฐ ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ และผู้พิการ ไม่ได้รับการบริการจากภาครัฐ เนื่องจากเข้าไม่ถึง หรือได้รับแต่ไม่เพียงพอ

จากนั้นที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบแนวทางการขับเคลื่อนการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัย บนฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ ในปีงบประมาณ 2566 ประกอบด้วย 4 แนวทางที่สำคัญ ได้แก่ แนวทางที่ 1 การเติมเต็ม ข้อมูลในระบบ TPMAP แนวทางที่ 2 ร่วมแก้ไขปัญหาในระดับบุคคล/ครอบครัว แนวทางที่ 3 ร่วมแก้ไขและพัฒนาเพื่อความยั่งยืน และแนวทางที่ 4 ร่วมติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล 

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ได้มอบหมายให้ สภาพัฒน์ฯการ ประกาศตัวเลขกลุ่มคนเป้าหมายเร่งด่วน และมอบให้ ศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนฯ ทุกระดับและทีมปฏิบัติการ ร่วมกับหน่วยงานของรัฐ ดำเนินการช่วยเหลือและพัฒนากลุ่มเป้าหมาย โดยใช้ข้อมูลจาก ระบบ TPMAP เป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินงาน เน้นการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายเร่งด่วน กลุ่มเปราะบาง และกล่มที่ต้องดูแลใกล้ชิด เพื่อได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้ครบถ้วน ทั่วถึง ต่อไป

"นพดล" เสนอ 5 ทางออกแก้ฝุ่นพิษ ลั่นเพื่อไทยมา PM 2.5 หมดไป



เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566  นายนพดล ปัทมะ รองประธานยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ปัญหาค่าฝุ่นละออง PM 2.5 ในกรุงเทพมหานครติดอันดับโลกขณะนี้ และอยู่ในระดับเป็นอันตรายต่อสุขภาพจากสภาพอากาศปิด รถยนต์สันดาปภายใน โรงงาน เป็นต้น ขณะที่ในหลายจังหวัดประสบปัญหาจากการเผาป่า เผาไร่ ที่ผ่านมา การแก้ไขปัญหาเป็นแบบไฟไหม้ฟางและปลายเหตุมาตลอด พรรคเพื่อไทยเห็นว่าเรื่องนี้ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทั้งระยะสั้น กลาง และระยะยาว หากได้เป็นรัฐบาลจะแก้ปัญหาโดย 1. เข้มงวดห้ามเผาป่า เผาไร่เช่น อ้อย ข้าวโพด และของเหลือจากผลิตผลทางการเกษตรอย่างเคร่งครัด พร้อมกับดำเนินนโยบายปลูกป่าเศรษฐกิจขนานใหญ่ ได้ทั้งการแก้ปัญหาโลกร้อนและซับฝุ่น pm 2.5

2.เร่งแก้ไขปัญหาฝุ่นไร้พรมแดนจากประเทศเพื่อนบ้านด้วยการเจรจากับมิตรประเทศ เพื่อร่วมมือกันกำจัดฝุ่นที่ต้นตอ ไม่ให้มีปัญหาเผาผลผลิตทางการเกษตร เช่น ข้าวโพด อ้อย พร้อมกับถ่ายทอดเทคโนโลยีนำซากผลผลิตทางการเกษตรมาทำปุ๋ยหรือพลังงาน

นายนพดล กล่าวต่อว่า 3. เปลี่ยนรถโดยสารประจำทางเครื่องยนต์ดีเซลในกรุงเทพมหานครที่มีประมาณ 7,000-8,000 คัน เป็นรถไฟฟ้า อีวี ตั้งเป้าภายใน 4 ปี หากทำได้จะทำให้ปัญหาฝุ่น pm 2.5 เบาบางลงอย่างมาก รวมทั้งตรวจสอบการปล่อยมลพิษจากโรงงานในจังหวัดรายล้อมกรุงเทพฯอย่างเข้มงวด เข้มงวด site ก่อสร้าง 4.สร้างรายได้จากอุตสาหกรรมใหม่ หรืออุตสาหกรรมสีเขียว โดยเร่งให้ไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมผลิตรถไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ เช่น ผลิตชิ้นส่วน แบตเตอรี่ เพื่อให้คนไทยเข้าถึงรถไฟฟ้าในราคาสมเหตุสมผล ลดการใช้รถสันดาปภายใน และจะแก้ไขปัญหาขีดความสามารถของประเทศ และยังช่วยลดแหล่งกำเนิด pm 2.5 ได้อย่างเป็นระบบ 5.ผลักดันร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ทันทีที่พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล เพื่อวางโครงสร้างทางกฎหมายเพื่ออากาศสะอาดของพี่น้องประชาชน เพราะอากาศสะอาดเป็นหนึ่งในสิทธิมนุษยชน

"ปัญหาฝุ่น pm 2.5 ไม่เลือกคนรวย คนจน เด็กอนุบาล หรือผู้สูงอายุ เราจะไม่ปล่อยให้แก้ปัญหาแบบนี้อีกต่อไป พรรคเพื่อไทยมา pm 2.5 ต้องหมดไป ต้องแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและโดยแก้เริ่มจากได้การมีรัฐบาลใหม่ที่เอาจริงเรื่องนี้"นายนพดล กล่าว

ค่าฝุ่น PM 2.5 สูงเกินมาตรฐาน 70 พื้นที่กรุงเทพมหานคร



วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566 ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานคร รายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ของสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรุงเทพมหานคร เวลา 07.00 น. ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ตรวจวัดได้ 61-105 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) พบว่าเกินมาตรฐาน (มาตรฐานไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม.) จำนวน 70 พื้นที่ คือ

1. เขตประเวศ ด้านหน้าห้างสรรพสินค้าซีคอน สแควร์ : มีค่าเท่ากับ 105 มคก./ลบ.ม.

2. เขตหนองแขม สามแยกข้างป้อมตำรวจ ถนนมาเจริญ เพชรเกษม 81 : มีค่าเท่ากับ 104 มคก./ลบ.ม.

3. เขตทวีวัฒนา ทางเข้าสนามหลวง 2 : มีค่าเท่ากับ 103 มคก./ลบ.ม.

4. เขตบึงกุ่ม ภายในสำนักงานเขตบึงกุ่ม : มีค่าเท่ากับ 101 มคก./ลบ.ม.

5. เขตสาทร สี่แยกหน้าสำนักงานเขตสาทร ซอย ถนนเซนต์หลุยส์ : มีค่าเท่ากับ 101 มคก./ลบ.ม.

6. เขตยานนาวา ใกล้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สำนักงานใหญ่ : มีค่าเท่ากับ 100 มคก./ลบ.ม.

7. เขตหลักสี่ ภายในสำนักงานเขตหลักสี่ : มีค่าเท่ากับ 95 มคก./ลบ.ม.

8. เขตปทุมวัน หน้าห้างสามย่านมิตรทาวน์ : มีค่าเท่ากับ 93 มคก./ลบ.ม.

9. เขตสัมพันธวงศ์ บริเวณหน้าหัวมุม ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ (วงเวียนโอเดียน) : มีค่าเท่ากับ 92 มคก./ลบ.ม.

10. เขตคลองเตย ภายในสำนักงานเขตคลองเตย : มีค่าเท่ากับ 91 มคก./ลบ.ม.


11. เขตธนบุรี ริมป้ายรถเมล์บริเวณแยกมไหศวรรย์ : มีค่าเท่ากับ 91 มคก./ลบ.ม.


12. เขตลาดกระบัง ด้านหน้าโรงพยาบาลลาดกระบังข้างป้อมตำรวจ : มีค่าเท่ากับ 90 มคก./ลบ.ม.


13. เขตคลองสาน บริเวณหน้าห้องสมุดใต้สะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน : มีค่าเท่ากับ 90 มคก./ลบ.ม.


14. เขตตลิ่งชัน ถนนพุทธมณฑลสาย 1 ตัดกับถนนบรมราชชนนี : มีค่าเท่ากับ 90 มคก./ลบ.ม.


15. เขตบางขุนเทียน ภายในสำนักงานเขตบางขุนเทียน : มีค่าเท่ากับ 90 มคก./ลบ.ม.


16. เขตภาษีเจริญ หน้ามหาวิทยาลัยสยาม (ประมาณซอยเพชรเกษม 36) ทางเข้ามหาวิทยาลัย : มีค่าเท่ากับ 89 มคก./ลบ.ม.


17. เขตบางกอกใหญ่ บริเวณสี่แยกท่าพระ แขวงวัดท่าพระ : มีค่าเท่ากับ 89 มคก./ลบ.ม.


18. เขตบางรัก ข้างป้อมตำรวจหน้าลานบางรักเลิฟลี่ พลาซ่า : มีค่าเท่ากับ 89 มคก./ลบ.ม.


19. เขตบางเขน ภายในสำนักงานเขตบางเขน : มีค่าเท่ากับ 88 มคก./ลบ.ม.


20. เขตวังทองหลาง ด้านหน้าปั๊มน้ำมัน เอสโซ่ ซ.ลาดพร้าว 95 : มีค่าเท่ากับ 88 มคก./ลบ.ม.


21. เขตบางซื่อ ภายในสำนักงานเขตบางซื่อ : มีค่าเท่ากับ 88 มคก./ลบ.ม.


22. เขตสายไหม ป้ายรถเมล์ด้านหน้าสำนักงานเขตสายไหม : มีค่าเท่ากับ 87 มคก./ลบ.ม.


23. เขตดอนเมือง ด้านข้างสำนักงานเขตดอนเมือง : มีค่าเท่ากับ 87 มคก./ลบ.ม.


24. เขตบางพลัด ภายในสำนักงานเขตบางพลัด : มีค่าเท่ากับ 87 มคก./ลบ.ม.


25. เขตบางนา บริเวณหน้าห้าง สรรพสินค้าบิ๊กซี บางนา : มีค่าเท่ากับ 87 มคก./ลบ.ม.


26. เขตบางกอกน้อย บริเวณหน้าสถานีตำรวจรถไฟบางกอกน้อย : มีค่าเท่ากับ 85 มคก./ลบ.ม.


27. เขตบางบอน ใกล้ตลาดสุขสวัสดี : มีค่าเท่ากับ 85 มคก./ลบ.ม.


28. สวนทวีวนารมย์ เขตทวีวัฒนา เขตทวีวัฒนา : มีค่าเท่ากับ 85 มคก./ลบ.ม.


29. เขตคลองสามวา ภายในสำนักงานเขตคลองสามวา : มีค่าเท่ากับ 84 มคก./ลบ.ม.


30. เขตจอมทอง ภายในสำนักงานเขตจอมทอง : มีค่าเท่ากับ 83 มคก./ลบ.ม.


31. เขตราษฎร์บูรณะ ภายในสำนักงานเขตราษฎร์บูรณะ : มีค่าเท่ากับ 82 มคก./ลบ.ม.


32. สวนธนบุรีรมย์ เขตทุ่งครุ เขตทุ่งครุ : มีค่าเท่ากับ 82 มคก./ลบ.ม.


33. สวนรมณีย์ทุ่งสีกัน เขตดอนเมือง เขตดอนเมือง : มีค่าเท่ากับ 82 มคก./ลบ.ม.


34. เขตจตุจักร บริเวณด้านหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ : มีค่าเท่ากับ 82 มคก./ลบ.ม.


35. เขตพญาไท หน้าแฟลตทหารบกใกล้โรงพยาบาลวิชัยยุทธ ตรงข้ามกระทรวงการคลัง : มีค่าเท่ากับ 81 มคก./ลบ.ม.


36. เขตหนองจอก บริเวณหน้าสำนักงานเขตหนองจอก : มีค่าเท่ากับ 81 มคก./ลบ.ม.


37. สวนเบญจกิติ เขตคลองเตย เขตคลองเตย : มีค่าเท่ากับ 81 มคก./ลบ.ม.


38. เขตทุ่งครุ หน้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี : มีค่าเท่ากับ 81 มคก./ลบ.ม.


39. เขตบางคอแหลม บริเวณป้อมตำรวจสี่แยกถนนตก : มีค่าเท่ากับ 80 มคก./ลบ.ม.


40. อุทยานเบญจสิริ (สวนเบญจสิริ) เขตคลองเตย เขตคลองเตย : มีค่าเท่ากับ 80 มคก./ลบ.ม.


41. เขตบางแค ภายในสำนักงานเขตบางแค : มีค่าเท่ากับ 79 มคก./ลบ.ม.


42. เขตพระนคร ภายในสำนักงานเขตพระนคร : มีค่าเท่ากับ 79 มคก./ลบ.ม.


43. เขตดินแดง ริมถนนวิภาวดีรังสิต : มีค่าเท่ากับ 79 มคก./ลบ.ม.


44. เขตมีนบุรี สวนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ตรงข้ามสำนักงานเขตมีนบุรี : มีค่าเท่ากับ 78 มคก./ลบ.ม.


45. เขตคันนายาว บริเวณปากทางถนนสวนสยามตัดกับถนนรามอินทรา : มีค่าเท่ากับ 78 มคก./ลบ.ม.


46. เขตราชเทวี ภายในสำนักงานเขตราชเทวี : มีค่าเท่ากับ 78 มคก./ลบ.ม.


47. เขตสวนหลวง ด้านหน้าสำนักงานเขตสวนหลวง : มีค่าเท่ากับ 77 มคก./ลบ.ม.


48. เขตวัฒนา ตรงข้าม noble Reveal (ข้าง MK gold restaurants) : มีค่าเท่ากับ 76 มคก./ลบ.ม.


49. สวนบางแคภิรมย์ เขตบางแค เขตบางแค : มีค่าเท่ากับ 76 มคก./ลบ.ม.


50. สวนหนองจอก เขตหนองจอก เขตหนองจอก : มีค่าเท่ากับ 75 มคก./ลบ.ม.


51. สวนเสรีไทย เขตบึงกุ่ม เขตบึงกุ่ม : มีค่าเท่ากับ 75 มคก./ลบ.ม.


52. สวนกีฬารามอินทรา เขตบางเขน เขตบางเขน : มีค่าเท่ากับ 75 มคก./ลบ.ม.


53. เขตพระโขนง ภายในสำนักงานเขตพระโขนง : มีค่าเท่ากับ 75 มคก./ลบ.ม.


54. สวนวชิรเบญจทัศ เขตจตุจักร เขตจตุจักร : มีค่าเท่ากับ 75 มคก./ลบ.ม.


55. เขตดุสิต ริมสวนหย่อมตรงข้ามสำนักงานเขตดุสิต : มีค่าเท่ากับ 75 มคก./ลบ.ม.


56. สวนสันติภาพ เขตราชเทวี เขตราชเทวี : มีค่าเท่ากับ 74 มคก./ลบ.ม.


57. เขตบางกะปิ ข้างป้อมตำรวจตรงข้ามสำนักงาน เขตบางกะปิ : มีค่าเท่ากับ 74 มคก./ลบ.ม.


58. เขตลาดพร้าว ภายในสำนักงานเขตลาดพร้าว : มีค่าเท่ากับ 73 มคก./ลบ.ม.


59. สวนหลวง ร.9 เขตประเวศ เขตประเวศ : มีค่าเท่ากับ 71 มคก./ลบ.ม.


60. สวน 60 พรรษาสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เขตลาดกระบัง เขตลาดกระบัง : มีค่าเท่ากับ 71 มคก./ลบ.ม.


61. เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ด้านหน้าสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ : มีค่าเท่ากับ 71 มคก./ลบ.ม.


62. สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เขตจตุจักร เขตจตุจักร : มีค่าเท่ากับ 70 มคก./ลบ.ม.


63. เขตห้วยขวาง ภายในสำนักงานเขตห้วยขวาง (ด้านข้างโรงเพาะชำ) ถนนประชาอุทิศ : มีค่าเท่ากับ 69 มคก./ลบ.ม.


64. สวนจตุจักร เขตจตุจักร เขตจตุจักร : มีค่าเท่ากับ 68 มคก./ลบ.ม.


65. สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เขตบางกอกน้อย เขตบางกอกน้อย : มีค่าเท่ากับ 67 มคก./ลบ.ม.


66. เขตสะพานสูง ภายในสำนักงานเขตสะพานสูง : มีค่าเท่ากับ 67 มคก./ลบ.ม.


67. สวนลุมพินี เขตปทุมวัน เขตปทุมวัน : มีค่าเท่ากับ 67 มคก./ลบ.ม.


68. สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา เขตบางคอแหลม เขตบางคอแหลม : มีค่าเท่ากับ 66 มคก./ลบ.ม.


69. สวนพระนคร เขตลาดกระบัง เขตลาดกระบัง : มีค่าเท่ากับ 65 มคก./ลบ.ม.


70. สวนหลวงพระราม 8 เขตบางพลัด เขตบางพลัด : มีค่าเท่ากับ 61 มคก./ลบ.ม.


ดัชนีคุณภาพอากาศของสถานีตรวจวัดของกรุงเทพมหานคร ส่วนใหญ่อยู่ในระดับคุณภาพอากาศ เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ


กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์สภาพอากาศ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร : ฝนฟ้าคะนอง


ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง (คาดการณ์แนวโน้มสภาพอากาศที่ส่งผลกระทบต่อฝุ่น PM 2.5 โดยสภาพทางอุตุนิยมวิทยา)


1. คาดว่าอัตราการระบายอากาศในช่วงวันที่ 2-4 ก.พ. 66 จะไม่ดี/อ่อน เนื่องจากเพดานอากาศต่ำ เกิดสภาวะอากาศปิดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการสะสมของฝุ่นละออง PM 2.5 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือลดลงสลับกันในช่วงนี้ สำหรับในช่วงวันที่ 5-8 ก.พ. 66 คาดว่าอัตราการระบายอากาศจะดี มีฝนบางพื้นที่ จากทิศใต้ และลมตะวันออกเฉียงใต้ พัดนำความชื้นจากทะเลจีนใต้และอ่าวไทยพัดเข้ามาปกคลุมแทนที่ลมหนาว ส่วนมวลอากาศเย็นที่แผ่ปกคลุมเริ่มมีกำลังอ่อนลง ทำให้ประเทศไทยตอนบน มีอุณหภูมิสูงขึ้น กลางวันอากาศร้อน ส่งผลให้เกิดการสะสมของฝุ่นละออง PM 2.5 มีแนวโน้มลดลง และวันนี้พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีหมอกในตอนเช้า โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่


2. ช่วงวันที่ 2-4 ก.พ. 2566 พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลควรเฝ้าระวังการสะสมของฝุ่นละออง เนื่องจากสภาพอากาศที่นิ่ง และปิด โดยพื้นที่ที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ พื้นที่กรุงเทพฯ กลาง กรุงธนเหนือ และกรุงธนใต้ (พื้นที่ท้ายลม)


3. จากการตรวจสอบข้อมูลจุดความร้อน (hotspot) ผ่านดาวเทียม จากหน่วยงาน NASA ไม่พบจุดความร้อนที่ดาวเทียมตรวจพบค่าความร้อนสูงผิดปกติ จากค่าความร้อนบนผิวโลก บริเวณพื้นที่กรุงเทพมหานคร


สำนักสิ่งแวดล้อม ได้ประสานแจ้งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เพิ่มความเข้มงวด การดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง เพื่อเป็นการบรรเทาความรุนแรง ของสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 และผลกระทบ ที่อาจเกิดขึ้นกับสุขภาพอนามัยของประชาชน


แจ้งเตือนรวมถึงประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลคุณภาพอากาศ ก่อนออกจากบ้าน ผ่านทาง


แอปพลิเคชัน AirBKK

www.airbkk.com

FB: สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร

FB: กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง สำนักสิ่งแวดล้อม

FB: กรุงเทพมหานคร

แอปพลิเคชัน AirBKK


เพื่อให้ประชาชนวางแผนการทำงาน การทำกิจกรรมโดยเฉพาะในพื้นที่ที่คุณภาพอากาศอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ/มีผลกระทบต่อสุขภาพ ควรลดระยะเวลา หรืองดการทำกิจกรรมกลางแจ้ง ทั้งนี้ กรณีประชาชนพบเห็น/สามารถแจ้งเบาะแสแหล่งกำเนิดมลพิษผ่านทาง Traffy Fondue


ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร



เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566 หลังจากที่เฟซบุ๊กเพจ "เอ้ สุชัชวีร์" ได้ทำการโพสต์เรื่องราวชวนให้ตระหนักถึงปัญหา PM 2.5 มา 2 – 3 วันติดๆ ล่าสุด ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานคณะทำงานนโยบาย กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาชักชวนให้พวกเราได้เวลาประกาศสงครามกับปัญหา PM 2.5 กันแล้ว โดยในวันนี้พบว่าค่าฝุ่นของกรุงเทพหนักหนามาก บางช่วงเวลาติด TOP 3 เมืองสำคัญที่อากาศแย่ของโลกไปแล้ว  

โดย ศ.ดร.สุชัชวีร์ มองว่าแม้ที่ผ่านมาภาครัฐ จะพยายามออกหลายๆ มาตรการ แต่ดูเหมือนจะเป็นเพียงช่วยบรรเทาสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ให้กับประชาชนไปพลางก่อนเท่านั้น เพราะวันนี้ปัญหาก็ยังคงอยู่ รวมทั้งมาตรการที่ผ่านมาก็ดูไม่ยั่งยืน ซึ่งแน่นอนว่าในปีถัดไปพวกเราก็คงต้องกลับมาเจอกับปัญหานี้อีก 

ทั้งนี้ ศ.ดร.สุชัชวีร์ ได้เสนอ 2 แนวทางการแก้ปัญหา PM 2.5 อย่างยั่งยืน คือ 

1. “กำหนดเป้าหมาย” หากเราไม่กำหนดเป้าหมายก็คงยากในการพิชิตสงคราม การกำหนดเป้าหมาย เพื่อให้เราสามารถหาแนวทางในการบรรลุเป้าหมายได้ชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น 

2. “ออกกฎหมายอากาศสะอาด” นำมาประกาศบังคับใช้อย่างจริงจัง เพื่อหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการดูแล และแก้ปัญหา PM2.5  จะได้สามารถนำมาใช้เป็น “อาวุธ” ในการทำสงครามกับ PM 2.5 ถ้าไม่มีสิ่งนี้ก็เปรียบเสมือนนักรบที่ไม่มีอาวุธ ต่อให้รู้วิธีในการเอาชนะสงคราม แต่ไม่มีอาวุธก็ไม่สามารถเอาชนะสงครามได้ หลายๆ ประเทศที่รู้ตรงจุดนี้เขามุ่งมั่นผลักดันออกกฎหมาย ปรับแก้ บังคับใช้อย่างจริงจังจนแก้ปัญหาได้ 

แน่นอนว่านอกจากการออกกฎหมายแล้ว ยังจะต้องมี “คณะกรรมการอากาศสะอาด” ที่เปรียบเสมือนเสนาธิการ แม่ทัพ ซึ่งจะทำหน้าที่กำกับดูแล วางนโยบาย ดำเนินการ และติดตามการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ได้วางไว้ ซึ่งคณะกรรมการนี้ ควรประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีอำนาจจากหลายภาคส่วนมาร่วมมือกัน

“เพื่อไทย” หวั่นฝุ่น PM 2.5 ฟุ้งตอกย้ำแก้เหลว ฉุดเศรษฐกิจไทยทรุดอีก



“เพื่อไทย” หวั่น ดอกเบี้ยขาขึ้น หนี้เสียพุ่ง บาทแข็ง ฉุดเศรษฐกิจไทยทรุด ชี้ รีดไถนักท่องเที่ยว ดัชนีทุจริต ฝุ่น PM 2.5 ตอกย้ำความล้มเหลว แนะแก้ปัญหาไม่ได้ ต้องยุบสภาเลือกตั้งใหม่ 

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566   นางสาวจุฑาพร เกตุราทร ว่าที่ผู้สมัคร สส. กทม. เขต สาทร บางรัก ปทุมวัน และ โฆษกคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ธนาคารกลางสหรัฐประกาศขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ขยับขึ้นเป็น 4.50%-4.75% และยังมีแนวโน้มที่จะขึ้นดอกเบี้ยต่ออีก เพื่อหยุดยั้งอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐที่ยังคงสูงอยู่ที่ 6.5% ในเดือนธันวาคม โดยจะพยายามทำให้เงินเฟ้อลดลงเหลือเพียง 2% ในขณะที่ในประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ก่อนหน้านี้เช่นกัน โดยขึ้นจาก 1.25% เป็น 1.50% และยังมีแนวโน้มที่จะต้องขึ้นอีกหลายครั้งในปีนี้

อัตราดอกเบี้ยของไทยจะที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งนี้เพราะหนี้สาธารณะของไทยอยู่ในระดับสูงกว่า 10 ล้านล้านบาท เฉพาะดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 1% รัฐต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มถึงปีละ 1 แสนล้านบาทโดยอาจจะต้องตัดจากงบประมาณแผ่นดิน และเอกชนก็ต้องแบกภาระดอกเบี้ยเพิ่มจากหนี้ครัวเรือนประมาณ 15 ล้านล้านบาท และ หนี้ธุรกิจในธนาคาร รวมไปถึงหนี้เสียและหนี้สงสัยจะเสียจำนวนหลายล้านล้านบาทที่จะต้องแบกรักภาระดอกเบี้ยสูงขึ้น นอกจากนี้ ดอกเบี้ยของไทยที่จะขึ้นอาจจะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอีก ซึ่งปัจจุบันค่าเงินบาทก็แข็งค่าอยู่แล้วอยู่ที่ 32 บาทกว่า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกที่ทำท่าจะย่ำแย่ และ อาจจะติดลบในปีนี้ หลังจากที่การส่งออกติดลบติดกันใน 3 เดือนสุดท้ายของปีที่แล้ว โดยการส่งออกเดือนธันวาคมติดลบถึง - 14.6% 

นอกจากปัญหาดอกเบี้ยแล้วปัญหาการรีดไถนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะข่าวที่ตำรวจไทยรีดไถดาราสาวชาวไต้หวันได้กระจายไปทั่วโลกทำความเสื่อมเสียให้ประเทศไทยอย่างมาก หลังจากตำรวจไทยไปให้บริการนักท่องเที่ยวจีนจากสนามบินและมีรถตำรวจนำหน้าพาเที่ยว แถมยังมีโฆษณาในเว็ปท่องเที่ยวของจีนเลย ซึ่งไทยกลายเป็นประเทศตัวตลกของโลกไปแล้ว โดยข่าวการรีดไถนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะเรื่องบุหรี่ไฟฟ้ามีขึ้นจำนวนมากและกลายเป็นการบ่อนทำลายการท่องเที่ยวของไทยไปแบบไม่รู้ตัว และอาจจะทำให้นักท่องเที่ยวเปลี่ยนใจไม่มาไทย เศรษฐกิจก็จะยิ่งย่ำแย่ เพราะการท่องเที่ยวน่าจะเป็นความหวังเดียวที่เหลืออยู่ หลังจากไม่สามารถจะพึ่งส่งออกได้แล้วในปีนี้ เพราะการส่งออกทำท่าจะติดลบแน่ในปีนี้ แถมรัฐบาลยังจะไปเก็บค่าเหยียบแผ่นดินเพิ่มภาระให้นักท่องเที่ยวอีก ซึ่งจะเป็นอุปสรรคแทนที่จะส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวเข้ามามากๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอันดับการทุจริตของไทยในปีนี้จะดีขึ้นมาอยู่ที่ 101 จาก 180 ประเทศ แต่ในความรู้สึกของประชาชนกลับคิดว่าการทุจริตของไทยเพิ่มขึ้นมาก จากข่าวคราวที่ปรากฎมาตลอด อีกทั้งดัชนีทุจริตไทยยังอยู่อันดับที่แย่กว่าประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าอับอายมาก นอกจากปัญหาการทุจริตแล้วปัญหาฝุ่น PM 2.5 ก็ยังเป็นปัญหาของรัฐบาลมาตลอด 8 ปี ที่ไม่ได้มีการแก้ไขเลย และ เลวร้ายขึ้นเรื่อยจน กทม. ติดอันดับ 4 ของโลก ที่ต้องงดให้ประชาชนจัดกิจกรรมกลางแจ้งกันแล้ว 

ปัญหาต่างๆเหล่านี้ ไม่ได้มีแนวทางแก้ไขสภาผู้แทนที่เป็นปากเสียงของประชาชนก็ล่มตลอด เพราะ สส. ย้ายพรรคเพื่อเตรียมพร้อมการเลือกตั้ง หากสภาพเป็นแบบนี้ น่าจะต้องยุบสภาและเลือกตั้งใหม่จะดีกว่า ประชาชนจะได้มีโอกาสเลือกรัฐบาลใหม่ที่จะเป็นที่พึ่งของประชาชนได้มากกว่า

วธ. ประกาศคัดเลือก “คนดีศรีจังหวัด” ยกย่องเชิดชูเกียรติเยาวชนและบุคคลคุณธรรมอาทิพอเพียง


 

วธ. ประกาศคัดเลือก “คนดีศรีจังหวัด” ยกย่องเชิดชูเกียรติเยาวชนและบุคคลคุณธรรม สร้างแบบอย่างการทำความดี มุ่งเป้าสู่สังคมคุณธรรม หล่อหลอมคนไทยอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566 นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 - 2570) เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายให้คนไทยมีพฤติกรรมที่สะท้อนการมีคุณธรรม 5 ประการ คือ “พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา กตัญญู” มุ่งสู่สังคมคุณธรรมที่คนไทยอยู่ร่วมกันด้วยความสมานฉันท์ ภายใต้หลักธรรมทางศาสนา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง วิถีวัฒนธรรมไทยที่ดีงาม และประเทศไทยปลอดทุจริตและประพฤติมิชอบ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ในฐานะสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ จึงได้ดำเนินงานโครงการ “คนดีศรีจังหวัด” เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการฯ ให้บรรลุเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม เกิดผลเป็นที่ประจักษ์ในทุกพื้นที่ โดยส่งเสริมการยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลและองค์กรที่มีคุณธรรมหรือทำความดี เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เกียรติประวัติและผลงานที่ได้รับการยกย่องให้เกิดการรับรู้อย่างกว้างขวาง เป็นแบบอย่างและเป็นแรงจูงใจในการทำความดีแก่บุคคลอื่นในสังคม ซึ่งจะส่งผลสำคัญในการพัฒนาชุมชน องค์กร อำเภอ และจังหวัด ให้ก้าวไปสู่ระดับคุณธรรมต้นแบบเพิ่มมากขึ้น 



รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า “คนดีศรีจังหวัด” หมายถึง บุคคลที่ดำรงตนยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และดำรงตนตามหลักคุณธรรม 5 ประการดังกล่าว ตลอดจนกระทำความดีและคุณประโยชน์เพื่อส่วนรวม เป็นแบบอย่างและเป็นที่ยอมรับของคนในชุมชน องค์กร และสังคม เหมาะสมแก่การยกย่องเชิดชูเกียรติ โดยรางวัลคนดีศรีจังหวัด แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทเด็กและเยาวชน อายุ 13 - 25 ปี จังหวัดละ 1 รางวัล และประเภทประชาชน จังหวัดละ 1 รางวัล โดยกรมการศาสนา ได้แจ้งหลักเกณฑ์และแนวทางการคัดเลือกไปยังสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อขอความร่วมมือประชาสัมพันธ์เชิญชวนเครือข่ายในจังหวัด ประกอบด้วย องค์กรภาครัฐและภาคเอกชน สถาบันการศึกษา สมาคมหรือมูลนิธิ ศาสนสถาน และชุมชน เข้าร่วมเสนอชื่อเด็กและเยาวชนและบุคคลผู้มีคุณสมบัติเหมาะสม ต่อคณะอนุกรรมการส่งเสริมคุณธรรมระดับจังหวัด ดำเนินการพิจารณาคัดเลือก และผู้ที่ได้รับการคัดเลือก “คนดีศรีจังหวัด” จะได้รับโล่รางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติของนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ต่อไป

ทีมเศรษฐกิจพรรคชาติพัฒนากล้า ชูนโยบายเกษตรสร้างชาติให้โอกาสคนทุกวัย


ทีมเศรษฐกิจพรรคชาติพัฒนากล้า ชูนโยบายเกษตรสร้างชาติให้โอกาสคนทุกวัย เสนอตั้งกองทุนธุรกิจสร้างสรรค์ จ้างงานผู้สูงวัย ต่อยอดคุณค่าแห่งชีวิต และดูแลความปลอดภัยผู้สูงอายุและคนพิการในบ้านด้วยอารยสถาปัตย์ 

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566 นายวรวุฒิ อุ่นใจ รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวถึงนโยบายด้านการเกษตรของพรรคชาติพัฒนากล้าว่า โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทย ไม่ได้เอื้อให้ผู้ประกอบการรายย่อย และเกษตรกร ให้ลืมตาอ้าปากได้มากนัก พรรคชาติพัฒนากล้า ขอนำเสนอนโยบาย “เกษตรสร้างชาติ เพิ่มมูลค่าด้วยเทคโนโลยี – อุตสาหกรรม” โดยยก 4 ข้อหลักเพื่อไปสู่เป้าหมายได้คือ 1.พัฒนาสินค้าเกษตรเป็นเกษตรพรีเมี่ยม เพิ่มคุณภาพการผลิต จำหน่ายในราคาสูงได้ ปัญหาของเกษตรกรเวลานี้คือ เน้นปริมาณ ไม่ได้เน้นคุณภาพมากนัก ทำให้สินค้าผลิตออกมาและขายไม่ได้ หรือขายได้ในราคาถูกไม่คุ้มต้นการผลิตที่สูงขึ้น สินค้าภาคการเกษตรเกี่ยวเนื่องกับหลายกระทรวง ที่มีนโยบายไม่สอดคล้องกัน ทำให้สินค้าภาคการเกษตรไม่สามารถแก้ปัญหาได้มาอย่างยาวนาน 

2. ใช้เทคโนโลยีช่วยเกษตรแปรรูป โดยเสนอระบบ cloud factory ซึ่งเป็นระบบที่รัฐใช้เงินสนับสนุน มีโครงสร้างพื้นฐาน ให้ชาวบ้านมาใช้ มีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงแล้ว ที่อุทยานหลวงปู่ทวด ต.บ้านใหม่ จ.พระนครศรีอยุธยา ผู้นำท้องถิ่นได้รวบรวมสินค้าชุมชน นำมาแปรรูป และตั้ง อย.กลางเพื่อสร้างมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน ผลิตตามออเดอร์ หมดปัญหาผลิตมาไม่รู้จะขายใคร  3. สอนเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการ ไม่ใช่แค่ผู้ผลิต ด้วยการค้าขายออนไลน์ ซึ่งมีตลาดแบบไร้พรมแดน หากทำได้ก็จะสร้างรายได้ให้กับประชาชนมหาศาล ลืมตาอ้าปากได้ 4. ปรับโครงสร้างสหกรณ์เกษตรไทย ให้เป็นสหกรณ์ที่ต่างประเทศเขาทำกัน คือการรวมกลุ่มบริษัทที่ผลิตสินค้าเกษตรกร และผลักดันเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ถ้าทำได้ เกษตรกรไทยไม่มีจน  

ด้านวรนัยน์ วาณิชกะ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทั้งด้วยการศึกษา โอกาสทางเศรษฐกิจ รวมถึงช่วงวัย ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำสูงมากในสังคม ดังนั้นพรรคชาติพัฒนากล้า ขอเสนอ 3 นโยบายคือ  1.“กองทุนธุรกิจสรางสรรค์” สูงสุดรายละ 1,000,000 บาทต่อธุรกิจ ต่ำสุด 100,000 บาท ไม่จำกัดวุฒิ วัย ใครมีไอเดียสามารถเข้าถึงได้ ขอให้เป็นธุรกิจมีนวัตกรรม เป็นการสร้างโอกาสให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมไม่จำกัดเพศ และวัย  2. นโยบาย “ สูงวัยไฟแรง งานใหม่ 500,000 ตำแหน่ง” วันนี้ประเทศไทยมีประชากร 68 ล้านคน มีการแบ่งเป็น คนรุ่นใหม่ คนรุ่นเก่า หลายคนอาจจะมองว่าผู้สูงวัยเป็นภาระ ซึ่งจริง ๆ แล้วคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพ ที่สามารถสร้างเงินให้กับระบบเศรษฐกิจได้ และเป็นการต่อยอดคุณภาพชีวิต ให้ผู้สูงวัยรู้สึกมีคุณค่าต่อสังคม ต่อครอบครัว และต่อตัวเอง  3. นโยบาย “อารยสถาปัตย์ ปรับปรุงบ้าน 50,000 บาท ให้ผู้สูงวัยและผู้พิการ ประเทศไทยมีผู้สูงอายุ 12.5 ล้านคน 1 ใน 3 ประสบอุบัติเหตุ หกล้มทุกปี และ 65% หกล้มในบ้านของตัวเอง นั่นแสดงให้เห็นว่า เราล้มเหลวด้านการสร้างความปลอดภัยให้กับผู้สูงอายุ นโยบายปรับปรุงบ้านจะเป็นทางออกที่ทางพรรคชาติพัฒนากล้าจะผลักดันให้เกิดขึ้นจริง

"บิ๊กตู่" นั่ง ฮ.ต่อรถไฟลงพื้นที่แม่กลอง 3 ก.พ.นี้ จับตา "รังสิมา" เปิดตัวย้ายจาก "ปชป." ซบ "รทสช."

"บิ๊กตู่" เดินสายต่อเนื่องมีกำหนดการนั่งรถไฟไปสถานีแม่กลองพรุ่งนี้เพื่อตรวจติดตามแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน พร้อมไหวขอพรหลวงพ่อบ้านแหลม จับตา"รังสิมา" เปิดตัวต้อนรับครั้งแรกหลังประกาศจะย้ายขั้วจากปชป. ขณะที่ "รังสิมา" ตื่นเต้นเตรียมต้อนรับ "ลุงตู่"  ไม่หวั่นข้อครหารู้กันทั้งจังหวัดซบ "รทสช." แน่

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2566  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมคณะ มีกำหนดการลงพื้นที่เพื่อตรวจราชการจังหวัดสมุทรสาครในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ทั้งนี้ตามกำหนดการนายกฯจะนั่งเฮลิคอปเตอร์จาก พล.ม.2 ไปลงยังจุดจอด ฮ.สนามกีฬาจังหวัดสมุทรสงคราม ก่อนออกเดินทางไปยังสถานีรถไฟลาดใหญ่ ตำบลลาดใหญ อำเภอลาดใหญ่ เพื่อนั่งรถไฟเดินทางต่อไปยังสถานีรถไฟแม่กลอง เพื่อตรวจติดตามแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งการเดินทางโดยรถไฟครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่นายกฯนั่งรถไฟไปตรวจราชการ

ทั้งนี้ นายกฯจะไปรับทราบแนวทางการพัฒนาโครงข่ายระบบรถไฟเชื่อมต่อจังหวัดสมุทรสงคราม โครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำหลัก ระบบป้องกันน้ำท่วม ชุมชนเมืองสมุทรสงคราม ระยะที่ 1 จากนั้นจะพบปะพี่น้องประชาชนที่มาให้การต้อนรับ ก่อนจะเดินทางต่อไปยังวัดเพชรสมุทรวรวิหาร เพื่อสักการะขอพรจากหลวงพ่อบ้านแหลม และนมัสการพระสมุทรวชิรโสภณ ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดสมุทรสงคราม และเจ้าอาวาสวัดเพชรสมุทรวรวิหาร

นอกจากนั้น นายกฯมีกำหนดไปยังวิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงคราม อ.เมือง เพื่อหารือแนวทางการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างมูลค่าและการยกระดับรายได้ของประชาชนชาวสมุทรสงคราม พร้อมพบปะประชาชนที่มาให้การต้อนรับ แล้วเดินทางกลับถึงกรุงเทพฯในเวลา 15.30 น.ซึ่งถือว่ายังอยู่ในเวลาราชการ

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าจับตามองว่าการเดินทางมาของพล.อ.ประยุทธ์ในครั้งนี้ น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีข่าวออกมาตลอดว่า จะย้ายมาอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะมาต้อนรับพล.อ.ประยุทธ์หรือไม่ ถ้าน.ส.รังสิมามาต้อนรับก็เป็นการยืนยันว่า ย้ายมาสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติอย่างแน่นอน

"รังสิมา" ตื่นเต้นเตรียมต้อนรับ "ลุงตู่"  ไม่หวั่นข้อครหารู้กันทั้งจังหวัดซบ "รทสช." แน่

 ขณะที่ น.ส.รังสิมา  เปิดเผยว่า ในการเดินทางมาตรวจราชการของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในวันพรุ่งนี้ (3 กุมภาพันธ์) ตนจะไปต้อนรับด้วยตัวเองในฐานะเป็นส.ส.ตัวแทนประชาชน และทราบมาว่าจะมีชาวบ้านในพื้นที่จำนวนมากไปรอต้อนรับนายกฯด้วย เพราะคนแม่กลองชอบอยากเจอนายกลุงตู่ อยากไปเห็นตัวจริงว่า คนที่ให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐแก่ประชาชน และทำให้ประเทศชาติสงบใจดีขนาดไหน

ทั้งนี้ ตนตื่นเต้นไม่กลัวข้อครหาแม้จะยังเป็นส.ส.พรรคประชาธิปัตย์แต่ไปต้อนรับนายกฯ เพราะรู้กันทั้งประเทศแล้วว่าจะย้ายมาอยู่พรรคมาอยู่รวมไทยสร้างชาติในการเลือกตั้งครั้งหน้า การเดินทางมาของนายกฯจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาจังหวัดสมุทรสงคราม ยิ่งนายกฯมานั่งรถไฟดูเส้นทางคมนาคมด้วยจะได้เห็นกับตา เพราะทางจังหวัดมีแผนพัฒนาการสร้างทางรถไฟเชื่อมวงเวียนใหญ่-แม่กลอง-ปากท่ออยู่แล้ว ถ้าทำสำเร็จจะร่นระยะทางได้กว่า 70 กม.โครงการนี้ถูกบรรจุอยู่ในแผนงบประมาณมา 20 ปีแล้วแต่ไม่ได้รับการอนุมัติ ดังนั้นการที่นายกฯเดินทางมาดูเส้นทางจริงจะได้รับทราบข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพื่อผลักดันงบประมาณเส้นทางนี้ให้สำเร็จเสียที จึงได้เรียนเชิญนายกฯมาดูด้วยตัวเอง

น.ส.รังสิมา กล่าวย้ำว่า โครงการนี้ถ้าสำเร็จจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาจังหวัดสมุทรสงครามเนื่องจากปัจจุบันแม้การเดินทางจะยังไม่ค่อยสะดวกแต่ปรากฎว่ามีนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวต่างชาติเดินทางท่องเที่ยวทางรถไฟจำนวนมาก เนื่องจากเป็นเส้นทางที่สวยงามมีวัฒนธรรมเฉพาะตัว ดังนั้นถ้าการเดินทางสะดวกกว่านี้จะเป็นผลดีเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นทราบมาว่า จะมีชาวบ้านอีกหลายกลุ่มอาชีพ ทั้งเกษตรกร ชาวประมง และชาวนาเกลือมารอพบนายกฯด้วย ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่นายกฯจะได้มารับฟังปัญหาเพื่อนำไปแก้ได้ตรงจุด


แก้ PM 2.5 ระยะยาว! สอวช. เตรียมเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรม EV Conversion ดัดแปลงเครื่องยนต์รถเก่า เป็นรถยนต์ไฟฟ้า

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2566 สืบเนื่องจากผลการศึกษาของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบสัดส่วนแหล่งที่มาของ PM 2.5 มาจาก 4 แหล่งกำเนิดห...