วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

"สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต้องเร่งปลดล็อก


 
"สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต้องเร่งปลดล็อก  โดย ดร.ณพลเดช มณีลังกา สมาชิกวุฒิสภาสำรอง กลุ่ม 16 ศิลปะ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว จังหวัดเชียงราย เลขาธิการชมรมรักษ์มรดกโลก

 วันที่ 25 กรกฎาคม 2569 นับเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญของชาวพุทธทั่วโลก เมื่อองค์การยูเนสโก (UNESCO) มีมติขึ้นทะเบียน แหล่งโบราณคดีพุทธศาสนาโบราณแห่งสารนาถ (Ancient Buddhist Site of Sarnath) ประเทศอินเดีย เป็นมรดกโลก การตัดสินใจครั้งนี้มิใช่เพียงการเพิ่มรายชื่อแหล่งมรดกโลกอีกแห่งหนึ่งของโลก หากแต่เป็นการยืนยันคุณค่าของสถานที่ซึ่งถือเป็น "จุดเริ่มต้นของพระพุทธศาสนา" ในฐานะมรดกของมวลมนุษยชาติ

สำหรับชาวพุทธ สารนาถมิใช่เพียงเมืองโบราณ หากคือสถานที่ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ปฐมเทศนา "ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร" แก่ปัญจวัคคีย์ทั้งห้า หลังจากตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ พุทธคยา เป็นการประกาศพระธรรมครั้งแรกของโลก และเป็นการเริ่มต้นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

พระอัญญาโกณฑัญญะเป็นผู้แรกที่ได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุโสดาปัตติผล จนพระพุทธองค์ทรงเปล่งพระอุทานว่า "อัญญาสิ วต โภ โกณฑัญโญ" หรือ "โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ" นับเป็นพระอริยบุคคลองค์แรกในพระพุทธศาสนา และต่อมาเมื่อปัญจวัคคีย์ทั้งห้าบรรลุธรรมครบถ้วน พระสงฆ์จึงถือกำเนิดขึ้นอย่างสมบูรณ์

นั่นหมายความว่า สารนาถคือสถานที่กำเนิดพระรัตนตรัยครบทั้งพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นจุดเริ่มต้นของศาสนาที่มีผู้นับถือกว่าครึ่งพันล้านคนทั่วโลก เป็นสถานที่ที่มีคุณค่าทั้งด้านศาสนา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี และจิตวิญญาณในระดับสูงสุดแห่งหนึ่งของมนุษยชาติ

เมื่อทราบข่าวการขึ้นทะเบียนครั้งนี้ ผมรู้สึกยินดีและเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะสารนาถสมควรได้รับการยอมรับในฐานะมรดกโลกมาเป็นเวลานานแล้ว

แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า  เหตุใดสถานที่ที่มีความสำคัญระดับนี้ จึงต้องใช้เวลารอนานเกือบ 30 ปี กว่าจะได้รับการขึ้นทะเบียน?

คำถามนี้ไม่ใช่คำถามเฉพาะของอินเดีย หากเป็นคำถามที่ประเทศไทยควรนำมาทบทวนอย่างจริงจัง

คุณค่าไม่ใช่ปัญหา แต่ "ระบบ" ต่างหากที่เป็นคอขวด

หลายคนเข้าใจว่า หากสถานที่ใดมีคุณค่าโดดเด่น ก็จะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยง่าย

ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น

การขึ้นทะเบียนมรดกโลกของยูเนสโก เป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ต้องผ่านการจัดทำเอกสารทางวิชาการอย่างละเอียด การกำหนดเขตพื้นที่ การบริหารจัดการ การอนุรักษ์ การรับฟังความคิดเห็นของชุมชน ตลอดจนการประเมินโดยองค์กรวิชาการระหว่างประเทศ

สถานที่ที่มีคุณค่ามหาศาล หากไม่มีเอกสารที่สมบูรณ์ ไม่มีแผนบริหารจัดการที่ชัดเจน หรือไม่มีการผลักดันเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่อง ก็อาจต้องรอเป็นสิบหรือหลายสิบปี

กรณีของสารนาถจึงสะท้อนให้เห็นว่า

"คุณค่าเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ"

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ความพร้อมของระบบ

ประเทศไทยเองก็กำลังเผชิญ "คอขวด" แบบเดียวกัน

ในฐานะเลขาธิการชมรมรักษ์มรดกโลก ผมติดตามการผลักดันมรดกโลกของไทยมาโดยตลอด

ประเทศไทยมีแหล่งมรดกที่มีคุณค่าในระดับโลกจำนวนมาก

ไม่ว่าจะเป็น

เมืองโบราณเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

เมืองประวัติศาสตร์เชียงใหม่

เส้นทางรถไฟสายมรณะและสะพานข้ามแม่น้ำแคว จังหวัดกาญจนบุรี

รวมถึงแหล่งมรดกอีกหลายแห่งที่มีศักยภาพ

แต่การผลักดันกลับเป็นไปอย่างเชื่องช้า

ที่ผ่านมา ประเทศไทยมักเสนอชื่อเข้าสู่การพิจารณาเพียงปีละหนึ่งแหล่ง ขณะที่หลายประเทศสามารถเตรียมความพร้อมหลายพื้นที่พร้อมกัน มีคณะทำงานถาวร มีงบประมาณสนับสนุน และมีนักวิชาการเฉพาะด้านทำงานต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี

นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยควรศึกษา

ข่าวดีของนครศรีธรรมราช คือกำลังใจของคนไทย

ผมขอแสดงความชื่นชมรัฐบาล กระทรวงวัฒนธรรม กรมศิลปากร คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก นักวิชาการ และประชาชนทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันผลักดันจน กลุ่มโบราณสถานเมืองนครศรีธรรมราช ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 2569

นี่คือความสำเร็จที่พิสูจน์ว่า

หากประเทศไทยมีการเตรียมข้อมูลทางวิชาการที่เข้มแข็ง มีการบริหารจัดการที่เป็นระบบ และมีความร่วมมือจากทุกฝ่าย

ประเทศไทยก็สามารถผลักดันแหล่งมรดกของตนเองสู่เวทีโลกได้สำเร็จ

ความสำเร็จครั้งนี้จึงไม่ควรเป็นจุดสิ้นสุด

แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้น

ถึงเวลาของเชียงแสน เชียงใหม่ และกาญจนบุรี

ผมเชื่อมั่นว่า เมืองโบราณเชียงแสน มีคุณค่าโดดเด่นด้านอารยธรรมลุ่มน้ำโขง ประวัติศาสตร์ล้านนา และพระพุทธศาสนา

เมืองประวัติศาสตร์เชียงใหม่ มีผังเมือง วัดวาอาราม และมรดกวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิต ซึ่งหาได้ยากในโลก

ส่วนเส้นทางรถไฟสายมรณะและสะพานข้ามแม่น้ำแคว เป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ ความเสียสละ และความทรงจำร่วมของมนุษยชาติจากสงครามโลกครั้งที่ 2

ทั้งสามแห่งมีศักยภาพเพียงพอที่จะก้าวสู่การเป็นมรดกโลก

สิ่งที่ขาด คือ การผลักดันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ประเทศไทยควรมี "ยุทธศาสตร์มรดกโลกแห่งชาติ"

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรจัดทำ ยุทธศาสตร์มรดกโลกแห่งชาติ ที่มีเป้าหมายระยะยาว ไม่ใช่ทำงานเป็นรายโครงการหรือเปลี่ยนไปตามวาระของหน่วยงาน

ควรมีคณะทำงานถาวรที่รวมนักโบราณคดี นักประวัติศาสตร์ นักผังเมือง นักสิ่งแวดล้อม นักกฎหมาย และผู้แทนจากชุมชน เพื่อทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสนับสนุนงบประมาณสำหรับการจัดทำเอกสาร การวิจัย และการบริหารจัดการพื้นที่อย่างเพียงพอ

นอกจากนี้ ควรสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย องค์กรวิชาชีพ และภาคประชาชน เพื่อให้การผลักดันมรดกโลกเป็นวาระแห่งชาติ ไม่ใช่ภาระของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง

มรดกโลก ไม่ใช่เพียงเรื่องของการท่องเที่ยว

หลายคนมองว่าการขึ้นทะเบียนมรดกโลกมีเป้าหมายเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว

แต่ในความเป็นจริง มรดกโลกคือการประกาศต่อประชาคมโลกว่า สถานที่แห่งนั้นมีคุณค่าต่อมนุษยชาติ และสมควรได้รับการคุ้มครอง ส่งต่อ และเรียนรู้ร่วมกัน

ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวเป็นเพียงผลพลอยได้

สิ่งสำคัญกว่าคือ การอนุรักษ์อัตลักษณ์ ประวัติศาสตร์ และภูมิปัญญาของชาติ เพื่อให้คนรุ่นหลังยังคงได้เรียนรู้และภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง

บทเรียนจากสารนาถ

การที่สารนาถได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในวันนี้ เป็นข่าวดีของชาวพุทธทั่วโลก และเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทย

บทเรียนที่สำคัญที่สุด คือ อย่าปล่อยให้สถานที่ที่มีคุณค่าระดับโลก ต้องรอคอยนานเกินความจำเป็นเพียงเพราะติด "คอขวด" ของระบบการบริหารจัดการ

หากประเทศไทยสามารถปลดล็อกข้อจำกัดด้านการบริหาร การจัดทำข้อมูลทางวิชาการ การบูรณาการระหว่างหน่วยงาน และการกำหนดยุทธศาสตร์ระยะยาวได้ เชียงแสน เชียงใหม่ กาญจนบุรี และแหล่งมรดกสำคัญอีกหลายแห่งของไทย ย่อมมีโอกาสก้าวสู่การเป็นมรดกโลกได้ในอนาคต

การอนุรักษ์มรดกโลกไม่ใช่การแข่งขันระหว่างประเทศ แต่คือความร่วมมือของมนุษยชาติในการรักษาสิ่งที่ทรงคุณค่าที่สุดของโลกไว้ให้ลูกหลาน

และผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า วันที่เราร่วมแสดงความยินดีกับสารนาถในวันนี้ จะเป็นแรงบันดาลใจให้ประเทศไทยเดินหน้าปลดล็อก "คอขวด" ของตนเอง เพื่อให้แหล่งมรดกอันล้ำค่าของไทยได้รับการยอมรับในระดับสากลอย่างที่ควรจะเป็น


"มณีรัฐ" หนุนงบฯ กรมควบคุมมลพิษ ติดตั้งเซ็นเซอร์ 7 จุดแม่น้ำกก เฝ้าระวังโลหะหนัก พร้อมผลักดันข้อมูลสู่เวทีนานาชาติ



เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569    น.ส.มณีรัฐ เขมะวงค์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมาธิการครุภัณฑ์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ภายใต้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ได้เห็นชอบโครงการของกรมควบคุมมลพิษในการติดตั้งระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำและเซ็นเซอร์ตรวจวัดมลพิษในแม่น้ำกก จำนวน 7 สถานี แม้งบประมาณจะถูกปรับลดลงราว 5% แต่ยังสามารถดำเนินโครงการได้ตามแผน

โครงการดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับปัญหามลพิษทางน้ำและการปนเปื้อนโลหะหนักในลุ่มแม่น้ำกก ซึ่งประชาชนในจังหวัดเชียงรายติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ การใช้น้ำ การเกษตร และระบบนิเวศในพื้นที่

มณีรัฐกล่าวว่า การเห็นชอบโครงการครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับระบบเฝ้าระวังคุณภาพน้ำของประเทศ พร้อมชื่นชมกรมควบคุมมลพิษที่ชี้แจงเหตุผล ความจำเป็น และข้อมูลทางวิชาการต่อคณะกรรมาธิการ จนทำให้ที่ประชุมเห็นความสำคัญของการเร่งดำเนินโครงการ

ตามแผน ระบบตรวจวัดทั้ง 7 สถานีจะเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ AI Dashboard และฐานข้อมูลกลางของภาครัฐ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์ผ่านเว็บไซต์กลาง เปิดให้หน่วยงานรัฐ นักวิชาการ และประชาชนติดตามสถานการณ์ได้อย่างต่อเนื่อง

เซ็นเซอร์จะสามารถตรวจวัดโลหะหนักหลายชนิด รวมถึงสารหนู ปรอท ตะกั่ว และแคดเมียม ตลอดจนค่าคุณภาพน้ำสำคัญ เช่น ค่า pH ความขุ่น ปริมาณออกซิเจนละลายน้ำ และค่าการนำไฟฟ้า หากพบค่าที่เกินมาตรฐาน ระบบจะส่งสัญญาณแจ้งเตือนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งดำเนินมาตรการลดผลกระทบ

มณีรัฐกล่าวว่า ข้อมูลจากระบบตรวจวัดจะเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์สำหรับใช้กำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การติดตามสถานการณ์มลพิษ และการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำกกและแม่น้ำโขง

เธอกล่าวว่า ข้อมูลที่จัดเก็บอย่างต่อเนื่องยังสามารถใช้เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สำหรับความร่วมมือระหว่างประเทศในการติดตามและแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน รวมถึงสนับสนุนการดำเนินงานภายใต้กรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ จังหวัดเชียงรายยังเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อมหลายด้าน ทั้งฝุ่น PM2.5 มลพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำโขง รวมถึงน้ำท่วมที่เกิดขึ้นเป็นประจำ จึงเรียกร้องให้กรมควบคุมมลพิษและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินโครงการและเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อให้ระบบตรวจวัดทั้ง 7 สถานีสามารถเปิดใช้งานได้โดยเร็ว

“ดิฉันเห็นว่า การมีข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และเป็นปัจจุบัน เป็นหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการเฝ้าระวัง การแจ้งเตือน การกำหนดมาตรการรับมือ และการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษ พร้อมทั้งเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือในการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง จะนำไปสู่การคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว“


"ณพลเดช" ปลื้มพิธีเฉลิมฉลองสมเด็จพระมหาวชิรคุณดิลก ชี้เป็นพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมหนุนฟื้นฟูศรัทธาพระพุทธศาสนา ชี้ยังมีพระสงฆ์ที่รอรับความเป็นธรรมจากคดีเงินทอนวัด


เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569    ดร.ณพลเดช มณีลังกา อดีตอนุกรรมาธิการพระพุทธศาสนา สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงพิธีเฉลิมฉลองการได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์ของ สมเด็จพระมหาวชิรคุณดิลก วัดสามพระยา พระอารามหลวง ว่า รู้สึกปลาบปลื้มเป็นอย่างยิ่ง และถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระเถระผู้มีคุณูปการต่อพระพุทธศาสนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะ อันเป็นการเชิดชูพระพุทธศาสนาและสร้างขวัญกำลังใจแก่คณะสงฆ์ไทยทั่วประเทศ

ดร.ณพลเดช กล่าวว่า การได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์ของสมเด็จพระมหาวชิรคุณดิลก นับเป็นเหตุการณ์สำคัญของวงการคณะสงฆ์ไทย เพราะในอดีตท่านเคยตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีที่เกี่ยวข้องกับเงินทอนวัด จนต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและถูกถอดถอนสมณศักดิ์ อย่างไรก็ตาม ภายหลังเมื่อกระบวนการยุติธรรมดำเนินไปจนมีคำพิพากษาถึงที่สุดในหลายคดี และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ คืนสมณศักดิ์ พร้อมให้ถือว่าไม่เคยถูกถอดถอนสมณศักดิ์และราชทินนามมาก่อน ก่อนจะได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงหลักนิติธรรม ความยุติธรรม และพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพระพุทธศาสนา 

"การสถาปนาสมณศักดิ์ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเป็นเกียรติแก่พระเถระรูปหนึ่งเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่พุทธศาสนิกชนว่า เมื่อกระบวนการยุติธรรมพิสูจน์ข้อเท็จจริงแล้ว ผู้ที่ได้รับความเป็นธรรมย่อมได้รับการฟื้นฟูเกียรติยศและศักดิ์ศรีอย่างสมพระเกียรติ" ดร.ณพลเดช กล่าว

อดีตอนุกรรมาธิการพระพุทธศาสนา กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวยังเป็นบทเรียนสำคัญของสังคมไทยว่า การนำเสนอข่าวสารหรือการกล่าวหาบุคคลที่ยังอยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรม ควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบ เพราะหากภายหลังข้อเท็จจริงปรากฏแตกต่างจากที่เคยรับรู้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อพระพุทธศาสนา คณะสงฆ์ และศรัทธาของประชาชน อาจยากที่จะฟื้นคืนได้

พร้อมกันนี้ ขอฝากถึง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในฐานะฝ่ายเลขานุการมหาเถรสมาคม ให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในทุกกรณีที่ส่งผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรม หากพบว่ามีบุคคลใดกระทำความผิดตามกฎหมาย หรือจงใจบิดเบือนข้อเท็จจริงจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อพระพุทธศาสนา ก็ควรดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน หากพระภิกษุหรือผู้เกี่ยวข้องรายใดได้รับการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตามกระบวนการยุติธรรมแล้ว ก็ควรได้รับการฟื้นฟูสิทธิ ศักดิ์ศรี และการเยียวยาที่เหมาะสมตามกฎหมาย

ดร.ณพลเดช กล่าวว่า ปัจจุบันยังมีพระสงฆ์และผู้เกี่ยวข้องกับคดีเงินทอนวัดบางส่วนที่ยังอยู่ระหว่างการรอการพิจารณา การฟื้นฟูสิทธิ หรือการคืนความเป็นธรรม จึงอยากให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการภายใต้หลักนิติธรรมและความเสมอภาค เพื่อให้ผู้ที่ได้รับการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้รับการฟื้นฟูสถานะและเกียรติยศโดยเร็ว อันจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับพุทธศาสนิกชนและสังคมไทย

ดร.ณพลเดช กล่าวอีกว่า การจัดพิธีเฉลิมฉลองครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงก่อนวันอาสาฬหบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญยิ่งของพระพุทธศาสนา เพราะเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ปฐมเทศนา ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองสารนาถ ประเทศอินเดีย ทำให้พระอัญญาโกณฑัญญะบรรลุธรรม เป็นพระอริยสาวกองค์แรก และทำให้พระรัตนตรัยครบองค์เป็นครั้งแรก ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปทั่วโลก

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการมรดกโลกขององค์การยูเนสโกได้มีมติขึ้นทะเบียน แหล่งพุทธศาสนสถานโบราณเมืองสารนาถ (Ancient Buddhist Site of Sarnath) เป็นมรดกโลก ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา ถือเป็นการยืนยันคุณค่าของพระพุทธศาสนาในระดับนานาชาติ และเป็นความภาคภูมิใจของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก 

"ผมหวังว่าเหตุการณ์สำคัญทั้งสองเรื่อง ทั้งการสถาปนาสมณศักดิ์ของสมเด็จพระมหาวชิรคุณดิลก และการที่สารนาถได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จะเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูศรัทธาของพุทธศาสนิกชน ให้ทุกภาคส่วนร่วมกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ยึดมั่นในพระธรรมวินัย หลักนิติธรรม และความยุติธรรม เพื่อให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองอย่างมั่นคงทั้งในประเทศไทยและในเวทีโลก สมดังเจตนารมณ์แห่งวันอาสาฬหบูชา ซึ่งเป็นวันที่พระธรรมจักรได้เริ่มหมุนไปสู่มวลมนุษยชาติ" ดร.ณพลเดช กล่าวปิดท้าย


"ณพลเดช" พอใจงบฯ กรมควบคุมมลพิษผ่านฉลุย ดันติดตั้งเซ็นเซอร์ 7 จุด แม่น้ำกก–แม่น้ำโขง ยกระดับ AI Dashboard เฝ้าระวังโลหะหนัก เร่งใช้งบฯ ฟื้นคุณภาพชีวิตชาวเชียงราย



เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569  ดร.ณพลเดช มณีลังกา วุฒิสมาชิกสำรองจังหวัดเชียงราย และอดีตที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการครุภัณฑ์และ ICT สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการครุภัณฑ์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ภายใต้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ได้พิจารณาคำของบประมาณของกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. ของวันที่ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบโครงการติดตั้งระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำและเซ็นเซอร์ตรวจวัดมลพิษในแม่น้ำกก จำนวน 7 สถานี แม้วงเงินงบประมาณจะถูกปรับลดลงประมาณร้อยละ 5 แต่ยังคงสามารถดำเนินโครงการได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

ดร.ณพลเดช กล่าวว่า ขอชื่นชม นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ได้นำเสนอรายละเอียดโครงการ เหตุผลความจำเป็น และข้อมูลทางวิชาการต่อคณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการได้อย่างครบถ้วน ชัดเจน และตอบข้อซักถามได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้ที่ประชุมเห็นถึงความจำเป็นของการเร่งแก้ไขปัญหามลพิษในลุ่มแม่น้ำกก และให้การสนับสนุนโครงการดังกล่าว

"ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะโครงการนี้ไม่ใช่เพียงการอนุมัติงบประมาณ แต่เป็นการลงทุนเพื่อความปลอดภัยของประชาชน เป็นการสร้างระบบเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมที่ทันสมัย และเป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อปกป้องคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในจังหวัดเชียงรายและพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงอย่างเป็นรูปธรรม" ดร.ณพลเดช กล่าว

อดีตที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการครุภัณฑ์และ ICT กล่าวว่า เมื่อมีการติดตั้งเซ็นเซอร์ครบทั้ง 7 สถานี ข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งเข้าสู่ AI Dashboard และศูนย์ข้อมูลกลางของภาครัฐ เพื่อแสดงผลผ่านเว็บไซต์กลางแบบเรียลไทม์ ทำให้ประชาชน หน่วยงานของรัฐ นักวิชาการ และผู้กำหนดนโยบายสามารถติดตามสถานการณ์คุณภาพน้ำได้ตลอดเวลา เพิ่มความโปร่งใส และเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะอย่างเป็นระบบ

ระบบดังกล่าวสามารถตรวจวัดโลหะหนักและสารปนเปื้อนหลายชนิด ได้แก่ สารหนู (Arsenic) ปรอท (Mercury) ตะกั่ว (Lead) แคดเมียม (Cadmium) โครเมียม (Chromium) แมงกานีส (Manganese) ทองแดง (Copper) และสังกะสี (Zinc) รวมถึงค่าคุณภาพน้ำที่สำคัญ เช่น ค่า pH ความขุ่น ออกซิเจนละลายน้ำ การนำไฟฟ้า และสารเคมีอันตรายอื่น ๆ หากตรวจพบค่าที่เกินมาตรฐาน ระบบจะสามารถแจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนได้ทันที ทำให้สามารถบริหารจัดการสถานการณ์ ลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และลดความเสียหายต่อระบบนิเวศได้อย่างรวดเร็ว

ดร.ณพลเดช กล่าวว่า ข้อมูลจากระบบดังกล่าวจะเป็นฐานข้อมูลสำคัญของประเทศ สามารถนำไปใช้ประกอบการพิจารณาประกาศพื้นที่ประสบภัยด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นข้อมูลในการช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนของสารพิษและโลหะหนักในแม่น้ำกกและแม่น้ำโขงได้อย่างรวดเร็ว มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และเกิดความเป็นธรรมต่อผู้ได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ ฐานข้อมูลดังกล่าวยังสามารถนำไปใช้ประกอบการจัดทำรายงานเสนอต่อองค์การยูเนสโกและหน่วยงานระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อสะท้อนผลกระทบจากมลพิษข้ามพรมแดนที่ส่งผลต่อทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ และสิทธิในการดำรงชีวิตของประชาชนไทย โดยอาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ตรวจสอบได้ ซึ่งจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในการผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษอย่างยั่งยืน

ดร.ณพลเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่ปีงบประมาณที่ผ่านมา ในฐานะอดีตที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการครุภัณฑ์และ ICT ได้เสนอแนวคิดให้รัฐบาลจัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลางของภาครัฐ เพื่อรวบรวมข้อมูลด้าน AI, Big Data และ Data Center ของทุกหน่วยงานไว้ในระบบเดียว ลดความซ้ำซ้อนของการลงทุน เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการข้อมูล และป้องกันไม่ให้ข้อมูลสำคัญของภาครัฐกระจัดกระจายหรือรั่วไหลไปยังต่างประเทศ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลและการใช้เทคโนโลยี AI ในการตัดสินใจเชิงนโยบาย

ดร.ณพลเดช กล่าวด้วยว่า ขอให้กรมควบคุมมลพิษและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการดำเนินโครงการและการเบิกจ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามแผน เพื่อให้ประชาชนชาวเชียงรายได้รับประโยชน์โดยเร็วที่สุด เพราะในขณะนี้จังหวัดเชียงรายกำลังเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมหลายด้านพร้อมกัน ทั้งปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ปัญหามลพิษทางน้ำในแม่น้ำกกและแม่น้ำโขง รวมถึงปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ ภาคการเกษตร การประมง การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจของประชาชนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

"ผมเชื่อว่าโครงการนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้ในระดับหนึ่ง เพราะเมื่อมีข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นปัจจุบัน ภาครัฐจะสามารถวางแผนป้องกัน แจ้งเตือน และบริหารจัดการปัญหามลพิษทางน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงใช้เป็นข้อมูลประกอบการช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนได้อย่างทันท่วงที จึงขอให้ทุกหน่วยงานร่วมกันเร่งผลักดันโครงการนี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านสิ่งแวดล้อมและยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนชาวเชียงรายและพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน" ดร.ณพลเดช กล่าว


วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

Song: Generosity Lights the Way to Peace Inspired by the Āditta Sutta

 


[Verse 1]

Life is like a house on fire,
Nothing lasts forever higher.
What we freely choose to give,
Becomes the way true values live.

[Pre-Chorus]

Give with kindness, give with grace,
Hope will bloom in every place.
Every caring act we share,
Plants new seeds of love and care.

[Chorus]

Generosity lights the way,
Bringing peace to every day.
Share your wisdom, share your heart,
That's where lasting changes start.

Give your time and lend your hand,
Help to heal throughout the land.
Together we can clearly see,
A world united peacefully.

[Verse 2]

Earthly treasures fade away,
None remain another day.
But every gift of selfless love,
Lives forever high above.

[Bridge]

Every heart can make a start,
Changing lives with open hearts.
Hand in hand we all belong,
Together we grow kind and strong.

[Final Chorus]

Generosity shines so bright,
Leading every soul to light.
Sharing hope with all we do,
Brings a peaceful world anew.

“อาทิตตสูตร” ชี้ ‘การให้ทาน’ คือทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุด นักวิชาการเสนอประยุกต์หลักธรรมสร้างสันติภาพโลกผ่านการแบ่งปันและความเอื้ออาทร

พระนครสาวัตถี – หลักธรรมใน อาทิตตสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 15 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 7 สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ได้รับการยกย่องจากนักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาและสันติศึกษา ว่าเป็นพระสูตรที่สะท้อนคุณค่าของ การให้ทาน การใช้ทรัพย์อย่างมีปัญญา และการแบ่งปันเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้เป็นแนวทางสำคัญในการสร้างสันติภาพโลกและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

พระสูตรกล่าวว่า ขณะที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ในยามค่ำคืน เทวดาองค์หนึ่งผู้มีรัศมีสว่างไสวได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค และกล่าวคาถาเปรียบเทียบการดำเนินชีวิตกับเหตุการณ์ “เรือนถูกไฟไหม้”

เทวดากล่าวว่า เมื่อบ้านถูกไฟไหม้ สิ่งของที่เจ้าของสามารถนำออกมาได้เท่านั้นจึงจะเกิดประโยชน์ ส่วนทรัพย์สินที่ยังคงอยู่ภายในย่อมถูกไฟเผาผลาญ เช่นเดียวกับชีวิตมนุษย์ที่ถูก ความชราและความตาย คอยเผาผลาญอยู่ตลอดเวลา

ด้วยเหตุนี้ พระสูตรจึงสอนให้ใช้ทรัพย์เพื่อการทำความดี โดยเฉพาะ การให้ทาน เพราะทรัพย์ที่แบ่งปันแล้วเปรียบเสมือนทรัพย์ที่นำออกจากเรือนที่กำลังถูกไฟไหม้ เป็นทรัพย์ที่ปลอดภัยและก่อให้เกิดผลแห่งความสุขในอนาคต

ในทางตรงกันข้าม ทรัพย์ที่เก็บสะสมไว้โดยไม่ใช้ให้เกิดประโยชน์ อาจสูญหายได้จากโจร การริบของรัฐ อัคคีภัย หรือภัยพิบัติอื่น ๆ และท้ายที่สุด มนุษย์ทุกคนย่อมต้องละทิ้งทรัพย์สินทั้งหมดเมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

พระสูตรจึงสรุปว่า ผู้มีปัญญาควร ใช้สอยทรัพย์อย่างเหมาะสม ควบคู่กับการให้ทาน เพราะนอกจากจะไม่ถูกติเตียนแล้ว ยังเป็นเหตุแห่งความสุขและความเจริญทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ประยุกต์ใช้กับการสร้างสันติภาพโลก

นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาและสันติศึกษาระบุว่า อาทิตตสูตร มีความหมายที่ลึกซึ้งต่อโลกยุคปัจจุบัน ซึ่งกำลังเผชิญกับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ วิกฤตผู้ลี้ภัย ความยากจน และการแข่งขันเพื่อทรัพยากร

หลัก การให้ทาน ในพระสูตรไม่ได้จำกัดเพียงการบริจาคทรัพย์สิน แต่ยังครอบคลุมถึงการแบ่งปันความรู้ เวลา ความเมตตา โอกาส และทรัพยากรที่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อื่น

ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่า หากบุคคล ภาคธุรกิจ และรัฐบาลทั่วโลก ส่งเสริมวัฒนธรรมแห่ง การแบ่งปัน ความรับผิดชอบต่อสังคม และการใช้ทรัพยากรอย่างสมดุล จะช่วยลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน ลดความขัดแย้งจากการแข่งขันเพื่อทรัพยากร และสร้างความร่วมมือในระดับโลก

อีกประเด็นสำคัญคือ การตระหนักถึง ความไม่เที่ยงของชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งช่วยลดความยึดติด ความโลภ และการแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงส่วนรวม เมื่อมนุษย์รู้จักแบ่งปันมากกว่าสะสม สังคมย่อมเกิดความไว้วางใจและความเอื้ออาทร

นักวิชาการสรุปว่า หากประชาคมโลกน้อมนำหลัก การให้ทาน การใช้ทรัพย์อย่างมีปัญญา และการแบ่งปันเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ตามแนวทางของอาทิตตสูตรมาใช้ ย่อมช่วยสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีคุณธรรม ส่งเสริมความเป็นธรรมทางสังคม และวางรากฐานของ สันติภาพโลกที่มั่นคงและยั่งยืน


English Translation

"Āditta Sutta: Generosity as the Safest Treasure for Building World Peace"

The Āditta Sutta, found in the Saṃyutta Nikāya (Sagāthāvagga), presents a profound teaching on generosity, wise use of wealth, and compassionate sharing as essential foundations for both personal well-being and lasting world peace.

While the Buddha was residing at Jetavana Monastery in Sāvatthī, a radiant deva approached Him during the night and recited verses comparing human life to a house on fire.

The deva explained that when a house is burning, only the possessions carried outside remain useful; everything left inside is consumed by the flames.

Likewise, all beings are continually consumed by aging and death. Therefore, wealth should be "carried out" through acts of generosity (dāna), because what is given becomes a lasting source of happiness and merit.

Wealth that is merely accumulated may be stolen, confiscated, destroyed by fire, or simply lost. Ultimately, every person must leave all possessions behind at death.

The Sutta concludes that a wise person should use wealth responsibly while generously sharing it with others, thereby creating benefits in this life and beyond.

Applying the Teaching to World Peace

Buddhist scholars and Peace Studies researchers explain that the Āditta Sutta offers valuable guidance for today's world.

Modern societies face widening economic inequality, humanitarian crises, and competition over limited resources.

The Buddha's teaching on generosity extends beyond material donations to include sharing knowledge, time, compassion, opportunities, and social responsibility.

When individuals, businesses, governments, and nations embrace generosity and responsible stewardship of resources, they reduce inequality, strengthen mutual trust, and promote international cooperation.

The Āditta Sutta reminds humanity that lasting peace is not created by accumulating wealth, but by wisely sharing it for the common good.


ชื่อเพลง

ภาษาไทย

"แบ่งปันคือแสงแห่งสันติ"

English Title

"Generosity Lights the Way to Peace"


เพลง

แบ่งปันคือแสงแห่งสันติ

(Generosity Lights the Way to Peace)

Verse 1

เมื่อชีวิต เปรียบดั่งไฟลาม
ไม่มีสิ่งใด คงอยู่ยืนนาน
สิ่งที่แบ่งปัน ด้วยหัวใจเบิกบาน
จะคงสืบสาน เป็นคุณค่าแท้จริง

Pre-Chorus

ให้ด้วยเมตตา ให้ด้วยศรัทธา
โลกจะงดงาม กว่าที่เคยเป็น
ทุกหยาดน้ำใจ ทุกสิ่งที่เห็น
ล้วนเป็นเมล็ดพันธุ์ แห่งความหวัง

Chorus

แบ่งปันคือแสงแห่งสันติ
ส่องโลกใบนี้ ด้วยความปรานี
ให้ความรัก แทนความโลภที่มี
ให้ไมตรี เติบโตในใจ

ให้เวลา ให้แรง ให้ปัญญา
ให้โอกาส แก่เพื่อนมนุษย์ไป
เมื่อทุกคน พร้อมแบ่งปันหัวใจ
สันติภาพจะงอกงาม ทั่วโลกา

Verse 2

ทรัพย์สินมากมาย ไม่อาจติดตัว
เมื่อวันสุดท้าย มาถึงเรา
แต่ความดี ที่แบ่งเบาความเศร้า
จะอยู่กับโลก ตลอดไป

Bridge

เราคือผู้สร้าง วันพรุ่งนี้
ด้วยการให้ ที่ไม่มีเงื่อนไข
จากมือหนึ่ง ส่งถึงอีกหัวใจ
โลกจะสดใส กว่าเดิม

Final Chorus

แบ่งปันคือพลัง แห่งมนุษยชาติ
เชื่อมหัวใจทุกชาติ ทุกภาษา
เมื่อเมตตา หล่อเลี้ยงโลกา
สันติภาพจะผลิบาน...ชั่วนิรันดร์


[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

อาทิตตวรรคที่ ๕
อาทิตตสูตรที่ ๑
[๑๓๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วง ไปแล้ว เทวดาองค์หนึ่ง ซึ่งมีวรรณงาม ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วจึงอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วยืน อยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ [๑๓๖] เทวดานั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคาถา เหล่านี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า เมื่อเรือนถูกไฟไหม้แล้ว เจ้าของเรือนขนเอาภาชนะใดออก ไปได้ ภาชนะนั้นย่อมเป็นประโยชน์แก่เขา ส่วนสิ่งของที่ มิได้ขนออกไป ย่อมไหม้ในไฟนั้น ฉันใด ฯ โลก (คือหมู่สัตว์) อันชราและมรณะเผาแล้ว ก็ฉันนั้น ควร นำออก (ซึ่งโภคสมบัติ) ด้วยการให้ทาน เพราะทานวัตถุ ที่บุคคลให้แล้ว ได้ชื่อว่านำออกดีแล้ว ฯ ทานวัตถุที่บุคคลให้แล้วนั้นย่อมมีสุขเป็นผล ที่ยังมิได้ให้ย่อม ไม่เป็นเหมือนเช่นนั้น โจรยังปล้นได้ พระราชายังริบได้ เพลิงยังไหม้ได้ หรือสูญหายไปได้ ฯ อนึ่ง บุคคลจำต้องละร่างกายพร้อมด้วยสิ่งเครื่องอาศัยด้วย ตายจากไป ผู้มีปัญญารู้ชัด ดั่งนี้แล้ว ควรใช้สอยและ ให้ทาน ฯ เมื่อได้ให้ทานและใช้สอยตามควรแล้ว จะไม่ถูกติฉิน เข้าถึง สถานที่อันเป็นสวรรค์ ฯ

Song: Mindfulness and Compassion: The Rain of Peace Inspired by the Pajjunna's Daughters Suttas

 

[Verse 1]

Like gentle rain from skies above,
Falling softly with endless love.
The Buddha's truth lights every way,
Guiding hearts to brighter days.

[Pre-Chorus]

Harm no one in word or deed,
Compassion answers every need.
Mindfulness will gently grow,
Helping peace begin to flow.

[Chorus]

Mindfulness and compassion shine,
Bringing peace to all mankind.
Leaving hatred far behind,
Uniting every heart and mind.

Hand in hand we stand today,
Walking on the peaceful way.
Together we can truly see,
A world of hope and harmony.

[Verse 2]

Patient hearts refuse to fight,
Speaking words of truth and light.
Every kindness that we share,
Builds a future bright and fair.

[Bridge]

Let the Dhamma be our guide,
Crossing every human divide.
Beyond all borders we belong,
Together we are wise and strong.

[Final Chorus]

Mindfulness will light the way,
Compassion grows with every day.
May peace forever brightly bloom,

Dispelling hatred, fear, and gloom. 

“ปัชชุนนธีตุสูตร” ชูคุณค่าความอดทน สติ และการไม่เบียดเบียน นักวิชาการเสนอเป็นหลักสร้างสันติภาพโลกอย่างยั่งยืน

พระนครเวสาลี – หลักธรรมใน ปฐมปัชชุนนธีตุสูตร และ ทุติยปัชชุนนธีตุสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 15 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 7 สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ได้รับความสนใจจากนักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาและสันติศึกษา ในฐานะแนวทางสำคัญสำหรับการสร้าง สันติภาพโลก โดยเน้นคุณค่าของ ศรัทธาในพระรัตนตรัย ความอดทน ความสงบ สติสัมปชัญญะ และการไม่เบียดเบียนผู้อื่น

พระสูตรกล่าวว่า ขณะที่พระผู้มีพระภาคประทับ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เขตพระนครเวสาลี ในยามค่ำคืน โกกนทา ธิดาของท้าวปัชชุนนะ ได้มาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ พร้อมกล่าวคาถาสรรเสริญพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ธรรมด้วยพระปัญญา และประกาศว่าธรรมที่พระองค์ทรงแสดงนั้นเป็นความจริงที่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยการปฏิบัติ

โกกนทายังกล่าวเตือนว่า ผู้ที่ดูหมิ่นหรือตำหนิธรรมอันประเสริฐด้วยความเขลา ย่อมนำตนเองไปสู่ความทุกข์ ขณะที่ผู้มี ความอดทน ความสงบ และยึดมั่นในธรรม ย่อมได้รับผลแห่งความสุขและความเจริญ

ต่อมา จุลลโกกนทา ธิดาอีกองค์ของท้าวปัชชุนนะ ได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคและกล่าวยกย่องพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ พร้อมสรุปหลักธรรมสำคัญว่า มนุษย์ไม่ควรทำกรรมชั่วด้วย กาย วาจา และใจ ควรละความหมกมุ่นในกาม มีสติสัมปชัญญะ และไม่สร้างความทุกข์ที่ไร้ประโยชน์ให้แก่ตนเองและผู้อื่น

ประยุกต์ใช้กับการสร้างสันติภาพโลก

นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาและสันติศึกษาระบุว่า ปัชชุนนธีตุสูตร นำเสนอหลักการที่สอดคล้องกับการสร้างสันติภาพในสังคมโลกอย่างลึกซึ้ง

ประการแรก คือ การเคารพในความจริงและคุณธรรม ซึ่งช่วยสร้างวัฒนธรรมแห่งความไว้วางใจ ลดการบิดเบือนข้อมูล ความเกลียดชัง และการแบ่งแยกในสังคม

ประการที่สอง คือ ความอดทนและความสงบ ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้แก้ไขความขัดแย้ง เพราะการควบคุมอารมณ์และการใช้เหตุผลแทนความรุนแรง จะช่วยเปลี่ยนการเผชิญหน้าให้เป็นการเจรจาและความร่วมมือ

ประการที่สาม คือ การไม่เบียดเบียนด้วยกาย วาจา และใจ ซึ่งเป็นหลักจริยธรรมสากลที่สามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งในระดับบุคคล องค์กร และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยการหลีกเลี่ยงวาจาสร้างความเกลียดชัง การกระทำที่ละเมิดสิทธิ และเจตนาที่มุ่งร้ายต่อผู้อื่น

ผู้เชี่ยวชาญยังเห็นว่า หลัก สติสัมปชัญญะ ในพระสูตรมีความสำคัญต่อโลกยุคดิจิทัล เพราะช่วยให้ประชาชนใช้ข้อมูล ข่าวสาร และสื่อสังคมออนไลน์อย่างมีวิจารณญาณ ไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม การยั่วยุ หรือการสร้างความแตกแยก

นักวิชาการสรุปว่า หากประชาคมโลกน้อมนำหลัก ศรัทธาในคุณธรรม ความอดทน ความสงบ การไม่เบียดเบียน และสติสัมปชัญญะ ตามแนวทางของปัชชุนนธีตุสูตรมาใช้ในการดำเนินชีวิตและการกำหนดนโยบายสาธารณะ จะช่วยส่งเสริมความเข้าใจระหว่างผู้คน ลดความขัดแย้ง และวางรากฐานของ สันติภาพโลกที่มั่นคงและยั่งยืน


English Translation

"The Pajjunna's Daughters Suttas: Patience, Mindfulness, and Non-Harming as Foundations for World Peace"

The First and Second Pajjunna's Daughters Suttas, recorded in the Saṃyutta Nikāya (Sagāthāvagga), present timeless teachings on faith, patience, mindfulness, ethical conduct, and non-violence, offering valuable principles for building lasting world peace.

While the Buddha was residing at the Gabled Hall in the Great Wood near Vesālī, the radiant daughter of Pajjunna, Kokanadā, approached Him with deep respect and praised the Fully Enlightened One. She declared that the Dhamma realized by the Buddha is a truth that can be directly experienced through sincere practice.

She warned that those who reject or ridicule the Noble Dhamma out of ignorance inevitably create suffering for themselves, while those who cultivate patience, serenity, and devotion to the Dhamma attain happiness and fortunate destinations.

Later, Cūḷakokanadā, another daughter of Pajjunna, also paid homage to the Buddha, the Dhamma, and the Sangha. She summarized the essence of the teaching by advising people not to commit evil through body, speech, or mind, to abandon sensual attachment, cultivate mindfulness and clear comprehension, and avoid creating unnecessary suffering.

Applying the Teaching to World Peace

Scholars of Buddhism and Peace Studies explain that these Suttas provide practical guidance for today's world.

Respect for truth and moral values strengthens trust among individuals and nations.

Patience and inner calm enable peaceful dialogue instead of violent confrontation.

Avoiding harm through body, speech, and mind establishes a universal ethic for human coexistence.

Mindfulness and clear awareness help people respond wisely to misinformation, hatred, and social conflict in the digital age.

The Pajjunna's Daughters Suttas teach that world peace begins when humanity embraces ethical conduct, mindful awareness, compassionate speech, and unwavering commitment to truth and non-violence.


ชื่อเพลง

ภาษาไทย

"สติและเมตตา...สายฝนแห่งสันติภาพ"

English Title

"Mindfulness and Compassion: The Rain of Peace"


เพลง

สติและเมตตา...สายฝนแห่งสันติภาพ

(Mindfulness and Compassion: The Rain of Peace)

Verse 1

ดั่งสายฝนโปรย จากฟ้ากว้างไกล
ชโลมหัวใจ ให้เย็นอ่อนโยน
ธรรมแห่งพระพุทธ์ ส่องทุกผู้คน
หลอมรวมใจตน เป็นหนึ่งเดียวกัน

Pre-Chorus

ไม่ทำร้ายกัน ด้วยกายวาจาใจ
เมตตานำไป ทุกแห่งหน
สติคอยรักษา ทุกผู้ทุกคน
เปลี่ยนความสับสน เป็นความเข้าใจ

Chorus

สติและเมตตา สายฝนแห่งสันติ
ชโลมโลกนี้ ด้วยความปรานี
ละโกรธ ละโลภ ละความอคติ
ร่วมสร้างวิถี แห่งสันติธรรม

จับมือกันไว้ ด้วยความจริงใจ
ต่างคนต่างใจ แต่ร่วมสร้างฝัน
โลกจะงดงาม ทุกคืนทุกวัน
เมื่อเราร่วมกัน ทำความดี

Verse 2

อดทนต่อกัน ไม่ตัดสินใคร
เปิดใจรับฟัง ด้วยความเมตตา
ทุกคำพูดดี เปลี่ยนชะตา
นำพาโลกสู่ ความร่มเย็น

Bridge

ให้ธรรมเป็นแสง นำทางหัวใจ
ให้รักสดใส ก้าวข้ามพรมแดน
ไม่แบ่งเชื้อชาติ ศาสนา หรือดินแดน
เราคือครอบครัว ของโลกใบเดียว

Final Chorus

สติและเมตตา จะนำทางไป
ให้โลกสดใส ด้วยธรรมยิ่งใหญ่
จากวันนี้ สู่วันต่อไป
สันติภาพจะอยู่...ตราบนิรันดร์


[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

ปฐมปัชชุนนธีตุสูตรที่ ๙
[๑๓๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลาในป่ามหาวัน เขตพระนครเวสาลี ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว ธิดาของท้าวปัชชุนนะ ชื่อโกกนทา มีวรรณงาม ยังป่ามหาวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ครั้นแล้วจึงถวายอภิวาท แล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ [๑๓๒] ธิดาของท้าวปัชชุนนะ ชื่อโกกนทา ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคาถาทั้งหลายนี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า หม่อมฉันชื่อว่าโกกนทา เป็นธิดาของท้าวปัชชุนนะ ย่อมไหว้ เฉพาะพระสัมพุทธเจ้าผู้เลิศกว่าสัตว์ ผู้เสด็จอยู่ในป่า เขต พระนครเวสาลี สุนทรพจน์ว่า ธรรมอันพระสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระปัญญาจักษุ ตามตรัสรู้แล้วดังนี้ หม่อมฉันได้ยินแล้ว ในกาลก่อน แท้จริง หม่อมฉันนั้น เมื่อพระสุคตผู้เป็นมุนี ทรงแสดงอยู่ ย่อมรู้ประจักษ์ในกาลนี้ ชนเหล่าใดเหล่า หนึ่งมีปัญญาทราม ติเตียนธรรมอันประเสริฐเที่ยวไปอยู่ ชนเหล่านั้น ย่อมเข้าถึงโรรุวนรกอันร้ายกาจ ประสบทุกข์ ตลอดกาลนาน ส่วนชนทั้งหลายเหล่าใดแล ประกอบด้วย ความอดทนและความสงบในธรรมอันประเสริฐ ชนทั้งหลาย เหล่านั้น ละร่างกายอันเป็นของมนุษย์ แล้วจักยังหมู่ เทวดาให้บริบูรณ์ ฯ
ทุติยปัชชุนนธีตุสูตรที่ ๑๐
[๑๓๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลาในป่ามหาวัน เขตพระนครเวสาลี ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว ธิดาของท้าวปัชชุนนะ ชื่อจุลลโกกนทา มีวรรณงาม ยังป่ามหาวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มี- *พระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วจึงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วยืนอยู่ ณ ที่ ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ [๑๓๔] ธิดาของท้าวปัชชุนนะ ชื่อจุลลโกกนทา ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง ได้กล่าวคาถาทั้งหลายในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า ธิดาของท้าวปัชชุนนะ ชื่อโกกนทา มีวรรณสว่างดังสายฟ้า มาแล้วในที่นี้ ไหว้พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ได้ กล่าวแล้วซึ่งคาถาทั้งหลายนี้มีประโยชน์เทียว หม่อมฉัน พึงจำแนกธรรมนั้นโดยปริยายแม้มาก ธรรมเช่นนั้นมีอยู่โดย ปริยาย ธรรมเท่าใดที่หม่อมฉันศึกษาแล้วด้วยใจ หม่อมฉัน จักกล่าวอรรถแห่งธรรมนั้นโดยย่อ ใครๆ ไม่ควรทำกรรม อันลามกด้วยวาจา ด้วยใจ หรือด้วยกายอย่างไรๆ ในโลก ทั้งปวง ใครๆ ละกามทั้งหลายแล้ว มีสติสัมปชัญญะ ไม่ พึงเสพทุกข์อันไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ฯ

Song: A Steadfast Heart, A Peaceful World Inspired by the Sakalika Sutta

   


[Verse 1]

Storms may come and pain may rise,
Yet wisdom shines through mindful eyes.
Though the body feels the strain,
The peaceful heart transcends the pain.

[Pre-Chorus]

Pain may visit for a while,
But wisdom answers with a smile.
Every trial lights the way,
Toward a brighter, kinder day.

[Chorus]

A steadfast heart, a peaceful world,
Let compassion be unfurled.
Not with anger, not with hate,
But with love we shape our fate.

Train the mind each passing day,
Let all pride just fade away.
Hand in hand humanity,
Builds a world of harmony.

[Verse 2]

Leave conceit and let it go,
Let understanding gently grow.
Though our paths may not be the same,
Love unites us all the same.

[Bridge]

The greatest victory we find
Is conquering our restless mind.
When the heart is calm and free,
Peace becomes reality.

[Final Chorus]

A steadfast heart will always shine,
Guided by the truth divine.
Together let the whole world see,
A future built on harmony.

“สกลิกสูตร” ชี้พลังแห่งสติและความอดทนต่อความทุกข์ นักวิชาการเสนอประยุกต์หลักธรรมสู่การสร้างสันติภาพโลก

พระนครราชคฤห์ – หลักธรรมใน สกลิกสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 15 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 7 สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระสูตรที่สะท้อน พลังของสติ สมาธิ ความอดทน และการฝึกจิต ท่ามกลางความทุกข์ทางกาย โดยนักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาและสันติศึกษาเห็นว่า หลักธรรมดังกล่าวสามารถประยุกต์ใช้เป็นแนวทางสำคัญในการสร้างสันติภาพโลกในยุคที่มนุษย์ต้องเผชิญวิกฤต ความขัดแย้ง และแรงกดดันจากสังคม

พระสูตรกล่าวว่า ขณะที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ มิคทายวัน สวนมัททกุจฉิ เขตพระนครราชคฤห์ พระบาทของพระองค์ถูกสะเก็ดหินกระทบ ทำให้เกิดเวทนาอย่างรุนแรง ทั้งเจ็บปวดและไม่สบายพระวรกาย แต่พระองค์ทรงดำรง สติสัมปชัญญะ อย่างมั่นคง อดกลั้นต่อเวทนาโดยไม่ทรงหวั่นไหวหรือเดือดร้อนทางพระทัย

เมื่อเข้าสู่ยามค่ำคืน เทวดาสตุลลปกายิกากว่า 700 องค์ ได้มาเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค และต่างเปล่งอุทานสรรเสริญพระพุทธองค์ โดยเปรียบพระองค์ว่าเป็น

  • “นาค” ผู้สง่างามและมั่นคง
  • “สีหะ” หรือราชสีห์ ผู้กล้าหาญ
  • “อาชาไนย” ม้าชั้นเลิศที่ได้รับการฝึกอย่างดี
  • “ผู้องอาจ” ผู้ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรค
  • “ผู้ใฝ่ธุระ” ผู้เพียรพยายามในสิ่งที่ถูกต้อง
  • “ผู้ฝึกแล้ว” ผู้ชนะตนเองด้วยการอบรมจิต

เหล่าเทวดยังกล่าวชื่นชมว่า พระพุทธองค์ทรงมีสมาธิอันมั่นคง จิตหลุดพ้นจากอำนาจของราคะและโทสะโดยสิ้นเชิง จนไม่มีสิ่งใดสามารถครอบงำพระทัยได้ พร้อมทั้งชี้ว่า ผู้ที่ยังเต็มไปด้วยความถือตัว ความทะนง และจิตที่ไม่ตั้งมั่น ย่อมไม่สามารถเข้าถึงปัญญาและหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ แม้จะบำเพ็ญตบะเป็นเวลายาวนานก็ตาม

ในตอนท้ายของพระสูตร เทวดากล่าวย้ำว่า ผู้ที่ละมานะ มีจิตตั้งมั่น และไม่ประมาท ย่อมสามารถก้าวข้าม “ฝั่งแห่งมัจจุ” หรือความทุกข์และความตาย ไปสู่ความหลุดพ้นได้

ประยุกต์ใช้กับการสร้างสันติภาพโลก

นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาและสันติศึกษาระบุว่า สกลิกสูตร สะท้อนหลักการสำคัญว่า สันติภาพภายนอกเริ่มต้นจากสันติภายในจิตใจ

ในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยสงคราม ความขัดแย้ง วิกฤตเศรษฐกิจ และแรงกดดันทางสังคม มนุษย์มักตอบสนองต่อความทุกข์ด้วยความโกรธ ความหวาดกลัว หรือการใช้ความรุนแรง แต่พระพุทธองค์ทรงแสดงให้เห็นว่า แม้จะเผชิญความเจ็บปวดทางกายอย่างหนัก ก็ยังสามารถรักษาความสงบทางใจได้ด้วยสติและสมาธิ

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า หลักการนี้สามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งในระดับบุคคล องค์กร และนานาชาติ โดยการฝึกสติ การควบคุมอารมณ์ การอดทนต่อความยากลำบาก และการไม่ตอบโต้ด้วยความโกรธ จะช่วยลดวงจรแห่งความรุนแรงและเปิดพื้นที่ให้เกิดการเจรจา การให้อภัย และความร่วมมือ

นอกจากนี้ พระสูตรยังเตือนว่า ความถือตัวและอัตตาเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเรียนรู้และการพัฒนาตนเอง ขณะที่ความถ่อมตน ความเพียร และจิตที่ตั้งมั่น คือคุณสมบัติของผู้นำที่สามารถนำพาสังคมไปสู่ความสงบสุขได้

ผู้เชี่ยวชาญสรุปว่า หากประชาคมโลกน้อมนำหลัก สติ ความอดทน ความไม่ประมาท และการฝึกจิต ตามแนวทางของสกลิกสูตรมาใช้ในการดำเนินชีวิตและการแก้ไขความขัดแย้ง ก็จะช่วยสร้างวัฒนธรรมแห่งสันติภาพ ลดการตอบโต้ด้วยอารมณ์ และส่งเสริมการอยู่ร่วมกันด้วยเมตตา ปัญญา และความเข้าใจ อันเป็นรากฐานของ สันติภาพโลกที่มั่นคงและยั่งยืน


English Translation

"Sakalika Sutta: Mindfulness and Endurance as the Path to World Peace"

The Sakalika Sutta, found in the Saṃyutta Nikāya (Sagāthāvagga), highlights the extraordinary power of mindfulness, concentration, patience, and mental discipline in the face of physical suffering. Buddhist scholars regard this discourse as an inspiring model for cultivating inner peace that can ultimately lead to lasting world peace.

According to the Sutta, while the Buddha was staying in Maddakucchi Deer Park near Rājagaha, His foot was struck by a sharp stone fragment, causing severe physical pain. Despite the intense discomfort, the Buddha remained fully mindful, calm, and composed, enduring the pain without mental distress.

Later that evening, seven hundred celestial beings visited the Buddha and praised His remarkable qualities. They compared Him to:

  • A great elephant (Nāga) — symbolizing dignity and inner strength.
  • A lion (Sīha) — fearless and unshakable.
  • A thoroughbred horse (Ājānīya) — perfectly trained and disciplined.
  • A hero — courageous in every circumstance.
  • A diligent practitioner — devoted to the path.
  • A well-trained master — one who has completely mastered the mind.

The devas further praised the Buddha's perfectly cultivated concentration and His complete freedom from greed and hatred. They emphasized that no external pain could disturb a mind that had been fully liberated.

The verses conclude by teaching that those who cling to pride and possess unstable minds cannot attain true wisdom, regardless of years of ascetic practice. Only those who abandon conceit, cultivate steadfast mindfulness, and remain diligent can cross beyond the realm of suffering and death.

Applying the Teaching to World Peace

Buddhist scholars and Peace Studies researchers explain that the Sakalika Sutta demonstrates a timeless principle:

Enduring peace in the world begins with mastering the mind.

Modern conflicts often escalate because people react to pain, fear, or frustration with anger, revenge, and violence.

The Buddha's example teaches that even under severe suffering, one can respond with mindfulness, patience, wisdom, and compassion instead of hostility.

For individuals, communities, and world leaders alike, developing emotional resilience, self-control, humility, and thoughtful reflection can transform conflict into dialogue and reconciliation.

The Sakalika Sutta reminds humanity that lasting world peace is built not merely through external agreements, but through disciplined minds, compassionate hearts, and the courage to respond wisely rather than react emotionally.


ชื่อเพลง

ภาษาไทย

"ใจมั่นเหนือความทุกข์...โลกสู่สันติ"

English Title

"A Steadfast Heart, A Peaceful World"


เพลง

ใจมั่นเหนือความทุกข์...โลกสู่สันติ

(A Steadfast Heart, A Peaceful World)

Verse 1

แม้ลมพายุ จะโหมกระหน่ำ
แม้ความเจ็บช้ำ จะเข้ามาเยือน
ใจที่มีสติ ไม่หวั่นไหวเลือน
ยืนหยัดดั่งเดือน ส่องกลางราตรี

Pre-Chorus

ความเจ็บกาย อาจผ่านเข้ามา
แต่ใจไม่พา ความทุกข์เพิ่มพูน
เมื่อมีปัญญา คอยเกื้อกูล
ทุกวิกฤตย่อม กลายเป็นบทเรียน

Chorus

ใจมั่นเหนือความทุกข์ ก้าวสู่สันติ
เมตตาเติมเต็ม ทุกชีวี
ไม่ตอบโต้ ด้วยความโกรธมี
แต่ใช้ความดี เปลี่ยนโลกทั้งใบ

ฝึกใจทุกวัน ด้วยสติมั่นคง
ปล่อยความลุ่มหลง ให้เลือนหายไป
เมื่อทุกหัวใจ เรียนรู้เข้าใจ
สันติภาพจะอยู่ ตลอดกาล

Verse 2

ละมานะ ละความยึดถือ
เปิดสองมือ รับฟังกันใหม่
แม้ต่างความคิด ต่างวิถีไป
ก็อยู่ร่วมได้ ด้วยเมตตาธรรม

Bridge

ผู้ชนะที่แท้ มิใช่ชนะคน
แต่ชนะตน ด้วยความอดทน
เมื่อใจสงบ ทุกผู้ทุกคน
จะสร้างสังคม ที่งดงาม

Final Chorus

ใจมั่นเหนือความทุกข์ ด้วยธรรมประจำใจ
ปัญญานำไป สู่แสงอำไพ
จับมือกันไว้ ด้วยความจริงใจ
สร้างสันติภาพ ให้โลกนิรันดร์


[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

สกลิกสูตรที่ ๘
[๑๒๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ มิคทายวัน ในสวนมัททกุจฉิ เขตพระนครราชคฤห์ ก็โดยสมัยนั้นแล พระบาทของพระผู้มีพระภาคถูกสะเก็ด หินกระทบแล้ว ได้ยินว่า เวทนาทั้งหลาย ของพระผู้มีพระภาคมาก เป็นความ ลำบากมีในพระสรีระ กล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่สำราญ ไม่ทรงสบาย ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคทรงมีพระสติสัมปชัญญะอดกลั้นเวทนาทั้งหลาย ไม่ทรงเดือดร้อน ในครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ปูผ้าสังฆาฏิสี่ชั้น ทรงสำเร็จสีหไสยาส โดยพระปรัสเบื้องขวา ซ้อนพระบาทเหลื่อมด้วยพระบาท ทรงมีพระสติ สัมปชัญญะอยู่ ฯ [๑๒๓] ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว พวกเทวดาสตุลลปกายิกา เจ็ดร้อย มีวรรณงาม ยังสวนมัททกุจฉิทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วน ข้างหนึ่ง ฯ [๑๒๔] เทวดาตนหนึ่งครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้เปล่ง อุทานนี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า พระสมณโคดมผู้เจริญเป็นนาคหนอ ก็แหละ พระสมณโคดม ทรงมีพระสติสัมปชัญญะ ทรงอดกลั้นซึ่งเวทนาทั้งหลายอันมีใน พระสรีระเกิดขึ้นแล้ว เป็นความลำบาก กล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่สำราญ ไม่ทรง สบาย ด้วยความที่พระสมณโคดมเป็นนาค มิได้ทรงเดือดร้อน ฯ [๑๒๕] ในครั้งนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระผู้มี พระภาคว่า พระสมณโคดมผู้เจริญ เป็นสีหะหนอ ก็แหละพระสมณโคดมทรง มีพระสติสัมปชัญญะอดกลั้นซึ่งเวทนาทั้งหลายอันมีในพระสรีระเกิดขึ้นแล้ว เป็น ความลำบาก กล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่สำราญ ไม่ทรงสบาย ด้วยความที่พระ- *สมณโคดมเป็นสีหะ มิได้ทรงเดือดร้อน ฯ [๑๒๖] ในครั้งนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระผู้มี พระภาคว่า พระสมณโคดมผู้เจริญเป็นอาชาไนยหนอ ก็แหละพระสมณโคดม ทรงมีพระสติสัมปชัญญะอดกลั้นเวทนาทั้งหลายอันมีในพระสรีระเกิดขึ้นแล้ว เป็น ความลำบาก กล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่สำราญ ไม่ทรงสบาย ด้วยความที่พระ- *สมณโคดมเป็นอาชาไนย มิได้ทรงเดือดร้อน ฯ [๑๒๗] ในครั้งนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระผู้มี- *พระภาคว่า พระสมณโคดมผู้เจริญเป็นผู้องอาจหนอ ก็แหละพระสมณโคดม ทรงมีพระสติสัมปชัญญะอดกลั้นซึ่งเวทนาทั้งหลาย อันมีในพระสรีระเกิดขึ้นแล้ว เป็นความลำบาก กล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่สำราญ ไม่ทรงสบาย ด้วยความที่ พระสมณโคดมเป็นผู้องอาจ มิได้ทรงเดือดร้อน ฯ [๑๒๘] ในครั้งนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระผู้มี- *พระภาคว่า พระสมณโคดมผู้เจริญเป็นผู้ใฝ่ธุระหนอ ก็แหละพระสมณโคดม ทรงมีพระสติสัมปชัญญะอดกลั้นเวทนาทั้งหลายอันมีในพระสรีระเกิดขึ้นแล้ว เป็น ความลำบาก กล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่สำราญ ไม่ทรงสบาย ด้วยความที่ พระสมณโคดมเป็นผู้ใฝ่ธุระ มิได้ทรงเดือดร้อน ฯ [๑๒๙] ในครั้งนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระผู้มี- *พระภาคว่า พระสมณโคดมผู้เจริญเป็นผู้ฝึกแล้วหนอ ก็แหละพระสมณโคดม ทรงมีพระสติสัมปชัญญะ อดกลั้นซึ่งเวทนาทั้งหลายอันมีในพระสรีระเกิดขึ้นแล้ว เป็นความลำบาก กล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่สำราญ ไม่ทรงสบาย ด้วยความที่พระ- *สมณโคดมเป็นผู้ฝึกแล้ว มิได้ทรงเดือดร้อน ฯ [๑๓๐] ในครั้งนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระผู้มี- *พระภาคว่า ท่านทั้งหลายจงดูสมาธิที่พระสมณโคดมให้เจริญดีแล้ว อนึ่ง จิต พระสมณโคดมให้พ้นดีแล้ว อนึ่ง จิตเป็นไปตามราคะ พระสมณโคดมไม่ให้น้อม ไปเฉพาะแล้ว อนึ่ง จิตเป็นไปตามโทสะ พระสมณโคดมไม่ให้กลับมาแล้ว อนึ่ง จิตพระสมณโคดมหาต้องตั้งใจข่ม ต้องคอยห้ามกันไม่ บุคคลใดพึงสำคัญ พระสมณโคดมผู้เป็นบุรุษนาค เป็นบุรุษสีหะ เป็นบุรุษอาชาไนย เป็นบุรุษองอาจ เป็นบุรุษใฝ่ธุระ เป็นบุรุษฝึกแล้วเห็นปานนี้ว่าเป็นผู้อันตนพึงล่วงเกิน บุคคลนั้น จะเป็นอะไรนอกจากไม่มีตา ฯ เทวดานั้นครั้นกล่าวดังนี้แล้ว ได้กล่าวคาถาทั้งหลายนี้ว่า พราหมณ์ทั้งหลายมีเวทห้า มีตบะ ประพฤติอยู่ตั้งร้อยปี แต่จิตของพราหมณ์เหล่านั้นไม่พ้นแล้วโดยชอบ พราหมณ์ เหล่านั้นมีจิตเลว ย่อมไม่ลุถึงฝั่ง ฯ พราหมณ์เหล่านั้น เป็นผู้อันตัณหาครอบงำแล้ว เกี่ยวข้อง ด้วยพรตและศีล ประพฤติตบะอันเศร้าหมองอยู่ตั้งร้อยปี แต่จิตของพราหมณ์เหล่านั้นไม่พ้นแล้วโดยชอบ พราหมณ์ เหล่านั้นมีจิตเลว ย่อมไม่ลุถึงฝั่ง ฯ ความฝึกฝนย่อมไม่มีแก่บุคคลที่ใคร่มานะ ความรู้ย่อมไม่มี แก่บุคคลที่มีจิตไม่ตั้งมั่น บุคคลผู้เดียวเมื่ออยู่ในป่า ประมาท อยู่แล้ว ไม่พึงข้ามพ้นฝั่งแห่งแดนมัจจุได้ ฯ บุคคลละมานะแล้ว มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว มีจิตดี พ้นในธรรม ทั้งปวงแล้ว ผู้เดียว อยู่ในป่า ไม่ประมาทแล้ว บุคคลนั้น พึงข้ามพ้นฝั่งแห่งแดนมัจจุได้ ฯ

"สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต้องเร่งปลดล็อก

  "สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต...