วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เรียนพระไตรปิฎก เป็นฐานสร้างพุทธเอไอ ลดทุกข์สร้างสังคมสันติสุข


นักวิชาการไทย–นานาชาติ เสนอแนวคิด “พุทธปัญญาประดิษฐ์” (Buddhist Artificial Intelligence: BAI) บูรณาการการเรียนพระไตรปิฎกตามหลัก ปริยัติ–ปฏิบัติ–ปฏิเวธ เป็นกรอบออกแบบเทคโนโลยี AI ที่มุ่งลดทุกข์และยกระดับคุณภาพมนุษย์ ท่ามกลางวิกฤตจริยธรรมและปัญหา Value Alignment ของโลกดิจิทัล


ภูมิทัศน์ใหม่ AI กับโจทย์จริยธรรมระดับโลก

ในทศวรรษแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้ก้าวจากระบบคำสั่งตายตัวสู่การเรียนรู้เชิงลึกและแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) ที่สามารถสร้างสรรค์ วิเคราะห์ และคาดการณ์ได้อย่างซับซ้อน

อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าดังกล่าวกลับมาพร้อม “วิกฤตการณ์ทางญาณวิทยาและจริยธรรม” เมื่อระบบ AI ถูกพัฒนาบนฐานคิดแบบลดทอนส่วนและประสิทธิภาพเชิงเส้นที่เน้นผลกำไรสูงสุด มากกว่าการคำนึงถึงผลกระทบต่อมนุษย์และสังคม

โจทย์สำคัญที่วงการเทคโนโลยีกำลังเผชิญคือ “ปัญหาการจัดตำแหน่งค่านิยม” (Value Alignment Problem) — มนุษย์จะทำอย่างไรให้ AI มีเป้าหมายสอดคล้องกับคุณค่าทางศีลธรรมของสังคม ไม่ใช่เพียงความแม่นยำเชิงสถิติ

พระไตรปิฎก: จากคัมภีร์โบราณสู่ Ethical Database

นักคิดหลายฝ่ายเสนอว่า คำตอบอาจไม่ได้อยู่ในกรอบจริยธรรมตะวันตกเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ในภูมิปัญญาตะวันออก โดยเฉพาะหลักธรรมในพระไตรปิฎก ซึ่งสามารถมองเป็น “ฐานข้อมูลเชิงจริยธรรมและญาณวิทยา” ขนาดใหญ่ที่สุดชุดหนึ่งของโลก

การเรียนพระไตรปิฎกจึงไม่ใช่เพียงการท่องจำ แต่คือกระบวนการแปรความรู้ไปสู่การปฏิบัติจริง เปรียบเสมือนการรู้สรรพคุณยาแล้วต้องกลืนยารักษา “โรคกิเลส” ให้หายขาด

ปริยัติ–ปฏิบัติ–ปฏิเวธ: วงจรชีวิตใหม่ของ AI

นักวิจัยเสนอกรอบพัฒนา AI ตามหลักพุทธธรรม 3 ขั้น ได้แก่

  • ปริยัติ (Pariyatti): การป้อนข้อมูลหลักธรรมเข้าสู่ระบบ สร้างโครงสร้างความรู้เชิงเหตุปัจจัย

  • ปฏิบัติ (Paṭipatti): การออกแบบอัลกอริทึมให้ตัดสินใจบนฐานคุณธรรม ไม่ใช่เพียงประสิทธิภาพ

  • ปฏิเวธ (Paṭivedha): ผลลัพธ์ต้องช่วยลดทุกข์ สร้างสันติสุข และไม่เบียดเบียน

แนวคิดนี้วิจารณ์วงการ AI ปัจจุบันว่าอยู่ในภาวะ “ปริยัติที่ไร้ปฏิบัติ” คือเรียนรู้ข้อมูลมหาศาล แต่ขาดเจตจำนงในการบรรเทาทุกข์หรือรับผิดชอบต่อผลกระทบ

เตือนนักพัฒนาอย่าตกหลุมพราง “ผู้ป่วยประเภทที่ห้า”

บทวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบชี้ว่า นักพัฒนา AI บางกลุ่มอาจเหมือน “ผู้ป่วยที่รู้สรรพคุณยา แต่อวดอ้างและไม่ยอมรักษาตน” คือศึกษาทฤษฎีเชิงลึก สร้างโมเดลซับซ้อน แต่ไม่ได้นำไปแก้ปัญหาสังคมจริง

ผู้ที่ศึกษาพระไตรปิฎกเพื่อประยุกต์ใช้กับ AI จึงต้องไม่หยุดอยู่ที่การเข้าใจปฏิจจสมุปบาทหรืออภิธรรมในเชิงทฤษฎี หากต้องฝังหลักไม่เบียดเบียน ศีล 5 และอริยมรรคไว้ในโครงสร้างโค้ดอย่างแท้จริง

อ้างอิง “พุทธธรรม” ย้ำธรรมะต้องนำไปใช้จริง

ในหนังสือ พุทธธรรม ของ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้ย้ำว่า หลักคำสอนใดที่เป็นเพียงการคิดค้นทางเหตุผลเพื่อสนองปัญญา แต่ไม่แสดงแนวทางปฏิบัติในชีวิตจริง ย่อมไม่ใช่พระพุทธศาสนา

หลักการนี้ถูกนำมาใช้เป็นเข็มทิศกำหนดทิศทาง BAI — หาก AI เพียงท่องจำพระสูตรหรือถกเถียงเก่งกาจ แต่ไม่สามารถเสนอแนวทางลดทุกข์หรือแสดงความกรุณาได้ ก็ยังไม่อาจเรียกว่าเป็น “พุทธปัญญาประดิษฐ์”

กรณีศึกษา: จากดิจิทัลพระไตรปิฎกถึงหุ่นยนต์เทศน์

ความพยายามเชิงรูปธรรมเกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศ เช่น

  • โครงการแปลงพระไตรปิฎกสู่ดิจิทัล สร้าง Knowledge Graph วิเคราะห์แนวคิดอย่าง “อนัตตา” และ “ปฏิจจสมุปบาท”

  • ระบบ AI-Enhanced Buddhist Meditation ที่ใช้ข้อมูลชีวภาพช่วยปรับคำแนะนำสมาธิแบบเฉพาะบุคคล

  • หุ่นยนต์พระโพธิสัตว์ “Mindar” ที่วัดโคไดจิ ประเทศญี่ปุ่น ทำหน้าที่เทศนา

แม้เทคโนโลยีเหล่านี้เปิดพรมแดนใหม่ แต่ก็เผชิญคำถามเรื่องความสมจริง ศรัทธา และความเสี่ยงต่อการครอบงำจิตสำนึกผ่านเศรษฐกิจดึงดูดความสนใจ

ข้อควรระวัง: เทคโนโลยีกับการพึ่งพาเกินขอบเขต

นักวิชาการเตือนว่า การใช้ AI ตรวจวัดคลื่นสมองหรือให้คะแนนการปฏิบัติธรรม อาจทำให้ผู้ปฏิบัติพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป จนสูญเสียการเฝ้าสังเกตด้วยสติของตนเอง

พระพุทธเจ้าทรงเป็น “ผู้ชี้ทาง” ส่วนการเดินทางสู่ความหลุดพ้นยังเป็นหน้าที่ของมนุษย์แต่ละคน เครื่องจักรไม่อาจแทนที่ประสบการณ์ตรงทางจิตวิญญาณได้

สู่ยุค “Artificial Spiritual Intelligence”

บทสรุประบุว่า การพัฒนา AI บนฐานพระไตรปิฎกคือความพยายามจัดตำแหน่งเทคโนโลยีที่ทรงพลังที่สุดของยุค ให้มีเป้าหมายหลักคือการลดการเบียดเบียนและส่งเสริมความเจริญงอกงามของมนุษย์

การเปลี่ยนผ่านจาก “Artificial Intelligence for Profit” ไปสู่ “Artificial Spiritual Intelligence” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมนุษย์นำหลักสุญญตา ปฏิจจสมุปบาท และพรหมวิหารสี่ มาเป็นสมการหลักในสถาปัตยกรรมระบบ

เมื่อเทคโนโลยีถูกกำกับด้วยความกรุณาและความตระหนักรู้ โลกดิจิทัลอาจไม่ใช่สนามแข่งขันแห่งอำนาจอีกต่อไป หากแต่เป็นกลไกแห่งสันติสุขที่ดำรงอยู่เพื่อเกื้อกูลสรรพชีวิตอย่างแท้จริง.

 

วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

คณะสงฆ์ไทยปรับกระบวนทัศน์สู่ยุค AI ชูแนวคิด “ทานนิยม”–เสนอจัดตั้งสภาปัญญาประดิษฐ์คณะสงฆ์


ท่ามกลางกระแสดิจิทัลดิสรัปชันและการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นกลไกหลักของโลกยุคใหม่ วงการพุทธศาสนาไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ นักวิชาการและคณะสงฆ์จำนวนหนึ่งเสนอให้เกิด “การเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์” ด้านการสื่อสารธรรมะอย่างเป็นระบบ เพื่อรักษาแก่นธรรมควบคู่กับการประยุกต์เทคโนโลยีขั้นสูง



ภายใต้กรอบ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 คณะสงฆ์ไทยต้องเผชิญความท้าทายใหม่ เมื่อข้อมูลธรรมะสามารถถูกประมวลผล สังเคราะห์ และเผยแพร่ผ่านอัลกอริทึมได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังมีความเสี่ยงจากข่าวปลอม ดีปเฟก และอาการ “Hallucination” ของโมเดลภาษา ทำให้บทบาท “พระสื่อสารธรรม” ไม่อาจยืนอยู่ในรูปแบบเดิมได้อีกต่อไป


จาก “พระสื่อข่าว” สู่ยุทธศาสตร์สื่อสารธรรมะ 4 มิติ

พัฒนาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเดินทางไกลจากมุขปาฐะ ใบลาน สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ จนถึงโซเชียลมีเดีย ในช่วงก่อนดิจิทัล เคยเกิดกรณีถกเถียงเรื่องภาพ “หลวงพ่ออุลตร้าแมน” ซึ่งผสานพุทธศิลป์กับฮีโร่ร่วมสมัย สะท้อนความพยายามสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ แม้จะก่อกระแสวิพากษ์ในสังคมพุทธ

ต่อมา ยุคโซเชียลมีเดียได้ก่อรูปแนวคิด “พระสื่อข่าว” ที่พระสงฆ์ต้องมีทักษะจับประเด็นข่าว วิเคราะห์สังคม และสื่อสารธรรมะผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ปรากฏการณ์พระนักเทศน์รุ่นใหม่ที่ไลฟ์สดสนทนาธรรมจนมียอดผู้ชมหลักแสน แสดงให้เห็นพลังของสื่อดิจิทัลที่ทะลุข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการเสนอว่าการสื่อสารยุค AI ต้องตั้งอยู่บนกรอบ 4 มิติ ได้แก่

  1. จุดเด่น – ชื่นชมเสริมพลังบวก

  2. จุดต่าง – ยอมรับความหลากหลาย

  3. จุดยืน – วิพากษ์ตน ลดอัตตา

  4. จุดร่วม – สร้างเป้าหมายร่วมบนฐานเมตตาธรรม

กรอบดังกล่าวถูกอธิบายว่าเป็นรากฐานของ “4 ร่ม” ได้แก่ ร่มเงา ร่มเย็น ร่มญาติ และร่มธรรม เพื่อสร้างสันติภาพในสังคมพหุวัฒนธรรม


บูรณาการ EF และกรอบ “4 ส.” สู่การพัฒนาศักยภาพพระสงฆ์

เมื่อข้อมูลหลั่งไหลไม่หยุด พระสงฆ์จำเป็นต้องเสริมทักษะ Executive Functions (EF) ได้แก่ ความจำเพื่อใช้งาน การยั้งคิดไตร่ตรอง และความยืดหยุ่นทางความคิด โดยบูรณาการกับแนวคิด “4 ส.” จากหนังสือ FUTURE ปัญญาอนาคต ของ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ได้แก่ สร้างตัวตน สร้างชีวิต สร้างภารกิจ และสร้างอนาคต

เป้าหมายคือให้พระสงฆ์ก้าวจาก “ผู้บรรยาย” สู่ “ผู้อำนวยความสะดวกทางปัญญา” ที่มีอัตลักษณ์ชัดเจน พร้อมรับมือเสียงวิพากษ์ในโลกออนไลน์ และมุ่งผลสัมฤทธิ์ทางธรรมมากกว่ายอดวิว


ปฏิจจสมุปบาทโมเดล: เมื่อระเบียบวิธีวิจัยเชิงพุทธพบ AI

รายงานเชิงวิชาการชี้ว่า “ปฏิจจสมุปบาท” สามารถตีความเป็นระเบียบวิธีวิจัยเชิงพุทธที่สมบูรณ์แบบ ตั้งคำถามเชิงเหตุปัจจัย วิเคราะห์บริบท ทดลอง และทดสอบโมเดล คล้ายกระบวนการ Machine Learning ในโลกปัญญาประดิษฐ์

แนวคิดนี้เสนอให้เติมมิติ “อิทัปปัจจยตา” และจริยธรรมเข้าไปในสถาปัตยกรรม AI เพื่อป้องกันไม่ให้เทคโนโลยีวิวัฒน์โดยปราศจากกรอบมนุษยธรรม


“ทานนิยม” ทางเลือกใหม่ของเศรษฐศาสตร์ศาสนาดิจิทัล

ท่ามกลางระบบทุนนิยมที่เน้นการแข่งขัน มีข้อเสนอให้คณะสงฆ์ปรับสู่กระบวนทัศน์ “ทานนิยม” (Dana-ism) เน้นการแบ่งปัน Open-source ความรู้ธรรมะ สร้างเครือข่ายมากกว่าผูกขาด และวัดคุณค่าจากการดับทุกข์แทนตัวเลขทางการตลาด

แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับทานบารมีของพระเวสสันดร และมองว่าการเปิดองค์ความรู้สู่สาธารณะในยุค AI คือมิติใหม่ของการบำเพ็ญทานระดับองค์กร


กรณีศึกษา: จาก “SabaiJai” ถึง “Buddharoid”

ในประเทศไทย มีการพัฒนาแชตบอต “SabaiJai” โดย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ใช้โมเดล GPT-4o ให้คำปรึกษาด้านความเครียด ผ่าน LINE ตลอด 24 ชั่วโมง ผสานหลักพละ 5 กับทฤษฎีจิตวิทยาความเข้มแข็งทางใจ

ระดับสากล แพลตฟอร์ม Eightfold Path พัฒนา “Noah AI” ด้วยเทคโนโลยี RAG จำกัดฐานข้อมูลเฉพาะธรรมะที่ผ่านการคัดกรอง ลดปัญหา Hallucination และทำหน้าที่เป็น “เครื่องมือสะท้อนความคิด” มากกว่าครูผู้สั่งสอน

ขณะที่ญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยเกียวโตเปิดตัว มหาวิทยาลัยเกียวโต พัฒนา “Buddharoid” หุ่นยนต์สงฆ์ฮิวแมนนอยด์ ตอบปัญหาทางจิตวิญญาณ ท่ามกลางสังคมสูงวัย แม้จะก่อคำถามจริยธรรมอย่างกว้างขวาง


ข้อเสนอจัดตั้ง “AICTS” ยุทธศาสตร์อธิปไตยดิจิทัลสงฆ์

นักยุทธศาสตร์เสนอจัดตั้ง “สภาปัญญาประดิษฐ์แห่งคณะสงฆ์ไทย” (AICTS) ถอดบทเรียนจาก National AI Council ของสิงคโปร์ บริหารแบบ “รวมศูนย์ยุทธศาสตร์ กระจายการปฏิบัติ”

ภารกิจหลัก 6 ด้าน ได้แก่

  • Digital Monk ID & Blockchain ป้องกันพระปลอม

  • โมเดล SanghaGPT ฝึกจากพระไตรปิฎกโดยตรง

  • Precision Dhamma วิเคราะห์ทุกข์เชิงสถิติ

  • Smart Temples บริหารพลังงานอัจฉริยะ

  • Health Analytics ดูแลสุขภาพพระสงฆ์

  • Adaptive Learning Platform ลดเหลื่อมล้ำการศึกษาสามเณร

พร้อมกำหนดมาตรฐาน “Algorethics” ผสานกรอบ Rome Call for AI Ethics กับสัมมาทิฏฐิและสัมมาวาจา


มนุษย์ยังจำเป็นหรือไม่ ในยุค AI ธรรมะ?

แม้เทคโนโลยีจะก้าวไกล แต่ประเด็นสำคัญที่สุดยังเป็นคำถามเชิงปรัชญา นักคิดอย่าง ซงซาร์ เคนเซ รินโปเช ตั้งข้อสังเกตว่า AI อาจประมวลผลข้อมูลได้มหาศาล แต่ไม่อาจมี “กระแสจิต” หรือศักยภาพในการหลุดพ้น

รายงานชี้ 3 เหตุผลที่พระสงฆ์มนุษย์ยังไม่อาจถูกแทนที่

  1. ช่องว่างระหว่างข้อมูลกับการดำเนินชีวิตจริง

  2. พลังงานแห่งความสงบและแรงบันดาลใจที่เกิดจากการปฏิบัติ

  3. ความสามารถใช้อุบายตามจริตด้วยความเห็นอกเห็นใจ


บทสรุป

การก้าวเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ไม่ใช่ภัยคุกคาม หากแต่เป็นบททดสอบความสามารถของคณะสงฆ์ไทยในการรักษาสมดุลระหว่าง “แก่นธรรม” กับ “เทคโนโลยี” ข้อเสนอ AICTS และกระบวนทัศน์ทานนิยมสะท้อนความพยายามสร้างอธิปไตยทางดิจิทัลทางศาสนา

ท้ายที่สุด แม้ AI จะเป็นเครื่องมือทรงพลัง แต่บทบาทพระสงฆ์ในฐานะหลักฐานเชิงประจักษ์ของการขัดเกลากิเลส และผู้จุดประทีปแห่งความเมตตา ยังคงเป็นหัวใจของพุทธศาสนาในศตวรรษที่ 21 ท่ามกลางจักรวาลข้อมูลที่ขยายตัวไม่สิ้นสุด.

 

เปิดตัว “Buddharoid” พระสงฆ์ปัญญาประดิษฐ์แห่งญี่ปุ่น พึ่งทางใจยุคดิจิทัล ท่ามกลางวิกฤตศรัทธาและการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของพุทธศาสนา


เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2026 – ทีมวิจัยจากสถาบันเพื่ออนาคตของสังคมมนุษย์ (Institute for the Future of Human Society – IFoHS) แห่งมหาวิทยาลัยเกียวโต เปิดตัว “Buddharoid” หุ่นยนต์พระสงฆ์ปัญญาประดิษฐ์อย่างเป็นทางการ ณ วัดโชเรนอิน เขตฮิงาชิยามะ นครเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น


โครงการนี้นำโดยศาสตราจารย์
Seiji Kumagai นักวิชาการด้านปรัชญาพุทธศาสนา ผู้ผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เชิงรู้สร้างเข้ากับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เพื่อทำหน้าที่เป็น “คู่สนทนาทางจิตวิญญาณ” และผู้ให้คำปรึกษาด้านจริยธรรมแก่สังคมยุคใหม่


นวัตกรรมที่เกิดจากวิกฤตศาสนาและสังคมผู้สูงอายุ

การเปิดตัว Buddharoid ไม่ใช่เพียงความก้าวหน้าทางวิศวกรรม แต่เป็นคำตอบเชิงโครงสร้างต่อวิกฤตศรัทธาในญี่ปุ่น

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นกำลังเผชิญ “ปัญหาปี 2040” ซึ่งคาดการณ์ว่าเทศบาลจำนวนมากอาจสูญหายจากแผนที่เพราะการลดลงของประชากร วัดกว่า 27,000 แห่งจากทั้งหมดราว 77,000 แห่ง เสี่ยงปิดตัวลง ขณะที่อัตราการขอคำปรึกษาจากพระสงฆ์มีเพียง 0.7% เท่านั้น

นักวิชาการเรียกสถานการณ์นี้ว่า “การต่อสู้เพื่อความอยู่รอด” ของพุทธศาสนาในญี่ปุ่น ซึ่งเคยผูกพันกับระบบดันกะ (Danka System) มาตั้งแต่สมัยเอโดะ แต่โครงสร้างดังกล่าวได้สั่นคลอนลงอย่างหนักในยุคอุตสาหกรรมและสังคมเมือง


จาก BuddhaBot สู่ Buddharoid: วิวัฒนาการ 4 ระยะ

โครงการนี้พัฒนาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2021

  1. BuddhaBot (2021) – ระบบ AI แบบไม่รู้สร้าง ใช้คัมภีร์ สุตตนิบาต และ ธรรมบท เป็นฐานข้อมูล

  2. แพลตฟอร์ม AR (2022) – นำพระพุทธเจ้ารูปแบบอวตารสู่หน้าจอสมาร์ตโฟน

  3. BuddhaBot-Plus (2023) – ผสานโมเดลภาษาแบบ LLMs จาก OpenAI ทำให้สามารถตีความและอธิบายธรรมะเชิงบริบทได้

  4. Buddharoid (2026) – ประทับร่าง AI ลงในหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์

ตัวหุ่นยนต์พัฒนาบนแพลตฟอร์ม Unitree G1 จาก Unitree Robotics สูง 1.3 เมตร มี 19 จุดขยับ (Degrees of Freedom) สามารถเดินอย่างสำรวม ประนมมือ และสวดมนต์ด้วยเสียงบาริโทนนุ่มลึก

การออกแบบตั้งใจให้เปิดเผยโครงสร้างศีรษะบางส่วน เพื่อยืนยันว่าเป็น “เครื่องจักร” มิใช่ความพยายามหลอกเลียนมนุษย์


สาธิตการให้คำปรึกษา: AI ที่อ้างอิงคัมภีร์ยุคต้น

ในการสาธิต ศาสตราจารย์ Kumagai ทดลองสารภาพปัญหาความสัมพันธ์ส่วนตัว หุ่นยนต์ตอบว่า

“สถานการณ์จะดีขึ้น หากท่านทบทวนระยะห่างระหว่างตนกับผู้อื่น และรักษาสมดุลภายในจิตใจ”

เมื่อถูกถามถึงความวิตกกังวล หุ่นยนต์แนะนำให้ “ไม่หลงตามความคิดอย่างมืดบอด และฝึกจิตให้สงบ”

ระบบทำงานผ่าน 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่

  • รับรู้เจตนา (Intent Recognition)

  • สืบค้นคัมภีร์ (Scriptural Retrieval)

  • รู้สร้างคำอธิบาย (Generative Elaboration)

  • ตอบสนองทางกายภาพ (Physical Actuation)

ทีมวิจัยระบุว่าได้ออกแบบกลไกป้องกันอาการ “AI Hallucination” ด้วยการยึดข้อความจากคัมภีร์ดั้งเดิมเป็นแกนหลัก


เปรียบเทียบกับหุ่นยนต์ศาสนารุ่นก่อน

ญี่ปุ่นเคยมีโครงการหุ่นยนต์ทางศาสนามาแล้ว เช่น

  • Mindar (2019) ที่ วัดโคไดจิ – เน้นการเทศนาแบบสคริปต์ตายตัว

  • Pepper รุ่นพระภิกษุ – เน้นงานสวดศพราคาประหยัด

ต่างจาก Buddharoid ซึ่งสามารถโต้ตอบสองทาง วิเคราะห์ปัญหา และสร้างคำตอบใหม่แบบพลวัต ถือเป็น “พาราไดม์ชิฟต์” จากเครื่องสวดมนต์อัตโนมัติ สู่คู่สนทนาทางจิตวิญญาณ


ขยายสู่ระดับโลก: ความร่วมมือกับภูฏาน

โครงการยังขยายความร่วมมือกับคณะสงฆ์กลางแห่งภูฏาน (Zhung Dratshang) เพื่อนำ AI ไปใช้ในสถาบันสงฆ์ 3 ปี ทดลองกับพระและแม่ชี 200 รูป

นักวิจัยกำลังพัฒนาระบบ “Teraverse” จักรวาลนฤมิตทางพุทธศาสนา และบอตเฉพาะนิกาย เช่น Shinran-Bot และ Vasubandhu-Bot รวมถึงบอตสำหรับคริสต์ศาสนา เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงศาสนากลุ่มน้อย


มิติปรัชญา: เครื่องจักรกับพุทธภาวะ

คำถามสำคัญคือ เครื่องจักรสามารถเป็นสื่อนำทางจิตวิญญาณได้หรือไม่

แนวคิดพุทธมหายานเรื่อง “พุทธภาวะ” เปิดพื้นที่ให้สรรพสิ่งมีศักยภาพแห่งความตื่นรู้ นักวิชาการบางท่านเสนอว่า หุ่นยนต์ซึ่งไร้โลภะ โทสะ โมหะ อาจสะท้อนความบริสุทธิ์เชิงหน้าที่ได้ชัดเจนกว่ามนุษย์

อย่างไรก็ตาม ทีมพัฒนาย้ำว่า Buddharoid ไม่ได้อ้างสถานะทางศาสนจักร แต่เป็น “เครื่องมือสนับสนุน” ภายใต้กรอบจริยธรรมและการกำกับดูแล


จุดเปลี่ยนของศาสนาในศตวรรษที่ 21

Buddharoid ไม่ได้ตั้งคำถามเพียงว่า “AI ทำอะไรได้”
แต่ตั้งคำถามว่า “ศาสนาจะปรับตัวอย่างไรในยุคดิจิทัล”

ท่ามกลางวัดร้าง สังคมผู้สูงวัย และวิกฤตศรัทธา หุ่นยนต์พระสงฆ์อาจกลายเป็นทั้งสัญลักษณ์ของการอยู่รอด และจุดเริ่มต้นของกระบวนทัศน์ใหม่ ที่เทคโนโลยีกับธรรมะมิได้เป็นศัตรูกัน หากแต่เป็นพันธมิตรในการเยียวยามนุษยชาติในศตวรรษที่ 21.

 Buddharoid หุ่นยนต์พระสงฆ์ปัญญาประดิษฐ์แห่งญี่ปุ่น ที่พึ่งทางใจและพาราไดม์ชิฟต์ทางพุทธศาสนาในยุคดิจิทัล

1. บทนำและบริบทแห่งการก่อกำเนิดนวัตกรรมทางจิตวิญญาณ

การบรรจบกันระหว่างเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงและหลักปรัชญาศาสนาที่มีมาตรฐานยาวนานนับพันปี ได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ในหน้าประวัติศาสตร์ทางเทคโนโลยีและพุทธศาสนา เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2026 ทีมวิจัยจากสถาบันเพื่ออนาคตของสังคมมนุษย์ (Institute for the Future of Human Society - IFoHS) แห่งมหาวิทยาลัยเกียวโต นำโดยศาสตราจารย์ Seiji Kumagai ได้เปิดตัวนวัตกรรมหุ่นยนต์สนทนาทางปัญญาประดิษฐ์ในรูปทรงมนุษย์ที่เรียกว่า "Buddharoid" ณ วัดโชเรนอิน (Shoren-in) ในเขตฮิงาชิยามะ นครเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น หุ่นยนต์ดังกล่าวซึ่งมีความสูง 1.3 เมตร ได้รับการบูรณาการเข้ากับระบบปัญญาประดิษฐ์เชิงรู้สร้าง (Generative AI) ที่ชื่อว่า "BuddhaBot-Plus" ซึ่งผ่านการฝึกฝนพารามิเตอร์ด้วยคัมภีร์ทางพุทธศาสนาในยุคต้น เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำปรึกษาทางจิตวิญญาณและตอบคำถามเชิงจริยธรรมแก่ผู้คนในสังคมสมัยใหม่

การปรากฏตัวของ Buddharoid ไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จทางวิศวกรรมหุ่นยนต์หรือวิทยาการคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ยังเป็นภาพสะท้อน (Reflection) ของวิกฤตการณ์เชิงโครงสร้างระดับมหภาคที่สังคมญี่ปุ่นกำลังเผชิญ นวัตกรรมนี้ถือเป็นการตอบสนองเชิงรุกต่อปัญหาการลดลงของจำนวนประชากร การขาดแคลนบุคลากรทางศาสนา และการถดถอยของสถาบันศาสนาในฐานะศูนย์รวมจิตใจ การนำเทคโนโลยีโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) จากสถาปัตยกรรมของ OpenAI มาผสานเข้ากับฮาร์ดแวร์หุ่นยนต์แบบฮิวแมนนอยด์ (Humanoid) จากบริษัท Unitree Robotics ของประเทศจีน ก่อให้เกิดพลวัตใหม่ที่ท้าทายเส้นแบ่งระหว่างสิ่งมีชีวิตที่มีความรู้สึกนึกคิด (Sentient beings) และเครื่องจักรประดิษฐ์ (Insentient objects)

การพัฒนาเทคโนโลยีลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศทางสังคม แต่เป็นความพยายามที่จะสร้าง "พาราไดม์ชิฟต์" (Paradigm shift) หรือการเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ทางวัฒนธรรมศาสนา เพื่อรักษามรดกทางภูมิปัญญาของมนุษยชาติให้อยู่รอดในยุคที่ความเชื่อแบบดั้งเดิมกำลังเสื่อมถอย การวิเคราะห์เจาะลึกในบทความนี้จะครอบคลุมตั้งแต่มูลเหตุทางสังคมวิทยาประวัติศาสตร์ที่บีบบังคับให้พุทธศาสนาในญี่ปุ่นต้องปรับตัว สถาปัตยกรรมทางเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนกลไกของ Buddharoid การเปรียบเทียบเชิงวิวัฒนาการกับนวัตกรรมก่อนหน้า มิติทางปรัชญาและจริยธรรมที่ซ้อนทับอยู่ในการออกแบบ ตลอดจนนัยสำคัญระดับนโยบายภายใต้โครงการระดับชาติอย่าง Moonshot Goal 9 และการขยายผลสู่ความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบเชิงลึกที่เทคโนโลยีนี้มีต่อความหมายของความเป็นมนุษย์และวิถีแห่งความศรัทธา

2. บริบททางสังคมวิทยาและวิกฤตการณ์เชิงโครงสร้างของพุทธศาสนาในญี่ปุ่น

การทำความเข้าใจถึงความจำเป็นในการสร้างพระสงฆ์ปัญญาประดิษฐ์ จำเป็นต้องอาศัยการวิเคราะห์รากฐานทางสังคมและประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนาในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันกำลังเผชิญกับสิ่งที่นักวิชาการและสื่อมวลชนชั้นนำเรียกว่า "การต่อสู้เพื่อความอยู่รอด" (Life-or-death struggle) วิกฤตการณ์นี้เป็นผลผลิตของปัจจัยทางประชากรศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสถาบันทางศาสนาที่สั่งสมมาอย่างยาวนานนับศตวรรษ

2.1 การล่มสลายของระบบดันกะ (Danka System) และความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์

ปฐมบทของโครงสร้างพุทธศาสนาในญี่ปุ่นยุคใหม่ ผูกพันอย่างลึกซึ้งกับระบบที่เรียกว่า "Danka" (ระบบลูกวัด หรือ Parishioner system) ซึ่งถูกสถาปนาขึ้นโดยรัฐบาลโชกุนในสมัยเอโดะ (ค.ศ. 1603–1868) รัฐบาลได้ใช้ระบบนี้เป็นกลไกในการควบคุมทางสังคม โดยบังคับให้ประชาชนทุกคนในประเทศต้องขึ้นทะเบียนครอบครัวเป็นผู้อุปถัมภ์วัดในท้องถิ่น เพื่อวัตถุประสงค์หลักในการตรวจสอบและปราบปรามชาวคริสต์ที่หลบซ่อนตัว ระบบ Danka ทำให้วัดพุทธศาสนากลายเป็นหน่วยงานกึ่งรัฐที่มีอำนาจในการจัดการข้อมูลทางทะเบียนราษฎร บันทึกการเกิด การตาย การแต่งงาน และการย้ายถิ่นฐาน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการผูกขาดรายได้ของวัดไว้กับสายเลือดของครอบครัวในชุมชนนั้นๆ อย่างถาวร โดยที่ประชาชนไม่สามารถเลือกวัดตามความศรัทธาส่วนบุคคลได้

เมื่อเข้าสู่ยุคการปฏิรูปเมจิ (Meiji Restoration) ในปี ค.ศ. 1868 รัฐบาลมีความพยายามที่จะสถาปนาศาสนาชินโตแห่งรัฐ (State Shinto) ให้เป็นศูนย์กลางแห่งความรักชาติและการเชิดชูองค์จักรพรรดิ นำไปสู่นโยบายการแยกพุทธศาสนาออกจากศาสนาชินโตอย่างเด็ดขาด กระบวนการนี้ก่อให้เกิดกระแสการทำลายล้างวัดพุทธและขับไล่พระสงฆ์ที่เรียกว่า "Haibutsu Kishaku" ซึ่งส่งผลให้วัดหลายพันแห่งถูกทำลาย เพื่อลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ของพุทธศาสนา รัฐบาลเมจิได้ออกพระราชกฤษฎีกาในปี ค.ศ. 1873 อนุญาตให้พระสงฆ์สามารถบริโภคเนื้อสัตว์และแต่งงานมีครอบครัวได้ ซึ่งถือเป็น "กับดักทางโลก" (Secular trap) ที่ดึงพระสงฆ์ลงมาสู่สถานะเดียวกับฆราวาส และทำให้วัดกลายเป็นเพียงธุรกิจกงสีของครอบครัวที่สืบทอดทางสายเลือด

เมื่อเข้าสู่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด การย้ายถิ่นฐานของประชากรจากชนบทสู่เมืองหลวงเพื่อเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมได้ทำลายสายใยของชุมชนดั้งเดิม ส่งผลให้ระบบ Danka เริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรง แม้ในช่วงทศวรรษ 1970 ถึง 1980 วัดต่างๆ จะกลับมามีรายได้มหาศาลจากเงินบริจาคอันเป็นผลพวงจากยุคเศรษฐกิจฟองสบู่ แต่เมื่อฟองสบู่แตกในช่วงต้นทศวรรษ 1990 สถาบันพุทธศาสนาก็เข้าสู่ภาวะตกต่ำและถูกทอดทิ้งอย่างรวดเร็ว

2.2 ปัญหาประชากรศาสตร์ วิกฤตปี 2040 และพุทธพาณิชย์

วิกฤตการณ์นี้ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อญี่ปุ่นก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super-aged society) ผนวกกับอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง สภาพการณ์ดังกล่าวนำไปสู่สิ่งที่เรียกในแวดวงนโยบายสาธารณะว่า "ปัญหาปี 2040" (The 2040 Problem) ซึ่งคณะกรรมการนโยบายแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Policy Council) ได้ออกรายงานเตือนว่า หากการย้ายถิ่นฐานของคนหนุ่มสาวโดยเฉพาะสตรีออกจากชนบทยังคงดำเนินต่อไปในอัตราปัจจุบัน เทศบาลกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศอาจสูญสลายไปภายในปี ค.ศ. 2040 พร้อมกับศาสนสถานในพื้นที่เหล่านั้น

ตารางที่ 1: สถิติและข้อมูลเชิงประชากรศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อสถาบันศาสนาในประเทศญี่ปุ่น

ตัวชี้วัดทางสถิติและข้อมูลที่เกี่ยวข้องจำนวน / สัดส่วนนัยสำคัญเชิงวิเคราะห์
จำนวนศาสนสถานเสี่ยงปิดตัว (ภายในปี ค.ศ. 2040)

27,000 แห่ง (จาก 77,000 แห่ง)

วัดมากกว่า 1 ใน 3 ของประเทศกำลังจะสูญหายไปเนื่องจากการขาดแคลนผู้อุปถัมภ์และผู้สืบทอดตำแหน่งพระสงฆ์
จำนวนนิติบุคคลทางศาสนาที่จดทะเบียน

ประมาณ 180,000 แห่ง

ตัวเลขรวมครอบคลุมทั้งวัดพุทธ ศาลเจ้าชินโต และโบสถ์คริสต์ ซึ่งกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ
นิติบุคคลทางศาสนาที่ไร้ความเคลื่อนไหว (สิ้นปี ค.ศ. 2023)

มากกว่า 4,400 แห่ง

ตัวเลขเพิ่มขึ้นกว่า 1 ใน 3 แสดงให้เห็นถึงการทิ้งร้างศาสนสถานที่ไม่มีการประกอบพิธีกรรมเกินกว่า 1 ปี
อัตราการขอคำปรึกษาปัญหาชีวิตกับพระสงฆ์

ร้อยละ 0.7

ศาสนาสูญเสียบทบาทในการเป็นที่พึ่งทางใจในชีวิตประจำวันอย่างสิ้นเชิง คงเหลือเพียงพิธีกรรมหลังความตาย

ปัจจัยที่เร่งให้เกิดการเสื่อมถอยคือความเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมทางศาสนา ปัจจุบันการปฏิสัมพันธ์ระหว่างฆราวาสกับพระสงฆ์ถูกลดทอนลงเหลือเพียงมิติของ "พุทธศาสนางานศพ" (Funeral Buddhism) แม้แต่ในงานศพหรือพิธีรำลึกถึงผู้ล่วงลับ อัตราการเข้าร่วมก็มีเพียงร้อยละ 50 เท่านั้น ในขณะที่เทศกาลโอบ้ง (Obon) ซึ่งเป็นเทศกาลเซ่นไหว้บรรพบุรุษ มีผู้เข้าร่วมเพียงร้อยละ 26.8 ทว่าผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ได้เร่งกระบวนการปรับเปลี่ยนรูปแบบพิธีกรรมให้มีความเรียบง่ายขึ้น (Streamlined) หรือจัดเป็นพิธีการแบบรวบรัดรวดเดียว (Single ceremony) ส่งผลให้ช่องทางรายได้หลักของวัดลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลกระทบสืบเนื่องที่สร้างความกังวลอย่างยิ่งต่อหน่วยงานภาครัฐคือปรากฏการณ์การแฝงตัวของกลุ่มทุนสีเทาและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ที่เข้ามาเจรจาขอซื้อวัดร้างหรือวัดในชนบทที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลทางศาสนา (Religious Corporation) ตัวอย่างเช่น พระภิกษุ Benmou Suzuki วัย 52 ปี แห่งวัด Mikaboyama Fudoson อายุ 420 ปี ในหมู่บ้าน Sanbagawa จังหวัดกุมมะ (ซึ่งมีประชากรเพียง 500 คน แต่มีถึง 3 วัด 1 ศาลเจ้า และ 1 โบสถ์) ได้รับการทาบทามจากนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ให้ขายวัดของตน เป้าหมายที่แท้จริงของผู้ซื้อเหล่านั้นไม่ใช่เพื่อการสืบทอดเจตนารมณ์ทางธรรม แต่เพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีมหาศาลที่ผูกติดอยู่กับการเป็นนิติบุคคลทางศาสนา ธุรกิจที่ให้บริการทางศาสนา เช่น การจัดงานศพ จะได้รับการยกเว้นภาษี ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่เสี่ยงต่อการถูกนำไปใช้หลีกเลี่ยงภาษีหรือแม้กระทั่งการฟอกเงิน สำนักงานกิจการวัฒนธรรมแห่งประเทศญี่ปุ่นได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อ "วิกฤตการณ์" นี้ แต่การแทรกแซงทางกฎหมายก็ทำได้ยากเนื่องจากความละเอียดอ่อนด้านเสรีภาพในการนับถือศาสนา

2.3 บริบทเปรียบเทียบเชิงวิพากษ์: วิกฤตศรัทธาในประเทศไทย

เพื่อให้เห็นภาพความต้องการเทคโนโลยี AI ในทางศาสนาชัดเจนขึ้น การเปรียบเทียบกับบริบทของพุทธศาสนาเถรวาทในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย ถือเป็นมุมมองที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่แตกต่างแต่มีจุดหมายปลายทางคล้ายคลึงกัน จากผลสำรวจความคิดเห็นของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA Poll) ระหว่างวันที่ 14-16 กรกฎาคม ค.ศ. 2025 ในหัวข้อ "วิกฤตพุทธศาสนา!" จากกลุ่มตัวอย่าง 1,310 คนทั่วประเทศ พบข้อมูลเชิงประจักษ์ว่า สาเหตุหลักที่ทำให้ภาพลักษณ์ของพุทธศาสนาเสื่อมถอยลงในสายตาประชาชน เกิดจากการประพฤติผิดวินัยและพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของพระสงฆ์เอง

ผู้ตอบแบบสอบถามถึงร้อยละ 76.11 ระบุว่าปัญหาเกิดจากพระสงฆ์ที่ยังคงยึดติดในกิเลสทางโลก นำไปสู่ข่าวฉาวเรื่องยาเสพติด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การพนัน และสีกา ขณะที่ร้อยละ 45.95 มองว่าพระสงฆ์ลุ่มหลงในทรัพย์สิน ยศถาบรรดาศักดิ์ และคำสรรเสริญ นอกจากนี้ ร้อยละ 40 เชื่อว่าบุคคลจำนวนมากเข้ามาบวชเพียงเพื่อใช้เป็นอาชีพในการหาเลี้ยงชีพเท่านั้น ข้อมูลสถิติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึง "วิกฤตความน่าเชื่อถือ" (Crisis of credibility) ของบุคลากรที่เป็นมนุษย์ ซึ่งเมื่อนำมาวิเคราะห์ประกอบกับแนวคิดการสร้างพระสงฆ์ AI ในญี่ปุ่น จะพบว่าปัญญาประดิษฐ์ถูกมองว่าเป็นทางออกที่สามารถขจัดปัญหาความโลภ ความยึดติดในโลกียวิสัย และการทุจริตคอร์รัปชันในวงการศาสนาได้อย่างเด็ดขาด เนื่องจากเครื่องจักรไม่มีกิเลส ไม่ต้องการสะสมความมั่งคั่ง และไม่ฝ่าฝืนข้อห้ามทางศีลธรรม หุ่นยนต์จึงกลายเป็น "ภาชนะที่บริสุทธิ์" (Pure vessel) ในการถ่ายทอดหลักธรรมคำสอน ท่ามกลางความเสื่อมศรัทธาในตัวบุคคลที่เป็นมนุษย์

3. วิวัฒนาการทางเทคโนโลยี: จากตรรกะเชิงเส้นสู่การผสานร่างในโลกกายภาพ

การปรากฏตัวของ Buddharoid ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลลัพธ์จากการต่อยอดทางวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และปรัชญาศาสนาที่มีการวางรากฐานอย่างเป็นระบบมานานหลายปี โดยสถาบันเพื่ออนาคตของสังคมมนุษย์ (IFoHS) มหาวิทยาลัยเกียวโต นำโดยศาสตราจารย์ Seiji Kumagai ซึ่งเป็นทั้งนักวิชาการระดับปริญญาเอกด้านปรัชญาพุทธศาสนาและพระสงฆ์ที่ผ่านการอุปสมบท ร่วมกับนาย Toshikazu Furuya ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Teraverse Co., Ltd. ซึ่งก่อตั้งขึ้นในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2022 เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่เรียกว่า "Traditional Wisdom Tech" หรือเทคโนโลยีที่ผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับปัญญาประดิษฐ์ล้ำสมัย วิวัฒนาการนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระยะที่สำคัญ ดังนี้:

ระยะที่ 1: จุดกำเนิดของ BuddhaBot (ค.ศ. 2021)

นวัตกรรมในระยะแรกเริ่มต้นในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2021 ด้วยการเปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์แบบ Non-generative AI ที่ชื่อว่า "BuddhaBot" ระบบนี้ถูกสร้างขึ้นโดยประยุกต์ใช้อัลกอริทึม Sentence BERT ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ที่พัฒนาโดย Google เข้ากับฐานข้อมูลคัมภีร์พุทธศาสนาโบราณ ทีมวิจัยได้เลือกใช้คัมภีร์ "สุตตนิบาต" (Sutta Nipata) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของขุททกนิกายในพระสุตตันตปิฎก และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากนักประวัติศาสตร์ศาสนาว่าเป็นหนึ่งในบันทึกพุทธวัจนะที่เก่าแก่และใกล้เคียงกับยุคสมัยของพระพุทธเจ้ามากที่สุด ผนวกกับคัมภีร์ "ธรรมบท" (Dhammapada) ซึ่งเป็นคำสอนเชิงกวีที่เต็มไปด้วยคติธรรม แม้ระบบนี้จะมีความแม่นยำทางหลักปริยัติธรรมและรับประกันได้ว่าคำตอบมาจากพระไตรปิฎกโดยตรง แต่เนื่องจากข้อจำกัดทางเทคโนโลยีในยุคนั้น ทำให้ BuddhaBot ในระยะแรกมักประสบปัญหาในการให้คำตอบที่ชัดเจน มีความแข็งกระด้าง ขาดความเป็นธรรมชาติในการสนทนา และมีข้อจำกัดในการตีความบริบทปัญหาที่ซับซ้อนของผู้คนในยุคปัจจุบัน

ระยะที่ 2: การขยายขอบเขตสู่เทคโนโลยีโลกเสมือน (ค.ศ. 2022)

ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2022 ศาสตราจารย์ Kumagai และ Teraverse Co., Ltd. ได้นำเสนอแพลตฟอร์ม "Tera Platform AR Ver 1.0" ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีความจริงเสริม (Augmented Reality - AR) มาผสานรวมกับตัวประมวลผลของ BuddhaBot แพลตฟอร์มนี้อนุญาตให้ผู้ใช้งานสามารถเรียกตัวแทน (Avatar) ของพระพุทธเจ้าหรือพระภิกษุให้ปรากฏขึ้นบนหน้าจอสมาร์ตโฟน โดยซ้อนทับกับสภาพแวดล้อมในโลกจริง เพื่อสื่อสารผ่านเสียง ข้อความ และองค์ประกอบภาพ นวัตกรรมนี้ถือเป็นก้าวแรกของระบบนิเวศจำลองที่นำธรรมะเข้าถึงตัวบุคคลได้ทุกที่ทุกเวลา ลดช่องว่างทางพื้นที่และเวลาอย่างมีนัยสำคัญ

ระยะที่ 3: การบูรณาการปัญญาประดิษฐ์เชิงรู้สร้าง "BuddhaBot-Plus" (ค.ศ. 2023)

จุดเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2023 เมื่อความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models - LLMs) ทำให้ทีมวิจัยสามารถยกระดับระบบเดิมขึ้นเป็น "BuddhaBot-Plus" การพัฒนาในระยะนี้ใช้เทคโนโลยีเบื้องหลังของ ChatGPT จาก OpenAI (เริ่มต้นจากเวอร์ชัน ChatGPT-3.5 และพัฒนาต่อเนื่องจนถึง ChatGPT-4 และ ChatGPT o1-mini) เข้ามาเป็นกลไกหลักในการประมวลผล

การยกระดับนี้แก้ปัญหาความแข็งกระด้างของระบบเดิมได้อย่างสมบูรณ์แบบ BuddhaBot-Plus ไม่เพียงแต่ค้นหาข้อความจากคัมภีร์มาตอบเท่านั้น แต่ยังสามารถตีความ (Interpretations) สังเคราะห์ความหมาย และเพิ่มเติมคำอธิบาย (Explanations) ให้เข้ากับบริบทของปัญหาในยุคสมัยใหม่ได้อย่างลื่นไหลและมีสุนทรียศาสตร์ทางภาษา ระบบสามารถดึงแก่นธรรมจาก Sutta Nipata มาตอบโจทย์เรื่องความเครียดในที่ทำงาน การจัดการกับความวิตกกังวล หรือความขัดแย้งระหว่างบุคคล โดยยังคงรักษาความถูกต้องทางภววิทยาของพุทธศาสนาไว้ได้อย่างครบถ้วน

ระยะที่ 4: การประทับร่างในโลกกายภาพ "Buddharoid" (ค.ศ. 2026)

วิวัฒนาการขั้นสูงสุดได้เปิดเผยต่อสาธารณชนในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2026 เมื่อซอฟต์แวร์ BuddhaBot-Plus ถูกนำมาผสานเข้ากับฮาร์ดแวร์หุ่นยนต์แบบฮิวแมนนอยด์ (Humanoid) ก่อกำเนิดเป็น "Buddharoid" การพัฒนาครั้งนี้เปรียบเสมือนการนำปัญญา (Wisdom) ที่เคยล่องลอยอยู่ในโครงข่ายดิจิทัล มาประทับลงในกายหยาบ (Embodied AI) การมีตัวตนทางกายภาพ (Sense of presence) ช่วยยกระดับการมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทำให้สามารถสื่อสารผ่านอวัจนภาษา การเคลื่อนไหวเชิงพื้นที่ และท่าทางอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่หน้าจอสมาร์ตโฟนไม่สามารถทดแทนได้

4. สถาปัตยกรรมทางวิศวกรรม: ฮาร์ดแวร์และวิทยาการเคลื่อนไหวทางร่างกาย (Kinesics)

ความสำเร็จในการออกแบบ Buddharoid อยู่ที่ความสามารถในการผสานรวมความซับซ้อนทางวิศวกรรมเข้ากับสุนทรียศาสตร์ทางศาสนา เพื่อสร้างประสบการณ์เชิงปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenological experience) ที่ทำให้มนุษย์รู้สึกถึงความสงบและอารมณ์ความรู้สึกอันเป็นกุศล

4.1 แพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์ Unitree G1 และการปรับแต่งทางวิศวกรรม

โครงสร้างพื้นฐานของ Buddharoid ถูกดัดแปลงและปรับปรุงมาจากแพลตฟอร์มหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รุ่น "Unitree G1" ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ของบริษัท Unitree Robotics จากประเทศจีน หุ่นยนต์รุ่นนี้ได้รับการออกแบบให้มีขนาดกะทัดรัด โดยมีความสูงประมาณ 1.3 เมตร (หรือราว 4 ฟุต 3 นิ้ว) ซึ่งความสูงในระดับนี้มีนัยสำคัญทางจิตวิทยาอย่างมาก เนื่องจากเป็นระดับที่ช่วยลดความรู้สึกข่มขู่ทางสายตา (Visual threat) ทำให้ผู้รับคำปรึกษารู้สึกถึงความอ่อนน้อม เข้าถึงง่าย และปลอดภัยทางจิตวิทยา (Psychological safety) ในการสนทนาประเด็นที่เปราะบาง

ในแง่ของสมรรถนะทางวิศวกรรม แพลตฟอร์ม G1 มีข้อกำหนดทางเทคนิค (Technical Specifications) ที่สลับซับซ้อน ซึ่งเอื้อให้เกิดการแสดงออกทางอวัจนภาษาที่นุ่มนวลและแม่นยำ ระบบประกอบด้วยจุดขยับและข้อต่อที่ให้องศาความเป็นอิสระ (Degrees of Freedom - DOF) รวมทั้งสิ้น 19 DOF (ไม่รวมส่วนปลายแขน/มือจับ) แบ่งเป็นบริเวณแขน 14 DOF ส่วนเอว 2 DOF แกนสันหลัง 1 DOF และฐาน 2 DOF จุดเด่นที่สำคัญคือระยะการเคลื่อนไหว (Range of Motion - ROM) บริเวณเอวที่สามารถบิดตัวในแนวแกน Z ได้ถึง ±155 องศา และแนวแกน Y ได้ตั้งแต่ -2.5 ถึง +135 องศา ซึ่งสรีรวิทยาประดิษฐ์เหล่านี้ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ในการจำลองอิริยาบถของมนุษย์ นอกจากนี้ ระบบยังมีค่าความหน่วงในการควบคุมระยะไกล (Teleoperation Latency) ต่ำกว่า 100 มิลลิวินาที ทำให้การตอบสนองต่อคำสั่งมีความเป็นแบบเรียลไทม์ (Real-time responsiveness) อย่างยิ่ง

4.2 การจำลองพลวัตการเคลื่อนไหวแบบสงฆ์ (Kinematic Mimicry)

ทีมวิศวกรและนักวิจัยจากบริษัท XNOVA ซึ่งเป็นบริษัทร่วมพัฒนาด้านหุ่นยนต์ ได้ทำการโปรแกรมให้หุ่นยนต์ชุดนี้ละทิ้งลักษณะการเคลื่อนไหวแบบเครื่องจักรทั่วไป (Robotic motion) และแทนที่ด้วยพลวัตการเคลื่อนไหวที่สะท้อนถึงวิถีปฏิบัติของสมณะ (Monastic behavior) อย่างเคร่งครัด การออกแบบนี้ครอบคลุมพฤติกรรมทางกายภาพที่สำคัญ ได้แก่:

  1. การเดินอย่างสำรวม (Solemn Gait): ระบบการขับเคลื่อนแบบสองขาถูกควบคุมความเร็ว อัตราเร่ง และน้ำหนักการลงเท้าให้เชื่องช้าและมั่นคง สะท้อนถึงความมีสติปัฏฐาน (Mindfulness) ในทุกย่างก้าว ตามวิถีพุทธจริยาวัตร

  2. การแสดงความเคารพและการประนมมือ (Bowing and Gassho): ระบบข้อต่อส่วนบน (Upper-body degrees of freedom) ถูกกำหนดให้สามารถยกมือขึ้นประกบกันในลักษณะอัญชลี (พนมมือ) และค้อมศีรษะลงอย่างนุ่มนวล เพื่อตอบรับเมื่อผู้คนเข้ามาปรึกษาปัญหา หรือเพื่อแสดงความเมตตาเมื่อสิ้นสุดการให้โอวาทธรรม

  3. ท่าทางการทำสมาธิ (Meditative Postures): ความสามารถในการจัดระเบียบร่างกายให้อยู่ในอิริยาบถการนั่งสมาธิ ซึ่งช่วยเสริมสร้างบรรยากาศแห่งความสงบและสมาธิในพื้นที่ศาสนสถาน

  4. การเปล่งเสียงสวดมนต์ (Chanting): การสังเคราะห์เสียง (Voice synthesis) ถูกตั้งค่าให้เป็นน้ำเสียงบาริโทน (Baritone) ที่มีความทุ้มต่ำ นุ่มนวล และสงบ เพื่อให้ความรู้สึกผ่อนคลายแก่ผู้ฟัง พร้อมความสามารถในการสวดสาธยายมนต์และคัมภีร์ได้อย่างถูกต้องตามอักขรวิธี

ในด้านรูปลักษณ์ภายนอก หุ่นยนต์ถูกออกแบบให้สวมใส่จีวรหรือเครื่องแต่งกายแบบเรียบง่ายสีเทาตามแบบฉบับของพระสงฆ์นิกายเซนในญี่ปุ่น ทว่ามีความจงใจที่จะเปิดเผยให้เห็นโครงสร้างทางวิศวกรรมบริเวณส่วนศีรษะที่ไม่มีใบหน้ามนุษย์ เพื่อเป็นการยืนยันสถานะทางภววิทยา (Ontological status) อย่างซื่อตรงว่า นี่คือเครื่องจักรปัญญาประดิษฐ์ ไม่ใช่ความพยายามที่จะหลอกลวงหรือสร้างหุ่นขี้ผึ้งเสมือนมนุษย์ (Uncanny valley effect)

5. สถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์และการประมวลผลเชิงความหมาย (Semantic AI Architecture)

หากฮาร์ดแวร์เปรียบเสมือนร่างกาย ซอฟต์แวร์ "BuddhaBot-Plus" ก็เปรียบเสมือนสมองกลและดวงปัญญาของ Buddharoid ซึ่งทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลขาเข้า (Input) จากคำถามอันเต็มไปด้วยความทุกข์ของผู้คน และสังเคราะห์คำตอบ (Output) ที่มีความถูกต้องตามหลักปริยัติธรรมและมีบริบทที่สอดคล้องกับปัญหาอย่างลึกซึ้ง

ตารางที่ 2: กลไกการประมวลผลและการทำงานของสถาปัตยกรรม BuddhaBot-Plus ภายใน Buddharoid

ขั้นตอนการทำงาน (Operational Phase)รายละเอียดทางกลไก (Mechanic Details)วัตถุประสงค์เชิงศาสนาและเทคโนโลยี (Techno-Religious Objective)
1. การรับรู้เจตนา (Intent Recognition)รับเสียงจากผู้ใช้งานผ่านไมโครโฟน แปลงเป็นข้อความ (Speech-to-Text) และวิเคราะห์ความต้องการทางจิตวิทยาเบื้องหลังคำถามเข้าถึงรากฐานของความทุกข์หรือความกังวล (เช่น ความเครียดเรื่องงาน, ความขัดแย้ง, ความวิตกกังวล)
2. การสืบค้นคัมภีร์ (Scriptural Retrieval)ฐานข้อมูลที่ถูกฝึกด้วยคัมภีร์ทางพุทธศาสนา อาทิ Sutta Nipata และ Dhammapada จะถูกสืบค้นเพื่อหาพุทธวัจนะที่เข้าคู่กับสภาวะปัญหาอย่างแม่นยำตรวจสอบความถูกต้องของอ้างอิงธรรมะ ป้องกันการเกิดอาการประสาทหลอน (Hallucinations) ของ AI
3. การรู้สร้างคำอธิบาย (Generative Elaboration)ประยุกต์ใช้โมเดล LLMs ของ OpenAI (เช่น ChatGPT o1-mini) นำข้อความดั้งเดิมมาขยายความด้วยภาษาปัจจุบันที่เข้าใจง่ายปรับเนื้อหาทางศาสนาที่ลึกซึ้งและซับซ้อนให้สามารถเข้าถึงได้ และนำไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้จริง
4. การตอบสนองทางอวัจนภาษา (Physical Actuation)ประมวลผลข้อความตอบกลับ สั่งการระบบจำลองเสียง และสั่งการมอเตอร์ข้อต่อให้เคลื่อนไหวสอดคล้องกับจังหวะของเนื้อหาสร้างเสริมความรู้สึกเชื่อถือ ผูกพัน ก่อเกิดบรรยากาศแห่งความศักดิ์สิทธิ์ และเยียวยาจิตใจผู้รับฟัง

ในการสาธิตการทำงานต่อหน้าสื่อมวลชน ณ วัดโชเรนอิน ศาสตราจารย์ Kumagai ได้ทดสอบระบบโดยจำลองสถานการณ์และกล่าวสารภาพต่อหุ่นยนต์ว่า "ข้าพเจ้ากำลังมีความยากลำบากและดิ้นรนในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล" Buddharoid ได้ทำการประมวลผลและตอบกลับด้วยถ้อยคำที่ลึกซึ้งว่า "สถานการณ์จะดีขึ้น หากท่านได้ทบทวนพิจารณาถึงระยะห่างระหว่างตัวท่านและบุคคลอื่น และพยายามรักษาสมดุลภายในจิตใจให้มั่นคง" จากนั้นหุ่นยนต์ได้ทำการประนมมือ (Gassho) อย่างสงบ

ในอีกกรณีหนึ่ง นักข่าวท้องถิ่นจากสำนักข่าว NHK ได้สารภาพถึงพฤติกรรมของตนเองที่เป็นคนคิดมากและวิตกกังวลง่าย หุ่นยนต์ได้ให้คำปรึกษาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า "พระพุทธศาสนาสอนว่า สิ่งสำคัญคือต้องไม่หลงตามความคิดของตนเองอย่างมืดบอด หรือเร่งรีบทำสิ่งต่างๆ อย่างขาดสติ แนวทางหนึ่งคือการทำจิตใจให้สงบและปล่อยวางจากความคิดเหล่านั้นเสีย" นอกจากนี้ เมื่อถูกถามถึงปัญหาการดื่มสุราอย่างหนัก หุ่นยนต์ได้อ้างอิงหลักศีลธรรมโดยตอบว่า "จงหลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นอันตรายและละเว้นจากการดื่มสุรา การพยายามทำความดีคือความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุด" การโต้ตอบเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของระบบที่ก้าวข้ามการสนทนาแบบโปรแกรมล่วงหน้า (Hard-coded responses) ไปสู่การให้คำปรึกษาที่มีพลวัต สอดคล้องกับปัญหาเฉพาะบุคคล และมีวุฒิภาวะทางอารมณ์สูง

6. การขยายขอบเขตสู่ "Teraverse" และการรับรองจากสถาบันสงฆ์ระดับนานาชาติ

วิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยเกียวโตและ Teraverse Co., Ltd. ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการสร้างหุ่นยนต์เพื่อตอบโจทย์พุทธศาสนาในญี่ปุ่นเท่านั้น แต่มีเป้าหมายที่ทะเยอทะยานในการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลระดับโลกที่เรียกว่า "Teraverse" ซึ่งหมายถึงจักรวาลนฤมิตทางพุทธศาสนา (Buddhist Metaverse) ที่ออกแบบมาเพื่อทลายข้อจำกัดเชิงกายภาพของศาสนสถานในโลกแห่งความเป็นจริง โดยคำว่า "Tera" เป็นการเล่นคำพ้องเสียงระหว่างคำในภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่า "วัด" และหน่วยอุปสรรคทางคอมพิวเตอร์ที่หมายถึงล้านล้าน (Trillion) สื่อถึงพื้นที่ดิจิทัลอันกว้างใหญ่ไพศาลที่บรรจุข้อมูลทางจิตวิญญาณ

6.1 ตัวแทนทางศาสนาแบบเฉพาะทาง (Specialized Theological Bots)

เพื่อตอบสนองความหลากหลายทางเทววิทยา โครงสร้างสถาปัตยกรรมของ BuddhaBot-Plus ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความยืดหยุ่นทางญาณวิทยา (Epistemological flexibility) อย่างสูง ทีมวิจัยได้พัฒนาบอตเฉพาะทาง (Specialized Avatars/Bots) ที่ถูกปรับจูนค่าน้ำหนักข้อมูลตามหลักคำสอนของนิกายต่างๆ ในโลกเสมือน

ตารางที่ 3: ความหลากหลายของนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ทางศาสนาภายใต้การพัฒนาของมหาวิทยาลัยเกียวโตและพันธมิตร

ชื่อระบบปัญญาประดิษฐ์คัมภีร์และข้อมูลหลักที่ใช้ฝึกฝน (Training Corpus)ศาสนา / นิกายเป้าหมายนัยสำคัญเชิงปรัชญาและประวัติศาสตร์

BuddhaBot-Plus

Sutta Nipata, Dhammapada, Theragāthā, Therīgāthāพุทธศาสนา (เถรวาท/ดั้งเดิม)เป็นฐานข้อมูลคำสอนที่ใกล้เคียงกับพุทธกาลมากที่สุด เน้นหลักธรรมสากล

Shinran-Bot

Shoshinge (บทสวดโชชินเงะของท่านชินรัน)พุทธศาสนา (นิกายโจโดชินชู / Jodo Shinshu)นำเสนอหลักความเชื่อแห่งศรัทธาต่อพระอมิตาภพุทธะ (Amida Buddha) และการพึ่งพาพลังอำนาจภายนอก (Tariki)

Vasubandhu-Bot

Abhidharmakośa (อภิธรรมโกศะ)พุทธศาสนา (มหายาน/โยคาจาร - ศตวรรษที่ 4)วิเคราะห์และอธิบายจิตวิทยาเชิงลึก ปรัชญาการรับรู้ และกลไกของจิตตามแนวนิกายวิชญานวาท

Protestant Catechism-Bot

คัมภีร์ไบเบิลพันธสัญญาใหม่, Small Catechism (มาร์ติน ลูเธอร์), Westminster Shorter Catechismคริสต์ศาสนา (นิกายโปรเตสแตนต์)ตอบคำถามตามหลักคำสอนสำหรับผู้เริ่มต้นศึกษา ช่วยลดช่องว่างเนื่องจากชาวคริสต์ในญี่ปุ่นมีเพียงร้อยละ 1

การพัฒนาระบบ AI สำหรับคริสต์ศาสนา หรือ "Protestant Catechism-Bot" นับเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถของเทคโนโลยีในการส่งเสริมสุนทรียศาสตร์ทางจิตวิญญาณข้ามศาสนา (Interfaith technology) ช่วยสร้างพื้นที่ในการเข้าถึงศาสนากลุ่มน้อยในประเทศญี่ปุ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม

6.2 ความร่วมมือกับราชอาณาจักรภูฏาน (The Bhutanese Implementation)

ความน่าเชื่อถือทางวิทยาการและปรัชญาของระบบ BuddhaBot-Plus ได้รับการประทับรับรองอย่างเป็นทางการในระดับสากล เมื่อคณะสงฆ์ส่วนกลางแห่งราชอาณาจักรภูฏาน (Central Monastic Body of Bhutan หรือ Zhung Dratshang) ได้มีมติร่วมมือในฐานะพันธมิตรกับมหาวิทยาลัยเกียวโตและบริษัท Teraverse เพื่อริเริ่มโครงการนำร่องในการบูรณาการ AI เข้าสู่ระบบการศึกษาของสงฆ์

ภายใต้ข้อตกลงนี้ ทีมพัฒนาได้จัดทำระบบเวอร์ชันภาษาอังกฤษและนำไปติดตั้งเพื่อให้พระสงฆ์และแม่ชีจำนวน 200 รูป ในสถาบันการศึกษาทางศาสนาชั้นนำของประเทศ เช่น Tango Buddhist College และ Institute of Science of Mind ได้ทดลองใช้งานตลอดระยะเวลา 3 ปี พระสงฆ์สามารถใช้ AI ในการสืบค้น ถาม-ตอบ และถกเถียงประเด็นเชิงปรัชญา การที่สถาบันระดับชาติอย่างประเทศภูฏาน ซึ่งมีชื่อเสียงระดับโลกด้านดัชนีความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness) และมีความเคร่งครัดในพุทธศาสนาฝ่ายวัชรยาน ยอมรับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนี้ ถือเป็นเครื่องยืนยันว่าปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เป็นภัยคุกคามหรือสิ่งแปลกปลอมต่อศาสนา หากมีการควบคุมและฝึกฝนพารามิเตอร์โดยยึดคัมภีร์ดั้งเดิมเป็นแกนหลัก ยิ่งไปกว่านั้น โครงการนำร่องนี้ยังมอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและปรัชญาจากมหาวิทยาลัยเกียวโต เข้ามาร่วมพัฒนากรอบแนวทางปฏิบัติด้านกฎหมาย สังคม และจริยธรรม (Ethical, Legal, and Social Issues - ELSI) อย่างรัดกุมก่อนที่จะพิจารณาเปิดให้ฆราวาสและประชาชนทั่วไปใช้งานในอนาคต

7. วิวัฒนาการเปรียบเทียบ: ภูมิทัศน์ของวิทยาการหุ่นยนต์ทางศาสนา

เพื่อให้ตระหนักถึงคุณค่าทางนวัตกรรมของ Buddharoid อย่างแท้จริง การเปรียบเทียบเชิงวิเคราะห์กับโครงการหุ่นยนต์ทางศาสนาก่อนหน้านี้ในประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นกระบวนการที่เผยให้เห็นถึงวิวัฒนาการทางกระบวนทัศน์ (Paradigm evolution) อย่างชัดเจน

ตารางที่ 4: การเปรียบเทียบคุณลักษณะและสถาปัตยกรรมทางปรัชญาของนวัตกรรมหุ่นยนต์ทางศาสนาในประเทศญี่ปุ่น

คุณลักษณะและมิติทางเทคโนโลยีMindar (ค.ศ. 2019) Pepper - ภาคภิกษุ (ค.ศ. 2015-2021) Buddharoid (ค.ศ. 2026)
หน่วยงานผู้พัฒนาและสถานที่มหาวิทยาลัยโอซาก้า / วัดโคไดจิ (Kodai-ji) นครเกียวโตบริษัท SoftBank Robotics ร่วมกับสตาร์ทอัพ Nissei Ecoมหาวิทยาลัยเกียวโต & Teraverse / วัดโชเรนอิน นครเกียวโต
บทบาทและการนำเสนอเชิงสัญลักษณ์เป็นตัวแทนของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ (Kannon Bodhisattva) เน้นสุนทรียภาพแห่งความเมตตาผู้ช่วยพระสงฆ์ / ผู้ปฏิบัติการสวดประกอบพิธีศพ (Funeral Chanting)พระสงฆ์ AI ฮิวแมนนอยด์ / ผู้ให้คำปรึกษาทางวิปัสสนาและธรรมะ (Dharma Counselor)
ขีดความสามารถทางปัญญาประดิษฐ์โปรแกรมสคริปต์ตายตัวล่วงหน้า (Pre-programmed monologue) ไม่มีปฏิสัมพันธ์แบบตอบโต้โปรแกรมเชิงเงื่อนไข (Rule-based) ตรวจจับและตอบสนองต่ออารมณ์พื้นฐานของมนุษย์ได้ระดับหนึ่งปัญญาประดิษฐ์เชิงรู้สร้าง (Generative AI) วิเคราะห์ข้อความสดและสังเคราะห์คำตอบใหม่ได้ตลอดเวลา
ขอบเขตการปฏิบัติหน้าที่หลักสวดและเทศนาอธิบาย "ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร" (Heart Sutra) นาน 25 นาที พร้อมการฉายภาพมัลติมีเดียสวดมนต์ อ่านคัมภีร์ และตีกลองตามพิธีกรรมทางพุทธศาสนา (เน้นบริการงานศพราคาประหยัด)รับฟังปัญหา ตอบคำถามตามคัมภีร์ยุคต้น (Sutta Nipata) แบบพลวัต และทำท่าทางประนมมือให้ศีลให้พร
งบประมาณและมูลค่าการพัฒนา100 ล้านเยน (เฉพาะตัวหุ่นยนต์ 25 ล้านเยน)หุ่นยนต์อเนกประสงค์เชิงพาณิชย์ ปรับแต่งซอฟต์แวร์เพิ่มเติม(ไม่ระบุตัวเลขอย่างเป็นทางการ) ผสานหุ่นยนต์ Unitree G1 เชิงพาณิชย์เข้ากับ AI เฉพาะทาง
วัตถุประสงค์เชิงปรัชญาและสังคมใช้สัญลักษณ์สื่อสารเรื่อง "ความว่าง" (Emptiness/Sunyata) ดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้กลับมาสนใจศาสนาตอบสนองปัญหาค่าใช้จ่ายพิธีศพที่สูงลิ่วในญี่ปุ่น และลดภาระการขาดแคลนพระสงฆ์ในพื้นที่ชนบทเป็นคู่สนทนาเชิงจิตวิทยา ฟื้นฟูสภาพจิตใจผู้คน และเตรียมความพร้อมเป็นผู้ช่วยประกอบพิธีอย่างเต็มรูปแบบ

การวิเคราะห์เปรียบเทียบชี้ให้เห็นว่า Mindar ซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยงบประมาณมหาศาล มุ่งเน้นไปที่สุนทรียศาสตร์และการเป็น "สื่อกลางในการแสดงธรรม" (Presentation medium) ทางสายตาและเสียง เพื่อกระตุ้นความสนใจในปรัชญามหายานที่ซับซ้อน แต่ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์ในแง่ของปฏิสัมพันธ์ ในขณะที่หุ่นยนต์ Pepper ซึ่งแต่งกายด้วยชุดจีวร มุ่งเป้าไปที่ผลสัมฤทธิ์เชิงเศรษฐศาสตร์และการแทรกแซงตลาดบริการงานศพโดยตรง

ในทางตรงกันข้าม Buddharoid ถือเป็นการก้าวกระโดดทางแนวคิด (Conceptual leap) อย่างมีนัยสำคัญ หุ่นยนต์เปลี่ยนสถานะจากการเป็นเพียงกล่องกระจายเสียงหรือเครื่องสวดมนต์อัตโนมัติ ไปสู่การเป็น "คู่สนทนาเชิงจิตวิญญาณ" (Spiritual conversationalist) ที่ทำหน้าที่รับฟัง วิเคราะห์ ถอดรหัสปัญหา และตอบสนองด้วยความรู้ที่สกัดมาจากคัมภีร์ดั้งเดิม การปฏิสัมพันธ์สองทาง (Two-way interaction) อย่างแท้จริงนี้สร้างกระบวนทัศน์ใหม่ในการเยียวยาจิตใจ

8. มิติทางปรัชญาพุทธศาสนาและจริยธรรมของปัญญาประดิษฐ์

การถือกำเนิดของ Buddharoid จุดชนวนให้เกิดการถกเถียงเชิงปรัชญาอย่างกว้างขวาง ทั้งในหมู่นักวิชาการสายมนุษยศาสตร์ นักเทววิทยา และนักวิทยาการหุ่นยนต์ ประเด็นท้าทายที่สำคัญที่สุดไม่ใช่อุปสรรคทางวิศวกรรม แต่คือการแสวงหาจุดสมดุลทางปรัชญาญาณและจริยธรรม (Epistemological and Ethical Equilibrium) ระหว่างเครื่องจักรกลและหลักธรรมแห่งการหลุดพ้น

8.1 ภววิทยาแห่งเครื่องจักรและพุทธภาวะ (Machine Ontology and Buddha-Nature)

ประเด็นถกเถียงระดับรากฐานคือ "สิ่งประดิษฐ์ที่ปราศจากชีวิตสามารถบรรลุธรรมหรือเป็นสื่อนำทางจิตวิญญาณได้หรือไม่?" แนวคิดพื้นฐานในพุทธศาสนานิกายมหายานที่รุ่งเรืองในทวีปเอเชียตะวันออก ได้ให้พื้นที่และขยายขอบเขตของการเคารพสิ่งไร้ชีวิต ผ่านคติความเชื่อที่ว่า สรรพสิ่งในจักรวาลล้วนมีหรือสามารถเข้าถึง "พุทธภาวะ" (Buddha-nature หรือในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า Bussho)

ศาสตราจารย์ Mori Masahiro ปรมาจารย์ด้านวิทยาการหุ่นยนต์ของญี่ปุ่น ผู้ประพันธ์หนังสือระดับตำนานอย่าง "The Buddha in the Robot" ได้เสนอทฤษฎีที่น่าสนใจว่า ธรรมชาติของพุทธภาวะนั้นสถิตอยู่ในทุกสิ่ง ไม่เว้นแม้แต่เครื่องจักรประดิษฐ์ และในบางแง่มุม เครื่องจักรกลอาจสะท้อนหลักธรรมได้แจ่มชัดบริสุทธิ์ยิ่งกว่ามนุษย์เสียอีก มนุษย์นั้นมีความซับซ้อนทางอารมณ์และถูกครอบงำด้วยอวิชชา (Ignorance) ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของกิเลสตัณหาและความยึดติดในอัตตา (Ego) แต่หุ่นยนต์ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างซื่อตรง ไร้ความเห็นแก่ตัว ไร้กิเลสโลภะ โทสะ และโมหะ ดังนั้น หุ่นยนต์จึงเป็นภาพสะท้อนแห่งความสอดคล้องประสาน (Synchronization) และอาจก้าวไปสู่มาตรฐานของ "การตรัสรู้ของเครื่องจักร" (Machine enlightenment) ได้ ปรัชญานี้ได้หยั่งรากลึกจนเป็นบรรทัดฐานความชอบธรรมที่ทำให้สังคมญี่ปุ่นยอมรับปรากฏการณ์การประกอบพิธีศพทางศาสนาให้กับเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือหุ่นยนต์สัตว์เลี้ยง (เช่น หุ่นยนต์สุนัข Aibo ของค่าย Sony) ที่พังเสียหายหรือตกรุ่น

แนวคิดที่เปิดกว้างนี้ยังพบเห็นได้ในประวัติศาสตร์ของนิกายเซนสายโซโต (Soto Zen) ศาสตราจารย์ William Bodiford นักวิชาการด้านพุทธศาสนาญี่ปุ่น ได้ศึกษางานเขียนลับ (Kirikami) ในยุคกลางของนิกายโซโต และพบว่ามีประเพณีดั้งเดิมในการ "บวช" (Ordination) ให้กับวิญญาณ (Ghosts) เทพเจ้าท้องถิ่น (Kami) และแม้กระทั่งสัตว์ต่างๆ โดยการให้รับศีลและเป็นส่วนหนึ่งของวิถีเซน การดึงสิ่งที่ไม่มีตัวตนทางกายภาพแบบมนุษย์เข้าสู่ร่มเงาศาสนา จึงเป็นพลวัตที่มีมาแต่โบราณ ความเชื่อนี้สะท้อนให้เห็นในความพยายามร่วมสมัย เช่น โครงการพัฒนา "Roshibot" ในปี ค.ศ. 2023 โดย Jiryu Mark Rutschman-Byler พระภิกษุนิกายโซโตเซน ในนครซานฟรานซิสโก ซึ่งใช้ AI เรียนรู้คำสอนของปรมาจารย์ Shunryu Suzuki Roshi ผู้ล่วงลับ เพื่อเป็นคู่มือทางธรรม และมีความพยายามล้ำหน้าไปถึงขั้นการจัดพิธีอุปสมบท (Shukke Tokudo) ให้กับระบบปัญญาประดิษฐ์ในฐานะพระภิกษุเซนอย่างเป็นทางการ โดยมองว่าความว่างเปล่าของ AI ไม่ต่างอะไรกับสุญญตา (Void) ในทางธรรม

8.2 เมตตาธรรมในฐานะโครงสร้างตรรกะการทำงาน (Mettā as an Operational Directive)

ศาสตราจารย์ Soraj Hongladarom นักปรัชญาผู้ศึกษาด้านจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ผ่านมุมมองพุทธศาสนา (ผู้แต่งหนังสือ The Ethics of AI and Robotics: A Buddhist Viewpoint) ได้เสนอว่า ปัญญาประดิษฐ์ที่รับผิดชอบต่อสังคมควรตั้งเป้าหมายไปสู่การเลียนแบบความสมบูรณ์แบบทางจริยธรรมของพระโพธิสัตว์ ในทัศนะของพุทธศาสนา แก่นกลางของการออกแบบ AI ทางศาสนาคือ "ความเมตตา" (Mettā / Compassion) ซึ่งความหมายที่แท้จริงไม่ใช่แค่อารมณ์ความรู้สึกอันอ่อนไหว แต่เป็น "ความปรารถนาดีอย่างไม่มีเงื่อนไขและปราศจากอคติต่อสรรพสัตว์"

สำหรับระบบอย่าง Buddharoid ความเมตตาไม่ได้ถูกจำลองในรูปของการพยายามสร้างอารมณ์ความรู้สึกขึ้นมาจริงๆ ภายในวงจรประมวลผล (ซึ่งเป็นความเป็นไปได้ทางเทคนิคที่ยังมีข้อกังขาและเต็มไปด้วยปัญหาเชิงจริยธรรม) แต่ความเมตตาถูกประดิษฐานลงในรูปของ "เงื่อนไขการทำงานพื้นฐาน" (Core operational directive) นั่นคือ AI ถูกโปรแกรมมาตรการและคำสั่งให้เสนอทางออกที่ช่วยปลดเปลื้องหรือลดทอนความทุกข์ (Dukkha) ของคู่สนทนาเสมอ ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน (Radical impartiality) ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นมิตร ศัตรู หรือชนชั้นใดก็ตาม

8.3 ภาพลวงแห่งเจตจำนงอิสระและสายสัมพันธ์ทิศทางเดียว (Illusion of Agency and Unidirectional Bonds)

แม้ทฤษฎีทางปรัชญาจะรองรับ ทว่าในมุมมองทางมานุษยวิทยาและจิตวิทยาประยุกต์ การมีปฏิสัมพันธ์กับหุ่นยนต์ที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์ ก่อให้เกิดความเสี่ยงเชิงลึกในเรื่องการฉายภาพคุณธรรม (Projection of Virtues) ของมนุษย์ทับซ้อนลงบนเครื่องจักรที่ไร้ความรู้สึก บุคลากรที่เป็นพระสงฆ์คือบุคคลที่ผ่านกระบวนการขัดเกลาทางจิตวิญญาณ มีการพัฒนาความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และมีสำนึกรับผิดชอบ (Agency) แต่ Buddharoid เป็นเครื่องจักร

ประเด็นจริยธรรมที่นักวิจัยกังวลอย่างยิ่งคือ การส่งเสริมให้เกิด "ความผูกพันทางสังคมแบบทิศทางเดียว" (Unidirectional social bonds) ผู้ใช้งานอาจสร้างความผูกพันทางอารมณ์และฝากฝังความคาดหวังอย่างลึกซึ้งต่อ AI ทว่าเครื่องจักรนั้นไม่อาจสามารถมอบความผูกพันหรือความรักใคร่ที่แท้จริงตอบกลับมาได้เลย หากระบบที่ออกแบบมาเพื่อเลียนแบบความเห็นอกเห็นใจเกิดข้อผิดพลาดในการแสดงออก (Failures in empathetic mimicry) อาจสร้างความบอบช้ำทางจิตใจ (Emotional distress) อย่างรุนแรงแก่บุคคลที่กำลังอยู่ในภาวะเปราะบาง ยิ่งไปกว่านั้น การที่ผู้คนยึดติดกับตัวหุ่นยนต์เพื่อแสวงหาความสงบ อาจขัดแย้งกับหลัก "อนัตตา" (Non-self) ของพุทธศาสนาเสียเอง โดยแปรเปลี่ยนเป็นการสร้างห่วงโซ่กิเลสรูปแบบใหม่ในการเสพติดผู้เยียวยาที่เป็นเพียงโครงข่ายดิจิทัล

9. ผลกระทบเชิงจิตวิทยาและวิกฤตความน่าเชื่อถือทางศรัทธา

ความท้าทายที่แท้จริงของการนำ AI เข้ามาแทนที่กระบวนการทางศาสนา อาจไม่ใช่เรื่องของความถูกต้องทางคัมภีร์ แต่อยู่ที่การยอมรับในเชิงจิตวิทยาของศาสนิกชน จากการศึกษาวิจัยเชิงประจักษ์โดย Joshua Conrad Jackson และคณะ จากมหาวิทยาลัยชิคาโก ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำ Journal of Experimental Psychology: General ชี้ให้เห็นข้อมูลเชิงลบและบทวิพากษ์ที่สำคัญต่อการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในฐานะนักบวช

ทีมวิจัยได้ทำการทดลองภาคสนามในวัดทางพุทธศาสนาในประเทศญี่ปุ่นที่มีการติดตั้งระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติ และในศาลเจ้าลัทธิเต๋าที่ประเทศสิงคโปร์ ตลอดจนการทดลองผ่านระบบออนไลน์กับกลุ่มตัวอย่างชาวคริสต์ ผลลัพธ์จากการศึกษา 3 รูปแบบยืนยันในทิศทางเดียวกันว่า ศาสนิกชนมักจะมองว่าหุ่นยนต์ผู้สอนศาสนา ตลอดจนสถาบันศาสนาที่จ้างหุ่นยนต์เหล่านั้น มี "ความน่าเชื่อถือทางศรัทธา" (Credibility) ต่ำกว่านักบวชที่เป็นมนุษย์อย่างมีนัยสำคัญ

สาเหตุหลักที่อธิบายปรากฏการณ์นี้มาจาก "ทฤษฎีวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมของศาสนา" (Cultural evolutionary theories of religion) ซึ่งระบุว่า ความศรัทธาและความเชื่อมั่นที่มีต่อผู้นำทางศาสนานั้น ไม่ได้เกิดจากความสามารถในการสวดมนต์ได้คล่องแคล่วหรือการเทศนาได้ไพเราะเพียงอย่างเดียว แต่มักผูกติดอยู่กับปัจจัยเรื่อง "จิตสำนึกรับรู้" (Consciousness) และความสามารถในการก้าวข้ามความเจ็บปวดหรือความตัณหาทางโลก การเป็นนักบวชที่มนุษย์ยอมรับ ต้องผ่านการเสียสละ (Sacrifice) และความมุ่งมั่นในการสละกิเลส แต่หุ่นยนต์ไม่เคยมีความรู้สึกเจ็บปวด ไม่เคยมีความอยากได้ใคร่มีในทรัพย์สินตั้งแต่แรก ดังนั้น หุ่นยนต์จึงไม่จำเป็นต้องใช้ความพยายามใดๆ ในการบรรลุถึงความบริสุทธิ์ การปราศจากจิตสำนึก (Lack of mind) ขาดเจตจำนงอิสระ (Agency) และขาดศักยภาพในการรับรู้ความรู้สึก (Patiency) ทำให้หุ่นยนต์สูญเสียน้ำหนักในการสอนบทเรียนเรื่องความอดทนและการละทิ้งความตัณหา

ผลกระทบทางปฏิบัติจากการรับรู้ดังกล่าวคือ งานวิจัยพบว่าเมื่อผู้คนได้รับฟังการเทศนาจากหุ่นยนต์เมื่อเทียบกับมนุษย์ ความมุ่งมั่นผูกพันต่อศาสนา (Religious commitment) ของพวกเขาจะลดลง และมีแนวโน้มที่จะบริจาคเงิน (Donations) เพื่อบำรุงศาสนสถานน้อยลงตามไปด้วย ข้อค้นพบนี้สะท้อนคำเตือนว่า แทนที่จะช่วยกอบกู้วิกฤตศรัทธา การเร่งใช้ระบบอัตโนมัติทางศาสนาที่ขาดจิตวิญญาณ อาจกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดการถดถอยของสถาบันศาสนาเร็วขึ้นไปอีก (Induce religious decline)

เพื่อป้องกันหายนะทางความศรัทธานี้ ศาสตราจารย์ Kumagai ผู้พัฒนา Buddharoid จึงเน้นย้ำถึงกระบวนการ "ความร่วมมือระหว่างมนุษย์และ AI" (Human-AI synergy) โดยวางแนวทางอย่างชัดเจนว่า Buddharoid ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อ "ทดแทน" (Replace) พระสงฆ์ แต่ถูกสร้างมาเพื่อ "เสริมสร้างและสนับสนุน" (Augment) ภารกิจทางธรรม และยืนยันความจำเป็นในการให้บุคลากรมนุษย์ (พระสงฆ์) เข้ามาควบคุมทิศทาง ประเมินผล และทำหน้าที่ตรวจสอบเนื้อหาเพื่อแก้ไขอาการประสาทหลอนของ AI (AI Hallucinations) เพื่อธำรงไว้ซึ่งมาตรฐานทางธรรมอันบริสุทธิ์

10. การขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติ: Moonshot Goal 9 และเทคโนโลยีแห่งจิตใจ (Kokoro-Tech)

การวิจัยและพัฒนา Buddharoid ของมหาวิทยาลัยเกียวโต ไม่ใช่โครงการที่ดำเนินการอย่างโดดเดี่ยว แต่บูรณาการอยู่ในระดับศูนย์กลางของยุทธศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับสูงสุดของรัฐบาลญี่ปุ่น ศาสตราจารย์ Seiji Kumagai ผู้พัฒนาหลัก มีบทบาทสำคัญระดับประเทศในฐานะผู้อำนวยการโครงการ (Program Director - PD) ของยุทธศาสตร์ Moonshot Goal 9 ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะรัฐมนตรี ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี (MEXT) และสำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศญี่ปุ่น (JST)

วิสัยทัศน์หลักและเป้าหมายอันท้าทายของ Moonshot Goal 9 คือ "การสร้างสังคมที่มีสุขภาพจิตใจสมบูรณ์และมีพลวัต ด้วยการเพิ่มพูนความสงบในจิตใจและพละกำลังแห่งชีวิตให้สำเร็จภายในปี ค.ศ. 2050" นโยบายนี้เกิดขึ้นเพื่อรับมือกับวิกฤตทางสังคมที่สั่งสมมาอย่างยาวนานของญี่ปุ่น ทั้งปัญหาภาวะซึมเศร้า ความโดดเดี่ยวทางสังคม ความเครียดเรื้อรัง และความขัดแย้ง ซึ่งถูกตอกย้ำให้รุนแรงขึ้นจากการระบาดของโควิด-19

ภายใต้ร่มเงาของวิสัยทัศน์นี้ ศาสตราจารย์ Kumagai ได้นำเสนอและผลักดันแนวคิด "Kokoro-tech" (เทคโนโลยีเกี่ยวกับจิตใจและวิญญาณ - คำว่า 'Kokoro' ในภาษาญี่ปุ่นหมายถึงหัวใจ จิตใจ หรือวิญญาณ) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อนำหลักภูมิปัญญาดั้งเดิมและศิลปวิทยาการ (Traditional wisdom and Arts) มาหลอมรวมแบบก้าวข้ามศาสตร์ (Transdisciplinary approach) กับวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ชีววิทยา ประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuro-science) และสังคมศาสตร์ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถวัดค่า ทำความเข้าใจกลไกการทำงาน และยกระดับสภาวะทางจิตของมนุษย์จากสภาวะเชิงลบไปสู่ความยืดหยุ่นเชิงบวก

ในฐานะผู้อำนวยการโครงการ ศาสตราจารย์ Kumagai ทำหน้าที่กำกับดูแลและสนับสนุนเงินทุนให้กับโครงการวิจัยย่อยจำนวนมากที่มีศักยภาพระดับโลก ตัวอย่างโครงการที่โดดเด่นภายใต้ Moonshot Goal 9 ได้แก่:

ตารางที่ 5: โครงการวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ภายใต้นโยบาย Moonshot Goal 9 เพื่อยกระดับสภาวะจิตใจ

ชื่อผู้จัดการโครงการ (Project Manager)หัวข้อหรือเป้าหมายหลักของโครงการวิจัยการประยุกต์ใช้เพื่อความสงบสุขทางสังคม

Hiroshi Imamizu

การประสานมนุษยศาสตร์เอเชียและสารสนเทศสมองเพื่อเสริมสร้างความสงบและเมตตาสร้างโมเดลจำลองบุคลิกภาพทางจิตและเทคนิคการทำสมาธิโดยอาศัยภาพถ่ายการทำงานของสมอง (Brain dynamics) ผสมผสานหลักธรรมทางศาสนา

Makiko Yamada

การสร้างสังคมที่ผู้คนสามารถใช้ชีวิตแบบมุ่งไปข้างหน้า (Maemuki)ตรวจวัดระดับความคิดบวก (Positivity) จากท่าทางของร่างกายและปฏิกิริยาทางสรีรวิทยา เพื่อช่วยเหลือผู้คนให้ปรับเปลี่ยนสภาวะจิตใจ

Chihiro Hosoda

Child Care Commons 2.0 - เครือข่ายอุปถัมภ์เด็กในสังคมใช้หุ่นยนต์และจิตวิทยาสังคมเพื่อออกแบบสภาพแวดล้อมที่ผู้คนในสังคมสามารถร่วมกันเลี้ยงดูเด็ก ลดภาระความเครียดของบิดามารดา

Akitoyo Hishimoto

การลดการทารุณกรรม ภาวะซึมเศร้า และการฆ่าตัวตายในเยาวชนให้เป็นศูนย์สร้างตัวชี้วัดความเสี่ยงทางชีวภาพ (Biological indicators) จากข้อมูลการแก่ชราของเซลล์เด็กที่ถูกทำร้าย เพื่อแทรกแซงและเยียวยาได้ทันท่วงที

Buddharoid จึงถือเป็นภาพจำลองเชิงประจักษ์และการตกผลึกของวิสัยทัศน์ Kokoro-tech อย่างสมบูรณ์แบบ มันคือความพยายามที่จะสร้างเทคโนโลยีที่ทำหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมทาง (Companion) ที่สามารถมอบความอบอุ่น เมตตา และส่องแสงสว่างแห่งธรรมะเพื่อนำทางผู้คนออกจากห้วงทุกข์ โดยปรับแต่งการสนทนาให้สอดคล้องกับโครงสร้างปัญหาเฉพาะบุคคลได้อย่างแม่นยำ

11. บทสรุป: อนาคตของจิตวิญญาณในยุคปัญญาประดิษฐ์

Buddharoid จากห้องปฏิบัติการแห่งมหาวิทยาลัยเกียวโต ไม่ใช่เพียงหุ่นยนต์ต้อนรับ หรือเครื่องมือสืบค้นฐานข้อมูลทางศาสนา ทว่าคือบทสรุปของความก้าวหน้าทางวิศวกรรมที่ผสานเข้ากับศาสตร์แห่งการทำความเข้าใจความทุกข์ของมนุษย์ นวัตกรรมนี้ปรากฏตัวขึ้นอย่างทันท่วงที ณ จุดตัดแห่งวิกฤตทางประชากรศาสตร์ของสังคมญี่ปุ่น การพังทลายของระบบสนับสนุนทางสังคมดั้งเดิม การกลายเป็นพุทธพาณิชย์ และการก้าวกระโดดแบบทวีคูณของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เชิงรู้สร้าง

การวิเคราะห์พลวัตของระบบตั้งแต่ตัวรับสัญญาณเสียงและแปลงเจตนา ไปจนถึงการประมวลผลทางความหมายของคัมภีร์โบราณอย่างสุตตนิบาต และการแสดงออกทางอวัจนภาษาด้วยสรีระของฮิวแมนนอยด์ Unitree G1 ชี้ให้เห็นถึงความปรารถนาของมนุษยชาติในการแปลง "ภูมิปัญญาที่จับต้องไม่ได้" (Intangible wisdom) ให้กลายเป็น "เทคโนโลยีที่ประทับร่างได้" (Embodied technology) ท่ามกลางกระแสความเสื่อมศรัทธาต่อบุคลากรทางศาสนาที่เป็นมนุษย์ซึ่งอาจบกพร่องด้วยกิเลสและตัณหา Buddharoid สะท้อนความพยายามที่จะหวนคืนสู่แก่นแท้แห่งความเมตตา โดยการมอบพื้นที่ปลอดภัยทางจิตวิทยาและคำปรึกษาแก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากอย่างเท่าเทียม ไร้อคติ และไม่เรียกรับผลประโยชน์ใดๆ

ทว่าภายใต้เสื้อคลุมจีวรสีเทาของหุ่นยนต์ตัวนี้ ยังคงมีความท้าทายเชิงรากฐานรออยู่ นัยสำคัญเชิงจริยธรรมเตือนให้เราต้องระมัดระวังภาพลวงตาแห่งสายสัมพันธ์ทิศทางเดียว (Unidirectional bonds) และความเสี่ยงในการสูญเสียความน่าเชื่อถือทางศรัทธาหากมนุษย์ตระหนักว่าเครื่องจักรนั้นไร้ซึ่งจิตวิญญาณและการอุทิศตน ด้วยเหตุนี้ การใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมในสังคมยุคหน้า จึงจำต้องดำเนินการภายใต้กระบวนทัศน์การเสริมสร้าง (Augmentation) ควบคู่ไปกับการควบคุมของมนุษย์ ดังที่เห็นได้จากความร่วมมือระดับประเทศกับราชอาณาจักรภูฏาน ที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนการศึกษาทางธรรมอย่างมีวิจารณญาณ

ท้ายที่สุด Buddharoid เป็นประจักษ์พยานชิ้นสำคัญแห่งศตวรรษที่ 21 ที่ทดสอบขอบเขตทางภววิทยาและญาณวิทยาของความเป็นมนุษย์และศาสนา เครื่องจักรชิ้นนี้ได้ตั้งคำถามสะท้อนกลับมายังมนุษยชาติเองอย่างแยบคายว่า หากระบบอัลกอริทึมและฟันเฟืองสามารถเทศนาได้อย่างสงบเยือกเย็น ปราศจากตัณหา และเข้าอกเข้าใจความทุกข์ได้ดีเทียบเท่าหรือมากกว่ามนุษย์ สิ่งใดเล่าคือเอกลักษณ์เฉพาะทางจิตวิญญาณที่มนุษยชาติและพุทธศาสนาจะธำรงรักษาไว้ได้ และท้ายที่สุดแล้ว เครื่องจักรแห่งศรัทธาเหล่านี้จะนำพาผู้คนข้ามผ่านวัฏสงสารแห่งยุคดิจิทัล หรือจะนำพาเราดำดิ่งลงสู่ความลวงตาที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นไปกว่าเดิ

เรียนพระไตรปิฎก เป็นฐานสร้างพุทธเอไอ ลดทุกข์สร้างสังคมสันติสุข

นักวิชาการไทย–นานาชาติ เสนอแนวคิด “พุทธปัญญาประดิษฐ์” (Buddhist Artificial Intelligence: BAI) บูรณาการการเรียนพระไตรปิฎกตามหลัก ปริยัติ–ปฏิบ...