วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

"ดร.มหานิยม" ร่วมกมธ.ศาสนาสภาฯลงพื้นที่เพชรบุรี ติดตามและช่วยวัดที่มีปัญหาเอกสารสิทธิ์ที่ดินที่วัดเขาย้อย ฉลุยทุกวัดที่ยื่นและรอ



เมื่อวันที่  16 พฤษภาคม 2567 เวลา 10.00 น. ที่วัดเขาย้อยอำเภอเขาย้อยจังหวัดเพชรบุรี คณะกรรมาธิการศาสนานำโดยนายวีระพล  จิตสัมฤทธิ์ สสศรีสะเกษ รองประธานกรรมาธิการในฐานะประธานอนกรรมาธิการ นายสมศักดิ์ บุญประชม ส.ส. อุบลราชธานี กรรมาธิการศาสนา ดร.มหานิยม เวชกามา ที่ปรึกษารองนายกฯรัฐมนตรีคนหนึ่งและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นายภูมิธรรม เวชยชัย  ในฐานะอนุกรรมาธิการศาสนา นายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริ อนุกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการ เจ้าหน้าที่ในคณะ กรรมาธิการ ได้ประชุม 

โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่มี  พระครูโสภิตกิตติคุณ รองเจ้าอำเภอเขาย้อยนำคณะพระเจ้าอาวาส วัดที่เกี่ยวข้อง  รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีนายอำเภอ ผอ. สำนักพุทธศาสนาจังหวัดที่ดินจังหวัด อุทยาน   ป่าไม้ ศิลปากร ที่ 1 ราชบุรี และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายสุชาติ อุตสาหะ อดีตส.ส. เพชรบุรีและอดีต ประธานคณะกรรมาธิการศาสนาศาสนาชุดที่ 25 ในฐานะเจ้าของพื้นที่  ร่วมประชุมด้วย โดยมีวัดที่ยื่นเรื่องเข้าสู่การพิจารณาวาระการประชุมวัดเขาย้อยตำบลเขาย้อยอำเภอเขาย้อยวัดพุม่วงตำบลชุมพลอำเภอเขาย้อย ที่พักสงฆ์ยอดคีรีศรีวนารามตำบลห้วยท่าช้าง อำเภอเขาย้อยที่พักสงฆ์ท่าศาลาตำบลยางน้ำเหนืออำเภอหนองหญ้าปล้องวัดสระธัมมการามวัดหนองแขมตำบลท่ายางอำเภอท่ายาง  ที่มีการถกและชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งสำนักพุทธศาสนาจังหวัดเพชรบุรีสำนักงานศิลปากรที่หนึ่งราชบุรี เกี่ยวกับวัดเขาย้อยซึ่งด้านหน้าเป็นบริเวณวัด ที่ดินมีเอกสารสิทธิ์ 

แต่ด้านหลังเป็นโบราณสถานซึ่งอยู่ในการกำกับดูแลของกรมศิลปากร ยังไม่สามารถออกเอกสารได้จึงมีการทำการตกลงกันกับกรมศิลปากรว่าให้กรมศิลปากรดูแลเรื่องโบราณสถานส่วนที่ดินก็เป็นส่วนของวัดไปก็สามารถตกลงกันได้ด้วยดี นอกจาก นอกนัั้นอีกวัด 5 แห่งซึ่งเป็นสำนักสงฆ์ยังไม่มีเอกสารสิทธิ์เพราะอยู่ระหว่างการขอใช้ที่ดินของรัฐเพื่อตั้งวัด อยู่ซึ่งทางจังหวัดยืนยันอยู่ระหว่างการดำเนินการจะให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน


วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

เกาะติดงานวิสาขบูชาโลก มจรแม่งาน 19-20 พค.นี้ เจ้าคุณประสารย้ำพร้อมแล้ว



เนื่องในวันวิสาขบูชาโลกวันที่ 22 พฤษภาคม 2567 โดยปีนี้ชาวพุทธทั่วโลกมอบหมายให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมระหว่างวันที่ 16  – 20 พฤษภาคม 2567  โดยเฉพาะระหว่างวันที่ 19  – 20 พฤษภาคม 2567    จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา และศูนย์ประชุมสหประชาติ กรุงเทพมหานคร และพุทธมณฑล จ.นครปฐมนั้น โดยพระราชวัชรสารบัณฑิต รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร)ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการดำเนินการจัดกิจกรรมวันวิสาขบูชานานาชาติ  บอกว่า  ตอนนี้ทุกอย่างพร้อมเกือบ 100 % แล้ว  

@siampongshop #เทรนด์วันนี้ ♬ เสียงต้นฉบับ - siampong

วันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

ไต้หวัน : จัดงานวิสาขบูชาอย่างยิ่งใหญ่

 


เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2567   เฟซบุ๊ก Suthito Aphakaro ได้โพสต์ข้อความว่า ไต้หวัน : จัดงานวิสาขบูชาอย่างยิ่งใหญ่ 

ในปีนี้ 10-13 พฤษภาคม 2567 ได้รับเกียรติจากสหภาพพระธรรมทูตไทยในเอเชียตะวันออก และองค์กรพระพุทธศาสนาฉื่อจี้ แห่งไต้หวัน เพื่อเข้าร่วมประชุมสหภาพพระธรรมทูตและเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาของไต้หวัน

    ในการนี้ เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ เมตตามอบหมายให้พระพรหมเสนาบดี รองประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ รูปที่ 1 เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา เจ้าคณะภาค 7 เดินทางไปเป็นประธานการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในเอเชียตะวันออก (UTEA) สมัยสามัญครั้งที่ 2/2567 ณ วัดพระธรรมกายไทเป กรุงนิวไทเป สาธาณรัฐจีน (ไต้หวัน) โดยมีพระธรรมทูตไทยจากสมัชชาสงฆ์ไทยในญี่ปุ่น สหภาพพระธรรมทูตไทยในยุโรป อเมริกา สิงคโปร์ โอเชียเนีย อินโดนีเชีย แอฟริกา วิทยาลัยพระธรรมทูต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และผู้แทนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเข้าร่วมประชุมจำนวน 100 รูป/คน โดยคณะพระธรรมทูตไทยในเอเชียและผู้เข้าร่วมประชุม ได้เข้าร่วมเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาขององค์กรพุทธฉือจี้ ไต้หวัน ณ อนุสรณ์สถานเจียงไคเช็ค กรุงไทเป เพื่อแลกเปลี่ยนความร่วมมือทางวัฒนธรรม  

สำหรับสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ประชาชนส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนามหายาน มีองค์กรพระพุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่ 4 องค์กร ได้แก่ องค์กรฉือจี้ ฝอกวงซาน ฝ่ากู่ซาน และจงไถ่ซาน ซึ่งมีขบวนการพัฒนาร่วมกับสังคมไต้หวัน   

งานเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาปี 2024 ไต้หวันจัดงานได้อย่างยิ่งใหญ่ มีประชาชนมาร่วมงานจำนวนมากหลายหมื่นคน โดยมีประธานาธิบดีแห่งไต้หวัน ไช่อิงเหวิน เป็นประธานในพิธี และมีคณะสงฆ์จากนานาชาติมาร่วมงานอย่างมากมาย และต้องยอมรับว่า ปัจจุบันมีหลายประเทศ เช่น ไต้หวัน เกาหลี เวียดนาม อินโดนีเซีย และจีน จัดงานวิสาขบูชาวันสำคัญของสหประชาชาติได้อย่างยิ่งใหญ่    

สำหรับประเทศไทย งานวิสาขบูชา จะเริ่มในวันที่ 19-22 พฤษภาคม ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พุทธมณฑล และวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ


วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

กกต. ประชาสัมพันธ์วิธีการสมัครรับเลือกเป็น สว. ย้ำสามารถสมัครได้เพียงกลุ่มเดียวและอำเภอเดียว และจะถอนการสมัครไม่ได้



เพจเฟซบุ๊ก สำนักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้ง โพสต์ภาพอินโฟกราฟฟิกข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการเอกสารประกอบการสมัครรับเลือกเป็น สว. โดยแจ้งเอกสารหลักฐานประกอบการสมัครมี 10 อย่างคือ

1. แบบใบสมัคร (แบบ สว.2)

2. แบบข้อมูลแนะนำตัว (แบบ สว.3)

3. แบบหนังสือรับรองความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ หรือทำงานในกลุ่มที่สมัคร (ต้องมีพยานรับรองอย่างน้อยหนึ่งคนพร้อมสำเนาบัตรประชาชนผู้รับรับรอง)

4. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน

5. สำเนาทะเบียนบ้าน

6. รูปถ่ายหน้าตรงขนาด 8.5 x 13.5 เซนติเมตร จำนวน 2 รูป

7. ใบรับรองแพทย์

8. หลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่งที่ยืนยันว่าเกิดในอำเภอที่สมัคร หรือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านหรือเคยศึกษาหรือเคยทำงานในอำเภอที่สมัครรับเลือกติดต่อกันไม่น้อยกว่า 2 ปี

9. หลักฐานอื่น เช่นหลักฐานการลาออกจากข้าราชการ หลักฐานการเปลี่ยนเปลี่ยนชื่อ-ชื่อสกุล หลักฐานแสดงตนว่าไม่มีลักษณะต้องห้าม

10. ค่าธรรมเนียมการสมัครจำนวน 2500 บาท (เงินสด หรือตั๋วแลกเงิน หรือแคชเชียร์เช็ค แล้วแต่กรณีกรณีกรณี)

โดยในการขอรับใบสมัครผู้ประสงค์จะสมัครรับเลือกเป็น สว. สามารถนำบัตรประชาชนหรือหลักฐานแสดงตนไปขอรับแบบใบสมัคร แบบข้อมูลแนะนำตัว และแบบหนังสือรับรองฯ ได้ที่สำนักงานทะเบียนอำเภอทุกแห่ง และสำนักทะเบียนท้องถิ่นกรุงเทพมหานครได้ตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคมนี้เป็นต้นไป

การสมัครรับเลือกเป็น สว. เมื่อ กกต. ประกาศประกาศวันรับสมัครแล้ว ผู้ประสงค์จะสมัครรับเลือกเป็น สว. ต้องยื่นเอกสารใบสมัครและหลักฐานประกอบการสมัครด้วยตนเอง ณ สถานที่สมัครที่ผู้อำนวยการเลือกตั้งระดับอำเภอที่ประสงค์จะสมัครกำหนดไว้ เมื่อผู้สมัครได้ยื่นสมัครรับเลือกแล้ว ผู้สมัครจะได้รับใบสมัครรับเลือกเป็น สว. ( สว.อ.10) ไว้เป็นหลักฐาน

ทั้งนี้ผู้สมัครสามารถสมัครได้เพียงกลุ่มเดียวและอำเภอเดียวและจะถอนการสมัครไม่ได้


ปั้นทายาทกอบัว! กระบวนการพัฒนาสามเณรปลูกปัญญาธรรมผ่านไตรสิกขา



วันที่ ๙ พฤษภาคม  ๒๕๖๗ พระปราโมทย์ วาทโกวิโท, ดร. ผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา ระดับปริญญาโท บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นกระบวนกรสร้างแรงบันดาลใจให้สามเณรวัดสารอด กรุงเทพมหานคร ภายใต้หัวข้อ “บวชเรียนเปลี่ยนชีวิต” ซึ่งสอดรับกับกระบวนการพัฒนาศาสนทายาทโดยพุทธสันติวิธี ซึ่งเป็นงานวิจัยระดับปริญญาเอก ของหลักสูตรสันติศึกษา มจร ถือว่าเป็นการสืบสาน รักษา ต่อยอด ศาสนทายาทโดยพุทธสันติวิธี

โดยมุ่งสร้างศาสทายาทรุ่นใหม่ปั้นดินให้เป็นดาวเปิดโอกาสเด็กรุ่นใหม่ในชนบทเข้าถึงระบบการศึกษา โดยท่านพระครูปลัดอดิศักดิ์ วชิรปญฺโญ, ดร. เจ้าอาวาสวัดสารอด เป็นพระสงฆ์ที่มีความมุ่งมั่นทำจริงมีศิลปะในการพัฒนาสามเณรอย่างดียิ่ง  โดยพระมหาเถระในคณะสงฆ์ได้ไว้วางใจให้ขับเคลื่อนการพัฒนาศาสนทายาท   

ถือว่าเป็นการพัฒนาเยาวชนตั้งแต่ต้นทาง ในการพัฒนาศาสนทายาท จึงสร้างแรงบันดาลศาสนทายาทเพื่อการรู้ตื่นและเบิกบาน ซึ่งหนทางเดียวจะเข้าใจการศึกษาจะต้องบวชเรียนเป็นสามเณร โดยโลกที่ปรับแบบหักศอกวิกฤตศาสนทายาทต้องช่วยกันสืบสานรักษาต่อยอด ในสภาพปัจจุบันศาสนทายาทถือว่าวิกฤตด้วยหลายสาเหตุปัจจัย ซึ่งศาสนทายาทในที่นี่คือ "น้องสามเณร" ผู้จะสืบสาน รักษา ต่อยอด พระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองมั่นคงต่อไป 

ส่วนตัวเคยเป็นสามเณรมา ๑๐ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๓๙  เข้าใจบริบทคำว่าสามเณรเป็นอย่างดียิ่ง ถึงกาลเวลาอาจจะต่างกันบ้างแต่ความเป็นสามเณรก็คือสามเณร จึงนิยามศัพท์ คำว่า "สามเณร" ว่า เป็นเด็กผู้ซึ่งอยากจะมีโอกาสทางการศึกษา หนทางเดียวที่จะได้เข้าถึงการศึกษาได้เรียนเขียนอ่านคือต้องบรรพชาเป็นสามเณรภาคฤดูร้อนเท่านั้น ซึ่งครูบาอาจารย์หลายรูปท่านล้วนเติบโตมาจากสามเณร เมื่อได้โอกาสจึงอยากให้โอกาสบ้างเช่นกัน สิ่งเดียวที่อยากย้ำเตือนสามเณรคือ "การศึกษาเท่านั้นพาชีวิตรอด" จะศึกษาอะไรก็ตามที่เป็นสัมมาทิฐิย่อมนำไปชีวิตรอด แต่ให้เชี่ยวชาญลงลึกรู้จริงอย่างลึกซึ้งในการศึกษานั้น การพัฒนาศาสนทายาทจึงมุ่งพัฒนาตามกรอบของการพัฒนามนุษย์ที่ยั่งยืนตามแนวทางของพระพุทธเจ้า คือ หลักภาวนา ๔ อันประกอบด้วย 

๑)ด้านกายภาพ  มุ่งพัฒนาภายนอก ด้านบุคลิกภาพ ท่าทีที่มีความอ่อนโยน มีความอ่อนน้อม ยอดไม้อ่อนโยนยอดคนอ่อนน้อม มีการเข้าใจในด้านกาลเทศะ รู้จักชุมชนตามสัปปุริสธรรม   

๒)ด้านพฤติภาพ  มุ่งพัฒนาการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เคารพในความแตกต่าง เป็นสันติวัฒนธรรม มีฐานของศีลอันเป็นความปกติสุขในการอยู่ร่วมกัน มีพฤติกรรมเป็นต้นแบบที่ดี    

๓)ด้านจิตตภาพ มุ่งพัฒนาทางด้านจิตใจให้มีความเข้มแข็งรู้เท่าทันสิ่งที่เข้ามากระทบ เมื่อเจอสถานการณ์ใดๆ ก็สามารถผ่านพ้นอุปสรรคและสภาพปัญหาได้เป็นอย่างดี มีความสงบสุขเพราะสุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี 

๔)ด้านปัญญาภาพ  มุ่งพัฒนาด้านปัญญาคือสามารถเลือกระหว่างสิ่งดีกับสิ่งไม่ดี มีปัญญากำกับชีวิตทุกลมหายใจ สามารถดำเนินชีวิตให้ถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้

เรามีการพัฒนาเด็กเยาวชนพัฒนาสามเณรปริยัติธรรม ซึ่งมีความประสบความสำเร็จในการจัดการพัฒนาสามเณรจะมีวิทยากรที่เป็นต้นแบบ เราบวชสามเณรมากในประเทศไทยแต่ขาดวิทยากรที่มีคุณภาพในการพัฒนาสามเณร จะต้องพัฒนาหลักสูตรให้แข็งแกร่งมีการปรับกับปีต่อปี “หลักสูตรจะต้องมาตรฐาน” กล้าลงทุนกับวิทยากรที่มีคุณภาพเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้สามเณร โดยมุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กเยาวชน ซึ่งคนระดับชาติต้องการสร้างแรงบันดาลใจ โดยโครงการเริ่มต้นจากการสัมภาษณ์พ่อแม่ก่อนสัมภาษณ์เด็ก การจัดโครงการพัฒนาเด็กเยาวชนอย่านำเด็กไปใส่ในห้องเรียน แต่จงให้เขาไปเรียนในธรรมชาติผ่านการลงมือทำลงมือปฏิบัติ เด็กเยาวชนต้องเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง ปรับหลักสูตรทุกปี ให้เด็กเยาวชนเรียนกับยอดคนยอดครู จึงย้ำว่า “เยาวชนคือความหวังของมนุษยชาติ”  

รูปแบบการพัฒนาเยาวชนตามหลักไตรสิกขาของสามเณรปลูกปัญญาธรรม โดยเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของโลกที่มีความซับซ้อน จึงต้องมีการขัดเกลาจิตใจของเด็กและเยาวชน คำว่า สติสมาธิ จึงติดของโลกในการค้นหา จึงพัฒนาเยาวชนมิติด้านของเยาวชนผ่านการ “ปลูก ปลุก สร้าง” นำไปสู่โครงการสามเณรปลูกปัญญาธรรม ทำให้เรื่องคุณธรรมเป็นสิ่งที่สามารถจับต้องได้ตามกรอบของ “เป็น ปรับ ปลูก เปลี่ยน” ซึ่งปีแรกๆ สมัครเข้ามาจำนวน  ๑,๐๐๐  คน มีการคัดเลือกพิจารณาจำนวน ๔๐ คนสุดท้ายเพื่อเข้าค่ายในการคัดเด็ก แล้วคัดให้เหลือจำนวน ๑๒ คน โดยใช้เครื่องมือจริต ๖ ในทางพระพุทธศาสนาเป็นเครื่องมือการคัดเลือก หลังจากนั้นนำไปสู่การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมให้สามเณรผลูกปัญญาธรรม ปัจจุบันใช้หลักแนวคิดว่า “รัก เรียน เพียร  ให้” ฝึกให้เด็กธุดงค์เป็นการเรียนรู้เบื้องต้น พร้อมฝึกการแสดงเทศนาธรรม โดยรัก เรียน เพียร  ให้ สามารถตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดียิ่งในการพัฒนาเด็กเยาวชน  ถือว่าเกิดผลลัพธ์อย่างมากในการพัฒนาสามเณรปลูกปัญญาธรรม 

กระบวนการพัฒนาศาสนาทายาท ซึ่งสร้างทายาทปัจจัยอยู่รอดขององค์กรซึ่งมองโมเดลในการสร้างทายาท โดยญี่ปุ่นมีการสร้างทายาทที่มีความสำคัญเพราะทายาทถือว่าเป็นบุคคลสำคัญองค์อยู่รอด ในมิติพระพุทธศาสนาจะต้องพัฒนาศาสนทายาทเชิงคุณภาพมิใช่มุ่งแต่การพัฒนาศาสนทายาทเชิงปริมาณ ปัจจุบันเราเห็นคนบวชน้อยลงซึ่งไม่ใช่เฉพาะพระพุทธศาสนาแต่รวมไปถึงศาสนาอื่นๆ ด้วย คนสนใจจิตนิยมน้อยแต่สนใจวัตถุนิยมซึ่งในอดีตวัดเป็นแหล่งให้โอกาสถือว่าเป็นสังคมสังเคราะห์ ท่านที่เป็นผู้นำท่านถัดไปคือ “ทายาท” โดยทายาทถือว่าเป็นคนไม่ทิ้งอุดมการณ์ เป็นผู้ไม่หวั่นไหวแม้เจออุปสรรค โดย “อำนาจก่อเกิดลูกน้อง อิทธิพลก่อเกิดลูกศิษย์  ศรัทธาก่อเกิดสาวก แต่บารมีก่อให้เกิดทายาท”  ซึ่งจะเกิดทายาทได้จะต้องมีบารมี อำนาจอิทธิพลศรัทธาไม่เกิดทายาทแต่บารมีสร้างทายาท โดยระบบการพัฒนาศาสนทายาทถือว่ามีความสำคัญจะต้องสร้างอุดมการณ์แต่กระบวนการพิจารณาทายาท  

โดยทายาทจึงมี ๒ ประการ ประกอบด้วย “ทายาททางจิตภาพ และ ทายาทกายภาพ” ซึ่งทายาททางจิตภาพมีความสำคัญมากกว่าทายาทกายภาพ โดยพ่อลูกเป็นทายาททางกายภาพ ซึ่งทายาทเป็นมรดกชีวิตจึงต้องสร้างทายาท ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงมีทายาทเอาชนะกาละและเทศะ ซึ่งพระพุทธศาสนาอยู่ไม่ได้ถ้าไม่พัฒนาศาสนทายาท ทายาทจึงกำหนดความสำเร็จหรือล้มเหลว ซึ่งภัยของพระพุทธศาสนาจากภายในมากกว่าภายนอก จึงจำเป็นจะต้องเลือกศาสนทายาทเพื่อเป็นผู้นำให้มีคุณภาพ คำถามเราจะเลือกศาสนทายาทอย่างไรจึงต้องมีระบบในการพัฒนาศาสนทายาท “เกณฑ์การพัฒนาศาสนทายาท” ควรมีเกณฑ์อย่างไร ซึ่งการสร้างทายาทจะต้องมาจากความสัมพันธ์โดยจะต้อง “มีความรัก มีความไว้ใจ ให้อภัย” จึงสามารถปั้นได้ อย่าปั้นคนที่ไม่ยอมให้ปั้น อย่าเสียเวลาปั้นคนที่ไม่ยอมให้ปั้น จะต้องปั้นคนที่ยอมให้ปั้น “คำถามพระพุทธเจ้าปั้นคนเป็นทายาทอย่างไร” ทำไมสาวกทั้งหลายตามพระพุทธเจ้า ซึ่งการปั้นกับคนถูกปั้นจะต้องมีความสัมพันธ์  เราลองไปดูว่าพระสงฆ์นักปราชญ์เมื่อจากโลกนี้ไปแล้วได้วางทายาทหรือไม่อย่างไร ถ้าไม่ได้วางทายาทถือว่าน่าเสียดายมาก มจร จะต้องมีทายาทถ้าไม่มีถือว่ามีความอันตรายมาก จำเป็นต้องมีทายาท อย่าปล่อยไปตามธรรมชาติจะต้องปั้นทายาทมีการปั้นอย่างเป็นระบบตั้งใจปั้นทายาท จะต้องเต็มใจให้ยอมปั้นอย่าบังคับเพื่อมาปั้น โดยพิสูจน์ทายาทผ่านการทำงานร่วมงาน ร่วมสำนักคิด ร่วมอุดมการณ์ และร่วมสืบทอดงาน ซึ่งการหาทายาทบริษัทง่ายแต่การหาทายาทพระพุทธศาสนาถือว่ามีความยากแต่สามารถทำได้ 

โดยลีกวนยูปั้นทายาทสำเร็จอย่างชัดเจน ทำให้สิงคโปร์มีความต่อเนื่อง โดยการพิจารณาทายาทมี ๔ มิติในการเป็นผู้นำหรือนายก ประกอบด้วย ๑)บริหารตน ดูจากการเรียนการศึกษาแสดงว่ามีความรับผิดชอบ เรียนมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก มีวินัย เลือกจากคนฟรีเมี่ยม  ๒)บริหารคน เป็นรัฐมนตรีกระทรวงการศึกษาธิการ สามารถสร้างคนได้สร้างคนเป็น  ๓)บริหารงาน  เคยบริหารองค์กรใหญ่ประสบความสำเร็จ ๔)บริหารเงิน เคยเป็นกระทรวงการคลัง โดยการเลือกจะต้องมีความหลากหลาย จะต้องเลือกเอง ซึ่งการเลือกจะต้องมีเกณฑ์ ประกอบด้วย ๑)ถ่อมตนไม่มีอีโก้  ๒)รักเรียนรู้ ๓)Active ไม่ Passive   ๔)แสวงหาอุดมการณ์  ๕)คิดบวกคิดบวกคิดครบ ๖)สอบผ่านการทดสอบ ๗)รักภักดีต่อผู้นำ ๘)คนที่ศรัทธาในผู้นำ ๙)ยินดีรับการตักเตือน ๑๐)ไม่ทรยศ ๑๑)มุ่งมั่นอดทนไม่เลิกราจนกว่าจะสำเร็จ  ๑๒)มีทัศนคติที่เหมาะสม ๑๓)ลักษณะของชีวิตครบถ้วน ๑๔)สร้างสมรรถนะให้ได้  ๑๕)สร้างเป็นผู้นำได้ ๑๖)เมื่อเรีกเขาสนองตอบ 

ในมีโมเดลการสร้างทายาท ประกอบด้วย “สร้างทายาท  สร้างทายาทของทายาท และสร้างทายาทของทายาทของทายาท”  เขายอมรับจึงสามารถปั้นทายาทโดยพระพุทธเจ้าเป็นต้นแบบทำให้ดูเป็นตัวอย่างก่อนจึงสอน  จะต้องทำเป็นแบบอย่างซึ่งคำสอนมีน้ำหนักจะต้องผ่านการทำเป็นแบบอย่าง ซึ่งการสร้างศาสนทายาทมีความยากสุดซึ่งถ้าไม่มีทายาทจะล้มเหลวทุกเรื่องราว เลือกทายาทต้องเลือกผู้มีอุดมการณ์ “ความดีจะตายไปพร้อมเราถ้าเราไม่สร้างทายาท”            


"พิชิต" ตรวจเยี่ยม "มจร" หารือจัดงานวิสาขบูชานานาชาติ



เมื่อวันที่  9 พฤษภาคม 2567 หลังจากนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี แบ่งงานรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 ท่านเป็นที่เรียบร้อย ในส่วนของ นายพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  กำกับดูแล  สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี  สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงานราชบัณฑิตยสภา และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 

 


พระราชวัชรสารบัณฑิต หรือ "เจ้าคุณประสาร"  รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เปิดเผยว่า วันนี้ 9 พ.ค. เวลา 13.00 น. นายพิชิต และคณะเดินทางมายังมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยวังน้อย เพื่อปรึกษาหารือ การศึกษาของมหาวิทยาลัยสงฆ์ กิจการพระพุทธศาสนา รวมทั้งการจัดงานกิจกรรมวันวิสาขบูชานานาชาติ ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 19 -20 พฤษภาคม 2567 นี้กับคณะผู้บริหาร มจร  

"ตอนนี้ มจร ในฐานะเจ้าภาพหลักการจัดงานวิสาขบูชานานาชาติ  เราเตรียมความพร้อมหมดแล้ว รวมทั้งมีศูนย์ประสานงานการจัดงานวิสาขบูชานานาชาติ ซึ่งดึงทุกภาคส่วนทั้ง มจร ส่วนกลาง และภูมิภาค เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดงาน นอกจากนี้กำหนดการ สถานที่จัดงาน ซึ่งกำหนดไว้ 2 แห่งคือ มจร วังน้อย กับที่ทำการสหประชาชาติ หรือ UN ถนนราชดำเนิน กรุงเทพ ฯ ตอนนี้รูปแบบการจัดงานก็ใกล้ลงตัวแล้ว สำหรับประเทศที่มาร่วมประชุมมีทั้งหมด 73 ประเทศ ประมาณ 1,300 รูป/คน ในส่วนแขกสำคัญ ๆ ที่มาร่วมระดับวีไอพีมีประมาณ 14 ประเทศ เช่น รองประธานาธิบดีประเทศอินเดีย ประมุขสงฆ์จากศรีลังกา พม่า เวียดนาม จีน เป็นต้น ซึ่งรายละเอียดพรุ่งนี้คงได้ปรึกษาหารือกับรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่ารัฐบาลและคณะสงฆ์ จะร่วมกันทำงานอย่างไร" 

 ขณะที่ นายพิชิต ชื่นบาน กล่าวว่า  วันนี้มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเยี่ยมมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งในที่นี้หลายท่านรู้จักกันดี เช่น เจ้าคุณประสาร เจ้าคุณโชว์ และอีกหลายท่าน เรื่องตำแหน่งเป็นเรื่องอนิจจัง แต่ผมเป็นเด็กวัด อันนี้เป็นเรื่องแน่แท้ ซึ่งจุดประสงค์การมาเยี่ยมมหาวิทยาลัยสงฆ์ในวันนี้หลังจากรับตำแหน่งเพียง 3 วัน เนื่องจากอยากมาเยี่ยมในฐานะเป็นเด็กวัด และอยากจะมาร่วมปรึกษาหารือเรื่องการจัดงานวิสาขบูชาโลก ซึ่งเท่าที่ฟังจากวีดีทัศน์เมื่อสักครู่เห็นศักยภาพของมหาวิทยาลัยสงฆ์ อันไหนที่ท่านอธิการบดี คณะผู้บริหาร อยากจะให้ช่วยประสานกับกระทรวงอุดมศึกษา ยินดีเป็นอย่างยิ่ง รวมทั้งเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา

“ในฐานะประเทศนานาชาติยกให้เป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาโลก อนาคตจะปรึกษากับสำนักงานพระพุทธศาสนาชาติ จะทำอย่างไรให้มีการรวมคณะสงฆ์ทั่วประเทศ จัดกิจกรรมให้สมกับความเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลกทั้งที่ท้องสนามหลวงและพุทธมณฑล รวมทั้งเรื่องอื่น ๆ  ที่เราควรทำ ขอย้ำว่าผมเป็นเด็กวัด เป็นคนของวัด เริ่มต่อสู้ร่วมกับคณะสงฆ์ ชาวพุทธ นานมาแล้ว ตั้งแต่ยุควัดสระเกศ ฯสมัยสมเด็จพระพุฒาจารย์ หรือสมเด็จเกี่ยว  จึงขอปวารณาต่อคณะสงฆ์ว่า หากมีอะไรเกี่ยวข้องกับคณะสงฆ์ยินดีอย่างยิ่งที่จะดูแลและรับใช้..”


วันพุธที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

กมธ.สร้างสันติภาพชายแดนใต้จัดเสวนาที่ "สันติศึกษา มจร"



เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๖๗ พระปราโมทย์ วาทโกวิโท, ดร. ผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา ระดับปริญญาโท บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กล่าวต้อนรับคณะกรรมาธิการ และเข้าร่วมสัมมนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสร้างความเข้าใจกับแนวทางการสร้างสันติภาพในพื้นที่ และรับฟังความคิดเห็นสภาพปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภายใต้ ตลอดถึงการปัญหาและอุปสรรคในการสร้างสันติภาพ 

โดยได้รับนิมนต์จากนายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ โดยภาคเช้ามีผู้แทนจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยกล่าวต้อนรับ กล่าวเปิดและบรรยายถึงบทบาทของกรรมาธิการโดย แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา ประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการสร้างสันติภาพจังหวัดชายแดนใต้ โดยมีท่านนัจมุดดีน อูมา รองอนุกรรมาธิการ ฯ ปฏิบัติหน้าที่แทนประธาน สะท้อนว่า การสร้างการมีส่วนร่วมโดยจะต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๗ จัด ณ มจร วังน้อย เพื่อเสนอความคิดเห็น ปัญหาเกิดมาแล้วครบ ๔๐ กว่าปี ส่งผลกระทบต่อมิติต่างๆ เราจะช่วยกันเสนอแนวทางอย่างไร  โดยความคาดหวังสูงสุดด้วยการออกกฎหมายว่าด้วยการสร้างสันติภาพ  โดยมี อาจารย์ ผศ. ดร. ขันทอง วัฒนะประดิษฐ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรสันติศึกษา มจร เป็นผู้ดำเนินรายการ 

ศาสตราจารย์ ดร. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  สะท้อนประเด็นถึงความเป็นมาของความขัดแย้งในชายแดนภาคใต้ สะท้อนว่า ห้วงเวลาในประวัติศาสตร์ ๑๒๐ ปี ที่สยามมีการปฏิรูปประเทศซึ่งสอดรับกับประเทศตะวันตกที่ล่าอาณานิคม จึงมีการเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่มีการใช้กำลังในรูปแบบต่างๆ ทำให้สยามมีการปฏิรูปประเทศ  จะเห็นการปฏิรูปของญี่ปุ่นแตกต่างจากไทย โดยไทยเปลี่ยนเฉพาะส่วนกลางแต่ส่วนห่างไกลไม่มีการเปลี่ยนแปลง ต่างจากญี่ปุ่นมีการเปลี่ยนแปลงทั้งประเทศ  

โดยภูมิศาสตร์ของปัตตานีมีความสะดวกติดต่อกับมาเลเชีย มีวัฒนธรรมของอิสลามมีความเป็นเอกลักษณ์ จึงมีการรักวิถีความเป็นอิสลาม ประวัติศาสตร์เป็นข้อเท็จจริงไม่ใช่ความจริง  ความต้องการของสยามสร้างอุดมการณ์ชาติคือ ความเป็นไทย ใส่ความสมัยใหม่เป็นรูปแบบสถาบันสมัยใหม่  เช่น ระบบราชการ ระบบการศึกษา ระบบกระทรวง ทำให้อยู่ในกรอบเพราะมีนโยบายการรวบดินแดน การรวมคนเชื้อชาติต่างๆ  ห้วงเวลาที่สองนำไปสู่คำว่า ร้าว แตก แยก นำไปสู่ความไม่สงบ ขาดความไว้วางใจกัน จึงมีการเจรจาระหว่างผู้แทนรัฐบาลกับกลุ่มผู้นำมุสลิมตามคำร้องขอ ๗ ประการ  นำไปสู่การใช้กองทัพเกี่ยวข้องกับความมั่นคง 

ผศ.ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง อาจารย์ภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งทำวิจัยพหุวัฒนธรรม สะท้อนว่า รัฐชาติกับผู้คนหลากหลายทางวัฒนธรรม พยายามเปลี่ยนผู้คนให้เหมือนกันเพื่อการปกครองที่ง่ายขึ้น รัชกาลที่ ๖ ให้นโยบายว่าต้องไม่เบียดเบียน กดขี่บีบคั้นประชาชน พอโลกสมัยใหม่เข้ามาจึงมีการเปลี่ยนแปลง เกี่ยวกับการศึกษาภาคบังคับ เช่น ภาษาไทย จึงมีการกีดกั้นจากวัฒนธรรมดั่งเดิมทำให้รู้สึกตัวตนเสียไป ไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมศาสนา ซึ่งปัจจัยความรุนแรง เช่น วัฒนธรรม  รัฐชาติพยายามจัดการความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีการนำพหุวัฒนธรรมมาใช้เคารพความหลากหลายแตกต่าง โดยเคารพวัฒนธรรม  การยอมรับรับรองผู้ด้อยกว่า  ยอมรับทั้งระดับภายในและยอมรับระดับภายนอก ในยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี มีการส่งเสริมสังคมพหุวัฒนธรรมในพื้นที่ให้เข้มแข็งจนเป็นพลัง จึงสะท้อนถึงพหุวัฒนธรรมเป็นการทำลายอัตลักษณ์ ซึ่งพหุวัฒนธรรมความจริงสามารถสะท้อนอัตลักษณ์ได้ สูงสุดคือสามารถอยู่ร่วมกันท่ามกลางความขัดแย้ง  "เราคิดถึงความมั่นคงของรัฐ แต่ไม่ได้คิดถึงความมั่นคงของความเป็นมนุษย์" 

รองศาสตราจารย์มารค ตามไท สะท้อนประเด็นถึงการพูดคุยกระบวนการสร้างสันติภาพในชายแดนใต้ สะท้อนว่า สภาพปัญหาในชายแดนใต้มีความหลากหลายมิติ มีสถานการณ์เกิดขึ้น มีสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่ เช่น สถานการณ์ในตากใบมีการเยียวยาแต่ไม่สามารถบอกเหตุผลได้เพราะอะไร อย่างไร รัฐใช้งบประมาณในการแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ใช้บประมาณ ๕.๔ แสนล้านบาท (๕๓๘,๕๑๔) งบส่วนนี้ถ้านำไปพัฒนาประเทศจะเกิดความเจริญในมิติต่างๆ กระบวนการพูดคุยสันติภาพล่าสุด มีการยุติใช้ความรุนแรง แสวงหาทางออกร่วมกัน  โดยกระบวนการสันติภาพการเปลี่ยนจากใช้อำนาจแข็งมาที่อำนาจแห่งความนุ่มนวล 

เราเจอความขัดแย้งแต่ทำไมถึงแก้ไม่ได้เพราะหาสาเหตุไม่พบ สาเหตุหนึ่งคือ ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์  ซึ่งทุกคนมีเหมือนกันคือ สมอง : Amygdala  มนุษย์สร้างความกลัว อะไรที่เป็นภัยจะมีวิธีการป้องกันตนเอง แท้จริงเป็นความขัดแย้งระหว่างมนุษย์ด้วยกัน พยายามจัดการด้วยสติแต่จะทำอย่างไรให้เกิดรูปธรรม  มองคุณค่าศักดิ์สิทธิ์ มองว่าเหตุที่เราไม่สามารถแก้ไขได้เพราะหาสาเหตุที่แท้จริงไม่พบ ซึ่งความเป็นมนุษย์ยังมีอยู่แต่การแบ่งรัฐต่างๆ อาจจะไม่เกิดขึ้น    

อุปสรรคในกระบวนการสันติภาพในสามจังหวัดชายแดนใต้ ประกอบด้วย ๑) วิธีที่รัฐมองความขัดแย้งมองความมั่นคง  ๒)มีชุดคุณค่าศักดิ์สิทธิ์ที่ต่างกัน ประชาชนต้องการเอกราช หรือการปกครองตนเอง ชอบธรรมกับความรุนแรง  ไม่ชัดว่าคู่เจรจามีเป้าหมายสันติภาพ ซึ่งเข้าใจมิติของสันติภาพไม่ตรงกัน เป้าหมายต่างกัน ซึ่งในภาคบ่ายมีการแบ่งกลุ่มสัมมนาเข้าร่วมกลุ่มย่อย ประกอบด้วย ๑)อัตลักษณ์วัฒนธรรม ๒)ความยุติธรรม ๓)เศรษฐกิจและการพัฒนา ๔)การศึกษา ๕)รูปแบบการปกครอง เพื่อสะท้อนร่วมกัน ทำไมต้องพูดคุยเพราะเป็นคนไทย ความรุนแรงไม่ใช่ทางออก มีเงื่อนไขระดับบุคคลโครงสร้างวัฒนธรรม จึงมีการสร้างกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนใต้ โดยสอดรับกับการเรียนหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ ๑๓” จัดโดยสถาบันพระปกเกล้า เรียนรู้ในประเด็นสำคัญหัวข้อ “การสร้างกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนใต้” อภิปรายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดย นายดนัย มู่สา ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ พลเอก วัลลภ รักเสนาะ หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้  มีประเด็นสำคัญว่า นายดนัย มู่สา ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สะท้อนว่า ซึ่งปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความซับซ้อน จึงต้องใช้องค์ความรู้ทางวิชาการที่เป็นข้อมูลที่เป็นความจริง โดยหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุขมีความหลากหลายอาชีพ จึงจะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนกันในมิติหงการสร้างกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงต้องสันติเสวนาร่วมกัน ประกอบด้วย 

๑)เกิดอะไรขึ้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถามว่าเราฟังจากกลุ่มใด เช่น ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาคมข่าวกรอง ภาคประชาชน เอกชน  เช่น ความไม่เป็นธรรม กระบวนการแบ่งแยกดินแดน  ความเป็นอัตลักษณ์ เป็นความจริงของแต่ละฝ่ายมีความไม่ตรงกัน จึงต้องมีวิธีการวิเคราะห์ ซึ่งลักษณะพื้นที่ประกอบด้วย "ศาสนา ชาติพันธุ์ ประวัติศาสตร์" เป็นลักษณะของพื้นที่  อะไรนำไปสู่ความรุนแรงในพื้นที่เพราะมี ๓ เงื่อนไข ประกอบด้วย  มีเงื่อนไขระดับบุคคล เงื่อนไขระดับโครงสร้าง  และเงื่อนไขระดับวัฒนธรรม  ถือว่าเป็น Deadly  Conflict Intractable Conflict  และ นำไปสู่ Permacrisis  

๒)ทางเลือกในการแก้ไขปัญหาอดีตปัจจุบัน ในปี ๒๕๔๐ นำสันติวิธีเข้าใช้กระบวนการในการแก้ปัญหา ในปี ๒๕๖๐ เน้นสันติวิธี  การพูดคุยเพื่อสันติสุข ในปี ๒๕๖๒ ใช้คำว่า พหุวัฒนธรรม สร้างการมีส่วนร่วมในกระบวนการร่วมสร้างสันติสุข ในปี๒๕๖๕ เน้นสันติสุข ความปลอดภัย สังคมพหุวัฒนธรรม และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน การจัดการความขัดแย้งตามแนวทางสันติวิธี การบริหารจัดการบนพื้นฐานคความหลากหลายทางวัฒนธรรม    

๓) เส้นทางการสร้างกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้  จะต้องสร้างความไว้วางใจ จึงมีการพูดคุยสันติสุขหรือสันติสนทนา ระหว่างผู้มีความขัดแย้ง โดยมีลำดับการพูดคุยตั้งนายกทักษิณ  นายกสุรยุทธ์  นายกอภิสิทธิ์ นายกยิ่งลักษณ์  นายกประยุทธ์ โดยมุ่ง "พูดคุยกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สร้างการมีส่วนร่วม ลดการใช้ความรุนแรง สร้างความไว้วางใจ ใช้กระบวนการสันติวิธี มองถึงความเป็นพหุสังคม" ซึ่งสันติวิธีใช้เวลานานแต่มีความยั่งยืน  ซึ่งในปัจจุบันนำนโยบายการบริหารและพัฒนา จชต. มาใช้ โดยมีวิสัยทัศน์ว่า สังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความปลอดภัยปราศจากเงื่อนไขความรุนแรง ทุกคนได้รับการปกป้อง เป็นสังคมพหุวัฒนธรรม และมีส่วนร่วมในกระบวนการเสริมสร้างสันติสุขอย่างยั่งยืน ทิศทางในการพูดคุยมีการคุยกันอย่างต่อเนื่อง โดยสังคมมีความคาดหวังสูง  การสร้างการมีส่วนร่วม มีกลุ่มเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ความรุนแรงในพื้นที่  พูดคุยกับทุกกลุ่มอย่างรอบด้านทุกชาติพันธุ์ ทุกศาสนา รวมถึงเอกภาพอย่างต่อเนื่องถือว่าเป็นความท้าทาย


"ดร.มหานิยม" ร่วมกมธ.ศาสนาสภาฯลงพื้นที่เพชรบุรี ติดตามและช่วยวัดที่มีปัญหาเอกสารสิทธิ์ที่ดินที่วัดเขาย้อย ฉลุยทุกวัดที่ยื่นและรอ

เมื่อวันที่  16 พฤษภาคม 2567 เวลา 10.00 น. ที่วัดเขาย้อยอำเภอเขาย้อยจังหวัดเพชรบุรี คณะกรรมาธิการศาสนานำโดยนายวีระพล  จิตสัมฤทธิ์ สสศรีสะเกษ...