วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2569

Song: The Five Aggregates Are Not the Self Inspired by The Attānudiṭṭhi Sutta


[Verse 1]

Form arises, then changes away,
Nothing in life forever can stay.
When the heart clings, suffering grows,
Mistaking “me” for what comes and goes.

[Verse 2]
Feelings arise—joy and pain,
Perceptions fade like falling rain.
Mental formations rise and flow,
Consciousness knows, then lets them go.

[Chorus]
The five aggregates are not the self,
Do not cling to them as “mine.”
They arise and pass away,
Changing through the course of time.

When we see things as they truly are,
The burden of the heart grows light.
Let go of grasping, let go of “I,”
And walk toward freedom in the light.

[Verse 3]
What is impermanent cannot bring lasting peace,
Clinging to change makes suffering increase.
When wisdom sees things as they are,
The illusion of self begins to fall apart.

[Bridge]
Not “I,” not “mine,”
No need to fight, no need to hold.
Simply know, simply see,
Let nature unfold.

[Final Chorus]
The five aggregates are not the self,
Form, feeling, perception, formations, consciousness.
All arise and pass through conditions,
Nothing remains unchanged.

When attachment to the aggregates fades,
The view of self begins to cease.
When the mind no longer clings,
It opens the way to freedom and peace.

Attānudiṭṭhi Sutta — The Cause of the View of Self

At Sāvatthī, the Blessed One asked the monks:

“Monks, when what exists, depending on what, and clinging to what, does the view of self arise?”

The monks replied:

“Venerable Sir, the teachings have the Blessed One as their foundation.”

The Blessed One said:

“Monks, when form exists, depending on form and clinging to form, the view of self arises. When feeling exists, depending on feeling and clinging to feeling, the view of self arises. When perception exists, depending on perception and clinging to perception, the view of self arises. When formations exist, depending on formations and clinging to formations, the view of self arises. When consciousness exists, depending on consciousness and clinging to consciousness, the view of self arises.”

Then the Blessed One asked:

“What do you think, monks? Is form permanent or impermanent?”

“Impermanent, Venerable Sir.”

“Whatever is impermanent, is it suffering or happiness?”

“Suffering, Venerable Sir.”

“Then, can the view of self rightly arise concerning something that is impermanent, suffering, and subject to change?”

“No, Venerable Sir.”

The Blessed One then asked the same questions concerning feeling, perception, formations, and consciousness.

The monks answered that all five aggregates are impermanent, suffering, and subject to change. Therefore, the view of self cannot rightly arise through clinging to them.

The Blessed One then taught that a noble disciple who has heard the Dhamma and sees things in this way becomes disenchanted with the five aggregates, becomes dispassionate toward them, and is liberated through non-clinging.

Core teaching: The view of self arises because one depends upon and clings to the five aggregates—form, feeling, perception, formations, and consciousness. When these aggregates are clearly seen as impermanent, suffering, and subject to change, attachment to them as “self” or “mine” gradually disappears.

[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

๗. อัตตานุทิฏฐิสูตร
ว่าด้วยเหตุแห่งอัตตานุทิฏฐิ
[๓๕๘] พระนครสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่ออะไรมีอยู่ เพราะอาศัยอะไร เพราะยึดมั่นอะไร จึงเกิดอัตตานุทิฏฐิ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ธรรมของข้าพระองค์ทั้งหลายมีพระผู้มีพระภาคเป็นรากฐาน ฯลฯ พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อรูปมีอยู่ เพราะอาศัยรูป เพราะยึดมั่นรูป จึงเกิดมีอัตตานุ- *ทิฏฐิ. เมื่อเวทนามีอยู่ ... เมื่อสัญญามีอยู่ ... เมื่อสังขารมีอยู่ ... เมื่อวิญญาณมีอยู่ เพราะอาศัย- *วิญญาณ เพราะยึดมั่นวิญญาณ จึงเกิดมีอัตตานุทิฏฐิ. [๓๕๙] พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือ ไม่เที่ยง? ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา พึงเกิดมีอัตตานุทิฏฐิ เพราะไม่อาศัยสิ่งนั้นบ้างหรือ? ภิ. ไม่ใช่เช่นนั้น พระเจ้าข้า. พ. เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง? ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา พึงเกิดมีอัตตานุทิฏฐิ เพราะไม่อาศัยสิ่งนั้นบ้างหรือ? ภิ. ไม่ใช่เช่นนั้น พระเจ้าข้า. พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความ เป็นอย่างนี้มิได้มี.

เพลง: อัตตานุทิฏฐิสูตรขันธ์ไม่ใช่ตัวเรา

เพลง: อัตตานุทิฏฐิสูตรขันธ์ไม่ใช่ตัวเรา

[บทที่ 1]

รูปเกิดขึ้น แล้วก็แปรเปลี่ยน
ไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้ยั่งยืน
เมื่อใจยึดมั่น จึงเกิดความฝืน
หลงว่าเป็นเรา เป็นของของเรา

[บทที่ 2]
เวทนาเกิด สุขทุกข์ผ่านไป
สัญญาจำได้ แล้วก็เลือนหาย
สังขารปรุงแต่ง เปลี่ยนแปลงมากมาย
วิญญาณรับรู้ แล้วดับไปตามกาล

[ท่อนฮุก]
ขันธ์ห้าไม่ใช่ตัวเรา
อย่ายึดเอาเป็นของเรา
เกิดขึ้นแล้วก็ผ่านไป
ไม่เที่ยงแท้ตลอดกาล

เมื่อเห็นตามความเป็นจริง
ใจจะนิ่งและเบาบาง
ปล่อยความยึด ปล่อยความวาง
เปิดหนทางสู่อิสรภาพ

[บทที่ 3]
สิ่งไม่เที่ยง ย่อมมีความทุกข์
เมื่อเข้าไปยึด ย่อมเพิ่มความทุกข์
หากเห็นตามจริง ไม่หลงในสุข
ไม่สร้างตัวตนขึ้นจากขันธ์

[ท่อนเชื่อม]
ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
ไม่ต้องผลักไส ไม่ต้องไขว่คว้า
เพียงรู้ เพียงเห็น ด้วยปัญญา
แล้วปล่อยทุกอย่างไปตามธรรม

[ท่อนฮุกสุดท้าย]
ขันธ์ห้าไม่ใช่ตัวเรา
อย่ายึดเอาเป็นของเรา
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
เกิดดับตามเหตุปัจจัย

เมื่อคลายความยึดในขันธ์
อัตตานุทิฏฐิย่อมจางหาย
เมื่อจิตไม่เกาะ ไม่หมายมั่นใด
หนทางแห่งธรรม นำใจสู่เสรี

อัตตานุทิฏฐิสูตร ชี้เหตุแห่งความเห็นว่าเป็นตัวตน เพราะยึดมั่นขันธ์ 5

พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นต้นเหตุของ “อัตตานุทิฏฐิ” ความเห็นว่ามีตัวตน โดยมีขันธ์ 5 เป็นฐานแห่งการยึดมั่น พร้อมชวนพิจารณาความไม่เที่ยง ทุกข์ และความแปรปรวน เพื่อคลายความยึดถือและนำไปสู่ความหลุดพ้น

พระพุทธศาสนามุ่งให้มนุษย์เรียนรู้ความจริงของชีวิตผ่านการพิจารณากายและจิตอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะเรื่อง “อัตตานุทิฏฐิ” หรือความเห็นว่ามีตัวตน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ใน อัตตานุทิฏฐิสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 17 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 9 สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ข้อ 358-359

พระพุทธเจ้าทรงถามถึงต้นเหตุของอัตตานุทิฏฐิ

ในพระสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า เมื่ออะไรมีอยู่ อาศัยอะไร และยึดมั่นอะไร จึงเกิดอัตตานุทิฏฐิ

พระองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า เมื่อรูปมีอยู่ อาศัยรูป และยึดมั่นรูป จึงเกิดอัตตานุทิฏฐิ เช่นเดียวกันกับเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

กล่าวโดยสรุปคือ ขันธ์ 5 ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ กลายเป็นฐานของความเห็นว่าเป็น “ตัวเรา” หรือ “ของเรา” เมื่อจิตเข้าไปอาศัยและยึดมั่นในขันธ์เหล่านั้น

ประเด็นสำคัญของพระสูตรจึงมิได้อยู่ที่การปฏิเสธว่าร่างกายหรือจิตไม่มีอยู่ในระดับสมมติ หากแต่อยู่ที่การมองเห็นว่า สิ่งที่เรียกว่า “ตัวตน” นั้นเกิดจากการเข้าไปยึดถือสิ่งที่เป็นเพียงกระบวนการของรูปนามว่าเป็นตัวเราอย่างถาวร

ขันธ์ 5 ล้วนไม่เที่ยง

พระพุทธเจ้าทรงถามภิกษุทั้งหลายต่อไปว่า รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ไม่เที่ยง

เมื่อถามต่อว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า เป็นทุกข์

จากนั้นพระองค์ทรงถามด้วยหลักการเดียวกันกับเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ซึ่งภิกษุทั้งหลายยืนยันว่า ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และมีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

หลักธรรมดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่สามารถดำรงอยู่ตามความต้องการของบุคคลได้อย่างแท้จริง จึงไม่ควรถูกยึดถือว่าเป็นตัวตนถาวร

เมื่อเห็นความจริง ย่อมคลายความยึดมั่น

หัวใจสำคัญของอัตตานุทิฏฐิสูตรอยู่ที่คำถามว่า หากสิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และมีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จะสามารถเกิดอัตตานุทิฏฐิขึ้นเพราะสิ่งนั้นได้หรือไม่

คำตอบคือ ไม่ได้

พระสูตรจึงเสนอแนวทางให้ผู้ปฏิบัติพิจารณาขันธ์ 5 ตามความเป็นจริงว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวตน

เมื่อเห็นรูปเป็นเพียงรูป เห็นเวทนาเป็นเพียงเวทนา เห็นสัญญาเป็นเพียงสัญญา เห็นสังขารเป็นเพียงสังขาร และเห็นวิญญาณเป็นเพียงวิญญาณ จิตย่อมค่อย ๆ คลายจากความสำคัญมั่นหมายว่า “นี่คือตัวเรา” หรือ “นี่คือของเรา”

หลักธรรมสู่การลดอัตตาในชีวิตประจำวัน

หลักธรรมจากอัตตานุทิฏฐิสูตรสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่บุคคลเกิดความโกรธ ความเสียใจ ความภูมิใจ หรือความหวาดกลัวจากการยึดติดในร่างกาย ความรู้สึก ความทรงจำ ความคิด และการรับรู้อารมณ์

การฝึกสติจึงสามารถเริ่มจากการสังเกตว่า “สิ่งนี้กำลังเกิดขึ้น” โดยไม่รีบด่วนสรุปว่า “สิ่งนี้คือตัวฉัน”

เมื่อความรู้สึกเกิดขึ้น ให้รู้ว่าเป็นเวทนา เมื่อความคิดเกิดขึ้น ให้รู้ว่าเป็นสังขาร เมื่อการรับรู้อารมณ์เกิดขึ้น ให้รู้ว่าเป็นวิญญาณ และพิจารณาต่อไปว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ชั่วขณะ และเปลี่ยนแปลงไป

จากความยึดมั่นสู่ความหลุดพ้น

อัตตานุทิฏฐิสูตรจึงสะท้อนหลักสำคัญของพระพุทธศาสนาว่า ความทุกข์มิได้เกิดขึ้นเพียงเพราะขันธ์ 5 มีอยู่ แต่เกิดจากการเข้าไปยึดมั่นในขันธ์ 5 ด้วยความเห็นผิดว่าเป็นตัวตน

การเห็นความจริงของขันธ์ตามไตรลักษณ์ ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา จึงเป็นกระบวนการสำคัญในการคลายความยึดมั่น

เมื่ออริยสาวกผู้ได้สดับเห็นขันธ์ 5 ตามความเป็นจริง ย่อมเกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และไม่ยึดมั่นถือมั่น และเมื่อความยึดมั่นสิ้นไป จิตย่อมมุ่งสู่ความหลุดพ้น

สาระสำคัญของอัตตานุทิฏฐิสูตรจึงมิใช่เพียงคำสอนให้ “ไม่มีตัวตน” แต่เป็นการเชื้อเชิญให้มนุษย์ ตรวจสอบสิ่งที่กำลังเรียกว่า “ตัวเรา” อย่างมีสติและปัญญา แล้วค้นพบว่าทุกสิ่งในขันธ์ 5 ล้วนเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย

เมื่อไม่ยึดสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเป็นตัวตน ความทุกข์จากการยึดถือย่อมลดลง และปัญญาย่อมเปิดทางไปสู่ความเป็นอิสระของจิต

ข้อคิดจากอัตตานุทิฏฐิสูตร:
“เมื่อสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่ควรยึดสิ่งเหล่านั้นว่าเป็นตัวตน เพราะเมื่อคลายการยึดมั่น ความเห็นผิดย่อมดับ และจิตย่อมก้าวสู่ความหลุดพ้น”

Song: The Five Aggregates Are Not the Self Attānudiṭṭhi Sutta

[Verse 1]
Form arises, then changes away,
Nothing in life forever can stay.
When the heart clings, suffering grows,
Mistaking “me” for what comes and goes.

[Verse 2]
Feelings arise—joy and pain,
Perceptions fade like falling rain.
Mental formations rise and flow,
Consciousness knows, then lets them go.

[Chorus]
The five aggregates are not the self,
Do not cling to them as “mine.”
They arise and pass away,
Changing through the course of time.

When we see things as they truly are,
The burden of the heart grows light.
Let go of grasping, let go of “I,”
And walk toward freedom in the light.

[Verse 3]
What is impermanent cannot bring lasting peace,
Clinging to change makes suffering increase.
When wisdom sees things as they are,
The illusion of self begins to fall apart.

[Bridge]
Not “I,” not “mine,”
No need to fight, no need to hold.
Simply know, simply see,
Let nature unfold.

[Final Chorus]
The five aggregates are not the self,
Form, feeling, perception, formations, consciousness.
All arise and pass through conditions,
Nothing remains unchanged.

When attachment to the aggregates fades,
The view of self begins to cease.
When the mind no longer clings,
It opens the way to freedom and peace.

Attānudiṭṭhi Sutta — The Cause of the View of Self

At Sāvatthī, the Blessed One asked the monks:

“Monks, when what exists, depending on what, and clinging to what, does the view of self arise?”

The monks replied:

“Venerable Sir, the teachings have the Blessed One as their foundation.”

The Blessed One said:

“Monks, when form exists, depending on form and clinging to form, the view of self arises. When feeling exists, depending on feeling and clinging to feeling, the view of self arises. When perception exists, depending on perception and clinging to perception, the view of self arises. When formations exist, depending on formations and clinging to formations, the view of self arises. When consciousness exists, depending on consciousness and clinging to consciousness, the view of self arises.”

Then the Blessed One asked:

“What do you think, monks? Is form permanent or impermanent?”

“Impermanent, Venerable Sir.”

“Whatever is impermanent, is it suffering or happiness?”

“Suffering, Venerable Sir.”

“Then, can the view of self rightly arise concerning something that is impermanent, suffering, and subject to change?”

“No, Venerable Sir.”

The Blessed One then asked the same questions concerning feeling, perception, formations, and consciousness.

The monks answered that all five aggregates are impermanent, suffering, and subject to change. Therefore, the view of self cannot rightly arise through clinging to them.

The Blessed One then taught that a noble disciple who has heard the Dhamma and sees things in this way becomes disenchanted with the five aggregates, becomes dispassionate toward them, and is liberated through non-clinging.

Core teaching: The view of self arises because one depends upon and clings to the five aggregates—form, feeling, perception, formations, and consciousness. When these aggregates are clearly seen as impermanent, suffering, and subject to change, attachment to them as “self” or “mine” gradually disappears.

[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

๗. อัตตานุทิฏฐิสูตร
ว่าด้วยเหตุแห่งอัตตานุทิฏฐิ
[๓๕๘] พระนครสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่ออะไรมีอยู่ เพราะอาศัยอะไร เพราะยึดมั่นอะไร จึงเกิดอัตตานุทิฏฐิ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ธรรมของข้าพระองค์ทั้งหลายมีพระผู้มีพระภาคเป็นรากฐาน ฯลฯ พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อรูปมีอยู่ เพราะอาศัยรูป เพราะยึดมั่นรูป จึงเกิดมีอัตตานุ- *ทิฏฐิ. เมื่อเวทนามีอยู่ ... เมื่อสัญญามีอยู่ ... เมื่อสังขารมีอยู่ ... เมื่อวิญญาณมีอยู่ เพราะอาศัย- *วิญญาณ เพราะยึดมั่นวิญญาณ จึงเกิดมีอัตตานุทิฏฐิ. [๓๕๙] พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือ ไม่เที่ยง? ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา พึงเกิดมีอัตตานุทิฏฐิ เพราะไม่อาศัยสิ่งนั้นบ้างหรือ? ภิ. ไม่ใช่เช่นนั้น พระเจ้าข้า. พ. เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง? ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา พึงเกิดมีอัตตานุทิฏฐิ เพราะไม่อาศัยสิ่งนั้นบ้างหรือ? ภิ. ไม่ใช่เช่นนั้น พระเจ้าข้า. พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความ เป็นอย่างนี้มิได้มี.

"ณพลเดช" ชี้ 16 พระสุบินเตือนโลกเสื่อม พระพุทธศาสนาต้องระวังทั้งคนโลภ–คนใช้อำนาจผิด


เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 นายณพลเดช มณีลังกา สมาชิกวุฒิสภาสำรอง จ.เชียงราย และ อดีตอนุกรรมาธิการพระพุทธศาสนา สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า จากประเด็นที่มีการเสนอให้พระสงฆ์ทั่วประเทศอ่านหนังสือบันทึก “คดีเงินทอนวัด” โดยเฉพาะเรื่องที่ต้องรู้เท่าทันการเมือง การปกครองคณะสงฆ์ ผู้บังคับใช้กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางนั้น เห็นว่าเป็นเรื่องที่ควรนำมาศึกษากันอย่างจริงจัง เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนาไม่ได้มีเพียงเรื่องเงินหรือคดีความ แต่ยังรวมถึงเรื่อง ความโลภ การใช้อำนาจ การเลือกปฏิบัติ การบิดเบือนความจริง และการปล่อยให้คนที่ทำไม่ถูกต้องเข้ามามีอิทธิพลต่อวงการพระพุทธศาสนา

นายณพลเดชกล่าวว่า หากจะมองเรื่องนี้ให้กว้างขึ้น ควรย้อนกลับไปดู พระสุบินนิมิต 16 ประการของพระเจ้าปเสนทิโกศล ซึ่งปรากฏในเรื่องมหาสุบินชาดก โดยแหล่งข้อมูลด้านวัฒนธรรมระบุว่า เนื้อหาของพระสุบินถูกอธิบายถึงสภาพสังคมในช่วงที่กุศลธรรมลดลง อกุศลธรรมเพิ่มขึ้น และพระพุทธศาสนาเสื่อมลงตามลำดับ 

นายณพลเดชกล่าวว่า หากนำทั้ง 16 ข้อมาดู ไม่ควรเอาไปตีความว่าเป็นการทำนายเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งในประเทศไทยแบบตรงตัว แต่ควรอ่านเป็น คำเตือนเรื่องพฤติกรรมของคนและสังคม โดยเฉพาะเมื่อคนเริ่มไม่ยึดธรรมะและให้ความสำคัญกับเงิน อำนาจ และผลประโยชน์มากกว่าความถูกต้อง

สุบินข้อที่ 1 เป็นเรื่องโค 4 ตัวทำท่าจะชนกันแต่สุดท้ายไม่ชนกัน มีคำอธิบายถึงบ้านเมืองที่เกิดความอดอยาก ผู้ปกครองทุจริตและใช้อำนาจไม่อยู่ในธรรม ข้อนี้จึงเตือนเรื่อง ผู้มีอำนาจที่ไม่ยึดความถูกต้อง ซึ่งหากเกิดขึ้นมาก สังคมก็จะมีปัญหาตามมา 

ข้อที่ 2 เป็นต้นไม้เล็กแต่กลับออกดอกออกผลเต็มไปหมด สื่อถึงสังคมที่ความสัมพันธ์ทางเพศเกิดขึ้นเร็วและคนขาดความละอาย ข้อนี้สะท้อนเรื่อง การเปลี่ยนแปลงของค่านิยมและการขาดความยับยั้งชั่งใจ 

ข้อที่ 3 เป็นเรื่องลูกโคที่เพิ่งเกิดแต่แม่โคกลับกินนมลูกตัวเอง ถูกอธิบายว่าเป็นช่วงที่คนขาดความกตัญญู ลูกไม่รู้คุณพ่อแม่ และใช้พ่อแม่เพื่อประโยชน์ของตัวเอง ข้อนี้สะท้อนว่าเมื่อคนคิดถึงแต่ตัวเอง ความสัมพันธ์พื้นฐานของสังคมก็เริ่มเสีย 

ข้อที่ 4 เป็นเรื่องนำลูกโคไปเทียมเกวียน แต่ปล่อยโคใหญ่ให้ไปเที่ยว คำทำนายกล่าวถึงการให้คนที่ไม่มีความสามารถหรือประสบการณ์เข้ามารับตำแหน่ง ขณะที่คนมีความรู้ความสามารถกลับถูกละเลย นายณพลเดชมองว่าเรื่องนี้สามารถนำมาเป็นข้อคิดได้ว่า การแต่งตั้งคนต้องดูความสามารถและความซื่อสัตย์ ไม่ใช่ดูความใกล้ชิดหรือผลประโยชน์ 

ข้อที่ 5 ม้าสองปาก กินเท่าไรก็ไม่รู้จักอิ่ม ถูกอธิบายถึงผู้ทำหน้าที่ตัดสินคดีที่ไม่เที่ยงธรรมและรับผลประโยชน์จากคู่ความทั้งสองฝ่าย ข้อนี้จึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องที่ต้อง รู้เท่าทันผู้บังคับใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เพราะหากคนทำหน้าที่ตัดสินเรื่องถูกผิดไม่ยึดความเป็นธรรม ความเสียหายจะเกิดกับทั้งสังคม 

ข้อที่ 6 เป็นเรื่องถาดทองคำที่ถูกนำไปใช้รองสิ่งสกปรก สื่อถึงการกลับค่าของสังคม คนที่ควรได้รับการยกย่องกลับถูกลดคุณค่า ขณะที่คนที่มีอำนาจหรือมีฐานะกลับได้รับการยกย่องเพราะผลประโยชน์ 

ข้อที่ 7 เป็นเรื่องคนฟั่นเชือก แต่ไม่รู้ว่ามีสุนัขแอบกัดเชือกอยู่ด้านล่าง สื่อถึงการที่คนหนึ่งกำลังสร้างฐานะหรือทำงาน แต่กลับมีอีกคนค่อย ๆ ทำลายผลประโยชน์ของเขาโดยที่ไม่รู้ตัว ข้อนี้ถ้านำมาใช้กับสังคมปัจจุบันก็เป็นข้อเตือนเรื่อง คนที่ทำลายองค์กรหรือทำลายคนอื่นจากภายในโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ 

ข้อที่ 8 เป็นเรื่องคนจำนวนมากขนน้ำมาใส่โอ่งใหญ่ใบเดียว ทั้งที่โอ่งเล็กจำนวนมากยังว่างอยู่ มีคำอธิบายถึงผู้มีอำนาจที่เรียกเอาผลประโยชน์จากประชาชนเพื่อสร้างความร่ำรวยให้ตัวเอง ข้อนี้จึงชัดเจนเรื่อง ความโลภและการเอาประโยชน์ส่วนรวมไปกองไว้กับคนบางคน 

ข้อที่ 9 เป็นสระน้ำที่ตรงกลางขุ่น แต่บริเวณริมสระกลับใส มีคำอธิบายถึงผู้ปกครองที่ขาดศีลธรรม เอาเปรียบประชาชน จนคนสุจริตต้องหนีออกไป ข้อนี้สะท้อนปัญหาที่น่ากลัวมาก คือ เมื่อคนไม่ดีมีอำนาจ คนดีอาจกลายเป็นคนที่อยู่ไม่ได้ 

ข้อที่ 10 เป็นเรื่องข้าวที่หุงไม่เท่ากัน มีทั้งดิบ สุก และแฉะ ถูกอธิบายถึงคนตั้งแต่ผู้มีอำนาจ สมณชีพราหมณ์ ไปจนถึงประชาชนที่ไม่ตั้งอยู่ในธรรม และถืออำนาจเป็นหลัก 

นายณพลเดชกล่าวว่า ข้อนี้น่าสนใจสำหรับวงการพระพุทธศาสนา เพราะคำเตือนไม่ได้พูดถึงเฉพาะคนทั่วไป แต่พูดถึง สมณชีพราหมณ์ด้วย นั่นหมายความว่า หากคนในวงการศาสนาเองไม่รักษาหลักธรรม ก็สามารถทำให้สังคมเกิดความเสื่อมได้เช่นกัน

ข้อที่ 11 เป็นเรื่องนำแก่นจันทน์ราคาแพงไปแลกกับนมเปรี้ยว ถูกอธิบายถึงพระที่ไม่แสดงธรรมเพื่อให้คนเข้าใจธรรม แต่กลับแสดงธรรมเพื่อหวังลาภและสักการะ นี่เป็นข้อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับพระพุทธศาสนา เพราะเตือนว่า เมื่อพระธรรมถูกนำไปแลกกับผลประโยชน์ ความศรัทธาก็จะค่อย ๆ ลดลง 

ข้อที่ 12 เป็นเรื่องน้ำเต้าที่กลวงกลับจมน้ำ ขณะที่สิ่งที่ควรลอยกลับลอย ถูกอธิบายว่าในอนาคตคนโกหก คนประจบ และคนโกงอาจได้รับความเชื่อถือ ขณะที่คำพูดของคนมีความรู้และคนดีถูกมองข้าม 

นายณพลเดชกล่าวว่า ข้อนี้ตรงกับสิ่งที่สังคมต้องระวังมาก เพราะหากวันหนึ่ง คนพูดเก่งแต่ไม่จริงกลับได้รับความนิยมมากกว่าคนพูดความจริง สังคมจะเริ่มแยกไม่ออกว่าอะไรถูกอะไรผิด และพระพุทธศาสนาก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย

ข้อที่ 13 เป็นเรื่องก้อนหินใหญ่ลอยน้ำ ซึ่งถูกอธิบายถึงการกลับค่าของอำนาจ คนที่ควรได้รับความเคารพกลับถูกลดคุณค่า และคนที่ใช้อำนาจโดยไม่ยึดธรรมกลับขึ้นมาอยู่เหนือคนอื่น 

ข้อที่ 14 เป็นเรื่องกบเขียดตัวเล็กไล่กัดงูใหญ่ ถูกอธิบายถึงคนที่หลงอยู่ในกามและยอมให้อารมณ์หรือความต้องการของตัวเองควบคุมชีวิต ข้อนี้จึงเป็นเรื่องของ การปล่อยให้กิเลสอยู่เหนือเหตุผล 

ข้อที่ 15 เป็นภาพหงส์ทองซึ่งเป็นสัตว์ชั้นสูงกลับอยู่ท่ามกลางกา ถูกอธิบายถึงคนดีหรือผู้มีคุณธรรมที่ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของคนที่ไม่เหมาะสม จนบางคนต้องหนีออกไปหรือจำต้องยอมอยู่ใต้ระบบนั้น 

และ ข้อที่ 16 ซึ่งนายณพลเดชมองว่าสำคัญกับประเด็นพระพุทธศาสนาอย่างมาก คือภาพ เสือซึ่งเป็นสัตว์ที่แข็งแรงกลับกลัวแพะ โดยคำอธิบายระบุถึงการที่ผู้มีอำนาจไม่คบคนมีความรู้และกลับให้อำนาจแก่คนสอพลอ รวมถึงมีคำเตือนเกี่ยวกับวงการสงฆ์ว่า พระที่ผิดพระธรรมวินัยอาจไปยุยงให้ประชาชนเกลียดพระที่รักษาพระธรรมวินัย 

นายณพลเดชกล่าวว่า ข้อ 11, 12 และ 16 เป็นสามข้อที่ควรนำมาพูดถึงมากที่สุดเมื่อพูดเรื่องความเสื่อมของพระพุทธศาสนา เพราะเกี่ยวกับพระที่หวังลาภสักการะ คนที่พูดไม่จริงแต่ได้รับความเชื่อถือ และความขัดแย้งภายในคณะสงฆ์ที่อาจทำให้พระที่ปฏิบัติดีถูกทำให้ประชาชนไม่เชื่อถือ

“ถ้าเราอ่าน 16 ข้อนี้ให้ดี จะเห็นว่าพระพุทธศาสนาไม่ได้เสื่อมเพราะคนภายนอกอย่างเดียว แต่สามารถเสื่อมจากคนข้างในได้ด้วย เมื่อพระบางรูปแสวงหาผลประโยชน์ เมื่อคนโกหกได้รับความเชื่อถือ เมื่อคนสอพลอได้อำนาจ และเมื่อพระที่ผิดวินัยไปทำให้คนเกลียดพระที่รักษาวินัย นี่ต่างหากที่น่ากลัว”

นายณพลเดชกล่าวอีกว่า เรื่องนี้จึงกลับมาที่กรณี “คดีเงินทอนวัด” ซึ่งควรศึกษาอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เพื่อปกป้องใครเป็นพิเศษ แต่เพื่อให้พระสงฆ์และประชาชนเข้าใจว่า เมื่อเกิดคดีขึ้นแล้ว กระบวนการตั้งแต่การร้องเรียน การสอบสวน การใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ การดำเนินคดี ไปจนถึงการพิจารณาของศาล มีขั้นตอนอย่างไร และแต่ละฝ่ายมีสิทธิอะไร

“พระต้องรู้กฎหมาย แต่การรู้กฎหมายไม่ได้หมายความว่าพระต้องสู้กับรัฐ พระต้องรู้เพื่อป้องกันตัวเองและเพื่อให้รู้ว่าอะไรคือสิทธิ อะไรคือหน้าที่ อะไรคืออำนาจของเจ้าหน้าที่ และอะไรคือสิ่งที่เจ้าหน้าที่ทำไม่ได้”

นายณพลเดชย้ำว่า การพูดถึงการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาต้องระวังไม่ให้กลายเป็นการกล่าวหาบุคคลหรือหน่วยงานโดยไม่มีหลักฐาน แต่หากพบว่ามีการทุจริต การใช้อำนาจโดยมิชอบ การกลั่นแกล้ง หรือการจงใจทำให้พระพุทธศาสนาเสียหาย ก็ต้องตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง

“การปกป้องพระพุทธศาสนาไม่ใช่การปกป้องคนผิด แต่คือการไม่ปล่อยให้คนผิดทำลายพระพุทธศาสนา และไม่ปล่อยให้คนบริสุทธิ์ถูกทำลายเพียงเพราะเขาไม่มีอำนาจ”

นายณพลเดชกล่าวว่า หากประเทศไทยต้องการให้พระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่คนทั่วโลกมองเห็นและเข้ามาศึกษา ประเทศไทยต้องทำให้คนเห็นว่าพระพุทธศาสนามีทั้งธรรมะ ความถูกต้อง และความยุติธรรม ไม่ใช่ปล่อยให้ข่าวเรื่องความขัดแย้ง การทุจริต หรือการใช้อำนาจที่ไม่เหมาะสมกลายเป็นภาพจำของวงการสงฆ์ไทย

“เราไม่ควรกลัวการตรวจสอบ แต่ต้องทำให้การตรวจสอบเป็นธรรม ถ้าพระผิดก็ต้องลงโทษ ถ้าเจ้าหน้าที่ผิดก็ต้องลงโทษ ถ้าคนภายนอกเข้ามาหาผลประโยชน์จากวัดก็ต้องจัดการเหมือนกัน ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน เพราะถ้าธรรมะยังถูกยึดเป็นหลัก พระพุทธศาสนาก็ยังมีทางเดินต่อ แต่ถ้าเงิน อำนาจ และความโลภขึ้นมาอยู่เหนือธรรมะ วันนั้นความเสื่อมก็จะเกิดขึ้นเอง”

แหล่งข้อมูลทางวัฒนธรรมยังระบุด้วยว่า “พุทธทำนาย” ถูกอธิบายว่าเป็นเรื่องว่าด้วยปัจจัยทางสังคมที่ทำให้คนประมาท กุศลธรรมลดลง และพระพุทธศาสนาเสื่อมคลายลงตามลำดับ ดังนั้น การนำพระสุบินทั้ง 16 ข้อมาพูดถึงในวันนี้จึงควรใช้เป็น ข้อเตือนใจให้คนในสังคมกลับมาดูพฤติกรรมของตัวเอง มากกว่าการนำไปกล่าวหาว่าเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเป็น “คำทำนายที่เกิดขึ้นแล้ว” โดยตรง


ฟันธง! “พูดว่ายกที่ดินให้วัด” ต้องไม่จบแค่คำพูด — เร่งสะสางที่ดินวัดค้างนาน อย่าปล่อยศรัทธาแพ้ความโลภ


เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569  นายณพลเดช มณีลังกา สมาชิกวุฒิสภาสำรอง กลุ่มม 16 ด้านศิลปะและวัฒนธรรมฯ จ.เชียงราย และอดีตอนุกรรมาธิการพระพุทธศาสนา สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงปัญหาที่ดินวัดว่า กรณีวัดป่าอดุลยาราม จ.ขอนแก่น ที่กำลังเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นกับวัดอีกหลายแห่ง คือประชาชนถวายที่ดินให้วัดแล้ว วัดใช้ประโยชน์เพื่อพระพุทธศาสนามานาน แต่เอกสารทางราชการกลับยังไม่เรียบร้อย จนเรื่องยืดเยื้อเป็นเวลาหลายสิบปี

กรณีวัดป่าอดุลยาราม เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2569 ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ประธานคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พร้อมคณะจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและสำนักงานพระพุทธศาสนา จ.ขอนแก่น เดินทางเข้าพบพระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัด เพื่อพูดคุยและติดตามปัญหาที่ดิน โดยมีการยืนยันว่าการจัดตั้งวัดดำเนินการถูกต้องและมีประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วตั้งแต่ปี 2541 ส่วนปัญหาที่ค้างอยู่คือเรื่องเอกสารโฉนดที่ยังไม่ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นชื่อวัด และมีการประสานหน่วยงานที่ดินเพื่อเดินหน้าตามขั้นตอนต่อไป

นายณพลเดชกล่าวว่า เรื่องนี้ควรเอามาคุยกันให้ชัด เพราะคำว่า “ถวายที่ดินให้วัด” ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงคำพูดที่พูดแล้วจบไป โดยเฉพาะกรณีที่เจ้าของที่ดินพูดต่อหน้าพระสงฆ์และชาวบ้านอย่างชัดเจนว่าให้ที่ดินกับวัด จากนั้นวัดเข้าใช้พื้นที่ สร้างศาสนสถาน ทำกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา และชุมชนรับรู้กันมาเป็นเวลานาน ก็ควรมีวิธีพิสูจน์เจตนาของผู้ถวายให้ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยให้เรื่องค้างจนคนรุ่นหนึ่งเสียชีวิตไป แล้วคนรุ่นหลังต้องกลับมาเริ่มต้นพิสูจน์กันใหม่

“ผมมองว่าถ้าพูดด้วยวาจาว่ายกที่ดินให้วัด ก็ต้องเอาคำพูดนั้นมาพิจารณา ไม่ใช่บอกว่าไม่มีเอกสารแล้วไม่มีความหมายเลย แต่การจะเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ในโฉนดต้องทำตามกฎหมายและตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ครบ ว่าใครเป็นเจ้าของ ที่ดินถูกถวายจริงหรือไม่ วัดรับไว้หรือไม่ และมีการใช้ประโยชน์ต่อเนื่องอย่างไร” นายณพลเดชกล่าว

ทั้งนี้ หลักกฎหมายเรื่องการโอนที่ดินยังต้องดำเนินการตามแบบที่กฎหมายกำหนด ดังนั้นจึงไม่ควรพูดว่า “พูดคำเดียวแล้วโฉนดเปลี่ยนเป็นชื่อวัดทันที” แต่สิ่งที่ควรเปลี่ยนคือวิธีทำงานของรัฐ ต้องมีระบบรองรับกรณีที่ประชาชนแสดงเจตนาถวายที่ดินอย่างชัดเจน แล้วปล่อยให้เรื่องทางเอกสารค้างอยู่เป็นเวลานาน เพราะถ้าปล่อยไว้ 10 ปี 20 ปี หรือ 30 ปี วันหนึ่งพยานหาย เจ้าของเดิมเสียชีวิต เอกสารสูญหาย หรือทายาทมีความเห็นไม่ตรงกัน เรื่องก็จะยิ่งยุ่งยาก

กรณีวัดป่าอดุลยารามจึงน่าสนใจตรงที่หลวงพ่อบอกว่ารอเรื่องโฉนดมาประมาณ 30 ปี ขณะที่ฝ่ายที่เข้ามาติดตามเรื่องยืนยันว่าขั้นตอนการจัดตั้งวัดมีความชัดเจนแล้ว และจากนี้จะเร่งดำเนินการเรื่องเอกสารให้ถูกต้อง ข่าวยังระบุด้วยว่า ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทองได้พูดกับญาติโยมว่าเรื่องนี้ควรทำให้เรียบร้อย และไม่ควรปล่อยให้ค้างต่อไปอีก

นายณพลเดชกล่าวว่า สิ่งที่อยากเห็นต่อจากนี้คือการแก้ปัญหาให้เป็นระบบ โดยเฉพาะ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับที่ดินวัด ควรมีหลักที่ชัดเจนมากขึ้นว่า เมื่อประชาชนมีเจตนาถวายที่ดินให้วัดแล้ว และมีหลักฐานหรือพฤติการณ์ที่ยืนยันได้ รัฐต้องช่วยทำให้เรื่องเข้าสู่ระบบทะเบียนให้เร็วที่สุด ไม่ใช่ปล่อยให้วัดเป็นฝ่ายเดินเรื่องกับหน่วยงานต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ จนบางแห่งต้องรอกันหลายสิบปี

“เราไม่ได้บอกว่าใครพูดว่ายกที่ดินให้วัดแล้วจะเปลี่ยนเป็นของวัดทันทีทุกกรณี เพราะกฎหมายต้องมีขั้นตอน แต่เรากำลังพูดถึงว่า เจตนาของคนที่ถวายที่ดินต้องมีที่ยืนในกฎหมาย ถ้าพิสูจน์ได้ว่าถวายจริง วัดรับจริง ใช้เพื่อพระพุทธศาสนาจริง และมีพยานหลักฐานชัดเจน เรื่องเหล่านี้ต้องได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง” นายณพลเดชกล่าว

นายณพลเดชยังกล่าวถึง พระสุบินนิมิต 16 ประการของพระเจ้าปเสนทิโกศล ซึ่งเป็นเรื่องที่ปรากฏในคัมภีร์และอรรถกถาที่กล่าวถึงความฝัน 16 ประการ และคำอธิบายถึงสภาพสังคมในอนาคตเมื่อความเสื่อมเพิ่มขึ้น โดยหนึ่งในสุบินที่ถูกนำมาอธิบายถึงเรื่อง ความโลภและความอยากในทรัพย์สิน คือสุบินข้อที่ 9 เรื่องสระน้ำที่บริเวณกลางสระขุ่น แต่บริเวณรอบนอกกลับใสสะอาด ซึ่งคำอธิบายในแหล่งข้อมูลร่วมสมัยนำไปเชื่อมกับการที่คนมีความอยากได้ทรัพย์สินมากขึ้นและการแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง

นายณพลเดชกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเอาพระสุบินมาใช้ตัดสินว่าใครผิดหรือใครถูก แต่เป็นข้อคิดว่า เมื่อสังคมมีเรื่องทรัพย์สินเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น กฎหมายต้องชัดและต้องป้องกันไม่ให้ทรัพย์สินที่ประชาชนตั้งใจถวายเพื่อส่วนรวมถูกนำไปใช้ผิดจากเจตนาเดิม โดยเฉพาะทรัพย์สินของวัดซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับศรัทธาของคนจำนวนมาก

อีกเรื่องที่อยากให้รัฐบาลเร่งทำคือ ที่ดินวัดที่อยู่ในพื้นที่ป่าและค้างอยู่กับกรมป่าไม้ เพราะปัญหานี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น และมีมติคณะรัฐมนตรีออกมาแล้วหลายครั้ง โดยกรมป่าไม้รวบรวมกรอบมติ ครม. ที่เกี่ยวข้องไว้ทั้งมติวันที่ 23 มิ.ย. 2563 มติวันที่ 11 พ.ค. 2564 และมติวันที่ 25 ก.พ. 2568

“ถ้ามีมติ ครม. ออกมาแล้วถึง 3 รอบ แต่เรื่องของวัดบางแห่งยังค้างอยู่ ผมคิดว่าต้องลงไปดูให้ชัดว่าแต่ละวัดติดอยู่ตรงไหน ติดที่เอกสาร ติดที่หน่วยงาน หรือขั้นตอนใดที่ยังไม่เดิน ไม่ควรปล่อยให้วัดต้องรอไปเรื่อย ๆ เพราะบางวัดอยู่ตรงนั้นมานานมากแล้ว พระอยู่ ชาวบ้านอยู่ ใช้พื้นที่ทำกิจกรรมทางศาสนากันมานาน แต่เรื่องเอกสารยังไม่จบ”

นายณพลเดชกล่าวอีกว่า อยากให้กรมป่าไม้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และหน่วยงานที่ดินทำบัญชีให้เห็นชัดว่า มีวัดค้างอยู่กี่แห่ง แต่ละแห่งอยู่ขั้นตอนไหน และจะเสร็จเมื่อไร เพราะประชาชนจะได้รู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน และหน่วยงานใดกำลังรับผิดชอบ

“เรื่องที่ดินวัดไม่ควรรอจนเกิดคดีแล้วค่อยแก้ เราควรแก้ตั้งแต่วันนี้ กฎหมายต้องช่วยรักษาทรัพย์สินที่คนถวายให้พระพุทธศาสนา และต้องทำให้คนที่คิดจะถวายที่ดินมั่นใจว่า เมื่อถวายแล้ว ที่ดินนั้นจะได้รับการดูแลและจัดการตามเจตนาของเขา ไม่ใช่ผ่านไปหลายสิบปีแล้วยังต้องมานั่งถามกันว่า ที่ดินเป็นของใคร”

นายณพลเดชกล่าวทิ้งท้ายว่า “ถ้าคนพูดว่ายกที่ดินให้วัดแล้ว วัดรับและใช้ประโยชน์จริง มีหลักฐานและพยานยืนยัน กฎหมายต้องมีทางเดินให้เรื่องนี้จบ ไม่ใช่ปล่อยให้ค้างจนคนหมดแรง” และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสะสางทั้งกรณีวัดป่าอดุลยาราม รวมถึงวัดอื่น ๆ ที่มีปัญหาที่ดินค้างอยู่ โดยเฉพาะที่ดินวัดในพื้นที่ป่า เพื่อให้ทรัพย์สินที่ประชาชนถวายด้วยศรัทธาได้รับการคุ้มครองอย่างชัดเจนและอยู่กับพระพุทธศาสนาไปอีกนาน


วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2569

Song: Not Mine, Not Me Inspired by The Etam Mama Sutta


[Verse 1]

Form is changing, day by day,
Feelings rise and fade away.
Memories, thoughts, come and go,
Nothing stays forever so.

[Pre-Chorus]
When the mind says, “This is mine,”
When it says, “This self is I,”
Clinging grows and suffering starts,
Holding things that cannot last.

[Chorus]
Not mine, not me,
Nothing here is meant to stay.
Five aggregates arise and cease,
Changing every day.

Not mine, not me,
No permanent self to find.
When clinging fades and wisdom grows,
The heart becomes more free.

[Verse 2]
Feelings rise and disappear,
Perceptions change from year to year.
Mental formations come and flow,
Consciousness appears, then goes.

[Bridge]
Arising, staying, passing away,
Nothing remains forever.
When we see things as they truly are,
The heart can cling no more.

[Final Chorus]
Not mine, not me,
Let the grasping slowly cease.
See all things just as they are,
And find the path to peace.

Not mine, not me,
Release the thought of “I.”
When attachment fades away,
The heart is free and light.

[Ending]
What arises will pass away,
What changes cannot be “me.”
With wisdom, letting go begins—
And letting go brings peace.

The Etam Mama Sutta: The Cause of Clinging to “This Is Mine, This I Am, This Is My Self”

At Sāvatthī, the Blessed One asked the monks:

“When what exists, depending on what, and clinging to what does a person regard something as: ‘This is mine, this I am, this is my self’?”

The monks replied that their teachings were rooted in the Blessed One.

The Buddha then explained:

“When form exists, depending on form and clinging to form, a person regards it as: ‘This is mine, this I am, this is my self.’

When feeling exists, depending on feeling and clinging to feeling, a person regards it as: ‘This is mine, this I am, this is my self.’

When perception exists, depending on perception and clinging to perception, a person regards it as: ‘This is mine, this I am, this is my self.’

When formations exist, depending on formations and clinging to formations, a person regards them as: ‘This is mine, this I am, this is my self.’

When consciousness exists, depending on consciousness and clinging to consciousness, a person regards it as: ‘This is mine, this I am, this is my self.’”

The Buddha then asked:

“Monks, what do you think? Is form permanent or impermanent?”

“Impermanent, venerable sir.”

“And what is impermanent—is it suffering or happiness?”

“Suffering, venerable sir.”

“Then can one appropriately regard what is impermanent, suffering, and subject to change as: ‘This is mine, this I am, this is my self’?”

“No, venerable sir.”

The same examination was applied to feeling, perception, formations, and consciousness. All were understood to be impermanent, subject to change, and incapable of being rightly regarded as “mine,” “I,” or “my self.”

Thus, a noble disciple who has heard the teachings and sees things in this way becomes disenchanted with them, becomes dispassionate, and moves toward liberation.

The central teaching is clear: clinging creates the sense of “mine” and “self.” Seeing impermanence clearly weakens that clinging and opens the way to freedom from suffering.


[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

๒. เอตังมมสูตร
ว่าด้วยเหตุแห่งการยึดมั่นว่าเป็นของเรา
[๓๔๘] พระนครสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่ออะไรมี อยู่ เพราะอาศัยอะไร เพราะยึดมั่นอะไร บุคคลจึงตามเห็นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่น เป็นตัวตนของเรา? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมของข้าพระองค์ทั้งหลาย มีพระผู้มีพระภาคเป็นรากฐาน ฯลฯ พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อมีรูปอยู่ เพราะอาศัยรูป เพราะยึดมั่นรูป บุคคลจึงตามเห็น ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา. เมื่อเวทนามีอยู่ ... เมื่อสัญญามีอยู่ ... เมื่อ สังขารมีอยู่ ... เมื่อวิญญาณมีอยู่ ... เพราะอาศัยวิญญาณ เพราะยึดมั่นวิญญาณ บุคคลจึงตามเห็น ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา. [๓๔๙] พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือ ไม่เที่ยง? ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา บุคคลพึงตามเห็นสิ่งนั้น ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา เพราะไม่อาศัยสิ่งนั้นบ้างหรือ? ภิ. ไม่ใช่เช่นนั้น พระเจ้าข้า. พ. เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณ ... เที่ยงหรือไม่เที่ยง? ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา บุคคลพึงตามเห็นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา เพราะไม่อาศัยสิ่งนั้นบ้างหรือ? ภิ. ไม่ใช่เช่นนั้น พระเจ้าข้า. พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความ เป็นอย่างนี้มิได้มี.
จบ สูตรที่ ๒.

Song: Do Not Cling to the Impermanent Inspired by The Eso Atta Sutta


[Verse 1]
Form arises, then it changes,
Feelings rise and fade away.
Perceptions never stay the same,
Mental formations drift and change.

[Pre-Chorus]
Yet the mind keeps saying, “This is me,”
“This is who I’ll always be.”
How can changing things be forever?
How can what arises be the self?

[Chorus]
Do not cling to the impermanent,
Do not call the changing “I.”
Form and feeling, perception too,
Formations and consciousness pass by.

Do not believe the self will last,
Do not hold to what must change.
When wisdom sees reality,
The heart is freed from grasping.

[Verse 2]
Consciousness arises and passes,
Nothing stays exactly the same.
Today may bring a different world,
Tomorrow changes once again.

[Bridge]
Arising, remaining, passing away,
Nothing is permanent.
When we see things as they truly are,
The mind releases “I.”

[Final Chorus]
Do not cling to the impermanent,
Do not make the changing “me.”
The five aggregates arise and cease,
Just as they are meant to be.

Release the thought of “I,”
Release the thought of “mine.”
When attachment fades away,
The path to freedom shines.

[Ending]
Whatever arises will change,
Whatever changes cannot remain.
See the truth with wisdom clear—
Let go of clinging,
And find peace.

The Eso Atta Sutta: The Origin of the Eternalist View

At Sāvatthī, the Blessed One addressed the monks:

“Monks, when what exists, depending on what, and clinging to what does the view arise:

‘The self is that; the world is that. Having passed away from this world, I shall be permanent, everlasting, stable, and unchanging by nature’?

The monks replied that their teachings were rooted in the Blessed One.

The Buddha then explained:

“When form exists, depending on form and clinging to form, such a view arises:

‘The self is that; the world is that. Having passed away from this world, I shall be permanent, everlasting, stable, and unchanging by nature.’

Likewise, when feeling exists, depending on feeling and clinging to feeling, this view arises.

When perception exists, depending on perception and clinging to perception, this view arises.

When mental formations exist, depending on mental formations and clinging to them, this view arises.

When consciousness exists, depending on consciousness and clinging to consciousness, this view arises.”

The Buddha then asked:

“Monks, what do you think? Is form permanent or impermanent?”

“Impermanent, venerable sir.”

“And whatever is impermanent—is it suffering or happiness?”

“Suffering, venerable sir.”

“Then can one appropriately establish the view that:

‘The self is that; the world is that. Having passed away from this world, I shall be permanent, everlasting, stable, and unchanging by nature’

based on something that is impermanent, suffering, and subject to change?”

“No, venerable sir.”

The Buddha then asked the same questions concerning feeling, perception, mental formations, and consciousness.

The monks answered that all of them are impermanent and that what is impermanent is suffering and subject to change. Therefore, none of these aggregates can rightly serve as the basis for the view that the self is permanent and unchanging.

The Buddha then taught that a noble disciple who has heard the Dhamma and sees things in this way becomes disenchanted, develops dispassion, and moves toward liberation.

The Central Meaning

The Eso Atta Sutta teaches that the eternalist view arises through dependence upon and clinging to the five aggregates.

Because the five aggregates are impermanent, changing, and subject to dissolution, they cannot provide a permanent foundation for a permanent self.

The practice, therefore, is not merely to reject a philosophical belief, but to observe directly the impermanent nature of form, feeling, perception, formations, and consciousness.

When clinging to these aggregates fades, the mistaken perception of a permanent self also weakens, opening the way toward freedom from suffering.

[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

๓. เอโสอัตตาสูตร
ว่าด้วยเหตุแห่งสัสสตทิฏฐิ
[๓๕๐] พระนครสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่ออะไรมีอยู่ เพราะอาศัยอะไร เพราะยึดมั่นอะไร จึงเกิดมีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ตนก็อันนั้น โลกก็ อันนั้น เรานั้นละโลกนี้ไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีความไม่เปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมของข้าพระองค์ทั้งหลาย มีพระผู้มีพระภาค เป็นรากฐาน ฯลฯ พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อรูปมีอยู่ เพราะอาศัยรูป เพราะยึดมั่นรูป จึงเกิดมีทิฏฐิอย่างนี้ ว่า ตนก็อันนั้น โลกก็อันนั้น เรานั้นละโลกนี้ไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีความ ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา. เมื่อเวทนามีอยู่ ... เมื่อสัญญามีอยู่ ... เมื่อสังขารมีอยู่ ... เมื่อวิญญาณ มีอยู่ เพราะอาศัยวิญญาณ เพราะยึดมั่นวิญญาณ จึงเกิดมีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ตนก็อันนั้น โลกก็อัน นั้น เรานั้นละโลกนี้ไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีความไม่เปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา. [๓๕๑] พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยง หรือไม่เที่ยง? ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา พึงเกิดมีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ตนก็อันนั้น โลกก็อันนั้น เรานั้นละโลกนี้ไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีความไม่ เปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา เพราะไม่อาศัยสิ่งนั้นบ้างหรือ? ภิ. ไม่ใช่เช่นนั้น พระเจ้าข้า. พ. เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง? ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา พึงเกิดมีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ตนก็อันนั้น โลกก็อันนั้น เรานั้นละโลกนี้ไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีความไม่ เปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา เพราะไม่อาศัยสิ่งนั้นบ้างหรือ? ภิ. ไม่ใช่เช่นนั้น พระเจ้าข้า. พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความ เป็นอย่างนี้มิได้มี.

Song: Neither Clinging to Being nor Non-Being


[Verse 1]
Form arises, then it changes,
Feelings rise and fade away.
Perceptions and formations
Never remain the same.

[Pre-Chorus]
When the mind says, “I exist,”
Fear arises when things change.
When the mind says, “I do not exist,”
It may still cling to a view.

[Chorus]
Do not cling to “I am,”
Do not cling to “I am not.”
Do not make a self from “I”
Or from all that I have got.

Form and feeling, perception,
Formations and consciousness—
All arise and pass away,
None are fixed or permanent.

[Verse 2]
Everything we see keeps changing,
Moving with conditions known.
Do not take a changing process
And declare it as your own.

[Bridge]
There is no need to build a story,
There is no need to grasp a name.
Simply see things as they arise,
Remain, transform, and fade.

[Final Chorus]
Do not cling to “I am,”
Do not cling to “I am not.”
Do not fall into either view,
Do not let the mind be caught.

See the five aggregates clearly,
See them just as they truly are.
When attachment fades away,
Freedom is no longer far.

[Ending]
Being or non-being—
Neither one is ours to hold.
See the truth with wisdom clear,
And let the heart be free.

The Origin of the Nihilistic View

At Sāvatthī, the Blessed One asked the monks:

“Monks, when what exists, depending on what, and clinging to what does such a view arise:

‘May I not exist. May what belongs to me not exist. I shall not exist, and what belongs to me shall not exist’?

The monks replied that their teachings were rooted in the Blessed One.

The Buddha then explained:

“When form exists, depending on form and clinging to form, such a view arises:

‘May I not exist. May what belongs to me not exist. I shall not exist, and what belongs to me shall not exist.’

Likewise, when feeling exists, depending on feeling and clinging to feeling, such a view arises.

When perception exists, depending on perception and clinging to perception, such a view arises.

When mental formations exist, depending on mental formations and clinging to them, such a view arises.

When consciousness exists, depending on consciousness and clinging to consciousness, such a view arises.”

The Buddha then asked:

“Monks, what do you think? Is form permanent or impermanent?”

“Impermanent, venerable sir.”

“And whatever is impermanent—is it suffering or happiness?”

“Suffering, venerable sir.”

“Then can a person, based on something that is impermanent, suffering, and subject to change, establish the view:

‘May I not exist. May what belongs to me not exist. I shall not exist, and what belongs to me shall not exist’?”

“No, venerable sir.”

The Buddha then asked the same questions concerning feeling, perception, mental formations, and consciousness.

The monks answered that all of them are impermanent, suffering, and subject to change. Therefore, such things cannot properly serve as a foundation for the view that “I shall not exist” or “what belongs to me shall not exist.”

The Meaning of the Teaching

The No Ce Me Siya Sutta points to the danger of becoming attached to views concerning the self.

The teaching does not encourage a person to cling to the idea of a permanent self, nor does it encourage attachment to an extreme idea of non-existence. Instead, it directs the practitioner to examine the five aggregates as they actually are.

Form, feeling, perception, mental formations, and consciousness arise and change according to conditions. They are impermanent and subject to suffering when clung to.

A noble disciple who sees this clearly becomes disenchanted with clinging, develops dispassion, and moves toward liberation.

The essential message is:

Do not cling to “I exist.”
Do not cling to “I do not exist.”
See the five aggregates as they truly are.


[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

๔. โนจเมสิยาสูตร
ว่าด้วยเหตุแห่งนัตถิกทิฏฐิ
[๓๕๒] พระนครสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่ออะไร มีอยู่ เพราะอาศัยอะไร เพราะยึดมั่นอะไร จึงเกิดมีทิฏฐิอย่างนี้ว่า เราไม่พึงมี และบริขารของ เราไม่พึงมี เราจักไม่มี บริขารของเราจักไม่มี? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมของข้าพระองค์ทั้งหลาย มีพระผู้มีพระภาคเป็นรากฐาน ฯลฯ พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อรูปมีอยู่ เพราะอาศัยรูป เพราะยึดมั่นรูป จึงเกิดมีทิฏฐิ อย่างนี้ว่า เราไม่พึงมี บริขารของเราไม่พึงมี เราจักไม่มี บริขารของเราจักไม่มี. เมื่อเวทนามีอยู่ ... เมื่อสัญญามีอยู่ ... เมื่อสังขารมีอยู่ ... เมื่อวิญญาณมีอยู่ เพราะอาศัยวิญญาณ เพราะยึดมั่นวิญญาณ จึงเกิดมีทิฏฐิอย่างนี้ว่า เราไม่พึงมี และบริขารของเราไม่พึงมี เราจักไม่มี บริขารของเราจักไม่มี. [๓๕๓] พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยง หรือไม่เที่ยง? ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา พึงเกิดมีทิฏฐิอย่างนี้ว่า เราไม่พึงมี และบริขารของเราไม่พึงมี เราจักไม่มี บริขารของเราจักไม่มี เพราะไม่อาศัยสิ่งนั้น บ้างหรือ? ภิ. ไม่ใช่เช่นนั้น พระเจ้าข้า. พ. เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง? ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา พึงเกิดมีทิฏฐิอย่างนี้ว่า เราไม่พึงมี และบริขารของเราไม่พึงมี เราจักไม่มี บริขารของเราจักไม่มี เพราะไม่อาศัยสิ่งนั้น บ้างหรือ? ภิ. ไม่ใช่เช่นนั้น พระเจ้าข้า. พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความ เป็นอย่างนี้มิได้มี.

Song: The Five Aggregates Are Not the Self Inspired by The Attānudiṭṭhi Sutta

[Verse 1] Form arises, then changes away, Nothing in life forever can stay. When the heart clings, suffering grows, Mistaking “me” for what ...