Song: Beyond the Ego, Beyond the World Inspired by the Samiddhi Sutta
[Verse 1]
Morning breaks beside the stream,
Calling hearts beyond a dream.
Pleasures fade like morning dew,
Truth remains forever true.
[Pre-Chorus]
Leave behind the grasping mind,
Greater treasures we can find.
Wisdom shines where egos cease,
Lighting every path to peace.
[Chorus]
Let go of "better," "less," and "same,"
Every soul's beyond a name.
Walk with kindness, calm and free,
Rooted in humanity.
Hand in hand the nations stand,
Building hope across the land.
When compassion leads the way,
Peace is born anew each day.
[Verse 2]
Not by wealth or fleeting fame,
Not by pride or worldly gain.
Mindful hearts can clearly see,
Love becomes our destiny.
[Bridge]
No more borders in the heart,
That's where healing first will start.
Every culture, every voice,
Can unite through wiser choice.
[Final Chorus]
Beyond craving, beyond pride,
Let the Dhamma be our guide.
Body, speech, and mind made pure,
Building peace that will endure.
One bright world beneath one sky,
Hope and kindness multiplied.
Through awakened hearts we see,
The path to lasting harmony.
“สมิทธิสูตร” ชี้การเอาชนะกิเลสและละอัตตา คือรากฐานแห่งสันติภาพโลก นักวิชาการเสนอใช้พุทธธรรมสร้างวัฒนธรรมแห่งสันติในศตวรรษที่ 21
พระนครราชคฤห์ – หลักธรรมใน สมิทธิสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 15 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 7 สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ได้สะท้อนหลักธรรมสำคัญเกี่ยวกับ การละกามคุณ การไม่ยึดมั่นในตัวตน และการดำเนินชีวิตด้วยสติและปัญญา ซึ่งนักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาและสันติศึกษาระบุว่า สามารถประยุกต์ใช้เป็นแนวทางสร้างสันติภาพโลกในยุคที่มนุษย์เผชิญการแข่งขัน ความขัดแย้ง และการยึดติดในผลประโยชน์ส่วนตน
เรื่องราวในพระสูตรเริ่มต้นเมื่อ พระสมิทธิเถระ ออกไปชำระร่างกายในยามใกล้รุ่ง ณ ลำน้ำตโปทา เขตพระนครราชคฤห์ ขณะนั้นเทวดาองค์หนึ่งได้มาปรากฏกาย พร้อมกล่าวชักชวนให้พระสมิทธิกลับไปเสพกามคุณในวัยหนุ่ม โดยเห็นว่ายังมีโอกาสแสวงหาความสุขทางโลกก่อนที่จะสายเกินไป
อย่างไรก็ตาม พระสมิทธิเถระได้ตอบอย่างมั่นคงว่า มิได้ละกามเพื่อหวังความสุขที่สูงกว่าในภายหน้า แต่ละกามเพราะเห็นตามคำสอนของพระพุทธเจ้าว่า กามทั้งหลายมีความสุขเพียงชั่วคราว แต่มีทุกข์และโทษแฝงอยู่มาก ขณะที่โลกุตตรธรรมเป็นสัจธรรมที่ผู้ปฏิบัติสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง ให้ผลได้ทันที และนำไปสู่ความหลุดพ้นอย่างแท้จริง
เมื่อพระสมิทธินำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงอธิบายเพิ่มเติมว่า มนุษย์ส่วนใหญ่ย่อมติดอยู่กับ “บัญญัติ” หรือการสมมติเรียกขานและการยึดถือสิ่งต่าง ๆ ว่าเป็น “เรา” และ “ของเรา” จึงตกอยู่ในอำนาจของความตายและความทุกข์
พระพุทธองค์ยังทรงชี้ว่า ความขัดแย้งของมนุษย์จำนวนมากเกิดจาก “มานะ 3 ประการ” ได้แก่
- คิดว่าตนดีกว่าผู้อื่น
- คิดว่าตนด้อยกว่าผู้อื่น
- คิดว่าตนเสมอกับผู้อื่น
แม้การเปรียบเทียบว่าตน “เท่ากับ” ผู้อื่น ก็ยังเป็นความยึดมั่นในตัวตน ซึ่งเป็นรากเหง้าของการแข่งขัน การแบ่งแยก และความขัดแย้ง
นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาอธิบายว่า พระสูตรนี้เสนอให้มนุษย์ก้าวข้ามการเปรียบเทียบและการแข่งขันทางอัตตา เพราะเมื่อจิตไม่ถูกครอบงำด้วยความยึดมั่น ก็จะเกิดเมตตา ความเข้าใจ และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
นักสันติศึกษาระบุว่า หลักธรรมในสมิทธิสูตรสามารถประยุกต์ใช้กับการสร้างสันติภาพโลกได้หลายมิติ ทั้งการลดการบริโภคนิยม การลดความโลภ การสร้างภาวะผู้นำที่ถ่อมตน และการส่งเสริมการเจรจาบนพื้นฐานของความเสมอภาคและการเคารพศักดิ์ศรีของทุกฝ่าย
ตอนท้ายของพระสูตร เทวดาได้สรุปหลักปฏิบัติว่า
“ไม่ควรทำบาปด้วยกาย วาจา และใจ ควรละกาม มีสติ มีสัมปชัญญะ และไม่แสวงหาความสุขที่ก่อให้เกิดโทษ”
นักวิชาการเห็นว่า หลักธรรมดังกล่าวมีความสอดคล้องกับแนวคิดสันติภาพเชิงบวก (Positive Peace) ที่มุ่งสร้างคุณธรรม ความรับผิดชอบ และการอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน มากกว่าการยุติความรุนแรงเพียงชั่วคราว
ผู้เชี่ยวชาญสรุปว่า สมิทธิสูตรชี้ให้เห็นว่า สันติภาพโลกไม่ได้เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงระบบเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงจิตใจ ลดอัตตา ละความยึดติด และดำเนินชีวิตด้วยสติ ปัญญา และเมตตา ซึ่งเป็นรากฐานของสังคมที่สงบสุขและยั่งยืน
English Translation
Samiddhi Sutta: Letting Go of Ego and Craving—A Buddhist Path to World Peace
Rājagaha – The Samiddhi Sutta, found in the Saṃyutta Nikāya (Book 15 of the Pāli Canon), presents profound teachings on renouncing sensual attachment, overcoming ego, and cultivating wisdom, offering timeless principles for building lasting world peace.
The discourse recounts how the Venerable Samiddhi was approached by a radiant deity while standing beside the Tapodā River before dawn. The deity encouraged the young monk to enjoy worldly pleasures while he was still young instead of renouncing them.
Venerable Samiddhi replied that he had not abandoned sensual pleasures in exchange for greater heavenly pleasures. Rather, he had renounced them because the Buddha taught that sensual pleasures are temporary, filled with suffering, and ultimately unsatisfactory, whereas the supramundane Dhamma can be realized directly and leads to true liberation.
When Samiddhi later reported the encounter, the Buddha explained that ordinary beings become trapped by conceptual labels and the illusion of "self," causing them to remain bound to suffering.
The Buddha further identified three forms of conceit that generate conflict:
- "I am better than others."
- "I am worse than others."
- "I am equal to others."
Even the thought of equality, when rooted in self-identification, still reinforces attachment to ego.
Scholars explain that the Sutta teaches humanity to transcend comparison and competition, replacing ego with wisdom and compassion.
Peace researchers suggest that the Samiddhi Sutta offers valuable guidance for modern peacebuilding by encouraging humility, ethical leadership, reduced consumerism, and dialogue based on mutual respect rather than pride.
The discourse concludes with a practical ethical summary:
"Commit no evil through body, speech, or mind. Abandon sensual attachment. Live with mindfulness and clear comprehension. Do not pursue pleasures that lead to suffering."
Scholars conclude that the Samiddhi Sutta teaches that lasting world peace begins with inner transformation—overcoming ego, abandoning craving, and living with wisdom, mindfulness, and compassion.
[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]
สมิทธิสูตรที่ ๑๐ [๔๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ตโปทาราม เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นแล พระสมิทธิเถระผู้มีอายุ ตื่นขึ้นในเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรี เข้าไปที่ ลำน้ำตโปทาเพื่อจะล้างตัว ครั้นล้างตัวแล้ว จึงกลับขึ้นยืนมีจีวรผืนเดียวรอให้ ตัวแห้ง ฯ [๔๕] ครั้งนั้นแล เมื่อราตรีใกล้สว่าง เทวดาองค์หนึ่ง มีวรรณงาม ยังลำน้ำตโปทาทั้งสิ้นให้สว่างทั่ว เข้าไปหาพระสมิทธิเถระผู้มีอายุถึงที่ใกล้ ครั้น- *แล้ว จึงลอยอยู่ในอากาศ ได้กล่าวกะพระสมิทธิเถระผู้มีอายุด้วยคาถาว่า ภิกษุ ท่านไม่บริโภคแล้ว ยังขออยู่ ท่านบริโภคแล้ว ก็ไม่ ต้องขอเลย ภิกษุ ท่านบริโภคแล้ว จงขอเถิด กาลอย่า ล่วงท่านไปเสียเลย ฯ [๔๖] ส. เรายังไม่รู้กาล กาลยังลับ มิได้ปรากฏ เพราะ เหตุนั้น เราไม่บริโภคแล้ว จึงยังขออยู่ กาลอย่าล่วงเราไป เสียเลย ฯ [๔๗] ครั้งนั้นแล เทวดานั้นลงมายืนที่พื้นดินแล้ว กล่าวกะพระสมิทธิ- *เถระว่า ภิกษุ ท่านเป็นบรรพชิตยังหนุ่มแน่น มีผมดำประกอบด้วยปฐมวัย จำเริญรุ่น จะเป็นผู้ไม่เพลิดเพลินในกามทั้งหลายเสียแล้ว ภิกษุ ท่านจงบริโภค กามทั้งหลายเป็นของมนุษย์ อย่าละกามที่เห็นประจักษ์เสีย วิ่งไปหาทิพยกามอัน มีโดยกาลเลย ฯ [๔๘] ส. ท่านผู้มีอายุ เราหาได้ละกามที่เห็นประจักษ์ วิ่งเข้าไปหา ทิพยกามอันมีโดยกาลไม่ ท่านผู้มีอายุ เราละกามอันมีโดยกาลแล้ว วิ่งเข้าไปหา โลกุตรธรรมที่เห็นประจักษ์ ท่านผู้มีอายุ ด้วยว่ากามทั้งหลายอันมีโดยกาล (เป็น ของชั่วคราว) พระผู้มีพระภาคตรัสว่า มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกาม ทั้งหลายนั้นมีโทษยิ่ง โลกุตรธรรมนี้ อันบุคคลพึงเห็นเอง ให้ผลไม่มีกาล ควร เรียกร้องผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนทั้งหลายพึง ทราบเฉพาะตน ฯ [๔๙] ท. ภิกษุ ก็กามทั้งหลายอันมีโดยกาล พระผู้มีพระภาคตรัสว่า มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก มีโทษมาก เป็นอย่างไร โลกุตรธรรมนี้ อัน บุคคลพึงเห็นเอง ให้ผลไม่มีกาล ควรร้องเรียกผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด ควร น้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนทั้งหลาย พึงทราบเฉพาะตน เป็นอย่างไร ฯ [๕๐] ส. ท่านผู้มีอายุ เราเป็นผู้ใหม่ บวชไม่นาน เพิ่งมาสู่ธรรมวินัย นี้ เราไม่อาจบอกท่านได้พิสดาร พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต- *สัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จประทับที่ตโปทาราม เขตพระนครราชคฤห์ ท่านเข้า ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นแล้ว ทูลถามเรื่องนี้เถิด พระผู้มีพระภาคทรง พยากรณ์แก่ท่านอย่างใด ท่านพึงทรงจำเรื่องนั้นไว้อย่างนั้นเถิด ฯ ท. พระผู้มีพระภาคนั้น อันพวกเทวดามีบริวารมากจำพวกอื่นแวดล้อม แล้ว ข้าพเจ้าจะเข้าไปเฝ้าไม่ได้ง่ายเลย ภิกษุ ถ้าท่านเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค นั้นแล้วพึงทูลถามเรื่องนี้ แม้ข้าพเจ้าพึงมาเพื่อฟังธรรม ฯ พระสมิทธิเถระผู้มีอายุรับต่อเทวดานั้นว่า ท่านผู้มีอายุ เราจะทูลถาม อย่างนี้ แล้วจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ครั้นเข้าไปแล้ว จึงถวายอภิวาท พระผู้มีพระภาค แล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ [๕๑] พระสมิทธิเถระผู้มีอายุ ครั้นนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคว่า ข้าพระองค์ขอประทานโอกาสกราบทูล ข้าพระองค์ ตื่นขึ้นในเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรี เข้าไปที่ลำน้ำตโปทาเพื่อล้างตัว ครั้นล้างตัวแล้ว กลับขึ้นยืน มีจีวรผืนเดียวรอให้ตัวแห้ง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้งนั้นแล เมื่อ ราตรีใกล้สว่าง เทวดาองค์หนึ่ง มีวรรณงาม ยังลำน้ำตโปทาทั้งสิ้นให้สว่างทั่ว เข้าไปหาข้าพระองค์ ครั้นแล้วจึงลอยอยู่ในอากาศ ได้กล่าวด้วยคาถานี้ว่า ภิกษุ ท่านไม่บริโภคแล้ว ยังขออยู่ ท่านบริโภคแล้ว ก็ ไม่ต้องขอเลย ภิกษุ ท่านบริโภคแล้ว จงขอเถิด กาลอย่า ล่วงท่านไปเสียเลย ฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเทวดากล่าวอย่างนี้แล้ว ข้าพระองค์ได้กล่าว กะเทวดานั้นด้วยคาถาว่า เรายังไม่รู้กาล กาลยังลับ มิได้ปรากฏ เพราะเหตุนั้น เราไม่ บริโภคแล้ว จึงยังขออยู่ กาลอย่าล่วงเราไปเสียเลย ฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้งนั้นแล เทวดานั้นลงมายืนที่พื้นดินแล้วกล่าว คำนี้กะข้าพระองค์ว่า ภิกษุ ท่านเป็นบรรพชิตยังหนุ่มแน่น มีผมดำ ประกอบ ด้วยปฐมวัยจำเริญรุ่น จะเป็นผู้ไม่เพลิดเพลินในกามทั้งหลายเสียแล้ว ภิกษุ ท่านจงบริโภคกามทั้งหลายเป็นของมนุษย์ อย่าละกามที่เห็นประจักษ์ วิ่งเข้าไป หาทิพยกามอันมีโดยกาลเลย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเทวดานั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ข้าพระองค์ได้กล่าวคำนี้กะเทวดานั้นว่า ท่านผู้มีอายุ เราหาได้ละกามที่เห็น ประจักษ์ วิ่งเข้าไปหาทิพยกามอันมีโดยกาลไม่ ท่านผู้มีอายุ เราละกามอันมีโดย กาลแล้ว วิ่งเข้าไปหาโลกุตรธรรมที่เห็นประจักษ์ ท่านผู้มีอายุ ด้วยว่ากามทั้งหลาย อันมีโดยกาล พระผู้มีพระภาคตรัสว่า มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกาม ทั้งหลายนั้นมีโทษยิ่ง โลกุตรธรรมนี้ อันบุคคลพึงเห็นเอง ให้ผลไม่มีกาล ควรร้องเรียกผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนทั้งหลาย พึงทราบเฉพาะตน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้แล้ว เทวดานั้นได้กล่าวคำนี้กะข้าพระองค์ว่า ภิกษุ ก็กามทั้งหลายอันมีโดยกาล พระผู้มี พระภาคตรัสว่า มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก มีโทษมากเป็นอย่างไร โลกุตรธรรมนี้ อันบุคคลพึงเห็นเอง ให้ผลไม่มีกาล ควรร้องเรียกผู้อื่นว่า ท่าน จงมาดูเถิด ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนทั้งหลายพึงทราบเฉพาะตน เป็น อย่างไร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเทวดานั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ข้าพระองค์ได้ กล่าวคำนี้กะเทวดานั้นว่า ท่านผู้มีอายุ เราเป็นผู้บวชใหม่ เพิ่งมาสู่ธรรมวินัยนี้ เราไม่อาจบอกท่านได้พิสดาร พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันตสัมมา- *สัมพุทธเจ้า เสด็จประทับอยู่ที่ตโปทาราม เขตพระนครราชคฤห์ ท่านเข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นแล้ว ทูลถามเรื่องนี้เถิด พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ แก่ท่านอย่างไร ท่านพึงทรงจำเรื่องนั้นไว้อย่างนั้นเถิด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้แล้ว เทวดานั้นได้กล่าวคำนี้กะข้าพระองค์ว่า ภิกษุ พระผู้มีพระภาคนั้น อันพวกเทวดามีบริวารมากจำพวกอื่นแวดล้อมแล้ว ข้าพเจ้า จะเข้าไปเฝ้าไม่ได้ง่ายเลย ภิกษุ ถ้าท่านเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคนั้นแล้วพึงทูล ถามเรื่องนี้ แม้ข้าพเจ้าพึงมาเพื่อฟังธรรม ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าคำของเทวดา นั้นเป็นคำจริง เทวดานั้นพึงมาในที่ใกล้วิหารนี้นี่แล ฯ เมื่อพระสมิทธิเถระทูลอย่างนี้แล้ว เทวดานั้นได้กล่าวคำนี้กะพระสมิทธิ- *เถระผู้มีอายุว่า ทูลถามเถิด ภิกษุ ทูลถามเถิด ภิกษุ ข้าพเจ้าตามมาถึงแล้ว ฯ [๕๒] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะเทวดานั้นด้วยคาถา ทั้งหลายว่า สัตว์ทั้งหลายมีความสำคัญในข้อที่ได้รับบอก ติดอยู่ในข้อที่ได้ รับบอก ไม่กำหนดรู้ข้อที่ได้รับบอก ย่อมมาสู่อำนาจแห่งมัจจุ ส่วนขีณาสวภิกษุกำหนดรู้ข้อที่ได้รับบอก ย่อมไม่สำคัญ ข้อที่ได้รับบอกแล้ว เพราะข้อที่ได้รับบอกนั้น ย่อมไม่มีแก่ ขีณาสวภิกษุนั้น ฉะนั้น เหตุที่จะพึงพูดถึงข้อที่ได้รับบอก จึงมิได้มีแก่ขีณาสวภิกษุนั้น ดูกรเทวดา ถ้าท่านเข้าใจ ก็จงพูด ฯ เทวดานั้นทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่ทราบเนื้อความแห่ง ธรรมนี้ ที่พระผู้มีพระภาคตรัสโดยย่อให้ได้ความโดยพิสดารได้ ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอพระโอกาส ข้าพระองค์พึงทราบเนื้อความแห่งธรรมนี้ ที่ พระผู้มีพระภาคตรัสโดยย่อให้ได้ความโดยพิสดารได้อย่างไร พระผู้มีพระภาค โปรดตรัสแก่ข้าพระองค์อย่างนั้นเถิด ฯ [๕๓] พระผู้มีพระภาคตรัสต่อไปด้วยพระคาถาว่า บุคคลใดสำคัญว่าเราเสมอเขา ว่าเราดีกว่าเขา ว่าเราเลวกว่าเขา บุคคลนั้นพึงวิวาทกับเขา ขีณาสวภิกษุเป็นผู้ไม่หวั่นไหวอยู่ใน มานะ ๓ อย่าง มานะว่าเราเสมอเขา ว่าเราดีกว่าเขา ว่าเราเลว กว่าเขา ย่อมไม่มีแก่ขีณาสวภิกษุนั้น ดูกรเทวดา ถ้าท่าน เข้าใจก็จงพูดเถิด ฯ เทวดานั้นทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่ทราบเนื้อความแห่ง ธรรมนี้ ที่พระผู้มีพระภาคตรัสโดยย่อให้ได้ความโดยพิสดารได้ ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอประทานพระโอกาส ข้าพระองค์พึงทราบเนื้อความแห่ง ธรรมนี้ที่พระผู้มีพระภาคตรัสโดยย่อให้ได้ความโดยพิสดารได้อย่างใด ขอพระผู้มี- *พระภาคโปรดตรัสแก่ข้าพระองค์อย่างนั้นเถิด ฯ [๕๔] พระผู้มีพระภาคตรัสต่อไปด้วยพระคาถาว่า ขีณาสวภิกษุละบัญญัติเสียแล้ว บรรลุธรรมที่ปราศจากมานะ แล้ว ได้ตัดตัณหาในนามรูปนี้เสียแล้ว พวกเทวดา พวกมนุษย์ ในโลกนี้ก็ดี ในโลกอื่นก็ดี ในสวรรค์ทั้งหลายก็ดี ในสถานที่ อาศัยของสัตว์ทั้งปวงก็ดี เที่ยวค้นหาก็ไม่พบขีณาสวภิกษุนั้น ผู้มีเครื่องผูกอันตัดเสียแล้ว ไม่มีทุกข์ ไม่มีตัณหา ดูกรเทวดา ถ้าท่านเข้าใจก็จงพูดเถิด ฯ [๕๕] เทวดานั้นทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ข้าพระองค์ทราบเนื้อความแห่ง ธรรมนี้ ที่พระผู้มีพระภาคตรัสโดยย่อให้ได้ความโดยพิสดารอย่างนี้ว่า ไม่ควรทำบาปด้วยวาจา ด้วยใจ และด้วยกาย อย่างไหนๆ ในโลก ทั้งปวง ควรละกามทั้งหลายเสียแล้ว มีสติ มีสัมปชัญญะ ไม่ควรเสพทุกข์อัน ประกอบด้วยโทษ ไม่เป็นประโยชน์ ฯ