"สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต้องเร่งปลดล็อก โดย ดร.ณพลเดช มณีลังกา สมาชิกวุฒิสภาสำรอง กลุ่ม 16 ศิลปะ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว จังหวัดเชียงราย เลขาธิการชมรมรักษ์มรดกโลก
วันที่ 25 กรกฎาคม 2569 นับเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญของชาวพุทธทั่วโลก เมื่อองค์การยูเนสโก (UNESCO) มีมติขึ้นทะเบียน แหล่งโบราณคดีพุทธศาสนาโบราณแห่งสารนาถ (Ancient Buddhist Site of Sarnath) ประเทศอินเดีย เป็นมรดกโลก การตัดสินใจครั้งนี้มิใช่เพียงการเพิ่มรายชื่อแหล่งมรดกโลกอีกแห่งหนึ่งของโลก หากแต่เป็นการยืนยันคุณค่าของสถานที่ซึ่งถือเป็น "จุดเริ่มต้นของพระพุทธศาสนา" ในฐานะมรดกของมวลมนุษยชาติ
สำหรับชาวพุทธ สารนาถมิใช่เพียงเมืองโบราณ หากคือสถานที่ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ปฐมเทศนา "ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร" แก่ปัญจวัคคีย์ทั้งห้า หลังจากตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ พุทธคยา เป็นการประกาศพระธรรมครั้งแรกของโลก และเป็นการเริ่มต้นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง
พระอัญญาโกณฑัญญะเป็นผู้แรกที่ได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุโสดาปัตติผล จนพระพุทธองค์ทรงเปล่งพระอุทานว่า "อัญญาสิ วต โภ โกณฑัญโญ" หรือ "โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ" นับเป็นพระอริยบุคคลองค์แรกในพระพุทธศาสนา และต่อมาเมื่อปัญจวัคคีย์ทั้งห้าบรรลุธรรมครบถ้วน พระสงฆ์จึงถือกำเนิดขึ้นอย่างสมบูรณ์
นั่นหมายความว่า สารนาถคือสถานที่กำเนิดพระรัตนตรัยครบทั้งพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นจุดเริ่มต้นของศาสนาที่มีผู้นับถือกว่าครึ่งพันล้านคนทั่วโลก เป็นสถานที่ที่มีคุณค่าทั้งด้านศาสนา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี และจิตวิญญาณในระดับสูงสุดแห่งหนึ่งของมนุษยชาติ
เมื่อทราบข่าวการขึ้นทะเบียนครั้งนี้ ผมรู้สึกยินดีและเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะสารนาถสมควรได้รับการยอมรับในฐานะมรดกโลกมาเป็นเวลานานแล้ว
แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า เหตุใดสถานที่ที่มีความสำคัญระดับนี้ จึงต้องใช้เวลารอนานเกือบ 30 ปี กว่าจะได้รับการขึ้นทะเบียน?
คำถามนี้ไม่ใช่คำถามเฉพาะของอินเดีย หากเป็นคำถามที่ประเทศไทยควรนำมาทบทวนอย่างจริงจัง
คุณค่าไม่ใช่ปัญหา แต่ "ระบบ" ต่างหากที่เป็นคอขวด
หลายคนเข้าใจว่า หากสถานที่ใดมีคุณค่าโดดเด่น ก็จะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยง่าย
ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น
การขึ้นทะเบียนมรดกโลกของยูเนสโก เป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ต้องผ่านการจัดทำเอกสารทางวิชาการอย่างละเอียด การกำหนดเขตพื้นที่ การบริหารจัดการ การอนุรักษ์ การรับฟังความคิดเห็นของชุมชน ตลอดจนการประเมินโดยองค์กรวิชาการระหว่างประเทศ
สถานที่ที่มีคุณค่ามหาศาล หากไม่มีเอกสารที่สมบูรณ์ ไม่มีแผนบริหารจัดการที่ชัดเจน หรือไม่มีการผลักดันเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่อง ก็อาจต้องรอเป็นสิบหรือหลายสิบปี
กรณีของสารนาถจึงสะท้อนให้เห็นว่า
"คุณค่าเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ"
สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ความพร้อมของระบบ
ประเทศไทยเองก็กำลังเผชิญ "คอขวด" แบบเดียวกัน
ในฐานะเลขาธิการชมรมรักษ์มรดกโลก ผมติดตามการผลักดันมรดกโลกของไทยมาโดยตลอด
ประเทศไทยมีแหล่งมรดกที่มีคุณค่าในระดับโลกจำนวนมาก
ไม่ว่าจะเป็น
เมืองโบราณเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
เมืองประวัติศาสตร์เชียงใหม่
เส้นทางรถไฟสายมรณะและสะพานข้ามแม่น้ำแคว จังหวัดกาญจนบุรี
รวมถึงแหล่งมรดกอีกหลายแห่งที่มีศักยภาพ
แต่การผลักดันกลับเป็นไปอย่างเชื่องช้า
ที่ผ่านมา ประเทศไทยมักเสนอชื่อเข้าสู่การพิจารณาเพียงปีละหนึ่งแหล่ง ขณะที่หลายประเทศสามารถเตรียมความพร้อมหลายพื้นที่พร้อมกัน มีคณะทำงานถาวร มีงบประมาณสนับสนุน และมีนักวิชาการเฉพาะด้านทำงานต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี
นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยควรศึกษา
ข่าวดีของนครศรีธรรมราช คือกำลังใจของคนไทย
ผมขอแสดงความชื่นชมรัฐบาล กระทรวงวัฒนธรรม กรมศิลปากร คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก นักวิชาการ และประชาชนทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันผลักดันจน กลุ่มโบราณสถานเมืองนครศรีธรรมราช ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 2569
นี่คือความสำเร็จที่พิสูจน์ว่า
หากประเทศไทยมีการเตรียมข้อมูลทางวิชาการที่เข้มแข็ง มีการบริหารจัดการที่เป็นระบบ และมีความร่วมมือจากทุกฝ่าย
ประเทศไทยก็สามารถผลักดันแหล่งมรดกของตนเองสู่เวทีโลกได้สำเร็จ
ความสำเร็จครั้งนี้จึงไม่ควรเป็นจุดสิ้นสุด
แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้น
ถึงเวลาของเชียงแสน เชียงใหม่ และกาญจนบุรี
ผมเชื่อมั่นว่า เมืองโบราณเชียงแสน มีคุณค่าโดดเด่นด้านอารยธรรมลุ่มน้ำโขง ประวัติศาสตร์ล้านนา และพระพุทธศาสนา
เมืองประวัติศาสตร์เชียงใหม่ มีผังเมือง วัดวาอาราม และมรดกวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิต ซึ่งหาได้ยากในโลก
ส่วนเส้นทางรถไฟสายมรณะและสะพานข้ามแม่น้ำแคว เป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ ความเสียสละ และความทรงจำร่วมของมนุษยชาติจากสงครามโลกครั้งที่ 2
ทั้งสามแห่งมีศักยภาพเพียงพอที่จะก้าวสู่การเป็นมรดกโลก
สิ่งที่ขาด คือ การผลักดันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
ประเทศไทยควรมี "ยุทธศาสตร์มรดกโลกแห่งชาติ"
ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรจัดทำ ยุทธศาสตร์มรดกโลกแห่งชาติ ที่มีเป้าหมายระยะยาว ไม่ใช่ทำงานเป็นรายโครงการหรือเปลี่ยนไปตามวาระของหน่วยงาน
ควรมีคณะทำงานถาวรที่รวมนักโบราณคดี นักประวัติศาสตร์ นักผังเมือง นักสิ่งแวดล้อม นักกฎหมาย และผู้แทนจากชุมชน เพื่อทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสนับสนุนงบประมาณสำหรับการจัดทำเอกสาร การวิจัย และการบริหารจัดการพื้นที่อย่างเพียงพอ
นอกจากนี้ ควรสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย องค์กรวิชาชีพ และภาคประชาชน เพื่อให้การผลักดันมรดกโลกเป็นวาระแห่งชาติ ไม่ใช่ภาระของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง
มรดกโลก ไม่ใช่เพียงเรื่องของการท่องเที่ยว
หลายคนมองว่าการขึ้นทะเบียนมรดกโลกมีเป้าหมายเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว
แต่ในความเป็นจริง มรดกโลกคือการประกาศต่อประชาคมโลกว่า สถานที่แห่งนั้นมีคุณค่าต่อมนุษยชาติ และสมควรได้รับการคุ้มครอง ส่งต่อ และเรียนรู้ร่วมกัน
ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวเป็นเพียงผลพลอยได้
สิ่งสำคัญกว่าคือ การอนุรักษ์อัตลักษณ์ ประวัติศาสตร์ และภูมิปัญญาของชาติ เพื่อให้คนรุ่นหลังยังคงได้เรียนรู้และภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง
บทเรียนจากสารนาถ
การที่สารนาถได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในวันนี้ เป็นข่าวดีของชาวพุทธทั่วโลก และเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทย
บทเรียนที่สำคัญที่สุด คือ อย่าปล่อยให้สถานที่ที่มีคุณค่าระดับโลก ต้องรอคอยนานเกินความจำเป็นเพียงเพราะติด "คอขวด" ของระบบการบริหารจัดการ
หากประเทศไทยสามารถปลดล็อกข้อจำกัดด้านการบริหาร การจัดทำข้อมูลทางวิชาการ การบูรณาการระหว่างหน่วยงาน และการกำหนดยุทธศาสตร์ระยะยาวได้ เชียงแสน เชียงใหม่ กาญจนบุรี และแหล่งมรดกสำคัญอีกหลายแห่งของไทย ย่อมมีโอกาสก้าวสู่การเป็นมรดกโลกได้ในอนาคต
การอนุรักษ์มรดกโลกไม่ใช่การแข่งขันระหว่างประเทศ แต่คือความร่วมมือของมนุษยชาติในการรักษาสิ่งที่ทรงคุณค่าที่สุดของโลกไว้ให้ลูกหลาน
และผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า วันที่เราร่วมแสดงความยินดีกับสารนาถในวันนี้ จะเป็นแรงบันดาลใจให้ประเทศไทยเดินหน้าปลดล็อก "คอขวด" ของตนเอง เพื่อให้แหล่งมรดกอันล้ำค่าของไทยได้รับการยอมรับในระดับสากลอย่างที่ควรจะเป็น



