เปิดปมอักษรสยามโบราณ! นักวิชาการถกเดือด “กเบื้องจาร” ท้าทายประวัติศาสตร์ไทย ขณะหลักฐานราชบุรีชี้ยุคแรกอยู่ใต้อิทธิพลมอญ-อินเดีย
วงการประวัติศาสตร์และภาษาศาสตร์ไทยยังคงให้ความสนใจกับการศึกษาพัฒนาการของอักษรสยามโบราณและตระกูลภาษาไท-กะได หลังงานวิจัยล่าสุดได้รวบรวมหลักฐานจากจารึกโบราณในจังหวัดราชบุรี เอกสารโบราณในวัดสำคัญของกรุงเทพมหานคร และข้อถกเถียงเกี่ยวกับ “กเบื้องจาร” ซึ่งยังเป็นประเด็นร้อนในแวดวงวิชาการไทย
ผลการศึกษาชี้ว่า พัฒนาการของภาษาและอักษรในดินแดนสุวรรณภูมิไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นผลจากการผสมผสานอิทธิพลทางวัฒนธรรม ศาสนา และการเมืองที่สืบเนื่องยาวนานหลายพันปี โดยเฉพาะการรับอิทธิพลจากอักษรตระกูลพราหมีของอินเดียผ่านมอญและเขมร ก่อนพัฒนาเป็นระบบอักษรที่รองรับเสียงวรรณยุกต์ของกลุ่มภาษาไท
ราชบุรีเผยหลักฐานยุคทวารวดี
นักโบราณคดีระบุว่า กลุ่มโบราณสถานบริเวณเทือกเขางู จังหวัดราชบุรี โดยเฉพาะ “ถ้ำฤๅษีเขางู” เป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนอารยธรรมทวารวดีในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11–12
ภายในถ้ำพบจารึกอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤตผสมภาษามอญโบราณ บันทึกชื่อ “ศรีสมาธิคุปตะ” ผู้สร้างกุศลกรรมทางศาสนา นักวิชาการมองว่าหลักฐานดังกล่าวยืนยันว่า ประชากรในพื้นที่ภาคตะวันตกของประเทศไทยเมื่อกว่า 1,400 ปีก่อน ยังอยู่ภายใต้อิทธิพลทางภาษาและวัฒนธรรมของกลุ่มมอญและอินเดีย มากกว่ากลุ่มชนที่ใช้ภาษาไท-กะได
นอกจากนี้ ยังมีโบราณสถานร่วมสมัย เช่น ถ้ำฝาโถ ถ้ำจีน และถ้ำจาม ซึ่งล้วนสะท้อนความรุ่งเรืองของพุทธศิลป์ทวารวดีและการรับอิทธิพลจากชมพูทวีปอย่างชัดเจน
เส้นทางวิวัฒนาการอักษรไท
งานศึกษาระบุว่า หลังการก่อตัวของรัฐไทในภูมิภาค อักษรสุโขทัยได้พัฒนาต่อเนื่องจนแตกแขนงเป็นระบบอักษรสำคัญหลายสาย ได้แก่
- อักษรฝักขาม ในอาณาจักรล้านนา
- อักษรไทน้อย ในลุ่มน้ำโขงและภาคอีสาน
- อักษรธรรมล้านนาและอักษรธรรมอีสาน สำหรับคัมภีร์พระพุทธศาสนา
นักภาษาศาสตร์ชี้ว่า อักษรเหล่านี้เป็นผลจากความพยายามดัดแปลงระบบตัวเขียนที่รับมาจากภายนอก ให้สอดคล้องกับโครงสร้างเสียงวรรณยุกต์ของภาษาไท จนกลายเป็นรากฐานสำคัญของอักษรไทยและอักษรลาวในปัจจุบัน
“กเบื้องจาร” จุดปะทะระหว่างศรัทธากับวิชาการ
หนึ่งในประเด็นที่สร้างความขัดแย้งมากที่สุด คือ “จารึกกเบื้องจาร” ซึ่งเก็บรักษาอยู่ภายในวัดโสมนัสราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร
กลุ่มผู้สนับสนุนเชื่อว่า แผ่นหินทรายจำนวนกว่า 1,200 แผ่นดังกล่าวบันทึกประวัติศาสตร์ชนชาติไทยย้อนหลังไปกว่า 6,000 ปี และอ้างว่าคนไทยมีระบบตัวอักษรก่อนอารยธรรมสุเมเรียนและอียิปต์โบราณ
เนื้อหาในจารึกยังกล่าวถึงการกำเนิดอักษรไทย การก่อตั้งอาณาจักรโบราณ และแม้กระทั่งการเสด็จมายังสุวรรณภูมิของพระพุทธเจ้า
อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์และนักอักขรวิทยาส่วนใหญ่ปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าว โดยชี้ว่ารูปแบบตัวอักษร ระบบเงินตรา และโครงสร้างภาษาในจารึกสะท้อนลักษณะของยุคอยุธยาตอนปลายหรือรัตนโกสินทร์ มากกว่าจะเป็นยุคก่อนพุทธกาล
หลายหน่วยงานด้านโบราณคดีจึงไม่ยอมรับกเบื้องจารในฐานะหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ
ปมร้อน “ซินโครตรอน” ไม่ได้พิสูจน์อายุจารึก
ก่อนหน้านี้ กลุ่มผู้สนับสนุนกเบื้องจารได้นำแผ่นหินเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ด้วยเทคนิค Thermoluminescence หรือ TL Dating ซึ่งผลการตรวจพบว่าเนื้อหินมีอายุระหว่าง 2,500–4,600 ปี
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีอธิบายว่า การตรวจดังกล่าวสามารถระบุอายุของเม็ดทรายหรือเนื้อหินได้เท่านั้น ไม่สามารถพิสูจน์อายุของ “รอยจารึก” ที่ถูกขีดเขียนลงบนผิวหินในภายหลัง
ประเด็นนี้จึงกลายเป็นตัวอย่างสำคัญของความแตกต่างระหว่างการตีความผลทางวิทยาศาสตร์กับการใช้หลักฐานทางประวัติศาสตร์และอักขรวิทยา
“อักษรอริยกะ” นวัตกรรมปฏิรูปศาสนาในสมัยรัชกาลที่ 4
นอกจากหลักฐานโบราณแล้ว งานวิจัยยังกล่าวถึง “อักษรอริยกะ” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประดิษฐ์ขึ้นระหว่างทรงผนวช ณ วัดบวรนิเวศวิหาร
อักษรดังกล่าวถูกออกแบบเพื่อใช้พิมพ์คัมภีร์ภาษาบาลีแทนอักษรขอม โดยได้รับอิทธิพลจากระบบตัวพิมพ์แบบตะวันตกและสอดรับกับเทคโนโลยีการพิมพ์สมัยใหม่
นักวิชาการมองว่า อักษรอริยกะสะท้อนแนวคิดการปฏิรูปศาสนาและการกระจายองค์ความรู้จากระบบใบลานสู่สังคมการพิมพ์ ถือเป็นก้าวสำคัญของการเข้าสู่ความเป็นรัฐสมัยใหม่ของสยาม
บทสรุป
นักวิจัยสรุปว่า ประวัติศาสตร์อักษรสยามไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของตัวหนังสือ หากแต่เป็นภาพสะท้อนของการต่อสู้ทางความคิด อำนาจ และอัตลักษณ์ของผู้คนในแต่ละยุคสมัย
ขณะที่หลักฐานจากราชบุรียังคงยืนยันภาพประวัติศาสตร์กระแสหลักเกี่ยวกับอิทธิพลมอญและอินเดียในยุคแรกเริ่ม กรณีกเบื้องจารกลับสะท้อนความพยายามของบางกลุ่มในการสร้างคำอธิบายทางเลือกเกี่ยวกับต้นกำเนิดชนชาติไทย
ความขัดแย้งดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นเพียงข้อถกเถียงทางโบราณคดี หากยังเป็นการต่อสู้เพื่อกำหนดความหมายของ “อดีต” และ “ตัวตน” ของสังคมไทยในโลกปัจจุบันอีกด้วย





