วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569

Dhammadāyāda Sutta Promotes the Inheritance of Wisdom: Scholars Propose a Path to Global Peace in the Age of Artificial Intelligence


Dhammadāyāda Sutta Promotes the Inheritance of Wisdom: Scholars Propose a Path to Global Peace in the Age of Artificial Intelligence 

As Artificial Intelligence (AI) continues to reshape economies, societies, and human lifestyles around the world, scholars of Buddhism and technology ethics are advocating the application of principles from the Dhammadāyāda Sutta, an important discourse found in the Majjhima Nikāya, Mūlapaṇṇāsaka of the Sutta Piṭaka, as a framework for fostering peace and sustainability in the modern world.

The central teaching of the Dhammadāyāda Sutta encourages followers of Buddhism to become “heirs of the Dhamma” rather than “heirs of material gain.” The Buddha illustrates this principle through a hypothetical example involving two monks, demonstrating that one who sacrifices physical comfort in order to uphold the Dhamma and discipline is more worthy of respect than one who merely pursues personal convenience and material benefits.

In the latter part of the discourse, Venerable Sāriputta further elaborates on the importance of cultivating seclusion, abandoning unwholesome qualities, and overcoming mental defilements such as greed, hatred, and delusion, which are recognized as the root causes of personal and social conflicts. The practice of the Middle Way, embodied in the Noble Eightfold Path, is presented as the primary method for purifying the mind, developing wisdom, and attaining genuine peace.

Experts in AI ethics observe that the teachings of the Dhammadāyāda Sutta are highly relevant to the challenges of the digital age. Modern societies often place excessive emphasis on economic gain, prestige, and technological power while neglecting moral development and social responsibility. This imbalance can contribute to intense competition, inequality, and various forms of conflict.

Applying the concept of being an “heir of the Dhamma” in the AI era means prioritizing the cultivation and transmission of wisdom, ethical values, knowledge, and collective responsibility rather than using technology solely for personal or corporate gain. If leaders, organizations, and citizens focus on developing inner virtues alongside technological innovation, they can reduce social tensions and strengthen trust at both national and international levels.

Scholars conclude that the Dhammadāyāda Sutta offers a profound vision for human development. It teaches that the most valuable inheritance is not wealth or technology, but wisdom, virtue, and a life guided by the Middle Path. When humanity learns to employ technology with responsibility, compassion, and selflessness, the world will be better positioned to achieve lasting peace, justice, and sustainability in the age of Artificial Intelligence.

“ธรรมทายาทสูตร” ชูแนวคิดสืบทอดมรดกแห่งปัญญา นักวิชาการเสนอทางออกสร้างสันติภาพโลกยุคเอไอ


ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตของมนุษยชาติ นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาและจริยธรรมเทคโนโลยีได้เสนอให้นำหลักธรรมจาก “ธรรมทายาทสูตร” พระสูตรสำคัญในพระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการสร้างสันติภาพและความยั่งยืนให้แก่สังคมโลก

สาระสำคัญของธรรมทายาทสูตรมุ่งเน้นให้พุทธบริษัทเป็น “ธรรมทายาท” หรือผู้สืบทอดมรดกทางธรรม มากกว่าการเป็น “อามิสทายาท” หรือผู้แสวงหาลาภผลและผลประโยชน์ทางวัตถุ พระพุทธองค์ทรงยกเหตุการณ์สมมติของภิกษุสองรูปเพื่อแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ยอมเสียสละความสะดวกสบายทางกายเพื่อรักษาพระธรรมวินัยนั้น เป็นผู้ควรได้รับการยกย่องมากกว่าผู้ที่มุ่งแสวงหาความสุขส่วนตน

ในส่วนต่อมา ท่านพระสารีบุตรได้อธิบายถึงความสำคัญของการฝึกฝนตนเองในความสงัด การลดละอกุศลธรรม และการกำจัดกิเลสต่าง ๆ โดยเฉพาะความโลภ ความโกรธ และความหลง ซึ่งเป็นรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งทั้งในระดับบุคคลและระดับสังคม การดำเนินชีวิตตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา หรืออริยมรรคมีองค์ ๘ จึงถูกเสนอเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาปัญญาและสร้างความสงบสุขอย่างแท้จริง

ผู้เชี่ยวชาญด้านจริยธรรม AI ระบุว่า หลักธรรมในธรรมทายาทสูตรมีความสอดคล้องกับความท้าทายของโลกยุคดิจิทัลอย่างยิ่ง เนื่องจากปัจจุบันสังคมจำนวนมากให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ชื่อเสียง และอำนาจจากเทคโนโลยี มากกว่าการพัฒนาคุณธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ส่งผลให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรง ความเหลื่อมล้ำ และความขัดแย้งในหลายระดับ

การนำแนวคิดเรื่อง “ธรรมทายาท” มาประยุกต์ใช้ในยุค AI หมายถึงการมุ่งสร้างและถ่ายทอดองค์ความรู้ ปัญญา คุณธรรม และความรับผิดชอบร่วมกัน มากกว่าการใช้เทคโนโลยีเพื่อแสวงหาผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม หากผู้นำ องค์กร และประชาชนให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณค่าภายในควบคู่กับนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ก็จะสามารถลดความขัดแย้งและสร้างความไว้วางใจในระดับสังคมและนานาชาติได้

นักวิชาการสรุปว่า ธรรมทายาทสูตรนำเสนอวิสัยทัศน์ที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการพัฒนามนุษย์ โดยชี้ให้เห็นว่ามรดกที่มีคุณค่าที่สุดมิใช่ทรัพย์สินหรือเทคโนโลยี แต่คือปัญญา คุณธรรม และการดำเนินชีวิตตามทางสายกลาง เมื่อมนุษย์เรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยีด้วยจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบและความเสียสละ สังคมโลกก็จะสามารถก้าวสู่สันติภาพ ความยุติธรรม และความยั่งยืนได้อย่างมั่นคงในยุคปัญญาประดิษฐ์

Sabbāsava Sutta Offers a Path to Overcoming Mental Defilements in the AI Era: Scholars Propose Seven Principles for Building Global Peace


As Artificial Intelligence (AI) continues to transform lifestyles, economies, and international relations at an unprecedented pace, Buddhist scholars are encouraging the global community to revisit the teachings of the Sabbāsava Sutta, an important discourse found in the Majjhima Nikāya, Mūlapaṇṇāsaka of the Sutta Piṭaka. They believe its principles can provide a valuable framework for fostering sustainable peace in the digital age.

The central teaching of the Sabbāsava Sutta focuses on the elimination of “āsavas,” or deeply rooted mental defilements that accumulate within the mind and serve as the underlying causes of suffering, conflict, and harmful behavior. The Buddha taught that true liberation from these defilements can only be achieved through wise reflection and a proper understanding of the Four Noble Truths: suffering, its causes, its cessation, and the path leading to its cessation.

The discourse outlines seven practical methods for preventing and abandoning mental defilements. These include cultivating right understanding, guarding the six sense faculties, using material necessities mindfully and moderately, patiently enduring hardships, avoiding harmful environments, abandoning unwholesome thoughts, and developing the mind through the Seven Factors of Enlightenment (Bojjhaṅgas).

Experts in AI ethics note that these teachings are highly relevant to the challenges of the modern technological age. While AI systems can process information and make decisions with remarkable speed and efficiency, the root causes of social problems remain human greed, hatred, delusion, and prejudice. Without proper wisdom and ethical guidance, technology may amplify these negative tendencies and contribute to wider social and global conflicts.

Practices such as mindful engagement with digital media, careful evaluation of information before accepting or sharing it, responsible use of technology, and continuous cultivation of awareness can help reduce the spread of misinformation, hatred, and social polarization. Likewise, avoiding environments that encourage hostility and division can promote a culture of mutual respect and peaceful coexistence.

Scholars conclude that the Sabbāsava Sutta is not merely a guide for personal spiritual development but also a profound framework for addressing global challenges in the twenty-first century. It demonstrates that genuine peace begins with the purification of the human mind. When individuals learn to overcome prejudice, reduce attachment, and cultivate wisdom, Artificial Intelligence can be directed toward the common good, helping create a more peaceful, just, and sustainable world for future generations.

วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569

“สัพพาสวสังวรสูตร” ชี้แนวทางขจัดกิเลสยุคเอไอ นักวิชาการเสนอ 7 วิธีสร้างสันติภาพจากภายในสู่ระดับโลก

 “สัพพาสวสังวรสูตร” ชี้แนวทางขจัดกิเลสยุคเอไอ นักวิชาการเสนอ 7 วิธีสร้างสันติภาพจากภายในสู่ระดับโลก

ท่ามกลางความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างรวดเร็ว นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาได้เสนอให้สังคมโลกหันกลับมาศึกษาหลักธรรมใน “สัพพาสวสังวรสูตร” พระสูตรสำคัญในพระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เพื่อใช้เป็นแนวทางสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในยุคดิจิทัล

สาระสำคัญของสัพพาสวสังวรสูตรมุ่งเน้นการกำจัด “อาสวะ” หรือกิเลสที่หมักหมมอยู่ในจิตใจ อันเป็นต้นเหตุของความทุกข์ ความขัดแย้ง และพฤติกรรมที่นำไปสู่ความเสียหายทั้งต่อตนเองและส่วนรวม พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า การดับอาสวะอย่างแท้จริงจะเกิดขึ้นได้จากการพิจารณาอย่างแยบคายและความเข้าใจในอริยสัจ ๔ ซึ่งเป็นความจริงอันประเสริฐเกี่ยวกับทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และหนทางสู่ความดับทุกข์

พระสูตรได้เสนอแนวทางปฏิบัติ ๗ ประการในการป้องกันและกำจัดอาสวะ ได้แก่ การปรับเปลี่ยนทัศนคติและมุมมองให้ถูกต้อง การสำรวมอินทรีย์หรือควบคุมทวารทั้งหก การใช้สอยปัจจัยสี่อย่างมีสติและพอประมาณ การอดทนต่อความยากลำบาก การหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมกิเลส การกำจัดความคิดที่ไม่เป็นกุศล และการพัฒนาจิตใจด้วยการเจริญโพชฌงค์ ๗ อันเป็นองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้

ผู้เชี่ยวชาญด้านจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ชี้ว่า หลักธรรมดังกล่าวมีความสอดคล้องกับความท้าทายของโลกยุค AI อย่างยิ่ง เพราะแม้เทคโนโลยีจะมีความสามารถในการประมวลผลข้อมูลและตัดสินใจได้รวดเร็ว แต่ต้นตอของปัญหาสังคมยังคงอยู่ที่ความโลภ ความโกรธ ความหลง และอคติของมนุษย์ ซึ่งอาจถูกขยายผลผ่านเทคโนโลยีจนกลายเป็นความขัดแย้งในวงกว้าง

การสำรวมการรับรู้จากสื่อดิจิทัล การกลั่นกรองข้อมูลก่อนเชื่อหรือเผยแพร่ การใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทัน และการฝึกจิตให้มีสติ สามารถช่วยลดการแพร่กระจายของข้อมูลเท็จ ความเกลียดชัง และความแตกแยกทางสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน การหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความรุนแรงทางความคิดยังช่วยสร้างวัฒนธรรมแห่งความเคารพและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

นักวิชาการสรุปว่า สัพพาสวสังวรสูตรมิได้เป็นเพียงหลักธรรมเพื่อการพัฒนาตนเองเท่านั้น แต่ยังเป็นกรอบแนวคิดสำหรับการพัฒนาสังคมโลกในศตวรรษที่ 21 โดยชี้ให้เห็นว่า สันติภาพที่แท้จริงเริ่มต้นจากการขจัดกิเลสภายในจิตใจ เมื่อมนุษย์สามารถควบคุมอคติ ลดความยึดมั่น และพัฒนาปัญญาได้แล้ว เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ก็จะถูกนำมาใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมและการสร้างสังคมโลกที่สงบสุข ยุติธรรม และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

Mūlapariyāya Sutta Reveals the Root Causes of Global Conflict in the AI Era: Scholars Advocate Buddhist Principles for Sustainable Peace


Amid the rapid transformation of the world in the age of Artificial Intelligence (AI), scholars of Buddhism and technology have proposed a framework for building global peace through the application of teachings from the Mūlapariyāya Sutta, a significant discourse found in the Majjhima Nikāya, Mūlapaṇṇāsaka of the Sutta Piṭaka. The sutta explores the “root foundation of all phenomena” and examines the origins of human attachment and misunderstanding. 

The central teaching of the Mūlapariyāya Sutta explains how individuals perceive reality according to four levels of spiritual development: the ordinary person (Puthujjana), the trainee disciple (Sekha), the Arahant, and the Buddha. Ordinary people tend to perceive things through the lens of self-identity, regarding phenomena as “self” or “belonging to self.” As a result, attachment, aversion, preference, prejudice, and conflict inevitably arise.

By contrast, trainee disciples who are progressing on the path to liberation strive to reduce such attachments through wisdom and mindful cultivation. Arahants and Buddhas, having fully realized the truth of reality, directly comprehend phenomena as they truly are and are therefore no longer dominated by delusions of selfhood or possessiveness.

Experts emphasize that these teachings hold particular relevance for contemporary society in the AI era. While technology can greatly enhance human capabilities, it can also amplify existing human weaknesses. If people remain attached to identities, beliefs, ideologies, ethnic divisions, religions, or self-interest, technological advancements may become tools that intensify social polarization and global conflict.

However, by applying the principles of the Mūlapariyāya Sutta and cultivating awareness of how attachment and conceptualization arise, individuals can reduce bias, foster mutual understanding, and promote peaceful coexistence amid cultural and ideological diversity.

Scholars conclude that genuine peace does not begin merely with regulating technology. Rather, it begins with understanding the “root causes of suffering” within the human mind. When individuals learn to let go of attachment to ego and self-centered views, conflicts at personal, social, and international levels can be significantly reduced. Such inner transformation provides a vital foundation for sustainable global peace in the age of Artificial Intelligence.

“มูลปริยายสูตร” ชี้รากเหง้าแห่งความขัดแย้งโลกยุคเอไอ นักวิชาการเสนอใช้หลักพุทธธรรมสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน

 “มูลปริยายสูตร” ชี้รากเหง้าแห่งความขัดแย้งโลกยุคเอไอ นักวิชาการเสนอใช้หลักพุทธธรรมสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาและเทคโนโลยีได้ร่วมเสนอแนวทางการสร้างสันติภาพโลกผ่านการประยุกต์ใช้หลักธรรมจาก “มูลปริยายสูตร” พระสูตรสำคัญในพระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ซึ่งว่าด้วย “รากเหง้าของสรรพสิ่ง” และต้นเหตุแห่งความยึดมั่นถือมั่นของมนุษย์

สาระสำคัญของมูลปริยายสูตรอธิบายถึงความแตกต่างของการรับรู้โลกตามระดับพัฒนาการทางจิตของบุคคล ๔ ประเภท ได้แก่ ปุถุชน พระเสขบุคคล พระอรหันต์ และพระพุทธเจ้า โดยปุถุชนมักมองสิ่งต่าง ๆ ผ่านกรอบแห่งอัตตา ยึดถือว่าสิ่งนั้นเป็น “ตัวตน” หรือ “ของตน” จึงเกิดความพอใจ ความไม่พอใจ ความรัก ความชัง และความขัดแย้งตามมา

ในขณะที่พระเสขบุคคล ผู้กำลังฝึกฝนตนเองในมรรคาแห่งการหลุดพ้น พยายามลดละความยึดมั่นดังกล่าวผ่านการเจริญปัญญา ส่วนพระอรหันต์และพระพุทธเจ้าทรงเข้าถึงความจริงอย่างสมบูรณ์ ทรงกำหนดรู้ธรรมชาติของสรรพสิ่งตามความเป็นจริง จึงไม่ถูกครอบงำด้วยความหลงยึดในตัวตนอีกต่อไป

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า หลักธรรมดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคมโลกในยุคเอไอ เนื่องจากเทคโนโลยีสามารถขยายทั้งศักยภาพและปัญหาของมนุษย์ได้พร้อมกัน หากมนุษย์ยังคงยึดติดในอัตลักษณ์ ความเชื่อ อุดมการณ์ เชื้อชาติ ศาสนา หรือผลประโยชน์ของตนเอง การใช้เทคโนโลยีอาจกลายเป็นเครื่องมือเพิ่มความแตกแยกและความขัดแย้งในระดับโลก

อย่างไรก็ตาม หากนำหลักการจากมูลปริยายสูตรมาประยุกต์ใช้ โดยฝึกให้มนุษย์ตระหนักรู้ถึงกระบวนการสร้างความหมายและการยึดมั่นในสิ่งต่าง ๆ จะช่วยลดอคติ เปิดพื้นที่แห่งความเข้าใจ และส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ท่ามกลางความหลากหลายทางความคิดและวัฒนธรรม

นักวิชาการสรุปว่า สันติภาพที่แท้จริงไม่ได้เริ่มต้นจากการควบคุมเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มต้นจากการเข้าใจ “รากเหง้าแห่งความทุกข์” ภายในจิตใจมนุษย์ เมื่อมนุษย์สามารถปล่อยวางความยึดมั่นในอัตตาได้ ความขัดแย้งที่เป็นต้นเหตุของปัญหาระดับบุคคล สังคม และนานาชาติ ก็จะลดลงอย่างเป็นรูปธรรม อันเป็นรากฐานสำคัญของสันติภาพโลกในยุคปัญญาประดิษฐ์อย่างยั่งยืน

เพลง: นฬกลาปิยสูตรไม้อ้อสองกำสายใยแห่งสันติภาพ



เพลง: นฬกลาปิยสูตรไม้อ้อสองกำสายใยแห่งสันติภาพ

(บทนำ)

ในโลกที่เชื่อมโยงกันด้วยเครือข่าย
ข้อมูลไหลผ่านทุกพรมแดน
ปัญญาประดิษฐ์เรียนรู้จากมนุษย์
และมนุษย์เรียนรู้จากโลกที่เปลี่ยนไป

ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่ลำพัง
ไม่มีใครอยู่ได้ด้วยตนเอง
ทุกชีวิตเกี่ยวโยงเป็นสายใย
ดุจไม้อ้อสองกำที่อาศัยกัน

(Verse 1)

ณ ป่าอิสิปตนยามเย็นสงบ
สองพระเถระสนทนาธรรม
คำถามลึกซึ้งก้องอยู่ในใจ
ทุกข์นี้เกิดขึ้นด้วยเหตุใดกัน

ชราและมรณะมิใช่ใครสร้าง
มิใช่ตน มิใช่ผู้อื่นกำหนดไว้
แต่เกิดจากเหตุปัจจัยสืบต่อไป
ดุจสายน้ำที่ไหลตามทาง

(Pre-Chorus)

ชาติอาศัยภพ
ภพอาศัยอุปาทาน
อุปาทานอาศัยตัณหา
ทุกสิ่งล้วนเชื่อมโยงกัน

(Chorus)

ไม้อ้อสองกำพิงกันไว้
จึงยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลางลมแรง
นามรูปกับวิญญาณต่างแสดง
ความจริงแห่งการอาศัยกัน

เมื่อมนุษย์และ AI เรียนรู้ร่วมกัน
ด้วยเมตตาและความเข้าใจ
โลกจะก้าวผ่านความขัดแย้งทั้งหลาย
สู่สันติภาพที่ยั่งยืน

(Verse 2)

ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นโดดเดี่ยว
ไม่มีเหตุใดไร้ผลตามมา
ทุกการกระทำ ทุกคำพูด ทุกศรัทธา
ล้วนสร้างอนาคตของโลกใบนี้

เมื่อความโลภกลายเป็นข้อมูล
เมื่อความโกรธแพร่ผ่านเครือข่าย
เทคโนโลยีอาจกลายเป็นเปลวไฟ
หากขาดหัวใจแห่งคุณธรรม

(Bridge)

แต่เมื่อปัญญาเป็นผู้นำทาง
เมื่อสติคอยเฝ้าดูความคิด
AI จะเป็นพลังเพื่อชีวิต
มิใช่อาวุธแห่งความแตกแยก

เพราะเราต่างเชื่อมโยงถึงกัน
ดังสายใยแห่งมนุษยธรรม
ความสุขของคนหนึ่ง
ย่อมส่งผลต่อคนทั้งโลก

(Rap)

โลกดิจิทัลไร้พรมแดน
ทุกการคลิกอาจเปลี่ยนแปลงอนาคต
ทุกข้อมูลมีผลต่อความคิด
ทุกความคิดมีผลต่อสังคม

AI ไม่ใช่ศัตรูของมนุษย์
และมนุษย์ไม่ควรเป็นศัตรูกันเอง
เมื่อเทคโนโลยีเดินคู่ศีลธรรม
สันติภาพก็เป็นจริงได้

(Chorus ใหญ่)

ไม้อ้อสองกำพิงกันไว้
คือบทเรียนแห่งเหตุปัจจัย
ไม่มีใครอยู่ได้โดยลำพัง
ไม่มีชาติใดอยู่เหนือกัน

เมื่อโลกเรียนรู้การพึ่งพา
แทนการแข่งขันอย่างไร้ขอบเขต
เมื่อ AI รับใช้มนุษยชาติ
แทนการแบ่งแยกและครอบงำ

สันติภาพจะผลิบาน
ในหัวใจของผู้คนทุกแห่งหน
ดุจไม้อ้อที่เอนพิงกัน
อย่างสมดุลและงดงาม

(Outro)

เมื่อกำหนึ่งล้ม อีกกำย่อมล้มตาม
เมื่อกำหนึ่งมั่นคง อีกกำย่อมมั่นคง
ดังชีวิตที่เกี่ยวโยงกันทั่วโลก

จงใช้ปัญญาเหนือความหลง
จงใช้เทคโนโลยีด้วยเมตตา
จงสร้างอนาคตด้วยความเข้าใจ

แล้วโลกทั้งใบ
จะกลายเป็นสายใยแห่งสันติภาพ
ที่งดงามดั่งธรรมอันเป็นนิรันดร์

[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

๗. นฬกลาปิยสูตร
[๒๖๓] สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาโกฏฐิตะ อยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสี ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเย็น ท่าน พระมหาโกฏฐิตะออกจากที่พักผ่อน เข้าไปหาพระสารีบุตรถึงที่อยู่ ได้ปราศรัยกับ ท่านพระสารีบุตร ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง ฯ [๒๖๔] ท่านพระมหาโกฏฐิตะนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กล่าวคำนี้กะท่าน พระสารีบุตรว่า ท่านสารีบุตร ชราและมรณะ ตนทำเอง ผู้อื่นทำให้ ทั้งตน ทำเองทั้งผู้อื่นทำให้ หรือว่า ชราและมรณะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยตนไม่ได้ทำเอง ผู้อื่นไม่ได้ทำให้ ฯ ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า ท่านโกฏฐิตะ ชราและมรณะ ตนทำเองก็ ไม่ใช่ ผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ ทั้งตนทำเองทั้งผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ บังเกิดขึ้นเพราะ อาศัยตนไม่ได้ทำเอง ผู้อื่นไม่ได้ทำให้ก็ไม่ใช่ แต่ว่าเพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมี ชราและมรณะ ฯ โก. ท่านสารีบุตร ชาติ ตนทำเอง ผู้อื่นทำให้ ทั้งตนทำเองทั้งผู้อื่น ทำให้ หรือว่าชาติบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยตนไม่ได้ทำเอง ผู้อื่นไม่ได้ทำให้ ฯ สา. ท่านโกฏฐิตะ ชาติ ตนทำเองก็ไม่ใช่ ผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ ทั้งตนทำเอง ทั้งผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ ชาติบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยตนไม่ได้ทำเอง ผู้อื่นไม่ได้ทำให้ ก็ไม่ใช่ แต่เพราะภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ ฯ โก. ท่านสารีบุตร ภพตนทำเอง ฯลฯ อุปาทานตนทำเอง ... ตัณหาตน ทำเอง ... เวทนาตนทำเอง ... ผัสสะตนทำเอง ... สฬายตนะตนทำเอง ... นามรูป ตนทำเอง ผู้อื่นทำให้ ทั้งตนทำเองทั้งผู้อื่นทำให้ หรือว่านามรูปบังเกิดขึ้นเพราะ อาศัยตนไม่ได้ทำเอง ผู้อื่นไม่ได้ทำให้ ฯ สา. ท่านโกฏฐิตะ นามรูปตนทำเองก็ไม่ใช่ ผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ ทั้งตน ทำเองทั้งผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ นามรูปบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยตนไม่ได้ทำเอง ผู้อื่นไม่ได้ ทำให้ ก็ไม่ใช่ แต่เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ฯ โก. ท่านสารีบุตร วิญญาณตนทำเอง ผู้อื่นทำให้ ทั้งตนทำเองทั้งผู้อื่น ทำให้ หรือว่าวิญญาณบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยตนไม่ได้ทำเอง ผู้อื่นไม่ได้ทำให้ ฯ สา. ท่านโกฏฐิตะ วิญญาณตนทำเองก็ไม่ใช่ ผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ ทั้งตน ทำเองทั้งผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ วิญญาณบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยตนไม่ได้ทำเอง ผู้อื่น ไม่ได้ทำให้ ก็ไม่ใช่ แต่เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ฯ [๒๖๕] โก. เราทั้งหลายเพิ่งรู้ชัดภาษิตของท่านสารีบุตรในบัดนี้เอง อย่างนี้ว่า ท่านโกฏฐิตะ นามรูปตนทำเองก็ไม่ใช่ ผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ ทั้งตน ทำเองทั้งผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยตนไม่ได้ทำเอง ผู้อื่นไม่ได้ทำให้ ก็ไม่ใช่ แต่เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ฯ อนึ่ง เราทั้งหลายรู้ชัดภาษิตของท่านสารีบุตรในบัดนี้เอง อย่างนี้ว่า ท่าน โกฏฐิตะ วิญญาณตนทำเองก็ไม่ใช่ ผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยตน ไม่ได้ทำเอง ผู้อื่นไม่ได้ทำให้ก็ไม่ใช่ แต่เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ฯ ท่านสารีบุตร ก็เนื้อความของภาษิตนี้ เราทั้งหลายจะพึงเห็นได้อย่างไร ฯ [๒๖๖] สา. ดูกรอาวุโส ถ้าเช่นนั้น ผมจักเปรียบให้ท่านฟัง ในโลกนี้ บุรุษผู้ฉลาดบางพวกย่อมรู้ชัดเนื้อความของภาษิตได้ แม้ด้วยอุปมา ฯ อาวุโส ไม้อ้อ ๒ กำ พึงตั้งอยู่ได้เพราะต่างอาศัยซึ่งกันและกันฉันใด เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะ นามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฉันนั้นแล ฯ ถ้าไม้อ้อ ๒ กำนั้น พึงเอาออกเสียกำหนึ่ง อีกกำหนึ่งก็ล้มไป ถ้าดึงอีก กำหนึ่งออก อีกกำหนึ่งก็ล้มไป ฉันใด เพราะนามรูปดับ วิญญาณจึงดับ เพราะ วิญญาณดับ นามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะ ดับ ผัสสะจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฉันนั้นแล ฯ [๒๖๗] โก. น่าอัศจรรย์ ท่านสารีบุตร ไม่เคยมีมา ท่านสารีบุตร เท่าที่ท่านสารีบุตรกล่าวนี้ เป็นอันกล่าวดีแล้ว ก็แลเราทั้งหลายพลอยยินดีสุภาษิตนี้ ของท่านสารีบุตรด้วยเรื่อง ๓๖ เรื่องเหล่านี้ ฯ ถ้าภิกษุแสดงธรรม เพื่อความหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับชราและ มรณะ ควรจะกล่าวว่า ภิกษุธรรมกถึก ฯ ถ้าภิกษุปฏิบัติ เพื่อความหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับชราและมรณะ ควรจะกล่าวว่า ภิกษุปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ฯ ถ้าภิกษุหลุดพ้น เพราะความหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะ ความดับ เพราะไม่ถือมั่นชราและมรณะ ควรจะกล่าวว่า ภิกษุบรรลุนิพพานใน ปัจจุบัน ฯ ถ้าภิกษุแสดงธรรม เพื่อความหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับชาติ ฯลฯ ภพ ... อุปาทาน ... ตัณหา ... เวทนา ... ผัสสะ ... สฬายตนะ ... นามรูป ... วิญญาณ ... สังขารทั้งหลาย ... อวิชชา ควรจะกล่าวว่า ภิกษุธรรมกถึก ฯ ถ้าภิกษุปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับอวิชชา ควรจะ กล่าวว่า ภิกษุปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ฯ ถ้าภิกษุหลุดพ้นเพราะความหน่าย เพราะคลายกำหนัด เพราะความดับ เพราะความไม่ถือมั่นอวิชชา ควรจะกล่าวว่า ภิกษุบรรลุนิพพานในปัจจุบัน ฯ

Dhammadāyāda Sutta Promotes the Inheritance of Wisdom: Scholars Propose a Path to Global Peace in the Age of Artificial Intelligence

Dhammadāyāda Sutta Promotes the Inheritance of Wisdom: Scholars Propose a Path to Global Peace in the Age of Artificial Intelligence  As Art...