วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2565

"ปลัดมท." โพสต์โต้ "ก้าวไกล" ยัน "โคก หนอง นา โมเดล" ไม่ล้มเหลว กระแสตอบรับดีได้ประโยชน์เกินคุ้มกับงบฯ

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2565 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจ Suttipong Juljarern ชี้แจงโครงการโคกหนองนาโมเดล หลังจากว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.จากพรรคก้าวไกลออกมาเปิดเผยข้อมูล โครงการโคกหนองนา ล้มเหลวความว่า


"ผมยืนยันว่าการนำงบประมาณมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนของรัฐบาลนั้นไม่ได้ล้มเหลว เราดำเนินการทั้งสิ้น 7 กิจกรรม ในโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคกหนองนา จำนวน 25,179 โครงการ ทั่วประเทศ นั้นได้ประโยชน์เกินคุ้มกับงบประมาณที่ลงไป"


ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการพึงพอใจอย่างมาก (ดังรายละเอียดของงานวิจัยที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทำให้ Grisda) ที่ผมส่งให้มาพร้อมนี้


การนำเสนอของหน่วยตรวจสอบอย่าง สตง. ท่านตรวจสอบบางโครงการ บางพื้นที่ จนกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย กลายเป็นผู้ร้าย ซึ่งยังน้อยกว่าการด่วนสรุป ทำลายล้างโครงการ ที่มีการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่มาประยุกต์สู่โคกหนองนา ว่าล้มเหลว


อ่านบทสรุปของผู้บริหารที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำไว้ 15 หน้าก็ได้ครับ


อนึ่ง เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2565 "นายอดิศักดิ์ สมบัติคำ" หรือ "จ่าตา" ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. พรรคก้าวไกล จ.มหาสารคาม ได้ออกมาเปิดรายงานสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถึงผลการตรวจสอบโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ "โคก หนอง นา โมเดล" ของกรมพัฒนาชุมชน ซึ่งจากรายงานพบว่าโครงการแทบไม่เดิน ทำจริงไม่ได้ ยังไม่เกิดผลทางปฏิบัติ


"นายอดิศักดิ์"  อ้างว่า สตง. เขียนเอาไว้ชัดเจนว่า โครงการมีปัญหา 3 เรื่อง ที่ทำให้โคก หนอง นาเป็นโครงการส่อล้มเหลว


1. โครงการล่าช้าไม่เป็นไปตามแผนงานที่กำหนด ณ วันที่ 30 กันยายน 2564 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดโครงการ กรมพัฒนาชุมชนทำเสร็จเพียง 1 จาก 6 กิจกรรม ทำให้ต้องขอขยายเวลากว่า 2 รอบ ถึงจะปิดโครงการได้


2. พื้นที่เรียนรู้ชุมชนต้นแบบทำไม่ได้จริง ส่วนใหญ่ยังทำไม่ได้ตามแบบ บางที่ยังสร้างไม่เสร็จ บางที่ยังไม่ได้เริ่มสร้าง ส่วนที่สร้างเสร็จแล้วยังไม่มีการจัดเตรียมความพร้อมด้านสื่อการเรียนรู้ วัสดุ อุปกรณ์เพื่อใช้สำหรับการสาธิตและ ฝึกปฏิบัติประจำฐานเพื่อการเรียนรู้


3. ครุภัณฑ์อุปกรณ์ต่างๆ ในวันที่ สตง. ลงไปตรวจสอบ ยังถูกใช้ไม่ครบ ซึ่งมีทั้งบางที่ยังไม่ได้ใช้อุปกรณ์เลยแม้แต่รายการเดียว บางที่ใช้ไปแค่บางส่วน หรือก็คือ งบอุปกรณ์ที่จัดซื้อลงไปถูกเอาไปวางทิ้งไว้เฉยๆ


"ตามศูนย์อบรมที่โคก หนอง นา ให้เกษตรกร ยังแทบจะไม่มีการอบรมให้เกษตรกรเอาไปใช้จริงเลย" ผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.ก้าวไกล กล่าว






















วันเสาร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2565

"สุพันธุ์" อัดรัฐนโยบายพักหนี้ แต่ไม่พักดอก เท่ากับซ้ำเติมประชาชน"เจ็บ จน เจ๊ง"

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2565  นายสุพันธุ์ มงคลสุธี อดีตประธานกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในฐานะรองหัวหน้าพรรคและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคไทยสร้างไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ภูเก็ตที่ผมเห็นวันนี้มันไม่ต่างอะไรกับเมืองร้าง!


แม้รัฐบาลจะเปิดประเทศ นักท่องเที่ยวเริ่มกลับมาบางส่วน แต่ผู้ประกอบการหลายรายยังไม่สามารถกลับมาเปิดกิจการได้ เพราะเจ็บหนักจากโควิด แม้จะมีนโยบายพักหนี้ แต่ไม่พักดอกเบี้ย ดอกเบี้ยที่วิ่งทุกวัน ประกอบกับหนี้เสียที่เกิดขึ้นตอนปิดประเทศ ซ้ำเติมประชาชนให้ "เจ็บ จน เจ๊ง"


โดยเฉพาะโรงแรมเล็ก ยิ่งเจ็บหนัก เพราะมี พ.ร.บ.โรงแรม ที่ร่างขึ้นมาตั้งแต่ปี 2547 ควบคุมเงื่อนไขการเปิดโรงแรมที่เหมาะสำหรับโรงแรมขนาดใหญ่ แต่โรงแรมขนาดเล็กที่มีห้องหลักสิบ ไม่สามารถทำได้ เช่น พื้นที่ว่าง 30% หรือทางเดินและบันไดในอาคารต้องกว้าง 1.2 เมตรขึ้นไปเป็นต้น โรงแรมเล็กไม่สามารถทำได้แน่นอน นอกจากทุบตึกสร้างใหม่ เพราะพวกเขาปรับปรุงอาคารพาณิชย์มาเป็นที่พักให้เช่าก่อนที่จะมีกฎหมายฉบับนี้ แถมช่วงเวลาผ่อนปรนที่รัฐบาลให้ผู้ประกอบการเหล่านี้ไปปรับปรุงให้ได้มาตรฐานตามกฎหมายก็ต้องเจอกับโควิดและล็อกดาวน์ ขาดรายได้ เป็นหนี้ ทำให้โรงแรมเล็กตอนนี้ทยอยกันปิดตัว ถูกธนาคารยึด และขายทอดตลาด เฉพาะป่าตองอย่างเดียว ปิดตัวไปเกือบ 200 แห่ง มูลค่าความเสียหายกว่า 68,000 ล้านบาท


เมื่อโรงแรมเล็กหายไป แล้วเกิดอะไรขึ้น? ระบบนิเวศทางเศรษฐกิจในชุมชนก็พังไปด้วย โรงแรมขนาดเล็กเหล่านี้ มีแค่ที่พัก หรือขายอาหารด้วยนิดหน่อย แต่นักท่องเที่ยวเมื่อมาพักแล้วก็จะมากินมาเที่ยว มาใช้จ่ายในชุมชน ต่างจากโรงแรมขนาดใหญ่ที่มีทุกอย่างให้บริการในตัว จากที่โรงแรมเหล่านี้เคยเป็นหูเป็นตา ตามตรอกซอกซอยในภูเก็ต ก็กลับปิดไฟมืดทำให้ตรอกซอยที่เคยสว่างก็ดูน่ากลัวสำหรับผู้มาเยือน แถมเมื่อปิดกิจการก็ต้องเลิกจ้างพนักงาน เลิกใช้บริการซักรีดหรือรับซื้อผลผลิตจากในชุมชน โรงเรียนบางแห่งแทบไม่เหลือนักเรียน เพราะคนย้ายไปหางานที่อื่นกันหมด


ภาพที่ผมถ่ายมาคือโรงแรมเล็กที่ปิดตัวตามสองข้างทางในป่าตอง จ.ภูเก็ต บางที่ถูกยึดจนธนาคารมาติดป้ายประกาศขายก็แล้ว ทุกวันนี้ยังขายไม่ได้ ป้ายขาดเปื่อยไปก็มี เพราะเศรษฐกิจไม่ดีไงครับ รัฐบาลที่มองแต่จีดีพี แล้วเอากฎหมายมาปิดขวางการทำมาหากินของประชาชนคนตัวเล็ก มันจะทำให้เศรษฐกิจไทยค่อยๆ ตายไปเรื่อยๆ จากฐานราก เหมือนต้นไม้ที่รากเน่าไม่มีผิด ถ้าผู้บริหารประเทศยังนั่งกันอยู่ในห้องแอร์ ไม่ลงมาดูปัญหาของคนรากหญ้าจริงๆ พวกคุณก็จะเกาไม่ถูกที่คัน ตัดเสื้อผิดไซส์ คนตัวเล็กก็ตายไป คนตัวใหญ่ก็อ้วนขึ้น


วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2565

ผลวิจัย "วช."หนุนระบุชัด! ภาคธุรกิจท่องเที่ยวคนตัวเล็กรอดได้ เพราะแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง

วันที่  30 กันยายน 2565  สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้สนับสนุนโครงการวิจัยการสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ ต่อแรงงานที่เคลื่อนย้ายกลับสู่ท้องถิ่นในภาคธุรกิจท่องเที่ยวและบริการภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ดำเนินโครงการโดย รศ.ดร เจริญชัย เอกมาไพศาล คณะการจัดการการท่องเที่ยว สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ทั้งนี้จากการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมาส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ที่พัก รวมถึงร้านอาหารต่าง ๆ ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก ทั้งผู้ประกอบการและลูกจ้าง หรือ พนักงาน จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการและลูกจ้างต้องปรับตัวเองเพื่อความอยู่รอด ทำให้ธุรกิจต้องปรับการบริหารจัดการแบบยืดหยุ่นในช่วงภาวะวิกฤต มีความหลากหลายในด้านบริการ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า นำหลักบริหารแบบครอบครัวมาปรับใช้เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีมีความเห็นอกเห็นใจกันทั้งนายจ้างและลูกจ้างเพื่อความอยู่รอด ในขณะที่ลูกจ้าง หรือพนักงานที่ต้องเจอมรสุมออกจากงานกลับถิ่นฐานจะต้องปรับตัวเองนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ มีความรู้ทักษะในการหารายได้ในยุคดิจิตอล


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า จากวิกฤตด้านสาธารณสุขที่ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยต้องเผชิญจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้หลายภาคธุรกิจแทบตั้งหลักไม่ทัน ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ทั้งปิดกิจการ ลดพนักงาน รวมถึงปรับปรุงการบริการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ มีนวัตกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องหลายโครงการที่ทาง วช. ได้ให้การสนับหนุนเพื่อนำองค์ความรู้ไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชน รวมไปถึงงานวิจัยที่นำเสนอโดยทีมวิจัยจากคณะการจัดการการท่องเที่ยว สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ในเรื่องการสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจต่อแรงงานที่เคลื่อนย้ายกลับสู่ท้องถิ่นในภาคธุรกิจท่องเที่ยวและบริการภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อนำองค์ความรู้นี้ไปปรับใช้ให้ผู้ประกอบการและพนักงานลูกจ้างฝ่ามรสุมวิกฤตนี้ไปให้ได้


รศ.ดร. เจริญชัย เอกมาไพศาล อาจารย์คณะการจัดการการท่องเที่ยว สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เปิดว่า ธุรกิจขนาดใหญ่ที่วางโครงสร้างไว้ดีแม้จะต้องปรับตัวเองหลายด้านแต่ก็สามารถฝ่าวิกฤตไปได้ แต่มีธุรกิจจำนวนไม่น้อยที่ต้องปิดตัวลง ส่งผลให้มีการเลิกจ้างพนักงาน ซึ่งผลจากการวิจัยพบว่าจากสถานการณ์โควิด -19 ทำให้ลูกค้าน้อยลง รายได้ลดลงมาก  ส่วนของพนักงานหรือลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 มีจำนวนไม่น้อยต้องกลับถิ่นฐานเดิม และพยายามหารายได้มาเลี้ยงชีพ ซึ่งในกลุ่มนี้จำเป็นอย่างยิ่งต้องมีทักษะที่หลากหลายในยุคดิจิตอล การสร้างรายได้บนมือถือหรือที่เรียกว่าการขายของออนไลน์ ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่ง การเสริมความรู้ด้านเทคโนโลยี เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะของตลาดในยุคปัจจุบัน 


ที่สำคัญคือการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ ต้องรู้จักประมาณตน มีการวางแผนการดำเนินชีวิต ประหยัดรู้จักออม เพื่อสามารถนำเงินมาใช้ในคราวจำเป็นเมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตต่าง ๆ เนื่องจากปัญหาแรงงานไทยจะประสบปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เยอะมาก ต้องปรับพฤติกรรมเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง ซึ่งผลจากการวิจัยนี้เชื่อว่าเป็นองค์ความรู้ในการสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจในระยะยาว เมื่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับตลาดแรงงาน สินค้าและบริการ ต้องปรับกลยุทธ์รับมือเพื่อความอยู่รอด


ขอบคุณข้อมูลจากเพจสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ


ชูนโยบายกองทุนสร้างอนาคตไทย แก้ปัญหา 3 น. ช่วยพัฒนาเกษตรกรยั่งยืน

วันศุกร์ที่ 30 กันยายน 2565  ศ.ดร.กำพล ปัญญาโกเมศ รองหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย กล่าวถึงนโยบายเปลี่ยนวิถีชีวิตเกษตรกรไทย เพื่อนำไปสู่การสร้างอนาคตเกษตรกรไทยว่า วันนี้ การปฏิรูปคงไม่พอสำหรับภาคการเกษตร แต่ต้องปฏิวัตินโยบายภาคการเกษตร ที่ออกแบบนโยบายโดยมองจากปัญหาของเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง (Farmer Centric Policy) และต้องเป็นนโยบายที่มีเป้าหมายในการเพิ่มเงินได้สุทธิ (Gross Domestic Income: GDI) ของเกษตรกร ว่าเกษตรกร ทำเกษตรกรรมแล้วหลังหักต้นทุน ต้องมีเงินได้สุทธิเท่าไร ถึงสามารถปลดหนี้ มีเงินเหลือเพียงพอ ที่จะทำให้เกษตรกรและครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น


ทั้งนี้ ตนมองว่าสถานการณ์ของภาคการเกษตรมีความย้อนแยังกันมาก โดยด้านหนึ่งประเทศไทยเป็นแชมป์การส่งออกข้าว ขณะที่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวกลับติดกับดักปัญหาหนี้สินสืบทอดกันมาทุกช่วงอายุเหมือนมรดกบาป ซึ่งทำให้ตนเกิดคำถามว่า ภาครัฐจะภูมิใจไปทำไมว่าประเทศไทย เป็นแชมป์ส่งออกข้าว แชมป์ส่งออกยาง ในเมื่อเกษตรกรไทยยังเป็นหนี้เป็นสิน ในเมื่อเกษตรกรรมไทยยังเป็นอาชีพที่ผลตอบแทนต่ำแต่ความเสี่ยงสูง ในเมื่อเกษตรกรไทยยังต้องส่งลูกหลานไปทำงานในเมืองใหญ่ เพื่อส่งเงินกลับมาให้ครอบครัวเพื่อใช้หนี้เกษตรกร


ศ.ดร.กำพล กล่าวต่อว่า แนวทางการแก้ปัญหาหลักของเกษตรกรต้องมี  3 น. ได้แก่ หนี้ น้ำ และ หนังสือเอกสารทำกิน ซึ่งหนี้สินเกษตรกร ณ ปี 2564 ยอดกว่า 6 แสนล้านบาท โดยค่าเฉลี่ยต่อครัวเรือนรายภาค ณ ปี 2564 ได้แก่ กรุงเทพ 96,610 บาท ภาคกลาง 346,267 บาท ภาคเหนือ 313,752 บาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 264,471 บาท ภาคใต้ 395,112 บาท

ขณะที่น้ำ: 58% ของพื้นที่ ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำเพื่อการการเกษตร และสุดท้ายหนังสือเอกสารทำกิน: 40% ของครัวเรือนเกษตรกร ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน ต้องเช่าที่ดินเพื่อทำการเกษตร


ทั้งนี้ พรรคสร้างอนาคตไทย มองว่าแนวทางสำคัญในการสร้างอนาคตให้เกษตรกรไทย ต้องมุ่งเน้นการใช้องค์ความรู้จากศาสตร์พระราชา ปราชญ์ชาวบ้าน เกษตรผสมผสาน  ผนวกกับส่งเสริม AgriTech Startup ให้นำองค์ความรู้ด้าน Big Data, Data Analytics, AI, Digital Technology รวมถึงนวัตกรรมด้านการเงิน มาออกแบบนโยบายด้านการเกษตร เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร เพื่อเพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่าย ลดความเสี่ยง เพิ่มโอกาสการเข้าถึงสิทธิในที่ดินทำกิน รวมถึงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร โดยมุ่งเพิ่มเงินได้สุทธิของเกษตรกรไทย และพัฒนาภาคการเกษตรของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน


ซึ่งแนวคิดดังกล่าว พรรคจะขับเคลื่อนภายใต้นโยบายตั้งกองทุนสร้างอนาคตไทย 3 แสนล้านบาท ซึ่งกองทุนนี้สามารถนำมาใช้ในการแก้ปัญหาหนี้ ทั้งการพักหนี้และเติมทุน เพื่อต่อลมหายใจให้กับเกษตรกร รวมถึงการส่งเสริมเกษตรกรในด้านต่างๆ ทั้งด้านส่งเสริมองค์ความรู้ การเข้าถึงเทคโนโลยีและปัจจัยการผลิตผ่านระบบเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) การสร้างบ่อน้ำเพื่อการเกษตร เป็นต้น  เพื่อทำให้เกษตรกรสามารถยืนด้วยขาของตัวเอง 


ด้านการลดต้นทุนและสร้างรายได้เสริม ทางพรรคสร้างอนาคตไทย มีนโนยาย 4 โซลาร์ ประกอบด้วย 1.โซลาร์รูฟท็อป ที่สามารถสร้างรายได้และลดรายจ่ายให้เกษตรกร 2.โซลาร์ฟาร์มบนมิติโรงไฟฟ้าชุมชน ที่สามารถผสมผสานพลังงานเกษตรและแสงอาทิตย์ 3.โซลาร์สูบน้ำบาดาลทั่วทั้งประเทศ ทำให้เกษตรกรมีน้ำเพื่อการเกษตรด้วยแสงอาทิตย์ และ 4.โซลาร์ลอยน้ำ เพื่อเพิ่มศักยภาพและความมั่งคงด้านพลังงานของประเทศ


 


วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2565

เวที SX 2022 ศูนย์สิริกิติ์"พุทธ-คริสต์-อิสลาม" ชูชุมชน "กะดีจีน-คลองสาน" ต้นแบบศาสนากับการพัฒนาที่ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 29 กันยายน2565 ที่ผ่านมา ในงาน Sustainability Expo 2022 หรือ SX 2022 มหกรรมด้านความยั่งยืนที่ใหญ่สุดในอาเซียน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 40,000 ตารางเมตร ของศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์  ระหว่างวันที่ 26 กันยายน ถึง 2 ตุลาคม 2565 มีการเสวนาเรื่อง "ศาสนากับความยั่งยืนของชุมชน" โดยมีผู้แทนจาก 3 ศาสนา ทั้งพุทธ คริสต์ และอิสลาม ประกอบด้วย พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม และอุปนายกสภามหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) มงซินญอร์ ดร.วิษณุ ธัญญอนันต์ รองเลขาธิการสภาประมุขบาทหลวง โรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย และฮัจยี อุมัร กาญจนกูล (วาสุเทพ กาญจนกูล) ผู้แทนชุมชนมุสลิมย่านกะดีจีน-คลองสาน ดำเนินรายการโดยนายสุรพล เศวตเศรนี ที่ปรึกษาคณะกรรมการการท่องเที่ยวโดยชุมชนและประธานจัดงาน Water & River Festival มาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น  


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) กล่าวเปิดวงสนทนาว่า สำหรับศาสนากับความยั่งยืนของชุมชนนั้น คำว่า การพัฒนาที่ยั่งยืน ได้เริ่มมีการพูดถึงและใช้เมื่อ 30 ปีก่อนเป็นครั้งแรก โดยให้ความหมายว่า เป็นการพัฒนาที่เอื้อต่อคนรุ่นต่อๆ ไป ซึ่งเป็นความหมายที่เน้นในเรื่องสิ่งแวดล้อม เพราะว่าทุกคนได้มีการหยิบยืมทรัพยากรธรรมชาติจากรุ่นลูกหลานมาใช้ จึงไม่ควรใช้อย่างสิ้นเปลือง และเหลือไว้ให้คนรุ่นลูกหลานได้ใช้บ้าง  แต่องค์การสหประชาชาติได้ขยายคำว่า ความยั่งยืน ให้มีความหมายมากกว่านั้น โดยในปี 2555 องค์การสหประชาชาติได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ว่า ภายในปี 2568-2571 โลกจะต้องบรรลุเป้าหมาย 17 ข้อ แต่เป้าหมายที่ควรทำได้ มี 3 เรื่อง คือ สังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ สรุปแล้วการพัฒนาที่ยั่งยืนจึงไม่ได้มีเพียงแค่สิ่งแวดล้อมเท่านั้น


สำหรับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 ยังคงหลักเป้าหมายทั้ง 3 เรื่อง ที่องค์การสหประชาชาติได้เน้นย้ำไว้อยู่ แต่ได้มีการนำวัฒนธรรมเข้ามา ซึ่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้มีแนวคิดที่จะนำไปสู่ความสมดุล ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม แต่เนื่องจากสังคมและวัฒนธรรมเป็นเรื่องเดียวกัน องค์การสหประชาชาติจึงควบรวมเป็นเรื่องเดียวกัน คือ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ในปี 2549 สำนักเลขาธิการสหประชาชาติจึงนำรางวัล UN Human Development Lifetime Achievement Award ซึ่งเป็นรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ ทูลเกล้าฯ ถวาย ในหลวง รัชกาลที่ 9


"หลังจากองค์การสหประชาติประกาศเป้าหมายความยั่งยืนทั้ง 17 ข้อ ฝ่ายศาสนาก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้จัดการประชุมผู้นำศาสนาที่นครรัฐวาติกัน ในปี 2562 ซึ่งมีหนึ่งประโยคที่รู้สึกประทับใจ คือ ประโยคที่ว่า 'No man left behind.' การพัฒนาที่ยั่งยืนจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ไม่ว่าจะเป็นผู้ด้อยโอกาส หรือคนยากคนจน ซึ่งเป็นพระดำรัสของพระสันตปาปา


"ทั้งนี้ ตัวผู้พูดได้มีส่วนร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนในการประชุมครั้งนี้ และมีผู้เข้าร่วมประชุมจากหลายฝ่าย รวมถึงคุณฐาปน สิริวัฒนภักดี (กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ไทยเบฟเวอเรจ) ก็ได้เข้าร่วมพูดคุยในครั้งนี้ด้วย โดยมีท่าน มงซินญอร์ ดร.วิษณุ ธัญญอนันต์ เป็นผู้ประสานงานครั้งนี้" พระพรหมบัณฑิต กล่าวและว่า


การประชุมดังกล่าวได้ข้อสรุปพื้นฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืนว่า ต้องมี 5 Ps ได้แก่ People คุณภาพชีวิตของผู้คน, Prosperity ความเจริญทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน, Planet ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, Peace สันติภาพ และ Partnership การมีส่วนร่วมเพื่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งทั้งหมดจะต้องเกิดขึ้นพร้อมเพรียงกันและจับมือไปด้วยกัน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และได้มีการยกตัวอย่างชุมชนย่านกะดีจีน-คลองสาน ที่ชุมชนชาวพุทธ คริสต์ และอิสลาม ได้ร่วมจับมือกันเป็นต้นแบบ


พระพรหมบัณฑิต  กล่าวถึงชุมชนต้นแบบว่า ผู้นำชุมชนย่านกะดีจีน-คลองสาน มีอยู่ 6 ชุมชนด้วยกัน ทั้งวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ที่เป็นหน้าด่านของชาวพุทธ ตามด้วยชุมชนวัดกัลยาณมิตร ชุมชนวัดบุปผาราม ชุมชนโรงพราหมณ์ ชุมชนมัสยิดกุดีขาวเป็นอิสลาม รวมถึงชุมชนกะดีจีนที่เป็นคริสต์ เรียกได้ว่าใน 6 ชุมชน มีถึง 3 ศาสนาอยู่ด้วยกัน ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องยากที่จะติดต่อประสานงานให้ทำงานร่วมกันจนสำเร็จได้ แต่ก็เกิดขึ้นได้และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี


"วิธีการทำงานจึงใช้ บ้าน วัด ราชการ เป็นแกนหลักในการประสานงาน เริ่มจากชุมชนพุทธจับมือกับชุมชนอื่นๆ ในย่านกะดีจีน โดยนำผู้นำศาสนาอื่นมาร่วมเวทีแลกเปลี่ยนความคิด และจากการสืบค้นทางประวัติศาสตร์พบว่า ชุมชนพุทธ คริสต์ อิสลาม เหล่านี้เริ่มสร้างชุมชนร่วมกันมาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งหากนับตั้งแต่อดีตจนมาถึงปัจจุบันก็นับได้ว่า คนในชุมชนมีความผูกพัน และนับญาติกันมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน"


การแลกเปลี่ยนข้อมูลต่าง ๆ มีองค์กรจากภาคเอกชนมาร่วมสนับสนุน โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแกนนำ ยกตัวอย่างเช่น ด้านวัฒนธรรมที่จัดร่วมกัน คือ การจัดงานลอยกระทง ที่เริ่มต้นเมื่อปี 2553 จนมาถึงปัจจุบัน โดยให้ประชาชนนำกระทงมาลอยได้ที่วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ชุมชนมัสยิดกุดีขาว และย่านชุมชนกะดีจีน ภายในงานมีขนมและอาหารขึ้นชื่อของคนในชุมชนมาวางจำหน่าย โดยที่วัดไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งปฏิบัติเช่นนี้มานานกว่า 10 ปี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน และเป็นจุดเริ่มต้นของวิสาหกิจชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง


สำหรับกิจกรรมอื่นๆ อย่างการประกวดอาหาร 3 ศาสนา ได้มีการประกวดกันอย่างละ 1 วัน การรณรงค์ไม่ให้มีการสูบบุหรี่ในศาสนสถาน และการรณรงค์เรื่องการเก็บขยะให้เป็นที่เป็นทาง รวมถึงการจัดงานศิลป์ในซอยเมื่อปี 2557 ที่ได้กลายเป็นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยมีเยาวชนในชุมชนเป็นมัคคุเทศก์น้อยพานักท่องเที่ยวเดินชมชุมชน และกลายเป็นการท่องเที่ยวเชิงพหุวัฒนธรรมไปโดยปริยาย วิธีการพัฒนาดังกล่าวเริ่มจากที่คนในชุมชน ได้ตื่นพร้อม ตื่นรู้ สร้างสรรค์ และกระจายสู่ภายนอกจนประสบความสำเร็จ โดยมีผู้นำชุมชนเป็นคนสำคัญในการประสานงาน จากชุมชนกะดีจีนได้พัฒนาไปถึงคลองสาน และกลายเป็นต้นแบบการพัฒนาชุมชนตัวอย่างของกรุงเทพมหานคร


ทั้งนี้ พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) กล่าวทิ้งท้ายว่า การพัฒนาชาติให้เริ่มที่ประชาชน และการพัฒนาคนให้เริ่มที่ใจ จะพัฒนาอะไรให้เริ่มที่ตัวเรา ดังนั้น หากนำศาสนามาขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนา คือ เติมส่วนที่ขาดให้เต็ม เติมที่เต็มให้พอ และถ้าพอให้แบ่ง ที่แบ่งให้เป็นธรรม จะทำให้ทุกพื้นที่ทุกแห่งในสังคมไทยกลายเป็นสวรรค์บนดินที่น่าอยู่ จากพลังการแบ่งปันของศาสนาสืบไป


ด้าน มงซินญอร์ ดร.วิษณุ ธัญญอนันต์ กล่าวเสริมว่า สำหรับภาคปฏิบัติของชุมชนคาทอลิก เมื่อวันที่ 14-16 กันยายนที่ผ่านมา มีการประชุมผู้นำโลกที่อัสตานา ประเทศคาซัคสถาน ที่ผู้นำศาสนาได้นั่งร่วมวงสนทนาพูดคุยกันในหัวข้อ"ศาสนาเป็นตัวแปรสำคัญในการสร้างความยั่งยืนของโลก ดังนั้น การแก้ไขปัญหานี้ต้องเริ่มจากผู้นำศาสนาในชุมชน ต้องแสวงหาจุดร่วมและสงวนจุดต่างของผู้คนที่มีวัฒนธรรมแตกต่างกัน ส่วนที่น่ากังวลอีกประการ คือ คนที่นำเอาศาสนามาเป็นเรื่องสุดโต่ง หรือชาตินิยมจัด" มงซินญอร์ ดร.วิษณุ กล่าวและว่า


นอกจากนี้ สิ่งที่พระสันตปาปาฟรานซิสทรงห่วงที่สุด คือ กลัวคนรุ่นใหม่จะลืมเลือนประวัติศาสตร์ แต่โชคดีที่สมาชิกชุมชนวัดคาทอลิกที่ซางตาครู้สกว่า 1,000 คน ไม่หลงลืมประวัติศาสตร์และช่วยรักษาวัฒนธรรมของชุมชน ผ่านการประสานงานของผู้นำศาสนาและชุมชนอื่นๆ ในบริเวณโดยรอบ ซึ่งชุมชนคริสต์คาทอลิกอยู่ตรงบริเวณนี้กว่า 253 ปีแล้ว อยู่ติดกับวัดพุทธและศาลเจ้าจีน รวมถึงพี่น้องมุสลิมทางคลองหลวง แสดงถึงความเป็นพหุวัฒนธรรมในย่านนี้ได้เป็นอย่างดี


ฮัจยี อุมัร กาญจนกูล (วาสุเทพ กาญจนกูล) ผู้แทนชุมชนมุสลิมย่านกะดีจีน-คลองสาน กล่าวถึงวิสัยทัศน์ของมัสยิดกูวติลอิสลาม หรือมัสยิดตึกแดง ว่า ย่านกะดีจีน-คลองสาน เป็นการต่อยอดและพัฒนาสู่ความยั่งยืน โดยคำว่า อิสลาม แปลว่า สันติ กล่าวคือศาสนอิสลามมีสันติ อิสรภาพ และภราดรภาพ โดยภราดรภาพนี้ ทำให้มัสยิดตึกแดงอยู่ร่วมชุมชนกะดีจีน-คลองสานมาได้อย่างเนิ่นนานแล้ว ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 เป็นต้นมา


"มัสยิดตึกแดงอยู่ใกล้กับศาลเจ้าพ่อกวนอู และวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ซึ่งมีศรัทธาและความเชื่อที่แตกต่างกัน แต่อิสลามสอนให้มีมารยาทที่ดีงาม ให้เกียรติทุกศาสนาและความเชื่อที่แตกต่าง อีกทั้งไม่มีคำสอนใดอนุญาตให้ทำไม่ดีต่อคนอื่นแต่อย่างใด จึงทำให้สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน โดยสิ่งสำคัญคือ ดุลยภาพ ที่เป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกัน จะทำให้ชุมชนมีความยั่งยืนได้อย่างแน่นอน"  ผู้แทนชุมชนมุสลิมย่านกะดีจีน-คลองสาน กล่าว


วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2565

มหาดไทยโชว์ผลผลิตโคกหนองนาสดจากพื้นที่ ในงาน SX 2022 "พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก" ศูนย์สิริกิติ์

วันพุธที่ 28 กันยายน 2565 เวลา 16.00 น. นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงกิจกรรม Live Action จากในพื้นที่ตัวอย่างความสำเร็จในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งจัดขึ้นภายในงานแสดงนิทรรศการนานาชาติ "การขับเคลื่อนเพื่อมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ในงาน Sustainability EXPO 2022 หรือ SX 2022 ในระหว่างวันที่ 26 กันยายน – 2 ตุลาคม 2565 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ว่ากิจกรรมดังกล่าวได้รับความนิยมจากผู้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก และได้มีการดำเนินการถ่ายทอดสดผ่านทางเพจ Facebook กระทรวงมหาดไทย PR ด้วย 

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กิจกรรมภายในบูธของกระทรวงมหาดไทย ประกอบด้วย 4 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมที่ 1 นิทรรศการผลการดำเนินงาน/โครงการสำคัญที่ทุกกรม รัฐวิสาหกิจ และทุกจังหวัดร่วมดำเนินการ กิจกรรมที่ 2 Live Action จากในพื้นที่ตัวอย่างความสำเร็จในเรื่องต่าง ๆ กิจกรรมที่ 3 การฝึกปฏิบัติ “พึ่งตน เพื่อโลก เพื่อเรา” และกิจกรรมที่ 4 มหาดไทยปันสุข โดยนำผลผลิตเกษตรอินทรีย์ สินค้าจากชุมชน จาก เครือข่าย ปันบุญ ปันน้ำใจ มาร่วมแบ่งปัน ให้กับผู้เข้าร่วมงาน

สำหรับกิจกรรมที่ 2 Live Action จากในพื้นที่ตัวอย่างความสำเร็จในเรื่องต่าง ๆ นั้น มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 11 เรื่อง 65 โครงการ ประกอบด้วย (1) ชุมชน SDGs จำนวน 6 โครงการ (2) โคก หนอง นา จำนวน 5 (3) ผ้าไทยใส่ให้สนุก จำนวน 11 โครงการ (4) OTOP นวัตวิถี จำนวน 6 โครงการ (5) งาน บ ว ร จำนวน 2 โครงการ (6) การจัดการขยะและถังขยะเปียกลดโลกร้อน จำนวน 3 โครงการ (7) คลองสวยน้ำใส จำนวน 4 โครงการ ( อำเภอนำร่อง 4 ภูมิภาค 17 อำเภอ (9) อปท. ต้นเเบบศูนย์บริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ จำนวน 4 โครงการ (10) สนามเด็กเล่นสร้างปัญญา จำนวน 5 โครงการ และ (11) จัดที่ดินสาธารณประโยชน์ที่มีการบุกรุกเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำ จำนวน 2 โครงการ 


ทั้งนี้ ประชาชนผู้สนใจชมงานในส่วนของกิจกรรมที่ 2 Live Action จากในพื้นที่ตัวอย่างความสำเร็จในเรื่องต่าง ๆ สามารถเข้าไปเยี่ยมชมโครงการต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง ผ่านการถ่ายทอดสดจากพื้นที่จริง ตั้งแต่เวลา 10.30 – 18.00 น. ระหว่างวันที่ 26 กันยายน – 2 ตุลาคม 2565 โดยในแต่ละวันจะมีตารางการถ่ายทอดสดในแต่ละโครงการสลับสับเปลี่ยนและหมุนเวียนกันไปจบครบทุกโครงการ อย่างไรก็ตาม หากท่านไม่สะดวกเดินทางมายังศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ก็สามารถร่วมรับชมการถ่ายทอดสดได้ทางเพจ Facebook กระทรวงมหาดไทย PR ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการรับชมกิจกรรม Live Action ดังกล่าว 


นายสุทธิพงษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การถ่ายทอดสดกิจกรรม Live Action จากสถานที่ Best Practice ต่าง ๆ ข้างต้น ถือเป็นเครื่องเตือนใจ และเป็นการตอกย้ำว่า “คนมหาดไทย ผู้นำท้องที่ และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” คือบุคคลสำคัญผู้เสียสละ อุทิศตนเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และนำพาสิ่งที่ดีที่สุดมาสู่ประชาชนคนไทยทั่วทั้งประเทศ ซึ่งเราขอสัญญาไว้ ณ ที่นี้ว่า จะไม่หยุดการสร้างความสำเร็จไว้เพียงแค่วันที่ 2 ตุลาคม 2565 ในงาน SX2022 แต่เท่านั้น แต่จะยังคงมุ่งมั่นอย่างไม่หยุดยั้งที่จะร่วมแรงแข็งขัน ช่วยกันพัฒนาไปพร้อมกับพี่น้องภาคีเครือข่าย ในการพัฒนาและยกระดับภารกิจที่ทำอยู่ในวันนี้ให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป เพื่อให้ประเทศไทยได้ก้าวไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อการพัฒนาคน ให้ได้รับการยกระดับคุณภาพชีวิตที่มั่นคงและยั่งยืนในทุกมิติ นำเสนอสร้างการรับรู้ให้กับสาธารณชนและสายตาประชาคมโลกได้รับทราบ เข้าใจ และมีส่วนร่วมในทุกระดับ 


พร้อมกันนี้ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกคนเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงาน Sustainability EXPO 2022 (SX2022) ในระหว่างวันที่ 26 กันยายน – 2 ตุลาคม 2565 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อร่วมกันแสดงพลังทำให้โลกรู้ว่า คนไทยทุกคนเป็นส่วนหนึ่งขับเคลื่อนให้ประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และจะร่วมกันขยายผลความสำเร็จ เพื่อ Change for Good สู่เป้าหมายเพื่อการพัฒนาคนในทุกช่วงวัยโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง บนพื้นฐานวิถีชีวิตที่น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ และผนึกกำลังเป็นภาคีเครือข่ายในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ สู่การพัฒนาที่เป็นรูปธรรมในทุกมิติอย่างยั่งยืน ใน 76 จังหวัด 76 คำมั่นสัญญา เพื่อการพัฒนา เพื่อความเท่าเทียม เพื่อความยั่งยืน เพื่อคนไทยกว่า 69 ล้านคน “โลกนี้เพื่อเรา”

"อุตตม" แนะ 3 แนวพัฒนาเกษตรกรไทยหายจน เป็นฐานแก้วิกฤตอาหารโลกยั่นยืน

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2565นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงปัญหาความมั่นคงทางอาหารที่เกิดขึ้นทั่วโลกในขณะนี้ โดยชี้ให้เห็นว่าถือเป็นโอกาสของประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกอาหารอันดับ 13 ของโลก แสวงหาโอกาสในวิกฤตโลกครั้งนี้ ทั้งในระยะสั้น และวางรากฐานให้ไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารโลกได้อย่างแท้จริงในระยะยาว ที่สำคัญสุดก็คือ เกษตรกรผู้ผลิตต้องได้ประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้นนี้ด้วย โดยในระยะสั้น ภาครัฐต้องเร่งช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร โดยเฉพาะต้นทุนปุ๋ยที่ราคาสูงขึ้น แต่ราคาผลผลิตกลับวิ่งตามไม่ทันต้นทุน ขณะเดียวกันภาครัฐต้องร่วมกับเอกชนผู้ส่งออกใช้โอกาสนี้เปิดตลาดประเทศใหม่ๆ ที่มีความต้องการสินค้าเกษตรทดแทนประเทศที่มีปัญหา เพื่อเพิ่มปริมาณการส่งออกของไทย


นายอุตตม ระบุต่อว่า หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาความมั่นคงทางอาหาร เนื่องจากเกิดสถานการณ์อาหารขาดแคลนและมีราคาแพง ต้นเหตุมาจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน เพราะทั้ง 2 ประเทศเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญโดยเฉพาะข้าวสาลี และรัสเซียยังเป็นผู้ส่งออกปุ๋ยรายใหญ่ เมื่อปุ๋ยขาดแคลนก็กระทบต่อปริมาณการผลิตอีกทอดหนึ่ง นอกจากนี้ยังเป็นปัญหาจากความเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศโลก ที่กำลังเป็นภัยคุกคามอย่างใหญ่หลวงในแหล่งผลิตอาหารทั่วโลก


“ผมจึงขอชวนทุกท่านมาร่วมกันคิดต่อว่า เมื่อหลายประเทศทั่วโลกมีปัญหาขาดแคลนอาหาร ขณะที่ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารอันดับ 13 ของโลก มูลค่ากว่า 1.1 ล้านล้านบาทต่อปี ดังนั้นจึงต้องคิดว่าเราจะทำอย่างไรเพื่อแสวงหาโอกาสในวิกฤตโลกครั้งนี้ ทั้งในระยะสั้นและวางรากฐานให้ไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารโลกได้อย่างแท้จริงในระยะยาว สุดท้ายที่สำคัญสุดก็คือ เกษตรกรผู้ผลิตต้องได้ประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้นนี้ด้วย” นายอุตตม ระบุ


นายอุตตม ระบุด้วยว่า สำหรับระยะสั้นผมคิดว่าสิ่งที่ควรทำในทันทีคือ ภาครัฐต้องเร่งช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร โดยเฉพาะต้นทุนปุ๋ยที่ราคาสูงขึ้นจากปีก่อนถึงเท่าตัว แต่ราคาผลผลิตกลับวิ่งตามไม่ทันต้นทุน ซึ่งหมายความว่าเกษตรกรจะไม่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้เลย ขณะเดียวกันภาครัฐต้องร่วมกับเอกชนผู้ส่งออกใช้โอกาสนี้เปิดตลาดประเทศใหม่ๆ ที่มีความต้องการสินค้าเกษตรทดแทนประเทศที่มีปัญหา เพื่อเพิ่มปริมาณการส่งออกของไทย



หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย ระบุอีกว่า ประเด็นที่ควรทำในระยะกลางและยาว เพื่อให้ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารของโลกได้อย่างแข็งแกร่งนั้น ต้องทำ 2 เรื่องสำคัญ คือ 1. ยกระดับคุณภาพและปริมาณผลผลิตต่อไร่ และ 2. ยกระดับสู่การเกษตรสมัยใหม่ เป็นอุตสาหกรรมการเกษตรที่ตอบสนองความต้องการตลาดในโลกปัจจุบัน


นายอุตตม เปิดเผยด้วยว่า เมื่อวันที่ 25 ก.ย.65 พรรคสร้างอนาคตไทยได้จัดเวทีเสวนา “สร้างอนาคตเกษตรกรไทยอย่างไรให้ยั่งยืน” โดยนายกำพล ปัญญาโกเมศ ประธานฝ่ายวิชาการ พรรคสร้างอนาคตไทย ซึ่งมีแง่มุมที่จะสนับสนุนให้เกษตรกรไทยยั่งยืน 3 ประเด็น


คือ 1.รัฐต้องเร่งช่วยลดต้นทุนปัจจัยการผลิตสำคัญ ประกอบด้วย เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และพลังงาน เพื่อเพิ่มกำไรจากการขายผลผลิตให้กับเกษตรกร เช่น สนับสนุนเมล็ดพันธุ์คุณภาพ การส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง รวมทั้งส่งเสริมการใช้พลังงานโซลาร์เซลล์ ในการทำเกษตร เป็นต้น


2.รัฐต้องปรับโครงสร้างการเกษตร พร้อมทั้งสร้างกลไกที่เท่าเทียมและเป็นธรรมในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเกษตร เพื่อส่งเสริมการเติบโตของเกษตรกร รวมทั้งเพิ่มองค์ความรู้ใหม่ๆโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยยกระดับให้เกษตรกรกลายเป็นผู้ประกอบการ


และ 3.แก้ไขปัญหาเกษตรกรไทยที่สะสมมาหลายสิบปี 3 ด้าน คือ ปัญหาหนี้สิน, ปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร และปัญหาไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ดินทำกิน


“เราต้องแก้ปัญหาเหล่านี้เพื่อให้เกษตรกรหลุดออกจากกับดักวงจรความยากจน เป็นการสร้างโอกาสในการพัฒนาสู่ความยั่งยืนในอนาคต และเชื่อว่าช่วงวิกฤตอาหารโลกในขณะนี้ หากเราสามารถดำเนินการตามแนวคิดข้างต้นได้อย่างรวดเร็ว ก็จะยิ่งเป็นการเพิ่มโอกาสทางการส่งออกสินค้าเกษตร และส่งผลดีต่อเนื่องถึงพี่น้องเกษตรกร ซึ่งพรรคสร้างอนาคตไทยจะนำแนวคิดทั้งหมดนี้ไปประมวลเป็นนโยบายของพรรคต่อไป” นายอุตตม ระบุ.

วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2565

"กทม."จับมือสิบทิศ Kick Off! นำร่องแก้จนคนเมืองเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย

เมื่อวันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2565 เวลา เวลา 09.00 น. ที่ห้องพัชราวดี ชั้น 11 อาคาร 2 โรงแรมปรินซ์พาเลซ มหานาค กรุงเทพมหานคร นายขจิต ชัชวานิชย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Kick Off) โครงการวิจัย “การแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำกรุงเทพมหานคร” ระดับพื้นที่เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย  

ปลัดกรุงเทพมหานครกล่าวว่า เชื่อว่าทุกคนที่นี่มีหัวใจที่อยากจะทำให้คนอื่นมีความสุข มีหัวใจที่อยากจะทำให้บ้านเมืองนี้ดีขึ้น และมีหัวใจที่อยากจะทำให้สังคมนี้มีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นในในอนาคต วันนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่กรุงเทพมหานคร ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) และมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่ ในการสร้างโอกาสดี ๆ ให้กับชุมชน ให้กับกลุ่มเปราะบาง อีกทั้งยังเป็นโอกาสดีที่เขตป้อมปราบศัตรูพ่ายได้เริ่มก่อนเพื่อเป็นตัวอย่างให้กับเขตอื่น ๆ ในการทำโครงการวิจัยฯ เพื่อดูแลพี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพฯ ให้มีความสุขที่สุด มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและเท่าเทียมกัน 

การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Kick Off) โครงการวิจัย “การแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำกรุงเทพมหานคร” ระดับพื้นที่เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ซึ่งมีการดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2563 ในพื้นที่ 20 จังหวัด มีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลครัวเรือนยากจน จำแนกกลุ่มเป้าหมาย ระบุปัญหาความต้องการ และหาวิธีการในการแก้ไขปัญหาที่เบ็ดเสร็จและแม่นยำ 

ในการนี้ คณะผู้วิจัยจะนำความสำเร็จดังกล่าวมาใช้ในการศึกษาเพื่อหารูปแบบที่เหมาะสมกับบริบทของกรุงเทพมหานครผ่านการปฏิบัติงานจริง เพื่อให้กรุงเทพมหานครมีต้นแบบระบบข้อมูลครัวเรือนคนจนที่สามารถนำไปใช้ได้จริง รวมถึงมีแนวทางการแก้ปัญหาความยากจนที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ และข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อจัดการแก้ไขปัญหาความยากจนของกรุงเทพมหานครที่เบ็ดเสร็จและแม่นยำ แต่การดำเนินงานเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ถูกต้อง เป็นประโยชน์นั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในพื้นที่ การสร้างความเข้าใจต่อเป้าหมาย การสร้างการรับรู้ต่อภารกิจและบทบาทของแต่ละภาคส่วนจึงมีความสำคัญ

ทั้งนี้ เนื่องจากพื้นที่เขตป้อมปราบฯ เป็นหนึ่งในพื้นที่นำร่องที่จะใช้ในการศึกษาและถอดบทเรียน กิจกรรมในวันนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งทั้งต่อพี่น้องประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ ต่อสำนักงานเขตที่เป็นหน่วยหน้าในการประสานและดำเนินการแก้ไขปัญหา และต่อกรุงเทพมหานครในการปรับปรุงรูปแบบการบริหารราชการที่เอื้อประโยชน์ต่อประชาชน เพราะทุกภาคส่วนกำลังจะร่วมกันออกแบบทิศทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนให้มีประสิทธิภาพและเกิดผลเป็นรูปธรรม ซึ่งจะสะท้อนไปสู่ความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครต่อไป


สำหรับผู้ร่วมพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ ประกอบด้วย ผู้บริหารสำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล คณะผู้แทนชุมชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม คณะทำงานโครงการการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำกรุงเทพมหานคร และผู้เกี่ยวข้อง


"บสย." ชู 3 แนวทางแก้หนี้ยั่งยืน ผ่าน บสย. F.A.Center ปรับโครงสร้างหนี้

27 กันยายน 2565 นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า บสย. พร้อมดำเนินมาตรการช่วยลูกหนี้ SMEs ในงาน “มหกรรมร่วมใจแก้หนี้ : มีหนี้ต้องแก้ไข เริ่มต้นใหม่ อย่างยั่งยืน” ซึ่งเป็นมหกรรมแก้หนี้ ครั้งยิ่งใหญ่ โดยมีสถาบันการเงิน กลุ่ม Non Bank บริษัทบริหารสินทรัพย์ เข้าร่วมกว่า 60 แห่ง ร่วมบรรเทาความเดือดร้อนลูกหนี้ ที่ประสบปัญหาการชำระหนี้ ทั้งภาคประชาชน และลูกหนี้ธุรกิจ

ทั้งนี้ บสย. จะร่วมในกิจกรรม “มหกรรมแก้หนี้สัญจร”  5 จังหวัด ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2565 – มกราคม 2566 ร่วมกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ มุ่งเน้นการช่วยเหลือลูกหนี้ค้ำประกัน 3 แนวทางหลัก ได้ 1.ปรับโครงสร้างหนี้ 2.การเติมสินเชื่อใหม่ (ผ่านกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ) 3.การให้ความรู้ทางการเงิน เน้นช่วยลูกหนี้ให้เข้าสู่กระบวนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เพื่อช่วยให้ลูกหนี้มีความสามารถในการชำระหนี้ และช่วยให้ SMEs กลับมาดำเนินธุรกิจได้โดยเร็ว

นอกจากนี้ ทีมที่ปรึกษาทางการเงิน SMEs ในส่วนของ บสย. F.A.Center จะช่วยให้คำแนะนำ ปรับโครงสร้างหนี้ และแนะนำวิธีการขอสินเชื่อธุรกิจ รวมถึงช่วยหาทางออกแก่ให้กับลูกหนี้ ที่กำลังประสบปัญหาชำระหนี้ค้ำประกัน ผ่านมาตรการ บสย. พร้อมช่วย เพื่อลดภาระหนี้และลดต้นทุนหนี้ โดยการตัดเงินต้น ซึ่งเป็นมาตรการที่นำไปสู่การแก้หนี้ยั่งยืนที่ประสบความสำเร็จอย่างดี นับตั้งแต่เริ่มใช้มาตรการในเดือน เมษายน 2565 โดยได้ช่วยให้ลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้วกว่า 2,000 ราย และยังอยู่ในระหว่างการรอเข้ากระบวนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และเจรจาหนี้อีกกว่า 3,000 ราย

ทั้งนี้ ลูกหนี้ทุกประเภท และ ลูกหนี้ค้ำประกัน บสย. สามารถลงทะเบียนขอรับคำปรึกษาฟรี ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ผ่านเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย www.bot.or.th/debtfair เท่านั้น เพื่อป้องกันการหลอกลวง โดยไม่มีค่าลงทะเบียน ค่าค้ำประกัน ค่าปลดล็อก SMS ใดๆ

https://www.nationtv.tv/news/economy-business/378887840


วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2565

เริ่มงานทันที! "กรณ์-สุวัจน์" ผนึกกำลังชูซอฟท์พาวเวอร์ "ผ้าไหมไทยผ้าไหมโลก"

"กรณ์-สุวัจน์" ผนึกกำลังชูซอฟท์พาวเวอร์ "ผ้าไหมไทยผ้าไหมโลก"  ยึดหัวหาดใช้โคราชเป็นศูนย์กลางของอีสาน เล็งจับมือแบรนด์ระดับโลกพัฒนาดีไซน์ให้เป็นผ้าไหมสากล  

เริ่มต้นทำงานทันที หลังประกาศความร่วมมือกันอย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อพรรคใหม่ “ชาติพัฒนากล้า” ของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคฯ และ นายกรณ์ จาติกวณิช กรรมการบริหารพรรคเมื่อวันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา โดยทั้งสองได้พูดคุยกันถึงการผลักดันของดีโคราช คือ ผ้าไหม ซึ่งมีอัตตลักษณ์โดดเด่น สวยงามเป็นที่ยอมรับของชาวไทยและต่างประเทศ แต่การจำหน่ายยังอยู่ในวงที่จำกัด ซึ่งในแง่ทางเศรษฐกิจสามารถพัฒนาได้อีกมากจึงได้เรียกนายศักดา แสงกันหา มิสเตอร์ผ้าไหม-โคราช เข้ามาสอบถาม เนื่องจากเป็นคนที่คลุกคลีกับผ้าไหมมาตั้งแต่เด็ก โดยมองถึงความเป็นไปได้ ที่จะผลักดันให้ผ้าไหมไทยเป็นผ้าไหมของโลก มีคุณภาพมาตรฐาน โดยนายศักดา มองว่าขณะนี้ประเทศไทยเป็นรองแค่ประเทศจีนเท่านั้น ในเรื่องของปริมาณการผลิต ซึ่งแน่นอนด้วยพื้นที่และประชากร แต่เรื่องความสวยงามผ้าไหมโคราชและผ้าไหมของภาคอีสานไม่เป็นสองรองใคร สามารถพัฒนาโคราชให้เป็นศูนย์กลางผ้าไหมของภาคอีสาน และเป็นแหล่งผ้าไหมของโลกได้

 

“ผ้าไหมไทยเป็นศิลปะวัฒนธรรม เป็นหนึ่งใน ซอฟต์ พาวเวอร์ ของคนไทย ที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงให้ความสนพระทัยเป็นอย่างมาก พระองค์ทรงส่งเสริมให้มีการสร้างอาชีพจากการทอผ้า ในช่วงแรกพระองค์ทรงรับซื้อไว้เพื่อสร้างขวัญกำลังให้กับชาวบ้านทรงมีพระราชดำรัชว่า "ขาดทุนแต่เป็นกำไรให้กับประชาชน" พระองค์ทรงนำผ้าไหมเหล่านั้นนำไปเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก จนทุกวันนี้ในระดับสากลผ้าไหมของไทยได้รู้จักและเป็นที่ยอมว่าเป็นผ้าไหมไทยเป็นผ้าที่มีความสวยสดงดงามประณีตละเอียดมาก ปัจจุบันผ้าไหมได้สร้างรายได้ สร้างอาชีพให้กับพี่น้องในภาคอีสาน เป็นมูลค่ามหาศาลรวมทั้งชุมชนของผมด้วย” นายศักดา กล่าว  


ด้านนายวรวุฒิ อุ่นใจ อดีตประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย หนึ่งในสมาชิกพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องทำให้คนไทย หันมาใช้ผ้าไหมไทยของโคราชก่อน ขณะนี้เดียวกันก็ต้องพัฒนาคุณภาพการผลิตและดีไซน์ ให้เป็นสากล เพื่อผลักดันให้โครงการผ้าไหมไทยเป็นผ้าไหมโลก โดยเริ่มที่ จ.นครราชสีมาเป็นจริง และขั้นตอนต่อไปคือ สร้างตลาดในประเทศ และส่งออก ซึ่งทั้งสองอย่างสามารถทำควบคู่กันไปได้เพราะในภาวะปกติ ก็มีนักท่องเที่ยวเข้ามาประเทศไทยมหาศาลอยู่แล้วในแต่ละปี เราต้องจัดเกรด ตั้งระดับมาตรฐานผ้าไหม หาตลาด พัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ถ้าทำพวกนี้ได้ ผ้าไหมไทยก็จะเป็นผ้าไหมของโลกได้สำเร็จ และอาจต้องร่วมมือกับแบรนด์ดังระดับโลกเพื่อส่งผ้าไหมไทยสู่สากล ซึ่งทั้งหมดปลายทางคือ ชาวบ้าน เกษตรกรผู้เลี้ยงไหม จะมีรายได้เพิ่ม 


สอดคล้องกับ นายวัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ หรือ นายกอุ๊ ประธานโอทอปเทรดเดอร์ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า เรื่องของผ้าไหมเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับวิถีชุมชน คือ ชาวบ้าน ซึ่งพื้นฐานของคนโคราช ทอผ้าไหม สาวไหม และทำไว้ใช้เองอยู่แล้ว การที่จะเพิ่มรายได้ให้กับเขา ก็ต้องไปดูในเรื่องของกลางน้ำกับปลายน้ำ เราต้องสร้างตลาดของผ้าไหมให้มากกว่าที่คนไทยใช้ ต้องทำให้ผ้าไหมสามารถที่จะเป็นผ้าสากลที่ใช้กันทั่วโลก และทั่วโลกมีความต้องการในผ้าไหมของคนไทย ซึ่งมันจะย้อนกลับมาสู่เรื่องของการพัฒนา การออกแบบดีไซน์ การเพิ่มมูลค่าและเพิ่มคุณภาพของผ้าไหม ให้เขามีความรู้สึกว่าเป็นผ้าไหมโคราช ผ้าไหมไทย เป็นผ้าไหมดีมีคุณภาพ เป็นแบรนด์เนม มาเมืองไทยต้องซื้อกลับไปเป็นของฝากที่มีราคาและมีคุณค่าที่สุดของเขา เราต้องไม่ขายแค่ผ้าไหมแต่ต้องขายแบรนด์ของผ้าไหม 


“พอมีผ้าไหมมีมูลค่า มีคุณค่า มันจะย้อนกลับไปที่ต้นทางทันทีคือ ชาวบ้าน ครัวเรือนต่าง ๆ ที่บรรดา แม่ ๆ ป้า ๆ ทั้งหลาย ที่สาวไหม เลี้ยงไหม และเป็นวิถีชีวิต ผูกพันกับเส้นไหม เขาจะมีเงินในกระเป๋ามากขึ้น โดยที่เขายังใช้ชีวิตอยู่เหมือนเดิม ซึ่งวิธีการเหล่านี้ พรรคชาติพัฒนากล้า ต้องพัฒนา สนับสนุนและส่งเสริม โดยยกระดับโคราชให้เป็นเมืองผ้าไหมไทย เป็นเมืองผ้าไหมโลกได้ ซึ่งไม่ใช่ส่งผลดีแต่เฉพาะโคราชเท่านั้น แต่อีสานทั้งภาคจะได้ประโยชน์ด้วย เป็นภูมิภาคของผ้าไหม พี่น้องชาวอีสานทุกคนจะได้ประโยชน์จากโครงการ ผ้าไหมไทยสู่ผ้าไหมโลก ตลาดกลางเส้นใยไหม การเดินแบบระดับโลกการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ต้องเกิดขึ้นที่โคราช เพราะฉะนั้นพี่น้องชาวอีสาน ต้องร่วมมือกัน เรื่องเหล่านี้สำคัญ ที่เราต้องช่วยกัน ที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายก็จริง แต่ไม่ได้โฟกัสจุด มันฟุ้งจนหาธีมไม่เจอ ต้องให้โคราชเป็นหัวขบวนรถไฟความเร็วสูงเรื่องของผ้าไหม เพื่อเชื่อมไปสู่ถนนสายผ้าไหมในอนาคต” ประธานโอทอปเทรดเดอร์ประเทศไทย กล่าว


"มูลนิธิชัยพัฒนา-กปร."เซ็น MOU ขยายผลองค์ความรู้ศาสตร์พระราชาสู่เยาวชน ในงาน SX 2022 ศูนย์สิริกิติ์

เมื่อวันจันทร์ที่ 26 กันยายน 2565  ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์  วันแรกของงาน Sustainability Expo 2022 หรือ SX 2022 มหกรรมด้านความยั่งยืนที่ใหญ่สุดในอาเซียน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 40,000 ตารางเมตร ของศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์  ระหว่างวันที่ 26 กันยายน ถึง 2 ตุลาคม 2565 โดยเวลา 11.00 น. สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในโครงการขยายผลองค์ความรู้โครงการตามแนวพระราชดำริสู่เยาวชน เพื่อให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปสามารถนำองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ มาปรับเปลี่ยนแนวทางในการดำเนินชีวิตให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น และส่งมอบรถโมบายล์ เพื่อสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนที่อยู่ห่างไกลได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาโครงการในพระราชดำริ


การลงนามดังกล่าว มี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิชัยพัฒนา พร้อมด้วย นายลลิต ถนอมสิงห์ เลขาธิการ กปร. นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ สพฐ. และ นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ไทยเบฟเวอเรจ เป็นผู้แทนจากแต่ละหน่วยงาน ร่วมลงนาม MOU ทั้ง 4 หน่วยงาน ได้ร่วมจัดทำโครงการดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลได้มีความรู้ความเข้าใจในแนวพระราชดำริ ด้วยการเชื่อมโยงองค์ความรู้การพัฒนาจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สังเคราะห์ให้สอดคล้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ ให้ได้รับความรู้ในรูปแบบ Play and Learn


ความร่วมมือนี้ สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา จะสนับสนุน แนะนำ การจัดทำองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ ประสานงานเครือข่ายในการจัดทำองค์ความรู้ และขยายผลไปยังกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่โครงการ ขณะที่ สำนักงาน กปร. จะกำหนดและกำกับการนำเสนอองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ เพื่อจัดทำสื่อการเรียนการสอน พร้อมทั้งสนับสนุนข้อมูล ให้คำแนะนำ ในการจัดทำสื่อองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ


สพฐ. จะเผยแพร่สาระความรู้และขยายผลองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริไปสู่โรงเรียนในสังกัด รวมถึงขยายผลองค์ความรู้ไปยังโรงเรียนที่อยู่ในเขตพื้นที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้ง 6 แห่ง ศูนย์สาขา โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล และโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ รวมถึงกำกับดูแลการจัดการเรียนการสอน พัฒนาศักยภาพครูผู้สอนและนักเรียน ให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ ตลอดจนติดตามและประเมินผลการถ่ายทอดองค์ความรู้


ไทยเบฟเวอเรจ จะสนับสนุนการจัดทำสื่อองค์ความรู้ ผลิตสื่อ อุปกรณ์ ในการเผยแพร่องค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ รวมถึงสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการผลิตสื่อ อุปกรณ์สำหรับครูและนักเรียน พร้อมสนับสนุนการขยายผลองค์ความรู้การพัฒนาตามแนวพระราชดำริ เพื่อบูรณาการกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ในโรงเรียนเครือข่ายที่ทำงานร่วมกับไทยเบฟเวอเรจ โดยผลิตสื่อและอุปกรณ์ที่ทันสมัย สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบวิธีการเรียนรู้ได้ตามยุคสมัย บรรจุในรถยนต์ (Mobile Unit) ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่อยู่ห่างไกลได้ง่ายขึ้น


เลขาธิการ กปร. ในฐานะแกนหลักในการดำเนินโครงการ เผยว่า ความร่วมมือระหว่าง 4 หน่วยงานครั้งนี้ มีเป้าหมายให้ประชาชนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้โครงการตามแนวพระราชดำริ มีกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ โรงเรียนที่อยู่ในเขตพื้นที่โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้ง 6 แห่ง และศูนย์สาขา โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงเยาวชนและประชาชนทั่วไปที่อยู่ในเขตพื้นที่โรงเรียน ที่มีการจัดทำโครงการความร่วมมือเพื่อการขยายผลองค์ความรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้เข้ามาเรียนรู้ร่วมกันเพิ่มมากขึ้น


ภายใต้กรอบความร่วมมือระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปี ทั้ง 4 หน่วยงานจะร่วมกันพัฒนาสื่อ องค์ความรู้ผลิตสื่อ และอุปกรณ์ ในการเผยแพร่ขยายผลองค์ความรู้โครงการตามแนวพระราชดำริไปสู่โรงเรียนในกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ของโรงเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


เลขาธิการ กปร. กล่าวว่า โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 4,000 โครงการ ก่อกำเนิดขึ้นตามแนวพระราชดำริ ใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง


"โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลสำเร็จที่เกิดขึ้นจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน 6 แห่ง ที่ได้จัดตั้งขึ้นตามแนวพระราชดำริ เพื่อเป็นแหล่งทำการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง วิจัย วิธีการพัฒนาด้านต่างๆ ให้เหมาะสมสอดคล้องกับภูมิสังคมที่แตกต่างกัน ความรู้ผลิตสื่อ และอุปกรณ์ ในการเผยแพร่ขยายผลองค์ความรู้โครงการตามแนวพระราชดำริไปสู่โรงเรียนในกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ของโรงเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


เลขาธิการ กปร. กล่าวว่า โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 4,000 โครงการ ก่อกำเนิดขึ้นตามแนวพระราชดำริ ใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง


"โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลสำเร็จที่เกิดขึ้นจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน 6 แห่ง ที่ได้จัดตั้งขึ้นตามแนวพระราชดำริ เพื่อเป็นแหล่งทำการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง วิจัย วิธีการพัฒนาด้านต่างๆ ให้เหมาะสมสอดคล้องกับภูมิสังคมที่แตกต่างกัน


"ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงเปรียบเสมือน'พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต' และ 'ต้นแบบ' ของความสำเร็จ ที่จะเป็นแนวทางและตัวอย่างให้พื้นที่อื่นๆ ได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในพื้นที่จริงได้" นายลลิตกล่าว พร้อมเผยว่า


ด้วยเหตุนี้ ทั้ง 4 หน่วยงาน จึงรวมพลังเพื่อขับเคลื่อนขยายผลองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสืบสาน รักษา ต่อยอด โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตามพระราชปณิธานใน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนที่จะเป็นกำลังสำคัญต่อการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต


SX 2022 จัดโดย 5 องค์กรชั้นนำด้านความยั่งยืนของไทย ได้แก่ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ จีซี, บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี, บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) พร้อมผนึกกำลังกับพันธมิตรชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศกว่า 100 องค์กร และวิทยากรผู้เชี่ยวชาญกว่า 100 รายจากทั่วโลก นำเสนอประเด็นเรื่องความยั่งยืน ผ่านนิทรรศการ 7 โซนหลัก เวทีเสวนา เวิร์กช็อป ฯลฯ โดยมุ่งหมายให้เป็น 'collaboration platform' ให้ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมทั้งไทยและต่างประเทศ เครือข่าย Thailand Supply Chain Network (TSCN) และสถาบันการศึกษา ได้มาพบปะพูดคุย ร่วมกันพัฒนาสังคมในภาพรวม พร้อมเดินหน้าเรื่องความยั่งยืนอย่างจริงจังต่อเนื่อง


ติดตามรายละเอียดงาน SX 2022 ได้ทางเฟซบุ๊กhttps://www.facebook.com/SX.SustainabilityExpo/ และเว็บไซต์ https://sustainabilityexpo.com


"ปลัดมท." โพสต์โต้ "ก้าวไกล" ยัน "โคก หนอง นา โมเดล" ไม่ล้มเหลว กระแสตอบรับดีได้ประโยชน์เกินคุ้มกับงบฯ

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2565 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจ Suttipong Juljarern ชี้แจงโครงการโคกหนองนาโมเดล หล...