ถอดรหัสร่างนโยบายรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ชูบทบาทศาสนาเป็นกลไกเศรษฐกิจ สังคม และการทูต เปลี่ยนผ่านจากรัฐอุปถัมภ์สู่รัฐหุ้นส่วน ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ความเหลื่อมล้ำและความขัดแย้งเชิงอัตลักษณ์
เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของรัฐบาล “อนุทิน 2” อย่างเป็นทางการ ภายหลังคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จำนวน 35 คนถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ ท่ามกลางความคาดหวังต่อทิศทางนโยบายที่จะถูกแถลงต่อรัฐสภาในวันที่ 9–10 เมษายนนี้
ร่างนโยบายรัฐบาลความยาว 21 หน้า ได้สะท้อนยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศภายใต้แนวคิด “ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่น” โดยหนึ่งในแกนหลักที่ถูกจับตามองคือ “การจัดวางบทบาทของศาสนา” ในฐานะกลไกเชิงโครงสร้างของรัฐสมัยใหม่
ศาสนา: จาก “ผู้รับการอุปถัมภ์” สู่ “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์”
ร่างนโยบายเน้นย้ำหลักการพิทักษ์ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ควบคู่กับการตีความใหม่ให้ศาสนาไม่ใช่เพียงสถาบันเชิงจารีต แต่เป็น “หุ้นส่วนการพัฒนา” ของรัฐ
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านการปรับบทบาทจากการอุดหนุนแบบให้เปล่า ไปสู่การบูรณาการศาสนาเข้ากับระบบเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง เช่น
-
การใช้วัดและองค์กรศาสนาเป็นเครือข่ายสวัสดิการสังคม
-
การส่งเสริมการศึกษาคณะสงฆ์เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์
-
การต่อยอดสู่เศรษฐกิจท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณ
นักวิชาการมองว่า นี่คือการเปลี่ยนผ่านเชิงกระบวนทัศน์ครั้งสำคัญของรัฐไทย จาก “รัฐควบคุมศาสนา” สู่ “รัฐร่วมพัฒนา”
สัญญาณพหุวัฒนธรรม: พิธีกรรมผสมผสาน พุทธ–อิสลาม
ภาพสะท้อนเชิงรูปธรรมปรากฏในกิจกรรมทำบุญครบรอบ 18 ปีพรรคภูมิใจไทย ที่มีพิธีกรรมทั้งพุทธและอิสลามอย่างกลมกลืน
โดยมี พระพรหมวชิรโพธิวงศ์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ขณะเดียวกันพิธีอิสลามก็ถูกจัดอย่างสมเกียรติ
การจัดพิธีลักษณะนี้ถูกตีความว่าเป็น “การเมืองเชิงพื้นที่” ที่ส่งสัญญาณชัดว่า รัฐบาลจะเดินหน้าพหุวัฒนธรรมนิยม ไม่จำกัดการอุปถัมภ์เฉพาะศาสนาพุทธ
ชายแดนใต้: จากความมั่นคงสู่ “ชาติสัมพันธ์”
อีกหนึ่งไฮไลต์ของนโยบาย คือการปรับยุทธศาสตร์ในพื้นที่ชายแดนใต้
รัฐบาลเสนอแนวคิด “การเมืองนำการทหาร” พร้อมมาตรการสำคัญ เช่น
-
ปฏิรูปกฎหมายองค์กรศาสนาอิสลาม
-
เปิดทางเลือกตั้งผู้นำศาสนา
-
ตั้งศาลคดีครอบครัวอิสลาม
-
ส่งเสริมกองทุนซะกาตและเศรษฐกิจฮาลาล
ทั้งหมดนี้สะท้อนการยอมรับ “พหุระบบกฎหมาย” และการสร้างรัฐแบบ “Relational Nation” หรือ “ชาติสัมพันธ์” ที่เคารพอัตลักษณ์ท้องถิ่น
ศาสนากับเศรษฐกิจ: ทุนจิตวิญญาณสู่ Soft Power
ในมิติเศรษฐกิจ รัฐบาลมุ่งใช้ “ทุนจิตวิญญาณ” เป็น Soft Power ใหม่ของประเทศ
ตัวอย่างสำคัญคือโครงการ Global Meditation Center ที่วัดอรุณราชวราราม ซึ่งถูกวางให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสมาธิระดับโลก
ขณะเดียวกัน เครือข่ายพระธรรมทูตในต่างประเทศถูกยกระดับเป็นกลไก “การทูตเชิงวัฒนธรรม” ภายใต้แนวคิด “ทีมประเทศไทย” เพื่อสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกในเวทีโลก
ปฏิรูปกฎหมาย: ปลดล็อกศักยภาพองค์กรศาสนา
ด้านการบริหาร รัฐบาลเตรียมผลักดันกฎหมายสำคัญ เช่น
-
Omnibus Law
-
Super License
เพื่อลดขั้นตอนราชการที่ซ้ำซ้อน ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้องค์กรศาสนาสามารถดำเนินกิจกรรมสาธารณประโยชน์ได้คล่องตัวขึ้น และลดปัญหาคอร์รัปชัน เช่น “เงินทอนวัด”
บทสรุป: ศรัทธาสู่เครื่องยนต์พัฒนา
การวิเคราะห์ร่างนโยบายรัฐบาล “อนุทิน 2” ชี้ให้เห็นว่า รัฐไทยกำลังปรับตัวครั้งใหญ่ในความสัมพันธ์กับศาสนา
จากอดีตที่ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมทางการเมือง สู่ปัจจุบันที่พยายามใช้ศาสนาเป็น “เครื่องยนต์ขับเคลื่อนประเทศ” ทั้งในมิติสังคม เศรษฐกิจ และการทูต
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของยุทธศาสตร์นี้ยังขึ้นอยู่กับการปฏิบัติจริง โดยเฉพาะการบูรณาการหน่วยงานรัฐ การเปิดเผยข้อมูล และการสร้างความไว้วางใจในสังคมพหุวัฒนธรรม
ท่ามกลางความท้าทายระดับโลก รัฐบาลกำลังเดิมพันครั้งสำคัญว่า “ศรัทธาและความหลากหลาย” จะกลายเป็นพลังใหม่ของประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 ได้หรือไม่
พลวัตของร่างนโยบายรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ต่อกระบวนทัศน์การอุปถัมภ์สถาบันศาสนาและการบริหารจัดการพหุวัฒนธรรม (พ.ศ. 2569)
ปฐมบท: บริบททางการเมืองและการก่อร่างยุทธศาสตร์รัฐบาล "อนุทิน 2"
พลวัตทางการเมืองและภูมิทัศน์ทางสังคมเศรษฐกิจของประเทศไทยก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญอีกวาระหนึ่ง ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้นำคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จำนวน 35 คน เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ในวันที่ 6 เมษายน 2569 อันเป็นปฐมบทของการบริหารราชการแผ่นดินในนามรัฐบาล "อนุทิน 2" กระบวนการตามรัฐธรรมนูญในลำดับถัดมาคือการแถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งได้ถูกกำหนดวาระไว้ในระหว่างวันที่ 9-10 เมษายน 2569 โดยร่างนโยบายฉบับสมบูรณ์ความยาว 21 หน้า ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองต่อความท้าทายเชิงโครงสร้างของประเทศ ทั้งในมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิดหลักที่มุ่งขับเคลื่อนให้ "ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย"
นัยยะสำคัญประการหนึ่งที่แฝงอยู่อย่างลึกซึ้งในร่างนโยบายฉบับนี้ คือปรัชญาพื้นฐานในการจัดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ (The State) กับสถาบันทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "สถาบันศาสนา" ร่างนโยบายระบุอย่างชัดเจนถึงหลักการสำคัญ 3 ประการในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งประการแรกสุดคือความมุ่งมั่นในการ "พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์" การวางตำแหน่งแห่งที่ของศาสนาไว้ในฐานะเสาหลักประการแรก ควบคู่กับสถาบันชาติและพระมหากษัตริย์ มิใช่เพียงวาทกรรมทางการเมืองแบบจารีตนิยม (Traditionalist Rhetoric) หากแต่เป็นการสอดรับกับพันธกรณีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หมวด 5 ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐ มาตรา 52 ที่บัญญัติให้รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย และเกียรติภูมิของชาติ การคุ้มครองศาสนาจึงเป็นกลไกเชิงสถาบันที่รัฐต้องดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชน
ปรากฏการณ์เชิงสัญลักษณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนและวิสัยทัศน์ของรัฐบาลชุดนี้ต่อประเด็นศาสนาและพหุวัฒนธรรม ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดในเหตุการณ์คู่ขนานเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 ณ สำนักงานใหญ่พรรคภูมิใจไทย ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 18 ของพรรค นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในการจัดกิจกรรมทำบุญพรรค ซึ่งประกอบไปด้วยพิธีกรรมทางศาสนาทั้งพุทธและอิสลามอย่างผสมผสานและกลมกลืน โดยในส่วนของพิธีสงฆ์ทางพระพุทธศาสนานั้น ได้รับความเมตตาจากพระเดชพระคุณพระพรหมวชิรโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา และหัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล มาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ในขณะที่พิธีการทางศาสนาอิสลามก็ได้รับการปฏิบัติอย่างสมเกียรติ การแสดงออกทางการเมืองเชิงพื้นที่ (Spatial Politics) ผ่านพิธีกรรมทางศาสนาที่ครอบคลุมความหลากหลายเช่นนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณอย่างทรงพลังจากฝ่ายบริหาร ว่าทิศทางการอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาภายใต้รัฐบาล "อนุทิน 2" จะมิได้จำกัดอยู่เพียงการสนับสนุนศาสนาพุทธในฐานะศาสนาที่มีผู้นับถือส่วนใหญ่ของประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการโอบรับและสร้างพื้นที่ทางการเมืองให้กับศาสนาอิสลามและศาสนาอื่นๆ ภายใต้กระบวนทัศน์แห่งพหุวัฒนธรรมนิยม (Multiculturalism) อย่างแท้จริง
เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและรอบด้าน บทความวิชาการเชิงวิเคราะห์ฉบับนี้ จึงมุ่งประเมินและถอดรหัสร่างนโยบายรัฐบาลทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ นโยบายด้านเศรษฐกิจ นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง นโยบายด้านสังคม นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม และนโยบายด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย โดยพิจารณาผ่านเลนส์ของนโยบายสาธารณะที่เชื่อมโยงกับกิจการด้านศาสนา ทั้งในระดับทฤษฎี ระดับโครงสร้าง และระดับปฏิบัติการ เพื่อฉายภาพให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ของรัฐในการแปลงทุนทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ ให้กลายเป็นกลไกในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
รากฐานทางประวัติศาสตร์และพลวัตการอุปถัมภ์ศาสนาของรัฐไทย
การวิเคราะห์ร่างนโยบายของรัฐบาลในยุคปัจจุบัน จำเป็นต้องตั้งอยู่บนความเข้าใจในวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐไทยกับสถาบันศาสนา จากการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลด้านเงินบำรุงพระพุทธศาสนาระหว่างปี พ.ศ. 2475 ถึง 2505 พบว่าภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลโดยคณะราษฎรได้พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะเข้ามามีบทบาทในการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาแทนที่สถาบันพระมหากษัตริย์ กระบวนการนี้มิได้เป็นเพียงการสืบทอดหน้าที่ทางศีลธรรม แต่เป็นการดำเนินยุทธศาสตร์ทางการเมืองเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ระบอบใหม่ การจัดสรรงบประมาณบำรุงศาสนาได้ถูกปรับเปลี่ยนวิธีการโดยเน้นระบบการตรวจสอบข้อมูลที่เข้มงวดขึ้น และที่สำคัญคือ วิธีคิดของรัฐบาลในยุคนั้นได้เปลี่ยนผ่านไปสู่การมองว่า ศาสนสมบัติและเงินอุดหนุนศาสนาจะต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภา ซึ่งหมายความว่าตัวแทนของประชาชนหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการอุปถัมภ์ศาสนา
พลวัตนี้ทวีความเข้มข้นขึ้นในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยเฉพาะในสมัยที่ 2 ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินโครงการให้เงินอุดหนุนบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างกว้างขวาง รวมถึงการผลักดันโครงการอุดหนุนสมทบทุนบูรณะวัดรายปี และการจัดงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษอย่างยิ่งใหญ่ นโยบายเหล่านี้ดำเนินไปภายใต้บริบทของการใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความชอบธรรมทางการเมืองและสร้างเอกภาพของชาติในยุคสงครามเย็น มรดกทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ได้วางรากฐานทางโครงสร้างให้สถาบันศาสนาในประเทศไทยมีความผูกพันอย่างแยกไม่ออกกับกลไกของรัฐและนโยบายสาธารณะ
เมื่อนำกรอบคิดทางประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์เทียบเคียงกับร่างนโยบายของรัฐบาล "อนุทิน 2" จะพบความสืบเนื่องและการปรับตัวที่น่าสนใจ รัฐบาลปัจจุบันยังคงใช้กลไกการอุดหนุนและคุ้มครองศาสนาเพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและสังคม ดังปรากฏในคำประกาศที่ยึดมั่นการพิทักษ์รักษาสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ทว่าบริบทในยุคศตวรรษที่ 21 มีความสลับซับซ้อนมากกว่ายุคสงครามเย็น รัฐเผชิญกับข้อจำกัดทางการคลัง วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ และการเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมจากกลุ่มอัตลักษณ์ต่างๆ นโยบายของนายกฯ อนุทิน จึงมิอาจใช้แนวทางการอัดฉีดงบประมาณให้เปล่าแบบในอดีตได้ แต่ต้องบูรณาการศาสนาเข้ากับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศด้านอื่นๆ อย่างแนบเนียน ผ่านกลไกการบริหารภาครัฐด้วยระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster) 5 กลุ่ม ซึ่งเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการมองศาสนาเป็น "ผู้รับการอุปถัมภ์เชิงรับ" (Passive Beneficiary) ไปสู่การเป็น "หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์" (Strategic Partner) ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม
ตารางข้างต้นแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการเชิงโครงสร้างที่นโยบายของรัฐบาลปัจจุบันมีความก้าวหน้าและปรับตัวเข้ากับบริบทโลกสมัยใหม่ โดยเปลี่ยนผ่านจากรัฐที่ใช้การอุปถัมภ์เพื่อควบคุม มาสู่รัฐที่ใช้การอุปถัมภ์เพื่อปลดล็อกศักยภาพของทุนมนุษย์และทุนทางวัฒนธรรม
นโยบายด้านสังคม: ทุนมนุษย์และเครือข่ายความปลอดภัยทางสังคมผ่านโครงสร้างทางศาสนา
นโยบายด้านสังคมของรัฐบาลอนุทิน ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ทางประชากรศาสตร์และเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นนโยบาย "เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ" การยกระดับระบบประกันสุขภาพ การส่งเสริมสถาบันครอบครัว และการสร้างสภาพสังคมรองรับสังคมสูงวัย รวมถึงการจัดสถานที่พักพิงสำหรับผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง ในทางปฏิบัติ การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เหล่านี้ให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศเป็นไปได้ยากหากอาศัยเพียงกลไกของระบบราชการ การบูรณาการโครงสร้างของคณะสงฆ์และองค์กรทางพระพุทธศาสนาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายความปลอดภัยทางสังคม (Social Safety Net) จึงเป็นแนวนโยบายแห่งรัฐที่มีความสำคัญยิ่ง
ประการแรก ในมิติด้านการศึกษา แนวนโยบายแห่งรัฐในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาได้เชื่อมโยงกับการจัดการศึกษาของคณะสงฆ์อย่างลึกซึ้ง งานวิจัยทางวิชาการชี้ให้เห็นว่ารูปแบบและกระบวนการจัดการศึกษาคณะสงฆ์เพื่อรองรับงานวัดพัฒนาสังคมไทย ประกอบด้วยการศึกษาในส่วนเบื้องต้น การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม แผนกบาลี แผนกสามัญ และระดับอุดมศึกษา โครงสร้างการศึกษานี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของมหาเถรสมาคม และมีบทบาทสำคัญในการให้โอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย "เรียนฟรีมีจริง" ของรัฐบาล ยิ่งไปกว่านั้น การศึกษาของคณะสงฆ์มิได้จำกัดอยู่เพียงหลักวิชาการ แต่เน้นกระบวนการ "ไตรสิกขา" คือการพัฒนาศีล (ความรับผิดชอบ วินัย) สมาธิ (ความตั้งมั่นของจิตใจ) และปัญญา (การคิดวิเคราะห์) กระบวนการขัดเกลาทางสังคมผ่านการศึกษาทางศาสนานี้ มีส่วนช่วยโดยตรงในการพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) ที่มีคุณภาพ สอดรับกับเป้าหมายในการปรับหลักสูตรการศึกษาและรูปแบบการเรียนรู้ให้มีความยืดหยุ่น เพื่อให้คนไทยเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือ Skill Bridge ตามนโยบายของรัฐบาล
ประการที่สอง ในมิติของการสาธารณสุขและการรองรับสังคมสูงวัย รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับบริการสุขภาพ มุ่งเน้นการแพทย์มุ่งเป้า การใช้เทคโนโลยี AI และการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและการแพทย์แผนไทย ในบริบทนี้ บทบาทขององค์กรทางศาสนาและพระสงฆ์นักพัฒนาถือเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ไม่อาจมองข้าม จากการวิเคราะห์บทเรียนและโครงการพัฒนาของพระสงฆ์ในประเทศไทย สามารถจำแนกกลุ่มพระสงฆ์และองค์กรทางศาสนาที่มีศักยภาพในการสนับสนุนนโยบายรัฐออกเป็นกลุ่มต่างๆ อย่างชัดเจน กลุ่มพระสงฆ์นักพัฒนาเพื่อชีวิตและสังคม เช่น เครือข่ายพระสงฆ์พัฒนาภาคเหนือ หรือกลุ่มที่ดูแลผู้ป่วยอย่างวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี และกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ของพระสุบิน ปณีโต จังหวัดตราด ล้วนมีบทบาทโดยตรงในการจัดสวัสดิการชุมชนและดูแลกลุ่มเปราะบาง การอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาของรัฐบาลจึงควรถูกแปลงรูปแบบจากการให้งบประมาณก่อสร้างถาวรวัตถุ ไปสู่การอุดหนุนโครงการสาธารณสงเคราะห์ของวัดและกลุ่มพระสงฆ์เหล่านี้ เพื่อให้ทำหน้าที่เป็น "สถานที่พักพิงสำหรับผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางที่ได้มาตรฐานในพื้นที่" ตามที่ระบุไว้ในร่างนโยบายด้านสังคม
นอกจากนี้ กลุ่มองค์กรพระพุทธศาสนาที่เน้นการถ่ายทอดหลักธรรมผ่านการสื่อสารทางสังคมหรือกลุ่มขบวนการพุทธใหม่ เช่น เสถียรธรรมสถาน สถาบันวิมุตตยาลัย หรือกลุ่มหมู่บ้านพลัม ยังมีบทบาทสำคัญในการบูรณาการศาสตร์การบริหารจัดการสมัยใหม่เข้ากับการดูแลสุขภาวะทางจิตใจ การสนับสนุนจากรัฐบาลต่อองค์กรเหล่านี้ผ่านการอำนวยความสะดวกทางกฎหมาย หรือการให้ความคุ้มครองสถานะของสังฆะนักบวชสตรีและแม่ชี จะเป็นการขยายเครือข่ายการดูแลสุขภาพจิตของประชาชน ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตและส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม
ยุทธศาสตร์พหุวัฒนธรรมและสันติภาพ: ศาสนาอิสลามกับการแปลงผ่านโครงสร้างอำนาจ
หากการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาเป็นแกนกลางของการจัดสวัสดิการสังคม การคุ้มครองและบริหารจัดการพหุวัฒนธรรม โดยเฉพาะศาสนาอิสลาม ก็ถือเป็นบททดสอบสำคัญสูงสุดด้านความมั่นคงและการสร้างความปรองดองของรัฐบาล "อนุทิน 2" ร่างนโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคงระบุเป้าหมายอันท้าทายในการ "แก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน" การจะบรรลุเป้าหมายนี้ได้ รัฐจำเป็นต้องก้าวข้ามกระบวนทัศน์ความมั่นคงแบบดั้งเดิมที่พึ่งพากำลังทหาร ไปสู่แนวทางทางรัฐศาสตร์และมานุษยวิทยาที่เข้าใจถึงรากเหง้าของอัตลักษณ์
จุดยืนของพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล นำโดยพรรคภูมิใจไทย ได้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์เชิงโครงสร้างที่ลึกซึ้งผ่านการนำเสนอนโยบาย 11 ประการต่อพี่น้องมุสลิมไทย ซึ่งสามารถนำมาวิเคราะห์เชื่อมโยงกับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลได้อย่างเป็นระบบ ดังนี้:
การปฏิรูปเชิงสถาบันและกฎหมายศาสนา: ข้อเสนอในการแก้ไข พระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 ประเด็นการได้มาของจุฬาราชมนตรี โดยให้อิหม่ามเข้ามามีส่วนร่วมลงคะแนนเลือกตั้ง ถือเป็นการกระจายอำนาจและการสร้างความเป็นประชาธิปไตย (Democratization) ในโครงสร้างการนำทางศาสนา สิ่งนี้สะท้อนหลักการของรัฐบาลที่มุ่งยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและการบริหารราชการบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล นอกจากนี้ การจัดตั้ง "แผนกคดีครอบครัว และมรดกอิสลาม" ในศาลชั้นต้น เพื่อพิจารณาคดีทางแพ่งที่คู่กรณีเป็นมุสลิม เป็นการยอมรับหลักการพหุระบบกฎหมาย (Legal Pluralism) ซึ่งสอดรับโดยตรงกับนโยบาย "ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม" และตอบสนองต่อวิถีชีวิตที่แตกต่างโดยไม่ทำลายความเป็นเอกรัฐ (Unitary State)
การใช้ "การเมืองนำการทหาร" และกลไกสันติภาพ: รัฐบาลแสดงท่าทีชัดเจนในการลดบทบาทของอำนาจเชิงบังคับ (Hard Power) ในพื้นที่ชายแดนใต้ ผ่านแนวคิดการยกเลิกกฎหมายพิเศษ เช่น พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และการแก้กฎอัยการศึก ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการเจรจาสันติภาพโดยเปิดพื้นที่ให้สตรีเข้าร่วมโต๊ะเจรจา รวมถึงการให้มีฝ่ายกิจการสตรีและครอบครัวในโครงสร้างของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดทุกจังหวัด การผลักดันนโยบายเหล่านี้สะท้อนแนวคิดทางวิชาการที่ว่า รัฐต้องแปลงร่างจาก "ชาตินิยมแบบกลืนกลาย" เป็น "ชาติสัมพันธ์" ที่จัดความสัมพันธ์ใหม่สู่สันติภาพ โดยมองว่าอัตลักษณ์ "มลายู" เป็นความธรรมดาทางพหุวัฒนธรรมที่ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวพันถึงภัยคุกคามความมั่นคงเสมอไป
การบูรณาการเศรษฐกิจมหภาคกับวิถีทางศาสนา: การจัดตั้ง "องค์กรกำกับดูแลส่งเสริมกิจการพิธีฮัจญ์" เป็นหน่วยงานอิสระเพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ซ้ำซ้อน และการจัดตั้ง "กองทุนส่งเสริมกิจการซะกาต" เพื่อบริหารจัดการเงินบริจาคตามหลักศาสนา เป็นการดึงทรัพยากรทางการเงินที่อยู่นอกระบบเข้าสู่การบริหารจัดการที่เป็นระบบระเบียบ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างตามที่ระบุในนโยบายรัฐบาล ยิ่งไปกว่านั้น การประกาศยุทธศาสตร์ "เปลี่ยนเสียงระเบิด เป็นเสียงเครื่องจักร เปลี่ยนงบลับ เป็นงบลงทุน" ผ่านการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ และการตั้งห้องแล็บตรวจสอบอาหารและเครื่องดื่มฮาลาลโดยเฉพาะ ถือเป็นการเชื่อมโยงกลุ่มยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจมหภาคและการลงทุน เข้ากับอัตลักษณ์ทางศาสนา เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทานและยกระดับรายได้ของประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
ความมั่นคงทางการศึกษาเชิงอัตลักษณ์: การกำหนดให้มีค่าตอบแทนจากรัฐให้กับครูสอนศาสนาในศูนย์การศึกษา "ตาดีกา" หรือ "ฟัรดูอีน" ครอบคลุมทุกจังหวัดที่มีชาวมุสลิมอาศัยอยู่ ไม่จำกัดเฉพาะในพื้นที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบททางศาสนา เป็นการประกันสิทธิทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม และเป็นการดึงกระบวนการศึกษาทางศาสนาเข้าสู่ระบบการดูแลของรัฐเพื่อป้องกันการบ่มเพาะแนวคิดสุดโต่ง
ยุทธศาสตร์พหุวัฒนธรรมเหล่านี้จะขับเคลื่อนไม่ได้หากปราศจากความเข้าใจและการยอมรับจากผู้นำรัฐบาล ท่าทีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ลงพื้นที่ชุมชนมุสลิมอย่างต่อเนื่อง และการปราศรัยที่เน้นย้ำถึงความเคารพในวัฒนธรรมและศาสนา โดยระบุว่า "พี่น้องมุสลิมคือพี่น้องพุทธ ไม่ว่าจะศาสนาไหนพวกตนทำงานให้กับคนไทยทุกคน... ตรงนี้อย่ามาบอกว่ามีความอันตราย ตนไปทุกที่ตนมั่นใจ พวกเรามีความปรารถนาดีต่อกัน" รวมถึงการมอบหมายให้บุคคลที่มีความเข้าใจในวัฒนธรรมอิสลามอย่าง น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ เข้ามามีบทบาท เป็นการใช้อำนาจละมุนทางการเมือง (Political Soft Power) ในการสร้างความไว้วางใจ (Trust Building) ซึ่งเป็นทุนทางสังคมที่สำคัญที่สุดในการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง
พุทธพณิชย์สร้างสรรค์และการทูตเชิงจิตวิญญาณ: เครื่องมือทางเศรษฐกิจและการต่างประเทศ
ในยุคที่เศรษฐกิจไทยต้องการแรงขับเคลื่อนใหม่เพื่อพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ร่างนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลมุ่งเน้นการ "เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก" และ "สร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง" ในบริบทนี้ ทรัพยากรทางศาสนาและจิตวิญญาณได้ถูกยกระดับให้เป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่ามหาศาล (Monetization of Spiritual Assets)
ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมอย่างยิ่งคือ พิธีเปิดโครงการสมาธิเพื่อเมตตา สันติภาพ และความเข้าใจระดับโลก หรือ Global Meditation Center (GMC) ณ วัดอรุณราชวราราม ซึ่งเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกรมการศาสนา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า และองค์กรทางศาสนา โดยมีพระเดชพระคุณ พระพรหมวชิรโพธิวงศ์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ โครงการนี้มิใช่เพียงกิจกรรมทางพุทธศาสนาทั่วไป แต่คือยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่แฝงมาในรูปของการท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณ (Spiritual Tourism) การเลือกวัดอรุณราชวรารามซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งพุทธศิลป์ระดับโลกเป็นสถานที่เปิดตัว มุ่งเป้าส่งเสริมให้ชาวไทยและชาวต่างชาตินำการทำสมาธิไปใช้ลดความเครียดและเพิ่มสุขภาวะทางจิตใจ โดยมีแผนการขยายผลนำร่องสถานปฏิบัติธรรม 9 แห่งทั่วประเทศ และผลักดันศูนย์กลางข้อมูลเพื่อรองรับศักยภาพของวัดกว่า 2,000 แห่ง นโยบายเช่นนี้สอดรับโดยตรงกับกลุ่มยุทธศาสตร์ที่ 2 ด้านการผลิต การค้าและบริการ ในการ "สร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวของประเทศ" นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและจิตวิญญาณมีแนวโน้มที่จะพำนักระยะยาวและมีกำลังซื้อสูง ซึ่งจะก่อให้เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชนโดยรอบศาสนสถาน
ในขณะเดียวกัน ร่างนโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง มุ่งเป้าเพื่อ "เร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจ... ผ่านการบูรณาการการทำงานในลักษณะ 'ทีมประเทศไทย'" สถาบันศาสนาทำหน้าที่เป็นตัวแทนการทูตเชิงวัฒนธรรมที่ทรงประสิทธิภาพ เครือข่ายพระธรรมทูตสายต่างประเทศ โดยเฉพาะในเส้นทางดินแดนพุทธภูมิอย่างอินเดียและเนปาล ซึ่งอยู่ภายใต้การนำของพระพรหมวชิรโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐและประชาชนต่อประชาชน การบรรยายพิเศษของท่านเกี่ยวกับปัญหาอุปสรรคและความท้าทายในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในอินเดีย-เนปาล ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่รัฐบาลต้องบูรณาการงานของกระทรวงการต่างประเทศ สถานทูต และองค์กรพระธรรมทูตเข้าด้วยกัน ภายใต้แนวคิด "ทีมประเทศไทย" วัดไทยในต่างแดนไม่เพียงเป็นศูนย์กลางทางศาสนา แต่ยังทำหน้าที่กึ่งสถานกงสุลในการดูแลคนไทยในต่างประเทศ และเป็นศูนย์แสดงนิทรรศการทางศิลปวัฒนธรรมที่ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีงามของชาติ
นอกจากนี้ นโยบายการผลักดันประเทศสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593 ตามนโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ก็สามารถบูรณาการเข้ากับพื้นที่ทางศาสนาได้ รัฐสามารถอุดหนุนนโยบาย "วัดสีเขียว" หรือเครือข่ายมัสยิดรักษ์โลก ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในศาสนสถาน รวมถึงการใช้เทคโนโลยี Big Data และ AI ในการพยากรณ์และบริหารจัดการภัยพิบัติ โดยใช้เครือข่ายศาสนสถานซึ่งมักเป็นศูนย์รวมของชุมชน เป็นศูนย์บรรเทาสาธารณภัยระดับตำบลที่มีความแม่นยำและตอบสนองต่อภาวะวิกฤตได้อย่างรวดเร็ว
การปฏิรูปโครงสร้างภาครัฐ กฎหมาย และเงื่อนไขแห่งความสำเร็จ
ความท้าทายที่ใหญ่หลวงที่สุดในการแปลงร่างนโยบายด้านการอุปถัมภ์ศาสนาและสังคมให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ไม่ใช่งบประมาณ หากแต่เป็นอุปสรรคทางด้านข้อกฎหมายและระบบราชการที่ซับซ้อน รัฐบาลอนุทินตระหนักถึงปัญหานี้ จึงได้กำหนดนโยบายด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย มุ่งสู่ "ราชการทันใจ" และ "ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ"
กลไกที่สำคัญประการหนึ่งคือ การเร่งเสนอร่างชุดกฎหมาย (Omnibus Law) ต่อสภาผู้แทนราษฎรภายใน 1 ปี และการผลักดันร่างกฎหมายการให้บริการสาธารณะที่เป็นระบบหลัก (Super License) ภายใน 180 วัน การปฏิรูปกฎหมายเหล่านี้จะมีอานิสงส์โดยตรงต่อกิจการศาสนา ตัวอย่างเช่น การขออนุญาตจัดตั้งสถานปฏิบัติธรรม การบูรณะปฏิสังขรณ์วัด การขึ้นทะเบียนบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนพระปริยัติธรรมหรือศูนย์ตาดีกา ตลอดจนการขอรับรองมาตรฐานฮาลาลของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ซึ่งที่ผ่านมามักติดขัดกับกฎหมายลำดับรองและระเบียบขั้นตอนกว่าเจ็ดพันฉบับที่สร้างภาระแก่ประชาชน การใช้ Super License จะช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนในการบริหารจัดการ ทำให้องค์กรทางศาสนาสามารถดำเนินกิจกรรมสาธารณประโยชน์ได้อย่างคล่องตัว
นอกจากนี้ การจัดระเบียบและแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และการแก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง จะช่วยสร้างความโปร่งใสในระบบการจัดสรรเงินอุดหนุนศาสนา ป้องกันวิกฤตการณ์ "เงินทอนวัด" หรือการทุจริตในกองทุนฮัจญ์ที่มีมาในอดีต การใช้ข้อมูลเปิดของภาครัฐ (Open Data) เพื่อความโปร่งใสตามข้อเสนอของภาคประชาชน จะสร้างความไว้วางใจระหว่างรัฐกับเครือข่ายทางศาสนา
ในสถานการณ์ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 162 วรรคสอง ได้เปิดช่องทางให้คณะรัฐมนตรีสามารถดำเนินการไปพลางก่อนได้ หากกรณีนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่กระทบต่อประโยชน์ของแผ่นดิน กลไกทางรัฐธรรมนูญนี้เป็นเครื่องมือยืนยันว่า หากเกิดวิกฤตการณ์ทางสังคมหรือภัยพิบัติที่จำเป็นต้องระดมสรรพกำลังจากเครือข่ายองค์กรศาสนา รัฐบาลมีอำนาจทางกฎหมายในการตัดสินใจและสั่งการได้อย่างทันท่วงที โดยไม่ต้องรอให้กระบวนการทางรัฐสภาเสร็จสิ้นบริบูรณ์ ซึ่งเป็นเครื่องสะท้อนถึงการออกแบบนโยบายที่เน้นความคล่องตัวและผลสัมฤทธิ์เป็นที่ตั้ง
บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ต่อรัฐบาล "อนุทิน 2"
จากการวิเคราะห์อย่างรอบด้านต่อร่างนโยบายรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มีความยาว 21 หน้า ผ่านกรอบนโยบายหลัก 5 ด้าน ประกอบกับการพิจารณาท่าทีและแนวทางการปฏิบัติงานทางการเมืองของพรรคแกนนำ สามารถสรุปประเด็นเชิงวิพากษ์และข้อค้นพบที่สำคัญเกี่ยวกับพลวัตของรัฐกับการอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนา ได้ดังต่อไปนี้
การเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์จากการอุปถัมภ์แบบตั้งรับสู่หุ้นส่วนการพัฒนาเชิงรุก (Shift from Passive Patronage to Proactive Development Partnership): รัฐบาลก้าวข้ามการมองสถาบันพระพุทธศาสนาและองค์กรศาสนาอื่นๆ เป็นเพียงสถาบันเชิงจารีตที่ทำหน้าที่ประกอบพิธีกรรมและรับงบประมาณรายปี แต่ได้ผนวกเครือข่ายทางศาสนาเข้าเป็นหนึ่งในฟันเฟืองของระบบบูรณาการแบบ Cluster โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มยุทธศาสตร์ด้านสังคมและสวัสดิการ เพื่อรองรับสังคมสูงวัย พัฒนาทุนมนุษย์ผ่านระบบการศึกษาทางศาสนา และเสริมสร้างสุขภาวะทางจิต
การใช้อำนาจละมุนทางจิตวิญญาณเป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจและการทูต (Strategic Deployment of Spiritual Soft Power): มีความพยายามอย่างเป็นระบบในการแปลงสินทรัพย์ทางจิตวิญญาณให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจมหภาค ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันโครงการปฏิบัติสมาธิระดับสากลเพื่อการท่องเที่ยว การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมฮาลาลเข้าสู่ตลาดโลก ตลอดจนการบูรณาการบทบาทของพระธรรมทูตในต่างประเทศให้เป็นส่วนหนึ่งขององคาพยพ "ทีมประเทศไทย" ในเวทีโลก ซึ่งถือเป็นก้าวกระโดดของการดำเนินนโยบายสาธารณะที่ผสมผสานศรัทธาเข้ากับการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน
การโอบรับพหุวัฒนธรรมนิยมและการแก้ปัญหาความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง (Embracing Multiculturalism and Structural Peacebuilding): ทิศทางนโยบายในการจัดการปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความก้าวหน้าทางแนวคิดอย่างมีนัยสำคัญ การประกาศหลักการ "การเมืองนำการทหาร" การเสนอแก้กฎหมายที่จำกัดสิทธิ การกระจายอำนาจในการเลือกตั้งผู้นำศาสนา และการผลักดันระบบกองทุนซะกาตและคดีครอบครัวอิสลาม ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังสร้างรัฐแบบ "ชาติสัมพันธ์" (Relational Nation) ที่เคารพในอัตลักษณ์ท้องถิ่นและใช้เป็นพลังบวกในการพัฒนา แทนที่จะพยายามกลืนกลายทางวัฒนธรรมแบบในอดีต
เพื่อความสัมฤทธิ์ผลอย่างเป็นรูปธรรมในการนำร่างนโยบายเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติ บทวิเคราะห์นี้ขอเสนอแนะยุทธศาสตร์เชิงนโยบายระดับปฏิบัติการ ดังนี้:
ยุทธศาสตร์ที่ 1: การตั้งกลไกบูรณาการทุนทางศาสนาและวัฒนธรรมข้ามกระทรวง รัฐบาลควรใช้ประโยชน์จากการจัดตั้งกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster) ด้วยการสร้างกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อบูรณาการฐานข้อมูล (Big Data) เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาและผู้นำทางศาสนาทั่วประเทศ ลดความซ้ำซ้อนของการให้เงินอุดหนุน และนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการประเมินผลโครงการสาธารณสงเคราะห์ขององค์กรศาสนา
ยุทธศาสตร์ที่ 2: การปฏิรูปกฎหมายเพื่อปลดล็อกศักยภาพองค์กรศาสนา ในกระบวนการผลักดันชุดกฎหมาย Omnibus Law และ Super License รัฐบาลต้องเร่งพิจารณาปรับแก้กฎหมายและกฎกระทรวงที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาขององค์กรศาสนา เช่น การให้สิทธิลดหย่อนภาษีแก่องค์กรภาคเอกชนที่บริจาคเงินสนับสนุนกองทุนการศึกษาของคณะสงฆ์ หรือกองทุนซะกาต เทียบเท่ากับการบริจาคให้สถาบันการศึกษาของรัฐ รวมไปถึงการรับรองสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจนขึ้นสำหรับเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาและสถานพักพิงของวัด เพื่อให้สามารถรับการอุดหนุนจากงบประมาณสวัสดิการสังคมได้อย่างถูกต้องโปร่งใส
ยุทธศาสตร์ที่ 3: การสร้างพื้นที่เปิดเผยข้อมูลและการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม นโยบายการแก้ปัญหาคอร์รัปชันและสร้างสันติภาพในชายแดนใต้จะสำเร็จได้ ต้องอาศัยการยึดมั่นในกระบวนการเปิดเผยข้อมูลเปิดภาครัฐ (Open Data) รัฐบาลควรเปิดเผยรายละเอียดการจัดสรรงบประมาณบำรุงศาสนา งบประมาณความมั่นคงในภาคใต้ และงบประมาณกองทุนฮัจญ์ ให้สาธารณชนสามารถเข้าถึงและตรวจสอบได้ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นอย่างแท้จริงว่ารัฐบาลชุดนี้ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลเพื่อประโยชน์ของประชาชน
ท้ายที่สุดนี้ คำกล่าวของนายกรัฐมนตรีในช่วงท้ายของคำแถลงนโยบายที่ว่า "หากเราหยุดนิ่งจะยิ่งทำให้ประเทศถดถอย กระผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน" สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะผู้นำที่พร้อมเผชิญความท้าทาย การอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาในยุคใหม่ภายใต้การนำของรัฐบาล "อนุทิน 2" จึงมิใช่งานพิธีกรรมเพื่อสืบสานจารีตประเพณีเพียงมิติเดียว แต่คือบททดสอบความสามารถของรัฐในการประสานความแตกต่างหลากหลาย หลอมรวมศรัทธา จิตวิญญาณ และทรัพยากรทางวัฒนธรรม ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจที่แข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน