วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

RCSS นำ 7 EAO พบ NSPNC หลังเลือกตั้งเมียนมา 2026 “จุดเปลี่ยนยุทธศาสตร์” ท่ามกลางแรงกดดันจีน–สงครามเหนือ


กรุงเนปีดอว์/ดอยไตแลง – ความเคลื่อนไหวของพลเอกเจ้ายอดศึก ผู้นำสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน (RCSS/SSA) ที่นำกลุ่มพันธมิตร 7 กองกำลังชาติพันธุ์ (7 EAO Alliance) เข้าหารือกับคณะกรรมการประสานงานโฆษณาและสร้างสันติภาพแห่งชาติ (NSPNC) ของสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) กลางเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ถูกจับตาในฐานะ “จุดเปลี่ยนทางยุทธศาสตร์” ของกระบวนการสันติภาพเมียนมา ภายหลังการเลือกตั้งแบบแบ่งระยะของรัฐบาลทหารสิ้นสุดลงช่วงปลายปี 2025 ถึงต้นปี 2026



รายงานวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ระบุว่า สถานการณ์เมียนมาเข้าสู่ภาวะ “ทวิลักษณ์ทางยุทธศาสตร์” อย่างชัดเจน แบ่งขั้วอิทธิพลระหว่างรัฐฉานตอนเหนือที่จีนมีบทบาทสูง กับรัฐฉานตอนใต้/ตะวันออกภายใต้อิทธิพล RCSS ซึ่งเลือกแนวทางเจรจาภายใต้กรอบข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศ (NCA)




เลือกตั้งเสร็จ–ความชอบธรรมยังเปราะบาง

การเลือกตั้งทั่วไปที่จัดโดยรัฐบาลทหาร แม้ถูกชาติตะวันตกวิจารณ์ว่าไม่เสรีและไม่เป็นธรรม แต่ส่งผลให้พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ครองเสียงข้างมากในสภา สร้าง “เปลือกความชอบธรรมทางนิติบัญญัติ” ให้ระบอบทหาร


สำหรับ 7 EAO Alliance การปฏิเสธผลเลือกตั้งอาจเสี่ยงถูกโจมตีทางทหาร ขณะที่การเข้าร่วมเจรจาเปิดพื้นที่ต่อรองทางการเมือง RCSS และพันธมิตรจึงเลือกเส้นทางหลัง โดยใช้เวที NSPNC เป็นเครื่องมือรักษาอิทธิพลและความปลอดภัยของพื้นที่ตน


เหนือ “แช่แข็ง” ใต้ “ตั้งรับเชิงรุก”

ต้นปี 2026 ภูมิทัศน์รัฐฉานแตกเป็นสองสมรภูมิชัดเจน

  • รัฐฉานตอนเหนือ ปฏิบัติการ 1027 ชะงักงันหลังจีนกดดันกองทัพว้า (UWSA) ให้ตัดการสนับสนุนพันธมิตรสามภราดรภาพ ส่งผลให้หลายพื้นที่เข้าสู่ภาวะ “ความขัดแย้งแช่แข็ง”

  • รัฐฉานตอนใต้/ตะวันออก RCSS ใช้นโยบาย “ความเป็นกลางเชิงรุก” ไม่เข้าร่วมกับ NUG/PDF อย่างเปิดเผย แต่เดินหน้าเจรจากับเนปีดอว์

นักวิเคราะห์ชี้ว่า บทเรียนจากภาคเหนือทำให้ RCSS หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าตรง ๆ กับมหาอำนาจ และพยายามรักษาสมดุลระหว่างกองทัพพม่า ไทย และตะวันตก


“กองทัพสหพันธรัฐ” ไพ่ต่อรองสำคัญ

ในสุนทรพจน์วันชาติรัฐฉาน 7 กุมภาพันธ์ 2026 ที่ดอยไตแลง พลเอกเจ้ายอดศึกเสนอ 4 แนวทางแก้วิกฤตสหภาพ หนึ่งในนั้นคือแนวคิด “กองทัพสหพันธรัฐ” (Federal Army)

นักวิเคราะห์มองว่า โมเดลของ RCSS แตกต่างจากแนวคิดกองทัพรวมศูนย์ของ NUG โดยเน้นการปฏิรูปภาคความมั่นคง ให้กองกำลังชาติพันธุ์คงสถานะ “กองกำลังป้องกันรัฐ” ภายใต้โครงสร้างสหพันธรัฐที่หลวมกว่า ไม่ต้องปลดอาวุธก่อนจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ถือเป็นไพ่สำคัญในการต่อรองไม่ให้ถูกแปรสภาพเป็นกองกำลังพิทักษ์ชายแดน (BGF)


7 EAO: เอกภาพเชิงสัญลักษณ์ มากกว่ากำลังรบ

แม้ 7 EAO Alliance ประกอบด้วย RCSS, NMSP, DKBA, KNU/KNLA-PC, LDU, ALP และ PNLO แต่หลายองค์กรเผชิญความแตกแยกภายใน บางฝ่ายเข้าร่วม Spring Revolution กับ NUG/PDF

รายงานชี้ว่า เวทีเจรจา NSPNC จึงมีน้ำหนักเชิง “สัญลักษณ์ทางการเมือง” มากกว่าผลลัพธ์ทางทหาร ยกเว้น RCSS ที่ยังคงเอกภาพและกำลังรบครบถ้วน


จีน: ตัวแปรชี้ขาดสมรภูมิ

เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นสิงหาคม 2025 เมื่อจีนกดดัน UWSA ตัดการสนับสนุนพันธมิตรเหนือ ผ่านมาตรการตัดไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต ปิดด่าน และกดดันทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ปฏิบัติการ 1027 หยุดชะงัก

กรณีเมืองล่าเสี้ยวสะท้อนภาพ “สงบแต่ไม่สงบ” แม้ทหารพม่ากลับมาคุมเมือง แต่กลุ่มชาติพันธุ์ยังแทรกซึมรอบนอก ทำให้พื้นที่ตอนเหนือกลายเป็นตัวอย่างที่ RCSS พยายามหลีกเลี่ยง


เงาสงคราม–วิกฤตมนุษยธรรมยังหนัก

แม้มีการเจรจา แต่รายงานระบุว่าการโจมตีทางอากาศและการยิงปืนใหญ่ยังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ รวมถึงการเกณฑ์ทหารจากทุกฝ่าย ทั้งกองทัพพม่า MNDAA และ UWSA ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากอพยพสู่ชายแดนไทย

RCSS ใช้ประเด็นมนุษยธรรมเป็น “พื้นที่กลาง” เรียกร้องเปิดทางส่งความช่วยเหลือ หวังดึงอาเซียนและนานาชาติเข้ามามีบทบาทมากขึ้น


เดิมพันสูง: สร้าง “รัฐกันชน” หรือสูญเสียความชอบธรรม

บทวิเคราะห์สรุปว่า ยุทธศาสตร์ของเจ้ายอดศึกคือการสร้างรัฐฉานใต้ให้เป็น “รัฐกันชน” ที่มีเสถียรภาพ แตกต่างจากความวุ่นวายในภาคเหนือและภาคกลาง

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญคือการถูกมองว่าการเจรจากับ SAC เท่ากับสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลทหาร โดยเฉพาะในสายตาคนรุ่นใหม่และฝ่ายประชาธิปไตย

อนาคตของกระบวนการสันติภาพจึงขึ้นอยู่กับว่า รัฐบาลหลังเลือกตั้งจะยอมขยับโครงสร้างอำนาจ เปิดทางสู่สหพันธรัฐจริงเพียงใด หากการเจรจาเป็นเพียงการซื้อเวลา นักวิเคราะห์เตือนว่า ความเปราะบางอาจผลัก RCSS กลับสู่สมรภูมิอีกครั้ง

ท่ามกลางเมียนมาที่ยังแตกออกเป็นหลายเสี่ยง การหารือที่เนปีดอว์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 จึงไม่ใช่เพียงพิธีกรรมทางการเมือง หากคือหมากสำคัญในเกมภูมิรัฐศาสตร์ที่ทั้งภูมิภาคต้องจับตา.

บทวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์: พลวัตของกองกำลังรัฐฉานใต้ (RCSS/SSA) และพันธมิตร 7 กลุ่ม (7 EAO Alliance) ในกระบวนการสันติภาพ NSPNC ท่ามกลางภูมิทัศน์หลังการเลือกตั้งปี 2026

บทคัดย่อสำหรับผู้บริหาร (Executive Summary)

ณ เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2026 (พ.ศ. 2569) สถานการณ์ความขัดแย้งในเมียนมาได้วิวัฒนาการเข้าสู่สภาวะ "ทวิลักษณ์ทางยุทธศาสตร์" (Strategic Bifurcation) ที่มีความชัดเจนและซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยแบ่งแยกขั้วอำนาจและการดำเนินกุศโลบายระหว่างพื้นที่รัฐฉานตอนเหนือซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของจีนอย่างเข้มข้น และพื้นที่รัฐฉานตอนใต้/ตะวันออกภายใต้การนำของสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน (Restoration Council of Shan State - RCSS/SSA) ของพลเอกเจ้ายอดศึก

รายงานฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์เชิงลึกถึงนัยสำคัญของการที่พลเอกเจ้ายอดศึกนำกลุ่มพันธมิตร 7 กองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ (7 EAO Alliance) เข้าหารือกับคณะกรรมการประสานงานโฆษณาและสร้างสันติภาพแห่งชาติ (National Solidarity and Peacemaking Negotiation Committee - NSPNC) ของสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) ณ กรุงเนปีดอว์ ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2026 เหตุการณ์นี้มิใช่เพียงการสานต่อกระบวนการเจรจาตามปกติ แต่เป็น "จุดเปลี่ยนทางยุทธศาสตร์" (Strategic Inflection Point) ที่เกิดขึ้นภายหลังบริบททางการเมืองที่สำคัญสองประการ: 1) การสิ้นสุดของกระบวนการเลือกตั้งทั่วไปแบบแบ่งระยะ (Phased General Election) ของรัฐบาลทหารในช่วงเดือนธันวาคม 2025 ถึงมกราคม 2026 และ 2) การปรับเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศของจีนอย่างรุนแรงในช่วงปลายปี 2025 ซึ่งส่งผลให้กองทัพสหรัฐว้า (UWSA) ตัดการสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรสามภราดรภาพ (Three Brotherhood Alliance) ในตอนเหนือ

การวิเคราะห์นี้จะเจาะลึกถึงแรงจูงใจ ความเสี่ยง และผลกระทบของการที่ RCSS ยึดมั่นในกรอบข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศ (NCA) และข้อเสนอใหม่เรื่อง "กองทัพสหพันธรัฐ" (Federal Army) ในขณะที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากฝ่ายต่อต้าน (Spring Revolution) และพลวัตของมหาอำนาจภายนอก


1. บทนำ: ภูมิทัศน์ทางภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงของเมียนมาในต้นปี 2026

เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2026 สงครามกลางเมืองในเมียนมาได้เปลี่ยนรูปแบบจากสงครามการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว (War of Movement) ในช่วงปี 2023-2024 มาสู่สภาวะ "ชะงักงันที่ถูกควบคุม" (Managed Stalemate) ในบางพื้นที่ และ "ความรุนแรงที่ไร้รูปแบบ" ในพื้นที่อื่น ๆ ปัจจัยชี้ขาดในสมการนี้คือผลพวงของการเลือกตั้งและการแทรกแซงของจีน

1.1 บริบทหลังการเลือกตั้ง 2025-2026: ความชอบธรรมที่เปราะบาง

รัฐบาลทหารเมียนมาภายใต้การนำของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ได้ดำเนินการจัดการเลือกตั้งทั่วไปแบบแบ่งระยะ (Phased Election) เสร็จสิ้นในช่วงเดือนมกราคม 2026 แม้ว่าประชาคมโลกโดยเฉพาะชาติตะวันตกและสหประชาชาติจะประณามการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าเป็น "ปาหี่" (Sham) เนื่องจากการยุบพรรคการเมืองฝ่ายค้านหลัก เช่น พรรค NLD และการกีดกันประชากรในพื้นที่ขัดแย้ง แต่ผลลัพธ์ในทางปฏิบัติคือพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย ซึ่งเป็นการสร้างเปลือกนอกของความชอบธรรมทางนิติบัญญัติให้กับระบอบทหาร

สำหรับกลุ่ม 7 EAO Alliance สถานการณ์หลังการเลือกตั้งสร้างแรงกดดันมหาศาล พวกเขาต้องเผชิญกับทางเลือกทางยุทธศาสตร์ที่ยากลำบาก: การปฏิเสธผลการเลือกตั้งอย่างสิ้นเชิงซึ่งอาจนำไปสู่การถูกโจมตีทางอากาศและทางบกจากกองทัพพม่าที่พยายามสร้าง "เอกภาพหลังการเลือกตั้ง" หรือการเข้าร่วมกระบวนการเจรจาเพื่อรักษาพื้นที่และอิทธิพลทางการเมือง ซึ่ง RCSS และพันธมิตรเลือกเส้นทางหลัง โดยใช้เวที NSPNC เป็นเครื่องมือในการต่อรอง

1.2 การแบ่งขั้วทางยุทธศาสตร์: เหนือ vs ใต้

ต้นปี 2026 แสดงให้เห็นถึงความแตกแยกที่ชัดเจนที่สุดในรัฐฉาน ซึ่งเป็นสมรภูมิที่ซับซ้อนที่สุดของประเทศ:

  • รัฐฉานตอนเหนือ (Northern Theater): ตกอยู่ภายใต้สภาวะ "แช่แข็ง" (Frozen Conflict) อันเนื่องมาจากการแทรกแซงของจีน ปฏิบัติการ 1027 ที่เคยสร้างความสั่นสะเทือนได้หยุดชะงักลง กองกำลังโกก้าง (MNDAA) ถูกกดดันให้ถอนตัวออกจากตัวเมืองล่าเสี้ยว (Lashio) ในขณะที่กองทัพว้า (UWSA) ตัดการส่งกำลังบำรุงตามคำสั่งปักกิ่ง

  • รัฐฉานตอนใต้และตะวันออก (Southern/Eastern Theater): เป็นพื้นที่อิทธิพลหลักของ RCSS/SSA ซึ่งดำเนินนโยบาย "ความเป็นกลางเชิงรุก" (Active Neutrality) โดยปฏิเสธที่จะเข้าร่วมกับกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (PDF) หรือรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) อย่างเปิดเผย แต่หันมาผลักดันข้อเรียกร้องทางการเมืองผ่านการเจรจากับเนปีดอว์แทน


2. การวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ของ RCSS/SSA และพลเอกเจ้ายอดศึก

สภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน (RCSS) ภายใต้การนำของพลเอกเจ้ายอดศึก ยังคงเป็น "แกนกลาง" (Linchpin) ของกลุ่มกองกำลังที่ยังคงยึดถือในข้อตกลง NCA การเคลื่อนไหวของเจ้ายอดศึกในช่วงต้นปี 2026 สะท้อนถึงการคำนวณผลได้ผลเสียที่ละเอียดอ่อน ท่ามกลางความเสี่ยงที่จะถูกมองว่าเป็น "ผู้ทรยศ" ต่อการปฏิวัติฤดูใบไม้ผลิ

2.1 สุนทรพจน์วันชาติรัฐฉานปีที่ 79 (7 กุมภาพันธ์ 2026): การถอดรหัสสารทางการเมือง

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2026 ณ ฐานที่มั่นดอยไตแลง (Loi Tai Leng) พลเอกเจ้ายอดศึกได้ใช้โอกาสในงานฉลองวันชาติรัฐฉานปีที่ 79 เพื่อประกาศวิสัยทัศน์และจุดยืนทางการเมืองที่สำคัญ สุนทรพจน์ของเขามีนัยสำคัญหลายประการที่บ่งชี้ถึงทิศทางของ RCSS ในปี 2026:

ก. การวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำทหารทางอ้อม: เจ้ายอดศึกกล่าวโทษว่าความไม่สงบและวิกฤตการณ์ของประเทศเกิดจาก "อัตตา ทิฐิ และความโลภ" ของผู้นำเพียงคนเดียว (A single leader) การเลือกใช้ถ้อยคำนี้เป็นการเดินเกมที่ชาญฉลาด คือการโจมตีตัวบุคคล (มิน อ่อง หล่าย) แต่ไม่ได้ประกาศสงครามกับ "สถาบันกองทัพ" (Tatmadaw) ทั้งหมด เพื่อเปิดช่องว่างสำหรับการเจรจากับกลุ่มอำนาจอื่น ๆ ภายในกองทัพหากมีการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจ

ข. ข้อเสนอ 4 ประการเพื่อทางออกของสหภาพ:

เจ้ายอดศึกได้ยื่นข้อเสนอ 4 ข้อเพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์ ซึ่งสะท้อนถึงอุดมการณ์ "ทางสายกลาง" (Middle Way) ของเขา:

  1. การเรียนรู้จากความผิดพลาด: เรียกร้องให้ผู้นำทั้งพม่าและกลุ่มชาติพันธุ์ยอมรับความผิดพลาดในอดีต

  2. การยึดมั่นในสัญญาปางโหลง: การฟื้นฟูจิตวิญญาณของข้อตกลงปางโหลงปี 1947 ซึ่งเป็นรากฐานความชอบธรรมของการมีอยู่ของสหภาพพม่า

  3. การเจรจาแบบเผชิญหน้า (Face-to-Face Dialogue): การปฏิเสธแนวทางทหารแบบแตกหัก และสนับสนุนการพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน

  4. การจัดตั้ง "กองทัพสหพันธรัฐ" (Federal Army): นี่คือข้อเสนอที่ท้าทายและสำคัญที่สุด

2.2 นัยของ "กองทัพสหพันธรัฐ" (Federal Army) ในมุมมองของ RCSS

ความแตกต่างระหว่าง "กองทัพสหพันธรัฐ" (Federal Army) ที่ RCSS เสนอ กับ "กองทัพสหภาพสหพันธรัฐ" (Federal Union Army) ที่ NUG พยายามสร้าง มีความสำคัญยิ่งในเชิงรัฐศาสตร์:

  • โมเดลของ NUG: มุ่งเน้นการรวมศูนย์การบังคับบัญชาภายใต้รัฐบาลพลเรือน (MOD-NUG) เพื่อต่อสู้กับเผด็จการทหาร โดยมีเป้าหมายคือการล้มล้างกองทัพพม่าปัจจุบัน

  • โมเดลของ RCSS: จากการวิเคราะห์บริบทการเจรจา ข้อเสนอของเจ้ายอดศึกน่าจะหมายถึงการปฏิรูปความมั่นคง (Security Sector Reform - SSR) ที่ยอมให้กองกำลังชาติพันธุ์ดำรงอยู่ได้ในฐานะ "กองกำลังป้องกันรัฐ" (State Guard) ภายใต้โครงสร้างสหพันธรัฐที่หลวมกว่า โดยไม่ต้องปลดอาวุธ (DDR) ก่อนการตั้งรัฐบาลใหม่ นี่คือ "ไพ่" ที่เจ้ายอดศึกใช้ต่อรองกับเนปีดอว์ เพื่อยืนยันว่า RCSS จะไม่สลายตัวไปเป็นหน่วยพิทักษ์ชายแดน (BGF) ตามรัฐธรรมนูญ 2008 เดิม

2.3 การประณามนานาชาติและการสร้างความชอบธรรม

ในขณะที่เข้าร่วมโต๊ะเจรจา เจ้ายอดศึกก็ยังคงรักษาภาพลักษณ์ของการเป็น "นักสู้เพื่อประชาชน" ด้วยการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Reuters (สื่อตะวันตกเพียงรายเดียวที่ได้รับเชิญขึ้นดอยไตแลง) โดยกล่าวหาว่าผู้นำโลกเพิกเฉยต่อการโจมตีทางอากาศของกองทัพพม่า และชี้ว่า "มีเพียงจีนเท่านั้นที่เข้ามาแทรกแซง" การสื่อสารเช่นนี้มีเป้าหมายเพื่อดึงความสนใจจากตะวันตกและอาเซียนให้กลับมาถ่วงดุลอิทธิพลของจีนที่กำลังครอบงำภาคเหนือของประเทศ


3. พันธมิตร 7 กลุ่ม (7 EAO Alliance): โครงสร้าง ความเปราะบาง และนัยต่อ NSPNC

กลุ่ม "7 EAO Alliance" หรือ "กลุ่มพันธมิตร 7 กองกำลัง" เป็นกลุ่มที่รวมตัวกันอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2024 เพื่อทดแทนคณะทำงานกระบวนการสันติภาพ (PPST) เดิม บทบาทของกลุ่มนี้ในปี 2026 มีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยความขัดแย้งภายใน

3.1 องค์ประกอบและสถานะความแตกแยก (Fragmentation)

สมาชิกของกลุ่ม 7 EAO ประกอบด้วย:

  1. สภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน (RCSS/SSA) - แกนนำหลัก

  2. พรรครัฐมอญใหม่ (NMSP)

  3. กองกำลังกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย (DKBA)

  4. สภาสันติภาพกองพลน้อยกะเหรี่ยง (KNU/KNLA-PC)

  5. สหภาพประชาธิปไตยลาหู่ (LDU)

  6. พรรคปลดปล่อยอาระกัน (ALP)

  7. องค์กรปลดปล่อยแห่งชาติปะโอ (PNLO)

ตารางที่ 1: สถานะความแตกแยกภายในกลุ่ม 7 EAO Alliance (ข้อมูล ณ กุมภาพันธ์ 2026)

กลุ่ม (EAO)สถานะความแตกแยก (Fragmentation Status)ขั้วที่เข้าร่วมเจรจา NSPNCขั้วที่เข้าร่วม Spring Revolution (NUG/PDF)
RCSSเอกภาพ (Unified)RCSS หลัก (เจ้ายอดศึก)-
NMSPแตกแยกสูงNMSP (พรรคแม่)NMSP-AD (Anti-Dictatorship)
PNLOแตกแยกสูงPNLO (ฝ่ายเจรจา)PNLO (ฝ่ายกองทัพ/PNLA) ร่วมรบในรัฐฉานใต้
ALPแตกแยกALP (ฝ่าย Saw Mra Razar Lin)ฝ่ายต่อต้านบางส่วน
LDUแตกแยกLDU (ฝ่ายเจรจา)LDU (ฝ่ายต่อต้าน)
DKBAปานกลางDKBA (กองบัญชาการ)กองพันย่อยบางส่วนร่วมกับ KNU/PDF

การวิเคราะห์ความเปราะบาง: ตารางข้างต้นชี้ให้เห็นว่า "7 EAO Alliance" ที่นั่งเจรจาในเนปีดอว์นั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียง "เศษเสี้ยว" ขององค์กรดั้งเดิมในหลายกรณี โดยเฉพาะ NMSP และ PNLO ที่กองกำลังหลักได้หันไปจับอาวุธร่วมกับฝ่ายต่อต้านแล้ว ดังนั้น การเจรจาของกลุ่ม 7 EAO จึงมีน้ำหนักในเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Legitimacy) มากกว่าผลสัมฤทธิ์ทางการทหารจริง ยกเว้นในกรณีของ RCSS ที่ยังคงรักษาเอกภาพของกองทัพไว้ได้

3.2 วาระการหารือที่เนปีดอว์ (กุมภาพันธ์ 2026)

การประชุมระหว่างตัวแทน 7 EAO และ NSPNC ซึ่งนำโดยพลโท ยา เปีย (Lt-Gen Yar Pyae) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 มีวาระสำคัญ 3 ประการ:

  1. ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม (Humanitarian Assistance): เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2026 กลุ่ม 7 EAO ได้ยื่นข้อเรียกร้องอย่างเป็นทางการให้ทุกฝ่ายเปิดทางและให้ความคุ้มครองแก่การส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม นี่เป็นยุทธศาสตร์ของ RCSS ที่ต้องการใช้ประเด็นมนุษยธรรมเป็น "พื้นที่กลาง" (Common Ground) เพื่อดึงประชาคมโลกและอาเซียนเข้ามามีส่วนร่วม และลดความรุนแรงในพื้นที่ของตน

  2. กรอบการเมืองหลังการเลือกตั้ง (Post-Election Political Framework): การหารือมุ่งเน้นไปที่การขยายพื้นที่ทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่หรือฉบับแก้ไขที่กองทัพพยายามผลักดัน พันเอก ซอ จอ ยุ้นต์ (Col. Saw Kyaw Nyunt) โฆษกกลุ่มพันธมิตร ยืนยันว่าเป้าหมายคือการ "ชุบชีวิต" (Revive) การเจรจาทางการเมืองที่เกือบจะสูญพันธุ์ไปแล้ว

  3. การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ (Transactional Politics): สำหรับรัฐบาลทหาร (SAC) การปรากฏตัวของเจ้ายอดศึกและพันธมิตรที่เนปีดอว์หลังการเลือกตั้ง เป็นการส่งสัญญาณไปยังจีน อินเดีย และไทย ว่ากระบวนการสันติภาพยังไม่ล่มสลาย และรัฐบาลใหม่มีความชอบธรรมในการปกครอง ในทางกลับกัน RCSS ต้องการหลักประกันว่าจะไม่มีการโจมตีทางอากาศในฐานที่มั่นของตน และโอกาสในการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการบริหารในรัฐฉานใต้


4. เงาทะมึนจากภาคเหนือ: ปฏิบัติการ 1027 และปัจจัยจีน (China Factor)

เพื่อให้เข้าใจบริบทการตัดสินใจของ RCSS ในปี 2026 จำเป็นต้องวิเคราะห์สถานการณ์ในรัฐฉานตอนเหนือ ซึ่งเปรียบเสมือน "ภาพสะท้อน" ที่ RCSS พยายามหลีกเลี่ยง

4.1 การพลิกผันทางยุทธศาสตร์ของว้า (UWSA) และจีน (สิงหาคม 2025)

จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องมาถึงปี 2026 คือเหตุการณ์เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2025 ณ เมืองปางซาง (Panghsang) กองทัพว้า (UWSA) ได้ประกาศตัดความสัมพันธ์ทางทหารและการเงินกับกลุ่มพันธมิตรสามภราดรภาพ (MNDAA, TNLA, SSPP)

กลไกการบีบบังคับของจีน:

การตัดสินใจของว้าไม่ได้เกิดขึ้นโดยสมัครใจ แต่เกิดจากมาตรการขั้นเด็ดขาดของจีน:

  • การตัดสาธารณูปโภค: จีนตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตและไฟฟ้าในพื้นที่ควบคุมของ MNDAA และว้า

  • การปิดด่านชายแดน: ระงับการค้าข้ามแดนซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจ

  • การอายัดทรัพย์สิน: ขู่ว่าจะอายัดทรัพย์สินมูลค่าหลายพันล้านของผู้นำว้าในจีน

ผลลัพธ์คือ "ปฏิบัติการ 1027" ที่เคยรุกคืบอย่างรวดเร็วต้องชะงักงัน จีนต้องการเสถียรภาพบริเวณชายแดนมากกว่าชัยชนะของฝ่ายปฏิวัติ และไม่ต้องการให้กองกำลังที่ตนควบคุมไม่ได้ (เช่น PDF ที่ได้รับการสนับสนุนจากตะวันตก) เข้ามามีอิทธิพลในพื้นที่ยุทธศาสตร์

4.2 สถานะ "แช่แข็ง" ของล่าเสี้ยว (กุมภาพันธ์ 2026)

กรณีศึกษาของเมืองล่าเสี้ยว (Lashio) สะท้อนความซับซ้อนนี้:

  • การถอนกำลัง: ภายใต้แรงกดดันจากจีน MNDAA ต้องยอมถอนกำลังออกจากตัวเมืองล่าเสี้ยวในเดือนเมษายน 2025 และส่งมอบการบริหารคืนให้แก่ SAC

  • สถานการณ์ปัจจุบัน: ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 แม้ทหารพม่าจะกลับมาคุมสถานที่ราชการ แต่ MNDAA ยังคงแทรกซึมและควบคุมหมู่บ้านรอบนอก โดยมีการเกณฑ์ทหารตามนโยบาย "หนึ่งครัวเรือน หนึ่งทหาร" (One-Recruit-Per-Household) อย่างเข้มข้น

นัยต่อ RCSS:

เจ้ายอดศึกมองเห็นบทเรียนจากภาคเหนืออย่างชัดเจน: แม้แต่กลุ่มที่มีอาวุธทันสมัยที่สุดและได้รับการสนับสนุนจากจีน (ในอดีต) ก็ยังถูกบีบให้ถอยได้หากขัดผลประโยชน์ของมหาอำนาจ ดังนั้น RCSS จึงเลือก "ทางสายกลาง" ที่รักษาสมดุลระหว่างกองทัพพม่า ไทย และตะวันตก เพื่อหลีกเลี่ยงชะตากรรมแบบ MNDAA ที่ถูก "ตอน" ศักยภาพทางทหารโดยจีน


5. วิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมและความมั่นคงในปี 2026

เบื้องหลังฉากหน้าของการเจรจาที่เนปีดอว์ สถานการณ์ในพื้นที่จริงกลับเต็มไปด้วยความรุนแรงและความทุกข์ยากของพลเรือน ซึ่งเป็นประเด็นที่ RCSS พยายามหยิบยกขึ้นมาสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง

5.1 สงครามทางอากาศและการโจมตีพลเรือน

แม้จะมีการเจรจา แต่กองทัพพม่ายังคงใช้การโจมตีทางอากาศ (Airstrikes) เป็นยุทธวิธีหลักในการปราบปรามพื้นที่ต่อต้าน ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 มีรายงานการโจมตีทางอากาศในเมืองจ๊อกแม (Kyaukme) และสีป้อ (Hsipaw) ส่งผลให้พลเรือนจำนวนมากต้องอพยพ นอกจากนี้ การยิงปืนใหญ่ (Shelling) ใส่พื้นที่ชุมชนในล่าเสี้ยวยังคงเกิดขึ้นเป็นระยะ แม้จะมีการประกาศหยุดยิงแล้วก็ตาม

5.2 การเกณฑ์ทหารระลอกใหม่ (Forced Conscription)

ปี 2026 กลายเป็นปีแห่งการ "เกณฑ์ทหารทั่วหน้า" (Universal Conscription) จากทุกฝ่าย:

  • กองทัพพม่า (Junta): ขยายการบังคับใช้กฎหมายเกณฑ์ทหารไปสู่สตรีในพื้นที่เมืองสี่แสง (Hsihseng) รัฐฉานใต้

  • MNDAA: บังคับเกณฑ์ทหารในพื้นที่รอบล่าเสี้ยว

  • UWSA: มีรายงานการเกณฑ์ทหารในเมืองตั้งยาน (Tangyan)

สถานการณ์นี้ผลักดันให้คนหนุ่มสาวจำนวนมหาศาลหลบหนีเข้าสู่พื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของ RCSS ทำให้ดอยไตแลงกลายเป็นศูนย์กลางของผู้ลี้ภัยและแรงงานข้ามชาติ ซึ่งเจ้ายอดศึกใช้เป็นฐานมวลชนและข้อต่อรองในการขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ


6. บทสรุป: อนาคตของรัฐฉานและทางแพร่งของกระบวนการสันติภาพ

การนำกลุ่ม 7 EAO Alliance เข้าหารือกับ NSPNC ของพลเอกเจ้ายอดศึกในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ไม่ใช่เพียงพิธีกรรมทางการทูต แต่เป็นการวางหมากทางยุทธศาสตร์เพื่อความอยู่รอดและการขยายอิทธิพลในระยะยาว ท่ามกลางเมียนมาที่กำลังแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ

บทสรุปเชิงสังเคราะห์:

  1. ยุทธศาสตร์ "รัฐกันชน" ของ RCSS:

    เจ้ายอดศึกกำลังสร้างรัฐฉานใต้ให้เป็น "รัฐกันชน" (Buffer State) ที่มีเสถียรภาพ แตกต่างจากรัฐฉานเหนือที่วุ่นวายและถูกควบคุมโดยจีน และแตกต่างจากพื้นที่ตอนกลางของพม่าที่ลุกเป็นไฟด้วยสงครามกลางเมือง การเข้าร่วม NSPNC ช่วยประกันว่ากองทัพพม่าจะไม่เปิดแนวรบด้านใต้ ทำให้ RCSS สามารถสะสมกำลังและทรัพยากรได้

  2. ความล้มเหลวของ "เอกภาพชาติพันธุ์":

    ความหวังที่จะเห็นกองกำลังชาติพันธุ์ทั้งหมดร่วมมือกันต่อสู้กับกองทัพพม่าได้พังทลายลงอย่างสมบูรณ์ในปี 2026 การแบ่งขั้วระหว่างกลุ่ม FPNCC (สายจีน) และกลุ่ม 7 EAO (สาย NCA/ตะวันตก/ไทย) นั้นหยั่งรากลึก และถูกตรึงด้วยผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ของมหาอำนาจ

  3. ความท้าทายของ "ความชอบธรรม":

    ความเสี่ยงสูงสุดของ RCSS คือการสูญเสียความสนับสนุนจากมวลชนคนรุ่นใหม่ (Gen Z) และฝ่ายประชาธิปไตย ที่มองว่าการเจรจากับ SAC เท่ากับการฟอกขาวให้เผด็จการ อย่างไรก็ตาม เจ้ายอดศึกดูเหมือนจะเดิมพันว่า "ความเหนื่อยล้าจากสงคราม" (War Fatigue) ของประชาชน จะทำให้แนวทางสันติภาพและการเจรจาของเขาได้รับการยอมรับในท้ายที่สุด เมื่อฝ่ายปฏิวัติไม่สามารถเผด็จศึกได้ตามที่หวัง

  4. ปัจจัยชี้ขาดในอนาคต:

    ความสำเร็จของยุทธศาสตร์นี้ขึ้นอยู่กับว่า รัฐบาลทหารชุดใหม่หลังการเลือกตั้งจะสามารถมอบ "อำนาจปกครองตนเอง" หรือยอมรับข้อเสนอ "กองทัพสหพันธรัฐ" ได้มากน้อยเพียงใด หากเนปีดอว์ยังคงเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องเชิงโครงสร้างเหล่านี้ และใช้การเจรจาเพียงเพื่อซื้อเวลา RCSS อาจจำต้องเปลี่ยนท่าทีกลับมาจับอาวุธอีกครั้งเพื่อรักษาฐานอำนาจของตนเอง


ภาคผนวก: ข้อมูลเปรียบเทียบเชิงยุทธศาสตร์

ตารางที่ 2: การเปรียบเทียบยุทธศาสตร์ระหว่างกลุ่มอิทธิพลในรัฐฉาน (2026)

ปัจจัยเปรียบเทียบกลุ่มพันธมิตร 7 EAO (นำโดย RCSS)กลุ่ม FPNCC / พันธมิตรเหนือ (นำโดย UWSA)
ยุทธศาสตร์หลักการเจรจาทางการเมือง / ตั้งรับ (Defensive)การสงบศึกด้วยแรงกดดัน (Coerced Ceasefire)
ความสัมพันธ์กับ SACเจรจาผ่าน NSPNC / ลงนาม NCAเป็นปฏิปักษ์แต่หยุดยิง (De facto Ceasefire)
อิทธิพลต่างชาติหลักไทย, ตะวันตก, ญี่ปุ่นจีน (อิทธิพลสูงมาก)
จุดยืนต่อการเลือกตั้งยอมรับโดยปริยาย / แสวงหาประโยชน์คว่ำบาตร / ขัดขวาง (ในระยะแรก)
สถานะทางเศรษฐกิจการค้าชายแดนไทย, ภาษีท้องถิ่นการค้าชายแดนจีน, ธุรกิจสีเทา (ถูกปราบปราม)
รูปแบบกองทัพเสนอ "กองทัพสหพันธรัฐ" (Federal Army)กองทัพอิสร

ส่องการเมืองหลังเลือกตั้ง ผ่านเลนส์พุทธรัฐศาสตร์ ไทยทางแพร่งอำนาจกับธรรม


ภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ภูมิทัศน์การเมืองไทยได้เปลี่ยนโฉมครั้งสำคัญ ท่ามกลางผลคะแนนที่สร้างความประหลาดใจให้กับนักวิเคราะห์และสำนักโพลหลายแห่ง รายงานวิเคราะห์เชิงวิชาการเรื่อง “พุทธรัฐศาสตร์กับการเมืองไทยหลังเลือกตั้ง 2569” ได้เสนอการอ่านสถานการณ์การเมืองไทยผ่านกรอบแนวคิดทางพุทธปรัชญา โดยชี้ว่าปรากฏการณ์ครั้งนี้สะท้อน “อนิจจัง” ของอำนาจทางการเมืองอย่างเด่นชัด

ภูมิใจไทยผงาด – เพื่อไทยถดถอย – ประชาชนยืนหยัด

ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการชี้ว่า พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กวาดที่นั่งเกือบ 200 ที่นั่ง กลายเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่พรรคเพื่อไทยสูญเสียฐานเสียงอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนพรรคประชาชนยังคงรักษาฐานอุดมการณ์และคะแนนนิยมในเขตเมืองได้แข็งแรง ทำหน้าที่ฝ่ายค้านหลัก

รายงานดังกล่าวตีความว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้มิใช่เพียงการเปลี่ยนขั้วอำนาจ แต่เป็น “วิบากกรรมทางการเมือง” ที่สะท้อนการสะสมเหตุและผลในอดีต ไม่ว่าจะเป็นความไม่ชัดเจนทางจุดยืน การข้ามขั้วจัดตั้งรัฐบาล หรือการบริหารความเชื่อมั่นของประชาชน

ในมุมพุทธรัฐศาสตร์ ชัยชนะของภูมิใจไทยอาจสะท้อน “อิทธิบาท 4” ในการทำงานพื้นที่ ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา ผ่านเครือข่ายบ้านใหญ่และระบบอุปถัมภ์ที่เข้มแข็ง ขณะเดียวกันก็ถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใสและจริยธรรมทางการเมือง

ด้านพรรคประชาชน แม้จำนวนที่นั่งลดลงจากพรรคก้าวไกลเดิม แต่การได้คะแนนบัญชีรายชื่อสูงสุดสะท้อน “สัจจบารมี” และความยืนหยัดในอุดมการณ์ ส่วนพรรคกล้าธรรมซึ่งเป็นพรรคใหม่ที่ได้ที่นั่งจำนวนมาก ถูกมองว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่ท้าทายหลัก “หิริ-โอตตัปปะ” ของการเมืองไทย

สองนคราประชาธิปไตย กับโจทย์ “ทางสายกลาง”

รายงานยังชี้ถึงการกลับมาของปรากฏการณ์ “สองนคราประชาธิปไตย” อย่างชัดเจน นคราแห่งอุดมการณ์ในเขตเมืองที่เน้นการเมืองเชิงหลักการ กับนคราแห่งอุปถัมภ์ในชนบทที่เน้นความสัมพันธ์เชิงเครือข่าย

คำถามสำคัญคือ รัฐบาลใหม่จะสามารถสร้าง “มัชฌิมาปฏิปทาทางการเมือง” ได้หรือไม่ กล่าวคือ ผสานโลกาธิปไตย (อำนาจมหาชน) เข้ากับธรรมาธิปไตย (อำนาจแห่งความถูกต้อง) โดยไม่ตกอยู่ในอัตตาธิปไตย (อำนาจพวกพ้อง)

นักวิชาการเสนอว่า “ทางสายกลาง” มิใช่การประนีประนอมผลประโยชน์แบบฮั้ว แต่คือการยึดหลักความถูกต้อง โปร่งใส และเคารพเสียงที่แตกต่าง

ความชอบธรรม 3 ระดับ ของผู้นำรัฐบาลใหม่

ในกรอบพุทธรัฐศาสตร์ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องเผชิญบททดสอบความชอบธรรม 3 มิติ ได้แก่

  1. ความชอบธรรมโดยที่มา – ต้องปราศจากข้อครหาเรื่องความไม่สุจริต

  2. ความชอบธรรมโดยคุณธรรม – การคัดเลือกพรรคร่วมและรัฐมนตรีต้องไม่ขัดต่อหลักกัลยาณมิตรธรรม

  3. ความชอบธรรมโดยความสามารถ – การบริหารต้องสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ไม่ใช่เพียงนโยบายระยะสั้น

รายงานยังเสนอว่า รัฐบาลผสมควรยึดหลัก “ทศพิธราชธรรม” โดยเฉพาะอาชวะ (ความซื่อตรง) อวิโรธนะ (เคารพกฎหมาย) และขันติ (อดทนต่อคำวิจารณ์)

ผลประชามติรัฐธรรมนูญ: สัญญาณแห่งความตื่นรู้

ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคือ แม้ผลเลือกตั้งชี้ไปทางฝ่ายอนุรักษ์นิยม แต่ประชาชนกว่า 65% ลงมติเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รายงานมองว่านี่คือ “ฉันทามติแห่งปัญญา” ที่ประชาชนแยกแยะระหว่างการเลือกผู้บริหารประเทศกับการเลือกกติกาของประเทศ

รัฐธรรมนูญถูกเปรียบเป็น “พระวินัยของรัฐ” ที่ต้องเกิดจากฉันทามติ มิใช่อำนาจฝ่ายเดียว หากกระบวนการร่างใหม่ไม่ยึดโยงประชาชน อาจกลายเป็นชนวนความขัดแย้งรอบใหม่

การทูตและกับดักชาตินิยม

ท่ามกลางกระแสชาตินิยมจากข้อพิพาทชายแดน รายงานเตือนถึง “กับดักมิจฉาทิฏฐิ” หากการเมืองใช้วาทกรรมสร้างศัตรูเพื่อหวังผลคะแนนเสียง พร้อมเสนอแนวคิด “สาราณียธรรมทางการทูต” ที่เน้นเมตตา ความร่วมมือ และการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม

บทสรุป: ไทยบนทางแพร่งแห่งกรรม

รายงานสรุปว่า การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ประเทศไทยกำลังยืนอยู่ระหว่าง “ทางเสื่อม” หากหลงอำนาจและระบบพวกพ้อง กับ “ทางเจริญ” หากทุกฝ่ายยึดหลักธรรมาธิปไตย

ท้ายที่สุด อนาคตประเทศมิได้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว หากขึ้นอยู่กับ “กรรม” ของทุกภาคส่วนในสังคม เพราะในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนคือผู้กำหนดชะตากรรมของตนเอง ดังพุทธสุภาษิตที่ว่า “อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ” — ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน

รายงานฉบับนี้ย้ำว่า การวิเคราะห์ผ่านกรอบพุทธรัฐศาสตร์มิได้มีเจตนาสนับสนุนหรือโจมตีพรรคการเมืองใด หากมุ่งเสนอภาพสะท้อนเชิงจริยธรรมและโครงสร้าง เพื่อชี้ให้เห็นว่า การเมืองไทยหลังเลือกตั้ง 2569 จะก้าวไปสู่ความมั่นคงหรือความขัดแย้งรอบใหม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของทุกฝ่ายในวันนี้.


RCSS นำ 7 EAO พบ NSPNC หลังเลือกตั้งเมียนมา 2026 “จุดเปลี่ยนยุทธศาสตร์” ท่ามกลางแรงกดดันจีน–สงครามเหนือ

กรุงเนปีดอว์/ดอยไตแลง – ความเคลื่อนไหวของพลเอกเจ้ายอดศึก ผู้นำสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน (RCSS/SSA) ที่นำกลุ่มพันธมิตร 7 กองกำลังชาติพันธุ์ (7 ...