วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

วิเคราะห์เลือกตั้ง 2569 ผ่านพุทธธรรม ชี้ “ธรรมาธิปไตย” คือเข็มทิศฝ่าวิกฤตการเมืองซ้อนทับ

 วิเคราะห์เลือกตั้ง 2569 ผ่านพุทธธรรม ชี้ “ธรรมาธิปไตย” คือเข็มทิศฝ่าวิกฤตการเมืองซ้อนทับ

ท่ามกลางบรรยากาศการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2569 ซึ่งถูกจับตาในฐานะ “จุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์” ของการเมืองไทย งานวิจัยเชิงสังเคราะห์ฉบับล่าสุดได้เสนอกรอบวิเคราะห์การเมืองร่วมสมัยผ่านหลักธรรมในพระไตรปิฎก โดยชี้ว่าพุทธธรรมสามารถทำหน้าที่เป็น “เข็มทิศทางจริยธรรม” เพื่อนำพาประเทศก้าวข้ามวิกฤตการณ์ซ้อนทับ (Polycrisis) ทั้งด้านโครงสร้างอำนาจ ความชอบธรรมของผู้นำ วิกฤตศรัทธาต่อสถาบันการเมืองและศาสนา ตลอดจนความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

รายงานระบุว่า การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มิได้เป็นเพียงกระบวนการตามครรลองประชาธิปไตย แต่เกิดขึ้นภายใต้บริบทความผันผวนสูง หลังการยุบสภาในปลายปี 2568 และการเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมืองอย่างกะทันหัน ส่งผลให้การแข่งขันทางการเมืองขยายจากเชิงนโยบายไปสู่การต่อสู้เชิงอุดมการณ์ ระหว่างกลุ่มอนุรักษนิยมใหม่กับกลุ่มเสรีนิยมก้าวหน้า ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยแทรกซ้อนจากทุนสีเทา อาชญากรรมข้ามชาติ สงครามข้อมูลข่าวสาร และการปลุกกระแสชาตินิยมจากประเด็นชายแดน

งานวิจัยชี้ว่า ความพิเศษของการเลือกตั้งครั้งนี้อยู่ที่การใช้ “บัตรเลือกตั้ง 3 ใบ” ซึ่งรวมถึงการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ สะท้อนว่าปัญหาการเมืองไทยมิได้จำกัดอยู่ที่ตัวบุคคล หากแต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างและกติกา ท่ามกลางภาวะวิกฤตความไว้วางใจและข่าวปลอม การหวนกลับมาพิจารณาพุทธธรรมจึงมีนัยสำคัญในฐานะรากฐานทางปัญญาและวัฒนธรรมของสังคมไทย

ในเชิงทฤษฎี รายงานได้นำ “อัคคัญญสูตร” มาอธิบายที่มาของอำนาจรัฐ โดยยืนยันหลักการว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ผู้ปกครองเป็นเพียงผู้ที่มหาชนสมมติเลือกขึ้น หากละเลยหน้าที่หรือขาดความชอบธรรมย่อมถูกเพิกถอนความไว้วางใจ ขณะเดียวกัน แนวคิด “ธรรมาธิปไตย” ถูกเสนอเป็นอุดมคติสูงสุดของการเมืองไทย คือการผสานเสียงข้างมากเข้ากับความถูกต้องและจริยธรรม เพื่อหลีกเลี่ยงกับดักประชานิยมและการใช้อารมณ์นำการเมือง

ด้านจริยธรรมผู้นำ งานวิจัยเสนอให้ใช้ “ทศพิธราชธรรม” เป็นเกณฑ์ประเมินแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะประเด็นทานกับปริจจาคะในบริบทนโยบายแจกเงิน อาชชวะกับปัญหาทุนสีเทา และมัททวะ–อวิโรธนะในการบริหารความขัดแย้ง รายงานเตือนว่า นโยบายที่ดูเหมือนการให้ หากขาดความยั่งยืนและเจตนาบริสุทธิ์ อาจเป็นเพียงการซื้อความนิยมระยะสั้น ซึ่งบ่อนทำลายวินัยการคลังและศรัทธาทางการเมืองในระยะยาว

ขณะเดียวกัน บทบาทของประชาชนถูกยกขึ้นเป็นหัวใจสำคัญ ผ่านหลัก “กาลามสูตร” และ “สัปปุริสธรรม 7” เพื่อสร้างพลเมืองตื่นรู้ในยุคสงครามข่าวสาร งานวิจัยเสนอให้ใช้กาลามสูตรเป็นวัคซีนต้านข่าวปลอมและ IO ทางการเมือง พร้อมยกระดับผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากผู้รับอุปถัมภ์ เป็นพลเมืองที่ใช้เหตุผล ปัญญา และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม

ในมิติการปฏิรูปโครงสร้าง รายงานนำ “อปริหานิยธรรม 7” มาเป็นกรอบวิเคราะห์การทำงานของรัฐสภาและกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยเน้นความสามัคคี การเคารพกติกา และการยึดประโยชน์มหาชนเป็นศูนย์กลาง ขณะที่ประเด็นความขัดแย้งไทย–กัมพูชา ถูกเสนอให้คลี่คลายด้วย “พุทธสันติวิธี” และสาราณียธรรม แทนการปลุกเร้าชาตินิยมสุดโต่ง ซึ่งอาจนำไปสู่ความรุนแรงและความเกลียดชัง

นอกจากนี้ รายงานยังหยิบยกประเด็นการปฏิรูปศาสนจักรและความโปร่งใสของทรัพย์สินวัด โดยชี้ว่าสอดคล้องกับพระวินัยและหลักธรรมาธิปไตย พร้อมเสนอให้รัฐและคณะสงฆ์หาทางสายกลาง ระหว่างการคุ้มครองศาสนาและการป้องกันการนำศาสนาไปเป็นเครื่องมือทางการเมือง

บทสรุประบุว่า การเลือกตั้งปี 2569 อาจเป็นมากกว่าการกาบัตร หากสังคมไทยสามารถประยุกต์ใช้พุทธธรรมเป็นฐานจริยธรรมทางการเมือง ผู้นำครองธรรม พลเมืองตื่นรู้ โครงสร้างเป็นธรรม และใช้สันติวิธีแก้ความขัดแย้ง การเลือกตั้งครั้งนี้ก็อาจกลายเป็น “การปฏิบัติธรรมทางการเมือง” ครั้งสำคัญ เพื่อพาประเทศไทยออกจากวังวนความขัดแย้ง สู่ประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพและยั่งยืนในระยะยาว.

วิเคราะห์หลักธรรมในพระไตรปิฎกกับการประยุกต์ใช้ในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2569: บูรณาการพุทธธรรมสู่วิกฤตการณ์การเมืองร่วมสมัย

บทคัดย่อ

รายงานการวิจัยฉบับนี้มุ่งศึกษาวิเคราะห์ปรากฏการณ์ทางการเมืองไทยในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2569 ผ่านกรอบแนวคิดและหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในพระไตรปิฎก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้เชิงพุทธจริยศาสตร์ที่สามารถประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ทับซ้อน (Polycrisis) ซึ่งประกอบด้วยความขัดแย้งเชิงโครงสร้างอำนาจ ปัญหาความชอบธรรมของผู้นำ วิกฤตศรัทธาต่อสถาบันศาสนาและสถาบันการเมือง รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา การศึกษาพบว่าหลักธรรมสำคัญ ได้แก่ ทศพิธราชธรรม 10, อปริหานิยธรรม 7, สัปปุริสธรรม 7, กาลามสูตร และแนวคิดธรรมาธิปไตย สามารถนำมาปรับใช้เป็น "เข็มทิศทางจริยธรรม" (Moral Compass) สำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ทั้งในระดับปัจเจกบุคคล (ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง) ระดับผู้นำ (แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี) และระดับโครงสร้าง (รัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ) เพื่อนำพาประเทศไทยก้าวข้ามกับดักความขัดแย้งไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพและยั่งยืน


1. บทนำ: ภูมิทัศน์การเมืองไทย ณ จุดเปลี่ยนผ่านปี 2569

1.1 บริบททางการเมืองและวิกฤตการณ์ซ้อนทับ (The Context of Polycrisis)

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2569 ที่กำหนดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 มิใช่เพียงกิจกรรมทางการเมืองตามวาระปกติของระบอบประชาธิปไตย แต่ถือเป็น "จุดหักเหทางประวัติศาสตร์" (Historical Turning Point) ที่เกิดขึ้นท่ามกลางพายุแห่งวิกฤตการณ์ที่ถาโถมเข้าใส่สังคมไทยในหลายมิติพร้อมกัน ความผันผวนนี้เริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างกะทันหันในช่วงปลายปี พ.ศ. 2568 เมื่อพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรได้ถูกประกาศใช้ ภายหลังเหตุการณ์ตุลาการภิวัตน์ที่ส่งผลให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อันสืบเนื่องมาจากกรณีคลิปเสียงสนทนาปัญหากัมพูชา ซึ่งนำไปสู่การก้าวขึ้นสู่อำนาจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีรักษาการและแกนนำขั้วอำนาจใหม่

สภาวะทางการเมืองในปี 2569 จึงเต็มไปด้วยความเปราะบางและความตึงเครียด การแข่งขันทางการเมืองไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการต่อสู้ทางนโยบาย แต่ขยายขอบเขตไปสู่การต่อสู้ทางอุดมการณ์ (Ideological Warfare) ระหว่างกลุ่มอนุรักษนิยมใหม่ (Neo-Conservatism) ที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย ซึ่งชูจุดขายเรื่องการปกป้องสถาบันหลักและความมั่นคงของชาติ กับกลุ่มเสรีนิยมก้าวหน้า (Progressive Liberalism) ที่นำโดยพรรคประชาชน ซึ่งเรียกร้องการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจและสถาบันศาสนา นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยแทรกซ้อนจากภายนอก ได้แก่ ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและทุนสีเทา (Grey Capital) ที่แทรกซึมเข้าสู่โครงสร้างเศรษฐกิจและการเมือง รวมถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ถูกปลุกปั่นให้กลายเป็นประเด็นชาตินิยมเพื่อหวังผลทางการเลือกตั้ง

1.2 ความสำคัญของ "บัตรเลือกตั้ง 3 ใบ" และเดิมพันประเทศ

ความพิเศษของการเลือกตั้งครั้งนี้อยู่ที่การออกแบบระบบการลงคะแนนเสียงที่ซับซ้อนและมีนัยสำคัญสูงสุด คือการใช้ "บัตรเลือกตั้ง 3 ใบ" ประกอบด้วย บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต, บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ และบัตรออกเสียงประชามติในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การมีประชามติพ่วงมากับการเลือกตั้งทั่วไปสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาของประเทศไทยไม่ใช่เพียงเรื่องของ "ตัวบุคคล" ที่จะมาบริหารประเทศ แต่เป็นเรื่องของ "กติกา" หรือโครงสร้างพื้นฐานของรัฐธรรมนูญที่ยังคงเป็นประเด็นขัดแย้งหลักของสังคมไทย

ในสถานการณ์ที่สังคมไร้ซึ่งความไว้วางใจซึ่งกันและกัน (Trust Crisis) และเต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือน (Disinformation) การหวนกลับมาพิจารณา "หลักพุทธธรรม" ในฐานะรากฐานทางปัญญาและวัฒนธรรมของชาติ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง รายงานฉบับนี้จึงมุ่งวิเคราะห์และสังเคราะห์หลักธรรมในพระไตรปิฎก เพื่อนำเสนอทางออกที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของปัญญาและสันติวิธี โดยหลีกเลี่ยงการใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือทางการเมือง (Politicization of Religion) แต่เน้นการใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการขัดเกลาจริยธรรมทางการเมือง (Moralizing Politics)


2. กรอบแนวคิดทางทฤษฎี: พุทธธรรมกับรัฐศาสตร์ (Buddhist Political Philosophy)

ก่อนที่จะวิเคราะห์เจาะลึกถึงบริบทการเลือกตั้งปี 2569 จำเป็นต้องวางรากฐานความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนากับการเมือง เพื่อชี้ให้เห็นว่าพุทธธรรมมิใช่เรื่องของโลกหน้าหรือการหลุดพ้นส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่มีมิติทางสังคมและการปกครองที่ลึกซึ้ง

2.1 อัคคัญญสูตร: สัญญาประชาคมและที่มาของอำนาจรัฐ

ในทางรัฐศาสตร์ตะวันตก ทฤษฎีสัญญาประชาคม (Social Contract) ของจอห์น ล็อค หรือ ฌอง-ฌาค รุสโซ มักถูกอ้างถึงว่าเป็นรากฐานของประชาธิปไตย แต่ในทางพุทธศาสนา "อัคคัญญสูตร" (Aggañña Sutta) ได้นำเสนอแนวคิดเรื่องกำเนิดรัฐและผู้ปกครองไว้อย่างน่าสนใจและมาก่อนกาล พระสูตรนี้อธิบายว่า ในยุคแรกเริ่มมนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสันติ แต่เมื่อเกิดความโลภและการกักตุนทรัพยากร (ข้าวสาลี) จึงเกิดการลักขโมยและความขัดแย้ง สังคมจึงตกลงปลงใจกันคัดเลือกบุคคลผู้หนึ่งขึ้นมาทำหน้าที่ระงับเหตุและลงโทษผู้กระทำผิด โดยเรียกผู้นั้นว่า "มหาลสมมตราช" ซึ่งแปลว่า "กษัตริย์ผู้ที่มหาชนสมมติ (เลือก) ขึ้น"

นัยต่อการเลือกตั้ง 2569: หลักการในอัคคัญญสูตรยืนยันว่า "อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน" อย่างแท้จริง ผู้ปกครองไม่ได้มีอำนาจจากเทวสิทธิ์ (Divine Right) แต่ได้รับมอบอำนาจจากประชาชนเพื่อทำหน้าที่ "บำบัดทุกข์ บำรุงสุข" หากผู้ปกครองละเลยหน้าที่ ทุจริต หรือใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตน ย่อมหมดความชอบธรรม ในบริบทปี 2569 ที่มีการถกเถียงเรื่องที่มาของอำนาจและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อัคคัญญสูตรเป็นเครื่องเตือนใจว่า รัฐธรรมนูญและรัฐบาลที่ขาดฉันทามติจาก "มหาชน" ย่อมไร้เสถียรภาพ การเลือกตั้งจึงเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ในการต่ออายุสัญญาประชาคมนี้

2.2 ธรรมาธิปไตย: อุดมคติทางการเมืองสูงสุด

พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ปราชญ์ทางพุทธศาสนา ได้จำแนกระบอบการปกครองตามหลักอธิปไตย 3 ประการ ได้แก่:

  1. อัตตาธิปไตย (Autocracy/Dictatorship): การถือตนเองเป็นใหญ่ ยึดผลประโยชน์ของผู้นำและพวกพ้องเป็นที่ตั้ง ซึ่งมักนำไปสู่เผด็จการและการกดขี่

  2. โลกาธิปไตย (Populist Democracy): การถือโลกหรือเสียงข้างมากเป็นใหญ่ แม้จะเป็นประชาธิปไตยรูปแบบหนึ่ง แต่หากเสียงข้างมากนั้นขาดปัญญาและคุณธรรม ก็อาจนำไปสู่ "พวกมากลากไป" (Mob Rule) หรือประชานิยมที่สร้างความเสียหาย

  3. ธรรมาธิปไตย (Dhammacracy): การถือ "ธรรม" หรือความถูกต้อง ความจริง และความดีงามเป็นใหญ่ เป็นระบอบที่พึงปรารถนาที่สุด คือการที่ประชาธิปไตย (เสียงข้างมาก) ดำเนินไปควบคู่กับหลักการที่ถูกต้อง (นิติธรรมและจริยธรรม)

การประยุกต์ใช้: ในการเลือกตั้ง 2569 ที่มีการแข่งขันด้วยนโยบายประชานิยมแจกเงิน และการใช้อารมณ์ความรู้สึกชาตินิยม สังคมไทยกำลังเผชิญความท้าทายในการยกระดับจาก "โลกาธิปไตย" ไปสู่ "ธรรมาธิปไตย" โจทย์สำคัญคือ ทำอย่างไรให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งตัดสินใจบนพื้นฐานของเหตุผลและประโยชน์ระยะยาว (ธรรม) มากกว่าอารมณ์หรือผลประโยชน์ระยะสั้น (โลก)

2.3 ธรรมิกสังคมนิยม: เศรษฐศาสตร์การเมืองเชิงพุทธ

ท่านพุทธทาสภิกขุได้เสนอแนวคิด "ธรรมิกสังคมนิยม" (Dhammic Socialism) ซึ่งเน้นความสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ และระหว่างปัจเจกกับสังคม แนวคิดนี้ปฏิเสธทุนนิยมเสรีสุดโต่งที่มุ่งเน้นการกอบโกยกำไรสูงสุด (Maximization of Profit) โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม แต่เสนอให้มีการจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม เพื่อให้เพื่อนมนุษย์อยู่ร่วมกันได้โดยไม่เบียดเบียนกัน (Non-exploitation) นัยต่อการเลือกตั้ง: นโยบายเศรษฐกิจของพรรคการเมืองในปี 2569 ควรถูกตรวจสอบด้วยแว่นขยายของธรรมิกสังคมนิยม ว่าเป็นการส่งเสริมการผูกขาดของกลุ่มทุนสีเทาและทุนใหญ่ หรือเป็นการกระจายโอกาสและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนฐานรากอย่างแท้จริง


3. จริยธรรมผู้นำ: การวิเคราะห์แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีผ่านหลักทศพิธราชธรรม

ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งปี 2569 มีความสำคัญยิ่ง เนื่องจากต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน หลัก "ทศพิธราชธรรม" หรือธรรมสำหรับพระราชา 10 ประการ เป็นเกณฑ์มาตรฐานที่เหมาะสมที่สุดในการประเมินคุณสมบัติทางจริยธรรมของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้งจากพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน

3.1 ทาน (การให้) และ ปริจจาคะ (การเสียสละ) กับกับดักประชานิยม

  • หลักการ: "ทาน" คือการสละทรัพย์สิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ส่วน "ปริจจาคะ" คือการเสียสละความสุขส่วนตน ประโยชน์ส่วนตน หรือแม้แต่ชีวิตเพื่อประโยชน์สุขของมหาชน

  • สถานการณ์ปี 2569: พรรคการเมืองต่างๆ แข่งขันกันเสนอนโยบายแจกเงิน ดิจิทัลวอลเล็ต หรือสวัสดิการแบบให้เปล่า ซึ่งดูเผินๆ เหมือนเป็นการปฏิบัติ "ทาน" แต่ในทางพุทธจริยศาสตร์ หากการให้นั้นมีเจตนาแอบแฝงเพื่อ "ซื้อเสียงล่วงหน้า" หรือมุ่งหวังเพียงคะแนนนิยมโดยไม่คำนึงถึงวินัยการคลังระยะยาว ย่อมไม่ใช่ทานที่บริสุทธิ์ แต่เป็น "อามิสทาน" ที่เจือด้วยกิเลส

  • บทวิเคราะห์: ผู้นำที่แท้จริงต้องแสดงออกถึง "ปริจจาคะ" คือกล้าดำเนินนโยบายที่อาจไม่เป็นที่นิยมในระยะสั้น แต่เป็นผลดีต่อโครงสร้างประเทศในระยะยาว เช่น การปฏิรูปภาษีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ หรือการตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็นเพื่อนำมาลงทุนในการศึกษาและสาธารณสุข แคนดิเดตจากพรรคภูมิใจไทยที่เน้นนโยบาย "พูดแล้วทำ Plus" หรือพรรคประชาชนที่เน้นรัฐสวัสดิการ ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่านโยบายของตนตั้งอยู่บนความยั่งยืน ไม่ใช่การกู้เงินมาแจกเพื่อรักษาอำนาจ

3.2 อาชชวะ (ความซื่อตรง) กับปัญหาทุนสีเทาและคอร์รัปชัน

  • หลักการ: "อาชชวะ" หมายถึง ความซื่อตรง ความจริงใจ ความไม่หลอกลวง ประพฤติปฏิบัติภารกิจโดยสุจริต

  • สถานการณ์ปี 2569: ปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และทุนสีเทาข้ามชาติ ได้กลายเป็นภัยคุกคามความมั่นคงระดับชาติ มีข้อครหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองระดับสูงกับกลุ่มทุนเหล่านี้

  • บทวิเคราะห์: คุณสมบัติข้อ "อาชชวะ" คือตัวชี้วัดความเป็นตายของผู้นำในการเลือกตั้งครั้งนี้ ผู้ที่จะก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีต้องมีความโปร่งใสในที่มาของรายได้และเงินบริจาคพรรคการเมือง ต้องกล้าชนกับเครือข่ายอิทธิพลมืดอย่างตรงไปตรงมา หากผู้นำมีความคลุมเครือหรือมีพฤติกรรมเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง ย่อมขัดต่อหลักอาชชวะและศีล 5 (ข้ออทินนาทานและมุสาวาท) ซึ่งจะนำไปสู่วิกฤตศรัทธาและการประท้วงต่อต้านในที่สุด

3.3 มัททวะ (ความอ่อนโยน) และ อวิโรธนะ (ความไม่คลาดธรรม) ในการบริหารความขัดแย้ง

  • หลักการ: "มัททวะ" คือความอ่อนโยน ไม่เย่อหยิ่งจองหอง ส่วน "อวิโรธนะ" คือการไม่ประพฤติผิดทำนองคลองธรรม ยึดมั่นในกติกาและกฎหมาย

  • สถานการณ์ปี 2569: การเมืองไทยเต็มไปด้วยความขัดแย้งและการใช้กฎหมายกลั่นแกล้ง (Lawfare) การที่พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามถูกยุบหรือผู้นำถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองบ่อยครั้ง สร้างความรู้สึกไม่เป็นธรรม

  • บทวิเคราะห์: นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องมี "มัททวะ" คือมีท่าทีที่รับฟังความเห็นต่าง ไม่แสดงอำนาจบาตรใหญ่หรือใช้ถ้อยคำรุนแรง (Hate Speech) ต่อฝ่ายค้าน และต้องยึดมั่นใน "อวิโรธนะ" โดยการเคารพหลักนิติธรรม (Rule of Law) อย่างเคร่งครัด การแทรกแซงองค์กรอิสระหรือกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้ได้เปรียบทางการเมือง ถือเป็นการละเมิดหลักอวิโรธนะ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อระบอบประชาธิปไตย

3.4 ตารางวิเคราะห์เปรียบเทียบคุณสมบัติแคนดิเดตตามหลักทศพิธราชธรรม

หลักทศพิธราชธรรมปัญหาท้าทายในการเลือกตั้ง 2569ตัวชี้วัดผู้นำทางพุทธจริยศาสตร์ (KPIs)
1. ทาน (Giving)นโยบายประชานิยม, หนี้สาธารณะการให้ที่สร้างอาชีพ (สัมมาอาชีวะ) ไม่ใช่แค่แจกเงิน, การจัดสรรงบประมาณเพื่อคนยากจนอย่างแท้จริง
2. ศีล (Morality)จริยธรรมนักการเมือง, คลิปหลุดประวัติที่ขาวสะอาด, การไม่ใช้อำนาจในทางมิชอบ, การรักษาคำพูด (สัจจะ)
3. ปริจจาคะ (Sacrifice)การยึดติดตำแหน่ง, การสืบทอดอำนาจความพร้อมที่จะเสียสละประโยชน์ส่วนตน/พรรค เพื่อผลประโยชน์ของชาติ, กล้าตัดสินใจในเรื่องยาก
4. อาชชวะ (Honesty)ทุนสีเทา, คอร์รัปชันเชิงนโยบายความโปร่งใสของทรัพย์สิน, การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data), การปราบปรามทุจริตโดยไม่เลือกปฏิบัติ
5. มัททวะ (Gentleness)ความขัดแย้งทางการเมือง, การแบ่งขั้วท่าทีที่ประนีประนอม, การรับฟังเสียงวิจารณ์, การไม่ใช้ความรุนแรงปราบปรามผู้เห็นต่าง
6. ตบะ (Austerity)การใช้จ่ายฟุ่มเฟือย, กิเลสการดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย (เศรษฐกิจพอเพียง), ไม่ลุ่มหลงในอบายมุข
7. อักโกธะ (Non-anger)การตอบโต้ทางการเมือง, Hate Speechการควบคุมอารมณ์, ไม่ใช้วาจาสร้างความเกลียดชัง, การให้อภัย
8. อวิหิงสา (Non-violence)ความขัดแย้งชายแดน, ม็อบการยึดแนวทางสันติวิธี, ไม่ใช้กำลังทหารแก้ปัญหาการเมือง, การเคารพสิทธิมนุษยชน
9. ขันติ (Patience)แรงกดดันทางเศรษฐกิจและสังคมความอดทนต่อคำวิพากษ์วิจารณ์, ความอดทนในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน
10. อวิโรธนะ (Uprightness)นิติสงคราม, การแก้รัฐธรรมนูญการยึดมั่นในหลักนิติธรรม, การไม่บิดเบือนกฎหมาย, การรักษาจารีตประเพณีที่ดีงาม

4. พลเมืองตื่นรู้: กาลามสูตรและสัปปุริสธรรมในยุคสงครามข่าวสาร

การเลือกตั้งปี 2569 ดำเนินไปภายใต้บริบทของ "สงครามข้อมูลข่าวสาร" (Information Warfare) ที่ทวีความรุนแรงด้วยเทคโนโลยี AI และ Deepfake ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจึงตกอยู่ในสถานะผู้ถูกล่าด้วยข้อมูลเท็จ การสร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญาด้วยหลักพุทธธรรมจึงมีความสำคัญเร่งด่วน

4.1 กาลามสูตร: วัคซีนป้องกัน Fake News

พระพุทธเจ้าทรงแสดงกาลามสูตรแก่ชาวกาลามะ เพื่อสอนหลักการไม่ให้เชื่อสิ่งใดโดยปราศจากการไตร่ตรองด้วยปัญญา หลัก 10 ประการนี้เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการกรองข้อมูลข่าวสารในการเลือกตั้ง:

  • มา อนุสฺสเวน (อย่าเชื่อเพราะฟังตามกันมา): กระแสไวรัลในโซเชียลมีเดีย (Viral Trends) มักถูกปั่นโดย IO (Information Operations) ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องไม่ตื่นตระหนกหรือหลงเชื่อเพียงเพราะยอดแชร์สูง

  • มา อิติกิราย (อย่าเชื่อเพราะข่าวลือ): ข่าวลือเรื่องการซื้อเสียง การยุบพรรค หรือเรื่องชู้สาวของนักการเมือง ต้องถูกตรวจสอบหาแหล่งที่มา (Fact-checking) อย่างเคร่งครัด

  • มา ปิฏกสมฺปทาเนน (อย่าเชื่อเพราะอ้างตำรา/คัมภีร์): แม้แต่การอ้างรัฐธรรมนูญหรือข้อกฎหมาย ก็อาจถูกตีความบิดเบือนโดยนักกฎหมายฝ่ายการเมือง (ศรีธนญชัย)

  • มา สมโณ โน ครูติ (อย่าเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครู/คนที่เคารพ): แม้แต่นักวิชาการ อินฟลูเอนเซอร์ หรือพระสงฆ์ที่ตนศรัทธา ก็อาจมีอคติหรือได้รับข้อมูลผิดพลาด จึงต้องพิจารณาเนื้อหาสาระเป็นหลัก

การประยุกต์ใช้: ควรมีการรณรงค์ "สติในการเสพสื่อ" (Mindful Media Consumption) โดยใช้หลักโยนิโสมนสิการ (การคิดโดยแยบคาย) เพื่อให้ประชาชนตระหนักว่าข้อมูลที่ได้รับมีเจตนาเพื่อสร้างความเกลียดชัง (โทสะ) หรือความโลภ (โลภะ) หรือไม่ หากใช่ ควรหยุดส่งต่อและตรวจสอบข้อเท็จจริง

4.2 สัปปุริสธรรม 7: คุณสมบัติของพลเมืองวิถีประชาธิปไตย

เพื่อให้ได้มาซึ่ง "คนดี" เข้าสภา ประชาชนผู้เลือกตั้งต้องทำตนให้เป็น "สัปปุริสชน" (คนดี/คนมีคุณภาพ) ก่อน โดยอาศัยหลักสัปปุริสธรรม 7 :

  1. ธัมมัญญุตา (รู้หลักการ): เข้าใจหลักการประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ และกฎหมายเลือกตั้ง รู้ว่าการขายเสียงเป็นความผิดและทำลายระบบ

  2. อัตถัญญุตา (รู้จุดมุ่งหมาย): ตระหนักว่าการเลือกตั้งมีเป้าหมายเพื่อสรรหาตัวแทนไปบริหารประเทศเพื่อประโยชน์สุขส่วนรวม ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน

  3. อัตตัญญุตา (รู้ตน): รู้บทบาทหน้าที่ของพลเมือง ไม่นิ่งดูดาย (Active Citizen) ออกไปใช้สิทธิและตรวจสอบการทำงานของรัฐ

  4. มัตตัญญุตา (รู้ประมาณ): รู้จักความพอดีในการรับข่าวสารและการแสดงออกทางการเมือง ไม่สุดโต่งจนเกิดความเครียดหรือขัดแย้งกับคนรอบข้าง

  5. กาลัญญุตา (รู้กาล): รู้เวลาที่เหมาะสมในการเคลื่อนไหวทางการเมืองและการใช้สิทธิ

  6. ปริสัญญุตา (รู้ชุมชน): เข้าใจบริบทปัญหาของชุมชนและสังคมไทย เพื่อเลือกนโยบายที่ตอบโจทย์

  7. ปุคคลัญญุตา (รู้บุคคล): รู้จักพิจารณาเลือกคนดี มีความสามารถ โดยดูจากประวัติและผลงานในอดีต ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์หรือวาทกรรม


5. การปฏิรูปโครงสร้าง: รัฐสภา รัฐธรรมนูญ และอปริหานิยธรรม

นอกเหนือจากตัวบุคคล ปัญหาใหญ่ของการเมืองไทยคือโครงสร้างและกติกาที่ไม่เป็นธรรม การเลือกตั้ง 2569 มาพร้อมกับการออกเสียงประชามติเพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งถือเป็นโอกาสในการ "สังคายนา" กฎหมายสูงสุดของประเทศ

5.1 อปริหานิยธรรม 7 กับการทำงานของรัฐสภา

หลัก "อปริหานิยธรรม" (ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความไม่เสื่อม) ที่พระพุทธเจ้าประทานแก่ชาววัชชี ซึ่งมีการปกครองแบบสามัคคีธรรม (คล้ายระบอบสาธารณรัฐหรือรัฐสภา) สามารถนำมาใช้แก้ปัญหาสภาล่มและความขัดแย้งในสภาได้โดยตรง :

  1. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์: สมาชิกรัฐสภาต้องให้ความสำคัญกับการเข้าร่วมประชุม ไม่หนีสภาเพื่อเล่นเกมการเมือง

  2. พร้อมเพรียงกันประชุมและเลิกประชุม: ความสามัคคีในการทำหน้าที่ ไม่ใช่การรวมหัวกันคว่ำกฎหมายที่เป็นประโยชน์เพื่อต่อรองผลประโยชน์

  3. ไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติ และไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว: ในบริบทการแก้รัฐธรรมนูญ หมายถึงการเคารพหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน ไม่แก้กฎหมายเพื่อสืบทอดอำนาจหรือนิรโทษกรรมพวกพ้อง (การแก้กฎหมายต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์มหาชนตามหลักอัคคัญญสูตร)

  4. เคารพนับถือผู้ใหญ่: การให้เกียรติซึ่งกันและกันในสภา ฟังเสียงผู้อาวุโสและผู้ทรงคุณวุฒิ แต่ต้องไม่ยึดติดระบบอาวุโสแบบอำนาจนิยม

  5. คุ้มครองสตรีและเด็ก: รัฐสภาต้องออกกฎหมายคุ้มครองสตรีและกลุ่มเปราะบาง รวมถึงเปิดโอกาสให้สตรีมีบทบาททางการเมืองมากขึ้น

5.2 การลงประชามติกับหลักฉันทามติ (Consensus)

กระบวนการประชามติต้องเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม (Free and Fair) เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี (Free Speech) เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดจาก "ฉันทามติ" ของสังคมอย่างแท้จริง สอดคล้องกับวิถีทางของสงฆ์ในการทำสังฆกรรมที่ต้องอาศัย "ญัตติทุติยกรรม" หรือ "ญัตติจตุตถกรรม" ที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมสงฆ์โดยพร้อมเพรียง


6. กับดักชาตินิยมและความขัดแย้งระหว่างประเทศ: พุทธสันติวิธี

ประเด็นที่แหลมคมที่สุดและถูกนำมาใช้หาเสียงอย่างดุเดือดในการเลือกตั้ง 2569 คือความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ซึ่งมีการปะทะกันตามแนวชายแดนและข้อพิพาทเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล พรรคการเมืองบางกลุ่มพยายามปลุกกระแส "พุทธชาตินิยม" (Buddhist Nationalism) เพื่อสร้างความชอบธรรมและโจมตีฝ่ายตรงข้ามว่า "ขายชาติ"

6.1 พุทธชาตินิยม: ดาบสองคม

การผูกโยงพุทธศาสนาเข้ากับความเป็นชาติ (Thainess) และความมั่นคง เป็นดาบสองคม ในด้านหนึ่งอาจสร้างความสามัคคีภายในชาติ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การสร้างภาพลักษณ์ว่า "เพื่อนบ้านเป็นศัตรู" หรือ "ศาสนาอื่นเป็นภัยคุกคาม" ขัดต่อหลักสากลของพุทธศาสนาที่เน้นความเมตตาและปัญญา การนำศาสนามาเป็นเครื่องมือทางการเมือง (Instrumentalization of Religion) เสี่ยงที่จะนำไปสู่ความรุนแรงและความเกลียดชัง (Hatred) ซึ่งเป็น "อกุศลกรรม"

6.2 สาราณียธรรมและพุทธสันติวิธี

ทางออกของความขัดแย้งนี้ไม่ใช่การเผชิญหน้าทางทหาร แต่คือการใช้ "พุทธสันติวิธี" (Buddhist Peace Method) และการทูตเชิงวัฒนธรรม โดยยึดหลัก "สาราณียธรรม 6" (ธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึงกัน):

  1. เมตตากายกรรม: การแสดงออกทางกายด้วยความหวังดี เช่น การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชนตามแนวชายแดน การค้าขายชายแดนที่เกื้อกูลกัน

  2. เมตตาวจีกรรม: การเจรจาทางการทูตด้วยถ้อยคำที่สุภาพ จริงใจ (Sammā-vācā) หลีกเลี่ยงวาทกรรมที่สร้างความเกลียดชัง (Hate Speech)

  3. เมตตามโนกรรม: การตั้งจิตปรารถนาดี มองเพื่อนบ้านเป็น "กัลยาณมิตร" ในประชาคมอาเซียน ไม่ใช่มองเป็นศัตรู

  4. สาธารณโภคี: การแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากร (เช่น พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล) อย่างเป็นธรรม (Joint Development Area - JDA) เพื่อความมั่งคั่งร่วมกัน

นโยบายต่างประเทศของรัฐบาลใหม่ควรตั้งอยู่บนฐานของ "ปัญญานำอำนาจ" (Soft Power) โดยใช้มรดกทางวัฒนธรรมและศาสนาพุทธที่ไทยและกัมพูชามีร่วมกัน เป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ (Cultural Diplomacy) แทนที่จะใช้เป็นกำแพงแบ่งกั้น


7. การปฏิรูปศาสนจักร: นโยบายพรรคการเมืองกับอนาคตคณะสงฆ์

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในการเลือกตั้ง 2569 คือนโยบายเกี่ยวกับศาสนา โดยเฉพาะข้อเสนอของพรรคประชาชนที่ต้องการปฏิรูปการบริหารจัดการวัดและทรัพย์สินของสงฆ์ ซึ่งก่อให้เกิดข้อถกเถียงอย่างกว้างขวาง

7.1 ความโปร่งใสของพุทธพาณิชย์

พรรคประชาชนเสนอให้มีการจัดทำระบบบัญชีวัดให้ได้มาตรฐานและตรวจสอบได้ เพื่อแก้ปัญหา "พุทธพาณิชย์" และการทุจริตเงินทอนวัด ข้อเสนอนี้สอดคล้องกับหลักพระวินัยเรื่อง "นิสสัคคิยปาจิตตีย์" ที่ห้ามภิกษุรับเงินทอง และหลักการมี "ไวยาวัจกร" ดูแลทรัพย์สินสงฆ์ การต่อต้านนโยบายนี้โดยอ้างความศักดิ์สิทธิ์หรือการทำลายศาสนา อาจเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มบุคคลบางกลุ่มมากกว่าการปกป้องพระธรรมวินัย

7.2 รัฐฆราวาส (Secular State) vs รัฐอุปถัมภ์ศาสนา

การเสนอให้แยกศาสนาออกจากรัฐ หรือลดบทบาทของรัฐในการควบคุมคณะสงฆ์ (Decentralization) เป็นแนวคิดที่ท้าทายจารีตเดิมที่รัฐไทยมีหน้าที่อุปถัมภ์และคุ้มครองพุทธศาสนา

  • บทวิเคราะห์: ในทางพุทธประวัติ พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองได้ด้วยศรัทธาของประชาชนและการปฏิบัติที่เคร่งครัดของพระสงฆ์ ไม่จำเป็นต้องอาศัยอำนาจรัฐมาบังคับศรัทธา การที่รัฐเข้าไปยุ่งเกี่ยวมากเกินไปอาจทำให้ศาสนากลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง (Bureaucratization of Monkhood) อย่างไรก็ตาม ในบริบทสังคมไทย การเปลี่ยนแปลงอย่างหักหาญอาจนำไปสู่ความขัดแย้ง พรรคการเมืองจึงควรหา "ทางสายกลาง" ในการปฏิรูป ที่เน้นความโปร่งใสและธรรมาภิบาล แต่ยังคงให้การสนับสนุนศาสนาในฐานะทุนทางวัฒนธรรม


8. บทสรุป: สู่ระบอบประชาธิปไตยวิถีพุทธ (Dhammic Democracy)

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2569 คือช่วงเวลาที่สังคมไทยต้องเผชิญกับทางสองแพร่ง ระหว่างการจมปลักอยู่ในวัฏจักรของความขัดแย้งและการใช้อำนาจนิยม หรือการก้าวไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่มีวุฒิภาวะ โดยอาศัยรากฐานทางปัญญาจากพุทธธรรม

ข้อสรุปเชิงสังเคราะห์และการนำไปใช้:

  1. ผู้นำต้องครองธรรม (Leadership with Dhamma): ประเทศไทยต้องการผู้นำที่มี "ทศพิธราชธรรม" โดยเฉพาะความซื่อสัตย์ (อาชชวะ) เพื่อล้างบางระบบอุปถัมภ์และทุนสีเทา และความไม่เบียดเบียน (อวิหิงสา) เพื่อนำพาประเทศให้พ้นจากความขัดแย้งทั้งภายในและภายนอก

  2. พลเมืองต้องตื่นรู้ (Awakened Citizenship): ประชาชนต้องยกระดับตนเองจากผู้รับอุปถัมภ์ เป็น "พลเมืองสัปปุริสชน" ที่ใช้ "กาลามสูตร" เป็นเกราะป้องกันข่าวปลอม และใช้สิทธิเลือกตั้งด้วยปัญญาและอิสระทางความคิด (อัตตาธิปไตยทางปัญญา)

  3. โครงสร้างต้องเป็นธรรม (Structural Justice): การปฏิรูปการเมืองและศาสนาต้องดำเนินไปตามหลัก "อปริหานิยธรรม" และ "ธรรมาธิปไตย" คือยึดความถูกต้องเป็นหลัก ยอมรับความเห็นต่าง และมุ่งประโยชน์สุขของมหาชน (Bahujana-hitaya) เป็นที่ตั้ง

  4. สันติภาพคือเป้าหมาย (Peace as the Goal): การแก้ไขปัญหาชายแดนและความขัดแย้งทางอุดมการณ์ ต้องใช้แนวทาง "พุทธสันติวิธี" และ "สาราณียธรรม" เพื่อสร้างความปรองดองสมานฉันท์ที่ยั่งยืน มิใช่เพียงการพักรบชั่วคราว

พุทธธรรมในพระไตรปิฎกมิใช่เพียงคัมภีร์โบราณที่เก็บไว้ในตู้ แต่เป็น "เทคโนโลยีทางจิตวิญญาณ" (Spiritual Technology) ที่ทันสมัยและทรงพลังที่สุดในการจัดการกับกิเลสของมนุษย์—โลภะ โทสะ โมหะ—ซึ่งเป็นรากเหง้าของวิกฤตการณ์ทางการเมืองทั้งปวง หากคนไทยสามารถประยุกต์ใช้หลักธรรมเหล่านี้ในการเลือกตั้งปี 2569 ได้อย่างรู้เท่าทัน การเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงการกาบัตร แต่จะเป็นการ "ปฏิบัติธรรม" ครั้งยิ่งใหญ่เพื่อความอยู่รอดและความเจริญรุ่งเรืองของชาติสืบไป


ตารางที่ 1: การสังเคราะห์หลักพุทธธรรมเพื่อแก้ไขปัญหาทางการเมืองในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2569

ปัญหา/ประเด็นท้าทาย (Key Issues)หลักธรรมที่เกี่ยวข้อง (Buddhist Principles)แนวทางการประยุกต์ใช้ (Application Guidelines)
นโยบายประชานิยมแจกเงิน (Populism & Fiscal Discipline)

ทศพิธราชธรรม: ทาน (Giving), ปริจจาคะ (Sacrifice)


ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์: อุฏฐานสัมปทา (Diligence)

นโยบายต้องมุ่งสร้างงานสร้างอาชีพ (สัมมาอาชีวะ) มิใช่การให้ทานที่สร้างนิสัยบริโภคนิยม ผู้นำต้องเสียสละความนิยมระยะสั้นเพื่อเสถียรภาพการคลัง
การทุจริตคอร์รัปชัน/ทุนสีเทา (Corruption & Grey Capital)

ทศพิธราชธรรม: อาชชวะ (Honesty), ศีล (Morality)


หิริโอตตัปปะ (Moral Shame & Dread)

ผู้นำต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ (Transparency) มีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง และสร้างวัฒนธรรมรังเกียจคนโกง
สงครามข่าวสาร/Fake News/IO (Information Warfare)

กาลามสูตร 10 (Charter of Free Inquiry)


วจีสุจริต 4 (Right Speech)

ประชาชนต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-check) ไม่เชื่อข่าวลือ ไม่แชร์ข้อความสร้างความเกลียดชัง ใช้ปัญญาไตร่ตรองก่อนตัดสินใจ
ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา (Border Conflict & Nationalism)

สาราณียธรรม 6 (States of Conciliation)


ทศพิธราชธรรม: อวิหิงสา, อักโกธะ

ใช้นโยบายการทูตสันติวิธี (Peace Diplomacy) เจรจาแบ่งปันผลประโยชน์ มองเพื่อนบ้านเป็นหุ้นส่วน ไม่ปลุกระดมความคลั่งชาติ
สภาล่ม/ความขัดแย้งในสภา (Parliamentary Dysfunction)

อปริหานิยธรรม 7 (Virtues for Non-decline)


สามัคคีธรรม (Unity)

ส.ส. ต้องประชุมพร้อมเพรียง เคารพกติกาประชาธิปไตย รับฟังความเห็นต่าง และยึดประโยชน์ประเทศเหนือประโยชน์พรรค
การซื้อสิทธิขายเสียง (Vote Buying)

สัปปุริสธรรม 7 (Virtues of a Good Person)


สันโดษ (Contentment)

ประชาชนต้องตระหนักถึงคุณค่าของสิทธิเสียง (อัตถัญญุตา) ไม่เห็นแก่อามิสสินจ้างเล็กน้อย (มัตตัญญุตา) ที่จะนำความเสียหายมาสู่ประเทศ
การปฏิรูปศาสนา/เงินทอนวัด (Religious Reform)

พระวินัย: นิสสัคคิยปาจิตตีย์


ธรรมาธิปไตย

สนับสนุนความโปร่งใสในบัญชีทรัพย์สินวัด แยกอำนาจรัฐออกจากศาสนาเพื่อให้คณะสงฆ์ปกครองตนเองตามพระธรรมวินัยอย่างแท้จริง

วิเคราะห์เลือกตั้ง 2569 ผ่านพุทธธรรม ชี้ “ธรรมาธิปไตย” คือเข็มทิศฝ่าวิกฤตการเมืองซ้อนทับ

  วิเคราะห์เลือกตั้ง 2569 ผ่านพุทธธรรม ชี้ “ธรรมาธิปไตย” คือเข็มทิศฝ่าวิกฤตการเมืองซ้อนทับ ท่ามกลางบรรยากาศการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร...