วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2565

"ชัชชาติ" เข้ากราบ"เจ้าคณะกทม." ร่วมมือแนวถวายการอุปถัมภ์กิจการพระพุทธศาสนา



วันอังคารที่ 28 มิถุนายน 2565   เพจพระอาจารย์ พระธรรมวชิรมุนี วิ. โอวาทธรรมและศาสนกิจ ได้โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน เวลา 22:04 น.  ความว่า "วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๕ เวลา ๒๐.๓๐. น. พระอาจารย์ พระธรรมวชิรมุนี  วิ.  เมตตาให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พร้อมคณะเข้ากราบถวายสักการะ

เนื่องจากได้รับตำแหน่งใหม่ และได้ปรึกษาเรื่อง ความร่วมมือกันในเรื่องกิจการพระพุทธศาสนากับการถวายการอุปถัมภ์ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่เป็นความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา ณ  ศููนย์วิปัสสนานานาชาติ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์  ราชวรวิหาร

 พระธรรมวชิรมุนี วิ. พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ กองการวิปัสสนาธุระแห่งประเทศไทย  กรรมการมหาเถรสมาคม  เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการสถาบันวิปัสสนาธุระมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์"

"ดร.นฤมล" ชง 3 เพิ่ม 3 ลดแก้จน แนวเพิ่มพลังเศรษฐกิจฐานรากแนว "พปชร."



​วันอังคารที่ 28 มิถุนายน 2565 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) และหัวหน้านโยบายพรรคพปชร.ได้ โพสเฟซบุ๊ก วันนี้(28มิถุนายน 2565 )โดยระบุว่า พรรคพลังประชารัฐมุ่งเน้นที่จะขับเคลื่อนเพื่อพลังเศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่องที่เป็นนโยบายหลักของพรรคตามเป้าหมายของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าพรรคที่จะมุ่งยกระดับให้ประชาชนกินดีอยู่ดี สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนเพื่อเป็นกลไกหลักในการส่งเสริมและสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตแบบยั่งยืน

​“พรรคพลังประชารัฐ เราจะชวนทุกภาคส่วนมาร่วมกันช่วยเพิ่มพลังให้แก่คนฐานราก เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาสู้ต่อไปได้ ดันเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง และการขับเคลื่อนต้องมองแบบองค์รวมในทุกมิติโดยเฉพาะภาคเกษตรที่จะเป็นฐานรากที่สำคัญให้กับระบบเศรษฐกิจไทยต่อไป“ ศ.ดร.นฤมลกล่าว

​สำหรับแนวทางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากที่สำคัญได้แก่

1. เกษตรประชารัฐ 3 เพิ่ม 3 ลดคือ เพิ่มนวัตกรรม เพิ่มทางเลือก เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน ลดภาระหนี้ ลดความเสี่ยง กองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก

​2. ร่วมทุนระหว่างชุมชนและเอกชนเพื่อใช้เป็นกลไกการเงินชองชุมชนในการพัฒนาความเป็นอยู่ชุมชนให้ดียิ่งขึ้น

​3. ส่งเสริมเติมเต็มระบบเศรษฐกิจฐานรากให้มีความหลากหลายในการประกอบอาชีพและสร้างรายได้

​4. เติม เสริม แกร่งให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและย่อมหรือ SMEs ชุมชนรายย่อย รายเล็ก เติมทุน เสริมทักษะ เพิ่มรายได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน 2565 พรรคสร้างคนาคตไทย นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคได้ประกาศยุทธศาสตร์ที่จะแก้ไขปัญหา ปัญหาหนี้สิน รายได้ตกต่ำ ข้าวของแพง ต้นทุนการผลิตสูง เป็นต้น ภายใต้แนวคิด “ปรับ-เติม-เพิ่ม-ลด” เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ กล่าวคือวันนี้คนไทยทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการ ต้องเผชิญกับปัญหาหนี้สินสะสมมายาวนาน โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์โควิด ดังนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำคือ ปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลง จากนั้นต้องเติมเงินทุนเพื่อให้นำไปดำเนินกิจการต่อ ขณะเดียวกันก็ต้อง เพิ่มแหล่งรายได้ให้ประชาชนจากกิจกรรมที่ทำอยู่เดิมก่อนหน้านี้ และสุดท้ายต้อง ลดต้นทุนการผลิตเพื่อสร้างผลกำไรให้มากยิ่งขึ้น

“หลายสิบปีที่ผ่านมาหนี้สินของเกษตรกรไม่เคยถูกแก้ไขอย่างเบ็ดเสร็จ การพักหนี้แค่เพียงปีสองปีแต่ดอกเบี้ยเดินอยู่ไม่ได้ช่วยอะไร หากจะทำให้สำเร็จและเป็นรูปธรรม จะต้องมีการปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ ยืดหนี้ออกไปนานขึ้น จะเป็น 7-8 ปีก็ได้ แต่เกษตรกรต้องปรับตัวในการที่จะเพิ่มแหล่งรายได้ใหม่ๆ เพื่อให้ธนาคารมั่นใจว่าจะสามารถจ่ายหนี้ได้ โดยภาครัฐต้องช่วยส่งเสริมเงินทุน เทคโนโลยี และช่วยหาตลาด สุดท้ายต้องมีโครงการลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรอย่างจริงจัง” 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้จากแนวคิดของศ.ดร.นฤมลและพรรคสร้างคนาคตไทยควรจะมีการปรับเป็น" กระบวนการแก้จนตามแนวคิดโคกหนองนาโมเดิร์นแปลงใหญ่"  โดยเริ่มจากการปลอดหนี้ตามแนวคิดของพรรคสร้างอนาคตไทยด้วยวิธีการไกล่เกลี่ยหนี้ครัวเรือนที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรมดำเนินการอยู่ แล้วสร้างรายได้ให้กับผู้ที่ได้รับการไกล่เกลี่ยฯตามการดำเนินการแก้จนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่กระทรวงมหาดไทยดำเนินการอยู่ และบูรณาการให้ครบวงจรเป็นโคกหนองนาโมเดิร์นแปลงใหญ่ถึงจะยั่งยืน



 

วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2565

"หลักสูตรสันติศึกษา มจร" จัดปฐมนิเทศนิสิตใหม่ ลงสู่ห้องปฏิบัติการสันติภาพสัมผัสลมหายใจชุมชน


ระหว่าง 23-26 มิถุนายน 2565  หลักสูตรสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  ทั้งระดับปริญญาโท และเอก นำโดยพระครูปลัดปัญญาวรวัฒน์,ศ.ดร. (พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส) ผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา และผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ(IBSC)  (พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส)  ได้นำคณาจารย์  และนิสิต ทั้งเก่า และใหม่ ประมาณ 100 รูป/คน จัดกิจกรรมปฐมนิเทศภายใต้หัวข้อ "เปิดตัวนิสิตใหม่ เปิดใจสู่สันติธรรม" ณ ห้องปฏิบัติการเรียนรู้สันติภาพชุมชน (Peace Community Lab) อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ  โดยพระครูปลัดปัญญาวรวัฒน์ได้เขียนสรุปภาพรวมกิจกรรมการปฐมนิเทศเอาไว้อย่างสนใจในหัวข้อ "ปฐมนิเทศอย่างไร?? จึงจะได้สันติธรรม" 



การจะตอบโจทย์ข้อนี้ ต้องตอบคำถามแรกให้ได้เสียก่อนว่าสันติธรรมสิงสถิต์ ณ แดนใดฤา??   หากค้นลึกลงไปจะพบว่า สันติธรรมอยู่ทั้งในใจ (Inner Peace)  และสันติธรรมปรากฏอยู่ภายนอก (Outer Peace) ด้วย 

สันติธรรมในใจ ปรากฏตัวผ่านสติ สมาธิ ความอดทน ความเหนื่อย ความท้อ ความหงุดหงิด ความง่วง ความรัก ความสงสารเห็นอกเห็นใจ เบิกบานยินดีฯลฯ ขยายคำว่า "สันติธรรมภายนอก" นั้น  มีให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ทั้งในดิน น้ำ ลม ป่า นา ไร่  บนถนนหนทาง แดดที่ร้อนเร้า วัฒนธรรม ประเพณี  วิถีชุมชนฯลฯ 



การปฐมนิเทศจึงเป็นจังหวะ และโอกาสครั้งสำคัญที่จะทำให้ผู้เรียนเข้าใจนิยามสันติวัฒนธรรมเชิงปฏิบัติการของคำว่าสันติธรรมในมิติที่คลุมคลุมและหลากหลายมากที่สุดเท่าที่จะทำได้  เพราะการเปิดตัวครั้งแรกจะนำเข้าสู่การกระตุ้นให้ผู้เรียนได้เกิดแรงจูงใจต่อการขยายขอบฟ้าความรู้ของสันติศึกษาให้ระดับที่เพิ่มสูงขึ้น 

ทั้งหมดจึงเป็นปัจจัยที่ทำให้หลักสูตรฯ ได้ออกแบบกิจกรรมการปฐมนิเทศ "เปิดตัวนิสิตใหม่ เปิดใจสู่สันติธรรม" ในพื้นที่ห้องปฏิบัติการสันติภาพ (Peace Lab) ที่ถูกพัฒนามาตั้งแต่ปี 2556 ณ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ  



จนบัดนี้ ได้เกิดสันตินวัตกรรมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ด้านสันติภาพ ทั้งหมู่บ้านสันติภาพ หมู่บ้านช่อสะอาด โคกหนองนาสันติศึกษาโมเดล ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน วิสาหกิจชุมชนรักษ์สันติสุข สถาบันสติภาวนาสากล  

ขณะที่พื้นที่อำเภอปรางค์กู่ยังอุดมด้วยแหล่งวัฒนธรรมที่หลากหลาย ทั้งปราสาทปรางค์กู่ ชุมชนเผ่าต่างๆ ทั้งชาวกูย  และลาว ที่เชื่อมโยงกับอาณาจักขอมยุคดั้งเดิม อันเป็นรากฐานของวัฒนธรรมการกิน การแต่งตัว บทเพลง และอื่นๆ อีกมากมาย 



หลักสูตรฯ จึงได้ใช้เวลาระหว่าง 23-26 มิถุนายน 2565 พานิสิตลงพื้นที่ไปทำกิจกิจกรรมต่างๆ ประกอบด้วยการทำวัตร สวดมนต์ บำเพ็ญจิตภาวนา การทำพิธีสู่ขวัญ พิธีมอบตัวเป็นศิษย์  การเดินธรรมยาตรา การศึกษาวิถีคนกูย ลาว และเขมรที่สัมพันธ์กับปราสาทปรางค์กู่ การเรียนรู้วิถีปู่ตา การให้กำลังใจผู้สูงอายุ รวมถึงการเรียนรู้วิถีเกษตรแบบโคกหนองนา การไกล่เกลี่ยในชุมชน การดำนาสามัคคี และการปลูกต้นไม้ร่วมกัน 



ทั้งหมดคือการออกแบบกิจกรรมการปฐมนิเทศเพื่อให้เอื้อต่อการเข้าถึงวิถีแห่งสันติธรรมทั้งในจิตใจ และวิถีสันติภาพที่เกิดขึ้นในชุมชนท้องถิ่น (Local  Peace)  

การเปิดดวงตาเรียนรู้ และเปิดใจยอมรับวิถีที่แตกต่างจะกลายเป็นปฐมบทสำคัญที่จะนำผู้เรียนรู้เข้าสู่ประตูการศึกษาในหลักสูตรสันติศึกษาเชิงลึกในช่วงเวลาอีก 3 ปีข้างหน้าต่อไป อีกทั้งจะส่งผลเชิงบวกต่อการนำองค์ความรู้ ทักษะ และเจตคติไปพัฒนาชีวิต ชุมชน และสังคมให้สามารถอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนตลอดไปฯ

วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2565

เพื่อไทยเสนอแนวแก้จน! ชู "สวัสดิการโดยรัฐ " ผ่านนโยบาย "เงินโอน คนขยัน"



วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน 2565 นายสุทิน คลังแสง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และประธานคณะทำงานด้านการขจัดปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ กล่าวถึงแนวคิดนโยบายด้านสวัสดิการสังคมของของพรรคเพื่อไทย ในหัวข้อ 8 ปีสวัสดิการสังคมไทยภายใต้ระบอบประยุทธ์ กับอนาคตรัฐสวัสดิการอนาคตประชาธิปไตยไทย ร่วมกับ เครือข่ายภาคประชาชน ประธานคณะก้าวหน้า และตัวแทนจากพรรคไทยสร้างไทย ว่ามาวันนี้เพื่อเสนอแนวคิดการทำ ‘สวัสดิการโดยรัฐ’  ผ่านนโยบาย ‘เงินโอน คนขยัน’ หรือ Nagative Income Tax (NIT) ซึ่งเป็นนโยบายที่ทางพรรคเห็นว่าสามารถทำได้จริง

นายสุทิน กล่าวอีกว่า ภายใต้ข้อจำกัดภาวะวิกฤตการเงินการคลังที่รัฐบาลปัจจุบันได้ก่อหนี้ไว้มหาศาล และนโยบายที่พรรคพลังประชารัฐใช้หาเสียงไว้ทำไม่ได้ สุดท้ายผลงาน 8 ปีของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จึงได้สร้างสถิติประชาชนมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน 2,700 บาทต่อเดือนถึง 4.8 ล้านคน สร้างกลุ่มคน ‘เกือบจน’ ถึง 5.1 ล้านคน และยังมีแรงงานนอกระบบอีกกว่า 20 ล้านคน ซึ่งทั้งหมดไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการของรัฐได้อย่างทั่วถึง อีกประการ แนวคิดเงินโอนคนขยัน หรือ NIT เกิดขึ้นจากข้อเท็จจริงว่า ประเทศไทยเก็บภาษีได้ 14% ต่อ GDP และงบประมาณก็อยู่ที่ 18% ต่างจากประเทศแถบสแกนดิเนเวียเก็บภาษีได้มากกว่า 50% ของ GDP ประเทศแถบนั้นจึงมีงบสวัสดิการแบบ UBI (universal basic income) ได้ ชัดเจนว่าพื้นฐานต่างจากประเทศไทยวันนี้มาก 

เงินโอนคนขยัน หรือ Negative Income Tax (NIT) จะจัดสรรความช่วยเหลือทางการเงินไปที่กลุ่มที่มีความจำเป็นมากที่สุด โดยใช้เส้นความยากจนและค่าแรงขั้นต่ำเป็นฐานการคำนวน โดยมีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน หมายความว่า เริ่มด้วยการมุ่งเพิ่มเงินให้กลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน จนกระทั่งกลุ่มนี้มีรายได้เท่ากับค่าแรงขั้นต่ำก่อน และการได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ จะเป็นไปในลักษณะหากหารายได้ได้มาก ก็มีโอกาสได้รับเงินสมทบมากขึ้น ซึ่งส่งผลถึงรัฐ จะสามารถใช้จ่ายงบสนับสนุนเป็นไปในขนาดที่เหมาะสม และในขึ้นตอนการดำเนินการนั้น วิธีการนี้ก็สามารถโยกงบประมาณที่รัฐบาลปัจจุบันใช้กับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 4 หมื่นล้านต่อปีมาใช้ได้ทันที ไม่จำเป็นต้องกู้เพิ่ม และเพียงพอต่อการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ถือเป็น ‘สวัสดิการโดยรัฐ’ โดยแท้จริง

ประเด็นสำคัญที่สุดของนโยบายนี้ คือ การสร้างแรงจูงใจให้คนอยากทำงานและพัฒนาตัวเองไปด้วย นโยบายนี้จึงต้องมาพร้อมกับนโยบายอื่น ที่จะปลดล็อกศักยภาพของประชาชน และใช้นวัตกรรมใหม่ๆ ในการพัฒนาทั้งคนและเศรษฐกิจในระยะยาว

“พรรคเพื่อไทย ต่อสู้กับ ‘ความจน’ เพื่อประชาชนมาอย่างยาวนาน นโยบายของพรรคไทยรักไทยและพลังประชาชนจนมาถึงเพื่อไทยพิสูจน์แล้วว่าได้ช่วยลดความยากจนลงได้อย่างต่อเนื่อง เพราะเราเริ่มคิดจากนโยบายที่ทำได้จริง ‘เงินโอนคนขยัน หรือ Negative Income Tax (NIT)‘ จะทำให้ผู้มีรายได้น้อยเกินกว่าจะดำรงชีพได้ จะได้รับเงินภาษีแทนการจ่ายเงินภาษี จนกระทั่งมีรายได้สูงพอเสียภาษีได้ แนวคิดนี้มีใช้จริงแล้ว มีข้อมูลศึกษาชัดเจน ชี้ชัดว่าในสหรัฐอเมริกาจำนวนคนจนลดไปถึง 28 ล้านคน และที่รัฐจ่ายเพื่อช่วยเหลือนั้น กลับมาใช้ในเศรษฐกิจได้มากกว่าวิธีการอื่น นี่คือสิ่งที่พรรคเพื่อไทยกำลังศึกษาเพื่อแก้ความยากจนอีกก้าวหนึ่งให้กับพี่น้องคนไทย” นายสุทิน กล่าว

รายงานพิเศษ : “กระบี่” เมืองท่องเที่ยวก็มี “โคก หนอง นา”



หลายคนอาจไม่ทราบว่าภาคใต้ของประเทศไทยนับตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไป “ไม่มีฤดูหนาว” จังหวัดชุมพรเดือนที่มีอากาศหนาวที่สุดของปี คือ ธันวาคม โดยมีอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยเท่ากับ 22°C  นอกนั้นนับได้ว่า มีเพียงสองฤดูเท่านั้น คือ ฤดูร้อนเริ่มตั้งเดือนมกราคมจนถึงเดือนเมษายน และ ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมไปจนถึงเดือนธันวาคม

“ทีมข่าวพิเศษ” เดินทางไปจังหวัดกระบี่ จังหวัดที่มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวระดับโลก “กระบี่” แม้เป็นจังหวัดขนาดเล็ก แต่มากด้วยทรัพยากรท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และมรดกทาง วัฒนธรรม อันเก่าแก่ มีการผสมผสานการดำรงชีวิตของผู้คนที่ต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนา และ ความเชื่อที่แตกต่างอย่างกลมกลืน อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ไปตามทางหลวงแผ่นดินประมาณ 814 กิโลเมตร รายได้หลักของจังหวัดกระบี่เกิด จากการท่องเที่ยวและการประมง และพืชเศรษฐกิจที่สำคัญจังหวัดกระบี่ คือ ปาล์มน้ำมัน และยางพารา



“จังหวัดกระบี่เป็นจังหวัดหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เนื่องจากมีแหล่งผลิตอาหารพืชผักไม่เพียงพอ” นี่คือคำพูดของ “กล้วย”  จำเริญ เขียวขาว วัย 52 ปี ชาวตำบลโคกหาร อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่บอกกับทีมงาน ซึ่งคำพูดนี้กล้วยบอกว่าเป็นคำกล่าวของ  “ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล”  หรือ อ.โก้ ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการดำเนินงาน โคก หนอง นา บอกกับเขาในวันที่พบกันครั้งแรกเมื่อคราวที่จำเริญ เขียวขาว อบรมเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งตอนนั้นตัวเขาเองก็ยังงงอยู่กับคำพูดของที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทยคนนี้ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโควิด -19 ทำให้รู้ว่าคำพูดของอาจารย์โก้เป็นจริง ประชาชนตกงาน ขาดแคลนเงิน ประชาชนขาดแคลนอาหาร โดยเฉพาะผักที่มีคุณภาพปลอดสารเคมี  กล้วยเล่าต่ออีกว่า  ประมาณปี 2555-2556 เริ่มสนใจในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เดิมทำธุรกิจส่วนตัวและขายรถมือสองตอนทำงานอยู่เริ่มสับสนกับตัวเอง ทำงานหาเงินและตายไป รู้สึกเหมือนชีวิตไม่ได้อะไร สังคมในระบบการแข่งขันที่สูง มันไม่ใช่แก่นแท้ของชีวิต ช่วงนั้นรู้สึกสับสน และมองหาทางออกของชีวิต เมื่อได้ศึกษาหาข้อมูลแล้วก็เจอว่า อ. ยักษ์  (วิวัฒน์ ศัลยกำธร)  ได้มีการเปิดอบรม จึงได้เข้าร่วมอบรมพร้อมกับภรรยา อ.ยักษ์ ได้มีการกล่าวถึงในหลวง ร.9 บ่นว่า ใครก็ว่าฉันคิดดี ทำดี แต่ไม่มีใครนำไปปฏิบัติ พอนำปฏิบัติแล้วก็ปลูกมะเขือ 3 ต้นพริก 3 ต้น  และเขียนป้ายเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อนำงบประมาณของฉันออกไปใช้ เมื่อได้ฟังแบบนี้แล้ว รู้สึกน้ำตาตก จึงได้ตัดสินใจกับภรรยาอยากจะทำให้เรื่องนี้สำเร็จ ทั้งๆที่ตอนนั้นธุรกิจส่วนตัวกำลังไปได้ดี เพราะผมทำธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์สุจริต



แต่ก็ตัดสินใจหันมาทำเกษตร เดินตามรอยศาสตร์พระราชา เริ่มต้นจากขอที่ดินจากพ่อตา 10 ไร่ ซึ่งเดินทีพื้นที่ตรงนี้ได้ปลูกยางพาราไว้ และโค่นยางออกไปแล้ว เริ่มแรกเรียนรู้ปรัชญาและนำมาปรับใช้กับครอบครัว จากนั้นก็นำทฤษฎีมาปรับใช้ด้วย ด้วยการขนเปลือกมะพร้าวทุกวัน จนชาวบ้านระแวกนั้นต่างพากันหัวเราะ ระยะแรกไม่มีรายได้เลย ต้องนำเงินเก็บออกมาใช้ แต่ไม่เหมือนตอนที่ทำงาน เราใช้เงินแบบไม่แยกว่าสิ่งไหนจำเป็นหรือไม่จำเป็น จึงเป็นปัญหาของชีวิต แต่เมื่อมาอยู่แบบนี้แล้วดูเหมือนไม่มีเงิน แต่เราก็อยู่ได้ สมัยที่ทำธุรกิจคนภายนอกดูเหมือนว่าเรามีเงินเยอะแต่จริงๆแล้วไม่มี!!

 “ตอนอายุ 48 ปี เมื่อปี 2561 ได้เริ่มมาอยู่ที่นี่และทำเศรษฐกิจพอเพียงแบบจริงจัง 100% รายได้หลักมาจากการเลี้ยงวัว ผมคิดว่าแนวทางปฏิบัติในการดำเนินตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง อย่างแรกต้องเริ่มจากความศรัทธาเป็นสิ่งสำคัญ ตั้งมั่นในศรัทธา มีความเพียรที่บริสุทธิ์ และลงมือปฏิบัติจริง เราเชื่อในสิ่งที่เราทำ และมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นกับเราหลายครั้ง จึงทำให้เรายิ่งเชื่อมั่นในศาสตร์ของพระราชา นอกจากวัวที่เป็นรายได้หลักแล้ว ยังมีหน่อไม้ น้ำผึ้ง กล้วย และหญ้า ก่อนตายคิดว่าอยากจะสร้างวัด หรือโรงเรียนเล็กๆ สอนความรู้นอกตำรา สอนวิชาชีพ หากจะว่าไปทฤษฎี 9 ขั้น ของในหลวงรัชกาลที่ 9  ก็ดัดแปลงมาจากหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น ผมและไม่เคยทำสวนมาก่อน เพราะที่ผ่านมาทำแต่ธุรกิจ ตั้งแต่เข้ามาทำเศรษฐกิจพอเพียงได้ 1 ปีกว่า เมื่อก่อนกลัวตายมาก ทำประกันต่างๆไว้มากมาย เดี๋ยวนี้ไม่ต้องทำ มันเหมือนว่าเราได้ทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ สำหรับคนอื่นอาจจะคิดแตกต่างกันไป..”



ปัจจุบัน “กล้วย”  จำเริญ เขียวขาว อาศัยอยู่กับภรรยาและลูกน้อย ในบ้านดินที่สองสามีภรรยาทำเอง บนที่ดินประมาณ 40 ไร่ ซึ่งเป็นสวนแบบผสมผสานมีไผ่ 30 กว่าชนิดทั้งของไทยและต่างประเทศ มีปลาหลายหลายชนิด ซึ่งกล้วยบอกว่า “ไม่ขาย แต่จะแบ่งให้กับคนมีรายได้น้อย” ใครมีบัตรสวัสดิการของรัฐมารับได้เลย มีการเลี้ยงผึ้งโพรงตามธรรมชาติกว่า 40 รัง ที่นี่ได้ตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้ย่อยของ สปก. เวลาคนมาอบรมจะมีรายได้จากค่าอาหาร ค่าวิทยากร ในอนาคตอยากให้เป็นศูนย์เรียนรู้ ที่ผ่านมาใช้ชีวิตแบบไม่เห็นแก่นแท้ของชีวิต และเมื่อได้ฟัง อาจารย์ยักษ์ที่พูดถึงการนำศาสตร์ของพระราชามาปรับใช้กับชีวิตประจำวัน จนทำให้มีความคิดที่จะนำความรู้ที่มี คือ 4 พ. (พออยู่ พอกิจ พอใช้ พอร่มเย็น)  นำไปบอกต่อกับผู้อื่นให้ได้เห็นความสุขที่แท้จริง  “สมัครเข้าร่วมโครงการ โคก หนอง นา กับกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทยไว้ 15 ไร่ ทางกรมก็เข้ามาช่วยในเรื่องการขุดบ่อ การสร้างฐานเรียนรู้ 9 ฐาน และสนับสนุนวัสดุ อุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งถือว่าการช่วยเหลือของกรมการพัฒนาชุมชน นี้ มีส่วนช่วยให้ประสบความสำเร็จเร็วขึ้น ถ้าหากต้องใช้ทุนของตัวเองทั้งหมดก็จะช้ากว่านี้ เฉพาะค่าขุดบ่อก็ 1,040,000 บาทแล้ว นอกนี้ยังมีค่าวัสดุอุปกรณ์อีกมากมาย ตรงนี้ก็ต้องขอขอบคุณที่เห็นคุณค่าของคนทำจริงในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง..”  หลังจากพูดคุยกับ จำเริญ เขียวขาว  หรือ  “กล้วย”  ผู้ซึ่งดูแลมีบุคลิกอ่อนน้อมถ่อมตน แต่แววตาแฝงไปด้วยความมุ่งมั่นและจริงใจกับคนผู้พบเห็น 



เป้าหมายต่อไปคือแปลงโคก หนอง นา ของ  “ประเสริฐ บุตรมิตร”  ตำบลโคกยาง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่  สองข้างทางในฤดูฝนแบบนี้ “เขียวขจี” ไปด้วยธรรมชาติที่สวยงาม บางเวลาขับรถผ่านเนินเขามองไปเต็มไปด้วยสวนปาล์มสุดลูกตา ผสมกับมีสวนยางเป็นระยะ ๆ  ภายในสวนยางมีห้องแถวเห็น “แรงงานข้ามชาติ” อยู่กันเป็นครอบครัว ๆ  เห็นเด็กเล็กเล่นกันอยู่เป็นหมู่คณะ ฤดูฝนที่ยาวนานแบบนี้ “การกรีดยาง” หรือภาษาคนใต้เรียกว่า “ตัดยาง”  คงได้รับผลกระทบไปด้วย แรงงานข้ามชาติเหล่านี้ในจังหวัดภาคใต้มีหลายจังหวัดต้องอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะแบบนี้ เพราะในหมู่แรงงานมีคำกล่าวขานกันว่า “เคยถูกปล้น” มาแล้วหลายราย จึงต้องอยู่ร่วมกันเป็นคณะเพื่อป้องกันภัย เคยสอบถามแรงงานชาวพม่าและมอญ หลายคนบอกว่า “เรื่องจริง”  บางทีถูกเจ้าหน้าที่รัฐรบกวนบ้าง ถูกคนปลอมเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเรียก “ค่าคุ้มครอง” ก็เคยมี ร้ายสุดคือ “ถูกปล้นและฆ่า” ก็มีหลายกรณี การอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะหรือห้องแถวตามสวนปาล์ม สวนยางแบบนี้ จึงปลอดภัยกว่า แยกกันอยู่แบบโดดเดี่ยว   ส่วน “เด็กเล็ก” บางครอบครัวฝากให้ลูกหลานไปโรงเรียนใกล้ ๆ  แต่บางครอบครัวอยู่ไกลจากโรงเรียนเด็กเล็กเหล่านี้ก็ “อดเรียน”  หรือมีบางครัวเรือนส่งลูกกลับไปอยู่กับปู่ย่าตายายที่ประเทศต้นทางก็มีบ้าง



ความจริงประเทศไทย รัฐบาลไทย มีนโยบายเรื่องการให้โอกาสทางการศึกษาสำหรับแรงงานข้ามชาติหรือคนไร้สถานะค่อนข้างก้าวหน้า คือ ไม่ว่าจะเป็นคนเชื้อชาติ ศาสนาใด เมื่ออยู่ในประเทศไทยทุกคนมี “สิทธิทางการศึกษา”   ในปีการศึกษา 2560  มีนักเรียน นิสิต นักศึกษาในระบบการศึกษาของไทยตั้งแต่อนุบาลจนถึงอุดมศึกษาทั้งสิ้นประมาณ 15 ล้านคน ในจำนวนนี้ เป็นผู้ที่มีเลขประจำตัวไม่ถูกต้อง ประมาณ 6 แสนคน และจากข้อมูลของกระทรวงแรงงาน ในปี 2559 แรงงานข้ามชาติจดทะเบียนเข้ามาเป็นแรงงานมีใบอนุญาตถูกต้องประมาณ  2.5 ล้านคน และคาดว่ายังมีแรงงานเถื่อนกว่า 1 ล้านคน  ทั้งหมดนี้ ยังมีผู้ติดตาม หรือบุตรหลานที่เกิดในประเทศไทย เป็นเด็กไร้สัญชาติอยู่ประมาณ 3 แสนคนด้วย แต่เด็กเหล่านี้มีเพียง ร้อยละ 52  เท่านั้นที่รับการศึกษาอยู่ตามศูนย์การเรียน กศน. หรือโรงเรียนต่าง ๆ ที่เปิด รับเด็กข้ามชาติ แต่ก็ยังมีเด็กข้ามชาติอีกเกือบครึ่งที่ไม่ได้เรียนหนังสือ ซึ่งเด็ก ๆ เหล่านี้ แม้แต่ “สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี” ก็ทรงเป็นห่วงและมีพระราชดำริให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปช่วยเหลือและมอบโอกาสให้ โดยเฉพาะเรื่อง “สัญชาติ” ซึ่งเปรียบเสมือนประตูบานแรกให้พวกเด็กเหล่านี้มีโอกาสทางสังคมอย่างมีคุณภาพ..!!



ณ แปลง โคก หนอง นา  ของ  “ประเสริฐ บุตรมิตร”  ขนาด 3 ไร่  เมื่อเราไปถึงมีเจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชนชื่อ “นก” รอให้ข้อมูลอยู่  ทีมงานขอให้ประเสริฐ พาดูแปลงที่รอบล้อมไปด้วยคลองใส้ไก่ ฝังท่อน้ำโยงถึงกันทุกแปลง ในขณะที่ในคลองเลี้ยงปลาหลากหลายชนิด สังเกตุเห็นมีแปลงผักลอยฟ้า ซึ่งเจ้าของแปลงบอกว่าคือการปลูกแบบ ไฮโดรโปนิกส์ คือ การปลูกผักโดยไม่ใช้ดิน และอาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ผักไร้ดิน” ก็ได้ ซึ่งนับว่าเป็นวิธีการใหม่ในการปลูกพืชที่กำลังได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง



“ประเสริฐ” บอกว่าตอนนี้ในสวนแห่งนี้ มีผลผลิตหลัก คือ ผักไฮโดรโปนิกส์  นำไปขายในตลาดนัดชุมชน เวลาขายจะแพ๊คเป็นถุง ขายมัดละ 20 บาท เราตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน ในกลุ่มมีประมาณ 20 กว่าคน ไม่ได้มีเฉพาะผู้ที่ทำโคก หนอง นา เท่านั้น มีผู้ที่ทำเศรษฐกิจพอเพียงคนอื่นเข้ามารวมกลุ่มกัน มีตลาดนัดขายทุกวันพุธและวันศุกร์ ถ้าหากวันไหนที่ขายผักไม่หมด ก็จะนำไปแจกจ่ายผู้คน  ได้เข้ามาทำโครงการ โคก หนอง นา ประมาณ 1 ปี ตั้งแต่เริ่มเข้าร่วมโครงการพื้นที่ 3 ไร่ ได้รับการขุดบ่อ  คลองไส้ไก่ ที่เดิมทีนั้นเป็นสวนยางพารา เนื่องจากมีสภาพอากาศแห้งแล้งทำให้ต้นยางตาย จึงได้หันมาเข้าร่วมโครงการ

“ฤดูฝนจะทำนา ถ้าหน้าแล้งจะปลูกพืชผักสวนครัว เช่น ถั่วพู ถั่วฝักยาว มะเขือ ปลูกพืชผสมผสาน ช่วยกัน2 คนกับภรรยา ในคลองไส้ไก่มีปลานานาชนิด ปลาดุก ปลานิล ปลาหมอ  เลี้ยงไว้ทั้งกิน และขายใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง เป็นปลาดุกรัสเซียขายเหมาๆ กิโลละ 60 บาท ประมาณ 4-5 เดือนก็สามารถขายได้  มีเลี้ยงผึ้งด้วย เอาไว้ขายน้ำผึ้งได้ราคาขวดละ 400-500 บาท แต่ถ้าในช่วงที่มีเยอะๆ ราคาก็จะลดลงมาเหลือประมาณขวดละ 350 บาท ในตลาดมีความต้องการซื้อ  ไม่พอขาย  เลี้ยงไก่ไข่ เลี้ยงในเล้า เหลือไก่อยู่ 14 ตัว ออกไข่วันละ 13 ฟอง   ที่ผ่านมาทาง กรมการพัฒนาชุมชนหรือ พช. เข้ามาสนับสนุนพวกต้นไม้ ปุ๋ยชีวภาพ มูลวัว มูลไก่  และไม่ให้ใช้สารเคมี  ตอนนี้อยากให้ พช .ช่วย ในเรื่องเครื่องสูบน้ำ ช่วงฤดูแล้ง  มีการร่วมกิจกรรมเอามื้อสามัคคี ไปช่วยกันเฉลี่ยเดือนละ 1 ครั้ง เป็นสังคมแห่งความเกื้อกูล แบ่งปัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โคก หนอง นา นี้ส่งผลดีเพราะเราปลูกพืชที่ไม่ได้ใช้สารเคมี  เราก็บริโภคอาหารที่ปลอดสารพิษ เป็นผลให้สุขภาพแข็งแรง ซึ่งเมื่อก่อนก็มีอาการเจ็บป่วยบ้าง ปัจจุบันอายุ 50 ปี      ฝากถึงเพื่อนบ้านใกล้เคียงว่า การใช้วิถีชีวิตแบบนี้ จะทำให้มีความสุข เป็นหนี้ก็ทำได้ แต่ทำแบบนี้จะมีความสุขมากกว่า ไม่ลองไม่รู้..”  ประเสริฐ บุตรมิตร  ฝากคำกล่าวทิ้งท้ายถึงประชาชนคนไทย



สำหรับจังหวัดกระบี่มีการดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ โคก หนอง นา ทั้งหมด 802 แปลง แบ่งออก ขนาด 1 ไร่ จำนวน 346 แปลง ขนาด 3 ไร่ จำนวน 427  ขนาด 10 ไร่จำนวน  3 แปลง และ ขนาด 15 ไร่ 26 แปลง  ครอบคลุมทั้ง 8 อำเภอ และ 53 ตำบล

ปลัด มท. สั่งการผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด จัดกิจกรรม "ปลูกต้นไม้คู่ชีวิต" ของนักเรียนทุกคนในทุกโรงเรียน



เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศได้ลงนามประกาศเจตนารมณ์เพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน (Statement of Commitment to Sustainable Thailand) ร่วมกับผู้ประสานงาน UN ประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 65 เพื่อให้ทุกจังหวัดเป็นแนวหน้าและเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ทั้ง 17 ข้อ ร่วมกับทีมงานของ UN และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ทั้งในท้องถิ่นและชุมชน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อนอันนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง


"การลงนามประกาศเจตนารมณ์ฯ ในครั้งนี้ นับเป็นสิ่งที่ชาวมหาดไทยทุกคนมีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมกันทำสิ่งที่ดีให้กับโลกใบนี้ อันเป็นการสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงเห็นถึงความสำคัญของเรื่องสิ่งแวดล้อมที่จะเกื้อกูลทำให้ทรัพยากรน้ำอันมีค่า อันมีความหมายต่อชีวิตคนไทยและชาวโลกได้อุดมสมบูรณ์ ดังพระราชดำรัส "พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า" ซึ่งได้รับการสืบสาน รักษา และต่อยอด โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันสะท้อนให้เห็นแก่นของการที่จะทำให้วัฏจักรของน้ำสมบูรณ์ คือ การทำระบบนิเวศน์ให้สมบูรณ์ สอดรับกับเรื่องการลดภาวะโลกร้อน


รวมไปถึงแนวพระราชดำริที่สะท้อนผ่านโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่มุ่งส่งเสริมให้มีความเข้าใจและเห็นความสำคัญของพันธุกรรมพืชและทรัพยากร ด้วยการร่วมคิด ร่วมปฏิบัติจนเกิดประโยชน์ และมีระบบข้อมูลพันธุกรรมพืชและทรัพยากรสื่อถึงกันได้ทั่วประเทศ นอกจากนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมให้พันธะสัญญาในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 26 (United Nations Framework Convention on Climate Change Conference of the Parties: UNFCCC COP) (COP26) เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 64 ณ เมืองกลาสโกว์ สหราชอาณาจักร โดยเรียกร้องให้ทุกประเทศร่วมกันดูแลรักษาโลก เพราะ "เราทุกคนไม่มี 'แผนสอง' ในเรื่องการรักษา เยียวยาสภาพภูมิอากาศ เพราะเราจะไม่มี 'โลกที่สอง' ซึ่งเป็นบ้านของพวกเราเหมือนโลกนี้อีกแล้ว" นายสุทธิพงษ์ กล่าว


นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามประกาศเจตนารมณ์ฯ ในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน "โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าหมายที่ 13 Climate Action ดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" บังเกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน จึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะประธานกรรมการศึกษาธิการจังหวัดและในฐานะนายกรัฐมนตรีของจังหวัดที่เป็นผู้นำของจังหวัด บูรณาการหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ สถานศึกษาทุกแห่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ จัดหาพื้นที่สาธารณะต่างๆ เช่น วัด โรงเรียน ป่าชุมชน สวนสาธารณะ ป่าชายเลน หรือสถานที่ที่เห็นว่าเหมาะสม เพื่อจัดกิจกรรม "ปลูกต้นไม้คู่ชีวิต" ของนักเรียนทุกคนในทุกโรงเรียน


ตามนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ของรัฐบาล ด้วยการส่งเสริมให้นักเรียนปลูกต้นไม้ในพื้นที่นั้นๆ อย่างน้อยคนละ 1 ต้น เพื่อให้ต้นไม้เป็นเหมือนเพื่อนคู่ชีวิตที่จะต้องดูแลทำนุบำรุงต้นไม้นั้นตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่ในโรงเรียนทั้ง 3 ปี หรือ 6 ปี เพื่อให้เกิดความผูกพันและหมั่นดูแลเอาใจใส่ รู้คุณค่า คุณประโยชน์ของต้นไม้ กระทั่งกลายเป็นวิถีชีวิต กลายเป็น DNA ของคนรักสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในสายเลือด และเมื่อนักเรียนทุกรุ่น ทุกปี ได้ร่วมกันปลูกต้นไม้เป็นจำนวนมาก และช่วยกันจัดทำ QR Code เพื่อสแกนค้นหาว่าต้นไม้นั้นคือต้นอะไร มีคุณค่า มีประโยชน์อย่างไร ก็จะทำให้กลายเป็นแหล่งศึกษาระบบนิเวศน์ ศึกษาต้นไม้พันธุ์ต่าง ๆ ชั้นยอดที่อยู่ภายในพื้นที่ สอดคล้องกับโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีอีกด้วย


"ในการปลูกต้นไม้คู่ชีวิตของนักเรียนทุกโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดในปีแรก ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบูรณาการหน่วยงานในพื้นที่จัดหาพันธุ์กล้าไม้ให้กับนักเรียนทุกคนเพื่อใช้ปลูกก่อน พร้อมทั้งส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักการดูแล การเพาะพันธุ์ การเก็บเมล็ดพันธุ์ต้นไม้ เพื่อใช้ปลูกขยายพันธุ์ในปีต่อๆ ไป รวมทั้งรณรงค์ให้ทุกครัวเรือนที่มีสมาชิกในบ้านในครอบครัวหลายคน ทั้งคุณพ่อ คุณแม่ ลุง ป้า น้า อา คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย ได้ช่วยกันเก็บเมล็ดพันธุ์ ช่วยกันเพาะชำ ปลูกต้นไม้ในบริเวณบ้าน หรือที่พักอาศัย หรือนำพันธุ์ไม้จากที่บ้านไปปลูกในพื้นที่สาธารณะที่จัดไว้ หรือบางครอบครัวที่มีความสามารถในกล้าเพาะพันธุ์กล้าไม้ก็สามารถนำมาแจกจ่ายให้ผู้สนใจ นำไปปลูกหรือจำหน่ายสร้างรายได้ให้กับครอบครัว ซึ่งการปลูกต้นไม้เหมือนการมอบเครื่องผลิตออกซิเจนให้กับโลก ช่วย ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้โลกมีอากาศบริสุทธิ์เพิ่มมากขึ้น ช่วยลดภาวะโลกร้อนไปพร้อม ๆ กันยังได้สร้างความมั่นคงให้เกิดขึ้นในเรื่องอาหาร การมีไม้ไว้ใช่สอย หรือสร้างที่อยู่อาศัย อีกด้วย นายสุทธิพงษ์ กล่าว


นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยมีความมุ่งมั่นในการเดินหน้าขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ซึ่งเป้าหมายที่สำคัญที่สุดที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง นั่นคือ "การพัฒนาคน" เพื่อให้คนมีความรู้ ความเข้าใจที่ถ่องแท้ และลงมือทำด้วยตนเอง ด้วยแรงปรารถนา (Passion) ที่มีจิตอาสา อยากทำประโยชน์ให้เกิดกับส่วนรวม ซึ่งการดำเนินกิจกรรม "ปลูกต้นไม้คู่ชีวิต" ที่กำลังจะเริ่มตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และตลอดไปนั้น จะเป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม เป็นประโยชน์ต่อชุมชน/หมู่บ้าน ต่ออำเภอ ต่อจังหวัด ต่อประเทศไทย และต่อโลกใบเดียวนี้ ให้มีสิ่งแวดล้อมที่ดี มีอากาศที่บริสุทธิ์ และเป็นหลักประกันว่าลูกหลานของพวกเราในอนาคตจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี ในโลกที่สดใสอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2565

"กมธ.ศาสนา" จี้ "สำนักพุทธ-ตร." ไล่เช็คบิล "หมอปลา" กรณีบุกวัด 9 จังหวัด



เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน 2565 เวลา 11.55 น. ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา นายสุชาติ อุสาหะ ส.ส.เพชรบุรี พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร   และคณะ ได้แถลงข่าวประเด็นที่ คณะ กมธ. พิจารณาติดตามความคืบหน้าการดำเนินการตามกฎหมายของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกับกลุ่มบุคคลที่กระทำการไม่เหมาะสม กรณีนายจีรพันธ์ เพชรขาว หรือหมอปลาพร้อมคณะ บุกรุกที่พักสงฆ์ดงสว่างธรรม อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร และพื้นที่ของวัดและกุฏิสงฆ์ 9 จังหวัด 

โดยเชิญผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุม ได้แก่ ผู้แทนสำนักงานพระพุทธ ศาสนาแห่งชาติ ผู้แทนกองบังคับการตำรวจภูธรในพื้นที่ 9 จังหวัด ประกอบด้วย  สถานีตำรวจภูธรจ.สมุทรปราการ สถานีตำรวจภูธรจ.ฉะเชิงเทราสถานีตำรวจภูธรจ.นครนายก สถานีตำรวจภูธรจ.ยโสธร สถานีตำรวจภูธรจ.นครราชสีมาสถานีตำรวจภูธรจ.พิษณุโลก สถานีตำรวจภูธรจ.กาญจนบุรี สถานีตำรวจภูธรจ.นครปฐม สถานีตำรวจภูธรจ.สุพรรณบุรี โดยทั้ง 9 เรื่อง หมอปลาและคณะได้เข้าไปบุกรุกวัดโดยไม่มีอำนาจหน้าที่ ตามที่สำนักงานพระพุทธศาสนาส่งเรื่องเข้ามายังคณะ กมธ. รวมทั้งเป็นเรื่องที่กรมการประสานงานกลางพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย และสภาสื่ออนไลน์เพื่อความยุติธรรมไทยร้องเรียนเข้ามา 

คณะ กมธ. ได้บรรจุเรื่องร้องเรียนเข้าสู่การพิจารณา โดยในวันนี้การพิจารณามีความคืบหน้า ดังนี้  1. วัดโคกงูเห่า อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี สถานะล่าสุดอยู่ในระหว่างการออกหมายเรียก ครั้งที่ 12. วัดบางหญ้าแพรก อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ในเบื้องต้นพนักงานสอบสวนยังไม่พบการกระทำความผิดทางคดีอาญา3. วัดหนองเตย อ.เมือง จ.นครนายก อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน และรอออกหมายเรียกต่อไป 4. วัดหนองปรือ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา อยู่ในระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานและออกหมายเรียกโดยใช้เวลาประมาณ 15 วัน 5. วัดห้วยจระเข้ อ.เมือง จ.นครปฐม อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน และเตรียมออกหมายเรียกต่อไป 

6. วัดด่านมะขามเตี้ย อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี เจ้าอาวาสไม่ติดใจดำเนินคดี ส่วนที่เป็นคดีอาญาซึ่งไม่สามารถยอมความได้ สำนักงานพระพุทธ ศาสนาแห่งชาติจะทำหน้าที่ดำเนินการต่อไป 7. วัดโนนไทย อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา  เจ้าพนักงานตำรวจรับเป็นคดีที่ 538/2565 เจ้าพนักงานตำรวจยืนยันว่าระยะเวลาต่อจากนี้ไปไม่เกินสองเดือนจะเกิดความชัดเจนและสามารถแจ้งข้อกล่าวหาได้ 8. วัดใหม่พรหมพิราม อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก อยู่ระหว่างดำเนินการ  9. ที่พักสงฆ์ดงสว่างธรรม อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร เรื่องนี้กำลังจะออกหมายเรียกภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ เนื่องจากมีผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก 


สำหรับในวันนี้ ทั้ง 9 เรื่อง สำนักงานพระพุทธ ศาสนาแห่งชาติ ได้ส่งผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้ามาชี้แจงในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ส่งผู้กำกับและพนักงานสอบสวนทั้ง 9 แห่งเข้ามาชี้แจงความคืบหน้าของคดี ทั้งนี้ คณะ กมธ. ดำเนินการเรื่องนี้เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่ากรณีดังกล่าวเรื่องใดสามารถดำเนินคดีได้หรือเรื่องใดดำเนินคดีไม่ได้ เพื่อให้พี่น้องประชาชน และพุทธศาสนิกชนทั้งประเทศเกิดความกระจ่างและสบายใจต่อไป 

ส่วนจะมีการเชิญหมอปลามาหรือไม่นั้น นายสุชาติ ระบุว่า ขั้นตอนนี้ยังไม่มีการเชิญหมอปลา เพราะถือว่าเป็นการทำหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่ ที่มีผู้ร้องเข้ามาว่าผลของเรื่องนี้เป็นอย่างไร ซึ่งบางฝ่ายมองว่าลักษณะแบบนี้เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ทำให้ศาสนาเสื่อมเสีย แต่ทั้งนี้กรรมาธิการก็จะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย และคิดว่าในอนาคตก็คงไม่ต้องเชิญหมอปลามา เพราะหากเรื่องนี้เข้าสู่ระบบของพนักงานสอบสวนและสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว ก็จะไม่ได้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรรมาธิการฯแล้ว

นายสุชาติ กล่าวต่อว่า จากนี้ทางเจ้าหน้าที่จะมีการรายงานมายังกรรมาธิการมาเป็นระยะ พร้อมยืนยันว่ากรรมาธิการฯ ต้องการให้เกิดความชัดเจนต่อประชาชนและชาวพุทธทั้งประเทศ และทางกรรมาธิการยังได้ย้ำไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาให้ตรวจสอบเรื่องอำนาจหน้าที่ของ หมอปลาที่เข้าไปดำเนินการลักษณะต่างๆด้วย

ขณะที่ตัวแทนสำนักงานพระพุทธศาสนา ยืนยันว่าจะไปติดตามความคืบหน้าจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีผู้ไปแจ้งความดำเนินคดี และจะติดตามอย่างใกล้ชิด ส่วนกรณีที่จังหวัดกาญจนบุรีที่เจ้าอาวาสไม่ติดใจเอาความ แต่เป็นคดีอาญาที่ไม่สามารถยอมความได้ จึงจะหารือพระชั้นผู้ใหญ่ต่อไป

"ชัชชาติ" เข้ากราบ"เจ้าคณะกทม." ร่วมมือแนวถวายการอุปถัมภ์กิจการพระพุทธศาสนา

วันอังคารที่ 28 มิถุนายน 2565   เพจพระอาจารย์ พระธรรมวชิรมุนี วิ. โอวาทธรรมและศาสนกิจ ได้โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน เวลา 22:04 น.  ...