วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

ลาสิกขาแล้ว! "พระกากัน มาลิค" นักเเสดงชาวอินเดีย หลังบวช 100 วันกว่า



วันที่ 20 พฤษภาคม 2565 จากกรณีก่อนหน้านี้ที่เมื่อวันที่ 10 ก.พ.2565 นายกากัน มาลิค นักเเสดงชาวอินเดีย พระเอกหนังพระพุทธเจ้า ที่เคยรับบทบาทการแสดงเป็น เจ้าชายสิทธัตถะ ในภาพยนตร์ เรื่องศรีสิทธัตถะ โคตรมะ ได้เข้าพิธีอุปสมบทที่วัดธาตุทองพระอารามหลวง ได้รับฉายาธรรมว่า อโสโก ภิกขุ หมายถึง ผู้ไร้ซึ่งจากความโศก  ล่าสุดพระกากัน อโสโก (มาลิค) ได้ลาสิกขาเเล้วช่วงเช้าของวันนี้(20พ.ค.) และช่วงเย็นนายกากันได้ฟังสวดพระอภิธรรมศพนางประทุม บูลกุล ซึ่งเป็นมารดาของนายสราวุฒิ  บูลกุล ประธานชมรมศิษย์เก่าสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) ที่วัดธาตุทอง



โดยทางเพจ วัดธาตุทอง พระอารามหลวง เปิดเผยว่า ด้วยพระกากัน อโสโก (มาลิค) ได้เข้ารับการอุปสมบทในวัดธาตุทอง พระอารามหลวง ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2565 โดยพระเดชพระคุณ พระราชวรญาณโสภณ เจ้าอาวาสธาตุทอง เป็นพระอุปัชฌาย์ เป็นเวลา กว่า 100 วัน ในการครองเพศบรรชิต  บัดนี้ วัดธาตุทอง แจ้งให้ท่านทราบว่า พระกากัน อโสโก (มาลิค) จะเข้าพิธีลาสิกขา ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2565 นี้ จึงแจ้งศรัทธาสาธุชนทุกท่านเพื่อทราบ 

ก่อนหน้านี้ พระกากัน อโสโก (มาลิค) ได้เลื่อนลาสิกขา  เมื่อวันที่ 20ก.พ.65 โดยได้มีหนังสือแถลงการณ์วัดธาตุทอง พระอารามหลวง เรื่อง การลาสิกขาของพระกากัน อโสโก (มาลิค) ตามที่พระกากัน อโสโก (มาลิค) ได้เข้าขอรับการอุปสมบท ณ วัดธาตุทอง พระอารามหลวง โดยมี พระเดชพระคุณ พระราชวรญาณโสภณ เจ้าอาวาส เป็นพระอุปัชฌาย์ และแจ้งความประสงค์ ที่จะขอศึกษาหลักธรรมอันเป็นพระโอวาทานุสาสนี แห่งองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า และวิถีแห่งสมณะในอารามแห่งนี้ ระหว่างวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ถึง 24 กุมภาพันธ์ 2565 ความทราบ โดยทั่วกันแล้วนั้น

กาลต่อมา หลังจากที่พระกากัน อโสโก (มาลิค) ได้ศึกษาเรียนรู้หลักธรรมคําสอน ข้อวัตร ปฏิบัติ และศึกษาแนวทางการปฏิบัติธรรมตามวิถีพรต มาเป็นเวลา 90 วัน ท่านได้ตัดสินใจกราบเรียน พระอุปัชฌาย์ เพื่อขอเลื่อนการลาสิกขาและขอพึ่งบารมีแห่งร่มผ้ากาสาวพัสตร์ต่อไปอีกระยะหนึ่ง

อนึ่งการตัดสินใจดังกล่าวเป็นไปเพื่อความต้องการที่จะค้นคว้า ศึกษาหาความรู้ในทางธรรม และแนวทางการปฏิบัติฝึกฝนจิตให้มากขึ้น จึงแจ้งศรัทธาสาธุชนและเครือข่ายบุญของพระกากัน อโสโก (มาลิค) ทราบในเจตนารมณ์ของท่าน และเพื่อให้พระกากัน ได้รับความรู้ความเข้าใจในแก่นของ พระพุทธศาสนามากที่สุด จึงขอความร่วมมือจากศรัทธาสาธุชนได้ปฏิบัติตามแนวทางและมาตรการที่ ทางวัดได้กําหนดอย่างเคร่งครัด

พร้อมกันนี้พระกากัน อโสโก (มาลิค) ยังได้เดินทางไปฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแนวสติปัฏฐานกับพระครูปลัดปัญญาวรวัฒน์,ศ.ดร. (พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส) ผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา และผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ(IBSC) มจร ที่วัดใหม่ยายแป้น เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร อีกด้วย



พระครูปลัดปัญญาวรวัฒน์ ได้กล่าวให้พรนายกากัน มาลิคที่วัดธาตุทองว่า 100 วันของการอุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้ทิดกากัน มาลิคได้มีโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตในการพักผ่อนทางจิต ผ่านการไหว้พระสวดมนต์ และปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เชื่อมั่นเหลือเกินว่า ภูมิรู้ และภูมิธรรมที่ได้ในครั้งนี้ จะช่วยทำให้ชีวิตของทิดกากันมีภูมิคุ้มกันทางจิต และใช้ชีวิตด้วยความรู้ ตื่น และเบิกบานบนสายธารแห่งธรรมทั้งในภพภูมินี้ และภูมิอื่นๆ ตราบจนบรรลุมรรค ผล และนิพพานต่อไป 


"ผอ.หลักสูตรสันติศึกษา-IBSC มจร" แนะว่าที่พระธรรมทูตไทยในต่างแดน ยึดปริยัติปฏิบัติเยี่ยม แผ่ธรรมสู่แดนตะวันตกโลกได้ประโยชน์


เมื่อวันที่ 20  พฤษภาคม 2565 ที่อาคารเรียนรวม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณนาชวิทยาลัย(มจร) อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา พระครูปลัดปัญญาวรวัฒน์,ศ.ดร. (พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส) ผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา และผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ(IBSC) มจร  รับนิมนต์จากวิทยาลัยพระธรรมทูต บรรยายพิเศษถวายแด่ว่าที่พระธรรมทูตกว่า 150 รูป เรื่อง "พระธรรมทูตไทยสู่พระธรรมทูตโลก"




พระครูปลัดปัญญาวรวัฒน์ กล่าวว่า ตัวแปรสำคัญที่จะยกระดับให้พระธรรมทูตไทยก้าวสู่การทำงานในระดับสากลได้นั้น จะต้องมีฐานของปริยัติที่ลึกซึ้ง และสามารถนำปริยัติลงสู่การปฏิบัติจนเข้าใจแจ่มแจ้ง อันจะทำให้นำชาวตะวันตกเข้าถึงหัวใจคำสอนผ่านการฝึกสติ จนเกิดสมาธิ และมีปัญญารู้แจ้งในที่สุด

"การเข้าใจปริยัติ และปฏิบัติ ย่อมเกิดผลดีต่อพระธรรมทูต แต่ถ้ามุ่งจะนำสิ่งแก่นธรรมเผยแผ่แก่ชาวตะวันตกได้อย่างมีประสิทธิผล จะต้องพัฒนาตัวเองให้เข้าใจประวัติศาสตร์ ภาษา วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตของชาวตะวันตก อย่างลึกซึ้ง และรอบด้าน  จะทำให้การเผยแผ่พระพุทธศาสนาสู่สังคมตะวันตกมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น และโลกจักได้ประโยชน์จากการทำงานของพระธรรมทูตไทย" พระครูปลัดปัญญาวรวัฒน์ กล่าว


วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

สถาบันพระปกเกล้าคลอดแผนเครือข่าย สร้างสันติวัฒนธรรมระดับสถาบันอุดมศึกษา


เมื่อวันที่ 20  พฤษภาคม 2565 พระปราโมทย์  วาทโกวิโท,ดร. อาจารย์หลักสูตรสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) เลขานุการศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน มจร เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 18 - 19 พฤษภาคม 2565 ได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การสร้างสันติวัฒนธรรมในสถานศึกษาซึ่งเป็นระบบการศึกษาระดับพื้นฐานถึงอุดมศึกษา ซึ่งขับเคลื่อนโดย สถาบันพระปกเกล้าร่วมสถานศึกษาตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา  อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา โดยในช่วงท้ายมีการวางแผนการทำงานแต่ละระดับ ซึ่งในระดับมหาวิทยาลัยมีรองอธิการบดี รวมถึงบุคลากรที่จะนำไปขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ประกอบด้วย การจัดตั้งชมรมสันติวัฒนธรรม จัดทำคู่มือป้องกันความขัดแย้ง ตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยสำหรับบุคลากรและนักศึกษา  ตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน ร่างแต่งตั้งคำสั่งคณะกรรมการขับเคลื่อนบริหารความขัดแย้ง วางโครงสร้างจัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ย 

ซึ่งมีการสร้างเครือข่ายการสร้างสันติวัฒนธรรมในระดับสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งในมหาวิทยาลัยที่ขับเคลื่อนสันติวัฒนธรรมมี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้มีแผนดำเนินการในมิติของสันติวัฒนธรรม ภายใต้หลักสูตรสันติศึกษา มจร และศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน มจร  มีการวางแผนขับเคลื่อนแผนพัฒนาศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะมีการพัฒนาอาจารย์และนิสิตให้มีความเข้าใจในกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตามพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 และรูปแบบการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทโดยพุทธสันติวิธี เพื่อเป็นการป้องกันความขัดแย้ง แก้ไขความขัดแย้ง เยียวยาความขัดแย้ง และรักษาสันติภาพให้เกิดความสงบต่อไป 

มจร ได้รับความเมตตาจากผู้บริหารระดับสูงอย่างดียิ่ง โดยมีพระธรรมวัชรบัณฑิต ศาสตราจารย์ ดร. อธิการบดี มจร ในฐานะที่ปรึกษาศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน มจร และขับเคลื่อนโดย พระครูปลัดปัญญาวรวัฒน์ ศ.ดร. (หรรษา ธมฺมหาโส) ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน มจร จึงทำให้ มจร มีการขับเคลื่อนสันติวัฒนธรรมในเชิงรุกโดยเชื่อมกับเครือข่ายภายนอก คือ สถาบันพระปกเกล้า สำนักงานศาลยุติธรรม กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และสำนักงานกิจการยุติธรรม  กระทรวงยุติธรรม 


 

"กมธ.ศาสนาฯสภาฯ – พศ." ขันนอต "ตรวจพระ" MOU "มท.-สตช.-สภาทนายความ"ดูแลพระสงฆ์



เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2565  ที่อาคารรัฐสภา คณะอนุกรรมาธิการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งมี นายอินทพร จั่นเอี่ยม รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มาร่วมประชุมเพื่อปรึกษาหารือแนวทางการป้องกันและคุ้มครองพระพุทธศาสนา

นายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล รองประธานคณะกรรมาธิการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า  ที่ประชุมคณะกรรมาธิการศาสนา กับ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เห็นตรงกันว่า พวกเราในฐานะชาวพุทธ ต้องร่วมมือกันปกป้องและคุ้มครองพระภิกษุสงฆ์ ให้ท่านปฎิบัติศาสนกิจได้อย่างเต็มที่ ประเด็นที่หารือมีหลายประเด็น ประเด็นหนึ่งที่เราหยิบยกขึ้นมาเพราะเห็นว่าสำคัญคือ ระเบียบพระวินยาธิการหรือตำรวจพระ พ.ศ.2562  ที่ประกาศใช้ไปแล้ว ทำไมคณะสงฆ์ไม่ใช้เครื่องมือที่มีอยู่ตรงนี้ไปดูแลคณะสงฆ์ด้วยกันเอง 

เห็นจุดสังเกตหลายประการที่ประชุมเห็นว่ามีหลายเรื่องจำเป็นต้องแก้ระเบียบตรงนี้ เช่น เรื่องงบประมาณที่ทางสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติบอกว่า สนับสนุนปีละแค่ 2,000 บาทต่อรูป ซึ่งเรามองว่าแบบนี้จะทำงานได้อย่าง อย่าว่าแต่ค่าน้ำมันเลย ค่าโทรศัพท์ก็ไม่พอแล้ว คิดดูพระวินยาธิการมีตำบลละ 2 รูปทั่วประเทศ แต่งบประมาณไม่มีอะไรให้ท่านเลย เครื่องมือเครื่องไม้อะไรก็ไม่มี รวมทั้งการทำงานแบบบูรณาการกับหน่วยงานอื่น ๆ ก็ไม่มี

"ที่ประชุมสรุปตรงกันว่าต่อไปนี้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะเปิดสายด่วนรับเรื่องร้องเรียนทั้งพฤติกรรมพระที่ไม่ดี ทั้งสิ่งที่มาทำลายคณะสงฆ์ สิ่งแปลกปลอมที่จะมากระทบต่อพุทธศาสนา ตลอด  24 ชม.ตรงนี้สำนักงานพุทธท่านรับปากว่าทำได้จะดำเนินการเร็ว ๆ นี้ เมื่อรับเรื่องแล้วจะส่งต่อเหมือนสายด่วน 191 ตอนนี้กำลังหาหมายเลขกันอยู่  และเรื่องระเบียบพระวินยาธิการก็กำลังดูว่าจะแก้ไขตรงไหนได้บ้าง เรื่องนี้คงจะต้องเข้าไปพบสมเด็จพระพุฒาจารย์ ในฐานะที่ มส.มอบให้ทำดูแลการปกครอง และพระพรหมโมลี วัดปากน้ำ เรื่อง พระวินยาธิการ.." นายเพชรวรรต กล่าวและว่า 

เรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน หากดูแล้ว การแก้ระเบียบพระวินยาธิการมันช้า จำเป็นต้องขอความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ เช่น กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็อาจจะฝากให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติหารือกับหน่วยงานเหล่านี้ เพื่อขอความร่วมมือเซ็นต์ MOU ร่วมกันเพื่อให้มันเร็วขึ้น ในการช่วยกันดูแลพระสงฆ์ ดูแลพระพุทธศาสนา  และคิดว่าไม่เฉพาะแค่ 2-3 หน่วยงานนี้เท่านั้นแม้กระทั้ง สภาทนายความ ซึ่งท่านมีบุคลากรอยู่ทุกจังหวัดก็อาจจะดึงมาร่วมด้วยช่วยกัน เรื่องนี้ กมธ.ศาสนาจะปรึกษากับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติต่อไป.. 

วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

ได้ฤกษ์! "พระกากัน" นักแสดงบอลลีวูด ลาสิกขา 20 พ.ค.นี้


เมื่อวันที่ 18 พ.ค. เพจเฟซบุ๊ก วัดธาตุทอง พระอารามหลวง ประกาศว่า ด้วยพระกากัน อโสโก (มาลิค) ได้เข้ารับการอุปสมบทในวัดธาตุทอง พระอารามหลวง ตั้งแต่วันที่ 10 ก.พ. 2565 โดยพระราชวรญาณโสภณ เจ้าอาวาสวัดธาตุทอง เป็นพระอุปัชฌาย์ เป็นเวลา กว่า 100 วัน ในการครองเพศบรรชิต บัดนี้วัดธาตุทอง จะแจ้งให้ท่านทราบว่า พระกากัน อโสโก (มาลิค) จะเข้าพิธีลาสิกขา ในวันที่ 20 พ.ค. 2565 นี้ จึงแจ้งศรัทธาสาธุชนทุกท่านเพื่อทราบ

ทั้งนี้ระหว่างที่บวชอยู่นั้น พระกากันได้ร่วมกับมูลนิธิไตรรัตนภูมิ จัดโครงการ “พลิกฟื้นคืนพุทธสุวรรณภูมิสู่พุทธภูมิ” นำพระพุทธรูปจำนวน 84,000 องค์ เพื่อนำไปมอบให้พุทธศาสนิกชนในประเทศอินเดีย บูชาสักการะ ระลึกถึง คุณพระรัตนตรัย น้อมรำลึกถึงพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย

พร้อมกันนี้วันที่ 13 พฤษภาคม 2565  ในงานเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร ภาคบ่าย เป็นการปาฐกถาจากผู้แทนชาวพุทธทั่วโลกทั้งภายในห้องประชุมและผ่านทางออนไลน์   ในหัวข้อ "กรุณาธรรมในยามวิกฤต: จากหลักธรรมลงสู่การปฏิบัติเพื่อเยียวยาชาวโลก"   ในจำนวนนั้นมีพระกากัน อโสโก  นักแสดงชาวอินเดียที่รับบทเป็นพระพุทธเจ้า ได้เดินทางมาบวชที่ประเทศไทยและเดินทางไปสักกการะสังเวชนียสถานที่ประเทศอินเดียแล้วเดินทางกลับมาร่วมงานในครั้งนี้  

พระกากัน  ได้กล่าวว่า มีความเชื่อว่าธรรมะคือความจริงของจักรวาลอยู่ในใจของมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว อยู่ที่ใครจะเลือกให้มีหรือไม่มี ทางเดียวที่จะพัฒนาให้สัจจธรรมสว่างในใจคน คือ การฝึกสติ สมาธิ ผ่านการฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ตามที่ตนเคยมีประสบการณ์ได้เรียนรู้จากพระครูปลัดปัญญวรวัฒน์,ศ.ดร. ผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) และพระโพธินันทมุนี ที่ได้พาเข้าป่าเพื่อปฏิบัติธรรมพร้อมแนะนำ จึงมีแรงปรารถนาให้พระสงฆ์ไทยร่วมถ่ายทอดการฝึกวิปัสสนากรรมฐานแบบเข้าใจง่ายให้กับคนอินเดีย ไม่เฉพาะชาวพุทธเท่านั้น แต่กับศาสนิกชนทุกศาสนาที่สนใจ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างประเทศไทยและอินเดีย

พระกากัน กล่าวด้วยว่า เมื่อ 3  ปีก่อน ที่งานวิสาขบูชานานาชาตินี้ตนได้กล่าวถึงเรื่องการบรรจุวิชากรุณาไว้ให้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานและเยาวชนไทย ซึ่งในวันนี้หัวข้อหลักของงานวิสาขบูชานานาชาติในปีนี้คือหลักกรุณาธรรม จึงอยากขอเน้นย้ำเรื่องการปลูกฝังกรุณาธรรมให้กับเยาวชนผ่านระบบการศึกษาเหมือนที่เคยกล่าวไว้ 

สำหรับ พระกากัน อโสโก หรือ นายกากัน มาลิค (Gagan Malik) เป็นนักแสดงชื่อดังของบอลลีวูด ผู้รับบท “เจ้าชายสิทธัตถะ” ในเรื่อง Sri Siddhartha Gautama และมักได้รับบทบาทแสดงเป็นมหาเทพ พระศิวะ พระวิษณุนารายณ์ พระราม พระกฤษณะ ทั้งในภาพยนตร์และในละครโทรทัศน์หลายเรื่อง อีกทั้งเคยได้รับรางวัลนักแสดงนำยอดเยี่ยม ในเทศกาลภาพยนตร์ World Bhuddhist Film ที่จัดโดย องค์การสหประชาชาติ จากบทบาท “เจ้าชายสิทธัตถะ” ในเรื่อง Sri Siddhartha Gautama ซึ่งจากการที่ได้แสดงนำในภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำให้นายกากัน เริ่มศึกษาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา ฝึกปฏิบัติเจริญสมาธิภาวนา เรียนรู้วัตรปฏิบัติ จนเกิดความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้เข้าบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนาที่ประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 ก.พ.2565 ที่วัดธาตุทอง พระอารามหลวง


"ปลัดมท."จี้ผู้ว่าฯเล่น"Line TikTok" สื่อสารงานแก้จน-แก้หนี้นอกระบบ



เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ที่ร.ร.เอส.ดี.อเวนิว เขตบางพลัด กรุงเทพฯ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย (มท.) เป็นประธานเปิดการประชุมโครงการขับเคลื่อนแผนงานบูรณาการความร่วมมือภาครัฐและเอกชนเพื่อเสริมศักยภาพการพัฒนาเศรษฐกิจภาค/กลุ่มจังหวัดและจังหวัด ประจำปี 2565 ระดับผู้ปฏิบัติงาน และปาฐกถาพิเศษ “กลไก กรอ. กับการพลิกฟื้นเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างยั่งยืน” โดยมีนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ด้านบริหาร นางนิศากร วิศิษฎ์สรอรรถ รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ นายทรงกลด สว่างวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ช่วยราชการสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย นายกฤษณะ พินิจ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาและส่งเสริมการบริหารราชการจังหวัด ผู้อำนวยการกลุ่มงานบริหารยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด ผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์และข้อมูลเพื่อการพัฒนาจังหวัด ผู้แทนหอการค้าไทย สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ร่วมรับฟัง

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า กลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ “กรอ.” เป็นกลไกที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ ซึ่งจังหวัดในฐานะภาคราชการต้องอาศัยพลังความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายต่างๆ ทั้ง 7 ภาคีเครือข่าย อันประกอบด้วย “ภาคราชการ” อันหมายความรวมทั้งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงต่างๆ ภาคธุรกิจเอกชน ทั้งหอการค้า สภาอุตสาหกรรม สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว บริษัท ห้าง ร้าน ฯลฯ “ภาควิชาการ” ทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัย วิทยาลัย โรงเรียนมัธยมศึกษา โรงเรียนประถมศึกษา ปราชญ์ชาวบ้าน “ภาคผู้นำศาสนา” ทั้งพระสงฆ์ โต๊ะอิหม่าม บาทหลวง และผู้นำศาสนาต่างๆ “ภาคประชาสังคม” คือ NGO ในพื้นที่ “ภาคประชาชน” คือ พี่น้องประชาชนในพื้นที่ และ “ภาคสื่อมวลชน” ที่ทำหน้าที่ในการสื่อสารข้อมูล นำเสนอข่าวสารที่ได้รับจากภาคราชการและทุกภาคส่วน 

ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนงานแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจผ่านกลไก กรอ. เพื่อประสานพลังผู้นำทางสังคมทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจับมือร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งเศรษฐกิจมหภาค และเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัด ด้วยการจัดการประชุมและเข้าร่วมการประชุม กรอ. อย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 2 เดือน/ครั้ง และต้องให้ความสำคัญกับ “การสื่อสารกับสังคม” ที่เป็นหัวใจสำคัญในการทำงาน ทั้งงานสังคม งานประชุม งานบุญ งานวัด ตามประเพณี ที่จะทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีโอกาสพบปะผู้คนและได้พูดคุย รวมทั้งได้รับฟังเสียงสะท้อนปัญหาจากประชาชนและองค์กรต่างๆ โดยการอยู่ร่วมกันในสังคม ต้องสื่อสารซึ่งกันและกัน เพื่อที่จะสามารถอธิบายคำตอบได้ ทั้งนี้ สำนักงานจังหวัด โดยกลุ่มงานยุทธศาสตร์และข้อมูลเพื่อการพัฒนาจังหวัด ในฐานะฝ่ายเสนาธิการของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดต้องลงพื้นที่เพื่อติดตามสอดส่องดูแลพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ และรายงานผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อได้รับรู้ รับทราบปัญหา หาแนวทางแก้ไข เพื่อสื่อสารให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้ รับทราบ เข้าใจ และร่วมมือกับจังหวัดและภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อนการพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจและด้านต่างๆ

“การสื่อสารกับสังคมเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วน ไม่เฉพาะภาคราชการ จะต้องทำซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งการดำเนินการผ่านกลไกภาคีเครือข่ายที่ 7 คือภาคีเครือข่ายสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร โดยเจ้าของเนื้อหา (Content) ต้องจัดทำข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ที่เข้าใจง่าย และมีความถูกต้อง ครบถ้วน ชัดเจน ส่งให้กับสื่อมวลชน เพื่อสามารถสื่อสารข้อมูลไปยังพี่น้องประชาชนผู้รับสารได้อย่างตรงไปตรงมา น่าสนใจ นอกจากนี้ การทำหน้าที่ในฐานะสื่อมวลชน ไม่จำเพาะว่าต้องเป็นผู้ที่มีวิชาชีพสื่อมวลชนเท่านั้น ตัวของพวกเราทุกคนเองก็สามารถเป็นสื่อมวลชนได้ ไม่ใช่เป็นเพียงคนส่งข่าว ด้วยการใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่มีอยู่กับตัวเอง เช่น โทรศัพท์มือถือ ที่สามารถบันทึกภาพ เสียง วิดีโอ และตัดต่อเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย ทั้ง Facebook Twitter Instagram TikTok Line ส่วนตัว และของหน่วยงาน รวมไปถึงเครื่องมือพื้นฐานในการสื่อสารในพื้นที่ เช่น หอกระจายข่าวหมู่บ้าน/ชุมชน และเสียงตามสายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันจะเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาพื้นที่ในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐกิจฐานรากซึ่งเป็นรากฐานในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน” นายสุทธิพงษ์ กล่าวและว่า 

ประการสำคัญถัดมาซึ่งเป็ยนโยบายสำคัญที่รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยกำลังขับเคลื่อนและได้รับความสนใจจากสังคมอยู่ในขณะนี้ นั่นคือ การขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านกลไก ศจพ. โดยเน้นย้ำนิยามคำว่า “ความยากจน” หมายถึง ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนทุกประเภทที่พี่น้องประชาชนกำลังประสบอยู่และไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตนเอง เช่น มีลูกหลานติดยาเสพติด ที่หน่วยงานทั้งสาธารณสุข ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ก็ต้องไปทำให้เขาได้เข้าสู่ระบบการรักษา หรือแม้แต่เรื่อง “หนี้นอกระบบ” ที่พ่อค้าแม่ค้าถูกขู่เข็ญ เอาเปรียบ ทำร้ายร่างกาย เป็นต้น ซึ่งพวกเราชาวมหาดไทยทุกคนต้องลงไปบูรณาการทุกหน่วยงานค้นหา ช่วยเหลือ โดยมีนายอำเภอทั้ง 878 อำเภอ เป็นแม่ทัพที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาระดับพื้นที่ เพื่อ Change for Good ให้ยิ่งใหญ่ กว้างขวาง และทำได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ภายในวันที่ 30 ก.ย. 2565 นอกจากนี้ สำนักงานจังหวัด ในฐานะเสนาธิการของผู้ว่าราชการจังหวัดต้องให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้ง 7 ภาคี โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านธุรกิจเอกชในพื้นที่ ทั้ง กรอ. บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคมจังหวัด ผู้ประกอบการ OTOP กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี กองทุนการออม ห้าง ร้านต่าง ๆ ในฐานะที่กระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงหลักที่จะดูแลพื้นที่ในฐานะข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นองค์กรที่ได้รับความเชื่อมั่นว่า “เราเป็นที่พึ่งของสังคมได้” ด้วยความฮึกเหิม ตั้งมั่น อดทน ในการที่จะทำให้เกิดสิ่งที่ดีกับพี่น้องประชาชนโดยกลไก กรอ. ซึ่งสังคม เศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนจะดีได้ “อยู่ในมือพวกเราข้าราชการและภาคเอกชนที่มีความมุ่งมั่นในการทำสิ่งที่ดีให้กับองค์กรและประเทศชาติของเรา”

“ที่ผ่านมาความสำเร็จของงานตามภารกิจของกระทรวงมหาดไทยตลอดระยะเวลา 130 ปี ที่กำลังย่างเข้าสู่ปีที่ 131 กว่าร้อยละ 80 อยู่ที่ “มดงาน” ที่เป็นผู้บริหารระดับกลางและผู้ปฏิบัติ มิใช่อยู่ที่ผู้บริหารสูงสุดขององค์กร คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้บริหารระดับสูงเท่านั้น การสัมมนาในครั้งนี้ จะทำให้พวกเราทุกคนมีไฟในการกลับไปเผาไหม้เชื้อเพลิงที่จังหวัด นั่นคือ “เพื่อนร่วมงาน” ในการประสานความสัมพันธ์ผสานความร่วมมือทั้ง 7 ภาคีเครือข่ายเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการ Change for Good สร้างสรรค์สิ่งที่ดีให้กับพื้นที่หมู่บ้าน/ชุมชน อำเภอ จังหวัด และประเทศไทย พร้อมเน้นย้ำ ต้องทำด้วยใจ ให้ความสำคัญกับ การบูรณาการงานและร่วมมือกับ กรอ. และภาคีเครือข่าย พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจจังหวัดให้เกิดความยั่งยืน” นายสุทธิพงษ์ กล่าว 


วงเสวนาสื่อสางปม "หลวงปู่แสง" ระบุชัดบก.ปฏิเสธรับผิดชอบไม่ได้ แนะอย่าคิดแต่เรตติ้ง ระวังกม.บุกรุก-หมิ่นสงฆ์



นายกสมาคมนักข่าววิทยุฯระบุเรตติ้งอยู่ตัวทำอย่างไรก็ไม่ทะลุเพดานแล้ววอนสื่อย่าเสียจุดยืน กองบรรณาธิการโบ้ยไม่รู้นักข่าวไปทำข่าวอะไรไม่ได้ ต้องเป็นเบ้าหลอมที่ดีให้นักข่าว ส่วนจรรยาบรรณสากลนักข่าวห้ามจัดฉาก   “สุภิญญา”ย้ำสื่อไทยขาดเสรีภาพในการวิจารณ์การเมือง จึงเลี่ยงไปนำเสนอข่าวอื่นจนล้ำเส้นละเมิดสิทธิบุคคล   แนะหาจุดสมดุลยึดประโยชน์ผู้บริโภค ส่วนอัยการเตือนนักข่าวระมัดระวังข้อกฎหมาย 

เมื่อวันพุธที่ 18 พฤษภาคม 2565 ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าวฯ จัดเสวนา “ถอดบทเรียนจริยธรรมสื่อ ทำงาน จัดฉาก ไสยศาสตร์ วงการสงฆ์” โดยมีผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย นายพีรวัฒน์ โชติธรรมโม นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ อดีต กสทช.และผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ Cofact Thailand นายวุฒิชัย พุ่มสงวน ศูนย์อัยการคุ้มครองสิทธิเด็ก เยาวชน และสถาบันครอบครัว 

นายพีรวัฒน์ กล่าวว่า คิดว่ากรณีที่เกิดขึ้นล่าสุดคือ หลวงปู่แสง ญาณวโร แม้ว่าดูว่าเป็นวิกฤตศรัทธาสื่อมวลชนมาก แต่ตนอยากให้เป็นจุดเปลี่ยนคือจุดที่เราจะได้หยุดทบทวนและมองเหตุการณ์ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ถอดบทเรียน แต่นำมาสู่การแก้ไขอย่างจริงจัง ภาวะที่เกิดเวลานี้คือการแข่งขันในอุตสาหกรรมสื่อทีวีดิจิตอลที่วัดกันด้วยเรตติ้ง แต่ตนมองว่าการแข่งขันมันเดินมาถึงจุดที่เรียกว่าคุณทำมากกว่านี้ เรตติ้งก็ไม่เพิ่มมากกว่านี้ 

เพราะกลุ่มคนดูในช่วงไพร์มไทม์มีอยู่ 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ติดตามเรื่องบันเทิงดูละคร เกมโชว์ กับกลุ่มที่สนใจเนื้อหาสาระของรายการข่าว ปัจจุบันนี้รายการข่าวตีตื้นขึ้นมาอยู่ในระดับที่เรียกว่าเกือบทำเรตติ้งไล่หรือชนะละครหลายเรื่อง ดังนั้นจะผลักดันอย่างไร ไม่ว่าเราจะสร้างคอนเทนต์ขนาดไหน เราก็ไม่ทะลุเพดานเรตติ้งที่มีอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อไม่ทะลุเพดานเรตติ้ง รายการทีวีที่เป็นรายการข่าวดังๆ ตนพบว่ามีพื้นที่อยู่ที่ประมาณ 1.5-1.7 พีคอยู่ที่ 2.8 ยกเว้นมีเหตุการณ์สด เช่น กรณีถ้ำหลวง จะทะลุถึง 3 กว่าได้ เมื่อหันมาดูรายได้ก็พบว่ารายได้บนราคาโฆษณาต่อนาทีก็ไม่สามารถเพิ่มรายได้ต่อนาทีได้มากกว่านี้ จึงทำให้บางสถานีต้องมีข่าวช่วงหนึ่ง ช่วงสอง เพื่อเพิ่มนาทีการขายให้มีรายได้มากขึ้น ดังนั้นภาพรวมยังมีโอกาสที่จะสามารถทบทวนได้ว่าการแข่งขันแบบนี้มันคุ้มค่า สร้างรายได้ มากเพียงพอที่จะเสียยืนสื่อหรือไม่

“เคสที่เกิดขึ้นกับหลวงปู่แสงเห็นได้ชัดเลยว่ากระแสโซเชียลหรือกระแสสังคม มีความไม่ยอมรับชัดเจนเกิดขึ้นและเมื่อสูญเสียตรงนี้ มันทำให้เห็นภาพว่าถ้ายังคงอยู่อย่างนี้ต่อไป โอกาสที่จะทำให้เกิดการแข่งขันหรือสิ่งที่คิดว่าจะสร้างเรตติ้งและรายได้มีโอกาสที่จะกระทบกระเทือน ผมถึงอยากจะมองภาพรวมว่ากระบวนการทำงานของสื่อที่อยู่ภายใต้เชิงพาณิชย์น่าจะถึงเวลาที่ต้องทบทวน สิ่งที่เกิดขึ้นภาพที่เราเห็นเป็นแค่ปลายเหตุ การแข่งขันที่รุนแรงทำให้การบริหารจัดการกองบรรณาธิการ รายการข่าว เนื้อหา ขาดความละเอียดอ่อน ขาดความรัดกุม ขาดการตรวจสอบ จึงทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมา เด็กคนเดียวไม่สามารถสร้างสิ่งเหล่านั้นได้ ถ้าเกิดเรามีมาตรฐานการควบคุมที่ดี สิ่งที่เกิดท่ามกลางการแข็งขันของรายการจึงบีบคั้นให้ผู้ที่ทำงานต้องทำทุกทางเพื่อให้ได้มาซึ่งคอนเทนต์ นอกจากนั้นมาตรฐานของผู้สื่อข่าวยังเป็นเรื่องของตัวตนในโซเชียลเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้การมีตัวตนต้องแสดงออกด้วยพฤติกรรมบางอย่าง เพราะคนที่ทำแบบนี้ได้รางวัล ได้รับการยอมรับและมีตัวตนในโซเชียลมีเดีย”นายพีรวัฒน์ กล่าวและว่า

ในทางกลับกันจึงได้เห็นว่าบวกกับลบนั้นอยู่ใกล้เคียงกันมาก เมื่อคุณพลาดมันลบแล้วก็ลงเหวทันที ถ้าเราทบทวนให้เห็นได้ว่ากระบวนการจัดการเนื้อหา กระบวนการสร้างตัวตนบนวิชาชีพสื่อ ใช้มาตรฐานปกติในการสร้างตัวตนบนโซเชียลมีเดียไม่ได้ ถึงเวลาที่ต้องมาคิดว่าเบ้าหลอม แม่พิมพ์ของคนที่จะทำให้คนที่จะก้าวเข้ามาสู่อาชีพผู้สื่อข่าว มองเห็นแล้วอยากเป็นตามนั้นเป็นรูปแบบไหน ทั้งนี้เราตั้งคำถามว่าจบที่ผู้สื่อข่าวแล้วจบจริงหรือไม่ สังคมกำลังตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับนักข่าวและทีมที่ไปกับหมอปลาสามารถมีอำนาจในการตัดสินใจทำข่าวได้จริงหรือ ในฐานะที่ตนเคยผู้บริหารกองบรรณาธิการหลายแห่ง เป็นขั้นตอนปกติมากที่ก่อนจะส่งผู้สื่อข่าวลงพื้นที่จะต้องมีการประชุมหารือกันว่าไปทำอะไร ข่าวอะไร ตัวละครเป็นใคร และมีประเด็นนี้จะเล่นแค่ไหน

“กองบรรณาธิการปฏิเสธการไม่รับรู้ไม่ได้ แต่ถ้าปฏิเสธว่าไม่รู้เลยว่านักข่าวไปทำข่าวอะไร อันนี้หนักกว่ารู้ เพราะมีการเบิกรถ อุปกรณ์ เครื่องมืออะไรต่างๆ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ขออนุญาตต้นสังกัดก่อน สิ่งที่กองบรรณาธิการหลีกเลี่ยงไม่ได้คือไม่รู้ว่านักข่าวไปทำอะไร แม้จะเป็นข่าว ว. 5 หรือลับขนาดไหน ที่สำคัญข่าว ว.5 เขาไม่ทำข่าวหมู่ แต่ต้องเป็นข่าวเดี่ยว และมีจรรยาบรรณสากลว่าผู้สื่อข่าวไม่สามารถเป็นตัวละครในข่าวหรือจัดฉากขึ้นเองได้ และก่อนออกอากาศก็ต้องมีการกลั่นกรองด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่ในเชิงการทำงานแนวสืบสวนสอบสวน ขาดการแวงแผนในการทำงานและการตรวจสอบอย่างชัดเจน ดังนั้นถ้ามีแผนในการทำงานที่ดีนักข่าวที่ต้องรับเคราะห์ต้องออกจากการทำงานก็จะไม่เกิดขึ้น ถ้าเบ้าหลอมหรือแม่พิมพ์เขาดี เขาจะรู้เลยว่าเขาทำได้หรือไม่ได้แค่ไหน”นายกสมาคมนักข่าววิทยุฯ ระบุ

น.ส.สุภิญญา กล่าวว่าเนื่องจากยุคปัจจุบันสื่อมีข้อจำกัดในประเด็นทางการเมือง เช่น วัคซีน หรือการตรวจสอบภาครัฐ จนถูกฟ้องร้อง ทำให้สื่อต้องไปเสนอเรื่องที่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เช่น กรณีบ้านกกกอก หรือกรณีหลวงปู่แสง ซึ่งเป็นจุดวิกฤตของสื่อไทยที่ถูกวิจารณ์ ขณะเดียวกันการกำกับดูแลของ กสทช.ก็ถือว่ายังไม่ได้ดุล ถ้าออกมาเตือน มีบทลงโทษในการละเมิดสิทธิเด็ก หรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ไม่ปล่อยจนทำให้สื่อยังทำตามกันไปจนเกิดกระแสตีกลับในครั้งนี้ จึงเป็นจุดที่เราต้องช่วยกันวางเส้นใหม่ที่ทั้งสื่อและกสทช.ต้องร่วมมือกัน 

อีกทั้งกรณีหลวงปู่แสงเราจะเห็นว่าพลังของผู้บริโภคคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในการแทรกแซงสื่อให้อยู่หมัด จนเป็นครั้งแรกที่เห็นองค์กรสื่อออกมาแสดงความรับผิดชอบกันมากขนาดนี้ จึงน่าจะเป็นจุดที่ดีในการแปรวิกฤตให้เป็นโอกาสในการหาจุดสมดุลร่วมกัน โดยยึดประโยชน์สาธารณะเป็นตัวตั้ง

นายวุฒิชัย กล่าวว่า  เวลาสื่อไปทำข่าวไม่ว่าจะเข้าไปในบ้านร้าง หรือรายการผีต่างๆ มีข้อกฎหมายในเรื่องการบุกรุกเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเข้าไปโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต การไปทำข่าวจึงต้องดูว่าเจ้าของอาคารสถานที่เขาอนุญาตหรือไม่ นอกจากนั้นข้อกฎหมายที่นักข่าวมักเจอคือ การดูหมิ่นซึ่งหน้า หมิ่นประมาท ดูหมิ่นศาล ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน มาตรา 112 ที่ต้องระวังอีกมาตราที่เข้ามาใหม่ คือ มาตรา 366/4 ดูหมิ่นเหยียดหยามศพ เป็นต้น เป็นสิ่งที่ผู้สื่อข่าวต้องระมัดระวังในการทำงาน นอกจากนั้นตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ดูหมิ่นพระสังฆราช ดูหมิ่นคณะสงฆ์ ความผิดเกี่ยวกับการศาสนา เป็นสิ่งที่สื่อต้องระมัดระวังในการทำหน้าที่ และขอย้ำว่าสื่อมืออาชีพคือสื่อที่รับผิดชอบต่อสังคม ถ้าเมื่อไรคุณรับผิดชอบต่อสังคม ถึงคุณจะมีมือถือเครื่องเดียวคุณก็คือสื่อมืออาชีพ

ส่วนนักข่าวที่ถูกให้ออกสามารถอุทธรณ์ได้หรือไม่นั้น นายวุฒิชัย กล่าวว่า กรณีนายจ้างและลูกจ้างในบริษัทเอกชน เราสามารถไปฟ้องที่ศาลแรงงานกลางได้ โดยไม่ได้ต้องทนาย และมีนิติกรคอยช่วยให้คำปรึกษาได้ ว่าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมหรือไม่ ส่วนการอุทธรณ์นั้นหมายถึงการทำงานในหน่วยงานภาครัฐมากกว่า ขณะที่การโต้แย้งคำสั่งภายในองค์กรได้หรือไม่นั้นก็แล้วแต่เป็นเรื่องภายในขององค์กรที่สังกัดว่าสามารถทำได้หรือไม่


ลาสิกขาแล้ว! "พระกากัน มาลิค" นักเเสดงชาวอินเดีย หลังบวช 100 วันกว่า

วันที่ 20 พฤษภาคม 2565 จากกรณีก่อนหน้านี้ที่เมื่อวันที่ 10 ก.พ.2565 นายกากัน มาลิค นักเเสดงชาวอินเดีย พระเอกหนังพระพุทธเจ้า ที่เคยรับบทบาทกา...