แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พรรคสร้างอนาคตไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พรรคสร้างอนาคตไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2565

"อุตตม" ประกาศสร้างอนาคตไทยชูนโยบายแก้หนี้ เสนอพักหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย 5 ปี

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2565  ที่โรงแรมศิวา รอยัล จังหวัดพัทลุง พรรคสร้างอนาคตไทย นำโดย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานพรรคสร้างอนาคตไทย ดร.อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคและประธานภาคใต้ นายวิเชียร ชวลิต รองหัวหน้าพรรคและผู้อำนวยการพรรค นายนริศ เชยกลิ่น รองหัวหน้าพรรคและโฆษก นายรักษ์พงษ์ เซ่งเจริญ กรรมการบริหารพรรค นายวัชระ กรรณิการ์ รองเลขาธิการพรรค และนายกำพล ปัญญาโกเมศ ประธานกรรมการวิชาการเพื่อการสร้างอนาคตไทย นางสาวโชนรังสี เฉลิมชัยกิจ กรรมการบริหารพรรคและรองโฆษกพรรค เปิดเวทีปราศรัย และเปิดตัว 3 ว่าที่ผู้แสดงเจตจำนงเป็นผู้สมัคร ส.ส. พัทลุง

 

นายอุตตม กล่าวบนเวทีกิจกรรมที่พัทลุงว่า ตนมายืนที่ตรงนี้ วันนี้ หวังที่จะให้เห็นกับตาเรื่องที่นายนิพิฎฐ์บอกกับตนว่า คนพัทลุงมีความพิเศษอย่างหนึ่งคือ “หัวใจใหญ่กว่าปอด” เพราะเป็นคนพูดจริงทำจริง รักใครแล้วรักเลย เรียกว่ารักหมดใจ ที่สำคัญคนพัทลุงมีพลังพิเศษที่เรียกว่า “พลังรักบ้านเกิด” พร้อมที่จะทุ่มเทเพื่อสร้างสิ่งดีๆให้กับบ้านเกิดเมืองนอน วันนี้ตนได้เห็นหัวใจและพลังของคนพัทลุงแล้ว และพรรคสร้างอนาคตไทยขอประกาศที่จะรับใช้และเป็นหนึ่งเดียวกับคนพัทลุง


ทั้งนี้หลายปีที่ผ่านมาพัทลุงขาดโอกาสการพัฒนาอย่างน่าเสียดาย ทั้งที่มีทรัพยากร ธรรมชาติมากมาย ทั้งการเกษตรและการท่องเที่ยว โดยทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้มีรายได้ผลิตภัณฑ์มวลรวมทั้งหมดประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท แต่เมื่อมองไปในรายละเอียดแต่ละจังหวัดกลับมีความแตกต่างกันมาก เช่นเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตรายได้ต่อหัวประชากรเกือบ 3 แสนบาทต่อปี แต่พัทลุงมีรายได้ต่อหัวเพียง 6 หมื่นกว่าบาทต่อปี ดังนั้นจึงต้องคิดทำอย่างไรให้รายได้คนพัทลุงเพิ่มขึ้น ด้วยการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและกระจายรายได้ให้ทั่วถึงมากขึ้น


อย่างไรก็ตามปัญหาสำคัญในปัจจุบันคือหนี้สินของประชาชนที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน เนื่องจากเป็นตัวถ่วงทำให้ประชาชนไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ วันนี้หนี้สินครัวเรือนคนไทยอยู่ที่ 15 ล้านล้านบาท ที่สำคัญเป็นหนี้นอกระบบซึ่งน่าจะมีมูลค่าในระดับหลักแสนล้านบาท พรรคสร้างอนาคตไทยจึงชูนโยบายแก้ไขหนี้แบบเบ็ดเสร็จ


โดยการแก้ปัญหาหนี้จะต้องทำ 3 เรื่องพร้อมๆกัน คือ 1.ปรับโครงสร้างหนี้ หยุดหนี้ทั้งหมดทั้งต้นทั้งดอก อย่างน้อย 5 ปี เพราะหากไม่ทำเช่นนี้ปัญหาก็จะวนกลับมา 2.เติมทุนใหม่ให้ประชาชนนำไปต่อยอดทำรายได้เพิ่ม 3.เติมความรู้และเทคโนโลยีใหม่เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสในการสร้างรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ทั้งนี้ก่อนนายอุตตมขึ้นกล่าว มีการแนะนำว่าที่ผู้สมัครพรรคสร้างอนาคตไทยจังหวัดพัทลุง 3 เขต ประกอบด้วย นายเอกภัทร ภัทร์รัศมี เขต 1 นายพลกฤษณ์ คล้ายวิตภัทร เขต 2 และนายวัฒนา เรืองแก้ว เขต 3


วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2565

ชูนโยบายกองทุนสร้างอนาคตไทย แก้ปัญหา 3 น. ช่วยพัฒนาเกษตรกรยั่งยืน

วันศุกร์ที่ 30 กันยายน 2565  ศ.ดร.กำพล ปัญญาโกเมศ รองหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย กล่าวถึงนโยบายเปลี่ยนวิถีชีวิตเกษตรกรไทย เพื่อนำไปสู่การสร้างอนาคตเกษตรกรไทยว่า วันนี้ การปฏิรูปคงไม่พอสำหรับภาคการเกษตร แต่ต้องปฏิวัตินโยบายภาคการเกษตร ที่ออกแบบนโยบายโดยมองจากปัญหาของเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง (Farmer Centric Policy) และต้องเป็นนโยบายที่มีเป้าหมายในการเพิ่มเงินได้สุทธิ (Gross Domestic Income: GDI) ของเกษตรกร ว่าเกษตรกร ทำเกษตรกรรมแล้วหลังหักต้นทุน ต้องมีเงินได้สุทธิเท่าไร ถึงสามารถปลดหนี้ มีเงินเหลือเพียงพอ ที่จะทำให้เกษตรกรและครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น


ทั้งนี้ ตนมองว่าสถานการณ์ของภาคการเกษตรมีความย้อนแยังกันมาก โดยด้านหนึ่งประเทศไทยเป็นแชมป์การส่งออกข้าว ขณะที่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวกลับติดกับดักปัญหาหนี้สินสืบทอดกันมาทุกช่วงอายุเหมือนมรดกบาป ซึ่งทำให้ตนเกิดคำถามว่า ภาครัฐจะภูมิใจไปทำไมว่าประเทศไทย เป็นแชมป์ส่งออกข้าว แชมป์ส่งออกยาง ในเมื่อเกษตรกรไทยยังเป็นหนี้เป็นสิน ในเมื่อเกษตรกรรมไทยยังเป็นอาชีพที่ผลตอบแทนต่ำแต่ความเสี่ยงสูง ในเมื่อเกษตรกรไทยยังต้องส่งลูกหลานไปทำงานในเมืองใหญ่ เพื่อส่งเงินกลับมาให้ครอบครัวเพื่อใช้หนี้เกษตรกร


ศ.ดร.กำพล กล่าวต่อว่า แนวทางการแก้ปัญหาหลักของเกษตรกรต้องมี  3 น. ได้แก่ หนี้ น้ำ และ หนังสือเอกสารทำกิน ซึ่งหนี้สินเกษตรกร ณ ปี 2564 ยอดกว่า 6 แสนล้านบาท โดยค่าเฉลี่ยต่อครัวเรือนรายภาค ณ ปี 2564 ได้แก่ กรุงเทพ 96,610 บาท ภาคกลาง 346,267 บาท ภาคเหนือ 313,752 บาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 264,471 บาท ภาคใต้ 395,112 บาท

ขณะที่น้ำ: 58% ของพื้นที่ ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำเพื่อการการเกษตร และสุดท้ายหนังสือเอกสารทำกิน: 40% ของครัวเรือนเกษตรกร ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน ต้องเช่าที่ดินเพื่อทำการเกษตร


ทั้งนี้ พรรคสร้างอนาคตไทย มองว่าแนวทางสำคัญในการสร้างอนาคตให้เกษตรกรไทย ต้องมุ่งเน้นการใช้องค์ความรู้จากศาสตร์พระราชา ปราชญ์ชาวบ้าน เกษตรผสมผสาน  ผนวกกับส่งเสริม AgriTech Startup ให้นำองค์ความรู้ด้าน Big Data, Data Analytics, AI, Digital Technology รวมถึงนวัตกรรมด้านการเงิน มาออกแบบนโยบายด้านการเกษตร เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร เพื่อเพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่าย ลดความเสี่ยง เพิ่มโอกาสการเข้าถึงสิทธิในที่ดินทำกิน รวมถึงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร โดยมุ่งเพิ่มเงินได้สุทธิของเกษตรกรไทย และพัฒนาภาคการเกษตรของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน


ซึ่งแนวคิดดังกล่าว พรรคจะขับเคลื่อนภายใต้นโยบายตั้งกองทุนสร้างอนาคตไทย 3 แสนล้านบาท ซึ่งกองทุนนี้สามารถนำมาใช้ในการแก้ปัญหาหนี้ ทั้งการพักหนี้และเติมทุน เพื่อต่อลมหายใจให้กับเกษตรกร รวมถึงการส่งเสริมเกษตรกรในด้านต่างๆ ทั้งด้านส่งเสริมองค์ความรู้ การเข้าถึงเทคโนโลยีและปัจจัยการผลิตผ่านระบบเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) การสร้างบ่อน้ำเพื่อการเกษตร เป็นต้น  เพื่อทำให้เกษตรกรสามารถยืนด้วยขาของตัวเอง 


ด้านการลดต้นทุนและสร้างรายได้เสริม ทางพรรคสร้างอนาคตไทย มีนโนยาย 4 โซลาร์ ประกอบด้วย 1.โซลาร์รูฟท็อป ที่สามารถสร้างรายได้และลดรายจ่ายให้เกษตรกร 2.โซลาร์ฟาร์มบนมิติโรงไฟฟ้าชุมชน ที่สามารถผสมผสานพลังงานเกษตรและแสงอาทิตย์ 3.โซลาร์สูบน้ำบาดาลทั่วทั้งประเทศ ทำให้เกษตรกรมีน้ำเพื่อการเกษตรด้วยแสงอาทิตย์ และ 4.โซลาร์ลอยน้ำ เพื่อเพิ่มศักยภาพและความมั่งคงด้านพลังงานของประเทศ


 


วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2565

"อุตตม" แนะ 3 แนวพัฒนาเกษตรกรไทยหายจน เป็นฐานแก้วิกฤตอาหารโลกยั่นยืน

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2565นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงปัญหาความมั่นคงทางอาหารที่เกิดขึ้นทั่วโลกในขณะนี้ โดยชี้ให้เห็นว่าถือเป็นโอกาสของประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกอาหารอันดับ 13 ของโลก แสวงหาโอกาสในวิกฤตโลกครั้งนี้ ทั้งในระยะสั้น และวางรากฐานให้ไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารโลกได้อย่างแท้จริงในระยะยาว ที่สำคัญสุดก็คือ เกษตรกรผู้ผลิตต้องได้ประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้นนี้ด้วย โดยในระยะสั้น ภาครัฐต้องเร่งช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร โดยเฉพาะต้นทุนปุ๋ยที่ราคาสูงขึ้น แต่ราคาผลผลิตกลับวิ่งตามไม่ทันต้นทุน ขณะเดียวกันภาครัฐต้องร่วมกับเอกชนผู้ส่งออกใช้โอกาสนี้เปิดตลาดประเทศใหม่ๆ ที่มีความต้องการสินค้าเกษตรทดแทนประเทศที่มีปัญหา เพื่อเพิ่มปริมาณการส่งออกของไทย


นายอุตตม ระบุต่อว่า หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาความมั่นคงทางอาหาร เนื่องจากเกิดสถานการณ์อาหารขาดแคลนและมีราคาแพง ต้นเหตุมาจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน เพราะทั้ง 2 ประเทศเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญโดยเฉพาะข้าวสาลี และรัสเซียยังเป็นผู้ส่งออกปุ๋ยรายใหญ่ เมื่อปุ๋ยขาดแคลนก็กระทบต่อปริมาณการผลิตอีกทอดหนึ่ง นอกจากนี้ยังเป็นปัญหาจากความเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศโลก ที่กำลังเป็นภัยคุกคามอย่างใหญ่หลวงในแหล่งผลิตอาหารทั่วโลก


“ผมจึงขอชวนทุกท่านมาร่วมกันคิดต่อว่า เมื่อหลายประเทศทั่วโลกมีปัญหาขาดแคลนอาหาร ขณะที่ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารอันดับ 13 ของโลก มูลค่ากว่า 1.1 ล้านล้านบาทต่อปี ดังนั้นจึงต้องคิดว่าเราจะทำอย่างไรเพื่อแสวงหาโอกาสในวิกฤตโลกครั้งนี้ ทั้งในระยะสั้นและวางรากฐานให้ไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารโลกได้อย่างแท้จริงในระยะยาว สุดท้ายที่สำคัญสุดก็คือ เกษตรกรผู้ผลิตต้องได้ประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้นนี้ด้วย” นายอุตตม ระบุ


นายอุตตม ระบุด้วยว่า สำหรับระยะสั้นผมคิดว่าสิ่งที่ควรทำในทันทีคือ ภาครัฐต้องเร่งช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร โดยเฉพาะต้นทุนปุ๋ยที่ราคาสูงขึ้นจากปีก่อนถึงเท่าตัว แต่ราคาผลผลิตกลับวิ่งตามไม่ทันต้นทุน ซึ่งหมายความว่าเกษตรกรจะไม่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้เลย ขณะเดียวกันภาครัฐต้องร่วมกับเอกชนผู้ส่งออกใช้โอกาสนี้เปิดตลาดประเทศใหม่ๆ ที่มีความต้องการสินค้าเกษตรทดแทนประเทศที่มีปัญหา เพื่อเพิ่มปริมาณการส่งออกของไทย



หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย ระบุอีกว่า ประเด็นที่ควรทำในระยะกลางและยาว เพื่อให้ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารของโลกได้อย่างแข็งแกร่งนั้น ต้องทำ 2 เรื่องสำคัญ คือ 1. ยกระดับคุณภาพและปริมาณผลผลิตต่อไร่ และ 2. ยกระดับสู่การเกษตรสมัยใหม่ เป็นอุตสาหกรรมการเกษตรที่ตอบสนองความต้องการตลาดในโลกปัจจุบัน


นายอุตตม เปิดเผยด้วยว่า เมื่อวันที่ 25 ก.ย.65 พรรคสร้างอนาคตไทยได้จัดเวทีเสวนา “สร้างอนาคตเกษตรกรไทยอย่างไรให้ยั่งยืน” โดยนายกำพล ปัญญาโกเมศ ประธานฝ่ายวิชาการ พรรคสร้างอนาคตไทย ซึ่งมีแง่มุมที่จะสนับสนุนให้เกษตรกรไทยยั่งยืน 3 ประเด็น


คือ 1.รัฐต้องเร่งช่วยลดต้นทุนปัจจัยการผลิตสำคัญ ประกอบด้วย เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และพลังงาน เพื่อเพิ่มกำไรจากการขายผลผลิตให้กับเกษตรกร เช่น สนับสนุนเมล็ดพันธุ์คุณภาพ การส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง รวมทั้งส่งเสริมการใช้พลังงานโซลาร์เซลล์ ในการทำเกษตร เป็นต้น


2.รัฐต้องปรับโครงสร้างการเกษตร พร้อมทั้งสร้างกลไกที่เท่าเทียมและเป็นธรรมในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเกษตร เพื่อส่งเสริมการเติบโตของเกษตรกร รวมทั้งเพิ่มองค์ความรู้ใหม่ๆโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยยกระดับให้เกษตรกรกลายเป็นผู้ประกอบการ


และ 3.แก้ไขปัญหาเกษตรกรไทยที่สะสมมาหลายสิบปี 3 ด้าน คือ ปัญหาหนี้สิน, ปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร และปัญหาไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ดินทำกิน


“เราต้องแก้ปัญหาเหล่านี้เพื่อให้เกษตรกรหลุดออกจากกับดักวงจรความยากจน เป็นการสร้างโอกาสในการพัฒนาสู่ความยั่งยืนในอนาคต และเชื่อว่าช่วงวิกฤตอาหารโลกในขณะนี้ หากเราสามารถดำเนินการตามแนวคิดข้างต้นได้อย่างรวดเร็ว ก็จะยิ่งเป็นการเพิ่มโอกาสทางการส่งออกสินค้าเกษตร และส่งผลดีต่อเนื่องถึงพี่น้องเกษตรกร ซึ่งพรรคสร้างอนาคตไทยจะนำแนวคิดทั้งหมดนี้ไปประมวลเป็นนโยบายของพรรคต่อไป” นายอุตตม ระบุ.

วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2565

"อุตตม" นำรีเซ็ตประเทศไทย ด้วยพันธกิจ 5 แก้ 5 สร้าง 2 เร่งแก้หนี้ด้วยกองทุน"สอท." วางรากสู่อนาคตที่ยั่งยืน

วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม 2565  พรรคสร้างอนาคตไทย แถลงข่าวเปิดยุทธศาตร์เราพร้อม เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย โดยมีแกนนำพรรค อาทิ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค, นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ รองหัวหน้าพรรค และประธานภาคกทม., นายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค และประธานภาคใต้, นายสุพล ฟองงาม รองหัวหน้าพรรคและประธานภาคอีสาน, นายวิเชียร ชวลิต รองหัวหน้าและผู้อำนวยการพรรค, นายสันติ กีระนันทน์ รองหน้าพรรคและประธานฝ่ายนโยบาย , นายวัชระ กรรณิการ์ รองหัวหน้าพรรคและประธานภาคกลาง เข้าร่วมงาน

โดยนายอุตตม กล่าวว่า พรรคสร้างอนาคตไทยมีพันธกิจรีเซ็ตประเทศไทย 5 แก้ไข คือ 1.แก้ปัญหาที่สั่งสมเป็นปัญหารุนแรง คือ ฉ้อราษฎร์บงหลวงต้องหยุดทุกระดับ 2.ปราบปรามยาเสพติด 3.สร้างความเท่าเทียมลดการผูกขาด เพิ่มการแข่งขัน 4.ลดขนาดราชการ และ 5.ยกระดับให้เกษตรกรทันสมัย นอกจากนั้นจะมี 5 สร้าง คือ 1.สร้างเศรษฐกิจฐานราก 2.สร้างเศรษฐกิจใหม่ 3.สร้างสังคมเกื้อกูล 4.สร้างคนและโครงสร้งพื้นฐานพร้อมก้าวสู่สังคมยุคใหม่ และ 5.สร้างการเมืองที่สร้างสรรค์

นายอุตตม กล่าวด้วยว่า มีโจทย์ 2 เร่งคือเร่งรัดแก้ปัญญหาเร่งด่วน ที่สืบเนื่องมาจากวิกฤตโควิด วิกฤตหนี้สิน แก้ค่าครองชีพสูง และเร่งวางรากฐานไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนที่มีคุณภาพให้คนไทยและก้าวทันโลก โดยการตอบโจทย์สำคัญคือ กองทุนสร้างอนาคตประเทศไทย วงเงิน 3 แสนล้านบาท ซึ่งไม่ใช่เงินกู้ ไม่เป็นภาระ โดยแบ่งเป็น จำนวน แสนล้านบาท เพื่อปลดแอกหนี้สินให้คนตัวเล็ก พักชำระเงินต้น และดอกเบี้ย เสริมทักษะอาชีพ และเติมทุนใหม่ ผ่านกลไกรัฐที่มีมาตรการกำกับที่เหมาะสม เช่น สร้างระบบจัดทุนใหม่ให้คนรายเล็ก ใช้นอนแบงค์ และอีกจำนวน สองแสนล้าน บาทเพือ่ฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก สร้างเศรษฐกิจใหม่ สู่อนาคตประเทศแห่งที่เท่าเทียมและยั่งยืน

"ความไม่ชัดเจนทางการเมืองทำให้หลายฝ่ายกังวลและรู้สึกว่าการแก้ปัญหาเร่งด่วนของภาครัฐให้ประชาชน นั้นคลุมเคลือ ตอบโจทย์ไม่ตรงจุด เรียกว่าซ้ำเติมความห่วงใยในสถานการณ์ที่ปรเทศไทยเผชิญกับมรสุมที่ถาโถม ทั้งนี้การเมืองวันนี้มีหลายอย่างเกิดขึ้นบางคนเรียกว่าเกมการเมือง แก่งแย่ง เกิดคำถามคือประชาชนได้อะไร”นายอุตตม กล่าว

วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2565

สอท. เปิดพื้นที่บางเขน ชู “กองทุนสร้างอนาคตไทย” สร้างตลาด สร้างอนาคตไทย เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้

เมื่อวันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม 2565 นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ รองหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย ในฐานะประธานภาคกรุงเทพฯ , พร้อมอดีตส.ส. กทม. นายสุวัฒน์ ม่วงศิริ, นท.รวยลาภ เอี่ยมทอง และทีมผู้ประสานงานพรรค ร่วมเปิดศูนย์ประสานงานพรรค เขตบางเขน โดยมีนายพิเชฐ เดชอรัญ เป็นผู้ประสานงานพรรคในพื้นที่


นายพิเชฐ กล่าวว่า ตนอยู่ในพื้นที่บางเขนมากว่า 30 ปี คิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องสร้างจุดเปลี่ยนที่ดีให้เกิดขึ้นในบางเขนให้ได้   โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาปากท้อง ของแพง ของคนหาเช้ากินค่ำ ตนจึงขอนำเสนอ สร้างตลาด สร้างอนาคตไทย เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ เป็นการหมุนเวียนและสร้างความเติบโตของเศรษฐกิจ โดยการพัฒนาริมคลองบางบัว ให้เป็นแลนด์มาร์คและเป็นจุดขายของบางเขนให้ได้  

 

ด้านนายสุรนันทน์ หลังจากร่วมลงพื้นที่และพบปะประชาชนแล้ว กล่าวว่า พรรคสร้างอนาคตไทยมีความพร้อมที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยการนำเสนอดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์มาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เราพร้อมที่จะก้าวข้ามความขัดแย้งทางความคิดที่หลากหลาย นำพาประเทศชาติไปสู่ความยั่งยืนด้วยการบริหารงานอย่างมืออาชีพ 

 

ปัจจุบันปัญหาด้านเศรษฐกิจและโรคระบาด รวมไปถึงการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลกระทบวงกว้างทั้งเศรษฐกิจและการเมือง พรรคสร้างอนาคตไทย จะนำ “กองทุนสร้างอนาคตไทย” มาเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาปากท้อง และการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อให้เศรษฐกิจแข็งแรง

 

“สนธิรัตน์” ผุด “สารคามโมเดล” ผลักดันเศรษฐกิจฐานราก “แก้หนี้ เพิ่มทุน สร้างรายได้เพิ่ม” แก้จน

เมื่อวันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม 2565    ที่โรงแรมพิมานอินน์ อ.บรบือ จ.มหาสารคาม นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) พร้อมด้วยนายสุพล ฟองงาม รองหัวหน้าพรรค และประธานภาคอีสาน   ร่วมพบปะแกนนำจากสภาองค์กรชุมชน กองทุนสวัสดิการชุมชน วิสาหกิจชุมชน ในระดับอำเภอ จำนวนกว่า 150 คน ในเวทีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากเพื่ออนาคตไทย 

“อย่ามองว่าผมเป็นนักการเมือง เพราะตัวพรรคการเมืองเองจะไม่มีความหมาย หากไม่จับมือทำงานกับพี่น้องประชาชนจริง ๆ ผมตั้งใจมาหาวิธีทำงานร่วมกับท่าน ขอมาทำงานร่วมกัน มารับฟังว่าพี่น้องประชาชนอยากได้อะไรจริง ๆ เช่น พ.ร.บ.ส่งเสริมระบบสวัสดิการชุมชน ถ้าหากอยากได้จริง ผม และพรรคสร้างอนาคตไทย พร้อมที่จะขับเคลื่อนไปกับพวกท่าน โดยผมจะเสนอเป็นหนึ่งในนโยบายพรรค เพื่อทำให้พ.ร.บ.นี้เกิดขึ้นได้จริง” 

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ตนมา จ.มหาสารคาม เพราะประชาชนที่นี่เข้มแข็งมาก ดังนั้นเราต้องเริ่มจากจุดที่เข้มแข็ง สร้างให้เป็นโมเดลเพื่อขยายไปสู่จังหวัดอื่น ๆ แม้ว่าจะทำได้ไม่ทั้งหมดในช่วงเวลานี้ แต่หลังจากที่ขับเคลื่อนจนได้พ.ร.บ.แล้ว ตนมั่นใจว่า จะสามารถจะผลักดันให้เกิดขึ้นทั่วประเทศได้ ตนเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะใช้สารคามโมเดลเป็นตัวตั้งของกองทุนสวัสดิการชุมชน 


นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า เรื่องเศรษฐกิจฐานราก ถือเป็นหนึ่งในนโยบาย 5 สร้างของพรรค ความเข้มแข็งชุมชนคือหัวใจสำคัญของประเทศ การสร้างเศรษฐกิจฐานรากของพรรค จะทำควบคู่กับไปใน 3 ด้าน คือการแก้หนี้ เพิ่มทุน สร้างรายได้เพิ่ม ภายใต้แนวคิดขับเคลื่อนกลุ่มที่มีศักยภาพ 10-50 คน โดยขณะนี้ได้เริ่มนำร่องแล้วในพื้นที่ จ.มหาสารคาม ในกลุ่มเกษตรกรปลูกข้าว ซึ่งประสบปัญหาในเรื่องราคาตกต่ำ โดยเข้าไปช่วยในการลดต้นทุนการผลิต และผลักดันราคาขายให้มากกว่าท้องตลาด 0.50 สตางค์ – 1 บาทต่อกิโลกรัม โดยร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์ (ธกส.) กลุ่มรถเกี่ยวข้าวในพื้นที่ ซึ่งในช่วงบ่ายวันนี้ ตนจะเข้าไปพูดคุยกับกลุ่มชาวนาที่ได้นำร่องไว้ และจะขยายโครงการนี้ไปสู่พื้นที่อื่น ๆ ในประเทศต่อไป  


ทั้งนี้ ในด้านกลุ่มกองทุนสวัสดิการชุมชน ได้สะท้อนถึงแนวทางการทำงานที่ผ่านมาว่ากลุ่มกองทุนตั้งมาเพื่อเหลือช่วยตนเอง ผู้อื่น ชุมชน และสังคม โดยสมาชิกกองทุนเป็นทั้งผู้ให้ และผู้รับ ดูแลคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนตั้งแต่เกิดจนตาย โดยที่ผ่านมากองทุนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือวิกฤติของประเทศ เช่น สถานการณ์โควิด โดยได้เข้าไปช่วยในส่วนการจัดหาหน้ากากผ้า และจัดหาสมุนไพรในการรักษาให้กับชุมชนต่าง ๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือทั่วประเทศ 


นอกจากนี้เมื่อครั้งที่นายสนธิรัตน์ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ร่วมขับเคลื่อนโครงการการใช้พลังงานทดแทน หรือพลังงานชุมชน เช่น โครงการระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเกษตร ซึ่งถือเป็นผลงานที่จับต้องได้ การทำงานของกลุ่มกองทุนทำงานรูปแบบ 3 ขา ได้แก่ ตนเอง ชุมชน และรัฐ ซึ่งที่ผ่านยังได้รับการสนับสนุนไม่เพียงพอ ขณะที่พรรคสร้างอนาคตไทย มีนโยบายที่สนับสนุนเรื่องเศรษฐกิจฐานรากอย่างชัดเจน มีผลงานที่จับต้องได้ เชื่อว่าพร้อมที่จะใช้ชุมชนเป็นแกนหลักของพื้นที่ และเป็นตัวตั้งในการสร้างเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งกลุ่มกองทุนสวัสดิการชุมชนก็พร้อมที่จะร่วมสร้างอนาคตเศรษฐกิจฐานราก และสร้างอนาคตไทยไปด้วยกัน




 


วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

“อุตตม” เตรียมจัดทำนโยบาย “คาร์บอนเครดิต” รุกสร้างเศรษฐกิจใหม่-รองรับการแข่งขันภาคเอกชนบนเวทีโลก



“สร้างอนาคตไทย” เปิดบ้านแลกเปลี่ยนความรู้บริหารจัดการคาร์บอน  ชี้ กระแสโลกร้อน เปลี่ยนกติกาขีดการแข่งขันภาคเศรษฐกิจ ต้องวางนโยบาย-กฎหมายให้สอดรับ เพื่อแก้ปัญหาเชิงรุก-เสริมศักยภาพการแข่งขันภาคธุรกิจไทยทั้งใน-ต่างประเทศ

วันพุธที่ 13 กรกฎาคม 2565  พรรคสร้างอนาคตไทย จัดสัมมนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่อง อนาคตตลาดคาร์บอน (Carbon Market) แนวทาง และวิธีการดำเนินการจัดการคาร์บอน โดยได้รับเกียรติจากนายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ร่วมบรรยาย ซึ่งมีผู้เข้าร่วมฟังการบรรยายและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประกอบด้วย ผู้บริหารพรรค อาทิ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค นายวิเชียร ชวลิต ผู้อำนวยการพรรค นายนริศ เชยกลิ่น โฆษกพรรค น.ส.โชนรังสี เฉลิมชัยกิจ รองโฆษก นายธันวา ไกรฤกษ์ รองโฆษกพรรค รวมถึงภาคเอกชน และหน่วยงานระหว่างประเทศ

นายอุตตม กล่าวว่า การบริหารจัดการคาร์บอนเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ที่ทั่วโลกต้องให้ความสนใจ ซึ่งประเทศไทยได้ตอบรับเงื่อนไขหลาย ๆ อย่างมาจากเวทีโลก โดยการพัฒนาประเทศหลังจากนี้ ในส่วนของนโยบายเศรษฐกิจไม่สามารถละเลยเรื่องดังกล่าวได้ เนื่องจากมีผลกระทบต่อทุกภาคส่วน ดังนั้น ประเทศไทยจะต้องมีนโยบายสาธารณะที่ทันสมัย และมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เพื่อเปลี่ยนปัญหาเหล่านี้ให้เป็นโอกาสแก่ภาคประชาชน ภาคอุตสาหกรรม และภาคธุรกิจอื่นๆ โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถปรับตัวได้และมีความสามารถในการแข็งขันที่สูงขึ้น 



ทั้งนี้ ปัญหาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ องค์การระหว่างประเทศต่าง ๆ ได้เรียกร้องให้นานาประเทศมีมาตรการในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในกิจกรรมทั้งบนบก ทางทะเล และทางอากาศ หลายประเทศที่เป็นคู่ค้า และแหล่งทุนสำคัญของประเทศไทยก็ได้เริ่มกำหนดมาตรการเพื่อกีดกันสินค้า และการลงทุน ทั้งในภาคอุตสาหกรรม กสิกรรม การเงิน การธนาคาร และการท่องเที่ยว 

นายอุตตม กล่าวต่อว่า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ต้องครอบคลุมทุกภาคเศรษฐกิจ ดังนั้นการจัดทำกฎหมายสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงจะต้องเป็นนโยบายที่เร่งด่วน และต้องเป็นกฎหมายที่ทันสมัย สามารถใช้บังคับได้ในทุกภาคเศรษฐกิจของไทย ไม่ใช่เป็นแบบไซโล ต่างคนต่างทำอีกต่อไป ต้องมองในเชิงนโยบาย และการบริหารจัดการ ต้องมีโต้โผดำเนินการอย่างจริงจัง เพราะหากไม่มี เมื่อเอกชนจะขยับทีก็ต้องถอยครึ่งก้าว ถอยสองก้าว เพราะรัฐไม่ชัดเจน ตนมองว่าคณะกรรมการที่ขึ้นกับสำนักนายกรัฐมนตรีอำนาจไม่พอ หากเปรียบเทียบเหมือนตอนทำอีอีซี จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าพวกตนไม่ไปขอนายกฯ เสนอ แต่งตั้ง และออกกฎหมาย ถ้าทำอย่างนี้จึงจะมีการยอมรับ

ดังนั้น ต้องมีตัวกลาง ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานลักษณะไหนก็ตาม แต่ที่สำคัญคือ 

1. ต้องวิเคราะห์ให้ชัดเจนว่าผลกระทบต่อประเทศไทยในอนาคตเป็นอย่างไร ประเทศต้องการการปรับเปลี่ยน พรรคสร้างอนาคตไทยพูดเสมอว่าเราอาสามาทำงานเพื่อขับเคลื่อนการปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจของประเทศ นี่คือหนึ่งในนโยบายห้าสร้างของพรรค คือ สร้างเศรษฐกิจใหม่โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต ดังนั้นเรื่องนี้จะอยู่ในนโยบายของพรรคด้วย แต่จะทำอย่างไรให้เกิด หน่วยงานต้องดูให้ลึกว่าผลกระทบเป็นอย่างไร ไม่ใช่เดี๋ยวนี้ แต่ต้องเป็นดูระยะยาว ส่วนที่ท้าทาย คือจะวางยุทธศาสตร์อย่างไรให้ขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม และภายในระยะเวลาเท่าไหร่  

 2. ต้องให้เอกชนเข้าร่วมตั้งแต่ต้น แค่เพียงรัฐบาลไม่พอ รัฐมีหน้าที่สนับสนุนให้เอกชนเดินอย่างมีแต้มต่อ เพราะสุดท้ายต้องเกิดการแข่งขันในเวทีโลกอย่างแน่นอน เป็นกลไกตลาดที่ต้องค้าขาย เราต้องฉลาดที่จะค้าขาย รัฐต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่าจะเดินอย่างไร เดินกับใคร 

 3. ที่สำคัญ คือเรื่องการสื่อสาร วันนี้จะทำอย่างไรให้คนไทยเข้าใจ ว่าเรื่องดังกล่าวกระทบต่อเขาอย่างไร

“เรื่องการบริหารจัดการคาร์บอน จะเป็นความท้าทายของรัฐบาลหน้าว่าเรื่องนี้จะทำอย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์กับภาคเศรษฐกิจทั้งการสร้างเศรษฐกิจใหม่ และการแก้ปัญหาเชิงรุกให้กับขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งเรื่องนี้เป็นหนึ่งในนโยบาย 5 สร้างของพรรค ที่พร้อมจะเดินหน้าขับเคลื่อน โดยพรรคให้ความสำคัญครอบคลุมทั้งในเรื่องกฎหมายและระบบโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับเรื่องนี้ ขอย้ำว่าพรรคจะใส่เรื่องนี้ไว้ในนโยบายพรรคอย่างจริงจัง” นายอุตตม กล่าว

ทั้งนี้ พรรคสร้างอนาคตไทย เกิดจากพวกเราที่ร่วมอุดมการณ์ ตั้งใจ และยินดีให้คนภายนอกใช้พรรคเป็นเวทีเปิดเพื่อถกปัญหา หาทางออก และรับฟังทุกข้อเสนอแนะ ที่จะสร้างอนาคตเศรษฐกิจ สังคม และอนาคตประเทศไทย นอกจากนี้พรรคยังเปิดให้ทุกภาคส่วนในสังคม ทั้งภาครัฐ และเอกชนสามารถนำข้อมูลที่ได้จากการจัดอบรม เสวนาต่าง ๆ ของพรรค ไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศได้ 


 


"สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต้องเร่งปลดล็อก

  "สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต...