แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พรรคพลังประชารัฐ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พรรคพลังประชารัฐ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

"นฤมล" แนะออกแบบแก้จนยั่งยืนไม่หว่านแห ต้องจากล่างขึ้นบน ชู"ธุรกิจเพื่อสังคมระดับชุมชน"



วันที่ 11 ก.พ. 66 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน เหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐ ได้โพสต์แนวทางการแก้ปัญหาความยากจนผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวความว่า #แก้จนแบบไม่หว่านแห การแก้ปัญหาความยากจนเริ่มต้นที่ผู้มีรายได้น้อยส่วนใหญ่ คือ เกษตรกร จำเป็นต้องแก้ไขและจัดการเรื่องที่ทำกิน พร้อมกับการพัฒนาสภาพที่ดินและแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร 

นอกจากเรื่องดินและน้ำ ซึ่งคือปัจจัยพื้นฐานที่จะนำไปสู่การสร้างอาชีพและรายได้ การจัดสรรสวัสดิการแบบถูกฝาถูกตัว ยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขจัดความยากจน สวัสดิการในการเข้าถึงสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานด้านต่างๆ เช่น เครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น การศึกษาและการฝึกอาชีพ หลักประกันทางสุขภาพ เป็นต้น 

การเข้าถึงสวัสดิการเหล่านี้ไม่ควรจัดสรรแบบหว่านแห แต่ควรจัดเมนูเฉพาะที่ตรงกับสิ่งที่ผู้มีรายได้น้อยยังเข้าไม่ถึง และตรงกับพื้นฐานของผู้มีรายได้น้อยและความต้องการของตลาดแรงงาน 

คนจนในเมือง อาจจะมีรายได้เกิน 1 แสนบาทต่อปี ไม่เข้าข่ายผู้ที่มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ต้องแบกค่าครองชีพ ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าเดินทาง ค่าเช่าที่พัก จนรายได้ที่เหลือไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพอย่างมีคุณภาพ รัฐบาลจึงควรจัดสรรสวัสดิการให้กับกลุ่มคนจนในเมือง เช่น สวัสดิการค่าเดินทาง เพื่อป้องกันปัญหาการขยายตัวของกลุ่มคนจนในเมือง 


เราต้องเลิกแนวคิดแก้จนแบบบนลงล่าง การนั่งดูข้อมูลภาพรวมทั้งประเทศแล้วตัดสินใจออกแบบนโยบายแก้จนกันในห้องแอร์แบบหว่านแหจะไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างยั่งยืน


การแก้ความยากจนไม่ใช่แค่เรื่องการจัดสรรสวัสดิการเท่านั้น แต่ต้องแก้กันด้วยเมนูแก้จนที่ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลแบบแยกรายกลุ่ม (เช่น กลุ่มเกษตรกร กลุ่มแรงงานในระบบ กลุ่มแรงงานนอกระบบ กลุ่มผู้พิการ เป็นต้น) แยกรายพื้นที่ (แยกรายภาค และแยกย่อยลงหัวเมือง ชนบท แหล่งอุตสาหกรรม แหล่งทำการเกษตร) จนถึงระดับแยกรายชุมชน และแยกรายครัวเรือน ที่สำคัญที่สุด การแก้จนจะสามารถทำสำเร็จได้ต้องให้คนจนและชุมชนมีส่วนร่วมออกแบบเมนูที่จะทำให้เขาพ้นจากความยากจน 

กลไกที่จะเข้าไปช่วยขับเคลื่อนการแก้จนได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่หน่วยราชการ แต่ควรเป็น “ธุรกิจเพื่อสังคมระดับชุมชน”


แก้จนอย่างสัมฤทธิ์ผล ต้องแก้จากล่างขึ้นบนเป็นสำคัญ

 

วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

"โฆษก พปชร." ยันนโยบาย "บิ๊กป้อม 700" แก้จนถูกใจประชาชน เดินหน้าต่อ "มีเราไม่มีแล้ง มีที่ทำกิน ไม่มีจน"



เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ  พร้อมด้วย น.ส.เกณิกา อุ่นจิตร์ ทีมโฆษกพรรค และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดสระบุรี เขต 3 แถลงข่าวร่วมกันภายหลัง การประชุมคณะกรรมการจัดทำนโยบายของพรรคพปชร.ที่มี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)เป็นประธานว่า พรรคพลังประชารัฐขอขอบคุณสื่อมวลชน และประชาชนทุกท่านที่ให้ความสนใจในนโยบายของพรรค ตั้งแต่นโยบายหลักที่เพิ่มเงินสวัสดิการในบัตรประชารัฐจำนวน 700 บาท หรือลุงป้อม 700 บาท  มุ่ง ขจัดปัญหาความยากจน เป็นนโยบายที่ถูกใจประชาชน จนมาถึงวันนี้ที่พรรคพลังประชารัฐได้เปิดนโยบายต่อเนื่องที่ 2 และ 3   ซึ่งพล.อ.ประวิตร ได้มอบเป็นภาระกิจ ให้กับทุกคนในพรรค นำไป ปราบ และสู้ กับภัยน้ำแล้ง น้ำท่วม จัดการเรื่องที่ทำกิน ให้ประชาชนสามารถมีที่ดินเป็นของตนเอง เพื่อให้ประเทศไทยไร้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง อย่างยั่งยืน รวมไปถึงการทำให้เกษตรกรมีที่ดินเป็นของตัวเอง ใช้ที่ดินในการทำมาหากินต่อไป     “มีเราไม่มีแล้ง มีน้ำ ไม่มีจน"  “มีเรา มีที่ทำกิน มีที่ดินไม่มีจน” เราคาดหวังว่า นโยบายของพรรคพลังประชารัฐจะช่วยทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีให้ทัดเทียมกับประชาชนประเทศอื่นๆ"


โดยนโยบายการบริหารจัดการน้ำ ไม่ว่าจะเป็นเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุน การกักเก็บน้ำ เพิ่มแหล่งน้ำสำรอง และแหล่งน้ำทางเลือก เพื่อแก้ปัญหาน้ำแล้ง น้ำท่วมซ้ำซาก ซึ่งพรรคพลังประชารัฐจัดทำผังน้ำชุมชน และที่สำคัญในการบริหารจัดการระบบน้ำ เรามีผังในการบริหารทั่วประเทศ เพื่อจัดระเบียบทางเดินของน้ำ


นายอรรถกร ยังกล่าวต่อว่า ในส่วนนโยบายการจัดที่ดิน พรรคของเราจะทำให้คนไทย และเกษตรกรมีที่อยู่อาศัย และสามารถทำกินบนที่ดินของตัวเอง โดยกว่า 3 ปีที่ผ่านมา พลเอกประวิตร ได้เร่งแก้ปัญหาทั้ง 2 เรื่องมาโดยตลอด จนเป็นที่เรียกกันติดปากว่า" ไม่รู้ แต่ไม่แล้ง" และมีการระดมความคิดเห็น ทั้งส.ส.ในพรรค นักวิชาการ การทำประชาสังคมกับชาวบ้าน จนออกมาเป็นนโยบายในวันนี้ 


นอกจากนี้หัวหน้าพรรคเราก็ยังลงพื้นที่ แก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินให้กับพี่น้องประชาชน หลายคนถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา เพราะปัญหาที่รอคอยมาตลอดชีวิตได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้การทำงานของพรรคพลังประชารัฐประสบความสำเร็จก็มาจากการสะท้อนปัญหาจาก ส.ส.ในพื้นที่มาถึงผู้บริหารพรรค จนนำไปสู่การแก้ไข  



 

ธรรมนัส"มาแล้ว! ร่วม"บิ๊กป้อม700" เปิดนโยบาย "ดิน-น้ำ" ลั่น "มีลุง ไม่มีแล้ง" ยกเป็นวาระแห่งชาติ



เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แถลงข่าวเปิดนโยบายพรรคเพิ่มเติม  โดยมีนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง  และเลขาธิการพรรค  นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรค    ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค คณะกรรมการบริหาร และคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายพรรคพลังประชารัฐ  รวมถึงร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา และอดีตเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ด้วย ซึ่งเป็นการเปิดนโยบายที่สำคัญของพรรคอีก 2 เรื่อง ก็คือ เรื่องน้ำ และเรื่องที่ดิน  จากการทำงานในพื้นที่มาโดยตลอดของผม และทีมงาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เข้าไปติดตาม รับฟัง และ แก้ปัญหาน้ำ และที่ดินทั่วประเทศ โดยเฉพาะเรื่องน้ำ ที่ได้นำมาสู่การทำแผนแม่บท บูรณาการ 38 หน่วยงาน ทำผังน้ำ พัฒนาแหล่งน้ำผิวดิน น้ำบาดาล น้ำประปา น้ำเพื่อการเกษตร ออกมาตรการฤดูแล้ง มาตรการฤดูฝน ผลงานชัด ๆ ก็คือ 3 ปีนี้ ไม่มีการประกาศพื้นที่ภัยแล้งเลย เรายืนยันว่า "มีลุง ไม่มีแล้ง"  

ดังนั้น เรื่องน้ำและที่ดิน เป็นนโยบายต่อเนื่องจากนโยบายแรก  ซึ่งภายหลังจากพรรคได้เปิดนโยบายในการเพิ่มเงินสวัสดิการในบัตรประชารัฐเป็น 700 บาทต่อเดือน ได้รับกระแสตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี แต่นโยบายของพรรค ยังมีอีกหลายด้านที่มุ่งเน้นให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น "อยู่ดีกินดี" เพราะทุกวันนี้ ปัญหาความยากจน ยังคงมีอยู่ พรรคพลังประชารัฐ พร้อม ! ขจัดปัญหาความยากจน โดยประกาศเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อแก้ปัญหาที่สำคัญ เช่น ปัญหาหนี้สิน ปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ ปัญหาการบริหารจัดการน้ำ และ ปัญหาที่ดินทำกิน เป็นต้น

สำหรับนโยบายที่พรรคประกาศเพิ่มเติมในวันนี้  นโยบายที่ 1 เราพร้อม ! สานต่อนโยบายการบริหารจัดการน้ำ เติมน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ เพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำ เพิ่มแหล่งน้ำสำรอง และแหล่งน้ำทางเลือก แก้ปัญหา น้ำแล้งน้ำท่วมซ้ำซาก จัดทำผังน้ำชุมชน จัดระเบียบทางน้ำทั่วประเทศ ยกระดับการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำ พร้อมเผชิญภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ซึ่งจะเป็นการลดความสูญเสียทั่งชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนได้อย่างยั่งยืน

นโยบายที่ 2   เราพร้อม ! สานต่อนโยบายบริหารจัดการที่ดิน  “มีเรา มีที่ทำกิน มีที่ดินไม่มีจน” เพื่อให้คนไทยมีที่อยู่อาศัย และที่ทำกิน ด้วยการ "ปฏิรูประบบที่ดิน คืนที่ทำกินให้ประชาชน" โดย เร่งรัดออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินทุกประเภท เปลี่ยน ส.ป.ก. เป็นโฉนด จัดที่ดินของรัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ให้คนไร้ที่ทำกินกว่า 2 ล้านราย ยกระดับธนาคารที่ดิน ตั้งศูนย์พิสูจน์และคุ้มครองสิทธิประชาชน ชะลอการดำเนินคดีและนิรโทษกรรมความผิดเกี่ยวกับที่ดิน และสังคายนากฎหมายที่ดินทั้งระบบ เพื่อใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างคุ้มค่าสูงสุดรองรับการพัฒนาประเทศ และคืนความยุติธรรมให้กับประชาชนอย่างเท่าเทียม


 

วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2565

"ดร.นฤมล" แนะทางรอดคนมีหนี้นอกระบบ พึ่งสินเชื่อรัฐหนีกับดักความยากจน

เมื่อวันพุธที่ 14 กันยายน 2565 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) โพสต์ Facebook เห็นถึงปัญหาหนี้นอกระบบที่เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักกับดักความยากจนของคนไทย โดยมีปัจจัยหลักที่ประกอบด้วย 1. คนที่มีหนี้นอกระบบ ส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อยอยู่แล้ว เข้าไม่ถึงเงินกู้ธนาคาร 


2. ดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบที่สูงมาก ทำให้ผู้กู้รับภาระผ่อนชำระไม่ไหว หันไปหาเงินกู้นอกระบบเพิ่มมาชำระหนี้เดิม จริงอยู่ที่ทุกฝ่ายบอกว่าต้องเริ่มแก้ที่ตัวผู้กู้ ที่ควรวางแผนการใช้จ่ายของตนไม่ให้เกินรายได้ แต่ผู้มีรายได้น้อยส่วนมาก ไม่ได้มีรายรับคงที่ หรือคาดการณ์ได้ในทุกเดือน เช่น เกษตรกร ที่มีรายได้ตามฤดูกาลและแปรผันตามราคาสินค้าเกษตร หรือ คนทำอาชีพรับจ้าง ที่รายได้มีความผันผวนสูง เมื่อเกิดค่าใช้จ่ายจำเป็นบางห้วงเวลา จึงจำเป็นต้องกู้ยืม เกษตรกรจำนวนมากต่างกู้เงินเพื่อไปลงทุนทำการเกษตร ขายผลผลิตได้เงินแล้ว จึงนำมาใช้หนี้ วนเป็นวัฎจักรเช่นนี้


ศ.ดร.นฤมล ระบุว่า หากยังมีความจำเป็นต้องกู้เงิน อยากย้ำหรือแนะนำให้พยายามใช้สินเชื่อจากธนาคารของรัฐ เช่น ออมสิน ธกส. ต่างมีโครงการสินเชื่อช่วยแก้หนี้นอกระบบแบบครบวงจร ซึ่งมาตรการระยะหลังมีการผ่อนปรนมากพอสมควรเพื่อช่วยเหลือผู้กู้ นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และกระทรวงการคลัง ได้พยายามเข้าไปกำกับดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบ ผ่านการขึ้นทะเบียนผู้ให้สินเชื่อ ทั้งนาโนไฟแนนซ์ และพิโกไฟแนนซ์ โดยกำหนดให้คิดดอกเบี้ยได้ไม่เกิน 36% ต่อปี เพื่อหลีกเลี่ยงเงินกู้ดอกเบี้ยโหด สามารถเข้าไปดูผู้ให้บริการสินเชื่อได้ตามลิงค์


สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ https://www.1213.or.th/App/MCPD/ProductApp/NanoFinance


สินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ https://1359.go.th/picodoc/

วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2565

"อนุชา" ย้ำโครงการ "ชุมชนดีพร้อม" ตอบโจทย์พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

"อนุชา" ย้ำโครงการ "ชุมชนดีพร้อม" ตอบโจทย์พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก สร้างงาน สร้างรายได้ให้ชุมชน มั่นใจ "เงินบาทแรกของแผ่นดิน" แหล่งรายได้หลักเสริมความเข้มแข็งเศรษฐกิจประเทศ

วันเสาร์ที่ 10 กันยายน 2565  นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางลงพื้นที่ จ.ชัยนาท พบปะให้กำลังใจประชาชนชาวชัยนาทที่เข้าร่วมโครงการ “พัฒนาอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ให้ชุมชนดีพร้อม” ในพื้นที่เทศบาลตำบลโพนางดำตก เทศบาลตำบลคุ้งสำเภา และองค์การบริหารส่วนตำบลท่าฉนวน อำเภอมโนรมย์ 


รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประชาชนมีอาชีพ มีรายได้อย่างยั่งยืน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมภายใต้การนำของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม จึงได้จัดทำโครงการ “พัฒนาอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ให้ชุมชนดีพร้อม” เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกพื้นที่ได้พัฒนาศักยภาพตนเอง ต่อยอดเป็นการประกอบอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ หรือ กทบ. ที่ตนกำกับดูแล โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนในชุมชนมีแหล่งรายได้ที่มั่นคง ยั่งยืน เสริมกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านการสนับสนุนของภาครัฐและหน่วยงานในระดับพื้นที่ 


รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่า การที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างยั่งยืน ต้องให้ความสำคัญกับ "เงินบาทแรกของแผ่นดิน" คือ เงินจากดิน เงินจากน้ำ ซึ่งภาคการเกษตรถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เดินต่อได้  ขณะที่เกษตรกรซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีจำนวนมากและเป็นกำลังซื้อหลักของประเทศ ต้องได้รับการส่งเสริม สนับสนุน และแนะแนวทางการประกอบอาชีพที่ถูกต้อง เหมาะสม ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจฐานรากมีความเข้มแข็ง นำไปสู่การเกิดเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต 


สำหรับโครงการ “พัฒนาอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ให้ชุมชนดีพร้อม” มีส่วนช่วยขับเคลื่อนฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ  ด้วยการเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการสร้างคน สร้างงาน สร้างรายได้ เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน รวมถึงส่งเสริมและพัฒนาคนในชุมชนให้มีองค์ความรู้และทักษะที่จําเป็นในการประกอบอาชีพ ด้วยการพัฒนากลไก 7 วิธีปั้นชุมชนดีพร้อม ประกอบด้วย แผนชุมชนดีพร้อม คนชุมชนดีพร้อม แบรนด์ชุมชนดีพร้อม ผลิตภัณฑ์ชุมชนดีพร้อม เครื่องจักรชุมชนดีพร้อม ตลาดชุมชนดีพร้อม และเงินทุนหมุนเวียนดีพร้อม โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 (ผู้ประกอบการ OTOP กลุ่มวิสาหกิจชุมชน รวมถึงคนที่ถูกเลิกจ้างงานและกลับคืนถิ่นฐาน ตลอดจนคนที่สนใจเพิ่มทักษะและรายได้ให้ตนเองและชุมชน


 


"อนุชา" กระตุ้นผู้นำท้องถิ่นชัยนาท พัฒนาการเมืองควบคู่เศรษฐกิจพอเพียง

"อนุชา" ชี้ผู้นำท้องถิ่นมีส่วนกำหนดทิศทางการพัฒนาการเมืองระดับพื้นที่ ชูความคิด "ท้องถิ่นนิยม" ให้เกิดการพัฒนาทุกมิติ

วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2565 เวลา 09.00 น.  ที่โรงแรมเจ้าพระยาธาราริเวอร์ไซด์ อ.เมือง จ.ชัยนาท นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางลงพื้นที่ เป็นประธานเปิดโครงการสัมมนาแนวทางการพัฒนาการเมือง ซึ่งจัดขึ้นโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท เพื่อเป็นการระดมความคิดเห็น แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการพัฒนาการเมืองท้องถิ่นให้มีศักยภาพ สร้างการมีส่วนร่วมในชุมชน โดยมี นายนที มนตริวัต รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท นายอนุสรณ์ นาคาศัย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท ผู้บริหาร สมาชิก และเจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น รวมถึงผู้นำชุมชนและประชาชนเข้าร่วมกว่า 200 คน 


การสัมมนาครั้งนี้มีส่วนช่วยให้ผู้นำท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาบริบทด้านต่างๆ ของเมืองชัยนาท ผ่านการระดมความคิดเห็น แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์เรื่องการเมือง การปกครอง การประชุมสภาท้องถิ่น เพื่อนำข้อสรุปที่ได้จากการสัมมนาไปพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานแก่สมาชิกสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่ จ.ชัยนาท อีกทั้งยังเพิ่มพูนความรู้ด้านวิถีชีวิตการเมืองแบบประชาธิปไตย การปฏิรูปการเมือง และการพัฒนาเมืองควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ ภายใต้ปรัชญา "เศรษฐกิจพอเพียง"  

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่า ขอให้ผู้บริหารท้องถิ่นดึงเอามิติทางการเมืองที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองมาใช้ในการปฏิบัติงาน โดยคำนึงถึงประชาชนส่วนรวมเป็นหลัก เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ท้องถิ่นมีศักยภาพ ประชาชนอยู่ดีมีสุข โดยดึงเอาความเป็นท้องถิ่นนิยมมากระตุ้นให้เกิดการพัฒนาทุกด้าน ทั้งนี้ ขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่จับมือกันเพื่อผลิตนโนบายที่เป็นประโยชต์ สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นเพื่ออนาคตลูกหลานชาวชัยนาทในภายภาคหน้า ให้สมกับที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนที่ได้เลือกให้เข้ามาทำหน้าที่แทนตามระบอบประชาธิปไตย


"สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต้องเร่งปลดล็อก

  "สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต...