แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คณะรัฐมนตรี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คณะรัฐมนตรี แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2565

"บิ๊กป้อม" แนะบริหารจัดการแร่ ยึดหลัก "พอเพียง-SDGs-BCG Model-ธรรมาภิบาล"

พล.อ.ประวิตรประชุม คกก."แร่แห่งชาติ" เน้นการมีส่วนร่วมปชช.  ยึดหลักธรรมาภิบาล  เห็นชอบแผนแม่บทแร่ ฉบับ2(ปี66-70) มุ่งรักษาสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการลงทุนพัฒนา ศก. และประเทศชาติ ได้ประโยชน์คุ้มค่า ยั่งยืน



เมื่อวันพุธที่ 14 กันยายน 2565  เวลา 10.00 น.  พล.ท.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผู้ช่วยโฆษก รองนายกรัฐมนตรี​ เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี​  ได้เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ ครั้งที่2/2565  ณ ห้องประชุม 301  ตึกบัญชาการ 1  ทำเนียบรัฐบาล


ที่ประชุมได้รับทราบ มติ ครม. เมื่อ 15 ก.พ.65 เห็นชอบให้แผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ พ.ศ.2560-2564 มีผลใช้ได้จนถึง 31ธ.ค.65 และรับทราบ มติ ครม.เมื่อ 2 ส.ค.65 เห็นชอบหลักการต่อนโยบายด้านอุตสาหกรรมเหมืองแร่ และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โดยให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และก.อุตสากรรมประสานความร่วมมือกับ ก.ทรัพย์ฯ และก.การอุดมศึกษาฯ ในการกำหนดมาตรการที่เหมาะสม ต่อไป


จากนั้นที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณา เห็นชอบ(ร่าง)แผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ ฉบับที่2 (พ.ศ. 2566-2570) โดยให้เน้นการมีส่วนร่วม และสร้างการรับรู้ให้สาธารณะชนทราบอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ และมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์ทรัพยากรแร่ อย่างคุ้มค่า และยั่งยืนโดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ,การพัฒนาที่ยั่งยืน(SDGs) ,BCG Model และหลักธรรมาภิบาล


พล.อ.ประวิตร ยังได้กำชับ ก.อุตสาหกรรม(กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่) และกรมทรัพยากรธรณี เร่งรัดการปรับปรุงแก้ไข (ร่าง)แผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ ฉบับที่2 ให้เสร็จโดยเร็ว พร้อมเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน สร้างการรับรู้ ความเข้าใจ ทุกภาคส่วน อย่างจริงจัง และให้เกิดประโยชน์สูงสุด ต่อประเทศชาติ และประชาชนเป็นสำคัญ


วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2565

กรมส่งเสริมการเกษตรประกาศผล และมอบรางวัลแปลงใหญ่ดีเด่นระดับประเทศประจำปี 2565

กรมส่งเสริมการเกษตรประกาศผล และมอบรางวัลแปลงใหญ่ดีเด่นระดับประเทศประจำปี 2565 โดยถ่ายทอดสดผ่านทางเฟซบุ๊กเพจ กรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมชูความสำเร็จของเกษตรแปลงใหญ่ที่เข้ารอบทั้ง 6 แปลง เป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ สามารถสร้างแรงบันดาลใจ และเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนให้เกษตรกรแปลงใหญ่ทั่วประเทศ


กรมส่งเสริมการเกษตร จัดงานประกาศผลและมอบรางวัลแปลงใหญ่ดีเด่นระดับประเทศ ประจำปี 2565 ขึ้นเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2565 ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมถ่ายทอดสดพิธีมอบรางวัลผ่านเฟซบุ๊กเพจ กรมส่งเสริมการเกษตร โดยมี นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการมอบรางวัล ซึ่งในปีนี้มีแปลงใหญ่ที่ผ่านเข้าสู่รอบการประกวดระดับประเทศ จำนวน 6 แปลง จาก 6 เขต และได้รับรางวัลดังต่อไปนี้


รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ แปลงใหญ่มะพร้าว หมู่ 2 ตำบลเขาล้าน อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีจุดเด่นในการบริหารกลุ่มคือ การเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมกับการดำเนินงาน ควบคู่ไปกับการถ่ายทอดองค์ความรู้ ประสบการณ์จากคนรุ่นเก่า จนเกิดการบริหารจัดการกลุ่มที่ลงตัว คือเป็นการบริหารจัดการตามแนวอนุรักษ์วิถีของคนทำสวนในอำเภอทับสะแก และยังมีการใช้นวัตกรรมในการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิต พร้อมเชื่อมโยงตลาดด้วย


รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ แปลงใหญ่ข้าว หมู่ 7 ตำบลหนองเมือง อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี ความโดดเด่นของกลุ่มนี้คือ ประธานกลุ่มฯ มีความเป็นผู้นำสูง และมีวิสัยทัศน์ สมาชิกมีความสามัคคี ร่วมมือปฏิบัติตามนโยบาย หรือแนวทางของกลุ่ม และยังได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากหน่วยงานในพื้นที่ทั้งภาครัฐและเอกชน


รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ แปลงใหญ่ปาล์มน้ำมัน หมู่ 7 ตำบลราชกรูด อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง จุดเด่นของกลุ่มนี้คือ มีความเข้มแข็ง มีกฎระเบียบที่ชัดเจน สามารถตรวจสอบได้ และผู้นำกลุ่มมีความสามัคคี มีความรู้ความเข้าในการดำเนินงาน ทั้งเรื่องสวนปาล์มน้ำมัน และการจัดการกลุ่ม


รางวัลชมเชย จำนวน 3 รางวัล ได้แก่ กลุ่มส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ตำบลหินซ้อน อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ที่มีความโดดเด่นในเรื่องของการรวมกลุ่มเพื่อซื้อปัจจัยการผลิตและวางแผนการผลิตเพื่อลดความเสี่ยง แปลงใหญ่ปาล์มน้ำมันตำบลลาดกระทิง อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมันที่ทำเกษตรแบบ Zero Waste มีการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และสอดคล้องกับระบบนิเวศ และแปลงใหญ่มะขาม วิสาหกิจชุมชนกลุ่มมะขามแปลงใหญ่ หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านเสี้ยว อำเภอฟากท่า จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่มีจุดเด่นของการรวมกลุ่มอยู่ที่ความร่วมมือร่วมใจกันของสมาชิก มีการเป้าหมายและวางแผนงานร่วมกันในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ


ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินงานในระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่มาตั้งแต่ปี 2559 และมีการจัดประกวดแปลงใหญ่เป็นประจำทุกปี เพื่อคัดเลือกแปลงใหญ่ดีเด่นเป็นตัวอย่างในการขยายผลการส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ให้เกษตรกรอื่น ๆ ทั่วประเทศ และเกษตรแปลงใหญ่ที่ได้รับรางวัลในปีนี้ทั้ง 6 แปลง ถือเป็นต้นแบบที่ดีของการบริหารจัดการและพัฒนากลุ่มจนประสบความสำเร็จ สามารถแก้ไขปัญหาต้นทุน และปัญหาต่าง ๆ ที่สมาชิกกลุ่มต้องเผชิญก่อนที่จะมีการรวมกลุ่มฯ ได้อย่างเห็นผลชัดเจน จนสามารถบรรลุเป้าหมายทั้ง 5 ด้าน คือลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพผลผลิตจนได้มาตรฐาน มีการบริหารจัดการที่ดี และสามารถจัดการด้านการตลาดได้ ส่งผลให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพเกษตรมากยิ่งขึ้น.


ข้อมูลข่าวและที่มา https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220911184758357

วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2565

มท.เร่งขับเคลื่อน 49 โครงการนำร่อง 5 จังหวัดต้นแบบเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง

กระทรวงมหาดไทยเร่งขับเคลื่อน 49 โครงการนำร่องพื้นที่ 5 จังหวัดหวังสร้างต้นแบบเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงมุ่งสู่เป้าหมายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน


เมื่อวันเสาร์ที่ 10 กันยายน 2565  ที่กระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยได้จัดสรรงบประมาณให้จังหวัดดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ตามแนวพระราชดำริและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ พร้อมทั้งพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยจัดสรรงบประมาณจำนวน 14,080,140 บาท สำหรับดำเนินการ 49 โครงการ (ในระยะเริ่มต้น) มีวัตถุประสงค์ครอบคลุมมิติการพัฒนาพื้นที่ ในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม โดยได้กำหนดให้ดำเนินการในพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัด ได้แก่ 1.เชียงราย 2.สุโขทัย 3.อุบลราชธานี 4.นครนายก และ 5.จันทบุรี คาดว่ามีประชาชนผู้ได้รับประโยชน์อย่างน้อย 83,899 คน ถือเป็นการ Change for Good ที่เป็นรูปธรรม นำไปสู่การพัฒนาคนและพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน


นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย ได้แต่งตั้งคณะทำงาน Change for Good กระทรวงมหาดไทย เพื่อทำการขับเคลื่อนโมเดลเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง ไปสู่เป้าหมายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ Sufficiency Economy Development Zones for Sustainable Development Goals (SEDZ for SDGs) ในพื้นที่ 5 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ เชียงราย,สุโขทัย ,อุบลราชธานี ,นครนายก และ จันทบุรี โดยคณะทำงาน Change for Good แต่ละจังหวัดได้ลงพื้นที่เพื่อศึกษา วิเคราะห์ เก็บข้อมูลตามสภาพภูมิสังคม พร้อมนำข้อมูลจากระบบ ThaiQM และ TPMAP มาใช้ ประกอบกับบทวิเคราะห์สาเหตุสำคัญของความยากจนในโลกโดยองค์การ Concern Worldwide (Concern Worldwide, 2020)


สำหรับ ประเด็นที่ได้วิเคราะห์ และสรุปสาเหตุความยากจนมี 9 ประเด็น ได้แก่ 1.การขาดแคลนน้ำสะอาดและอาหาร 2.การไม่มีงานทำ หรือมีรายได้ไม่เพียงพอ 3.สงครามและความขัดแย้ง 4.ความไม่เท่าเทียมกัน 5.ขาดการศึกษา 6.Climate Change 7.การขาดโครงสร้างพื้นฐาน 8.ความสามารถที่จำกัดของรัฐบาล และ9.ขาดเงินทุนสำรอง โดยคณะทำงาน Change for Good กระทรวงมหาดไทย ได้ผ่านการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติพร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้มีประสบการณ์จริงจากการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้แล้วประสบผลสำเร็จ ทำให้คณะทำงานฯ มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหา ซึ่งจะต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ ค้นหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนที่แตกต่างกันไปตามสภาพภูมิสังคม


นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตามที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานไว้ไปประยุกต์ใช้และขยายผลในแต่ละพื้นที่ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งนับเป็นโชคดีของพสนิกรชาวไทยที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปณิธาน สืบสาน รักษา ต่อยอด โครงการในพระราชดำริทั้งปวง ทั้งยังทรงดำริว่า “สิ่งใดที่ยังเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ต้องดำเนินการและขับเคลื่อนต่อไป”


ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า แผนการพัฒนาพื้นที่และอาชีพเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนในพื้นที่ 5 จังหวัดนำร่องนั้น มีเป้าหมายหลัก 3 ด้าน คือ ด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ และด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีการดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ ระยะเริ่มต้น ช่วง 1 – 3 ปี (ระยะเร่งด่วน) จะพุ่งเป้าไปที่ การสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร การพัฒนาศักยภาพคุณภาพชีวิตในระดับครัวเรือนของพี่น้องประชาชน และกลุ่มเปราะบาง เพื่อการสร้างงานสร้างรายได้ ด้วยผลผลิตทางการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการทำธุรกิจบนพื้นฐาน เศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy หรือ BCG Model) ควบคู่กับการสร้างจิตสำนึกการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งดิน น้ำ ป่า อากาศ และทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล


นอกจากนั้น ในระยะกลาง ช่วง 4 – 6 ปี จะเน้นที่การสร้างความเข้มแข็งของการรวมกลุ่มทางสังคม และพัฒนาคนทุกช่วงวัยให้มีวิถีชีวิตและวิถีธรรมที่เข้มแข็ง สร้างการรวมกลุ่มอาชีพ กลุ่มวิสาหกิจ พัฒนาแกนนำกลุ่มอาชีพ รวมทั้งขยายผลการพัฒนา ฟื้นฟู และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และในระยะยาว ช่วง 7 – 9 ปี จะมุ่งเน้นที่การสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ อาทิ การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิต วิถีธรรมที่เป็นรูปธรรม ศูนย์จิตอาสาต้นแบบ การสร้างมาตรฐานสินค้าและบริการ การยกระดับกลุ่มทุนชุมชน การสร้างเครือข่าย การส่งเสริมการตลาดและเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจ รวมถึงการสร้างป่าชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน และการกำหนดเขตพื้นที่ป้องกันการรุกป่า


นายสุทธิพงษ์  กล่าวต่อว่า การดำเนินการในระยะเริ่มต้น หรือระยะเร่งด่วน ในพื้นที่จังหวัดนำร่อง 5 จังหวัด จำนวน 49 โครงการ สามารถจำแนกได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 การพัฒนาศูนย์เรียนรู้และเครือข่าย สู่การเป็นพื้นที่ต้นแบบ จำนวน 10 โครงการ กลุ่มที่ 2 การส่งเสริมทักษะและศักยภาพประชาชน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและรายได้ จำนวน 11 โครงการ และกลุ่มที่ 3 การส่งเสริมความมั่นคงทางด้านอาหารให้แก่ประชาชนในศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์ จำนวน 28 โครงการ ซึ่งกลไกในการขับเคลื่อนจะใช้กลไกในระดับภูมิภาคของกระทรวงมหาดไทย มีทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องที่ และผู้นำท้องถิ่น พร้อมกับสานพลัง 3 ระดับ 5 กลไก และ 7 ภาคี หรือ กลไก 3 5 7 ร่วมกับการนำหลัก “บวร บรม ครบ” มาช่วยขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ในระดับบุคคล ทำให้เกิดการพัฒนากระบวนทัศน์ มุมมอง จนเกิดเป็นวิถีชีวิตความพอเพียง นำไปสู่การขยายผลในระดับที่ใหญ่ขึ้นต่อ ๆ ไป


อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวทำให้เกิดการรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายชุมชนและขยายผลกิจกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด เปรียบเสมือนขณะนี้ กระทรวงมหาดไทยกำลังสร้างป่าจากการปลูกกล้าไม้ กล้าไม้เปรียบเสมือนคนแต่ละคน หากเราทำให้กล้าไม้แต่ละกล้าสามารถเติบโตด้วยตนเองได้ เราก็จะได้รับผืนป่าที่มีความแข็งแรง เพียงแต่เราต้องสร้างปัจจัยที่ช่วยให้กล้าไม้เจริญเติบโตได้ ผืนป่านั้นจึงจะอุดมสมบูรณ์ อันหมายถึง จะต้องสร้างคนและพัฒนาพื้นที่ เพื่อนำไปสู่สังคมที่มีความแข็งแรงและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะเป็นต้นแบบในการฝ่าวิกฤตปัญหาต่าง ๆ ของโลกใบเดียวของเรา (The Only One Planet) นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) 17 เป้าหมาย ขององค์การสหประชาชาติ (UNESCO หรือ UN) อีกด้วย


“กระทรวงมหาดไทย มีบทบาทสำคัญในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้แก่ประชาชนตามแนวทางของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเป็นหน่วยงานหลักที่ขับเคลื่อนการพัฒนาเชิงพื้นที่ เนื่องในโอกาสที่กระทรวงมหาดไทย ครบรอบ 130 ปี และกำลังจะก้าวสู่ปีที่ 131 ปีในปีหน้า กระทรวงมหาดไทยมีความมุ่งหวังที่จะขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพอเพียง หรือ SEDZ ให้เป็นรูปธรรม เชื่อมโยงสอดคล้องกับวาระแห่งชาติเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) ตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อนำมาเป็นกรอบและทิศทางในการแก้ไขปัญหาความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัย เกิดการรวมกลุ่มและพัฒนาไปด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง นำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาประเทศไทย อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน เพื่อนำไปสู่การ Change for Good อย่างแท้จริง” ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวท้าย


 


วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2565

ปลัดมท.กระตุ้นผู้บริหารท้องถิ่น-ภูมิภาค น้อมนำแนวพระราชดำริโคกหนองนาอารยเกษตร แก้ปัญหาน้ำแล้ง-น้ำท่วมเพื่อความยั่งยืน

ปลัดมหาดไทยน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 และร.10 เป็นต้นแบบแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน พร้มทั้งใช้ Bigdata เป็นฐานข้อมูลแก้ปัญหาอย่างครบวงจร


เมื่อวันศุกร์ที่ 2 กันยายน 2565 ที่ห้องราชบพิธ อาคารดำรงราชานุสรณ์ ชั้น 5 กระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบนโยบายการบูรณาการการขับเคลื่อนและขยายผลนโยบายภาครัฐเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติแบบบูรณาการ พร้อมด้วย ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ย.ป. ชี้แจงการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติให้แก่ผู้บริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้บริหารหน่วยงานราชการ ในส่วนภูมิภาค ภายใต้หลักสูตร ป.ย.ป. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 โดยมี รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุม และมี ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการในจังหวัด นายอำเภอ ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ข้าราชการ เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ผ่านระบบการประชุมทางไกล

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยมีความยินดีอย่างยิ่ง ที่วันนี้ได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติให้แก่ผู้บริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้บริหารหน่วยงานราชการ ในส่วนภูมิภาค ภายใต้หลักสูตร ป.ย.ป. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เพื่อให้การบริหารราชการภูมิภาค โดยผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผู้บริหารระดับท้องถิ่น มีการขับเคลื่อนการพัฒนางานกับหน่วยงานในพื้นที่ โดยสำนักงาน ป.ย.ป. ได้มีหลักสูตรพัฒนานักบริหารระดับสูง ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง ในแต่ละระดับ ไปขยายผลในพื้นที่ จะช่วยสนับสนุนให้กระทรวงมหาดไทยได้แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนเพื่อลดความอดอยาก ความหิวโหย ความเหลื่อมล้ำ ดูแลด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นโอกาสดีที่ทาง สำนักงาน ป.ย.ป. ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผู้บริหารท้องถิ่นได้เข้าร่วมคณะ ป.ย.ป. ด้วย 


ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ย.ป. ได้กล่าวว่า สำนักงาน ป.ย.ป. ได้ดำเนินการจัดฝึกอบรมหลักสูตร ป.ย.ป. ทุกระดับ มาปีนี้เป็นปีที่สอง เพื่อสร้างกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจในการปฏิรูปประเทศและการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งในปีนี้ กำหนดประเด็นเร่งด่วนสำคัญจากยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ได้แก่ 1) การพัฒนาศักยภาพของประเทศให้พร้อมเผชิญกับภัยคุกคามที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ 2) การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและลดความเสี่ยงอุทกภัย และ 3) การพัฒนาสมรรถนะทุนมนุษย์เพื่อรองรับการพัฒนาในอนาคต และกำหนดหลักสูตรระดับ ป.ย.ป. 1 คือ ผู้บริหารระดับหัวหน้าหน่วยงาน ปีนี้จะประกอบด้วยท่านปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้บริหารระดับปลัดกระทรวง อีก 11 ท่าน รวมถึงหลักสูตร ป.ย.ป. 2 คือ ผู้บริหารระดับรองอธิบดี และหลักสูตร ป.ย.ป. 3 คือการประชุมเชิงปฏิบัติการในวันนี้ จะเป็นการเสริมสร้างความเข้าใจและเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ให้กับผู้บริหารหน่วยงานราชการในส่วนภูมิภาค และผู้บริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น


จากนั้น เวลา 10.10 น. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวมอบนโยบายและเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ผ่านระบบการประชุมทางไกลว่า ปัจจุบันย่างเข้าสู่เดือนตุลาคมซึ่งจะมีการเริ่มใช้ปีงบประมาณใหม่มีการเริ่มต้นการใช้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) เราจึงต้องมาปรับเปลี่ยนการขับเคลื่อนการทำงานจึงเป็นที่มาของการประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้สำหรับผู้ปฏิบัติการของภาครัฐในส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้กับข้าราชการส่วนกลางที่จะต้องสอดประสานกันบูรณาการร่วมกันระหว่างข้าราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น จะต้องมีการประเมินการทำงานช่วงเวลาที่ผ่านมาและแก้ไขความผิดพลาดเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดซ้ำในเรื่องเดิมอีก สำนักงาน ป.ย.ป. จะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาในการขับเคลื่อนการแก้ไขกฎหมายแก้ไขระเบียบ เพื่อให้ดำเนินการไปได้ด้วยดี ขอเป็นกำลังให้ทุกท่าน ปฏิบัติหน้าที่ให้สมดังความคาดหมายของประชาชนด้านการบริการของเราให้งานขับเคลื่อนได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยและให้ประเทศชาติพัฒนาไปสู่ความก้าวหน้าต่อไป 


นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงมหาดไทยได้เสนอหัวข้อ การสร้างต้นแบบการบริหารน้ำอย่างยั่งยืน ที่ทางกระทรวงมหาดไทยได้มีการศึกษาโครงการพระราชดำริ ซึ่งตลอดระยะเวลา 70 ปี แห่งการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระองค์ได้พระราชทานพระราชดำรัสและแนวพระราชดำริเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์และเป็นแนวทางไปสู่การบริหารจัดการน้ำที่ยั่งยืน ทั้งในมิติการป้องกันปัญหาภัยแล้ง และการป้องกันปัญหาน้ำท่วม ยังผลทำให้พี่น้องประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ดังใจความตอนหนึ่งในพระราชดำรัสที่ได้พระราชทานแก่คณะบุคคลต่าง ๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2533 ความว่า “.. เราควรพิจารณาว่า ถ้าสามารถที่จะเก็บน้ำที่ลงมาท่วม สกัดไว้ไม่ให้ลงมาท่วม ก็จะบรรเทาการท่วมและลดความเสียหาย ฉะนั้นการหาทางที่จะเก็บน้ำที่ลงมาท่วมเอาไว้ได้ สำหรับให้เป็นน้ำที่ให้คุณที่ช่วยให้มีรายได้ ก็จะเป็นการดีเป็นทวีคูณ.. ..การที่จะทำโครงการที่แยบคาย เพื่อป้องกันหรือลดความเสียหายในการท่วมนั้น และเพิ่มพูนผลิตผลในหน้าแล้ง ก็ได้ผลสองเท่าตัว คือไม่ต้องใช้เงินแก้ไข หรือบรรเทาทุกข์ของประชาชน ซ้ำจะได้ให้ประชาชนทำกินได้ เพิ่มพูนขึ้นไปเกือบสองเท่า..” อันเป็นกรอบความคิด ที่ทรงชี้ให้เห็นถึงภัยพิบัติต่าง ๆ โดยเฉพาะน้ำท่วมและน้ำแล้ง โดยในส่วนของการสร้างต้นแบบที่ พระองค์ทรงทดลอง คิด และปฏิบัติ เช่น ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืนในเรื่องปากท้อง ปัจจัย 4 สิ่งแวดล้อม สังคมความรักความสามัคคี ระหว่างที่น้องประชาชน อีกเรื่องที่สำคัญคือ “ทฤษฎีใหม่” 


นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณและเป็นความโชคดีของพวกเราคนไทยทุกคนที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา และต่อยอด แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยทรงมุ่งหวังที่จะให้ประชาชนคนไทยที่เป็นพสกนิกรของพระองค์ทุกคนได้รอดพ้นจากภัยพิบัติจากธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ดังใจความตอนหนึ่งในพระราชดำรัสเรื่อง “อารยเกษตร” เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2564 ความว่า “โคกหนองนา นอกจากเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ทางด้านเกษตรกรรม แล้วยังเป็นศิลปะ เป็นแบบฝึกหัดที่ดี ในการที่จะรวมเกษตรที่หลากหลายให้มาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ในเวลาเดียวกันรักษาความหลากหลาย แต่ความหลากหลายนั้น ก็เกื้อกูลซึ่งกันและกัน.. ..มีเป้าหมายที่แน่นอนคือ ความอุดมสมบูรณ์ ความอุดมสมบูรณ์ของอาหาร และการเสริมคุณภาพชีวิต หัวใจคือคุณภาพชีวิตของเรา การเกษตร เป็นอาหาร เป็นสิ่งที่เป็นหลักของชีวิตของเรา.. ..ในยุคนี้คือเกษตร เกษตรคือประเทศ ก็คือผืนดิน (Sustainable Agronomy) คืออารยประเทศ เกษตรประเทศ ก็คืออารยประเทศ ทำได้โดยประยุกต์หลายๆ ทฤษฎีที่ได้ทรงรับสั่งไว้..” ที่กล่าวมานี้ กระทรวงมหาดไทยใช้กรอบการสร้างต้นแบบการบริหารน้ำอย่างยั่งยืน มาเสนอเป็นต้นแบบการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ประกอบกับการใช้ Bigdata เช่น ข้อมูลของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ข้อมูลน้ำท่วมซ้ำซาก แล้งซ้ำซาก มาอินทิเกรตข้อมูลเพื่อเป็นข้อมูลผ่านระบบอัจฉริยะ มาให้เรียนรู้ทั้งประเทศได้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ กล่าวทิ้งท้าย


 


วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2565

"บิ๊กป้อม" ลงนาม​ MOU​ 22​ หน่วยงาน​ พัฒนาที่ดิน​ให้ประชาชนใช้ประโยชน์ทำกิน

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน 2565 พลเอกประวิตร​ วงษ์สุวรรณ​ รองนายกรัฐมนตรี และรักษาการแทนนายกรัฐมนตรี​ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายแนวทางมาตรการการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินครั้งที่ 2/2565 โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม ซึ่งการประชุมนี้​ มีการรับทราบความคืบหน้าการจัดทำนโยบายและแผนบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ พ.ศ 2566-2580 นอกจากนี้ ที่ประชุมมีการพิจารณาเห็นชอบร่างหลักเกณฑ์การจำแนกประเภทที่ดินตามผลการจำแนกการใช้ประโยชน์ที่ดิน, เห็นชอบการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าไม้ถาวรซึ่งจะให้กรมป่าไม้ดำเนินการกำหนดพื้นที่เป้าหมายการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนในพื้นที่ป่าไม้ถาวร และเห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการด้านการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ​ พ.ศ.2566-2570

จากนั้น​ พลเอกประวิตร​ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ​ (MOU)​ ภายใต้โครงการบูรณาการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในพื้นที่​ คทช.​ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ​ หรือ​ สคทช. ร่วม​ 21 หน่วยงาน​ แสดงเจตจำนงในการผนึกกำลังบูรณาการพัฒนาพื้นที่โดยการสนับสนุนจัดทำโครงสร้างพื้นฐานระบบสาธารณูปโภคเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

โดยพลเอกประวิตร​ กล่าวว่า​ งาน​ คทช. วันนี้​ เป็นการจัดทำที่ดินทำกินในชุมชนในลักษณะแปลงรวม​ โดยมิได้ให้กรรมสิทธิ์​ แต่อนุญาตให้เข้าทำประโยชน์เป็นกลุ่มหรือชุมชน​ ซึ่งเป็นนโยบายที่สำคัญของรัฐบาลที่ต้องการแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำปัญหาการขาดที่ดินทำกิน​ โดยให้ประชาชน​ ผู้ยากไร้ได้มีสิทธิทำกินและอยู่อาศัยที่ดินของรัฐอย่างถูกต้องตามกฎหมาย​ ป้องกันการเปลี่ยนมือ​ และการเข้ามาครอบครองของนายทุน​ พร้อมย้ำให้หน่วยงานรัฐพัฒนาระบบสาธารณูปขั้นพื้นฐาน​ ไฟฟ้า​ ประปา​ เส้นทางคมนาคม​ และแหล่งน้ำในการอุปโภคบริโภคต่างๆ​ เพื่อให้สามารถลงหลักปักฐานต่อไปในระยะยาว​ รวมทั้งให้มีการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่และต่อยอดไปสู่การจัดหาตลาด​ รวมถึงช่องทางการกระจายผลผลิตทางการเกษตร​ เพื่อให้ประชาชนสามารถมีรายได้อย่างเพียงพอและมั่นคง​ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2565

"ประวิตร" สั่งคลังแยกสถานะลูกหนี้ครัวเรือนแก้ให้ตรงเป้า ศธ.จับมือ ธ.ออมสินจัดงานมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครู

วันที่ 30 สิงหาคม 2565 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกฯ มีข้อสั่งการ และมอบหมายให้กระทรวงการคลังไปดูเรื่องหนี้ครัวเรือน 

โดยแยกสถานะของลูกหนี้ ทั้ง NPL หรือส่วนอื่น ๆ ที่ยังสามารถปรับโครงสร้างหนี้ได้ เพื่อหามาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ และแก้หนี้ได้ตรงเป้า


มอบหมายให้กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และกระทรวงมหาดไทย รวมถึงหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้หาแนวทางส่งเสริมการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ เพื่อลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิง และส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก


ศธ.จับมือ ธ.ออมสินจัดงานมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครู


 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาหนี้ครูและบุคลากรทางการศึกษาว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้หารือกับธนาคารออมสินล่าสุดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีความเห็นร่วมกันว่าต้องมีมาตรการเร่งด่วนในการให้ความช่วยเหลือข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนสูง ได้แก่ กลุ่มลูกหนี้ของธนาคารออมสินกลุ่มที่มีคดีพิพาทก่อนฟ้องและหลังศาลมีคำพิพากษาเป็นลำดับแรก ซึ่งมีจำนวน 6,331 ราย และหากรวมผู้ค้ำประกันด้วย จะมีจำนวนมากถึง 20,000 ราย ให้ได้รับความช่วยเหลือในการไกล่เกลี่ยหนี้ เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกหนี้กลุ่มนี้ได้เข้ามาไกล่เกลี่ย เจรจา ปรึกษา ปรับโครงสร้างหนี้ หาข้อยุติการบังคับคดีและแก้ไขปัญหาหนี้สินร่วมกัน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น


น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ธนาคารออมสินและ ศธ. จึงกำหนดให้มีการจัดงาน"มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครู ปิดเทอม เรื่องหนี้ มีทางออก" ในเดือนกันยายน 2565 จะจัดงานจำนวน 1- 3 จังหวัด ณสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาซึ่งเป็นสถานีแก้หนี้ และจัดงานพร้อมกันทุกจังหวัดในเดือนตุลาคม2565 โดย ศธ.จะจัดส่งรายชื่อลูกหนี้ของธนาคารออมสิน แบ่งเป็น กลุ่มที่มีคดีพิพาทก่อนฟ้องและหลังศาลมีคำพิพากษาที่อยู่ในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ให้กับสถานีแก้หนี้ เพื่อเชิญลูกหนี้กลุ่มดังกล่าวและผู้ค้ำประกันเข้าร่วมงาน เพื่อไกล่เกลี่ยหนี้ ตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนด


"ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เข้าร่วมงานมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครูครั้งนี้ จะได้รับสิทธิประโยชน์เบื้องต้น ได้แก่ การขยายเวลาการชำระหนี้ ลดเบี้ยปรับ ลดดอกเบี้ยและลดค่างวดรายเดือน ไม่ถูกฟ้อง ไม่ถูกบังคับคดี งดยึดทรัพย์สิน งดขายทอดตลาด และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ เช่น การถอนจากการเป็นผู้ค้ำประกันโดยการยอมรับชำระหนี้เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้อง การปิดสัญญาชำระหนี้ เป็นต้น โดยมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครู ครั้งนี้ จะช่วยให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เป็นลูกหนี้ของธนาคารออมสิน สามารถพูดคุยตกลงแก้ไขปัญหาหนี้กับธนาคารออมสินได้ โดยไม่ต้องถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ไม่เสียเวลา และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาลในการสู้คดี ขณะเดียวกันธนาคารออมสินยังคงได้รับประโยชน์จากการที่ได้รับชำระหนี้คืน เพราะลูกหนี้ก็ยังคงต้องผ่อนชำระหนี้อย่างต่อเนื่องเช่นเดิม" น.ส.ตรีนุช กล่าว


วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2565

"ประวิตร" ร่วมประชาสัมพันธ์โครงการ แรงงานพันธุ์ดีตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง



"ประวิตร" "รักษาการนายกฯ" ร่วมประชาสัมพันธ์โครงการ แรงงานพันธุ์ดีตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง เป็นประธานประชุมครม.ไม่นั่งที่ "นายกฯ"  ขณะที่ "ประยุทธ์" ร่วมประชุมผ่านคอนเฟอเรนซ์ 

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม 2565 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นครั้งแรก ภายหลังจากศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี กรณีดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 8 ปี แต่ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง รมว.กลาโหม ได้


โดยก่อนการประชุม พล.อ.ประวิตร ได้โบกมือทักทายสื่อมวลชน แต่ไม่ได้ตอบคำถามใดๆ ขณะที่ร่วมประชาสัมพันธ์โครงการแรงงานพันธุ์ดี ตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง วันที่ 30 สิงหาคม 2565  สำหรับการแสดงนิทรรศการโครงการแรงงานพันธุ์ดี ตามวิถีเศรษฐกิจพอพียง ในครั้งนี้ มีสถานประกอบกิจการที่เข้าร่วมนำเสนอผลการดำเนินงานโครงการฯ จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท น้ำตาลสระบุรี จำกัด และ บริษัท ไทยแสตนเลย์ การไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) สืบเนื่องจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชานุญาตให้กระทรวงแรงงานดำเนินโครงการแรงงานพันธุ์ดี ตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อส่งเสริมให้นายจ้าง ลูกจ้างได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยการส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ ได้แก่ ที่ดิน

หรือพื้นที่ว่างเปล่าบริเวณสถานประกอบกิจการเพื่อเพาะปลูกพืชผักสวนครัว พืชผลทางการเกษตรหรือเลี้ยงสัตว์ และนำผลผลิตมาใช้สำหรับบริโภคเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการครองชีพ อันเป็นจุดเริ่มต้นของเศรษฐกิจพอเพียง 


โอกาสนี้ พล.อ.ประวิตร ได้ชื่นชมสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าวที่ได้ส่งเสริมให้นายจ้าง ลูกจ้างน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ทำให้สามารถพึ่งพาตนเอง มีภูมิคุ้มกัน ลดค่าใช้จ่ายในการครองชีพได้อีกด้วย

       

 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ผลการดำเนินงานใน ปี 2564 ซึ่งเป็นปีแรกที่ดำเนินโครงการ มีสถานประกอบกิจการเข้าร่วม จำนวน 99 แห่ง จึงได้มีการคัดเลือกสถานประกอบกิจการ 9 แห่ง ให้เป็นต้นแบบ โครงการแรงงานพันธุ์ดี ตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง และในปี 2565 มีสถานประกอบกิจการเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติม จำนวน 303 แห่ง ปัจจุบันมีสถานประกอบกิจการเข้าร่วมโครงการแล้วทั้งสิ้น จำนวน 402 แห่ง สำหรับแนวทางการดำเนินงานในปี 2566 กระทรวงแรงงาน โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้กำหนดเป้าหมายการดำเนินการส่งเสริมสถานประกอบกิจการทั่วประเทศให้เข้าร่วมโครงการแรงงานพันธุ์ดี ตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน 300 แห่ง

       

ด้าน นายนิยม สองแก้ว อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวว่า โครงการดังกล่าว สามารถสร้างประโยชน์ร่วมกัน ในการปลูกฝังแนวทางการดูแลคุณภาพชีวิตของลูกจ้างให้มีความสุขในการทำงาน มีความมั่นคง มีภูมิคุ้มกันที่ดีสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน หากสถานประกอบกิจการใดสนใจสามารถขอรายละเอียดการดำเนินโครงการเพิ่มเติม ได้ที่ กองสวัสดิการแรงงาน โทร. 0 2660 2177


พล.อ.ประวิตร จากนั้นได้เข้าห้องรับรองสีเหลือง ตึกสันติไมตรี โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เข้าพูดคุยด้วย ก่อนจะเดินออกมาผ่านสื่อมวลชนที่รอสังเกตการณ์ ซึ่งพล.อ.ประวิตร มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะเข้าร่วมประชุมครม.ด้วยหรือไม่พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า จะประชุมผ่านคอนเฟอเรนซ์


ผู้สื่อข่าวรายงานว่าพล.อ.ประยุทธ์ เข้าทำงานที่กระทรวงกลาโหมในวันเดียวกันนี้ และร่วมประชุมครม.ผ่านวีดิโอคอนเฟอเรนซ์ ขณะที่พล.อ.ประวิตร ในฐานะประธานในที่ประชุมนั้น ไม่ได้เข้าไปนั่งเก้าอี้ของนายกฯ แต่นั่งเก้าอี้รองนายกฯ ที่เดิม

วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2565

อธิบดีกรมพิธีการทูตและภริยาทัศนศึกษาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

 อธิบดีกรมพิธีการทูตและภริยา นำคณะทูตและกงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย พร้อมคู่สมรส ทัศนศึกษาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ประจำปี ๒๕๖๕ ณ จ.ลพบุรี และ จ.พระนครศรีอยุธยา

 

อธิบดีกรมพิธีการทูตและภริยา นำคณะทูตและกงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย พร้อมคู่สมรส ทัศนศึกษาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ประจำปี ๒๕๖๕ ณ จ.ลพบุรี และ จ.พระนครศรีอยุธยา


          เมื่อวันที่ ๑๐ - ๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๕ นายภควัต ตันสกุล และนางชมพูนุท ตันสกุล ภริยา นำคณะทูตและกงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย พร้อมคู่สมรส และผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศ จำนวนกว่า ๑๐๐ คนเดินทางไปทัศนศึกษาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ประจำปี ๒๕๖๕ ณ จังหวัดลพบุรี และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับความสำเร็จและบทบาทของประเทศไทยด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน สมดุล และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ รวมถึงเพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์และส่งเสริมงานหัตถศิลป์ รวมทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่นของประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเทิดพระเกียรติในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๙๐ พรรษา วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๕

          โครงการฯ ดังกล่าว ได้รับความสนใจจากคณะทูตฯ อย่างกว้างขวาง โดยมีเอกอัครราชทูตฯ อุปทูตฯ และกงสุลใหญ่ต่างประเทศประจำประเทศไทยจากทุกภูมิภาคทั่วโลก จำนวน ๓๖ ประเทศ พร้อมคู่สมรส รวม ๕๐ คน เข้าร่วม ซึ่งนอกจากเป็นครั้งแรกที่คณะทูตฯ ได้มีโอกาสเดินทางไปทัศนศึกษาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรินับตั้งแต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ และเป็นครั้งแรกที่กระทรวงการต่างประเทศจัดให้คณะทูตฯ เดินทางโดยรถไฟ ทำให้คณะทูตฯ ได้มีโอกาสชื่นชมทัศนียภาพอันสวยงามของไทยในรูปแบบแปลกใหม่และตื่นตาตื่นใจกับความยิ่งใหญ่ของโครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นต้นแบบของโครงการบริหารจัดการน้ำ ณ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี รวมทั้งได้รับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับศักยภาพด้านพลังงานทดแทนของประเทศไทยและเยี่ยมชมโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของบริษัท บีซีพีจี จำกัด มหาชน ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ - เศรษฐกิจหมุนเวียน - เศรษฐกิจสีเขียว หรือโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งเป็นกลไกการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวมและเป็นยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทยภายหลังการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ และเชื่อมโยงกับวาระหลักของการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ๒๐๒๒ ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ นอกจากนี้ คณะทูตฯ ยังรับชมการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของประเทศไทย จากการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดินและอาคารเรียน-รู้-เรื่องโขน ณ ศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด

          ทั้งนี้ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำแก่คณะทูตฯ ณ โรงแรมคลาสสิค คาเมโอ อยุธยา โดยคณะทูตฯ ให้ความสนใจในผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นำมาจัดแสดงและจำหน่ายภายในงาน รวมทั้งประทับใจกับการแสดงทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะการแสดงมวยไทย ซึ่งจัดโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

          โครงการฯ ครั้งนี้ เปิดโอกาสให้คณะทูตฯ ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทยในหลากหลายมิติ โดยคณะทูตฯ สนับสนุนให้กรมพิธีการทูตจัดโครงการฯ เป็นประจำทุกปีและพร้อมจะเข้าร่วมโครงการฯ อีกในปีหน้า รวมทั้งจะเดินทางมาจังหวัดลพบุรีและจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอีกหากมีโอกาส

          นับตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ กรมพิธีการทูตได้ดำเนินการโครงการนำคณะทูตต่างประเทศประจำประเทศไทยและคู่สมรส เดินทางไปทัศนศึกษาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระบรมวงศานุวงศ์ไทย ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและส่งเสริมการเติบโตแบบสมดุล รวมทั้งเพื่อสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างคณะทูตฯ กับผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการเชิงรุกของกรมพิธีการทูตเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของกระทรวงการต่างประเทศ 5s/๕ มี และการเชื่อมไทยสู่โลกและเชื่อมโลกสู่ไทยโดยการส่งเสริมภาพลักษณ์และอัตลักษณ์ของประเทศไทยผ่านอำนาจละมุน (soft power)

          

          ที่มา: กระทรวงการต่างประเทศ


วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2565

รมว.วธ.แจงกระทู้ ส.ว.ยันรัฐมุ่งขับเคลื่อน Soft Power ใต้ยุทธศาสตร์ 5F

 

วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม 2565  นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ตอบกระทู้ถามของนายอำพล จินดาวัฒนะ สมาชิกวุฒิสภา เรื่องนโยบายการส่งเสริมการใช้พลังอำนาจอ่อน (Soft Power)  ภายใต้ยุทธศาสตร์ 5F ได้แก่ อาหารไทย (Food) ผ้าไทยและการออกแบบแฟชันไทย (Fashion) ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (Film) มวยไทยและศิลปะการป้องกันตัวของไทย (Fighting) และเทศกาลประเพณีไทย (Festival) โดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเพื่อสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้น

https://mgronline.com/uptodate/detail/9650000080444

"คกก.ยุทธศาสตร์ชาติ" รับทราบแก้จนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเสร็จ 98% แล้ว


เมื่อวันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม 2565 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ครั้งที่ 2/2565 ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมว่า ที่ประชุมเห็นชอบร่างแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ที่จะดำเนินงานในช่วง ปี 66-80 โดยได้ปรับปรุงให้สอดรับกับทิศทางการทำงานในอนาคต โดยมีการปรับตัวชี้วัดให้สอดคล้องให้กับสถานการณ์ เช่น ตัวชี้วัดธุรกิจบริการการท่องเที่ยวด้านสุขภาพเป็นต้น ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการโครงการสำคัญที่จะดำเนินการภายใต้แผนแม่บทยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นโครงการประจำปี 67 มีทั้งหมด 1,026 โครงการ ซึ่งจะมีการประสานกับสำนักงบประมาณและหน่วยงานเจ้าของโครงการ เพื่อให้โครงการมีความสมบูรณ์มากขึ้น และนำโครงการไปบรรจุไว้ในคำของบประมาณปี 67 ต่อไป


นายดนุชา กล่าวว่า การขับเคลื่อนประเทศในช่วงเวลาถัดไป จะมีบางกิจกรรมที่จะต้องดำเนินการต่อเนื่อง จึงต้องมีการปรับให้ยึดโยงกับแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 โดยมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) กำหนดตัวชี้วัด เพื่อทำให้การปฏิรูปประเทศมีความต่อเนื่องต่อไป  

“ที่ประชุมรับทราบการดำเนินงานศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและการพัฒนาคนทุกช่วงวัย ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งได้ดำเนินการไป 98% แล้ว และมีการจัดทำโครงการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ในพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัด คืออุดรธานี พิษณุโลก และสระบุรี ที่จะร่วมมือกับองค์กรยูนิเซฟ และภาคีพัฒนาอื่นๆ ที่จะจัดทำกลไกการพัฒนาที่จะเชื่อมโยงภาคส่วนอื่นๆกับในพื้นที่ และมีการขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆต่อไป”

ขณะที่นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อที่ประชุมว่า ขณะนี้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ได้เดินหน้ายุทธศาสตร์ชาติซึ่งวางไว้ 20 ปี เข้าสู่ระยะที่ 2 แล้ว โดยหลายอย่างมีการปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป หลังจากการดำเนินยุทธศาสตร์ชาติในระยะ 1 ได้เห็นความก้าวหน้าต่อเนื่องเกิดขึ้นตามลำดับ แม้บางอย่างจะไม่เป็นไปตามเป้าหมายเพราะติดปัญหา แต่ถ้าทุกคนช่วยกันทำงานก็จะเดินหน้าไปได้ และในระยะต่อไปต้องดูว่าจะเดินหน้าอย่างไร หลายอย่างมีการเปลี่ยนแปลงในระยะต่อไป ซึ่งเราไม่ได้อยู่ไปจนถึงปี 2580 แต่หลัก ๆ คือเราอยู่ใน 6 ยุทธศาสตร์ซึ่งมีการอ่อนตัวอยู่แล้ว สามารถปรับเปลี่ยนแก้ไขได้ตลอดเวลา โดยทั้ง 6 ยุทธศาสตร์ ครอบคลุมการเจริญเติบโตทุกด้านของประเทศ ดังนั้น ขอให้คณะกรรมการฯ ทุกคนช่วยกันแสดงความเห็น หาทางปฏิบัติ และหากมีปัญหาหรืออุปสรรคขอให้แจ้งมา พร้อมกับต้องเสนอวิธีการแก้ไขปัญหาด้วย 

นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ชาติ โดยการดำเนินการระยะที่ 1 คือการแก้ปัญหาความยากจน ลดภาระ ลดหนี้ให้ประชาชน เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน โดยมีมาตรการเสริมดูแลผู้มีรายได้น้อย ดูแลคนทุกช่วงวัย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ให้อยู่รอดได้ ไม่เป็นภาระของสังคมและครอบครัว โดยระยะที่ 2 ต่อจากนี้จะต้องมีการวางแผนหาวิธีการทำให้ประชาชนพอเพียง มีรายได้ที่เพียงพอ ส่วนระยะที่ 3 ของการแก้ไขปัญหาความยากจน คือจะต้องไปสู่ความยั่งยืน เพื่อให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ในปัจจุบัน โดยวันนี้หลายเรื่องดีขึ้น หลายเรื่องยังไม่ดีแต่ก็มีส่วนที่ดีอยู่มากพอสมควร ถ้าทุกคนย้อนกลับไปดูและสร้างความเข้าใจ ทุกอย่างก็จะเดินหน้าได้เพื่อไปสู่ทั้ง 3 ระยะเพื่อความยั่งยืน ซึ่งทั้งหมดเป็นการดำเนินตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ที่ทุกอย่างจะเดินหน้าไปได้สู่ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของรัฐบาล  

 


Song: See the Aggregates, Then Let Go Inspired by the Radha Saṃyutta, Ayācana Vagga

[Verse 1] The body is born, then changes away, Feelings arise and pass through the day. Perception remembers, formations appear, Consciousne...