แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระนักพัฒนา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระนักพัฒนา แสดงบทความทั้งหมด
วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
พบพระนักพัฒนาเชียงใหม่ตั้งกลุ่มกู้ภัยช่วยสังคม
ปิดฉากกิจกรรมการขับเคลื่อนโครงการสังฆพัฒนาวิชชาลัย ครั้งที่ 2 ที่ มจร วิทยาลัยสงฆ์ลำพูน พบพระนักพัฒนาเชียงใหม่ ตั้งกลุ่มช่วยเหลือสังคม "ตาย เจ็บ เก็บ ส่ง โลงฟรี " ภายใต้การทำงานของกู้ภัยตั้งแต่เกิดจนตาย
ระหว่างวันที่ 20-22 พฤศจิกายน 2560 ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) วิทยาลัยสงฆ์ลำพูน ตำบลต้นธง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน มีกิจกรรมการขับเคลื่อนโครงการสังฆพัฒนาวิชชาลัย ครั้งที่ 2 โดยความร่วมมือของ มจร วิทยาลัยสงฆ์ลำพูน ภายใต้การนำของพระเทพรัตนนายก เจ้าคณะจังหวัดลำพูน เจ้าอาวาสวัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร มจร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ภายใต้การนำของพระมหาบุญเลิศ อินทปัญโญ,รศ. รองคณบดีคณะสังคมศาสตร์ ฝ่ายวิชาการ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างสุขภาพและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) โดยมีพระสงฆ์และภาคีในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูน และจังหวัดลำปาง และวัดหนองกวาง บ้านแม่ป๊อกใน ตำบลศรีวิชัย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน
หลังจากมีพิธีเปิดโดยพระเทพรัตนนายก ที่ มจร วิทยาลัยสงฆ์ลำพูน ตำบลต้นธง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน และได้เปิดเวทีความคิดเพื่อการยกระดับคุณภาพพระสงฆ์สู่การเป็นพระสงฆ์นักพัฒนา เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 เรียบร้อยแล้ว ผู้เข้าร่วมโครงการได้ลงพื้นที่พบพระนักพัฒนาต้นแบบ ทั้งนี้พระอาจารย์ปราโมทย์ วาทโกวิโท นิสิตปริญญาเอก สาขาสันติศึกษา มจร ได้ร่วมโครงการด้วยได้รายงานความคืบหน้าเป็นระยะๆ ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว Pramote OD Pantapat เป็นระยะ
วันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 เป็นวันสุดท้ายของโครงการ โดยมีการถอดบทเรียนพระนักพัฒนาต้นแบบในพื้นที่จริง ซึ่งผ่านการประสบการณ์ในการทำงานกับชุมชน จึงมีการแบ่งปันแลกเปลี่ยนการทำงานด้านการพัฒนาของพระสงฆ์ต้นแบบ โดยหน่วยกู้ชีพกู้ภัยอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นการเริ่มต้นจากพระสงฆ์เห็นปัญหาของการเกิดอุบัติหน้าวัดบ่อยครั้ง การช่วยเหลือไม่ทัน พระสงฆ์จึงตั้งกลุ่มช่วยเหลือสังคม เรียกว่า " ตาย เจ็บ เก็บ ส่ง โลงฟรี "ภายใต้การทำงานของกู้ภัยตั้งแต่เกิดจนตาย พระสงฆ์ในปัจจุบันมิใช่รอรับจากญาติโยมอย่างเดียว แต่มาถึงวันนี้พระสงฆ์ต้องให้สังคม พระสงฆ์ได้เรียนรู้การกู้ชีพกู้ภัย ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดี เพราะเป็นงานสาธารณสงเคราะห์ ของคณะสงฆ์ เป็นการช่วยเหลือชาวบ้านด้วย
ปัจจุบันมีรถ 15 คัน มีอาสาสมัครจำนวน 65 คน ได้รับการบริจาคจากประชาชนด้วยการทำบุญ นำมาเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายในสงเคราะห์ พระสงฆ์ช่วยเหลือคนเป็นโรคเอดส์ในชุมชน ช่วยให้คนอื่นพ้นทุกข์ ซึ่งเป็นทุกข์ในปัจจุบัน การติดเชื้อเอดส์มีผลกระทบต่อคนติดเชื้อโดดยตรง และครอบครัว ทำให้ส่งผลต่อครอบครัวด้านเศรษฐกิจในครอบครัว พระสงฆ์จะต้องก้าวออกไปช่วยเหลือสังคม ไม่เพียงแต่มุ่งอยู่ในวัด งานของพระสงฆ์นักพัฒนามี 2 ประเด็น คือ
1) ประเด็นเย็นคือ ประเด็นการทำงานด้านสุขภาพ เศรษฐกิจพอเพียง ทำการเกษตรอินทรีย์ ทำไปตามวิถีชีวิต เป็นประเด็นไม่สร้างความขัดแย้งกับใคร
2) ประเด็นร้อน คือ ประเด็นความขัดแย้งของคนในชุมชน การทำงานด้านผลประโยชน์การแย่งผลประโยชน์ในชุมชน ทำให้เป็นประเด็นร้อน
เวลาพระสงฆ์ไปอยู่ในชุมชนก็ปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิตามพระพุทธเจ้าด้วยการนำพาญาติโยมปฏิบัติ แต่ญาติโยมไม่มีเวลามาปฏิบัติ จึงได้ศึกษาปัญหาของชาวบ้าน พบว่า ปัญหาของชาวบ้านคือ "ปากท้อง ความเป็นอยู่ ปัญหาหนี้สิน" ทำให้คนในชุมชนต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด พระสงฆ์จึงต้องมีบทบาท พระสงฆ์ที่ออกไปทำงานถือว่ามีความเสี่ยงเพราะเป็นประเด็นร้อนภายในสังคม ประเด็นสร้างความขัดแย้ง พระสงฆ์จึงพยายามจัดการความขัดแย้งภายในชุมชน เพื่อสร้างความเข้มแข็งภายในชุมชน
พระสงฆ์ออกไปทำค่ายคุณธรรมแต่พัฒนาไปช่วยงานเด็กพิเศษเด็กที่มีปัญหา เด็กกลุ่มเสี่ยง ไปเยี่ยมถึงบ้านมีกระบวนการอย่างต่อเนื่อง
พระสงฆ์ลงไปช่วยเด็กเหล่านี้ เป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ พระสงฆ์ต้นแบบจะบอกตนเองว่าเราจะเป็นต้นแบบแบบใด เรารักงานแบบใด จงทำสิ่งที่รักและเราถนัดที่สุด เราต้องค้นหาอุดมการณ์ที่แท้จริงของเรา โดยดาวมี 2 ประเภท คือ " ดาวที่อาศัยแสงสว่างจากคนอื่น และดาวที่ส่องแสงสว่างด้วยตนเอง " การทำงานต้องเอาใจเป็นที่ตั้งมากกว่าเอาเงินเป็นปัจจัย
หัวใจของสังฆพัฒนาวิชาลัยต้องการสร้างพระนักพัฒนาเพื่อการออกช่วยกันขับเคลื่อนพระพุทธศาสนาให้มีชีวิต พระพุทธศาสนาพบปัญหารอบด้าน ทั้งปัญหาภายในและปัญหาภายนอก เราต้องสร้างเครือข่ายในการทำงาน จึงมีการนำเสนอโครงการในการพัฒนาสังคมให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปพระพุทธศาสนา โดยพระสงฆ์นักพัฒนาลำพูนเสนอผู้เกี่ยวกับผู้ป่วยติดเตียงทั้งผู้สูงอายุและพระสงฆ์
จะมีการสร้างพระสงฆ์แกนนำให้มีความรู้ ทักษะ ด้วยการสำรวจผู้ป่วยติดเตียง มีการอบรมพัฒนาแกนนำจิตอาสาดูแลผู้ป่วยติดเตียง ลงพื้นที่ในวัดและชุมชนและมีการถอดบทเรียน ความสำเร็จในโครงนี้ด้านคุณภาพและด้านปริมาณ โครงการจึงต้องการผลลัพธ์จริงๆ ให้เกิดขึ้น พระสงฆ์นักพัฒนาลำปางเสนอโครงการเกี่ยวสุขภาพของพระสงฆ์ เห็นความสำคัญของบุคลากรของพระสงฆ์ว่ามีความสำคัญจึงต้องสร้างเสริมสุขภาวะของพระสงฆ์ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรในบุคคล องค์กร สังคม พระสงฆ์ต้นแบบเชียงใหม่เสนอโครงการสุขภาวะด้นสุขภาพ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง สำเร็จสิทธิสวัสดิการพระสงฆ์สามเณร
ปัจจุบันนี้คณะสงฆ์มีแผนของการพัฒนาแล้ว จะสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนสังคมและพระพุทธศาสนา โดยเริ่มต้นจากโครงการเล็กๆ มีการขับเคลื่อนไปด้วยกัน เรามีแผนชัดเจนแล้วแต่เราจะไม่มีเครือข่ายในการทำงานร่วมด้วยกันให้มีพลัง แหล่งทุนในการสนับสนุนมีมากมายแค่เราทำจริง เราทำงานเพื่อสังคมต้องเผนแพร่ให้สังคมรับทราบ พระสงฆ์ทำงานมากแต่ขาดการประชาสัมพันธ์ให้ผู้คนรับรู้รับทราบ
ดังนั้น พระครูสิริสุตานุยุต,ดร. ผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์ลำพูน กล่าวปิดโครงการว่า ตอนนี้สังคมต้องการพระสงฆ์ต้นแบบ เราทำงานอาจจะมีปัญหาแต่ต้องมีสติในการในการทำงานร่วมกัน ทำงานต้องให้เกียรติทุกคนที่เราต้องร่วมงาน จึงฝากคิดว่า " มองโลกให้มองต่ำ มองธรรมให้มองสูง "เราจะทำงานพัฒนาอย่างครูบาศรีวิชัยได้อย่างไร? เราต้องยึดครูบาศรีวิชัยเป็นแบบอย่างในการทำงาน
พบ"นกยูงครูบาศรีวิชัย"สัญลักษณ์ศรัทธาชุมชนลำพูน
ครูบาศรีวิชัยต้นแบบพระสร้างสันติภาพจัดการความขัดแย้งและพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนในระดับชุมชน ถึงเวลาพระสงฆ์ต้องเข้าป่ารักษาป่ารักษาชีวิต ภายใต้พลังของเครือข่าย พบ "นกยูงครูบาศรีวิชัย"สัญลักษณ์ศรัทธาชุมชนลำพูน
การขับเคลื่อนโครงการสังฆพัฒนาวิชชาลัย ครั้งที่ 2 โดยความร่วมมือของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) วิทยาลัยสงฆ์ลำพูน ภายใต้การนำของพระเทพรัตนนายก เจ้าคณะจังหวัดลำพูน เจ้าอาวาสวัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร มจร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ภายใต้การนำของพระมหาบุญเลิศ อินทปัญโญ,รศ. รองคณบดีคณะสังคมศาสตร์ ฝ่ายวิชาการ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างสุขภาพและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) โดยมีพระสงฆ์และภาคีในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูน และจังหวัดลำปาง และวัดหนองกวาง บ้านแม่ป๊อกใน ตำบลศรีวิชัย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ระหว่างวันที่ 20-22 พฤศจิกายน 2560
หลังจากมีพิธีเปิดโดยพระเทพรัตนนายก ที่ มจร วิทยาลัยสงฆ์ลำพูน ตำบลต้นธง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน และได้เปิดเวทีความคิดเพื่อการยกระดับคุณภาพพระสงฆ์สู่การเป็นพระสงฆ์นักพัฒนา เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 เรียบร้อยแล้ว ผู้เข้าร่วมโครงการได้ลงพื้นที่พบพระนักพัฒนาต้นแบบ ทั้งนี้พระอาจารย์ปราโมทย์ วาทโกวิโท นิสิตปริญญาเอก สาขาสันติศึกษา มจร ได้ร่วมโครงการด้วยได้รายงานความคืบหน้าเป็นระยะๆ ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว Pramote OD Pantapat
ครูบาศรีวิชัยต้นแบบพระสร้างสันติภาพในระดับชุมชน
ได้มีการลงพื้นที่ศึกษาการทำงานของพระสงฆ์ต้นแบบในการทำงานกับชุมชนในการร่วมมือเป็นเครือข่าย ซึ่งมีปัญหาของนายทุนในการบุกรุกป่าของชาวบ้านรวมถึงต่างศาสนาซึ่งพยายามมาเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ของคนในชุมชนซึ่งพื้นฐานนับถือพระพุทธศาสนา จึงถือว่าเป็นปัญหาร่วมของคนในชุมชน ทำให้คนในชุมชนต้องจับมือกันแก้ปัญหา ผ่านการวิจัยชุมชนโดยมีพระสงฆ์เป็นแกนนำในการรักษาอนุรักษ์ป่าและสัตว์ในชุมชน ภายใต้คำว่า " บ่กินปลาร้า บ่ฆ่านกยูง" ซึ่งนกยูง ถือว่าเป็นตัวแทนของความศรัทธาในครูบาศรีวิชัยของคนในชุมชน มีแหล่งอนุรักษ์นกยูงชุมชน โดยให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ นกยูงสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับป่า คนในชุมชนเชื่อว่า “นกยูงครูบาศรีวิชัย” ซึ่งเมื่อท่านมีชีวิตอยู่ได้เลี้ยงไว้ชาวบ้านจึงเชื่อว่าหากทำร้ายนกยูงจะมีอันเป็นไป จึงทำให้นกยูงขยายพันธุ์อยู่เต็มป่า เดิมชาวบ้านกับนกยูงต่างคนต่างอยู่
แต่พอนานวันเข้าชาวบ้านเริ่มมีปัญหาจากการที่พืชผลทางการเกษตรที่ปลูกไว้ต้องกลายมาเป็นอาหารของนกยูง เกิดมาจากการที่ชาวบ้านได้รุกล้ำที่อยู่อาศัยของนกยูงเพื่อทำการเกษตรเมื่อประมาณ 4-5 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการปลูกข้าวโพดที่ได้ราคาดี เมื่อชาวบ้านเข้าไปปลูกนกยูงก็ลงมากินพืชการเกษตรที่ปลูกไว้จนเสียหาย เดิมนกยูงใช้ชีวิตในป่าธรรมชาติ แต่เมื่อชาวบ้านกับนกยูงเริ่มมีปัญหากัน เลยมองว่าควรทำแนวกันชนที่จะปลูกพืชที่เป็นอาหารของนกยูงเพื่อเป็นแหล่งอาหารในสามฤดูเช่นข้าวหรือข้าวโพดแต่ตำแหน่งการปลูกยังไม่ชัดเจนด้วยชาวบ้านยังขาดความรู้ จึงทำการวิจัยการใช้ชีวิตของนกยูงในพื้นที่เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในอนาคต และให้ชาวบ้านตระหนักถึงคุณค่าของนกยูงที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวมากกว่าทำลาย
ชาวบ้านบางรายมีการวางเครื่องดักเพื่อป้องกันไม่ให้นกยูงมากินพืชผล หรือนำยาฆ่าแมลงผสมในเมล็ดพันธุ์พืชที่นกยูงลงมากิน พอมีการสร้างความเข้าใจกัน เกิดการ "การอนุรักษ์ที่ชัดเจน ป่าที่สมบูรณ์ขึ้น อาหารในป่าชุมชน " แต่มุมของชาวบ้านมองว่าเรื่องการใช้สารพิษหรือฆ่านกยูงในช่วงแรกนั้นเป็นการใส่ร้ายชาวบ้านจากนายทุน เพื่อเข้ามาจัดการเป็นพื้นที่การท่องเที่ยว จริงๆ แล้ววงจรชีวิตของนกยูงเกื้อหนุนต่อชาวบ้านด้านการขยายพันธุ์ของป่าไม้ และเป็นห่วงโซ่อาหารที่สมบูรณ์ เพราะนกยูงกินแมลงต่าง ๆ
สำหรับชาวบ้านแม่ป๊อกใน ตำบลศรีวิชัย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน กล่าวว่า " ด้วยความที่ชาวบ้านเชื่อว่านกยูงเหล่านี้เป็นของครูบาศรีวิชัยจึงไม่ได้ทำร้าย เพราะที่ผ่านมามีบางคนไปทำร้ายแล้วต้องมีอันเป็นไป แต่ด้วยการขยายพันธุ์ของนกยูงมีมากขึ้นทำให้กระทบต่อชาวบ้าน ชาวบ้านใช้ความรู้พื้นบ้านในการแก้ปัญหา แต่ถ้ามีนักวิชาการเข้ามาช่วยเหลือในการสร้างแนวกันชนไม่ให้นกยูงลงมากินพืชผลของชาวบ้านจะเป็นการดีกว่า แต่“ถ้านกยูงเหล่านี้สูญพันธุ์จะมีผลต่อจิตใจของชาวบ้านโดยเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่ ซึ่งคนกะเหรี่ยงถือว่านกยูงเป็นนกที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะสิ่งที่เหลืออยู่ของครูบาศรีวิชัยตอนนี้มีเพียงนกยูงนี้อย่างเดียวที่ยังไม่สูญหาย” ชาวบ้านจึงรักษานกยูงเพราะนกยูงรักษาอนุรักษ์ป่า ด้วยการต่อสู้กับบุคคลและองค์กรต่างๆ ชาวบ้านอาศัยป่าเป็นแหล่งอาหารมาจนถึงปัจจุบันนี้
ถึงเวลาพระสงฆ์ต้องเข้าป่ารักษาป่ารักษาชีวิต
พร้อมกันนี้ได้ลงพื้นที่ศึกษาพลังของชุมชนกับพระสงฆ์ร่วมกันรักษาอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ ภายใต้คำว่า " คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน สำนึกรักบ้านเกิดตน " โดยพระสงฆ์ร่วมกับชาวบ้านจนเกิดความเข้มแข็งทางจิตใจเพื่อต่อสู้กับอะไรบางอย่าง ชาวบ้านจึงมีความภาคภูมิใจมากในการรักษาไว้ให้ลูกหลาน เมื่อชาวบ้านเชื่อว่า " นกยูงเป็นสัญลักษณ์ของความศรัทธาในครูบาศรีวิชัย " ชาวบ้านจึงไม่เบียดเบียนนกยูง นกยูงอาศัยป่า นกยูงจึงเป็นเครื่องมือของการรักษาป่าเพราะความเชื่อศรัทธาในครูบาศรีวิชัย เรียกว่า " พระพุทธศาสนารักษาธรรมชาติ "
พระพุทธเจ้าจึงเป็นบิดาผู้อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโลก พระพุทธศาสนามีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ซึ่งการอนุรักษ์ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าตามหลักคำสอนเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท ที่ว่า " เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนั้นจึงมี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนั้นจึงดับ " เป็นการเน้นถึงความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งในโลก ว่ามีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน ดังคำกล่าวที่ว่า "น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า ข้าพึ่งเจ้า บ่าวพึ่งนาย และ นายพึ่งบ่าว เจ้าพึ่งข้า ป่าพึ่งเสือ เรือพึ่งน้ำ" ด้วยเหมือนกัน ซึ่งคำว่า "ป่าพึ่งเสือ" มีหมายความว่า " เสือมีเพราะป่าปก ป่ารกเพราะเสือยัง ดินดีเพราะหญ้ายัง หญ้ายังเพราะดินดี "
พระพุทธเจ้าพระองค์ทรงเป็นบิดาผู้อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางพระพุทธศาสนาเพราะ"ประสูติในสวนป่าลุมพินีวัน ตรัสรู้ในป่าใต้ต้นมหาโพธิ์ นิพพานในป่าใต้ต้นสาละ"ซึ่งตามพระวินัยพระพุทธเจ้าทรงห้ามพระสงฆ์มิให้ตัดไม้ทำลายป่า และมิให้ถ่ายอุจจาระปัสสาวะ บ้วนน้ำลายลงบนพืชพันธุ์ธัญญาหาร และแม่น้ำลำคลอง ที่ยิ่งกว่านั้นทรงบัญญัติให้อยู่โคนไม้ เป็นการรักษาธรรมชาติ เพื่อจะได้พึ่งพาธรรมชาติ สมัยพระพุทธกาลจะมีอาราม คือ สวนป่า เช่น วัดเวฬุวันวนาราม เป็นสวนไผ่ วัดชีวกกัมพวนาราม เป็นสวนมะม่วง กลุ่มพระสงฆ์ผู้พำนักอยู่ในวัดป่าเรียกว่า"อรัญญวาสี" พระสงฆ์จึงเป็นนักอนุรักษ์ป่าไม้ได้เป็นอย่างดี ด้วยการชักชวนศรัทธาประชาชนเห็นคุณค่าของป่าไม้ ถือว่าเป็นการสร้างบุญจากการรักษาสิ่งแวดล้อม
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน วนโรปสูตร ด้วยความว่า" ชนเหล่าใดปลูกสวน ปลูกป่า สร้างสะพาน สร้างโรงน้ำ ขุดบ่อน้ำ บริจาคอาคารที่พักอาศัย ชนเหล่านั้นได้บุญตลอดเวลาทั้งกลางคืนและกลางวัน" เพราะผู้คนตลอดถึงพระสงฆ์ได้ใช้ประโยชน์นั่นเอง ซึ่งใน "สีสปาวนสูตร" พระพุทธเจ้าใช้ป่าไม้เป็นอุปกรณ์ในการสอนธรรมแก่พระสงฆ์ พระองค์ทรงหยิบใบประดู่ลายแล้วตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า "ใบประดู่ลายเล็กน้อยที่เราได้ถือไว้ กับใบที่อยู่บนต้นประดู่ลาย อย่างไหนจะมากกว่ากัน " พระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายทูลตอบว่า "ใบประดู่ลายในพระหัตถ์ของพระองค์น้อยกว่า ใบที่อยู่บนต้นประดู่ลายมีมากกว่า" พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า" เรื่องที่เราตรัสรู้แล้ว แต่มิได้บอกท่านทั้งหลายก็มีมากกว่า ฉันนั้น เหมือนกัน เรื่องที่เราบอกท่านทั้งหลายมีน้อยกว่า เหมือนใบไม้ในกำมือนี้"และกล่าวย้ำว่า ตถาคตสอนเรื่องทุกข์ กับความดับทุกข์เท่านั้น
ฉะนั้นภาครัฐต้องการปฏิรูปพระพุทธศาสนา แต่คณะสงฆ์ยังไม่สามารถตอบโจทย์การปฏิรูปได้ เพราะเราไม่มีแผนการพัฒนาพระพุทธศาสนา ไม่มีความเป็นเอกภาพในการพัฒนาว่า 5 ปีข้างหน้าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ทำอะไร ทำอย่างไรเช่นแผนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่เป็นเอกภาพควรเป็นอย่างไร ? ปัจจุบันต่างคนต่างทำ ทำให้การเผยแผ่ธรรมไม่มีความเป็นเอกภาพ ทำอย่างไรเราจะมีแผนการพัฒนาพระพุทธศาสนาที่มีความชัดเจน เป็นเอกภาพ มีรูปธรรม ปฏิบัติจริง จึงต้องมีการพัฒนาแผนด้วยการให้พระสงฆ์นักพัฒนาคิดโครงการจากพื้นที่จริง มิใช่คนอื่นคิดให้ แต่ต้องเป็นพระสงฆ์ในชุมชนเริ่มจากปัญหาของชุมชน เพื่อ " การเปลี่ยนแปลงชุมชน ยิ่งทำยิ่งได้เครือข่าย " สังฆพัฒนาต้องการสร้างเครือข่าย ต้องการสร้างเครือข่ายยิ่งมากยิ่งดี สามารถทำงานร่วมกับเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชนทุกภาคีเครือข่าย เป็นการต่อยอดงานคณะสงฆ์ที่ทำอยู่แล้วแต่ต้องทำด้วยการสร้างเครือข่าย
วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
พระนักพัฒนาต้องคิดนอกกรอบไม่นอกธรรม
พระนักพัฒนาต้องคิดนอกกรอบไม่นอกพระธรรมวินัย เป้าหมายเพื่อคนอื่น มิใช่เป้าหมายของตนเอง ทนเห็นคนอื่นมีความทุกข์ไม่ได้ หาวิธีช่วยสุดความสามารถ
การขับเคลื่อนโครงการสังฆพัฒนาวิชชาลัย ครั้งที่ 2 โดยความร่วมมือของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) วิทยาลัยสงฆ์ลำพูน ภายใต้การนำของพระเทพรัตนนายก เจ้าคณะจังหวัดลำพูน เจ้าอาวาสวัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร มจร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ภายใต้การนำของพระมหาบุญเลิศ อินทปัญโญ,รศ. รองคณบดีคณะสังคมศาสตร์ ฝ่ายวิชาการ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างสุขภาพและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) โดยมีพระสงฆ์และภาคีในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูน และจังหวัดลำปาง และวัดหนองกวาง บ้านแม่ป๊อกใน ตำบลศรีวิชัย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ระหว่างวันที่ 20-22 พฤศจิกายน 2560
หลังจากมีพิธีเปิดโดยพระเทพรัตนนายก ที่ มจร วิทยาลัยสงฆ์ลำพูน ตำบลต้นธง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน และได้เปิดเวทีความคิดเพื่อการยกระดับคุณภาพพระสงฆ์สู่การเป็นพระสงฆ์นักพัฒนา เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 เรียบร้อยแล้ว ผู้เข้าร่วมโครงการได้ลงพื้นที่พบพระนักพัฒนาต้นแบบ ทั้งนี้พระอาจารย์ปราโมทย์ วาทโกวิโท นิสิตปริญญาเอก สาขาสันติศึกษา มจร ได้ร่วมโครงการด้วยได้รายงานความคืบหน้าเป็นระยะๆ ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว Pramote OD Pantapat
พระสงฆ์นักพัฒนามีเป้าหมายเพื่อคนอื่นมิใช่เป้าหมายของตนเอง
พระนักพัฒนารูปแรกที่ผู้เข้าร่วมโครงการได้เดินทางไปถอดบทเรียนคือ หลวงพี่ช้าง หรือพระครูอุภัยโกศล พระสงฆ์นักพัฒนาผู้คิดนอกกรอบชุบชีวิตผู้ด้อยโอกาสในชุมชน หรือคิดว่า " พระสงฆ์คิดนึกกรอบแต่ไม่นอกพระธรรมวินัย " หลวงพี่ช้างเป็นพระที่มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคม ด้วยการเข้าไปเป็นมีส่วนร่วมในการพัฒนาโรงพยาบาลด้วยการเป็นคณะกรรมการพัฒนาโรงพยาบาล จึงถามว่าโรงพยาบาลต้องการอะไร? สิ่งที่โรงพยาบาลต้องการตึกผู้ป่วย ในราคา 22 ล้านบาท หลวงพี่ช้างจึงช่วยเหลือสังคมด้วยการหาปัจจัยจากการขายอาหาร "บุญก็ได้ ไส้ก็เต็ม ท้องก็อิ่ม" เป็นการเริ่มต้นไปขายที่กระทรวงแห่งหนึ่ง ไม่มีใครมาซื้อสักคน นี่คือวันแรกของการช่วยโรงพยาบาล สุดท้ายคนในกระทรวงนั้นเข้าใจจึงช่วยกันซื้อ ใน 1 ปี ได้ปัจจัย 22 ล้านบาท สร้างโรงพยาบาล ตึกสร้างเสร็จภายใน 3 ปี จนได้รับนามว่า " ผู้อำนวยการโรงพยาบาลฝ่ายสงฆ์ " ปัจจุบันขายห่อหมกได้ วันละ 2,000 ชุด
สิ่งสำคัญคือ ชาวบ้านเป็นหนี้สินต้องมาพึ่งพา จึงพยายามให้ชาวบ้านมีอาชีพสุจริต ดำเนินชีวิตตามความพอเพียงและใช้ธรรมะของพระพุทธเจ้า ชาวบ้านหรือเด็กมีต้นทุนต่ำจึงพยายามจะพัฒนาต้นทุนชีวิตให้ดีขึ้น ด้วยใช้หลัก 6 m คือ "พัฒนาคน วัสดุนำมาทำอาหาร รูปแบบสินค้า สินค้าบุญก้าวข้ามราคา " ในวันที่เปิดโรงพยาบาลทำให้หลายคนร้องไห้ ภูมิใจว่าเป็นส่วนร่วมส่วนหนึ่งของการสร้างโรงพยาบาล จึงมีคำถามว่า ใช่กิจของสงฆ์หรือไม่ หลวงพี่ช้างตอบว่า ถ้าคนในชุมชนยังใช้ชีวิตลำบาก เป็นหนี้สิน ประกอบอาชีพ พระสงฆ์จะทำอย่างไร? เป้าหมายจริงๆ หลวงพี่ช้างทำเพื่อคนอื่น ได้แรงบันดาลใจมาจากครูอาจารย์สมัยเรียนปริญญาตรี สาขาปรัชญา มหาจุฬาฯ ปัจจุบันเรียนปริญญาเอกเพื่อพัฒนาตนอย่างต่อเนื่อง
หลวงพี่ช้างพระนักพัฒนาแห่งพรหมพิราม ทำงานอุทิศตัว เพื่อพัฒนาชุมชนและช่วยเหลือสังคม รวมทั้งเด็กด้อยโอกาส จนได้รับการยกย่องให้เป็น "พระนักพัฒนาแห่งพรหมพิราม" เวลาผ่านไป ความตั้งใจอันแรงกล้าของ "หลวงพี่ช้าง" ก็ยังหนักแน่นเช่นเดิม เพื่อให้ชาวบ้านหาแนวทางของตัวเองเจอ เพื่อจะได้นำไปประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองและครอบครัวในทางสุจริตหลวงพี่ช้างได้เปิดโลกใหม่ให้เด็กด้อยโอกาส เพราะหลวงพี่ช้างยึดความจริงที่ว่า "เพราะชีวิตเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นคนดีหรือเลวได้" ดังนั้น"หลวงพี่ช้าง"จึงอุปการะเลี้ยงดูเด็ก ๆ ที่บ้านแตกสาแหรกขาดเป็นจำนวนมาก บางคนก็บวชเป็นสามเณรที่วัด ซึ่งหลวงพี่จะใช้วิธีในการปรับเปลี่ยนนิสัยเด็กๆเหล่านั้น แต่ที่สำคัญก็คือ การให้ความรักและการให้อาชีพ จนเด็ก ๆ ทั้งหมดต่างก็รักและเคารพหลวงพี่ช้างไม่ต่างจากพ่อแท้ๆ หลวงพี่ช้างทำด้วยใจ ไม่มีคำว่าเหนื่อย ไม่มีคำว่าย่อท้อ โดยได้แรงบันดาลใจมาจากอดีตของตัวเองที่เคยเป็นเด็กที่มีปมชีวิต หลวงพี่ช้างจึงเข้าใจดีว่าความทุกข์ยากลำบากนั้นเป็นเช่นไร จึงต้องการช่วยเหลือปลดปล่อยสิ่งเหล่านั้นให้กับชาวบ้านและชุมชนในพรหมพิราม ภารกิจในการสร้างคน และชุมชนของหลวงพี่ช้างยังมีหลายมิติ หลวงพี่ช้างจึงเป็นพระนอกกรอบที่อุทิศตัวทำงานเพื่อให้เด็ก ๆ และผู้ยากไร้ให้มีอนาคตที่ดีกว่าด้วยการให้อาชีพ อุปถัมภ์การศึกษา พัฒนาเด็กให้มีคุณภาพ หลวงพี่ช้างจึงมีหัวใจแห่งความกรุณา มี
โครงการดูแลคนไข้ติดเตียง ผู้ป่วยระยะสุดท้าย ถือว่าเป็นหัวใจแห่งพระโพธิสัตว์ " ทนเห็นคนอื่นมีความทุกข์ไม่ได้ ต้องหาทางวิธีช่วยเหลือเพราะทนเห็นคนทุกข์ไม่ได้ " ฉะนั้น เราจะเห็นวัดอื่นสร้างโบสถ์สร้างวิหารแต่วัดหลวงพี่ช้างสร้างงานสร้างอาชีพสร้างคนให้มีทุนทางสังคม วัดอื่นมีกลิ่นธูปอบอวลแต่วัดหลวงพี่ช้างมีกลิ่นของความรักความเข้าใจ เป็นการแก้ปัญหาชีวิตให้คนมากกว่าจะไปสร้างวัตถุ หลวงพี่ช้างจึงเป็นหัวใจของคนในชุมชนและคนจน เปลี่ยนวัดให้เป็นที่สร้างงานสร้างอาชีพ แก้การจนทรัพย์และจนใจ
หลักธรรมในทางพระพุทธศาสนาหลวงพี่ได้นำไปสู่ชีวิตของผู้คน เช่น อปริหานิยธรรม การรวมตัวกันทำอาชีพสุจริต หมั่นประชุมพูดคุยกัน รวมถึงความออกไปช่วยเหลือบุคคลที่มีความทุกข์ ถือว่า "เอาธรรมไปทำ" ธรรมะจึงต้องมีชีวิต เป็นหนึ่งเดียวกับสังคม เราทำงานพัฒนาต้องมีแก่น ไม้ดีต้องมีแก่น แก่นของเราทำเพื่อส่วนรวมมิใช่ส่วนตน เมื่อเจออุปสรรคจะสนใจคำถาม แล้วตอบคำถามแต่ไม่ตอบโต้ใดๆ เราทำเพื่อคนอื่น อะไรคือความสำเร็จสูงสุดของหลวงพี่ช้างในการเป็นพระนักพัฒนา คำตอบคือ " การอยู่ดีกินดีของคนในชุมชน ช่วยหาทางออกให้คนอื่นให้ชีวิตเขามีหนทางสว่างในชีวิต " พระสงฆ์สายบริหารที่ผ่านการพัฒนา จะเข้าใจพระสงฆ์ที่ทำงานด้านการพัฒนาในบริบทต่าง ปัจจุบันเราห่างจากชุมชน เวลาเราเดือดร้อน คนในชุมชนก็ไม่รักษาเรา จึงแสดงให้เห็นว่า เราต้องเป็นหนึ่งเดียวกันชุมชน สถาบันสงฆ์จะอยู่รอด เป้าหมายสูงสุดก็คือ ความเป็นสันติสุขในสังคม
งานพัฒนาต้องสร้างเครือข่ายในการทำงาน
พระสงฆ์นักพัฒนารูปต่อมาคือพระครูโสภณปริยัติกิจ พระสงฆ์นักพัฒนาด้านจัดการสุขภาวะชุมชนแบบยั่งยืน สะท้อนว่านิสิตมหาจุฬาออกไปทำงานเพื่อสังคมมากมีโครงการมากมายแต่ขาดความยั่งยืน ทำอย่างไรจะยั่งยืน เราต้องตั้งคำถามว่า เราจะอะไรเพื่อคนอื่น เราต้องตั้งคำถามเราจะแผนยุทธศาสตร์วัดของเราอย่างไร ? 3 ปีแรกไม่มีการสร้างอะไร แต่สวดมนต์ไหว้พระ ปฏิบัติธรรม เป็นการเตรียมความพร้อม มีการเปิดคลีนิคธรรมะ สอนธรรมะกับแก้ไขปัญหาชีวิต คนมามากเขานึกว่าดูดวง เราต้องเป็นพระที่ฝึกตั้งคำถามอันเป็นไปเพื่อการพัฒนา เราต้องสร้างคนมาพัฒนางาน"เป็นการประมาณตน ประมาณคน นำไปสู่ประมาณงาน
"เราจะพัฒนาวัดด้วยกายภาพ นักพัฒนาจึงมีพรแสวง แสวงหาแนวทางไปเรื่อยในการพัฒนา พระพัฒนาต้องพัฒนาไปถึงทำเพื่อคนอื่นมากกว่าตนเอง เมื่อคนอื่นได้รับเขาจะรักษาเรา พระนักพัฒนาต้องบริหารจัดการให้เป็น เช่น การมีโรงเรียนผู้สูงอายุ ราชการให้การสนับสนุน ฐานของชุมชนจะปกป้องคุ้มครองพระพัฒนา ฉะนั้น จงมีใจรักในการเป็นพระนักพัฒนา"
พระครูวิบูลสิทธิธรรม (หลวงพ่อตูม) พระสงฆ์นักพัฒนาด้านการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน จังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า ชุมชนมีความขัดแย้งเวลาเลือกตั้งก็จะขัดแย้งกัน พวกใครพวกมัน จะตั้งกลุ่มอะไรก็ล้ม ไม่มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ในชนบทเราจะขาดพระ พระในชนบทขาดความรู้ความสามารถ แต่ปัจจุบันดีเพราะเรามีมหาจุฬา ทำให้พระมีความรู้ในการบริหาร แต่พอมีความรู้ก็ต่างคนต่างทำ ไม่สามารถทำงานเป็นทีมได้ เราสร้างวัตถุมากกว่าคน ไม่ส่งเสริมการศึกษาให้วัดอย่างจริง บางครั้งพระเป็นผู้รับมากกว่าผู้ให้ พระจะต้องให้ อดีตวัดเป็นเป็นโรงศาลคดีความ ใครมีเรื่องกันก็ให้เจ้าอาวาสหรือหลวงพ่อ เป็นผู้ไกล่เกลี่ยตัดสินคดีความ แต่ปัจจุบันไม่ใช่แบบนี้
ปัจจุบันพระเราเป็นฐานะผู้ประกอบพิธีกรรม ในสื่อออนไลน์ดราม่าว่า " ทำบุญกับพี่ตูนดีกว่าทำบุญกับพระ " กระแสสังคมมาแบบนี้ เราจึงต้องกลับทบทวนว่าจะทำอย่างไร? ปัจจุบันพระสงฆ์เราไม่สามารถเป็นผู้นำได้ ผู้นำมีความสำคัญมาก เราต้องฝึกการเป็นผู้นำ เราต้องเอาส่วนรวมเป็นที่ตั้ง อย่าเอาตนเองเป็นที่ตั้ง การดึงคนเข้าวัดใช้สังคหวัตถุ เช่น งานศพ เราต้องไปช่วยญาติโยม เป็นงานสูญเสียพระจะต้องช่วย ถือว่าเป็นการให้ทาน แบ่งปัน มีปิยวาจา อย่าไปด่าใคร อย่าไปสร้างศัตรู ทำให้เราได้ใจญาติโยม จะทำอะไรญาติโยมจะมาช่วย ในปัจจุบันพระสงฆ์มี 3 ประเภท คือ 1)พระเคร่ง เน้นการปฏิบัติอยู่ในป่าไม่สนใจใครมุ่งปฏิบัติ 2)พระครู พระที่ชอบเรียนส่งเรียน เรียนจบมาทำงานเป็นครู 3)พระเครียด ชีวิตเครียดจึงต้องพาทำก่อสร้าง และคนมี 3 ระดับคือ 1)ต่ำกว่าเรา เราต้องเมตตากัน 2)เสมอกัน ช่วยงานกันและกัน ให้เกียรติกันและกัน 3)สูงกว่าเรา เราต้องเคารพยกย่องเขา ทำงานไม่ติดขัด ผู้ใหญ่ไม่ชอบใครรู้มาก การจะเป็นพระนักพัฒนาจะมีพวกมีเครือข่าย แต่ถ้าอยู่คนเดียวก็ต้องปลีกวิเวก คิดจะทำงานด้านการพัฒนาต้องมีเครือข่าย
ฉะนั้น สิ่งที่ทำจริงๆ กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ เอาสัจจะเป็นตั้ง ทุกคนเอาเงินมารวมกัน จะต้องมีสัจจะ คือ ความจริงใจต่อกัน ใครที่ขัดสนก็กู้ไป แต่ต้องมีสัจจะจะต้องจ่ายคืน พร้อมค่าบำรุง ค่าบำรุงนำไปช่วยเหลือคนในชุมชน ปัจจุบันมีเงิน 43 ล้านบาท เพราะมีสัจจะ มีวินัย มีคณะกรรมการ 2 ปีเลือก 1 ครั้ง พอมีกลุ่มสัจจะก็มีกิจกรรมร่วมกัน มีกิจกรรมด้านคุณธรรมบูรณาการหลักธรรมสู่การดำเนินชีวิต ดังนั้น "เราต้องสร้างความเข้มแข็งจากสถาบันพระพุทธศาสนา " เราต้องมาช่วยกัน ผนังเกิดมาจากก้อนอิฐแต่ละก้อน การทำงานด้านการพัฒนาจะต้องอ่อนน้อมต่อพระเถระผู้ใหญ่เพื่อการสนับสนุน พระสงฆ์นักพัฒนาต้องไม่โดดเดี่ยว ญาติโยมจะถามว่า " พระสงฆ์ให้อะไรกับสังคม " นี่คือสิ่งที่สังคมคาดหวังจากพระสงฆ์ มิติเป็นรูปธรรม จะเป็นพระนักพัฒนาต้องมีแผน แผนการพัฒนาร่วมกัน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
"สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต้องเร่งปลดล็อก
"สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต...
-
พระปิดตายันต์ยุ่งมหาอุตโม หลวงปู่ทิม อิสริโก จัดสร้างเพื่อหารายได้ สร้างหอฉันอุตตโม ออกแบบโดยช่างเกษม มงคลเจริญ ประกอบด้วย เนื้...
-
หลวงพ่อหอม จันทโชโต วัดซากหมาก อ.บ้านฉาง จ.ระยองถือว่าเป็นอดีตพระเกจิอาจารย์ดังรูปหนึ่ง "พระครูภาวนานุโยค" หรือที่ช...
-
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มรูปแบบ รายงานวิจัยเรื่อง “ปรัชญาดุริยางค์แห่งอนาคต: การถอดรหัสพันธุกรรมทางธรรมจากสิริ...




