แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2565

เชียงรายเริ่มแล้ว! เขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงดอยฮาง พัฒนาพื้นที่พัฒนาคุณภาพชีวิตแก้หนี้หายจน

วันที่ 25  กันยายน 2565 นายภาสกร บุญญลักษม์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย มอบหมายให้นายวิทยา ชุมภูคำ พัฒนาการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการพัฒนาพื้นที่ตามแนวพระราชดำริและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง “การต่อยอดการพัฒนาศูนย์เรียนรู้โคกหนองนา พช.ดอยอินทรีย์และสร้างเครือข่ายอาชีพสู่การเป็นแม่แบบเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง” กิจกรรมส่งเสริมทักษะอาชีพเพาะพันธุ์กล้าไม้  อาชีพแปรรูปสมุนไพรและอาชีพแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ณ ศูนย์ประสานงานการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัย ศูนย์เรียนรู้โคกหนองนา พัฒนาชุมชน CLM 15 ไร่ ดอยอินทรีย์

โดยมีนางสาวชาลิสา กาปัญญา พัฒนาการอำเภอเมืองเชียงราย กล่าวรายงานความเป็นมาและวัตถุประสงค์การดำเนินโครงการฯ ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวงมหาดไทย ตามโครงการการพัฒนาพื้นที่ตามแนวพระราชดำริ และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ พร้อมทั้งพัฒนาพื้นที่ ตามโมเดลเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง สู่เป้าหมายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sufficiency Economy Development Zone for Sustainable Development Goals (SEDZ for SDGs) ในพื้นที่ตำบลดอยฮาง อำเภอเมืองเชียงราย ซึ่งมีจำนวนเป้าหมาย เข้าร่วมโครงการ 12 รุ่น รุ่นละ 50 คน รวม 600 คน


โอกาสเดียวกันนี้ พระอาจารย์วิบูลย์  ธัมมเตโช ที่ปรึกษาเจ้าอาวาสวัดพุทธอุทธยานดอยอินทรีย์ ได้เมตตาปาฐกถาธรรมแก่ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ด้วยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สู่การปฏิบัติตามทฤษฎีบันได 9 ขั้น สู่ความยั่งยืน


ทั้งนี้ จังหวัดเชียงราย ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ จากกระทรวงมหาดไทย จำนวน 7 โครงการ โดยเป็นโครงการเกี่ยวกับการพัฒนาศูนย์เรียนรู้และเครือข่าย สู่การเป็นพื้นที่ต้นแบบ การส่งเสริมทักษะและศักยภาพสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตและรายได้ และการส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร ในศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์ ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมโครงการ รวมทั้งสิ้น 2,791 คน ผู้ได้รับประโยชน์ 58,960 คน

วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2565

สปก. หนุน 'ยุวลี ถาริวงษ์' สร้างชีวิตที่มั่นคง ด้วยการปลูกผักอินทรีย์ ที่นิคมเศรษฐกิจพอเพียง อ.วังน้ำเขียว

 สปก. หนุน 'ยุวลี ถาริวงษ์' สร้างชีวิตที่มั่นคง ด้วยการปลูกผักอินทรีย์ ที่นิคมเศรษฐกิจพอเพียง อ.วังน้ำเขียว

 

"ตอนเริ่มต้นที่มาเข้าร่วมนั้น มาคนเดียว พร้อมกับกระเป๋าใส่เสื้อผ้า 1 ใบ แต่ในวันนี้ ชีวิตได้เปลี่ยนไปมาก สามารถอยู่ได้อย่างมั่นคง มีทุกอย่าง มีบ้าน มีรถ ทุกวันนี้ เพราะ ส.ป.ก. ได้ช่วยสานฝัน ช่วยสร้างอาชีพ บนผืนดินทองคำแห่งนี้ จึงทำให้ชีวิตมีความสุขมาก โดยเฉพาะการได้ปลูกผักอินทรีย์คุณภาพดีให้กับผู้บริโภค ได้อยู่กับลูก ได้อยู่กับครอบครัว" นางยุวลี ถาริวงษ์ เลขานุการวิสาหกิจชุมชนผักอินทรีย์แปลงใหญ่นิคมเศรษฐกิจพอเพียง อำเภอวังน้ำเขียว กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของชีวิต จากการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของนิคมเศรษฐกิจพอเพียงวังน้ำเขียว ซึ่งอยู่ภายใต้การดำเนินงานของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก.

นางยุวดี กล่าวว่า เดิมนั้นตนเองมีอาชีพเป็นช่างเย็บผ้า ต่อมาในปี 2549 ได้สมัครเข้าร่วมโครงการกับ ส.ป.ก. และได้รับการคัดเลือก โดย ส.ป.ก. ได้จัดสรรที่ดินทำกินให้จำนวน 2.5 ไร่ พร้อมสนับสนุนให้ปลูกผักอินทรีย์ ด้วยการฝึกอบรมด้านความรู้ และสนับสนุนปัจจัยการผลิตมาอย่างต่อเนื่อง จนนำมาสู่การรวมกลุ่มของเกษตรกรเป็นวิสาหกิจชุมชนผักอินทรีย์แปลงใหญ่ ดำเนินการผลิตผักสลัดอินทรีย์ เช่น เคล กรีนโอ้ค เรดโอ๊ค คอส เป็นสินค้าหลัก ส่งจำหน่ายให้กับห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพฯ สามารถสร้างรายได้ให้เป็นอย่างดี

ด้าน ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวว่า นิคมเศรษฐกิจพอเพียง อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เป็นโครงการที่ ส.ป.ก. ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน ด้วยการจัดสรรพื้นที่ทำกินให้แก่เกษตรกรยากจน และผู้ที่ต้องการประกอบอาชีพเกษตรกรรม พร้อมทั้งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างเป็นระบบ สร้างกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องให้แก่เกษตรกร บนพื้นฐานของหลักการเศรษฐกิจพอเพียง

"จากการดำเนินงานของ ส.ป.ก. โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ได้ส่งผลให้ปัจจุบัน นิคมเศรษฐกิจพอเพียง อ.วังน้ำเขียว เป็นตัวอย่างความสำเร็จของการขับเคลื่อนโครงการด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน เกษตรกรมีการผลิตสินค้าตามหลักการตลาดนำการผลิต โดยเฉพาะตลาดสินค้าอินทรีย์ สามารถสร้างรายได้เฉลี่ย35,000บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน และที่สำคัญพื้นที่นิคมฯ ได้รับการฟื้นฟูระบบนิเวศ ทั้ง ป่า ดิน และน้ำ มีความอุดมสมบูรณ์ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนชุมชนนิคมเศรษฐกิจพอเพียง อำเภอวังน้ำเขียว มีชื่อเสียงในการเป็นพื้นที่สีเขียวของอำเภอ"ดร.วิณะโรจน์ กล่าว

ทั้งนี้ ในปี 2562 คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้คัดเลือกให้ นิคมเศรษฐกิจพอเพียง อำเภอวังน้ำเขียว ได้รับรางวัลเลิศรัฐ สาขาบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภทสัมฤทธิ์ผลประชาชนมีส่วนร่วม ระดับดี โดย "รางวัลเลิศรัฐ" ถือเป็นรางวัลแห่งเกียรติยศที่มอบให้หน่วยงานภาครัฐ เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูหน่วยงานที่ได้มุ่งมั่นปฏิบัติราชการจนประสบความสำเร็จมีความเป็นเลิศแห่งหน่วยงานภาครัฐ ในด้านการพัฒนาระบบการให้บริการประชาชน การบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม และความโดดเด่นในการบริหารจัดการ

https://siamrath.co.th/n/383779

วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2565

มท.เร่งขับเคลื่อน 49 โครงการนำร่อง 5 จังหวัดต้นแบบเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง

กระทรวงมหาดไทยเร่งขับเคลื่อน 49 โครงการนำร่องพื้นที่ 5 จังหวัดหวังสร้างต้นแบบเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงมุ่งสู่เป้าหมายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน


เมื่อวันเสาร์ที่ 10 กันยายน 2565  ที่กระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยได้จัดสรรงบประมาณให้จังหวัดดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ตามแนวพระราชดำริและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ พร้อมทั้งพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยจัดสรรงบประมาณจำนวน 14,080,140 บาท สำหรับดำเนินการ 49 โครงการ (ในระยะเริ่มต้น) มีวัตถุประสงค์ครอบคลุมมิติการพัฒนาพื้นที่ ในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม โดยได้กำหนดให้ดำเนินการในพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัด ได้แก่ 1.เชียงราย 2.สุโขทัย 3.อุบลราชธานี 4.นครนายก และ 5.จันทบุรี คาดว่ามีประชาชนผู้ได้รับประโยชน์อย่างน้อย 83,899 คน ถือเป็นการ Change for Good ที่เป็นรูปธรรม นำไปสู่การพัฒนาคนและพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน


นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย ได้แต่งตั้งคณะทำงาน Change for Good กระทรวงมหาดไทย เพื่อทำการขับเคลื่อนโมเดลเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง ไปสู่เป้าหมายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ Sufficiency Economy Development Zones for Sustainable Development Goals (SEDZ for SDGs) ในพื้นที่ 5 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ เชียงราย,สุโขทัย ,อุบลราชธานี ,นครนายก และ จันทบุรี โดยคณะทำงาน Change for Good แต่ละจังหวัดได้ลงพื้นที่เพื่อศึกษา วิเคราะห์ เก็บข้อมูลตามสภาพภูมิสังคม พร้อมนำข้อมูลจากระบบ ThaiQM และ TPMAP มาใช้ ประกอบกับบทวิเคราะห์สาเหตุสำคัญของความยากจนในโลกโดยองค์การ Concern Worldwide (Concern Worldwide, 2020)


สำหรับ ประเด็นที่ได้วิเคราะห์ และสรุปสาเหตุความยากจนมี 9 ประเด็น ได้แก่ 1.การขาดแคลนน้ำสะอาดและอาหาร 2.การไม่มีงานทำ หรือมีรายได้ไม่เพียงพอ 3.สงครามและความขัดแย้ง 4.ความไม่เท่าเทียมกัน 5.ขาดการศึกษา 6.Climate Change 7.การขาดโครงสร้างพื้นฐาน 8.ความสามารถที่จำกัดของรัฐบาล และ9.ขาดเงินทุนสำรอง โดยคณะทำงาน Change for Good กระทรวงมหาดไทย ได้ผ่านการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติพร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้มีประสบการณ์จริงจากการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้แล้วประสบผลสำเร็จ ทำให้คณะทำงานฯ มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหา ซึ่งจะต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ ค้นหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนที่แตกต่างกันไปตามสภาพภูมิสังคม


นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตามที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานไว้ไปประยุกต์ใช้และขยายผลในแต่ละพื้นที่ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งนับเป็นโชคดีของพสนิกรชาวไทยที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปณิธาน สืบสาน รักษา ต่อยอด โครงการในพระราชดำริทั้งปวง ทั้งยังทรงดำริว่า “สิ่งใดที่ยังเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ต้องดำเนินการและขับเคลื่อนต่อไป”


ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า แผนการพัฒนาพื้นที่และอาชีพเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนในพื้นที่ 5 จังหวัดนำร่องนั้น มีเป้าหมายหลัก 3 ด้าน คือ ด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ และด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีการดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ ระยะเริ่มต้น ช่วง 1 – 3 ปี (ระยะเร่งด่วน) จะพุ่งเป้าไปที่ การสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร การพัฒนาศักยภาพคุณภาพชีวิตในระดับครัวเรือนของพี่น้องประชาชน และกลุ่มเปราะบาง เพื่อการสร้างงานสร้างรายได้ ด้วยผลผลิตทางการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการทำธุรกิจบนพื้นฐาน เศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy หรือ BCG Model) ควบคู่กับการสร้างจิตสำนึกการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งดิน น้ำ ป่า อากาศ และทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล


นอกจากนั้น ในระยะกลาง ช่วง 4 – 6 ปี จะเน้นที่การสร้างความเข้มแข็งของการรวมกลุ่มทางสังคม และพัฒนาคนทุกช่วงวัยให้มีวิถีชีวิตและวิถีธรรมที่เข้มแข็ง สร้างการรวมกลุ่มอาชีพ กลุ่มวิสาหกิจ พัฒนาแกนนำกลุ่มอาชีพ รวมทั้งขยายผลการพัฒนา ฟื้นฟู และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และในระยะยาว ช่วง 7 – 9 ปี จะมุ่งเน้นที่การสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ อาทิ การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิต วิถีธรรมที่เป็นรูปธรรม ศูนย์จิตอาสาต้นแบบ การสร้างมาตรฐานสินค้าและบริการ การยกระดับกลุ่มทุนชุมชน การสร้างเครือข่าย การส่งเสริมการตลาดและเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจ รวมถึงการสร้างป่าชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน และการกำหนดเขตพื้นที่ป้องกันการรุกป่า


นายสุทธิพงษ์  กล่าวต่อว่า การดำเนินการในระยะเริ่มต้น หรือระยะเร่งด่วน ในพื้นที่จังหวัดนำร่อง 5 จังหวัด จำนวน 49 โครงการ สามารถจำแนกได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 การพัฒนาศูนย์เรียนรู้และเครือข่าย สู่การเป็นพื้นที่ต้นแบบ จำนวน 10 โครงการ กลุ่มที่ 2 การส่งเสริมทักษะและศักยภาพประชาชน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและรายได้ จำนวน 11 โครงการ และกลุ่มที่ 3 การส่งเสริมความมั่นคงทางด้านอาหารให้แก่ประชาชนในศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์ จำนวน 28 โครงการ ซึ่งกลไกในการขับเคลื่อนจะใช้กลไกในระดับภูมิภาคของกระทรวงมหาดไทย มีทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องที่ และผู้นำท้องถิ่น พร้อมกับสานพลัง 3 ระดับ 5 กลไก และ 7 ภาคี หรือ กลไก 3 5 7 ร่วมกับการนำหลัก “บวร บรม ครบ” มาช่วยขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ในระดับบุคคล ทำให้เกิดการพัฒนากระบวนทัศน์ มุมมอง จนเกิดเป็นวิถีชีวิตความพอเพียง นำไปสู่การขยายผลในระดับที่ใหญ่ขึ้นต่อ ๆ ไป


อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวทำให้เกิดการรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายชุมชนและขยายผลกิจกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด เปรียบเสมือนขณะนี้ กระทรวงมหาดไทยกำลังสร้างป่าจากการปลูกกล้าไม้ กล้าไม้เปรียบเสมือนคนแต่ละคน หากเราทำให้กล้าไม้แต่ละกล้าสามารถเติบโตด้วยตนเองได้ เราก็จะได้รับผืนป่าที่มีความแข็งแรง เพียงแต่เราต้องสร้างปัจจัยที่ช่วยให้กล้าไม้เจริญเติบโตได้ ผืนป่านั้นจึงจะอุดมสมบูรณ์ อันหมายถึง จะต้องสร้างคนและพัฒนาพื้นที่ เพื่อนำไปสู่สังคมที่มีความแข็งแรงและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะเป็นต้นแบบในการฝ่าวิกฤตปัญหาต่าง ๆ ของโลกใบเดียวของเรา (The Only One Planet) นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) 17 เป้าหมาย ขององค์การสหประชาชาติ (UNESCO หรือ UN) อีกด้วย


“กระทรวงมหาดไทย มีบทบาทสำคัญในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้แก่ประชาชนตามแนวทางของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเป็นหน่วยงานหลักที่ขับเคลื่อนการพัฒนาเชิงพื้นที่ เนื่องในโอกาสที่กระทรวงมหาดไทย ครบรอบ 130 ปี และกำลังจะก้าวสู่ปีที่ 131 ปีในปีหน้า กระทรวงมหาดไทยมีความมุ่งหวังที่จะขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพอเพียง หรือ SEDZ ให้เป็นรูปธรรม เชื่อมโยงสอดคล้องกับวาระแห่งชาติเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) ตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อนำมาเป็นกรอบและทิศทางในการแก้ไขปัญหาความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัย เกิดการรวมกลุ่มและพัฒนาไปด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง นำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาประเทศไทย อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน เพื่อนำไปสู่การ Change for Good อย่างแท้จริง” ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวท้าย


 


"สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต้องเร่งปลดล็อก

  "สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต...