แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กระทรวงมหาดไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กระทรวงมหาดไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2565

"ปลัด มท." พร้อมพระที่ปรึกษา ลงพื้นที่เมืองสองแคว ยกอำเภอมืองต้นแบบแก้จนตามแนวพอเพียง สอดรับ UN SDGsและBCGโมเดล



วันที่ 21 ธันวาคม 2565 เวลา 09.00 น. ที่ศูนย์เรียนรู้พัฒนาชุมชนแบบยั่งยืน บ้านวังส้มซ่า อ.เมืองพิษณุโลก จ.พิษณุโลก นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิด “ศูนย์เรียนรู้พัฒนาชุมชนแบบยั่งยืน บ้านวังส้มซ่า” และตรวจเยี่ยมประเมินผลเชิงประจักษ์อำเภอนำร่อง บำบัดทุกข์ บำรุงสุข เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นอำเภอ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ยอดเยี่ยม ซึ่งอำเภอเมืองพิษณุโลกได้นำเสนอ “โครงการปลุกพลังความคิด ปรับวิถีชีวิตด้วยเศรษฐกิจพอเพียง เปลี่ยนเมืองพิษณุโลกสู่ความยั่งยืน (SDGs) เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน” (โครงการ 3 ป. สู่ความพอเพียง อ.เมืองพิษณุโลก จ.พิษณุโลก)” โดยได้รับเมตตาจากท่านเจ้าคุณพระพิพัฒน์วชิโรภาส ที่ปรึกษาปลัด มท. ร่วมลงพื้นที่ 


โครงการ 3 ป. สู่ความพอเพียง อ.เมืองพิษณุโลก จ.พิษณุโลก ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 17 ข้อ (UN SDGs)  


 บูรณาการการทำงานด้วย “กลไก 357” คือ 3 ระดับ : ระดับชุมชน/หมู่บ้าน ระดับจังหวัด และระดับประเทศ 5 กลไก : การประสานงานภาคีเครือข่าย การบูรณาการแผนงานและยุทธศาสตร์ การติดตามหนุนเสริมและประเมินผล การจัดการความรู้ และการสื่อสารสังคม 7 ภาคีเครือข่าย : ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคผู้นำศาสนา ภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม และภาคสื่อสารมวลชน  มี B SEP  BCG เป็นฐาน เกิดส้มซ่าโมเดล


โดยสรุปว่า “ทีมอำเภอนำร่องฯ สร้าง "ผู้นำทำก่อน” อบรมเชิงปฏิบัติการ “สร้างนักขับเคลื่อนระดับตำบล (D-CAST)” จำนวน 3 รุ่น ๆ ละ 100 คน รวม 300 คน  และจัดเวทีประชาคมรับฟังความคิดเห็นและสร้างการรับรู้ในระดับตำบล ตำบลละ 100 คน รวม 2,000 คน และนำกิจกรรมปรับวิถีชีวิตด้วยเศรษฐกิจพอเพียงผ่าน 6 กิจกรรม คือ 1) น้อมนำแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” ขับเคลื่อนด้วยพลังบวร “บ้าน” โดยใช้ครัวเรือนต้นแบบ 19 ตำบล 173 หมู่บ้าน ๆ ละ 20 ครัวเรือน รวม 3,460 ครัวเรือน “วัด” ตำบลละ 1 วัด รวม 19 แห่ง “โรงเรียน” ตำบลละ 1 แห่ง รวม 19 แห่ง ซึ่งทุกคนในหมู่บ้านมีการปลูกพืชผัก ผลไม้ สมุนไพร อย่างน้อย 15 ชนิด ไว้บริโภคเพื่อลดรายจ่ายหลายแสนบาทและจำหน่ายสร้างรายได้เพิ่มเกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในเวลา 3 เดือนจำนวนกว่า 3 ล้านบาท มีการจัดทำบัญชีครัวเรือน ทำให้ทราบผลการลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้มากขึ้น และยังมีการจัดทำถังขยะเปียกลดโลกร้อนหมู่บ้านละ 20 ครัวเรือน และขยายผลครบทุกครัวเรือน ควบคู่กับ 1 ตำบล 1 ถนนกินได้ เป็นแหล่งอาหารชุมชนสร้างความมั่นคงทางอาหารอีก 19 แห่ง ในระยะทางกว่า 20 กิโลเมตร 


2) ทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา ผ่านกิจกรรมหว่านวันแม่ เกี่ยววันพ่อ ห้องเรียนหัวคันนา ครูพาทำ สร้างฐานสอนลูกดำนา ส.ว. เอามื้อสามัคคี ทำให้ยกระดับ บริหารพื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้สู่ประชาชนได้ 


3) ชุมชนสวัสดิการสร้างงาน สร้างรายได้ โดยนำกลุ่มเป้าหมายใน TPMAP และ ThaiQM จำนวน 370 ครัวเรือน มาอบรมให้ความรู้ สร้างงาน สร้างอาชีพ อบรมพัฒนาคุณภาพชีวิต จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในชุมชน เช่น ลูกประคบสมุนไพร ยาดม มีการทำกองทุนสวัสดิการเป็นรายได้เพื่อปันน้ำใจช่วยเหลือสังคม และไปพัฒนากลุ่มเปราะบางและผู้ประสบปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ 


4) ธนาคารพันธุกรรมพืชสร้างเครือข่าย โดยสามารถจัดตั้งธนาคารพันธุกรรมพืชในทุกตำบล และแหล่งรวบรวมอนุรักษ์ใช้ประโยชน์จากพันธุ์พืช สร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน 5) ตลาดประชารัฐ โดยจัดตลาดหน้าวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร (วัดใหญ่) เชื่อมโยงกิจกรรม “ชินะราชา เบิกฟ้าเสริมบุญ ตักบาตรรับอรุณ หน้าวิหารเสริมพลังศรัทธา @ เมืองสองแคว” ทุกเช้าวันเสาร์ ตั้งแต่ 5:00 – 10:00 น โดยนำผลผลิตจากกิจกรรมบ้านนี้มีรักปลูกผักกินเอง โคก หนอง นา ชุมชนสวัสดิการ และพื้นที่การเรียนรู้ชุมชนพัฒนา มาจำหน่ายสร้างรายได้ให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ จำนวนกว่า 50,000 บาทต่อครั้ง นอกจากนี้ ยังได้ขยายผลตลาดวัฒนธรรมตลาดชุมชนประจำหมู่บ้าน/ตำบลให้เป็นแหล่งจำหน่ายผลผลิตสร้างรายได้ และ 6) พื้นที่การเรียนรู้ชุมชน เป็นแปลงสาธิตต้นแบบบ้านนี้มีรักปลูกผักกินเอง แหล่งขยายพันธุ์ข้าวหลากสี ข้าวพันธุ์พื้นถิ่นกว่า 50 สายพันธุ์ เป็นที่เก็บเกี่ยว/จำหน่ายผลผลิต เป็นตลาดประชารัฐ แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และส่งเสริมขยายพื้นที่ต้นแบบให้มีมากขึ้น”


จากนั้น ภาคีเครือข่ายในพื้นที่ได้นำเสนอความก้าวหน้าการขับเคลื่อน ได้แก่ 1. โครงการถนนกินได้ ถนนแห่งความสามัคคี ด้วยการปลูกพืชผักสวนครัวตลอดแนวถนน 800 เมตร เพื่อให้เป็นถนนแห่งความสามัคคี เป็นถนนกินได้ 2. ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตำบลไผ่ขอดอน ปลูกพืชผักสวนครัว เลี้ยงหมูป่า โดยเอามูลหมูทำปุ๋ยบำรุงดิน เลี้ยงกบ ปลาเลี้ยงไก่ เพาะเห็ด พร้อมนำจุลินทรีย์บำบัดน้ำเสีย 3. โคก หนอง นา สาธิตฐานเรียนรู้ โดยมีหลุมพอเพียง ทำให้เราได้พืชผักสวนครัวไว้กินตลอดทั้งปี มีพืชประธานไว้กลางหลุม พืชเลี้ยงไว้บังแดด เพื่อลดและประหยัดการใช้น้ำ และทำแซนวิชปลา ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ 4. บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง ไม่ใช้สารเคมี แบ่งปันกันกิน พอเหลือกินก็จะขาย 5. วิชชาลัยชาวนา มีแปลงผัก 28 ชนิด บ่อปลา แปลงสาธิตนาข้าวกว่า 50 สายพันธุ์ โดยความร่วมมือกับคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร 6. สวนแปลงผักเศรษฐกิจพอเพียง ปลูกผักขั้นบันไดเพื่อชะลอน้ำมาหล่อเลี้ยงพืชผักสวนครัว ขั้นที่ 1 ถั่วฝักยาว ขั้นที่ 2 พริก ขั้นที่ 3 มะเขือแป้น มะเขือยาว มะเขือเปราะ ขั้นที่ 4 กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ผลผลิตทุกอย่างไม่ขาย แต่จะให้ลูกบ้านนำไปแจกจ่ายให้กับคนยากไร้ เด็กนักเรียน และวัด 7. กิจกรรมบ้านนี้มีรักปลูกผักกินเอง เอื้อต่อวิถีชีวิตสู่เศรษฐกิจพอเพียง ปลูกพืชผักสวนครัว ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ และ 8. ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง การบริการจัดการน้ำ การป้องกันการพังทลายหน้าดินด้วยการปลูกหญ้าแฝก สาธิตการปลูกนาข้าวในรูปแบบนาโยน และปลูกผักปลอดสารพิษ ปลูกผักในกระถาง ในยางรถยนต์ และจัดทำถังขยะเปียกลดโลกร้อน


น.ส.วรัญญา หอมธูป และ อ.ศรัณย์พร เกิดเกาะ กล่าวว่า ทีม อ.เมืองพิษณุโลก มุ่งพัฒนาโดยยึด”คน” เป็นฐาน สิ่งที่เป็นกลยุทธ์ที่แยบยลที่สุด คือ “การสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนและการลุกขึ้นมาเข้าใจในสิ่งที่เป็นหลักการ” ให้รู้ว่าการพัฒนาพื้นที่และการพัฒนาคนให้มีความสุขที่แท้จริง มีกระบวนการ คือ “ความพอเพียงที่จะทำให้เกิดความพอดี” และแม้ว่าโครงการอำเภอนำร่องฯ จะหมดไป แต่กระบวนการที่เกิดขึ้นนี้จะถูกสานต่อไปเรื่อย ๆ ด้วยความเข้าใจของคน เพราะคนเป็นองค์ความรู้ที่ยั่งยืนที่สุด เมื่อเขาเรียนรู้แล้วก็จะบอกต่อความรู้ไปยังคนอื่น ๆ จนกลายเป็นวิถีชีวิต และส่งต่อจากคนสู่คน ทำให้เกิดผลสำเร็จมากที่สุด และเกิดความสุขมวลรวมชุมชน (Gross Village Happiness : GVH ) โดยเติมเต็มด้วยงานวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาทักษะคน เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ให้ดีขึ้น


“นายอำเภอเมืองพิษณุโลกเป็นต้นแบบ ” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติม

วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

"ปลัด มท." ถวายมุทิตาสักการะ "หลวงพ่อสำรวย-พระอาจารย์สังคม" ในพิธีถวายโล่รางวัลบุคคลแห่งสันติภาพโลกและรางวัลไดม่อน ออฟ เอเซีย


ปลัด มท. ถวายมุทิตาสักการะยกย่อง พระครูวิทูรธรรมนิเทศ และพระอาจารย์ ดร.สังคม ธนปญฺโญ (ขุนศิริ) ผอ.ศูนย์ปฏิบัติธรรมมาบเอื้องเพื่อเศรษฐกิจพอเพียง เป็นพระผู้มีวัตรปฏิบัติในการสนองพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อความสุขที่ยั่งยืนของคนไทยและคนทั้งโลก

เมื่อวันพุธที่ 9 พฤศจิกายน 2565 เวลา 15.00 น. ที่พระมหาธาตุเจดีย์ ชั้น 2 ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง ต.หนองบอนแดง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานถวายช่อดอกไม้แสดงมุทิตาสักการะในพิธีถวายโล่รางวัล "บุคคลแห่งสันติภาพโลก" และรางวัลไดม่อน ออฟ เอเซีย (Diamond of Asia) ในงานเทศกาลศิลปวัฒนธรรมนานาชาติแห่งประเทศไทยครั้งที่ 21 แด่พระครูวิทูรธรรมนิเทศ (หลวงพ่อสำรวย ตายโน) เจ้าอาวาสวัดภูริทัตตวนาราม เมืองออนทาริโอ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา และพระอาจารย์ ดร.สังคม ธนปญฺโญ (ขุนศิริ) ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติธรรมมาบเอื้องเพื่อเศรษฐกิจพอเพียง และเป็นประธานในพิธีเปิดป้าย "ศูนย์ศึกษานานาชาติแห่งศาสตร์พระราชาไทย" ท่ามกลางอาคันตุกะศิลปินจากนานาประเทศ ร่วมเป็นสักขีพยานอย่างพร้อมเพรียง 

โดยมี นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี รองศาสตราจารย์วรวรรณ โรจนไพบูลย์ ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย นางสาวประภัสรา ศรีทอง ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดชลบุรี นายนิติ วิวัฒน์วานิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พลตรี อำนาจ จันทรนิมะ ผู้ทรงคุณวุฒิ กองบัญชาการกองทัพไทย นายธงชัย สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง ที่ปรึกษาโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) นางสัณหจุฑา จิราธิวัฒน์ ประธานมูลนิธิรักษ์ดิน รักษ์น้ำ (Earth Safe Foundation) หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่าย ร่วมในพิธีเป็นจำนวนมาก

    


โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย แล้วถวายช่อดอกไม้แสดงมุทิตาสักการะแด่พระครูวิทูรธรรมนิเทศ (หลวงพ่อสำรวย ตายโน) และพระอาจารย์ ดร.สังคม ธนปญฺโญ (ขุนศิริ) และร่วมกล่าวอนุโมทนา โดยกล่าวว่า "ผมมั่นใจในวัตรปฏิบัติของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระครูวิทูรธรรมนิเทศ และพระอาจารย์ ดร.สังคม ธนปญฺโญ พระสงฆ์ผู้มีวัตรปฏิบัติเป็นหลักชัยของความยั่งยืนและเป็นหลักชัยของการช่วยเหลือเกื้อกูลพี่น้องประชาชน ให้สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างยั่งยืนตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : UN SDGs) ทั้ง 17 ข้อ ด้วยการสนองแนวพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้มีความแน่วแน่มั่นคงในการสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมนาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เพื่อนำพาพี่น้องประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีควบคู่กับการธำรงรักษาสภาวะแวดล้อมให้เป็นสภาวะแวดล้อมที่ดี เหมาะสมต่อมวลมนุษยชาติ ให้ได้อยู่อาศัย เป็นการต่ออายุของโลกใบนี้ของเราให้มีอายุยืนยาว หายเจ็บไข้จากภาวะโลกร้อน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ     

"อย่างเช่นสถานที่มหาเจดีย์แห่งนี้ แม้ว่าจะก่อสร้างด้วยวิทยาการสมัยใหม่ แต่ก็เป็นการเห็นถึงคุณค่าแห่งความยั่งยืน ตั้งแต่วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง ท่านก็นำเอาสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ และเป็นอาคารที่ประหยัดไฟ อนุรักษ์พลังงาน แม้แต่พระประธาน ก็นำดินมาประมวลรวมสร้างเป็นพระประธานแทนการใช้เหล็ก ทองเหลือง หรือซีเมนต์ อันเป็นเครื่องยืนยันว่าท่านคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม คำนึงถึงความยั่งยืน และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ท่านได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมนาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาใช้ในชีวิตประจำวัน และเผยแผ่ขยายผลเพื่อให้ญาติโยมได้มีที่พึ่งเป็นแสงประทีปนำทางชีวิตให้ดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ" นายสุทธิพงษ์  กล่าวในช่วงต้น

     


นายสุทธิพงษ์   ได้กล่าวอีกว่า พระอาจารย์ ดร.สังคม ธนปญฺโญ เป็นบุคคลที่ประวัติศาสตร์อาจจะลืมไปแล้วว่า การนำทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาสู่ประชาชนเพื่อใช้ในการดำเนินชีวิต ท่านเป็นผู้ที่ค้นพบคำพูดที่เข้าถึงพี่น้องประชาชนได้โดยง่าย จากเมื่อก่อนเราจะรู้จักเศรษฐกิจพอเพียงกันในชื่อเกษตรทฤษฎีใหม่เป็นหลัก แต่แท้จริงแล้วทฤษฎีใหม่ของพระองค์ท่านมีมากกว่า 40 ทฤษฎี เกษตรทฤษฎีใหม่เป็นเพียงทฤษฎีหนึ่ง ซึ่งท่านพระอาจารย์ได้ร่วมกับอาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกำธร และทีมงานอีกหลายท่าน จนเกิดการอรรถาธิบายทฤษฎีใหม่ในชื่อ โคก หนอง นา ผ่านงานศิลปะที่สร้างสรรค์โดยเด็กผู้เป็นอนาคตของชาติ อนาคตของโลก ปั้นดินปั้นทรายเป็นโมเดล เรียนรู้การบริหารจัดการพื้นที่ผ่านการเล่นและงานฝีมือบนกระบะทราย (sandbox) โดยที่ไม่รู้ว่า นั่นแหละ คือ ทฤษฎีใหม่ กระทั่งเมื่อมาตรวจผลงานดู เกิดการอุทานว่า "โคก หนอง นา" และท่านอาจารย์ยักษ์ ได้น้อมนำทฤษฎีใหม่ไปทดลองทำในรูปแบบที่สมบูรณ์มากขึ้น ใช้ชื่อว่า โคก หนอง นา ตลอดมา 

จวบจนในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการพระราชทานอารักขาแก่ประชาชนชาวไทย ความว่า "เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป" และทรงลงมือทำแปลงโคก หนอง นา ด้วยพระองค์เอง ทรงศึกษา ค้นคว้า และพระราชทานโครงการให้กับกรมราชทัณฑ์ ชื่อ โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง เพื่อที่จะให้ผู้ที่หลงผิดต้องโทษจำขัง ได้ฝึกปฏิบัติ ได้รับองค์ความรู้ ก่อนที่จะพ้นโทษ สำหรับการไปช่วยเหลือตนเอง เพื่อที่จะให้ตนเองสามารถดำรงชีวิตอยู่โดยไม่ต้องไปทำผิดซ้ำซาก และยังผลทำให้สถิติของผู้ที่พ้นโทษและกลับมารับโทษซ้ำลดลง จากร้อยละ 70 เหลือร้อยละ 30 เพราะพระมหากรุณาธิคุณ และได้พระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง โคก หนอง นา แห่งความสุข และ Happy Family หลายต่อหลายภาพ ซึ่งเกิดจากการสรุปองค์ความรู้และพระราชทานกำลังใจแก่พวกเราทุกคนจากห้องทรงอักษรของพระองค์

   


 

"ผมขอเรียนย้ำเตือนว่า "โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง" ไม่ใช่เพียงช่วยผู้ต้องขังให้มีวิชาความรู้ แต่ได้ช่วยทุกคนในสังคม ด้วยเพราะว่า เมื่อพวกเขาได้รับการพัฒนาทักษะให้เป็นคนที่มีวิชาความรู้แล้วนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ประกอบสัมมาชีพที่สุจริต มีคุณภาพชีวิตที่ดี เลี้ยงดูตนเองได้ ก็จะไม่หลงผิด และมุ่งมั่นตั้งใจที่จะประกอบความดี ไม่เบียดเบียนผู้อื่น จึงถือได้เป็นการช่วยให้คนไทยทุกคนได้ใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างเป็นปกติสุข มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน หรือเรียกว่าเป็นการ "แก้ไขในสิ่งผิด" ดังพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่ข้าราชบริพารของพระองค์ท่านว่า "ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข แก้ไขในสิ่งผิด สืบสานในพระราชปณิธาน ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งพระอาจารย์ ดร.สังคม ธนปญฺโญ ได้น้อมนำพระราชดำรัสดังกล่าวมาเผยแผ่ด้วยกุศโลบายในการสื่อสารสังคม โดยเชิญคุณแพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์ ไปทำโคก หนอง นา เอามื้อสามัคคี ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ อันเป็นการสื่อสารกับสังคมว่า ดาราศิลปินดังก็เห็นประโยชน์ของทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา ทำให้เกิดเป็น "โคก หนอง นา ดาราโมเดล" ที่ช่วยกระตุ้นปลุกเร้าให้แฟนคลับของคุณแพนเค้ก เขมนิจ ได้ให้ความสนใจศึกษาเรียนรู้และปฏิบัติตามเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย" นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเน้นย้ำ

     

นายสุทธิพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า คุณูปการที่พระอาจารย์ ดร.สังคม ธนปญฺโญ ได้ทำมาทั้งหมด โดยได้รับการสนับสนุนจากภาคีเครือข่าย ทั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่มอบเพชรเม็ดงาม คือ รศ.วรวรรณ โรจนไพบูลย์ และผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล มูลนิธิ Earth Safe ยังช่วยส่งผลทำให้กระทรวงมหาดไทยสามารถน้อมนำเอาสิ่งที่พระอาจารย์และผู้มีคุณูปการภาคีเครือข่ายข้างต้น มาขับเคลื่อนไปสู่พี่น้องประชาชนในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งพวกเราทุกคนทั้งในฐานะศิษยานุศิษย์และในฐานะข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอแสดงมุทิตาจิตยินดีที่ท่านได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติร่วมกับพระอาจารย์ของท่าน และขอให้กำลังใจที่พวกเราทุกคนมาร่วมกันสามัคคีสโมสรในวันนี้ เป็นการดลบันดาลให้ท่านพระอาจารย์ ดร.สังคม ธนปญฺโญ และพระครูวิทูรธรรมนิเทศ ได้เพิ่มพูนความช่วยเหลือสาธารณสงเคราะห์ให้กับมวลมนุษยชาติไม่เฉพาะคนไทย แต่รวมตลอดจนถึงชาวโลกประเทศอื่น ๆ ด้วย และขอให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีได้ช่วยกันนำองค์ความรู้ที่มีอยู่ ณ พื้นที่มาบเอื้องแห่งนี้ ขยายผลสร้างการรับรู้ไปสู่พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดชลบุรีและพี่น้องประชาชนทุกคนโดยทั่วกัน เพื่อให้พี่น้องประชาชนและประเทศชาติมีความวัฒนาสถาพรเพิ่มมากขึ้นอย่างยั่งยืนตลอดไป


วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2565

"ปลัดมท." โพสต์โต้ "ก้าวไกล" ยัน "โคก หนอง นา โมเดล" ไม่ล้มเหลว กระแสตอบรับดีได้ประโยชน์เกินคุ้มกับงบฯ

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2565 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจ Suttipong Juljarern ชี้แจงโครงการโคกหนองนาโมเดล หลังจากว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.จากพรรคก้าวไกลออกมาเปิดเผยข้อมูล โครงการโคกหนองนา ล้มเหลวความว่า


"ผมยืนยันว่าการนำงบประมาณมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนของรัฐบาลนั้นไม่ได้ล้มเหลว เราดำเนินการทั้งสิ้น 7 กิจกรรม ในโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคกหนองนา จำนวน 25,179 โครงการ ทั่วประเทศ นั้นได้ประโยชน์เกินคุ้มกับงบประมาณที่ลงไป"


ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการพึงพอใจอย่างมาก (ดังรายละเอียดของงานวิจัยที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทำให้ Grisda) ที่ผมส่งให้มาพร้อมนี้


การนำเสนอของหน่วยตรวจสอบอย่าง สตง. ท่านตรวจสอบบางโครงการ บางพื้นที่ จนกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย กลายเป็นผู้ร้าย ซึ่งยังน้อยกว่าการด่วนสรุป ทำลายล้างโครงการ ที่มีการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่มาประยุกต์สู่โคกหนองนา ว่าล้มเหลว


อ่านบทสรุปของผู้บริหารที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำไว้ 15 หน้าก็ได้ครับ


อนึ่ง เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2565 "นายอดิศักดิ์ สมบัติคำ" หรือ "จ่าตา" ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. พรรคก้าวไกล จ.มหาสารคาม ได้ออกมาเปิดรายงานสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถึงผลการตรวจสอบโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ "โคก หนอง นา โมเดล" ของกรมพัฒนาชุมชน ซึ่งจากรายงานพบว่าโครงการแทบไม่เดิน ทำจริงไม่ได้ ยังไม่เกิดผลทางปฏิบัติ


"นายอดิศักดิ์"  อ้างว่า สตง. เขียนเอาไว้ชัดเจนว่า โครงการมีปัญหา 3 เรื่อง ที่ทำให้โคก หนอง นาเป็นโครงการส่อล้มเหลว


1. โครงการล่าช้าไม่เป็นไปตามแผนงานที่กำหนด ณ วันที่ 30 กันยายน 2564 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดโครงการ กรมพัฒนาชุมชนทำเสร็จเพียง 1 จาก 6 กิจกรรม ทำให้ต้องขอขยายเวลากว่า 2 รอบ ถึงจะปิดโครงการได้


2. พื้นที่เรียนรู้ชุมชนต้นแบบทำไม่ได้จริง ส่วนใหญ่ยังทำไม่ได้ตามแบบ บางที่ยังสร้างไม่เสร็จ บางที่ยังไม่ได้เริ่มสร้าง ส่วนที่สร้างเสร็จแล้วยังไม่มีการจัดเตรียมความพร้อมด้านสื่อการเรียนรู้ วัสดุ อุปกรณ์เพื่อใช้สำหรับการสาธิตและ ฝึกปฏิบัติประจำฐานเพื่อการเรียนรู้


3. ครุภัณฑ์อุปกรณ์ต่างๆ ในวันที่ สตง. ลงไปตรวจสอบ ยังถูกใช้ไม่ครบ ซึ่งมีทั้งบางที่ยังไม่ได้ใช้อุปกรณ์เลยแม้แต่รายการเดียว บางที่ใช้ไปแค่บางส่วน หรือก็คือ งบอุปกรณ์ที่จัดซื้อลงไปถูกเอาไปวางทิ้งไว้เฉยๆ


"ตามศูนย์อบรมที่โคก หนอง นา ให้เกษตรกร ยังแทบจะไม่มีการอบรมให้เกษตรกรเอาไปใช้จริงเลย" ผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.ก้าวไกล กล่าว






















วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2565

มหาดไทยโชว์ผลผลิตโคกหนองนาสดจากพื้นที่ ในงาน SX 2022 "พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก" ศูนย์สิริกิติ์

วันพุธที่ 28 กันยายน 2565 เวลา 16.00 น. นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงกิจกรรม Live Action จากในพื้นที่ตัวอย่างความสำเร็จในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งจัดขึ้นภายในงานแสดงนิทรรศการนานาชาติ "การขับเคลื่อนเพื่อมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ในงาน Sustainability EXPO 2022 หรือ SX 2022 ในระหว่างวันที่ 26 กันยายน – 2 ตุลาคม 2565 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ว่ากิจกรรมดังกล่าวได้รับความนิยมจากผู้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก และได้มีการดำเนินการถ่ายทอดสดผ่านทางเพจ Facebook กระทรวงมหาดไทย PR ด้วย 

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กิจกรรมภายในบูธของกระทรวงมหาดไทย ประกอบด้วย 4 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมที่ 1 นิทรรศการผลการดำเนินงาน/โครงการสำคัญที่ทุกกรม รัฐวิสาหกิจ และทุกจังหวัดร่วมดำเนินการ กิจกรรมที่ 2 Live Action จากในพื้นที่ตัวอย่างความสำเร็จในเรื่องต่าง ๆ กิจกรรมที่ 3 การฝึกปฏิบัติ “พึ่งตน เพื่อโลก เพื่อเรา” และกิจกรรมที่ 4 มหาดไทยปันสุข โดยนำผลผลิตเกษตรอินทรีย์ สินค้าจากชุมชน จาก เครือข่าย ปันบุญ ปันน้ำใจ มาร่วมแบ่งปัน ให้กับผู้เข้าร่วมงาน

สำหรับกิจกรรมที่ 2 Live Action จากในพื้นที่ตัวอย่างความสำเร็จในเรื่องต่าง ๆ นั้น มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 11 เรื่อง 65 โครงการ ประกอบด้วย (1) ชุมชน SDGs จำนวน 6 โครงการ (2) โคก หนอง นา จำนวน 5 (3) ผ้าไทยใส่ให้สนุก จำนวน 11 โครงการ (4) OTOP นวัตวิถี จำนวน 6 โครงการ (5) งาน บ ว ร จำนวน 2 โครงการ (6) การจัดการขยะและถังขยะเปียกลดโลกร้อน จำนวน 3 โครงการ (7) คลองสวยน้ำใส จำนวน 4 โครงการ ( อำเภอนำร่อง 4 ภูมิภาค 17 อำเภอ (9) อปท. ต้นเเบบศูนย์บริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ จำนวน 4 โครงการ (10) สนามเด็กเล่นสร้างปัญญา จำนวน 5 โครงการ และ (11) จัดที่ดินสาธารณประโยชน์ที่มีการบุกรุกเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำ จำนวน 2 โครงการ 


ทั้งนี้ ประชาชนผู้สนใจชมงานในส่วนของกิจกรรมที่ 2 Live Action จากในพื้นที่ตัวอย่างความสำเร็จในเรื่องต่าง ๆ สามารถเข้าไปเยี่ยมชมโครงการต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง ผ่านการถ่ายทอดสดจากพื้นที่จริง ตั้งแต่เวลา 10.30 – 18.00 น. ระหว่างวันที่ 26 กันยายน – 2 ตุลาคม 2565 โดยในแต่ละวันจะมีตารางการถ่ายทอดสดในแต่ละโครงการสลับสับเปลี่ยนและหมุนเวียนกันไปจบครบทุกโครงการ อย่างไรก็ตาม หากท่านไม่สะดวกเดินทางมายังศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ก็สามารถร่วมรับชมการถ่ายทอดสดได้ทางเพจ Facebook กระทรวงมหาดไทย PR ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการรับชมกิจกรรม Live Action ดังกล่าว 


นายสุทธิพงษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การถ่ายทอดสดกิจกรรม Live Action จากสถานที่ Best Practice ต่าง ๆ ข้างต้น ถือเป็นเครื่องเตือนใจ และเป็นการตอกย้ำว่า “คนมหาดไทย ผู้นำท้องที่ และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” คือบุคคลสำคัญผู้เสียสละ อุทิศตนเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และนำพาสิ่งที่ดีที่สุดมาสู่ประชาชนคนไทยทั่วทั้งประเทศ ซึ่งเราขอสัญญาไว้ ณ ที่นี้ว่า จะไม่หยุดการสร้างความสำเร็จไว้เพียงแค่วันที่ 2 ตุลาคม 2565 ในงาน SX2022 แต่เท่านั้น แต่จะยังคงมุ่งมั่นอย่างไม่หยุดยั้งที่จะร่วมแรงแข็งขัน ช่วยกันพัฒนาไปพร้อมกับพี่น้องภาคีเครือข่าย ในการพัฒนาและยกระดับภารกิจที่ทำอยู่ในวันนี้ให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป เพื่อให้ประเทศไทยได้ก้าวไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อการพัฒนาคน ให้ได้รับการยกระดับคุณภาพชีวิตที่มั่นคงและยั่งยืนในทุกมิติ นำเสนอสร้างการรับรู้ให้กับสาธารณชนและสายตาประชาคมโลกได้รับทราบ เข้าใจ และมีส่วนร่วมในทุกระดับ 


พร้อมกันนี้ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกคนเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงาน Sustainability EXPO 2022 (SX2022) ในระหว่างวันที่ 26 กันยายน – 2 ตุลาคม 2565 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อร่วมกันแสดงพลังทำให้โลกรู้ว่า คนไทยทุกคนเป็นส่วนหนึ่งขับเคลื่อนให้ประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และจะร่วมกันขยายผลความสำเร็จ เพื่อ Change for Good สู่เป้าหมายเพื่อการพัฒนาคนในทุกช่วงวัยโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง บนพื้นฐานวิถีชีวิตที่น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ และผนึกกำลังเป็นภาคีเครือข่ายในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ สู่การพัฒนาที่เป็นรูปธรรมในทุกมิติอย่างยั่งยืน ใน 76 จังหวัด 76 คำมั่นสัญญา เพื่อการพัฒนา เพื่อความเท่าเทียม เพื่อความยั่งยืน เพื่อคนไทยกว่า 69 ล้านคน “โลกนี้เพื่อเรา”

วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2565

วัดและชุมชนฉะเชิงเทราเกื้อหนุนสร้างความสุขอย่างยั่งยืนตามเป้า TPMAP

วันที่ 25 กันยายน 2565 ที่วัดวังเย็น ตำบลวังเย็น อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา พระราชภาวนาพิธาน วิ. เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธาน kick off โครงการขับเคลื่อนความร่วมมือดังกล่าว โดยมีทุกภาคส่วนเข้าร่วม ทั้งนี้ท่านเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรากล่าวว่า ในการขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวระยะต่อไป มีแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องตามเป้าหมาย TPMAP เน้นในมิติ 2 อันดับแรก ได้แก่ มิติด้านรายได้ และมิติด้านการศึกษา 

โดยมีกระบวนการและกิจกรรมการขับเคลื่อนฯ ทั้งต้นทาง กลางทาง และปลายทาง อาทิ การฝึกอบรม/ให้ความรู้การทำเกษตรแบบผสมผสานตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การฝึกอบรม ให้ความรู้ด้านการจัดทำบรรจุภัณฑ์สินค้าเกษตร เพื่อเพิ่มมูลค่า การประสานความร่วมมือกับวัดโสธรวรารามวรวิหาร และกลุ่มเกษตรกรในชุมชนวังเย็นพัฒนาแปลงเกษตรให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวชุมชนเชิงเกษตรหรือเป็นศูนย์เรียนรู้ การจัดให้มีกิจกรรมการคัดแยกขยะ หรือส่งเสริมการปลูกต้นไม้แก่เด็กนักเรียน กิจกรรมจิตอาสา Big Cleaning Day การพัฒนาทักษะอาชีพโดย MOU กับวิทยาลัยสารพัดช่างฉะเชิงเทรา รวมถึงมีระบบดูแลช่วยเหลือเยี่ยมเยียนบ้านเด็กนักเรียน และการสำรวจรายได้ของครอบครัวนักเรียนเพื่อให้ความช่วยเหลือตรงตามเป้าหมาย เป็นต้น

มหาดไทยพร้อมแล้ว! นำผลผลิตโคกหนองนา ปันสุขกลางกรุงศูนย์สิริกิติ์ 26 ก.ย.-2 ต.ค.นี้

พร้อมแล้วกับกิจกรรม “มหาดไทยปันสุข” สุดปลื้ม “เครือข่าย ปันบุญ ปันน้ำใจ” ฟื้นฟูวิถีการให้ ร่วมส่งผลผลิตจาก โคก หนอง นา ของครัวเรือนและชุมชนต้นแบบ และผลผลิตจากเครือข่ายอีกมากมาย ในงาน SX 2022 ระหว่างวันที่ 26 ก.ย. – 2 ต.ค. นี้


วันที่ 25 กันยายน 2565  เวลา 18.00 น. นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงกิจกรรมมหาดไทยปันสุขของกระทรวงมหาดไทยที่จะจัดขึ้นภายในงานแสดงนิทรรศการนานาชาติ "การขับเคลื่อนเพื่อมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ในงาน Sustainability EXPO 2022 หรือ SX 2022 ในระหว่างวันที่ 26 ก.ย. – 2 ต.ค. 65 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ว่าขณะนี้ได้รับผลผลิตจากแปลงโคก หนอง นา และผลผลิตอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมากมาจากภาคีเครือข่ายของกระทรวงมหาดไทยทั่วประเทศแล้ว

 

นายสุทธิพงษ์  กล่าวว่า กิจกรรม “มหาดไทยปันสุข” ของกระทรวงมหาดไทย เป็นกิจกรรมการกุศลผ่าน “เครือข่าย ปันบุญ ปันน้ำใจ” โดยได้รับการสนับสนุนผลผลิตจากแปลงโคก หนอง นา และผลผลิตอื่น ๆ จากภาคีเครือข่าย ทั้งเกษตรกร โคก หนอง นา กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs กลุ่มผู้นำชุมชนต้นแบบ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ มีทั้ง ผัก ผลไม้ ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ไม้ดอก ไม้ประดับ กล้วยไม้ ผลิตภัณฑ์แปรรูปต่าง ๆ เช่น น้ำพริกมะขาม กล้วยไส้มะขามอบเทียน สบู่น้ำผึ้งชาโคล ผงถ่านจากไม้ไผ่ เป็นต้น เพื่อให้ทุกท่านที่เข้าเยี่ยมชมงานสามารถนำไปบริโภค รับประทาน หรือนำไปฝากพี่ ๆ น้อง ๆ ญาติผู้ใหญ่ ได้โดยไม่ต้องซื้อ เพียงร่วมบริจาคตามกำลังศรัทธาแทน ทั้งนี้ขอให้พกถุงผ้ามาด้วย เพื่อลดการใช้ถุงพลาสติก โดยจะนำรายได้จากการร่วมบริจาคทั้งหมด ไปสมทบทุนโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย ประจำปี พ.ศ. 2565 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เรียกได้ว่า อิ่มทั้งกายและอิ่มทั้งใจ ทั้งจากเครือข่ายผู้ให้ และผู้รับที่เข้าร่วมเยี่ยมชมงาน


ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่กระทรวงมหาดไทย ได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนในการร่วมสนับสนุนการจัดกิจกรรมมหาดไทยปันสุข เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จที่เป็นเสียงสะท้อนจากพื้นที่ ด้วยการแสดงพลังแห่งการให้ตามฐานะและกำลัง มีน้อยให้น้อย มีมากให้มาก ส่งผลผลิตจากแปลงโคก หนอง นา และผลผลิตอื่น ๆ มาแบ่งปันให้กับผู้เข้าชมงาน อาทิ พระพิพัฒน์วชิโรภาส ผู้อำนวยการศูนย์พุทธธรรมสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ป่าดงใหญ่วังอ้อ และที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทยพระนักพัฒนา จากจังหวัดอุบลราชธานี ที่เป็นพื้นที่มหานครโคก หนอง นา ท่านก็ได้ส่งผลผลิตจากแปลงโคก หนอง นา เข้ามาร่วมในงานครั้งนี้ด้วย 

.

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงาน Sustainability EXPO 2022 (SX2022) ในระหว่างวันที่ 26 กันยายน – 2 ตุลาคม 2565 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และเชิญรับน้ำใจในกิจกรรม “มหาดไทยปันสุข” จากพี่น้องภาคีเครือข่ายในพื้นที่ทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “Our Loss is Our Gain ขาดทุน คือ กำไร ยิ่งให้ไป ยิ่งได้มา” และอย่าลืมพกถุงผ้ามาด้วย 


พร้อมแสดงพลังทำให้โลกรู้ว่า คนไทยทุกคนเป็นส่วนหนึ่งขับเคลื่อนให้ประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และจะร่วมกันขยายผลความสำเร็จ เพื่อ Change for Good สู่เป้าหมายเพื่อการพัฒนาคนในทุกช่วงวัยโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง บนพื้นฐานวิถีชีวิตที่น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ และผนึกกำลังเป็นภาคีเครือข่ายในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ สู่การพัฒนาที่เป็นรูปธรรมในทุกมิติอย่างยั่งยืน ใน 76 จังหวัด 76 คำมั่นสัญญา เพื่อการพัฒนา เพื่อความเท่าเทียม เพื่อความยั่งยืน เพื่อคนไทยกว่า 69 ล้านคน “โลกนี้เพื่อเรา”

วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2565

"ปลัดมท." ยกศูนย์เรียนรู้พอเพียงลำพะยายะลา ต้นแบบความสำเร็จบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชน

ปลัด มท. ยกศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์ รูปแบบ “โคก หนอง นา” ตำบลลำพะยา จังหวัดยะลา เป็นต้นแบบ ชี้ นี่คือความสำเร็จในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข อย่างเป็นรูปธรรม ให้แก่พี่น้องประชาชน


วันอังคารที่ 20 กันยายน 2565 เวลา 10.00 น. ณ ห้องรับรองปลัดกระทรวงมหาดไทย อาคารศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เปิดเผยถึงความสำเร็จของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์ รูปแบบ “โคก หนอง นา” ตามโครงการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ณ บ้านเลขที่ 10/1 หมู่ที่ 3 ตำบลลำพะยา อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา โดย นางธีรนุช  แก้วเจริญ ซึ่งในปัจจุบันมีผลการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม สามารถช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจให้แก่พี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริง ตามวัตถุประสงค์ที่กระทรวงมหาดไทยมุ่งมั่นและทุ่มเทเพื่อการขับเคลื่อนให้เกิดผลสัมฤทธิ์ โดยได้มีการน้อมนำแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์ รูปแบบ “โคก หนอง นา” มาใช้ในการดำเนินการดังกล่าวอย่างจริงจัง เพื่อขยายผลไปสู่การช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนให้แก่กลุ่มคนเปราะบาง ครัวเรือนตกเกณฑ์ จปฐ. ครัวเรือนที่ตกเกณฑ์ TPMAP และผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ของตำบลลำพะยา

 

สำหรับศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์ รูปแบบ “โคก หนอง นา” โครงการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ณ หมู่ที่ 3 ตำบลลำพะยา อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา นั้น ตั้งอยู่บนพื้นที่ ขนาด 2 ไร่ 2 งาน ดำเนินการโดย นางธีรนุช  แก้วเจริญ ผู้นำสตรีในพื้นที่ตำบลลำพะยา ซึ่งมีความสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการการพัฒนาศูนย์เรียนรู้ทฤษฎีใหม่รูปแบบ “โคก หนอง นา” ขนาด 1 ไร่ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2564 โดยก่อนหน้านี้ได้ทำการขุดบ่อลงพันธุ์ปลาที่สามารถหาตลาดรองรับได้ และเป็นที่ต้องการของตลาด เช่น ปลาบ้า ปลานิล ปลาสวาย ปลาทับทิม เป็นต้น ส่วนในบริเวณรอบๆ พื้นที่นั้นได้ปลูกพืชผักผลไม้ ได้แก่ เงาะ ทุเรียน มะยงชิด ลำใยคริสตัล มะพร้าวน้ำหอม กล้วย ขนุน มะม่วง มะม่วงหิมพานต์ มะนาว สะตอ ชะอม ไผ่หวาน ไผ่ตงลืมแล้ง อ้อย มะเขือ มะเขือพวง ต้นรา ตะไคร้ และตำลึง ทั้งนี้ ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2564 – กรกฎาคม 2565 ได้มีการจับปลาไปจำหน่ายเพื่อเป็นการช่วยเหลือครัวเรือนในพื้นที่ให้มีโอกาสซื้อปลาในราคาที่ถูกกว่าในท้องตลาด และในส่วนของพืชผักต่างๆ ก็ได้นำไปแจกจ่ายให้แก่ครัวเรือนตกเกณฑ์ TPMAP กลุ่มคนเปราะบาง ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ถูกผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ของตำบลลำพะยาด้วย เนื่องจากตำบลลำพะยาได้เกิดเหตุการณ์จากการยิงถล่มป้อมเมื่อปี 2564 ที่ผ่านมา จึงทำให้ประชาชนในพื้นที่ขาดขวัญและกำลังใจเป็นอย่างมาก เกิดหวาดระแวง มีความกังวลเมื่อจะต้องออกจากพื้นที่ไปซื้ออาหารจากภายนอกพื้นที่ ประกอบกับในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) ประชาชนในพื้นที่ไม่สามารถออกจากพื้นที่ไปซื้ออาหารได้ตามปกติ จึงได้นำผลิตผลจากแปลงโคก หนอง นา ไปแจกจ่ายให้ความช่วยเหลือ ซึ่งทำให้ประชาชนในพื้นที่รอดพ้นจากวิกฤตของทั้ง 2 สถานการณ์ได้เป็นอย่างดีสิ่งนี้จึงถือเป็นความสำเร็จอย่างเห็นได้ชัดของโครงการฯ ตามที่กระทรวงมหาดไทยมุ่งมั่นขับเคลื่อนดำเนินการเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้แก่พี่น้องประชาชนคนไทยอย่างแท้จริง ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าว  

 

ปัจจุบันแปลงโคก หนอง นา แห่งนี้ ได้พัฒนากลายเป็นศูนย์กลางกระจายก้อนเพาะเห็ดให้แก่กลุ่มคนเปราะบาง ครัวเรือนตกเกณฑ์ จปฐ. ครัวเรือนตกเกณฑ์ TPMAP และครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ตำบลลำพะยา ในการนำผลผลิตไปกระจายให้เพื่อบริโภคภายในครัวเรือน และสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร พร้อมส่งเสริมให้ภาคครัวเรือนลดรายจ่าย และมีรายได้เพิ่มขึ้น จากการนำผลผลิตไปจำหน่ายหากบริโภคในครัวเรือนไม่หมด โดยได้รับส่งเสริม สนับสนุนจากภาครัฐบางส่วน และได้มีการนำพลังงานโซลาเซลล์มาใช้ในแปลงเพื่อรดน้ำต้นไม้เป็นการลดรายจ่ายด้วย พร้อมกันนี้ นางธีรนุช  แก้วเจริญ เจ้าของแปลง โคก หนอง นา ยังได้สร้างที่พักภายในศูนย์เรียนรู้ดังกล่าวฯ เพื่อพัฒนาให้เป็นศูนย์เรียนรู้เต็มรูปแบบด้วย โดยผลผลิตจากการเพาะเห็ดขณะนี้สามารถเก็บไปจำหน่ายได้วันละ 15 – 30 กิโลกรัม เพื่อนำไปส่งขายในตลาดของหมู่บ้าน และตลาดของตำบลใกล้เคียง และในส่วนของเห็ดที่ไม่สวยงามก็ได้นำมาแปรรูปเป็นแหนมเห็ด เพื่อเป็นการถนอมอาหาร ซึ่งจะได้มีการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP ต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ยังได้มีการจัดทำบัญชีครัวเรือนเพื่อลงบัญชีรายรับ – รายจ่าย โดยนำเงินปันไว้ 1 ส่วน เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ครัวเรือนเปราะบาง ครัวเรือนตกเกณฑ์ จปฐ. ครัวเรือนตกเกณฑ์ TPMAP และครัวเรือนผู้ถูกผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซื้อถุงยังชีพ และผ้าอ้อมสำเร็จรูปให้แก่ผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งถือเป็นการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทย ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และอำเภอนำร่องบำบัดทุกข์ บำรุงสุข “จาโปตาแง แก้จน คนเมืองยะลา” ที่กำลังขับเคลื่อนอยู่ในพื้นที่ของอำเภอเมืองยะลาในปัจจุบันด้วย ซึ่งเป็นการขยายผลน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่มาประยุกต์ใช้​ เพื่อทำให้เกิดการพัฒนาคนและพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน​ และเป็นการ​ Change​ for Good. ที่เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง​ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวทิ้งท้าย

 


วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2565

"พช." เฟ้นหา "พัฒนกร" รุ่นใหม่ ต้องเป็นคนมีคุณธรรมพอเพียง พร้อมพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากแก้จน

วันที่ 12 กันยายน 2565 นายสมคิด จันทมฤก อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ นายวิฑูรย์ นวลนุกูล รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานกรรมการดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ในตำแหน่งนักวิชาการพัฒนาชุมชนปฏิบัติการ (พัฒนากร) ตำแหน่งนายช่างโยธาปฏิบัติงาน ตำแหน่งเจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงาน และตำแหน่งเจ้าพนักงานการเงินและบัญชีปฏิบัติงาน สังกัดกรมการพัฒนาชุมชน โดยมี นายนพรัตน์ ธำรงทรัพย์ ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ พร้อมด้วยคณะกรรมการสอบสัมภาษณ์ และคณะทำงานกองการเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมฯ ณ โรงแรมเซ็นทรา บายเซ็นทาราศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร


นายวิฑูรย์ นวลนุกูล รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการ เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกรมการพัฒนาชุมชน ได้ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าสอบแข่งขันเพื่อวัดความเหมาะสมกับตำแหน่งเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ในตำแหน่งนักวิชาการพัฒนาชุมชนปฏิบัติการ (พัฒนากร) ตำแหน่งนายช่างโยธาปฏิบัติงาน ตำแหน่งเจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงาน และตำแหน่งเจ้าพนักงานการเงินและบัญชีปฏิบัติงาน สังกัดกรมการพัฒนาชุมชน เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2565 จำนวนทั้งสิ้น 1,255 คน ซึ่งประกอบไปด้วย 1) ตำแหน่งนักวิชาการพัฒนาชุมชนปฏิบัติการ (พัฒนากร) จำนวน 1,167 คน 2) ตำแหน่งนายช่างโยธาปฏิบัติงาน จำนวน 2 คน 3) ตำแหน่งเจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงาน จำนวน 70 คน และ 4) ตำแหน่งเจ้าพนักงานการเงินและบัญชีปฏิบัติงาน จำนวน 16 คน 


บัดนี้ กรมการพัฒนาชุมชนได้ดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อวัดความเหมาะสมกับตำแหน่ง (สอบสัมภาษณ์) โดยแบ่งการสอบสัมภาษณ์ออกเป็น 2 วัน โดยก่อนเริ่มการสอบสัมภาษณ์ นายวิฑูรย์ นวลนุกูล รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ประธานกรรมการดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งฯ ได้เดินตรวจความเรียบร้อยของกระบวนการสอบสัมภาษณ์ และให้กำลังใจกับผู้เข้ารับการสอบสัมภาษณ์ฯ อีกด้วย


ด้าน นายนพรัตน์ ธำรงทรัพย์ ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ กล่าวว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 กรมการพัฒนาชุมชน ได้มีทิศทางการขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนตามวิสัยทัศน์กรมการพัฒนาชุมชน "เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" มุ่งเน้นการทำงานครบทุกมิติ ในกระบวนการ "งาน งบ ระบบ คน" เพื่อมุ่งสู่ชุมชนเข้มแข็ง (ตำบลเข้มแข็ง) "มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน" ให้ชุมชนพึ่งตนเองได้ มีเศรษฐกิจฐานราก และมีความสุขมวลรวม ผ่านโครงการต่างๆ ของกรมการพัฒนาชุมชน อาทิ การพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง (เดิม) ขยายผลหมู่บ้านใหม่ ขับเคลื่อนและต่อยอดพื้นที่ต้นแบบ โคก หนอง นา พัฒนาชุมชน ด้วยหลัก 5 P ยกระดับศูนย์เรียนรู้ชุมชน ศูนย์ผู้นำจิตอาสาพัฒนาชุมชน เสริมสร้างความเข้มแข็งกองทุนแม่ของแผ่นดิน ส่งเสริมการพัฒนาชุมชนธรรมาภิบาล และงานกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ในด้านเศรษฐกิจฐานราก มีการกระตุ้นส่งเสริมโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ทั้งผู้ประกอบการ ผลิตภัณฑ์ ภูมิปัญญาผ้าไทย และช่องทางการตลาด ส่งเสริมชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากด้วยเครือข่ายภาคี โดยมีตัวชี้วัดงบประมาณ คือ 1. ประชาชนในหมู่บ้าน/ชุมชนเป้าหมายมีความสุขมวลรวม (GVH) เพิ่มขึ้น ร้อยละ 85 2. มีรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน เพิ่มขึ้นร้อยละ 60 ซึ่งกรมการพัฒนาชุมชนจะได้คัดเลือกบุคลากรรุ่นใหม่ ที่มีความรู้ความสามารถ มีทัศนคติและมีความพร้อมมาร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจงานดังกล่าวในพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มุ่งไปสู่ชุมชนเข้มแข็ง มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนต่อไป


ทั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชนจะประกาศขึ้นบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ ทางเว็บไซต์กองการเจ้าหน้าที่ กรมการพัฒนาชุมชน www.personnel.cdd.go.th หรือเว็บไซต์ https://cdd.thaijobjob.com และขอให้ผู้มีสิทธิเข้าสอบแข่งขันฯ อย่าได้หลงเชื่อผู้ที่แอบอ้างว่าสามารถช่วยเหลือผู้เข้าสอบสัมภาษณ์โดยวิธีการต่างๆ เพราะในการดำเนินการสอบของกรมการพัฒนาชุมชน ได้มีมาตรการป้องกันทุจริตอย่างเข้มงวดและเคร่งครัดมาโดยตลอด เพื่อให้การสอบเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม ได้คนดีมีความรู้คู่คุณธรรม โปร่งใสและตรวจสอบได้ และขอแจ้งเตือนเกี่ยวกับการทุจริตในการสอบแข่งขันดังกล่าว ซึ่งมีทั้งโทษตามประมวลกฎหมายอาญา เช่น ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ความผิดต่อเจ้าพนักงาน ความผิดฐานฉ้อโกง ความผิดฐานเป็นตัวการ ความผิดฐานเป็นผู้ใช้ และความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน รวมถึงความรับผิดทางแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีเกิดความเสียหายจากการทุจริต ตลอดจนความผิดทางปกครอง หรือกรณีผู้กระทำผิดเป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ซึ่งจะต้องรับโทษทางวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการหรือประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ระดับโทษไล่ออกหรือปลดออกจากราชการ ดังนั้นหากพบเห็นหรือทราบพฤติการณ์ดังกล่าว ขอให้แจ้งศูนย์ดำรงธรรม กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย หมายเลขโทรศัพท์ 02-1416047 และ 02-1438905-7 หรือทางระบบ Online : ดำรงธรรม พช. Online เว็บไซต์ http://cddata.cdd.go.th/apps/crm/ โดยกรมการพัฒนาชุมชนจะดำเนินการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป


วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2565

มท.เร่งขับเคลื่อน 49 โครงการนำร่อง 5 จังหวัดต้นแบบเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง

กระทรวงมหาดไทยเร่งขับเคลื่อน 49 โครงการนำร่องพื้นที่ 5 จังหวัดหวังสร้างต้นแบบเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงมุ่งสู่เป้าหมายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน


เมื่อวันเสาร์ที่ 10 กันยายน 2565  ที่กระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยได้จัดสรรงบประมาณให้จังหวัดดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ตามแนวพระราชดำริและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ พร้อมทั้งพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยจัดสรรงบประมาณจำนวน 14,080,140 บาท สำหรับดำเนินการ 49 โครงการ (ในระยะเริ่มต้น) มีวัตถุประสงค์ครอบคลุมมิติการพัฒนาพื้นที่ ในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม โดยได้กำหนดให้ดำเนินการในพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัด ได้แก่ 1.เชียงราย 2.สุโขทัย 3.อุบลราชธานี 4.นครนายก และ 5.จันทบุรี คาดว่ามีประชาชนผู้ได้รับประโยชน์อย่างน้อย 83,899 คน ถือเป็นการ Change for Good ที่เป็นรูปธรรม นำไปสู่การพัฒนาคนและพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน


นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย ได้แต่งตั้งคณะทำงาน Change for Good กระทรวงมหาดไทย เพื่อทำการขับเคลื่อนโมเดลเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง ไปสู่เป้าหมายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ Sufficiency Economy Development Zones for Sustainable Development Goals (SEDZ for SDGs) ในพื้นที่ 5 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ เชียงราย,สุโขทัย ,อุบลราชธานี ,นครนายก และ จันทบุรี โดยคณะทำงาน Change for Good แต่ละจังหวัดได้ลงพื้นที่เพื่อศึกษา วิเคราะห์ เก็บข้อมูลตามสภาพภูมิสังคม พร้อมนำข้อมูลจากระบบ ThaiQM และ TPMAP มาใช้ ประกอบกับบทวิเคราะห์สาเหตุสำคัญของความยากจนในโลกโดยองค์การ Concern Worldwide (Concern Worldwide, 2020)


สำหรับ ประเด็นที่ได้วิเคราะห์ และสรุปสาเหตุความยากจนมี 9 ประเด็น ได้แก่ 1.การขาดแคลนน้ำสะอาดและอาหาร 2.การไม่มีงานทำ หรือมีรายได้ไม่เพียงพอ 3.สงครามและความขัดแย้ง 4.ความไม่เท่าเทียมกัน 5.ขาดการศึกษา 6.Climate Change 7.การขาดโครงสร้างพื้นฐาน 8.ความสามารถที่จำกัดของรัฐบาล และ9.ขาดเงินทุนสำรอง โดยคณะทำงาน Change for Good กระทรวงมหาดไทย ได้ผ่านการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติพร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้มีประสบการณ์จริงจากการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้แล้วประสบผลสำเร็จ ทำให้คณะทำงานฯ มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหา ซึ่งจะต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ ค้นหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนที่แตกต่างกันไปตามสภาพภูมิสังคม


นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตามที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานไว้ไปประยุกต์ใช้และขยายผลในแต่ละพื้นที่ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งนับเป็นโชคดีของพสนิกรชาวไทยที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปณิธาน สืบสาน รักษา ต่อยอด โครงการในพระราชดำริทั้งปวง ทั้งยังทรงดำริว่า “สิ่งใดที่ยังเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ต้องดำเนินการและขับเคลื่อนต่อไป”


ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า แผนการพัฒนาพื้นที่และอาชีพเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนในพื้นที่ 5 จังหวัดนำร่องนั้น มีเป้าหมายหลัก 3 ด้าน คือ ด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ และด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีการดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ ระยะเริ่มต้น ช่วง 1 – 3 ปี (ระยะเร่งด่วน) จะพุ่งเป้าไปที่ การสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร การพัฒนาศักยภาพคุณภาพชีวิตในระดับครัวเรือนของพี่น้องประชาชน และกลุ่มเปราะบาง เพื่อการสร้างงานสร้างรายได้ ด้วยผลผลิตทางการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการทำธุรกิจบนพื้นฐาน เศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy หรือ BCG Model) ควบคู่กับการสร้างจิตสำนึกการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งดิน น้ำ ป่า อากาศ และทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล


นอกจากนั้น ในระยะกลาง ช่วง 4 – 6 ปี จะเน้นที่การสร้างความเข้มแข็งของการรวมกลุ่มทางสังคม และพัฒนาคนทุกช่วงวัยให้มีวิถีชีวิตและวิถีธรรมที่เข้มแข็ง สร้างการรวมกลุ่มอาชีพ กลุ่มวิสาหกิจ พัฒนาแกนนำกลุ่มอาชีพ รวมทั้งขยายผลการพัฒนา ฟื้นฟู และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และในระยะยาว ช่วง 7 – 9 ปี จะมุ่งเน้นที่การสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ อาทิ การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิต วิถีธรรมที่เป็นรูปธรรม ศูนย์จิตอาสาต้นแบบ การสร้างมาตรฐานสินค้าและบริการ การยกระดับกลุ่มทุนชุมชน การสร้างเครือข่าย การส่งเสริมการตลาดและเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจ รวมถึงการสร้างป่าชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน และการกำหนดเขตพื้นที่ป้องกันการรุกป่า


นายสุทธิพงษ์  กล่าวต่อว่า การดำเนินการในระยะเริ่มต้น หรือระยะเร่งด่วน ในพื้นที่จังหวัดนำร่อง 5 จังหวัด จำนวน 49 โครงการ สามารถจำแนกได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 การพัฒนาศูนย์เรียนรู้และเครือข่าย สู่การเป็นพื้นที่ต้นแบบ จำนวน 10 โครงการ กลุ่มที่ 2 การส่งเสริมทักษะและศักยภาพประชาชน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและรายได้ จำนวน 11 โครงการ และกลุ่มที่ 3 การส่งเสริมความมั่นคงทางด้านอาหารให้แก่ประชาชนในศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์ จำนวน 28 โครงการ ซึ่งกลไกในการขับเคลื่อนจะใช้กลไกในระดับภูมิภาคของกระทรวงมหาดไทย มีทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องที่ และผู้นำท้องถิ่น พร้อมกับสานพลัง 3 ระดับ 5 กลไก และ 7 ภาคี หรือ กลไก 3 5 7 ร่วมกับการนำหลัก “บวร บรม ครบ” มาช่วยขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ในระดับบุคคล ทำให้เกิดการพัฒนากระบวนทัศน์ มุมมอง จนเกิดเป็นวิถีชีวิตความพอเพียง นำไปสู่การขยายผลในระดับที่ใหญ่ขึ้นต่อ ๆ ไป


อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวทำให้เกิดการรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายชุมชนและขยายผลกิจกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด เปรียบเสมือนขณะนี้ กระทรวงมหาดไทยกำลังสร้างป่าจากการปลูกกล้าไม้ กล้าไม้เปรียบเสมือนคนแต่ละคน หากเราทำให้กล้าไม้แต่ละกล้าสามารถเติบโตด้วยตนเองได้ เราก็จะได้รับผืนป่าที่มีความแข็งแรง เพียงแต่เราต้องสร้างปัจจัยที่ช่วยให้กล้าไม้เจริญเติบโตได้ ผืนป่านั้นจึงจะอุดมสมบูรณ์ อันหมายถึง จะต้องสร้างคนและพัฒนาพื้นที่ เพื่อนำไปสู่สังคมที่มีความแข็งแรงและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะเป็นต้นแบบในการฝ่าวิกฤตปัญหาต่าง ๆ ของโลกใบเดียวของเรา (The Only One Planet) นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) 17 เป้าหมาย ขององค์การสหประชาชาติ (UNESCO หรือ UN) อีกด้วย


“กระทรวงมหาดไทย มีบทบาทสำคัญในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้แก่ประชาชนตามแนวทางของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเป็นหน่วยงานหลักที่ขับเคลื่อนการพัฒนาเชิงพื้นที่ เนื่องในโอกาสที่กระทรวงมหาดไทย ครบรอบ 130 ปี และกำลังจะก้าวสู่ปีที่ 131 ปีในปีหน้า กระทรวงมหาดไทยมีความมุ่งหวังที่จะขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพอเพียง หรือ SEDZ ให้เป็นรูปธรรม เชื่อมโยงสอดคล้องกับวาระแห่งชาติเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) ตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อนำมาเป็นกรอบและทิศทางในการแก้ไขปัญหาความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัย เกิดการรวมกลุ่มและพัฒนาไปด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง นำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาประเทศไทย อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน เพื่อนำไปสู่การ Change for Good อย่างแท้จริง” ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวท้าย


 


วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2565

ศจพ.อำเภอเมืองหนองบัวลำภู ดำเนินการขจัดปัญหาความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัย

วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2565 นายประยูร อรัญรุท นายอำเภอเมืองหนองบัวลำภู ประชุมคณะกรรมการบริหารศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ระดับอำเภอ (คจพ อ.) และทีมปฏิบัติการในระดับพื้นที่ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิด การดำเนินการ บูรณาการให้ความช่วยเหลือครัวเรือนเป้าหมายตามระบบ TPMAP ปี 2565 และ Thai QM พร้อมค้นหาบุคคลที่ยังตกหล่นที่มีปัญหาความเดือดร้อนในด้านอื่นๆ ซึ่ง ศจพ.อำเภอเมืองหนองบัวลำภูดำเนินการช่วยเหลือบุคคลตามเป้าหมายเกือบทุกครัวเรือน โดยบูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชนผู้นำทางศาสนา


นายอำเภอเมืองหนองบัวลำภู กล่าวว่า การดำเนินการในระยะเร่งด่วนให้อยู่รอดคือ การสร้าง ซ่อมแซมบ้านผู้ยากไร้ การส่งเสริมอาชีพอย่างยั่งยืนสำหรับบุคคลที่พัฒนาได้ การสงเคราะห์สำหรับบุคคลที่พัฒนาไม่ได้ ส่วนบุคลากรในการดำเนินการใช้จิตอาสาภาคีเครือข่ายของส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนจิตอาสาในพื้นที่ โดยใช้งบประมาณดำเนินการจากการทอดผ้าป่าสมทบกองทุนช่วยเหลือผู้ยากไร้อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จำนวน 430,570 บาท งบประมาณจากจังหวัดหนองบัวลำภู จำนวน 320,400 บาท


ส่วนแนวทางดำเนินการในระยะยาว(เพียงพอ และยั่งยืน) คือ การบูรณาการภาคีเครือข่ายสร้างนักขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นำการเปลี่ยนแปลงในระดับตำบล และระดับหมู่บ้านในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ประชาชนในเชิงพื้นที่ การจัดทำแผนในรูป One Plan ในระดับอำเภอเพื่อให้เชื่อมโยงการทำงานในเชิงพื้นที่ที่มีเป้าหมายเดียวกัน การพัฒนาไปสู่”อำเภอเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่สมดุลทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตของประชาชนและให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยศาสตร์พระราชา


ข้อมูลข่าวและที่มา https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220909163235749


วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2565

"อบจ.สุรินทร์" จัดโครงการตลาดนัดอาชีพเศรษฐกิจพอเพียงต่อยอดสร้างอาชีพ

วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน 2565 ที่โดมโรงเรียนประสาทวิทยาคาร อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ โดยนายพรชัย มุ่งเจริญพร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ ได้จัดโครงการตลาดนัดอาชีพเศรษฐกิจพอเพียง โดยบูรณาการร่วมกับอำเภอปราสาท โดยมีนางทรงลักษณ์ วรภัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานเปิดงาน


โดยภายในงานมีการจัดสาธิตอาชีพจำนวนหลากหลายอาชีพให้ประชาชนที่สนใจเข้าไปฝึกอบรมถึง 31 อาชีพ ทั้งทำขนม การจักสาน การทำเปลญวน การเลี้ยงปลา เลี้ยงกบ การเลี้ยงไก่ การทำอาหารต่างๆ เพื่อที่จะมีทักษะและความรู้ สามารถนำไปต่อยอดประกอบอาชีพได้ในอนาคตต่อไป ซึ่งก็ได้รับความสนใจจากประชาชนที่เข้ามมาร่วมมงานกว่า 300 คน มีนักเรียนให้ความสนใจร่วมกิจกรรมและทดลองฝึกทำจำนวนมาก ขณะที่การสาธิตการทำซูชิ ถือเป็นทีเด็ดในงาน ที่นำมาถ่ายทอดการทำให้กับผู้เข้าร่วมงาน สร้างความสนใจให้กับผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก เป็นการทำซูซิจากข้าวหอมมะลิสุรินทร์ การันตีทั้งสีสันความสวยงามแล้ว ยังมีรสชาติที่อร่อยไม่แพ้กับซูซิต้นตำรับจากข้างญี่ปุ่นเลยทีเดียว ใครผ่านมาก็ต้องขอชิม แล้วบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าอร่อยจริง


ทั้งนี้ ตัวแทนกลุ่มการทำซูชิด้วยข้าวหอมมะลิ บอกว่า เคล็ดลับของซูชิที่ทำออกมานั้นถือเป็นการทำซูชิจากข้าวหอมมะลิของจังหวัดสุรินทร์มาทำ ซึ่งจะทำให้เหนียวนุ่มและมีรสชาติที่อร่อยด้วย ส่วนเครื่องปรุงก็ไม่แตกต่างจากซูชิทั่วไป หากสนใจมาเรียนรู้การทำได้เลย พร้อมถ่ายทอดให้ และน่าจะเป็นอาชีพหนึ่งที่ชาวบ้านสามารถนำไปประกอบอาชีพได้เลย


สำหรับการจัดโครงการดังกล่าว องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ ได้จัดโครงการตลาดนัดอาชีพเศรษฐกิจพอเพียง โดยบูรณาการร่วมกับอำเภอปราสาทขึ้น เป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการประกอบอาชีพ ที่สามารถนำมาประกอบอาชีพและสนับสนุนปัจจัยต้นทุนในการประกอบอาชีพ ลงไปสู่ประชาชนที่ขาดโอกาส ในการเข้าถึงการให้บริการของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นด้านข้อมูลข่าวสารตลาดแรงงาน การให้บริการจัดหางาน ตลอดจนการแนะแนวอาชีพและการอบรมอาชีพเสริมให้กับประชาชน เพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการมีอาชีพ มีงานทำของประชาชน ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งการส่งเสริมให้ประชาชนมีงานทำ จึงเป็นช่องทางที่จะทำให้ประชาชนที่มีรายได้น้อย หรือว่างงาน สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองได้อย่างยั่งยืน


วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2565

มท.1 อัญเชิญโล่รางวัลพระราชทาน กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ตำบล-หมู่บ้านเข้มแข็งตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

มท.1 อัญเชิญโล่รางวัลพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รางวัลตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และรางวัลหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่เย็น เป็นสุข”


วันที่ 5 กันยายน 2565   เวลา 10.00 น. พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีอัญเชิญโล่รางวัลพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รางวัลตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และรางวัลหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่เย็น เป็นสุข” โดยมี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายสมคิด จันทมฤก อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน หัวหน้าส่วนราชการระดับกรมและรัฐวิสาหกิจ ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ข้าราชการ พนักงานกรมการพัฒนาชุม และหน่วยงานภาคีเครือข่าย เข้าร่วมพิธี


พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานโล่รางวัลตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง "อยู่เย็น เป็นสุข" ในครั้งนี้ นับเป็นความภาคภูมิใจของกระทรวงมหาดไทย และภาคีเครือข่ายของกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำหมู่บ้าน/ชุมชนในแต่ละตำบลทุกท่านที่ล้วนเป็นกำลังสำคัญในการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการพัฒนาหมู่บ้าน /ชุมชนและตำบลให้เข้มแข็งต่อเนื่อง อันเป็นการสืบสาน รักษา และต่อยอดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ให้มีความยั่งยืนสืบไป 

     

"ผลของการทุ่มเททำงาน ด้วยแรงกาย แรงใจ และความเสียสละเวลาส่วนตนเพื่อส่วนรวมของผู้นำทุกท่านนับเป็นตัวอย่างที่ดีของการพัฒนาชุมชนและสังคม อันเป็นต้นแบบที่จะขยายผลไปยังหมู่บ้าน/ชุมชนและตำบลข้างเคียงอื่น ๆ ให้ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศชาติและประชาชนในชาติมีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ยิ่ง ๆ ขึ้นไป" พลเอก อนุพงษ์ฯ กล่าวเน้นย้ำ


ด้าน นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้กรมการพัฒนาชุมชน ดำเนินการขับเคลื่อนการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักในการพัฒนาหมู่บ้านและชุมชน ตั้งแต่ปี 2549 เพื่อส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ให้กับชุมชนและการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านกระบวนการสร้างและพัฒนาผู้นำชุมชน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่การปฏิบัติตนเป็นวิถีชีวิตของประชาชน และได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานโล่รางวัลให้กับหมู่บ้านที่มีการพัฒนาตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งกรมการพัฒนาชุมชนได้ดำเนินการคัดเลือกหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง"อยู่เย็น เป็นสุข" ที่ชนะเลิศระดับจังหวัดเพื่อยกย่องเชิดชูและเผยแพร่ผลงานแก่สาธารณชนเป็นประจำทุกปีจนถึงปัจจุบันมีหมู่บ้านที่เข้ารับรางวัลแล้วจำนวน 1,375 หมู่บ้าน 


ด้าน นายสมคิด จันทมฤก อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า ในปี 2565 กรมการพัฒนาชุมชนได้ดำเนินการสรรหาและคัดเลือกตำบลที่มีการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงใช้พลังชุมชนของเครือข่ายทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนการพัฒนาตำบล ให้สามารถพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โปรดเกล้าฯ พระราชทานโล่รางวัลให้แก่ผู้ชนะเลิศรางวัลตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ดีเลิศระดับจังหวัด สร้างความภูมิใจให้แก่ประชาชนในตำบลและตระหนักถึงภารกิจอันยิ่งใหญ่ในการร่วมมือการสืบสานปณิธานของชุมชน ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท เศรษฐกิจพอเพียง ให้ต่อเนื่องและยั่งยืน โดยมีผู้นำที่เข้ารับโล่รางวัลพระราชทานฯ จำนวน 151 รางวัล ได้แก่  1. หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง"อยู่เย็นเป็นสุข"ดีเด่นระดับจังหวัดจำนวน 76 หมู่บ้าน และ 2. ตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงดีเลิศระดับจังหวัดจำนวน 75 ตำบล


วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2565

ปลัดมหาดไทยแจ้งผู้จัดการธนาคารโลกประจำไทย ช่วยหนุนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง

ปลัดมหาดไทยให้การต้อนรับผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย เนื่องในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะภายหลังเข้ารับตำแหน่งใหม่ พร้อมร่วมหารือในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความช่วยเหลือและสนับสนุนทางการเงิน เพื่อขับเคลื่อนภารกิจขจัดความยากจนและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนไทย

เมื่อวันที่ 2 กัยายน พ.ศ.2565 เวลา 15.00 น. ที่ห้องรับรองปลัดกระทรวงมหาดไทย อาคารศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย (สนผ.สป.มท.) ผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สนผ.สป.มท. และผู้อำนวยการกลุ่มงานวิเทศสัมพันธ์ รวมถึงรักษาการตำแหน่งผู้อำนวยการกลุ่มงานวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศชุมชน กรมการพัฒนาชุมชน ให้การต้อนรับคณะผู้แทนธนาคารโลก นำโดย นายฟาบริซิโอ ซาโคเน ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก และคณะผู้ติดตาม ประกอบด้วย นางสาวภมรรัตน์ ตันสงวนวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านการพัฒนาสังคม นายชนินทร์ มโนภินิเวส นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสด้านโครงสร้างพื้นฐาน นายธนาภัทร์  เรืองศรี นักเศรษฐศาสตร์ นายขวัญพัฒน์ สุทธิธรรมกิจ เจ้าหน้าที่ประจำประเทศไทย และนายศุทธนา วิจิตรานนท์ ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาสังคม เพื่อเยี่ยมคารวะเนื่องในโอกาสที่ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย เข้ามารับตำแหน่งใหม่ พร้อมหารือประเด็นที่ธนาคารโลกกับกระทรวงมหาดไทยสามารถมีความร่วมมือกันในอนาคต 


ในการนี้ นายสุทธิพงษ์  ได้กล่าวแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสที่นายฟาบริซิโอ ซาโคเน เข้ารับตำแหน่งผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก คนล่าสุด และแสดงความขอบคุณที่มาร่วมหารือกันในวันนี้ ซึ่งจะได้นำพาความช่วยเหลือมาสู่คนไทยและคนในภูมิภาคนี้ต่อไป พร้อมกันนี้ได้เผยถึงประเด็นที่กระทรวงมหาดไทยมีความประสงค์จะได้รับความช่วยเหลือและสนับสนุนทางจากเงินจากธนาคารโลก 5 ประเด็น อันได้แก่ (1) “เขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง” หรือ Sufficiency Economy Development Zones (SEDZ) ด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ และโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา โมเดล 


(2) กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ซึ่งมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาความยากจนด้วยการให้โอกาสคนที่อ่อนแอหรืออ่อนด้อยกว่าได้มีช่องทางเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อพัฒนาทักษะ ความรู้ และทัศนคติให้สามารถต่อยอดในการประกอบสัมมาชีพหรือวิธีการใดๆ อันจะช่วยให้ใช้ชีวิตได้ตามหลักแห่งการพึ่งพาตนเอง (3) การสร้างต้นแบบการบริหารน้ำอย่างยั่งยืนตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการสืบสาน รักษา และต่อยอด แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผ่านแนวคิดเรื่อง อารยะประเทศ เกษตรประเทศ (Sustainable Agronomy) พร้อมใช้ Bigdata เป็นฐานข้อมูลแก้ปัญหาอย่างครบวงจร ซึ่งดำเนินการภายใต้หลักสูตร ป.ย.ป. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 (4) การขยายผลและสนับสนุน โครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ และพัฒนายกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP ทั้งการพัฒนาผู้ผลิต ผู้ประกอบการ การเพิ่มช่องทางการตลาดให้มากยิ่งขึ้น และยกระดับคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ระดับ 3 - 4 ดาว ไปสู่สากล ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญที่สามารถกระจายรายได้ไปสู่พื้นที่ชนบทได้อย่างแท้จริง 


และ (5) การบริหารจัดการระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทยให้เกิดประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องน้ำประปา เพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นทุกภูมิภาคทั่วประเทศได้มีโอกาสเข้าถึงน้ำประปาที่สะอาด ปลอดภัย และมีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกัน รวมถึงการบริหารจัดการและบำบัดน้ำเสียอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

 

ด้าน นายฟาบริซิโอ ซาโคเน ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กล่าวว่า ตนรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสเข้าคารวะปลัดกระทรวงมหาดไทยในโอกาสนี้ พร้อมแสดงความขอบคุณที่ท่านได้นำเสนอไอเดียซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการดำเนินงานของธนาคารโลก อันจะนำไปสู่การสร้างความร่วมมือระหว่างกันต่อไปในอนาคต พร้อมกันนี้ได้เน้นย้ำว่าโครงการทั้ง 5 ข้อดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่อยู่ใน DNA ของธนาคารโลกอยู่แล้ว เพราะเรามีความมุ่งมั่นในการช่วยขจัดความยากจน รวมถึงร่วมสนับสนุนการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้เกิดขึ้นในแต่ละประเทศ อันถือเป็นพันธกิจสำคัญของธนาคารโลก สำหรับโครงการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำ ทั้งในส่วนของการจัดหาน้ำประปาให้แก่ประชาชน การจัดการน้ำท่วมและน้ำแล้ง รวมถึงการบำบัดน้ำเสียนั้น ทางธนาคารโลกจะได้นำประเด็นดังกล่าวไปหารือร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ และจะได้มีการประสานไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อประเมินความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการเหล่านี้ต่อไป อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ OTOP และกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ทางธนาคารโลกก็ยินดีให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนเช่นเดียวกัน ซึ่งจะได้มีการหารือในรายละเอียดร่วมกันกับกระทรวงมหาดไทยในอนาคต นอกจากนี้ยังได้มีการกล่าวถึงโครงการสนับสนุนการขจัดความยากจนและสร้างความยั่งยืนของเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งดำเนินการโดยกรมการพัฒนาชุมชน ซึ่งผลการดำเนินการ ณ ปัจจุบัน พบว่าส่งผลบวกต่อการแก้ในปัญหาความยากจนในหลากหลายมิติ ตลอดจนช่วยยกระดับการมีส่วนร่วมและความสามารถของชุมชนในการจัดทำแผนพัฒนาชุมชน การเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศและเทคโนโลยีดิจิทัล และความรู้ด้านการจัดการทางการเงินด้วย

 

สำหรับ นายฟาบริซิโอ ซาโคเน ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก คนปัจจุบันนั้น พื้นเพเป็นชาวอิตาลี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านวิทยาการจัดการ จากมหาวิทยาลัย Escuela Superior de Administración y Dirección de Empresas และปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์และกฎหมายของยุโรป ซึ่งก่อนเดินทางมาดำรงตำแหน่งยังประเทศไทย เมื่อเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมานั้น นายนายฟาบริซิโอฯ เคยดำรงตำแหน่งผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศบัลแกเรีย สาธารณรัฐเช็ค และสาธารณรัฐสโลวัก ซึ่งได้ดูโครงการให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคต่างๆ จำนวนหลายโครงการ และก่อนหน้านั้นนายฟาบริซิโอฯ ได้เคยดำรงตำแหน่งผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศคอสตาริกาและเอลซัลวาดอร์ โดยได้ดูแลโครงการที่รัฐบาลกู้ยืมเงินกับธนาคารโลกและการให้คำปรึกษาแก่ประเทศที่มีรายได้ปานกลางทั้งสองประเทศด้วย ทั้งนี้ ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปี ในการทำงานด้านการพัฒนากับธนาคารโลก จึงเชื่อได้ว่าการเข้ามาทำหน้าที่ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทยในครั้งนี้จะส่งผลดีต่อประเทศไทยในภายภาคหน้า

ปลัดมท.กระตุ้นผู้บริหารท้องถิ่น-ภูมิภาค น้อมนำแนวพระราชดำริโคกหนองนาอารยเกษตร แก้ปัญหาน้ำแล้ง-น้ำท่วมเพื่อความยั่งยืน

ปลัดมหาดไทยน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 และร.10 เป็นต้นแบบแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน พร้มทั้งใช้ Bigdata เป็นฐานข้อมูลแก้ปัญหาอย่างครบวงจร


เมื่อวันศุกร์ที่ 2 กันยายน 2565 ที่ห้องราชบพิธ อาคารดำรงราชานุสรณ์ ชั้น 5 กระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบนโยบายการบูรณาการการขับเคลื่อนและขยายผลนโยบายภาครัฐเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติแบบบูรณาการ พร้อมด้วย ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ย.ป. ชี้แจงการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติให้แก่ผู้บริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้บริหารหน่วยงานราชการ ในส่วนภูมิภาค ภายใต้หลักสูตร ป.ย.ป. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 โดยมี รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุม และมี ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการในจังหวัด นายอำเภอ ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ข้าราชการ เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ผ่านระบบการประชุมทางไกล

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยมีความยินดีอย่างยิ่ง ที่วันนี้ได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติให้แก่ผู้บริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้บริหารหน่วยงานราชการ ในส่วนภูมิภาค ภายใต้หลักสูตร ป.ย.ป. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เพื่อให้การบริหารราชการภูมิภาค โดยผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผู้บริหารระดับท้องถิ่น มีการขับเคลื่อนการพัฒนางานกับหน่วยงานในพื้นที่ โดยสำนักงาน ป.ย.ป. ได้มีหลักสูตรพัฒนานักบริหารระดับสูง ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง ในแต่ละระดับ ไปขยายผลในพื้นที่ จะช่วยสนับสนุนให้กระทรวงมหาดไทยได้แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนเพื่อลดความอดอยาก ความหิวโหย ความเหลื่อมล้ำ ดูแลด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นโอกาสดีที่ทาง สำนักงาน ป.ย.ป. ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผู้บริหารท้องถิ่นได้เข้าร่วมคณะ ป.ย.ป. ด้วย 


ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ย.ป. ได้กล่าวว่า สำนักงาน ป.ย.ป. ได้ดำเนินการจัดฝึกอบรมหลักสูตร ป.ย.ป. ทุกระดับ มาปีนี้เป็นปีที่สอง เพื่อสร้างกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจในการปฏิรูปประเทศและการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งในปีนี้ กำหนดประเด็นเร่งด่วนสำคัญจากยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ได้แก่ 1) การพัฒนาศักยภาพของประเทศให้พร้อมเผชิญกับภัยคุกคามที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ 2) การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและลดความเสี่ยงอุทกภัย และ 3) การพัฒนาสมรรถนะทุนมนุษย์เพื่อรองรับการพัฒนาในอนาคต และกำหนดหลักสูตรระดับ ป.ย.ป. 1 คือ ผู้บริหารระดับหัวหน้าหน่วยงาน ปีนี้จะประกอบด้วยท่านปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้บริหารระดับปลัดกระทรวง อีก 11 ท่าน รวมถึงหลักสูตร ป.ย.ป. 2 คือ ผู้บริหารระดับรองอธิบดี และหลักสูตร ป.ย.ป. 3 คือการประชุมเชิงปฏิบัติการในวันนี้ จะเป็นการเสริมสร้างความเข้าใจและเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ให้กับผู้บริหารหน่วยงานราชการในส่วนภูมิภาค และผู้บริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น


จากนั้น เวลา 10.10 น. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวมอบนโยบายและเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ผ่านระบบการประชุมทางไกลว่า ปัจจุบันย่างเข้าสู่เดือนตุลาคมซึ่งจะมีการเริ่มใช้ปีงบประมาณใหม่มีการเริ่มต้นการใช้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) เราจึงต้องมาปรับเปลี่ยนการขับเคลื่อนการทำงานจึงเป็นที่มาของการประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้สำหรับผู้ปฏิบัติการของภาครัฐในส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้กับข้าราชการส่วนกลางที่จะต้องสอดประสานกันบูรณาการร่วมกันระหว่างข้าราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น จะต้องมีการประเมินการทำงานช่วงเวลาที่ผ่านมาและแก้ไขความผิดพลาดเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดซ้ำในเรื่องเดิมอีก สำนักงาน ป.ย.ป. จะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาในการขับเคลื่อนการแก้ไขกฎหมายแก้ไขระเบียบ เพื่อให้ดำเนินการไปได้ด้วยดี ขอเป็นกำลังให้ทุกท่าน ปฏิบัติหน้าที่ให้สมดังความคาดหมายของประชาชนด้านการบริการของเราให้งานขับเคลื่อนได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยและให้ประเทศชาติพัฒนาไปสู่ความก้าวหน้าต่อไป 


นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงมหาดไทยได้เสนอหัวข้อ การสร้างต้นแบบการบริหารน้ำอย่างยั่งยืน ที่ทางกระทรวงมหาดไทยได้มีการศึกษาโครงการพระราชดำริ ซึ่งตลอดระยะเวลา 70 ปี แห่งการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระองค์ได้พระราชทานพระราชดำรัสและแนวพระราชดำริเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์และเป็นแนวทางไปสู่การบริหารจัดการน้ำที่ยั่งยืน ทั้งในมิติการป้องกันปัญหาภัยแล้ง และการป้องกันปัญหาน้ำท่วม ยังผลทำให้พี่น้องประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ดังใจความตอนหนึ่งในพระราชดำรัสที่ได้พระราชทานแก่คณะบุคคลต่าง ๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2533 ความว่า “.. เราควรพิจารณาว่า ถ้าสามารถที่จะเก็บน้ำที่ลงมาท่วม สกัดไว้ไม่ให้ลงมาท่วม ก็จะบรรเทาการท่วมและลดความเสียหาย ฉะนั้นการหาทางที่จะเก็บน้ำที่ลงมาท่วมเอาไว้ได้ สำหรับให้เป็นน้ำที่ให้คุณที่ช่วยให้มีรายได้ ก็จะเป็นการดีเป็นทวีคูณ.. ..การที่จะทำโครงการที่แยบคาย เพื่อป้องกันหรือลดความเสียหายในการท่วมนั้น และเพิ่มพูนผลิตผลในหน้าแล้ง ก็ได้ผลสองเท่าตัว คือไม่ต้องใช้เงินแก้ไข หรือบรรเทาทุกข์ของประชาชน ซ้ำจะได้ให้ประชาชนทำกินได้ เพิ่มพูนขึ้นไปเกือบสองเท่า..” อันเป็นกรอบความคิด ที่ทรงชี้ให้เห็นถึงภัยพิบัติต่าง ๆ โดยเฉพาะน้ำท่วมและน้ำแล้ง โดยในส่วนของการสร้างต้นแบบที่ พระองค์ทรงทดลอง คิด และปฏิบัติ เช่น ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืนในเรื่องปากท้อง ปัจจัย 4 สิ่งแวดล้อม สังคมความรักความสามัคคี ระหว่างที่น้องประชาชน อีกเรื่องที่สำคัญคือ “ทฤษฎีใหม่” 


นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณและเป็นความโชคดีของพวกเราคนไทยทุกคนที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา และต่อยอด แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยทรงมุ่งหวังที่จะให้ประชาชนคนไทยที่เป็นพสกนิกรของพระองค์ทุกคนได้รอดพ้นจากภัยพิบัติจากธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ดังใจความตอนหนึ่งในพระราชดำรัสเรื่อง “อารยเกษตร” เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2564 ความว่า “โคกหนองนา นอกจากเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ทางด้านเกษตรกรรม แล้วยังเป็นศิลปะ เป็นแบบฝึกหัดที่ดี ในการที่จะรวมเกษตรที่หลากหลายให้มาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ในเวลาเดียวกันรักษาความหลากหลาย แต่ความหลากหลายนั้น ก็เกื้อกูลซึ่งกันและกัน.. ..มีเป้าหมายที่แน่นอนคือ ความอุดมสมบูรณ์ ความอุดมสมบูรณ์ของอาหาร และการเสริมคุณภาพชีวิต หัวใจคือคุณภาพชีวิตของเรา การเกษตร เป็นอาหาร เป็นสิ่งที่เป็นหลักของชีวิตของเรา.. ..ในยุคนี้คือเกษตร เกษตรคือประเทศ ก็คือผืนดิน (Sustainable Agronomy) คืออารยประเทศ เกษตรประเทศ ก็คืออารยประเทศ ทำได้โดยประยุกต์หลายๆ ทฤษฎีที่ได้ทรงรับสั่งไว้..” ที่กล่าวมานี้ กระทรวงมหาดไทยใช้กรอบการสร้างต้นแบบการบริหารน้ำอย่างยั่งยืน มาเสนอเป็นต้นแบบการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ประกอบกับการใช้ Bigdata เช่น ข้อมูลของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ข้อมูลน้ำท่วมซ้ำซาก แล้งซ้ำซาก มาอินทิเกรตข้อมูลเพื่อเป็นข้อมูลผ่านระบบอัจฉริยะ มาให้เรียนรู้ทั้งประเทศได้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ กล่าวทิ้งท้าย


 


วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2565

ผู้ว่าฯประจวบคีรีขันธ์ นำส่วนราชการออกให้บริการประชาชนและเยี่ยมครัวเรือนยากจน

วันนี้ (2 ก.ย. 65) นายเสถียร เจริญเหรียญ ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานเปิดโครงการหน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน หรือโครงการจังหวัดเคลื่อนที่ ที่วัดหนองแก หมู่ที่ 3 ต.ไร่ใหม่ อ.สามร้อยยอด มี นายไพศาล ช่อผกา นายอำเภอสามร้อยยอด หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนในพื้นที่ร่วมกิจกรรม มีส่วนราชการต่างๆ ร่วมให้บริการประชาชนในด้านต่างๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เช่น การทำหมันสุนัขและแมว ตัดผม ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า การแจกแว่นสายตาให้แก่ผู้สูงอายุ การให้คำปรึกษาด้านการเกษตร

รวมทั้ง การมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้สูงอายุและผู้ด้อยโอกาส จำนวน 200 ชุด และมีการนำคาราวานสินค้าราคาประหยัดมาจำหน่ายเพื่อลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชน โดยโครงการจังหวัดเคลื่อนที่เป็นการออกหน่วยบริการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนเพื่อให้ได้รับบริการของภาครัฐอย่างทั่วถึง ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เสียเวลาในการเดินทางไปติดต่อหน่วยงานราชการยังสถานที่ตั้ง

โอกาสนี้ นายเสถียร เจริญเหรียญ ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้มอบชุดลูกเสือ 15 ชุด อุปกรณ์กีฬา 2 ชุด และทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนจำนวน 10 ทุน มอบเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่ จำนวน 7 ชุด และประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับทราบปัญหาความเดือดร้อนในพื้นที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ตรงกับความต้องการของประชาชน พร้อมกันนี้ ได้ลงพื้นที่เยี่ยมครัวเรือนยากจนในพื้นที่ ต.ไร่ใหม่ อ.สามร้อยยอด และมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคบรรเทาความเดือดร้อนจำนวน 2 ครัวเรือน 


ข้อมูลข่าวและที่มา https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220902111403484

ผู้ตรวจพช.เขต13เยี่ยมโคก หนอง นาหนองกี่บุรีรัมย์

วันที่ 1 กันยายน 2565 นางสงวน มะเสนา ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน เขตตรวจราชการที่ 13 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 ติดตามภารกิจสำคัญของกรมการพัฒนาชุมชนประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 มอบนโยบายและติดตามการขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 โดยมีนายอร่าม พลชุมแสง ผู้ช่วยผู้อำนวยการกลุ่มงานสารสนเทศการพัฒนาชุมชน พัฒนาการอำเภอหนองกี่ ผู้บริหารท้องที่ ผู้บริหารท้องถิ่น ให้การต้อนรับ


โดยจุดแรก คณะได้ลงพื้นที่ บ้านโนนสวรรค์ หมู่ที่ 3 ตำบลโคกสูง อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ ติดตามโครงการสัมมาชีพชุมชน กลุ่มเลี้ยงจิ้งหรีด โดยกลุ่มมีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ เช่น น้ำพริกจิ้งหรีด ข้าวเกรียบจิ้งหรีด จิ้งหรีดนึ่ง ส่งจำหน่ายที่อำเภอลำลูกกาและอำเภอหนองกี่ โดยกลุ่มกำลังดำเนินการปรับปรุงโรงเลี้ยงจิ้งหรีดเพื่อให้ได้มาตรฐาน GMP


นอกจากนี้ได้มีการลงพื้นที่ บ้านคูขาด หมู่ที่ 2 ตำโคกสูง อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ ติดตามกลุ่มทอผ้าไหมบ้านคูขาด ที่กู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีเพื่อไปทอผ้าไหม โดยเน้นให้กลุ่มวิเคราะห์ต้นทุน วิเคราะห์การตลาด ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ก่อนลงพื้นที่ ศูนย์เรียนรู้โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ โคก หนอง นา แปลง ของนายบุญน้อม กลางสวัสดิ์ บ้านตะกรุมทอง หมู่ที่ 3 ตำบลโคกสว่าง อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ ในพื้นที่ 3 ไร่ โดยดำเนินการ ตามหลักกสิกรรมธรรมชาติ ทั้งปลูกไม้ 5 ระดับ ผักสวนครัว ปลูกอ้อยคั้นน้ำ เลี้ยงปลา เพาะกล้าไม้จำหน่ายจนสามารถเลี้ยงสมาชิกในครัวเรือน นำไปจำหน่าย สร้างรายได้ เดือนละ 10,000 บาท โดยสามารถเป็นศูนย์เรียนรู้ให้กับผู้สนใจเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง โดยผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน ได้ชื่นชมและให้กำลังใจครัวเรือนในการพัฒนาพื้นที่แปลง โคก หนอง นา จนเป็นศูนย์เรียนรู้ เป็นต้นแบบให้แก่คนในชุมชน อันจะนำไปสู่การสร้างเครือข่ายโคก หนอง นา ระดับอำเภอต่อไป


ข้อมูลข่าวและที่มา https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220901224018402


"มหาดไทย - สภาพัฒน์ - สกสว." จับมืองานวิจัยพัฒนาพื้นที่ พลิกโฉมคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรม

วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน 2565  นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือแนวทางบูรณาการแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) เชิงพื้นที่เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมเชิงพื้นที่ โดยมุ่งเน้นนำองค์ความรู้จากวิทยาศาสตร์ ผลงานวิจัย และผลผลิตที่เป็นนวัตกรรมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการพลิกโฉมประเทศ ในการพัฒนาพื้นที่ พัฒนาจังหวัด และกลุ่มจังหวัด อีกทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความสุขอย่างยั่งยืน อันจะเป็นทางเลือก และทางรอดสำหรับอนาคต 

“การร่วมมือกันในครั้งนี้กระทรวงมหาดไทยจะประสานพลังกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ สกสว. ในการนำองค์ความรู้ ผลงานวิจัย และผลผลิตที่เป็นนวัตกรรมต่างๆไปสู่การแก้ไขปัญหา และพัฒนาพื้นที่โดยตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น เช่น การจัดทำแผนงานโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนโดยใช้ต้นแบบจากงานวิจัยเชิงปฏิบัติการที่ประสบความสำเร็จ ตลอดจนการแก้โจทย์ที่ซับซ้อนของพื้นที่ในระดับจังหวัด มีการศึกษาปัญหา และหนทางแก้ไขของพื้นที่ และนำมาปรับเป็นแผนโครงการที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัด และกลุ่มจังหวัด นอกจากนี้จะมีการประสานแผนเชิงภารกิจ และเชิงพื้นที่ในระดับต่างๆให้เชื่อมโยง


โดยเฉพาะการเชื่อมโยงแผนพัฒนาภาคที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช.รับผิดชอบ เข้ากับแผนพัฒนาจังหวัด และกลุ่มจังหวัดที่เป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ภูมิภาคของประเทศไทยมีความก้าวหน้า และเติบโตไปในทิศทางเดียวกัน อันจะเป็นฐานในการเสริมสร้างขีดความสามารถของประเทศไทย และเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการพัฒนาพื้นที่ให้สู่การพลิกโฉมประเทศไทยต่อไปในอนาคต” นายสุทธิพงษ์กล่าว


นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยว่า สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ประสานความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม หรือ สกสว. ในฐานภาคียุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ และพัฒนาเชิงพื้นที่ โดยผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงแผนระหว่างแผนพัฒนาภาคกับแผนปฏิบัติการด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการพัฒนากลไก และเครือข่ายบุคลากรของหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนแผนพัฒนาภาคและใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมผลักดันการพัฒนาพื้นที่ ซึ่งการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเชิงพื้นที่จำเป็นต้องมีการบูรณาการองค์ความรู้ที่หลากหลาย


การแก้โจทย์การพัฒนาที่เชื่อมโยง ซับซ้อนด้วยการวิจัย รวมทั้งมีการใช้ผลผลิตจากนวัตกรรม เช่น การนำผลงานวิจัยด้านนวัตกรรมอาหารและเกษตรแม่นยำไปผลักดันให้เกิดเศรษฐกิจฐานชีวภาพ อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิต เกิดมูลค่าเพิ่มกับสินค้าเกษตร ทำให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หรือการนำองค์ความรู้


และเทคโนโลยีชีวภาพด้านสมุนไพรไปผลักดันให้เป็นโครงการพัฒนาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งเป็นการสร้างคุณค่าให้แก่อุตสาหกรรมบริการและการท่องเที่ยวให้เติบโตต่อไปในอนาคต ซึ่งการร่วมมือนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของการพลิกโฉมประเทศไทย


ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เปิดเผยว่า “สกสว.ในฐานะที่เป็นภาคีเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศได้มีการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ขึ้นเพื่อเป็นกรอบในการดำเนินงานส่งสริมการวิจัย และพัฒนาให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี


เพื่อยกระดับและขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้ก้าวหน้า ผลักดันประเทศไทยให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วโดยใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เป็นกลไกและพลังสำคัญในการพัฒนา ซึ่ง สกสว. มองว่าการพลิกโฉมประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ถ้าเศรษฐกิจในพื้นที่เติบโต แข็งแรง จะเป็นปัจจัยหนุนเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ประชาชนในพื้นที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นก็จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้ไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในที่สุด สกสว.จึงริเริ่มให้มีการศึกษาหาแนวทางในการเชื่อมโยงแผน ววน. กับแผนการพัฒนาพื้นที่ในระดับต่างๆ


ทั้งแผนพัฒนาภาคของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนพัฒนากลุ่มจังหวัดและแผนพัฒนาจังหวัดที่อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งความเชื่อมโยงนี้เป็นการเชื่อมโยงสาระสำคัญในเชิงเป้าหมาย ประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนา และการเชื่อมโยงกลไกการผลักดันและบริหารแผน ตลอดจนการบูรณาการกำลังคน กำลังทรัพยากรที่เกี่ยวข้องให้ตอบโจทย์การพัฒนาพื้นที่ให้เข้มแข็ง และพลิกโฉมประเทศไทยไปพร้อมกัน”


ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ได้จัดงานสัมมนาทางวิชาการครั้งที่ 1 ประจำปี 2565 ถือเป็นการจัดงานครั้งแรกในการขับเคลื่อนภูมิภาคทั่วไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เพื่อระดมความเห็นจากทั้งภาคนโยบายของประเทศ ผู้ทรงคุณวุฒิ ประชาคม ววน. และผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัยเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมอันจะนำไปสู่การพัฒนานโยบายเศรษฐกิจและสังคมระดับภูมิภาค อีกทั้งเป็นการเปิดแนวคิดและแรงบันดาลใจให้กับทุกภาคส่วนในการพัฒนาประเทศโดยใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อน ทั้งนี้ สกสว. มีการจัดสรรงบประมาณตามแผน 3 ก้อนใหญ่ ทั้งการพัฒนาสังคมพื้นที่และคุณภาพชีวิตประชาชน การพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน พัฒนาคนและองค์ความรู้สู่อนาคต ซึ่งผลการดำเนินการที่ผ่านมาทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน เกิดผู้ประกอบการ SMEs 500 ราย ใน 48 จังหวัด วิสาหกิจชุมชน นักวิทยาศาสตร์และวิจัยในอุตสาหกรรมและชุมชน 3,200 ราย โดยเราจะดำเนินการขับเคลื่อนภูมิภาคทั่วไทยตลอดปีนี้ด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และมีแผนกระจายไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ


https://www.banmuang.co.th/news/politic/294465

วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2565

"อธิบดีพช." กระตุ้นสร้างความพร้อมทีมงาน พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

เมื่อวันพุธที่ 31 สิงหาคม 2565 ที่ห้องประชุม 3001 ชั้น 3 กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) นายสมคิด จันทมฤกอธิบดี พช. เป็นประธานการประชุม Morning Brief เพื่อหารือข้อราชการประจำสัปดาห์ในการขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนให้บรรลุเป้าหมาย โดยมีคณะผู้บริหาร พช. เข้าร่วมการประชุม โดยกล่าวว่า ทิศทางการขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน ประจำปี 2566 ตามวิสัยทัศน์ พช. “เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” 

มุ่งเน้นการทำงานครบทุกมิติ ในกระบวนการ “งาน งบ ระบบ คน” เพื่อมุ่งสู่ชุมชนเข้มแข็ง (ตำบลเข้มแข็ง) “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ให้ชุมชนพึ่งตนเองได้ มีเศรษฐกิจฐานรากและมีความสุขมวลรวม ผ่านโครงการต่างๆ ของ พช. ในด้านของการบริหารจัดการชุมชน ส่งเสริมและพัฒนา สร้างภูมิคุ้มกันให้ชุมชน มีการรักษาระดับการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง (เดิม) ขยายผลหมู่บ้านใหม่ ขับเคลื่อนและต่อยอดพื้นที่ต้นแบบ โคก หนองนา พัฒนาชุมชน ด้วยหลัก 5 P ยกระดับศูนย์เรียนรู้ชุมชน ศูนย์ผู้นำจิตอาสาพัฒนาชุมชน และศูนย์สารภี เสริมสร้างความเข้มแข็งกองทุนแม่ของแผ่นดิน ส่งเสริมการพัฒนาชุมชนธรรมาภิบาล และงานกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ในด้านเศรษฐกิจฐานราก มีการกระตุ้นส่งเสริมโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ทั้งผู้ประกอบการ ผลิตภัณฑ์ ภูมิปัญญาผ้าไทย และช่องทางการตลาด ส่งเสริมชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากด้วยเครือข่ายภาคี

นายสมคิด กล่าวต่อว่า ด้านเสริมขีดความสามารถทุนชุมชนธรรมาภิบาล ผ่านกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต โครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.) ส่งเสริมศูนย์จัดการกองทุนชุมชน รวมถึงการสืบสานรักษาและต่อยอด ผ่านโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) หมู่บ้านคนรักษ์ช้าง และผ้าไทยใส่ให้สนุก มีการพัฒนากลไกการพัฒนาชุมชน ตามโครงการประสานแผนและบูรณาการแผนตำบล บริหารจัดการฐานข้อมูลเพื่อการพัฒนาชุมชน/สารสนเทศตำบล ส่งเสริมและพัฒนากลุ่ม/องค์กรและเครือข่าย พัฒนาผู้นำชุมชน ผู้นำการเปลี่ยนแปลง พัฒนาคุณภาพชีวิต/ลดความเหลื่อมล้ำ แก้ไขปัญหาความยากจน สัมมาชีพชุมชน ส่งเสริมการออมฯ วิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีตัวชี้วัดงบประมาณ คือ 1. ประชาชนในหมู่บ้าน/ชุมชนเป้าหมายมีความสุขมวลรวม(GVH) เพิ่มขึ้น ร้อยละ 85 2. มีรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน เพิ่มขึ้นร้อยละ 60

นายสมคิด กล่าวด้วยว่า ให้มีระบบการพัฒนาระบบฐานข้อมูล Big Data เพื่อการตัดสินใจ ระบบพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA) ระบบการปรับปรุงประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการ สร้างภาพลักษณ์กรมฯ และสื่อสารความเข้าใจสังคมเชิงรุก เน้นการพัฒนาคน โดยการพัฒนา Mindset & Skillsets (ทักษะเชิงยุทธศาสตร์ ทักษะตามสายงาน ทักษะด้านดิจิทัล ทักษะด้านภาวะผู้นำ มีการส่งเสริมค่านิยมองค์การ (ABCDE S&P) พัฒนาเส้นทางความก้าวหน้า ยกระดับสู่องค์กรธรรมาภิบาล ทันสมัย และมีความสุขร่วมขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนปีงบประมาณ 2566 ให้บรรลุวิสัยทัศน์ไปด้วยกัน 

https://www.banmuang.co.th/news/politic/294320


วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2565

กทม. จับมือ สสปน. ส่งเสริมอุตสาหกรรมไมซ์ในพื้นที่ กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน กระจายรายได้

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม 2565  นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว และสำนักงานตลาดกรุงเทพมหานคร ประชุมร่วมกับกับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องศ์การมหาชน) (สสปน.) หารือเรื่องความร่วมมือในการส่งเสริมอุตสาหกรรมไมซ์ในพื้นที่กรุงเทพฯ ณ ห้องนพรัตน์ ชั้น 5 ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร ซึ่งในที่ประชุมมีความเห็นตรงกันที่จะร่วมมือกันส่งเสริมอุตสาหกรรมไมซ์ในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยจะมีการตั้งคณะทำงานร่วมกันหารือแนวทางดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว เบื้องต้นจะร่วมมือกันจัดกิจกรรมในช่วงเดือน 11 และเดือน 12 ของปีนี้ก่อน จากนั้นจะมีการประเมินผลการจัดกิจกรรมและหารือแนวทางความร่วมมือสำหรับจัดกิจกรรมอื่น ๆ เพิ่มเติมต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้อุตสาหกรรมไมซ์กรุงเทพฯ เป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงระดับนานาชาติ และระดับโลก


สำหรับอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) เป็นอีกหนึ่งสาขาของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลัก คือ การจัดประชุม (Meeting) การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล (Incentive) การประชุมนานาชาติ (Convention) และการจัดการแสดงสินค้า (Exhibition) คำว่า MICE (อุตสาหกรรมไมซ์) ย่อมาจาก M = Meeting หมายถึง การจัดประชุมของกลุ่มบุคคล หรือองค์กรโดยจะเป็นการประชุมเฉพาะกิจหรือล่วงหน้าไว้แล้ว แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ การประชุมกลุ่มสมาคม (Association Meeting) กลุ่มบริษัทเอกชน (Corporate Meeting) และการประชุมกลุ่มองค์กรภาครัฐ (Government Meeting) คือ การประชุมของกลุ่มบุคคลหรือผู้แทนจากหน่วยงานราชการ ซึ่งมาจากหลาย ๆ หน่วยงานทั่วโลก I = Incentive Travel หมายถึง การจัดการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลแก่พนักงานหรือบุคคลที่สามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมายที่บริษัทวางไว้ โดยบริษัทผู้ให้รางวัลจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย C = Conventions หมายถึง การประชุมนานาชาติของกลุ่มบุคคลต่างองค์กรในสาขาอาชีพเดียวกัน หรือสมาคมวิชาชีพเดียวกัน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็น มีผู้เข้าร่วมประชุมเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นการจัดโดยสมาคมระดับนานาชาติ และ E = Exhibitions หมายถึง การจัดงานแสดงสินค้าหรือบริการเพื่อขายให้กับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งได้ให้ผู้เข้าชมทั่วไปได้เข้าร่วมงานด้วย แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1. Trade Show เป็นการแสดงสินค้าสำหรับผู้ประกอบการ 2. Consumer Show เป็นการแสดงสินค้าสำหรับลูกค้าทั่วไป


ทั้งนี้ อุตสาหกรรมไมซ์มีความสำคัญต่อประเทศอย่างยิ่ง เพราะรายได้จากอุตสาหกรรมไมซ์จัดเป็นรายได้ในภาคบริการที่มีจำนวนมากกว่าอุตสาหกรรมอื่น ๆ โดยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของนักเดินทางกลุ่มไมซ์อยู่ที่ 89,000 บาท ต่อทริป (5 – 7 วัน) ซึ่งมากกว่านักท่องเที่ยวปกติประมาณ 3 เท่า (จุฑา ธาราไชย, 2557) ทำให้เศรษฐกิจประเทศปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากมีการจ้างงานและสร้างรายได้ให้กับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องด้วย จากการศึกษาพบว่ามีการสรุปความสำคัญของไมซ์ ไว้ดังนี้ ช่วยสร้างรายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศ ทำให้ดุลการชำระเงินดีขึ้น เช่น รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการใช้จ่ายของผู้เข้าร่วมประชุมที่เป็นชาวต่างประเทศ ช่วยสร้างงานและกระจายรายได้ไปสู่ธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากการดำเนินธุรกิจไมซ์จะต้องอาศัยองค์ประกอบจากหลายภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) เป็นต้น ภาคเอกชน เช่น โรงแรม สถานที่จัดประชุม ผู้จัดงานการประชุมมืออาชีพ ผู้จัดงานแสดงสินค้ามืออาชีพ และบริษัทรับจัดการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล รวมถึงธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง และยังช่วยให้ประชาชนทั่วไปได้รับประโยชน์จากการลงทุนของรัฐ เมื่อมีการจัดกิจกรรมในธุรกิจไมซ์ รวมถึงช่วยสร้างรายได้ทางอ้อมให้บุคลากรสาขาอาชีพต่าง ๆ เช่น การขายของที่ระลึก ร้านอาหาร เป็นต้น พร้อมทั้งสร้างรายได้ให้รัฐในรูปแบบของภาษีเงินได้จากรายรับของธุรกิจไมซ์


ขอบคุณข้อมูลจากเพจกรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์

ศีขรภูมิสุรินทร์ จัดกิจกรรมเชื่อมโยงอาหารปลอดภัย โรงพยาบาล โรงเรียน โรงแรม ร้านอาหาร เชื่อมโยงผู้ผลิตกับลูกค้า

วันที่ 30 สิงหาคม 2565 นายสมพร พูลเพิ่ม พัฒนาการอำเภอศีขรภูมิ มอบหมายให้นางสุนทรี นวนิล นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ และนางสาวธันยพร แสนปลื้ม นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ ดำเนินโครงการส่งเสริมการสร้างรายได้จากกิจกรรมอาหาร กิจกรรมที่ 2 จัดกิจกรรมเชื่อมโยงอาหารปลอดภัย โรงพยาบาล โรงเรียน โรงแรม ร้านอาหาร การเชื่อมโยงผู้ผลิตกับลูกค้า โดยบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการขับเคลื่อน “ส่งเสริมการสร้างรายได้จากกิจการอาหารปลอดภัย” ระหว่างนายสนิท ตุ้มทอง บ้านเลขที่ 103 หมู่ที่ 9 บ้านอำปึล ตำบลตากูก อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ กับกลุ่มเกษตรพอเพียงบ้านบุละลาย โดย นายมานพ เจือจันทร์ ณ ครัวเรือนนายมานพ เจือจันทร์ บ้านเลขที่ 49 บ้านบุละลาย หมู่ที่ 11 ตำบลแตล อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ โดยได้รับเกียรติจากภาคีภาคส่วนในการเป็นสักขีพยานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว จากคณะกรรมการเครือข่ายโคก หนอง นาโมเดลตำบลแตล รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลแตล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแตล บ้านนาท่ม กำนันตำบลแตล เกษตรตำบลแตล ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีตำบลแตล ผู้นำอาสาพัฒนาชุมชน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิก อบต. และราษฎรบ้านบุละลาย หมู่ที่ 11 ตำบลแตล


ข้อมูลข่าวและที่มา https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220830205135811

นวัตกรรมออกแบบเรือท้องแบน PVC 10 ฟุต รับมือน้ำท่วม เน้นโครงสร้างเบา-ลอยตัวด้วยโฟม

แนวคิดการประดิษฐ์เรือท้องแบนสำหรับใช้งานในช่วงเกิดอุทกภัยได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะรูปแบบที่ใช้วัสดุหาได้ง่ายและสามารถประกอบได้ในต้นทุนท...