แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พรรคเพื่อไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พรรคเพื่อไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

พรรคประชาชาติส่ง "มนตรี" เสวนาเวทีผู้นำฝ่ายค้านฯ ระดมสมองหาทางออก แก้หนี้ แก้จน เพื่อชีวิตใหม่


เมื่อวันที่ 11  กุมภาพันธ์ 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก โรงแรมสยามริเวอร์รีสอร์ท อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ว่า เมื่อเวลา 09.30น. ที่ผ่านมา นายมนตรี บุญจรัส กรรมการบริหารพรรคประชาชาติ และ รองโฆษกพรรคประชาชาติ, ที่ปรึกษากรรมาธิการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรม และ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย ในฐานะ ผู้แทนพรรคประชาชาติ เดินทางมาเสวนา “โครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน : ระดมสมอง หาทางออก แก้หนี้ แก้จน เพื่อชีวิตใหม่” โดยมีแกนนำและตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้าน รวมถึงประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมอย่างคึกคัก อาทิ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ฯลฯ เป็นต้น 

นายมนตรี บุญจรัส กรรมการบริหารพรรคประชาชาติ และ รองโฆษกพรรคประชาชาติ ระบุว่า “ภาครัฐควรมุ่งเน้นการให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรของประเทศ รวมถึงการลดต้นทุนการผลิต ทั้งนี้ ภาคเกษตรถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยเนื่องจากเป็นต้นทางของปัจจัยในการดำรงชีวิต ทั้งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค รวมทั้งยังเป็นแหล่งรองรับแรงงานจากภาคการผลิตอื่น ๆ และไม่ว่าราคาผลผลิตจะตกต่ำอย่างไร เกษตรกรควรต้องมีกำไร การลดต้นทุนการผลิตที่สำคัญ คือ การส่งเสริมสนับสนุนแนวคิดการลดต้นทุนปุ๋ยเคมีให้เป็นศูนย์ ซึ่งประเทศไทยมีแหล่งแร่โพแทสเซียมจำนวนมหาศาล อยู่ที่แอ่งชัยภูมิและแอ่งโคราช รัฐจึงควรเร่งสร้างโรงงานปุ๋ยผลิตเองและนำไปบาร์เตอร์กับแม่ปุ๋ยตัวอื่น ๆ เช่น ไนโตรเจนและ ฟอสฟอรัสจากประเทศผู้ส่งออก และให้ความสำคัญจากผลพลอยได้ แม่ปุ๋ยไนโตรเจน (N) ที่ได้จากการผลิตน้ำมัน สามารถนำมาใช้ในภาคการเกษตรให้มากขึ้น แทนที่จะไปเป็นสารตั้งต้นให้กลุ่มอุตสาหกรรมมากเกินไป เพื่อให้ปุ๋ยในประเทศมีราคาถูก เพื่อมุ่งลดต้นทุนให้เกษตรกร รวมถึงรัฐควรมีนโยบายส่งเสริมเรื่องการคืนสิทธิ์ที่ดินทำกินและโครงการล้างหนี้ให้เกษตรกรตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ด้วย”


นายมนตรี บุญจรัส กล่าวเพิ่มเติมว่า “ภาครัฐควรดำเนินนโยบายขับเคลื่อนภาคเกษตร ในมิติต่าง ๆ ทั้งการสนับสนุนปัจจัยพื้นฐานของการทำเกษตร การบริหารจัดการน้ำ และการพัฒนาระบบขนส่ง ทั้งระบบขนส่งทางรางและท่าเรือน้ำลึก การส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรอง การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาช่องทางการตลาดที่หลากหลาย ตลอดจนการแก้ไขปัญหาหนี้สินและพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่ออาชีพเกษตรกรครับ”

วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2565

"แก้จน"เพื่อไทยมาแล้ว! โพสต์ MV เพลงพรรคเพื่อไทยคือคำตอบ

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2565  เพจพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความว่า #เพื่อไทยคือคำตอบ  พาคนไทยหลุดพ้นจากความยากจน เพื่อไทยคือคำตอบ…จะเป็นวิกฤตแค่ไหน แก้ยากเพียงใด ใครทำอะไรไม่ได้ แต่ #เพื่อไทย ทำได้  ชม MV เพลง เพื่อไทยคือคำตอบ พร้อมกันได้แล้วที่นี่ https://fb.watch/fty0i6L0h4

วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2565

“วรวัจน์” จับมือ “จ.แพร่-พช.-พาณิชย์” ดัน ‘ข้าวหลามตามสั่ง’ ซอร์ฟพาวเวอร์คนเหนือ เป็นโอท็อปส่งออก

เมื่อวันที่ 11 กันยายน ที่สนามกีฬาเทศบาลตำบลห้วยอ้อ อำเภอลอง จังหวัดแพร่ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ,กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ,กระทรวงอุตสาหกรรม, กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย จังหวัดแพร่ และอำเภอลอง จัดกิจกรรม “วัฒนธรรมมหามงคล มิ่งบ้านขวัญเมือง” โดยไฮไลท์ของงานคือการประกวดการพัฒนาข้าวหลามซึ่งถือเป็นซอร์ฟพาวเวอร์ของจังหวัดแพร่ให้เป็นสินค้าที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประชาชนได้จริงในอนาคต โดยมีประชาชนจับกลุ่มกว่า 30 ทีม ช่วยกันคิดเมนูอาหารแล้วนำมาแปรรูปใส่กระบอกข้าวหลาม ซึ่งเมนูประเภทอาหารที่ชนะเลิศ คือ ข้าวหลามแกงคั่วไก่บ้าน รองชนะเลิศอันดับ 1 คือข้าวหลามกะเพราหมู และรองชนะเลิศอันดับ 2 คือข้าวหลามน้ำพริกกากหมูไข่เค็ม ขณะที่ ข้าวหลามประเภทผลไม้รางวัลชนะเลิศ คือ ข้าวหลามทุเรียน รองชนะเลิศอันดับ 1 คือ ข้าวหลามมะพร้าวเผือก และรองชนะเลิศอันดับ 2 คือ ข้าวหลามกล้วย


นายวรวัจน์ กล่าวว่า ข้าวหลามที่นำมาประกวดทั้งหมดได้ผ่านกระบวนการเยือกแข็ง หรือนวัตกรรม “ไนโตรเฟรช” ซึ่งเป็นการใช้ไนโตรเจนเหลวคงความสดใหม่ของอาหารให้อร่อยเหมือนเพิ่งปรุงเสร็จใหม่ และเก็บได้ยาวนานกว่า 2 ปี แล้วซึ่งต่อไป จะนำเสนอไปยังกรมพัฒนาชุมชน ให้เป็นสินค้า OTOP พรีเมียมของจังหวัดแพร่ เพื่อก้าวสู่การส่งออกให้เป็นการสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนในจังหวัด เนื่องจากแต่ละปีงบประมาณที่จังหวัดแพร่ได้รับมีเพียงงบประมาณการทำถนน และงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานเท่านั้น แทบไม่มีงบในการพัฒนาอาชีพหรืองบฯที่จะนำมาให้ต่อยอดสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนได้เลย ตนในฐานะตัวแทนของพรรคเพื่อไทยในจังหวัดแพร่จึงคิดหาวิธีสร้างรายได้ให้กับประชาชนในจังหวัดด้วยวิธีการพัฒนาข้าวหลามของชาวแพร่ให้กลายเป็นสินค้า OTOP และสินค้าส่งออก โดยจะทำในรูปแบบของวิสาหกิจชุมชน


เมื่อถามว่า ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ส.ส.จากอดีตพรรคอนาคตใหม่กวาดเก้าอี้ ส.ส.แพร่ ได้ทั้ง 2 เขต และในวันนี้ (11 กันยายน) นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล จะพาคณะลงพื้นที่อำเภอลอง จังหวัดแพร่ด้วย ช่วงใกล้การเลือกตั้งแบบนี้พรรคเพื่อไทยจะทวงเก้าอี้แพร่ทั้งจังหวัดคืนได้หรือไม่ นายวรวัจน์ กล่าวว่า ตนไม่ได้มีความกังวล เพราะพื้นที่จังหวัดแพร่เป็นพื้นที่ที่ตนมั่นใจว่าประชาชนให้ความนิยมพรรคเพื่อไทยมาตั้งแต่พรรคไทยรักไทย ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาตนย้ายไปสังกัดพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) แต่พรรคถูกยุบทำให้ตนไม่สามารถลงสนามรับเลือกตั้งได้ ในขณะที่พรรคเพื่อไทยไม่ได้ส่งผู้สมัครในจังหวัดแพร่ ทำให้ประชาชนไม่มีโอกาสเลือกพรรคเพื่อไทย จึงจำเป็นต้องเทคะแนนให้พรรคฝ่ายประชาธิปไตยที่มีอยู่ 

แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคเพื่อไทยได้เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งที่ผ่านมาตนและทีมงานพรรคเพื่อไทย ได้ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนรวมถึงได้ประสานแก้ปัญหาให้กับพี่น้องชาวเมืองแพร่มาโดยตลอด ทุกครั้งจะได้รับการตอบรับจากประชาชนเสมอว่า ประชาชนรอการเลือกตั้ง และรอให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทยอย่างท่วมท้นทั้ง 3 เขต


วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2565

"อุ๊งอิ๊ง" ประกาศ 2 นโยบายเกษตร อาสาเป็นเซลแมนขายสินค้าสู่ชาวโลก ดันหนึ่งครอบครัวหนึ่งซอฟต์พาวเวอร์

วันที่ 10 กันยายน 2565 ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จ.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทยจัดกิจกรรม ครอบครัวเพื่อไทย "สะบัดชัย เพื่อไทยมาเหนือ" นำโดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และประธานที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ ผู้อำนวยการหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นายจาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกพรรค รวมถึงกรรมการบริหารพรรค คณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางทางการเมือง ทั้งนี้ เป็นการเปิดตัวนโยบายด้านการเกษตร พร้อมกับเปิดตัวผู้สมัครภาคเหนือ

น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า เป็นลูกชาวเหนือ พูดคำเมืองไม่ได้ แต่ฟังรู้เรื่องหมด ห้ามนินทา การพัฒนาภาคเหนือ มีความเจริญ มีโอกาส แน่นอนในฐานะที่เป็นหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย หอประชุมแห่งนี้เราได้ขอที่คืนจากกองทัพบก ตอนที่ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร เป็น ผบ.ทบ.และมาสร้างเสร็จในสมัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตนไม่ลืมคนภาคเหนือแน่นอน

"ให้มั่นใจว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยเข้ามาเป็นรัฐบาลเมื่อไหร่ จะสร้างความกินดีอยู่ดี เติมเงินในกระเป๋าให้มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เรารู้จักภาคเหนือดีกว่าทุกพรรค คุ้นกับภาคเหนือดีกว่าทุกพรรค เราขนผู้สมัครมามากมาย ประกาศความพร้อม พร้อมเลือกตั้ง ศึกหน้าเป็นศึกที่ยิ่งใหญ่ ขอให้เลือกพรรคเพื่อไทยทั้งสองบัตร เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน คำพูดนี้ฟังจากบางคนอาจเจ็บปวด แต่จากผู้หญิงคนนี้ เราจะทำได้ เคยทำสำเร็จมาแล้ว และจะทำอีกแน่นอน" น.ส.แพทองธาร กล่าว

น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ครอบครัวของดิฉันมาให้กำลังใจอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะคุณแม่ เรารู้ว่าศึกข้างหน้า มีอุปสรรคขวากหนามรออยู่ แต่วันนี้จะลั่นกลองสะบัดขัย ให้ดังทั่วทั้งแผ่นดินเพื่อประกาศให้รู้ว่าเราพร้อมจะดูแลประชาชน ไม่ว่าเลือกตั้งเกิดขึ้นเดือนนี้หรือเดือนหน้า เราพร้อมหมดแล้ว

อดีตนายกฯ ทักษิณ บอกว่าไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาล หนักแน่นอน ดังนั้น รัฐบาลต่อไปต้องรู้จริง ต่างประเทศมองเรายังไง อย่างที่รัฐบาลกล่าวไว้ว่า อย่าทิ้งใครไว้ข้างหลัง แต่วันนี้เราเห็นใครอยู่ข้างหลังเราหรือเปล่า เขาแซงหน้าเราไปหมดแล้ว ไม่ทันเทคโนโลยี จับไปตรงไหนก็เจอแต่ปัญหา แต่พรรคเพื่อไทยจะไม่หยุดนิ่ง จะเป็นคำตอบให้พี่น้องประชาชน

น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ระยะสั้น ต้องลดรายจ่ายให้ประชาชน ปัจจุบัน ต้องจ่าย ค่าน้ำ ค่าไฟ เราจะไม่ปล่อยให้รัฐวิสาหกิจทำตัวเป็นเสือนอนกิน เราจะต้องทำให้ความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น ระบบราชการต้องเข้าถึงได้ง่าย ต้องมีระบบออนไลน์ ทุกกระทรวง ทุกจังหวัดต้องเข้าถึงได้ง่าย เหตุผลที่เราต้องไปทั่วทุกที เพราะเราต้องการรู้ปัญหาเชิงลึก ไม่นั่งเทียนเขียนนโยบาย เอาความทุกข์มาเป็นสารตั้งต้นเพื่อแก้ปัญหา เรากระจายความเจริญทุกจังหวัดไม่จำกัดเฉพาะ กทม. ทุกจังหวัดต้องมีโอกาสสร้างเงินในกระเป๋า ขจัดหนี้ออจากชีวิต ประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

วันนี้เสนอนโยบาย 2 ข้อหลัก ๆ 1.คือนโยบายด้านการเกษตร ประเทศไทย 40% ของคนไทย เป็นเกษตรกร แต่เราได้รายได้การเกษตรแค่ 8% ของจีดีพี เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง นโยบายของเราต้องเอาตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ เพื่อประชาชนจะได้ไม่ต้องเหนื่อย ทำไร่ ทำนา ทั้งปีแต่ขายไม่ออก เราต้องเอาตลาดขึ้นมานำว่า ปีนี้จะปลูกอะไร อะไรขายได้ดี ตนมีที่ปรึกษาทางการตลาดสำคัญ คนที่คุณก็รู้ว่าใคร เชื่อฝีมือการตลาดของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ เพื่อให้พี่น้องขายสินค้า ผลิตมาแล้วไม่ค้างสต็อก ไม่ต้องเสียค่าการผลิต 1 บาท 2 บาท

อาสาเป็นเซลล์แมนขายสินค้าในต่างประเทศ พอจะฟุต ฟิต ฟอ ไฟภาษาอังกฤษได้บ้าง และจะนำนวัตกรรมมาส่งเสริมคาดคะเน ว่า อากาศวันนี้ขายได้ ไม่ได้ เป็นอาวุธทางการเกษตร เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้ประชาชน ต้องมีศักดิ์ศรีในชีวิต ถ้าเราทำได้ตามกระบวนการทั้งหมด เกษตรกรที่มีรายได้ 1 หมื่นบาท/ไร่/ปี จะขึ้นเป็น 3 หมื่นบาทได้ไม่ยาก จะสร้างเงินจากดิน ไม่ให้ดินดูดเอาเงิน เอาแรงของเกษตรกรไปหมด" น.ส.แพทองธาร กล่าว และว่า การรดน้ำจากรากคนทั้งประเทศจะอยู่ดีกินดีตามไปด้วย

2.หนึ่งครอบครัว หนึ่งซอฟต์พาวเวอร์ คือการเปลี่ยนวิธีคิดทั้งหมดในการหาเงิน พรรคเพื่อไทยเชื่อในศักยภาพ แต่ขาดแค่โอกาสพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มระบบ แรงงานมูลค่าจากซอฟต์พาวเวอร์จะมีมูลค่ามากกว่าแรงงานอื่น เช่น ลิซ่า แบล็กพิงค์ และบัวขาว เราต้องพัฒนาศักยภาพ คนไทยสามารถปรับเปลี่ยนเข้ากับวัฒนธรรมอื่น ๆ เป็นคุณสมบัติพิเศษ ตอนนี้ไม่มีใครสู้ด้วยฮาร์ดพาวเวอร์ อาวุธ รถถัง เรือดำน้ำ แต่สู้ด้วยซอฟต์พาวเวอร์

หามา 1 คน ต่อ 1 ครอบครัว 20 ล้านคน เอามาเจียระไน ฝึกฝนให้มีคุณภาพระดับสากล ให้พ้นจากความยากจนให้มีชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี ดังนั้น ขอให้ไปลงชื่อในเว็บพรรคเพื่อไทย สมัคร 1 ครอบครัว Soft power ถ้าเราเป็นรัฐบาล เราจะเอาข้อมูลทั้งหมด ส่งมอบให้รัฐบาลทันที เพื่อแบ่งแยกว่าใครถนัดด้านอะไร ซึ่งเราพร้อมทำทันที และรัฐจะออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด 20 ล้านคนจะทำให้ครอบครัวของเขามีกินมีใช้ มีเกียรติมีศักดิ์ศรี

"ขอแลนด์สไลด์เพื่อเอาชนะ 3 ป. เอาชนะ 250 ส.ว. เอาชนะเพื่อเอาชนะวิกฤตไปด้วยกัน" น.ส.แพทองธาร กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจัดกิจกรรม "สะบัดชัย เพื่อไทยมาเหนือ" ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติฯ จ.เชียงใหม่ครั้งนี้ มีบุคคลในครอบครัวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพียง ทั้ง คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ภริยา นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ บุตรสาว นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ นายปิฎก สุขสวัสดิ์ บุตรเขย ซึ่งการร่วมกิจกรรมทางการเมืองอย่างพร้อมเพรียงของครอบครัวชินวัตร ตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย


 


วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2565

"วิสาร" ชี้กำนันผู้ใหญ่บ้านเป็นกำลังสำคัญแก้จนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

"วิสาร" ร่วมประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้าน ชี้เป็นกำลังสำคัญควรผสานความร่วมมือแก้ปัญหาโดยตรงถึงมือ "ปชช."

เมื่อวันศุกร์ ที่ 2 กันยายน 2565 เวลา 9.30 น. ณ หอประชุมอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย เขต 3 พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า วันนี้มีการประชุม ประชุมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ ครั้งที่ 9/2565 โดยจะมีการประชุมทุกเดือนโดยตนจะพยายามมาร่วมประชุม ด้วยกำนันผู้ใหญ่บ้านเป็นกำลังสำคัญ ที่ผ่านมางบประมาณมีอย่างจำกัด แต่การประสานการทำงานที่เชื่อมกับหน่วยงานรัฐอื่นอย่างบูรณาการ กำนันผู้ใหญ่บ้านมีส่วนสำคัญในการแก้ปัญหาในพื้นที่ โดยที่ผ่านมาตนรับเรื่องร้องเรียนโดยตรงจากกำนันผู้ใหญ่บ้านและสามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาให้กับประชาชนได้โดยตรง สำหรับในการทำงานของกำนันผู้ใหญ่บ้านในเขต อำเภอพาน มีรายงานข้อมูลการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในหมู่บ้าน ในระบบ Thai QM อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ข้อมูล ณ วันที่ 30 สิงหาคม 2565 จำนวนปัญหา 23,494 สามารถแก้ไขแล้วเสร็จจำนวน 20,407 ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาได้โดยตรงกับปัญหาได้อย่างมาก


อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ได้มีการมอบหนังสือสำคัญแสดงหลักฐานการเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน ประกอบด้วย (1) นายบุญสุข อุทัย ผู้ใหญ่บ้าน บ้านฮ่องหลง หมู่ที่ 16 ตำบลเมืองพาน (2) นายบัณฑิต วังซ้าย ผู้ใหญ่บ้าน บ้านป่าแดงงาม หมู่ที่ 8 ตำบลสันมะเค็ด (3) นายสมบูรณ์ ยศถา ผู้ใหญ่บ้าน บ้านกล้วยใหม่ทรายทอง หมู่ที่ 16 ตำบลสันมะเค็ด 


สำหรับงานอำนวยความเป็นธรรม ได้ดำเนินการไปหลายอย่างเช่น 1. การดำเนินการกำกับดูแลและรับรายงานตัวในชั้นปล่อยชั่วคราวของศาลยุติธรรมโดยกำนันผู้ใหญ่บ้าน 2. การดำเนินโครงการยกระดับการบังคับใช้กฎหมายแรงงานและกฎหมายอาญาในการแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานเด็ก การบังคับใช้แรงงาน และการค้ามนุษย์ (ATLAS)


งานทะเบียนและบัตร  1. การขับเคลื่อนการให้สถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายและมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย ตามโครงการสำคัญของกรมการปกครองด้านสัญชาติและสถานะบุคคล ตามแนวทางปฏิบัติการให้สถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายแก่กลุ่มเป้าหมายตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2564โดยถือปฏิบัติตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ให้สถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายและมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาในราชอาณาจักรไทยและอาศัยอยู่มานาน ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2564


2. ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษสำหรับคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว 'เมียนมา และเวียดนาม เพื่อทำงานกับนายจ้างในกิจการประมงทะเล ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2565


3. การแก้ไขปัญหาทางทะเบียนในกลุ่มคนเปราะบาง และบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการทางทะเบียน อาทิ เด็ก คนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยที่พักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ผู้ป่วยที่มีเวชบุคคลที่มีอาการเจ็บป่วยอย่างรุนแรงหรือ ผู้ป่วยที่มีความประสงค์จะเข้ารับสิทธิรักษา


สำหรับงานสำนักงานท้องถิ่นอำเภอพาน  1. ผลการคัดเลือกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2565 จังหวัดเชียงรายได้ประกาศผลการคัดเลือกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นระดับจังหวัด ประจำปี พ.ศ. 2565 จำนวน 9 ด้าน ประกอบด้วย ด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุขด้านสิ่งแวดล้อม ด้านส่งเสริมศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้านการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น ด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ด้านการพัฒนาและส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ด้านส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และด้านการบริหารจัดการช่วยเหลือประชาชนเทศบาลตำบลเมืองพาน ได้รับรางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น ด้านสาธารณสุข ชื่อผลงาน โครงการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณสุข และการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชน และได้รับรางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่โดดเด่นมากที่สุด อันดับที่ 1 ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะมอบโล่รางวัลหรือเกียรติบัตรให้ต่อไป


2. ผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA)  ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ประกาศผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการ ดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ โดยจังหวัดเชียงรายมี อปท.ที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 85 จำนวน 91 แห่ง ไม่ผ่านเกณฑ์ จำนวน 53 แห่ง สำหรับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตพื้นที่อำเภอพาน จำนวน 16 แห่ง ผ่านเกณฑ์ จำนวน 9 แห่ง อย่างไรก็ตาม จังหวัดเชียงรายจึงขอให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 85 พิจารณาดำเนินการยกระดับผลการประเมินฯในปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ให้ผ่านเกณฑ์ (85 คะแนนขึ้นไป) โดยให้


(1) ขอให้ผู้บริหารท้องถิ่นให้ความสำคัญและเอาใจใส่ รวมทั้งปรับกระบวนการทำงานที่สำคัญในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต หน่วยงาน ให้ดูแลเอาใจใส่กับการประเมินปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 โดยดำเนินการตามขั้นตอน  (2) ขอให้ผู้บริหารท้องถิ่นกำชับบุคลากรหรือคณะทำงานที่รับผิดชอบการประเมิน ITA ปฏิทินการประเมิน และอย่าให้คะแนนการประเมินต่ำกว่าร้อยละ 85

"ดร.มหานิยม" จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ แชร์ลูกโซ่โรงเห็ดทิพย์พื้นที่สกลนคร

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน 2565  ที่อาคารรัฐสภา  ดร.นิยม เวชกามา ส.ส.สกลนคร เขต 2 พรรคเพื่อไทย ปฏิบัติหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร ดังนี้วันที่ 31 สิงหาคม 2565 ได้อภิปรายขอให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาหนี้นอกระบบหรือที่ชาวบ้าน รู้จักกันดี คือ “เงินกู้ดอกเบี้ยโหด  ทั้งนี้ปัญหาหลักนั้นเกิดจากรัฐบาลปล่อยปะละเลย จึงทำให้พี่น้องประชาชนอดยาก ต้องทนทุกข์ทรมาน ถึงแม้ เจ้าหนี้นายทุน จะเรียกดอกเบี้ย ถึง 50 % ของเงินกู้ ก็ยังต้องยอม เพื่อให้รอดพ้นจากความทุกข์เป็นวันๆ ไป 

อีกทั้งยังวอนให้ รัฐบาลเร่งศึกษาหาทางแก้ไขแชร์ลูกโซ่ ที่เกิดจากการอยากได้เงินไปประทั่งชีวิต โรงเห็ดทิพย์  ที่ผบก.สอท.3 จนท.ตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และชุดสืบสวน สภ.เมืองสกลนคร นำหมายศาล จ.สกลนคร เข้าตรวจสอบ บริษัทลงทุนฟาร์มเห็ดแห่งหนึ่งที่ อ.เมือง จ.สกลนคร ในเขตพื้นที่มีพี่น้องผู้เสียหาย เกือบ 2 พันราย มูลค่าความเสียหายกว่า 1,200 ล้านบาท ทั้งในตัวจังหวัดสกลนคร และจังหวัดต่างๆ 

ทั้งนี้เกิดจากระบบการสื่อสารที่โฆษณาไปเต็มพื้นที่ออนไลน์ พี่น้องประชาชนอยากมีเงินก็หลงเชื่อ  การทำงานแบบนี้ เป็นการทำงานที่ไร้ประสิทธิภาพของระยบบริหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงดิจิตอล ที่ทำอะไรกันอยู่  เร่งรีบในการป้องกันด่วน ครับ ก่อนที่จะสูญเสียไปมากว่า นี้  

 


วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2565

"เพื่อไทย" จี้ "บิ๊กป้อม" เร่งแก้หนี้ "ใน-นอก" ระบบให้ตรงจุด

วันพุธที่ 31 สิงหาคม 2565 นางมนพร เจริญศรี ส.ส.นครพนม ในฐานะรองเลขาธิการ พรรคเพื่อไทยเปิดเผยว่า อยากฝากไปยังพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ รักษาการนายกรัฐมนตรี ลงมาแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด รวม ไปถึงการออกมาตรการลดต้นทุนการเกษตรอย่างจริงใจ เพราะต้นทุนทางการเกษตกรเพิ่มสูงมากขึ้น ทั้งน้ำมันแพง ปรับค่าไฟฟ้า ปุ๋ยยูเรียราคาเพิ่มขึ้น 4 เท่าจาก 400 เป็น 1,800 บาทต่อกระสอบ ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นหลายเท่าตัว แต่ราคาสินค้าเกษตรลดลง ส่งผลให้เกษตรกรไม่มีเงินทำการเกษตรต่อ เพราะยิ่งทำยิ่งเป็นหนี้ 

"รัฐบาลควรที่จะหาทางด้านการลดต้นทุนการเกษตรรวมทั้งหามาตรการที่จะช่วยลดภาระให้เกษตรกร ไม่ควรอ้างว่าทำไม่ได้ เพราะรัฐบาลมีเครื่องมือมากมาย แต่ทำไม่เป็น ทำให้ประชาชนลำบาก รวมทั้งเมื่อรายได้ไม่พอรายจ่าย ประชาชนต้องการหาเงิน จึงเป็นต้นกำเนิดแห่งอาชญากรรมตามมาทั้ง ยาเสพติด แก๊งค์ทวงหนี้นอกระบบหรือแก๊งค์หมวกกันน็อก โจรลักขโมย ปล้นทรัพย์ ที่เติบโตขึ้นตามระบบเศรษฐกิจที่ล่มสลาย หากรัฐไม่ทำอะไร จะส่งผลให้ซ้ำเติมความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างแน่นอน" นางมนพร กล่าว


ส.ก.เพื่อไทยปลื้ม! ร่วม "ชัชชาติ" ดันนโยบายชุมชนเข้มแข็งตามแนวพอเพียงสำเร็จ

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม 2565 นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด ประธานคณะกรรมการประสานงานด้านการเมืองพื้นที่กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายดนุพร ปุณณกันต์ คณะกรรมการประสานงานด้านการเมืองพื้นที่กรุงเทพมหานคร น.ส.นฤนันท์มนต์ ห่วงทรัพย์ ส.ก.เขตคลองสามวา และโฆษกสภา กทม. ร่วมกันแถลงถึงความคืบหน้าและการติดตามนโยบายที่คณะ ส.ก.พรรคเพื่อไทยผลักดัน


นางพวงเพ็ชร กล่าวว่า หลังจากพี่น้องประชาชน กทม. มอบความไว้วางใจให้ ส.ก.ของพรรคเพื่อไทย มาทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน เราจะพยายามผลักดันนโยบายต่างๆ ที่เราเคยหาเสียงไว้กับพี่น้องประชาชน และในอนาคตจะมีการเลือกตั้ง ส.ส.พรรคเพื่อไทย พร้อมทุกอย่างที่จะเป็นทางออกในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและแก้ไขวิกฤติของประเทศ โดยพรรคเพื่อไทยยึดมั่นมาตลอดว่าทุกนโยบายเราทำเพื่อพี่น้องประชาชน และทุกนโยบายที่เรานำเสนอไปสามารถทำได้จริงตามสโลแกน พรรคเพื่อไทยหัวใจคือประชาชน


ขณะที่ น.ส.นฤนันท์มนต์ กล่าวเสริมว่า ส.ก.ของพรรคเพื่อไทย เดินหน้าผลักดันนโยบายร่วมกับ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) โดยเฉพาะนโยบายกองทุนพัฒนาชุมชน 2 แสนบาท ที่ทีม ส.ก.จากพรรคเพื่อไทย ผลักดันจนทำให้โครงการนี้เกิดขึ้นสำเร็จ ภายใต้ชื่อที่เปลี่ยนใหม่ว่า "โครงการชุมชนเข้มแข็งพัฒนาตนเองตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งจะเกิดขึ้นในปีงบประมาณ 2566 เป็นการจัดสรรงบประมาณจำนวน 200,000 บาท ให้ 2,016 ชุมชนทั่ว กทม. ซึ่งจะคิกออฟในเดือน ต.ค.นี้


ไม่ใช่เพียงเท่านั้น ทีม ส.ก.พรรคเพื่อไทย จะเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อต่อยอดนโยบายให้คน กทม. ที่ไม่ใช่เพียงชุมชนต่อไป นอกจากนี้ ยังมีนโยบาย 437 สถานศึกษาเพื่อการศึกษาและการสร้างรายได้ ซึ่งมีการผลักดันเรียบร้อยแล้ว และจะทำให้เกิดขึ้นในปี 2566 ภายใต้ชื่อโครงการ "ฝึกอบรมวิชาชีพ 1 เขต 1 โรงเรียน" เป็นการกระจายความรู้และรายได้ให้พี่น้องประชาชนในเขต กทม. ทั้งการฝึกอาชีพ ฝึกการสร้างรายได้ ทั้งระบบออฟไลน์ และออนไลน์


วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2565

"เพื่อไทย" แนะรัฐบาลทำนโยบายให้ตรงปก เปิดลงทะเบียนบัตรคนจนรอบใหม่อย่าหวังแค่หาเสียง

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม 2565   นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงสถานการณ์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยในขณะนี้ว่า หากพรรคเพื่อไทยบริหารประเทศ ทุกวันนี้เราจะเร่งสร้างรายได้ ลดรายจ่าย และขยายโอกาสให้ประชาชน เรามีนโยบายที่พร้อมจะเปิดตัวทยอยสื่อสารกับประชาชน มั่นใจได้ว่าทุกนโยบายทำได้จริง เพราะการคิดอย่างรอบคอบและสร้างสรรค์ก่อนทำเป็นนโยบายหาเสียง และทำให้ได้ตามที่สัญญากับประชาชนไว้ คือสิ่งที่เรายึดมั่นและได้รับการยอมรับจากประชาชนมาโดยตลอด

 https://www.banmuang.co.th/news/politic/293987

เพลง: น้ำท่วมเดือนเก้า

เพลง: น้ำท่วมเดือนเก้า  [เกริ่น – เสียงกีตาร์โปร่ง] โอ้...เดือนเก้าเอ๋ย เดือนเก้าปีนี้ ฟ้าร้องอีกที พี่ใจไม่ดีเลยหนา ฝนตกทีไร น้ำตาพี่ไหลอ...