วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2562

แห่ไหว้'องค์พ่อสำเร็จ'โรงเจดังบ้านแพ้ว เศรษฐีแอบมาขอความมั่งคั่ง-ร่ำรวย




ถ้าพูดถึงสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีประชาชนเดินทางไปกราบไหว้ขอพรมากที่สุดตอนนี้ คงต้องยกให้พ่อสำเร็จ ที่ตั้งอยู่ที่โรงเจไท้เอ็กตั๊ว อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เนื่องจากผู้คนจากทุกสารทิศเดินทางไปขอพรกันอย่างไม่ขาดสาย 

ผู้คนที่มาขอพร”พ่อสำเร็จ”ส่วนใหญ่ จะเป็นคนหลากหลายอาชีพ ไม่ว่าจะข้าราชการ คนทำธุรกิจการค้าการขาย พนักงานห้างร้านบริษัทต่างๆ นิสิตนักศึกษา 

ประชาชนส่วนใหญ่จะมาขอพรเกี่ยวกับเรื่องการงาน การเงิน โชคลาภ เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ธุรกิจการค้าการขายให้ร่ำรวย ซึ่งก็จะทำให้มีความสำเร็จ มีชัยชนะอุปสรรค์กันเกือบทุกคน จนเป็นที่กล่าวขวัญว่า “หากชีวิตติดขัด ไม่สมหวัง เรื่องงาน เรื่องเงิน โชคลาภ ต้องมากราบขอพรพ่อสำเร็จ”




นอกจากโรงเจไท้เอ็กตั๊ว จะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คือ ”พ่อสำเร็จ” ที่ประชาชนเคารพและศรัทธาแล้ว ยังมีสิ่งศักดิ์อีกหลายอย่าง อาทิ เจ้าพ่อกวนอูที่สูงที่สุดในประเทศไทย เจ้าแม่กวนอิม พระแม่ธรณี ฮกลกซิ้ว ประดิษฐานอยู่ด้วย และเคล็ดลับสุดยอดของผู้ที่มากราบไหว้เจ้าพ่อสำเร็จ คือจะนำดวงของตัวเอง และคนในครอบครัวมาฝากดวงกับพ่อสำเร็จ เหตุที่ทำอย่างนี้ หลายคนบอกทำแล้วได้ผลดี ส่งผลให้ชีวิตมีความสำเร็จ ความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน มีโชคมีลาภ ตลอดไป



     
และจากการสอบถาม คุณอนุสรณ์ ตั้งนาวาดี และคุณวิทยา(เฮียหลี) ผู้ดูแลโรงเจไท้เอ็กตั๊ว เปิดเผยว่า “ประชาชนส่วนใหญ่ที่มากราบไหว้ขอพรพ่อสำเร็จ จะเป็นคนทุกระดับชั้น ทั้งเจ้าขุนบุญนาย คนทำธุรกิจการค้าการขาย พนักงานห้างร้านบริษัทต่างๆ รวมถึงนิสิตนักศึกษา จะมาขอพรให้สิ่งที่กำลังทำอยู่และสิ่งที่ต้องการ ให้สำเร็จ และชนะอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวง เหมือนกับเป็นการเพิ่มกำลังใจให้ตัวเอง ให้มีความมั่นใจ มุมานะมากขึ้นนั่นเอง โดยแต่ล่ะวันจะมีประชาชนหลั่งไหลมาขอพร และฝากดวงกับพ่อสำเร็จกันอย่างมากมาย” 
   


โดยทางศาลเจ้าพ่อสำเร็จ โรงเจไท้เอ็กตั๊ว อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ยังมีห้องพักสำหรับประชาชนที่มาปฎิบัติธรรม ถือศีลกินเจ มากกว่า60ห้อง ที่สำคัญที่สุดคือ พักฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น โรงเจไท้เอ็กตั๊วเปิดทุกวัน แต่ไม่อยากรอนานในการขอพรกับพ่อสำเร็จ แนะนำให้มาวันธรรมดาครับ ท่านใดจะเดินทางมากราบขอพรพ่อสำเร็จ ก็สอบถามข้อมูลได้ที่ 063-2964656 หรือกดลิ้งค์ได้ที่ ศาลเจ้าพ่อสำเร็จ โรงเจไท้เอ็กตั๊ว https://www.facebook.com/446445542096183/posts/2348415378565847/

แน่นห้อง!ดร.พระธรรมโมลี เปิดโสเหล่...เสวนาวิชาการเรื่องAI



วันที่ 31 มกราคม 2562 ที่หอประชุมอาคารพระพรหมบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) วิทยาเขตสุรินทร์ พระธรรมโมลี,ดร. รองอธิการบดี วิทยาเขตสุรินทร์  เป็นองค์ประธานและบรรยายนำในการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร “โสเหล่...เสวนาวิชาการ” เรื่อง “ปัญญาประดิษฐ์ คิดแบบมนุษย์ได้แค่ไหน...?” ที่สาขาวิชาพระพุทธศาสนา หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา และหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา จัดขึ้นโดยมีผู้บริหาร คณาจารย์ และนิสิตเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

ศ.ดร.นิคม ลนขุนทด หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ที่มีหลักปรัชญาชีวิตของวิทยากร “หากคุณชื่อว่า ทำไม่ได้ สิ่งที่ผิดพลาดที่สุด คือ “คุณทำไม่ได้”ปาฐกถา หัวข้อ “AI: ปัญญาประดิษฐ์คืออะไร?” 





ต่อจากนั้นเป็นกิจกรรมโสเหล่เสวนา “AI : ปัญญาประดิษฐ์คิดแทนมนุษย์ได้แค่ไหน”  โดยผู้ร่วมโสเหล่เสวนา ประกอบด้วย พระครูศรีปัญญาวิกรม,ผศ.ดร. รอง.ผอ.วิทยาลัยสงฆ์บุรีรัมย์  พระครูปริยัติกิจธำรง  รองเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์  พระมหายุทธพิชาญ โยธสาสโน ประธานหลักสูตร รปศ.  นายวิทยากร  โสวัตรนักเขียนนักคิดอิสระ ดำเนินรายการโดย ดร.ธนรัฐ สะอาดเอี่ยม อาจารย์ประจำหลักสูตร พธ.ม. วิทยาเขตสุรินทร์  การนำเสนอมีความน่าสนใจ ชวนให้ติดตาม  เนื้อหาสาระเข้มข้น ตรงประเด็น หลากหลายมุมมอง 


เป็นการโสเหล่เสวนาเชิงวิชาการที่สร้างบรรยากาศสนุกสนานเพลิดเพลินอย่างมีสาระ นับเป็นกิจกรรมที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง  กิจกรรมดังกล่าว ได้รับความร่วมมือจากบุคคลหลายฝ่ายในสาขาวิชาพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารคณาจารย์นิสิต นอกเหนือจากร่วมคิดวางแผนและช่วยกันจัดเตรียมความพร้อมของกิจกรรมแล้ว ยังช่วยกันแบ่งเบางบประมาณ สนับสนุนด้านอาหารและค่าตอบแทนวิทยากร จนกระทั่งเวลาประมาณ ๑๕.๔๕  น. ปิดกิจกรรมอย่างเรียบง่าย โดยพระปลัดวัชระ วชิรญาโณ ผู้อำนวยการสำนักวิชาการ  กล่าวขอบคุณคณะทำงาน วิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิ ตลอดถึงผู้ที่มาร่วมกิจกรรม และนำบูชาพระรัตนตรัย เสร็จพิธีโดยสมบูรณ์

วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2562

แสงประทีปหมื่นดวงสว่างไสวอนุสรณ์สถานหลวงพ่อสด




แสงประทีปธรรมแห่งกตัญญูบูชานับหมื่นดวงสว่างไสว ณ สถานที่ตั้งมโนปณิธานบวชตลอดชีวิตของหลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ อนุสรณ์สถานฯ ลำดับที่ 2 ในเส้นทางพระผู้ปราบมาร 



วันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2562 เวลา 17.00 น.ที่ผ่านมา ณ อนุสรณ์สถานลำดับที่ 2 ในเส้นทางพระผู้ปราบมาร “สถานที่ตั้งมโนปณิธานบวชตลอดชีวิต” ของพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย พระผู้ปราบมาร ซึ่งตั้งอยู่บนแผ่นดินริมคลองบางนางแท่น ตำบลทรงคนอง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม คณะพระธรรมยาตรา จำนวน 1,135 รูป พร้อมด้วยประชาชนในพื้นที่ และคณะศิษยานุศิษย์ฯ จำนวนมาก ได้พร้อมเพรียงกันสั่งสมบุญปฏิบัติบูชาแด่พระรัตนตรัย ด้วยการจุดประทีปเพื่อน้อมถวายเป็นพุทธบูชา และกตัญญูบูชาแด่มหาปูชนียาจารย์ฯ โดยได้รับความเมตตาจากพระเดชพระคุณพระราชเมธี รองเจ้าคณะภาค 8 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร กรุงเทพฯ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และได้รับเกียรติจากคุณยงยุทธ สวนทอง นายอำเภอสามพราน เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พิธีกรรมเริ่มต้นด้วยการกราบบูชาพระรัตนตรัย อาราธนาศีล ฟังโอวาทจากประธานสงฆ์ จุดประทีปธรรมฯ ปฏิบัติธรรม อธิษฐานจิตแผ่เมตตา และเจริญพระพุทธมนต์บทธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสงบ ร่มเย็น และสว่างไสว อันนำมาสู่ความปลื้มปีติใจของผู้เข้าร่วมงานฯ

นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย และผู้ประสานงานโครงการฯ กล่าวว่า “ในวันนี้ นับเป็นวาระมหามงคลอีกครั้งหนึ่ง ที่ได้จัดให้มีงานบุญพิธีฯ เพื่อน้อมถวายเป็นพุทธบูชา และกตัญญูบูชาแด่มหาปูชนียาจารย์ ณ อนุสรณ์สถานฯ คลองบางนางแท่น ซึ่งในปัจจุบันคณะศิษยานุศิษย์ของหลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ และผู้มีจิตศรัทธา ได้ร่วมกันสร้างมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ขึ้น บนแผ่นดินอันเป็นมงคลริมคลองบางนางแท่น อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม แห่งนี้ โดยเมื่อสร้างมหาวิหารฯ แล้วเสร็จ และเป็นเวลาที่เหมาะสม จะได้ร่วมกันอัญเชิญรูปหล่อทองคำของพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ มาประดิษฐานไว้ให้เป็นอนุสรณ์แห่งการตั้งมโนปณิธานของพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ขณะล่องเรือค้าข้าวในคลองแห่งนี้ เมื่อครั้งอายุเพียง 19 ปี ว่า ถ้าบวชแล้วไม่สึกจนตลอดชีวิต ตลอดจนเพื่อให้อนุชนรุ่นหลังที่ได้มีโอกาสมากราบสักการะรูปหล่อทองคำฯ และศึกษาประวัติชีวิตอันงดงามของพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ได้เกิดแรงบันดาลใจในการประพฤติปฏิบัติธรรม จนกระทั่งสามารถเป็น กัลยาณมิตรให้แก่ตนเอง และนำพาชาวโลกทั้งหลายให้ได้พบความสุข และเข้าถึงสรณะที่แท้จริง อันจะเป็นทางมาของสันติภาพโลกผ่านสันติสุขภายใน ไปอีกนานนับพันปี”

สำหรับโครงการธรรมยาตราฯ ปีที่ 7 นั้น เป็นงานบุญเสริมสิริมงคลให้ชีวิตต้อนรับศักราชใหม่ สร้างบุญใหญ่ให้แผ่นดิน จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 2-31 มกราคม พ.ศ. 2562 ดำเนินงานโดยเครือข่ายคณะศิษยานศิษย์วัดพระธรรมกายทั่วโลก ร่วมกับ องค์กรพุทธโลก (พล) ชมรมรักษ์บวร รักษ์ศีล 5 ปทุมธานีฯ วัดพระธรรมกาย และองค์กรภาคีเครือข่าย “บวร” ในพื้นที่ดำเนินงาน 6 จังหวัด ประกอบด้วย พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร จำนวนกว่า 20 องค์กร โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อน้อมถวายเป็นพุทธบูชา และบูชาธรรมมหาปูชนียาจารย์ ด้วยกิจกรรม "รักษ์บวร รักษ์ศีล 5" เปิดโอกาสให้คณะสงฆ์ เยาวชน และประชาชน ได้ร่วมทำกิจกรรมธรรมยาตรา ถวายสังฆทาน สวดมนต์ ปฏิบัติธรรม ส่งเสริมศีลธรรม รู้รักสามัคคี ฟื้นฟูวัฒนธรรมชาวพุทธให้กลับคืนสู่บ้าน วัด โรงเรียน อย่างยั่งยืน ฝึกให้มีความอ่อนน้อมถ่อมตนตามหลักธรรมอปจายนมัย ทำให้สังคมไทยสงบสุข ยั่งยืนด้วยบารมีธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของโครงการฯ ได้ทางเว็บไซต์ www.gbnus.com หรือติดต่อทาง Call Center หมายเลข 02-831-1234

ทั้งนี้ ขอเรียนเชิญพุทธศาสนิกชน ร่วมกิจกรรมวันปิดโครงการฯ พิธีโปรยกลีบดอกเบญจทรัพย์และดอกทรัพย์บานชื่นถวายการต้อนรับคณะพระธรรมยาตรา 1,135 รูป เข้าสู่อนุสรณ์สถานลำดับที่ 7 “สถานที่ขยายวิชชาธรรมกาย” ในเส้นทางพระผู้ปราบมาร มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย วัดพระธรรมกาย ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ในวันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2562 เวลา 15.00 น. พร้อมร่วมสั่งสมบุญในพิธีจุดประทีปถวายเป็นพุทธบูชา และกตัญญูบูชาแด่มหาปูชนียาจารย์ ในวันเดียวกัน เวลา 18.00 น. ณ พระมหาธรรมกายเจดีย์ พระมหาเจดีย์พระพุทธเจ้าล้านพระองค์ โดยพร้อมเพรียงกัน

หนุนพระสงฆ์ศึกษาทักษะการสื่อสารการโค้ชแนวพุทธ




วันที่ 31 ม.ค.2562 เพจคิลานธรรม ได้โพสต์ว่า มูลนิธิจิตตาภิวัฒน์วิชชาลัย (Mind Coach Froundation) สนับสนุนส่งเสริมให้พระสงฆ์ได้ศึกษา

ทักษะการสื่อสาร

การโค้ช

ตามแนวพุทธ


 ในมายด์โค้ช รุ่นที่ 1 เรียนในกรุงเทพมหานคร 10 วัน และฝึกฝนอย่างเข้มข้นที่ไร่เชิญตะวัน อีก 3 วัน และได้รับวุฒิบัตรจาก พระอาจารย์ ว. วชิรเมธี 

AI กำลังจะกลายเป็นผู้ตัดสินคน จากการแสดงท่าทาง

AI กำลังจะกลายเป็นผู้ตัดสินคน จากการแสดงท่าทาง
by Phongsak, 30 มกราคม 2562
หากยังจำกันได้ว่ามีช่วงเวลาหนึ่งที่มีข่าวเกี่ยวกับพนักงานที่ทำงานด้านการขนส่ง ไม่ใส่ใจต่อสินค้าของลูกค้า โดยมักจะทำการโยนของหรือขนย้ายด้วยวิธีที่ไม่เหมาะสม อีกไม่นาน AI จะเข้ามามีบทบาทในการตัดสินและให้คะแนนความประพฤติเหล่านี้

โซลูชั่นทางด้าน Logistic นี้เป็นการนำเอาภาพจากกล้องวงจรปิดที่มีการใช้งานกันทั่วไป แล้วทำการส่งภาพที่ได้เข้าไปใน AI ที่ทำงานอยู่ในระบบคลาวน์ของหัวเว่ย เพียงเท่านี้ระบบ AI ก็จะทำการตัดสินว่าท่าทางที่พนักงานกำลังทำกับสินค้านั้น เป็นท่าทางที่ปกติหรือเป็นท่าทางที่ผิดกฎ
ระบบนนี้จะทำการเตือนและแจ้งระดับความรุนแรงของพนักงานที่ทำการเคลื่อนย้ายสินค้า อย่างเช่นหากพนักงานทำการโยนของด้วยระดับที่สูงเกินไป แรงเกินไป AI ที่มีการฝึกฝนมาแล้วว่าท่าทางแบบไหนของคนที่แสดงถึงความรุนแรงและก้าวร้าว จะสามารถทำการแจ้งเตือนและทำการบันทึกข้อมูลของพนักงานคนนั้นได้ทันที

คราวนี้ใครทำตัวไม่ดีบ่อยๆ ก็จะมีแต้มที่ถูกสะสมเอาไว้แสดงผลออกมาเมื่อต้องทำการประเมิณ นี่อาจจะเป็นทางเลือกในอนาคต เพื่อควบคุมคุณภาพของงานบริการด้านการขนส่ง อีกหน่อยความเสียหายของสินค้าก็น่าจะลดลงไปด้วย ระบบแบบนี้น่าจะเอาไปใช้กันเยอะๆ สินค้าของพวกเราจะได้เสียหายกันน้อยลง
https://www.smartsme.co.th/content/215889?fbclid=IwAR0ke7ODcuRw86SS0BDhrBekt41l0HwFlK3LdNVppWSvfn1pDJLaiCm04p0

วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2562

รองนายกฯลงใต้กราบร่างพระครูประโชติรัตนานุรักษ์



วันพุธ ที่ 30 ม.ค.2562 เพจ สำนักงาน คปต.ส่วนหน้าได้โพสต์ข้อความว่า พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมคณะได้ลงพื้นที่อำเภอสุไหงปาดี จ.นราธิวาส โดยมีนายเอกรัฐ หลีเส็น ผู้ว่าราชการจังหวัดให้การต้อนรับ เพื่อกราบนมัสการร่างพระครูประโชติรัตนานุรักษ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดรัตนานุภาพ อดีตเจ้าคณะอำเภอสุไหงปาดี และร่างพระสมุห์อรรพรขุน อำไพ และถวายของให้แก่วัดรัตนานุภาพและวัดใกล้เคียง 8 วัด และ มอบของให้แก่โรงเรียนในพื้นที่รอบวัด


โจรลักพระพุทธรูปวัดรวกสุทธารามหายเงียบพระเตรียมอาวุธป้อง

    

วันที่ 30 ม.ค.2562 เฟซบุ๊ก Metha Bhavanasarapundit ได้โพสต์ข้อความว่า "กรุงเทพฯ เมืองหลวงของประเทศไทย เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร แจ้งตำรวจแล้ว ไม่มีการดำเนินการใดๆ ต้องการทราบจากผู้รู้ว่าต้องร้องเรียนที่ไหน จึงจะเกาถูกที่คัน 

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2562 เวลาประมาณ 11.00 น.(กลางวันแสกๆ) กุฏิวัดรวกสุทธาราม แขวงบางขุนศรี เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ได้ถูกขโมยตัดกุญแจและงัดห้อง ประตูเสียหาย ตรวจสอบแล้วพบว่า มีพระพุทธรูป ชื่อว่า พระสุวรรณภูมิสิริโชค ภปร หน้าตัก 9 นิ้ว สร้างโดย บริษัทการบินไทย จำกัด หายไปจากโต๊ะหมู่บูชา รวมทรัพย์สินอื่นบางรายการ (ตำรวจท้องที่มาดูแล้ว แนะนำให้ไปแจ้งความและควรระมัดระวังช่วยกันดูแลทรัพย์สินกันเอง ทั้งที่ก่อนหน้านี้หลายสัปดาห์ เกิดเหตุการณ์

1.ศาลาบำเพ็ญกุศล ถูกงัดหน้าต่าง ทรัพย์สินหลายรายการของทางวัดหายไป(แจ้งความแล้ว)  2.ศาลาการเปรียญ ถูกงัดประตูหน้าต่าง พระพุทธรูปบูชา หลายองค์หายไป (แจ้งความแล้ว) 

ปัจจุบัน พระเณรเดินออกนอกวัดนอกกุฏิเกิดความกังวล รู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ติดตามตอนไปว่า กุฏิพระ โบสถ์หรือวิหาร ใครจะเป็นรายต่อไป
แต่ข้าพเจ้าได้ถวายคำแนะนำพระเณรในวัดว่า ให้เตรียมอาวุธของพระไว้ คือการแผ่เมตตา ดีที่สุด เจริญพร"



รองเจ้าคณะกทม.นำนิสิตป.โท'มจร' ปฏิบัติวิปัสสนาเข้ม๗เดือนเมียนมา



รองเจ้าคณะกทม.นำนิสิตหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาวิปัสสนาภาวนา 'มจร' วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส  ฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเข้มข้นต่อเนื่องติดต่อกัน ๗ เดือนที่ประเทศเมียนมา



เมื่อ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๒  ผู้สื่อข่าวรายงานจากประเทศสหภาพเมียนมาว่า  พระเทพสุวรรณเมธี ดร. รองเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และผู้อำนวยการหลักสูตรบัณฑิตศึกษา  มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส นครปฐม ได้รับบัญชามอบหมายจากสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ ประธานกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ รองอธิการบดี มจร วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส นครปฐม ให้นำนิสิตหลักสูตรปริญญาโท เข้าฝึกกรรมฐานเพิ่มพูนประสบการณ์ ด้านการถามตอบสอบอารมณ์ และการเผยแผ่ในระดับนานาชาติ ณ สำนักวิปัสสนามหาสี สาสนเยกต่า กรุงย่างกุ้ง สหภาพเมียนมา 

พระเทพสุวรรณเมธี กล่าวความเป็นมาโครงการและหลักสูตรว่า  มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส นครปฐม  ได้จัดทำหลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิปัสสนาภาวนา ซึ่งเป็นหลักสูตรที่เน้นการปฏิบัติ โดยมีข้อกำหนดว่า เมื่อนิสิตศึกษาครบหน่วยกิตการเรียน ๓ ภาคการศึกษาแล้ว จะต้องเข้าปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาติดต่อกันเป็นเวลา ๗ เดือน จึงจะมีสิทธิ์เสนอสอบวิทยานิพนธ์หรือสารนิพนธ์ โดยวิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส นครปฐม เปิดการเรียนการสอนหลักสูตรนี้ เพียงแห่งเดียว ตั้งแต่ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๔๘ เป็นต้นมา มีผู้เข้าศึกษาตั้งแต่ต้นมาจนถึง ๒๕๖๑ จำนวน ๑๔ รุ่น รวม  ๕๘๐ รูป/คน  มีผู้สำเร็จการศึกษาและรับปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิตแล้ว จำนวน ๓๘๔ รูป/คน”

พระเทพสุวรรณเมธี  กล่าวเสริมว่า “ปัจจุบัน เราตั้งปรัชญาแผนพัฒนาไว้ว่า บาลีปริยัติก้าวหน้า พระพุทธศาสนามั่นคง เสริมส่งวิปัสสนาสู่สากล ดังนั้น ในการจัดโครงการปฏิบัติกรรมฐานทุกรุ่นตั้งแต่เปิดการศึกษามา เจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ ได้ส่งนิสิตเข้าปฏิบัติเพิ่มพูนประสบการณ์อย่างเข้มข้น และเพื่อให้นิสิตมีศักยภาพเพียงพอในการเผยแผ่ระดับนานาชาติ ท่านได้จัดให้นิสิตปฏิบัติเข้มข้นต่อเนื่องในสำนักวิปัสสนาภาวนามหาสีสาสนเยกต่า ซึ่งเป็นสำนักกรรมฐานที่มีสาขากระจายทั่วโลกกว่า 500 สาขา โดยเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ อุปถัมภ์ค่าใช้จ่ายตลอดโครงการ”

รองศาสตราจารย์ ดร.เวทย์ บรรณกรกุล อาจารย์ประจำหลักสูตร ได้ติดตามการส่งมอบนิสิต เข้าปฏิบัติกรรมฐาน เพิ่มพูนประสบการณ์ ณ ประเทศเมียนมาร์ ครั้งนี้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ปัจจุบันมีผู้อยู่ระหว่างศึกษารายวิชาในชั้นเรียน จำนวน ๑๘ รูป/คน มีผู้อยู่ระหว่างการดำเนินการจัดทำและเสนอขอสอบวิทยานิพนธ์หรือสารนิพนธ์ จำนวน ๔๒ รูป/คน และมีผู้อยู่ระหว่างเข้าปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาติดต่อกัน ๗ เดือน ตั้งแต่วันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ ถึงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๒ จำนวน ๒๓ รูป/คน แบ่งเป็นพระภิกษุ ๒๐ รูป ภิกษุณีมหายานชาวจีน ๑ รูป แม่ชี ๑ ท่าน คฤหัสถ์ชาย ๑ คน”

สำหรับปีการศึกษา ๒๕๖๑ รุ่นที่ ๑๓ ซึ่งอยู่ระหว่างการปฏิบัติกรรมฐาน ๗ เดือน ได้แบ่งเป็น ๓ ระยะ ดังนี้  ระยะที่ ๑ ปฏิบัติเป็นเวลา ๔ เดือน ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรม “ธรรมโมลี” ตำบลหนองน้ำแดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างวันที่ ๒๘ กรกฎาคม – ๒๘ ตุลาคม ๒๕๖๑ มีพระราวินธะสยาดอสำนักมหาสีสาสนเยกต่า เป็นพระวิปัสสนาจารย์

ระยะที่ ๒ ปฏิบัติและถือธุดงควัตรเป็นเวลา ๒ เดือน ณ สำนักปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา “วัดนาหลวง” ตำบลคำด้วง อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ระหว่างวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ – ๒๔ มกราคม ๒๕๖๒ มีพระราชสิทธาจารย์และพระภาวนาธรรมาภินันท์เป็นพระวิปัสสนาจารย์  ระยะที่ ๓ ปฏิบัติเป็นเวลา ๑ เดือน ณ สำนักปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา “มหาสีสาสนเยกต้า” กรุงย่างกุ้ง ประเทศสหภาพเมียนมาร์ ระหว่างวันที่ ๒๙ มกราคม – ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์การปฏิบัติ การถาม-ตอบสอบอารมณ์และการเผยแผ่วิปัสสนาภาวนาในระดับนานาชาติ เพื่อเสริมส่งวิปัสสนาสู่สากล รวมตลอดโครงการเป็นระยะเวลา ๗ เดือนตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร”

ทั้งนี้ผู้สนใจเข้าศึกษาหลักสูตรนี้ ติดต่อ : รองศาสตราจารย์ ดร.เวทย์ บรรณกรกุล  ดร.สุพิชฌาย์ พรพิชณรงค์ โทร ๐๘๕-๖๖๖๔๕๒๔

'ปาฏิหาริย์ บารมีหลวงพ่อคูณ' ช่วยทหาร EOD3จว.แดนใต้





 พิธีพุทธาภิเกษวาระแรก ณ. อุโบสถ วัดบ้านไร่ วันมาฆบูชาที่ ๑๔  ก.พ. ๒๕๕๗ รายนามคณาจารย์ที่ร่วมพิธีปลุกเสก

เหรียญหลวงพ่อคูณ รุ่นปาฏิหาริย์ EOD เนื้อมหาชนวน  สร้างเพื่อแจกทหาร จึงได้ย้อนกลับมาช่วยชาติ ช่วยชีวิต ของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่อย่างแท้จริง เรื่องราวดีๆที่เคยเกิดขึ้น เล่าเหตุการณ์ประสบการณ์จริง 



เรื่องเล่าเรื่องจริง บารมีพระเทพวิทยาคม หรือ หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ทำให้มีปาฏิหาริย์ เกิดขึ้นในเพียงชั่วค่ำคืนเดียว ศิษย์ช่วยกันระดมทุน โดยสามารถหาเงินได้เกือบ 6 แสนบาท จากต้นทางงานบุญ กองละ 2,000 บาท เพื่อซื้อแว่นตาป้องกันสะเก็ดระเบิดให้กับเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด EOD ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้



การสร้างเหรียญหลวงพ่อคูณ รุ่นปาฏิหาริย์ EOD เนื้อมหาชนวน เริ่มขึ้นเมื่อประมาณกลาง พ.ศ. 2557 โดยเริ่มจากทักข้อความพูดคุยในไลน์ ระหว่าง คุณเอก นราลัย กับคุณตุ้ม ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ อรม.เมืองนราธิวาส เกี่ยวกับเรื่องวัตถุมงคลหลวงพ่อคูณ รุ่นปาฏิหาริย์EOD ชุดแจกทหาร ที่นำไปมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดเก็บกู้ระเบิด "เหยี่ยวดง" จังหวัดนราธิวาส แล้วเกิดสะดุดในประโยคข้อความ "พี่กำลังคุยกับเพื่อนๆเพื่อขอแว่นตากันสะเก็ดระเบิดให้อยู่ค่ะ" 

ทุกข้อความ..ที่ไม่มองข้าม...ทำให้ปาฏิหาริย์เกิดขึ้น จากข้อความนี้..คุณเอกได้ส่งต่อให้ศิษย์หลวงพ่อคูณได้อ่าน เพียงต้องการสอบถามกับเจ้านาย พันเอกทวีศักดิ์ จันทราสินธุ์ ประธานจัดสร้างวัตถุมงคลหลวงพ่อคูณ รุ่นปาฏิหาริย์EOD (เพราะเจ้านายท่านเคยเป็นหัวหน้าชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ชุดอโณทัย จังหวัดปัตตานี) ว่าราคาเท่าไหร่ 

เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วัน เจ้าหน้าที่อรม.เมืองนราธิวาส ได้ส่งข้อความ และส่งรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับเรื่องของเจ้าหน้าที่ทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดอย่างรุนแรง  แต่เนื่องในวันนั้น เจ้าหน้าที่ทหารท่านนั้นได้ใส่แว่นกันสะเก็ดระเบิด ทำให้ดวงตาไม่เป็นอะไร แว่นที่ใช้วันนั้นเป็นแว่นตา ESS ซึ่งผ่านมาตรฐานกอง ทัพUSA  ราคาต่ออัน 1,950 บาท "ป้องกันดวงตาได้ เกินคุ้มค่า" 



ข้อความถูกส่งเข้ามาเป็นระยะ เพื่อขอให้ช่วยเป็นสะพานบุญให้กับเจ้าหน้าที่และในวันที่ 8 สิงหาคม เวลา 18.10 น. หลังจากสืบหาข้อมูลเรื่องแว่นตาที่ต้องการในราคานี้สามารถมีประสิทธิภาพป้องกันได้จริง 
สอบถามจำนวนที่ต้องการ คือ 

เจ้าหน้าตำรวจ EOD นราธิวาส 39 นาย และ เจ้าหน้าที่ทหาร นาวิกโยธิน EOD นราธิวาส จำนวน 45 นาย รวมทั้งสิ้น 84 นาย ซึ่งเป็นเป้าหมาย  คณะศิษย์หลวงพ่อคูณ ผู้จัดสร้าง รุ่นปาฏิหาริย์ EOD ไม่รอช้า...ภายในเวลา 2 ชั่วโมง ได้ประกาศงานบุญ เปิดรับบริจาค 2,000 บาท  เพื่อซื้อแว่นตากันสะเก็ดระเบิด ในไลน์กลุ่มเล็กๆที่ชื่อ "ข่าวสาร-ทีมEOD" ซึ่งมีสมาชิกกลุ่มไลน์เพียง 150 คน



ต้องการแค่จำนวน 84 กอง โดยที่ไม่ได้บอกว่า ของที่จะได้รับเป็นอะไร  เพียงแค่บอกว่า จะมีเป็นของที่ระลึกมอบให้ เป็นวัตถุมงคลหลวงพ่อคูณ วัตถุมงคลพระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ) รุ่นปาฏิหาริย์ EOD จัดสร้างขึ้นเมื่อปี2556 ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ การจัดสร้าง วัตถุมงคล หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ 

โดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อนำรายได้ถวายหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ จำนวน 20 ล้านบาท เพื่อซื้อที่ดินวัดบ้านไร่2 และ เพื่อมอบเป็นทุนในการก่อตั้ง กองทุนช่วยเหลือนักทำลายและเก็บกู้วัตถุระเบิด ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้  โดยหลวงพ่อคูณ เมตตาออกมาจุดเทียนชัยในพิธีพุทธาภิเษก ที่วัดบ้านไร่ จ.นครราชสีมา และเป็นรุ่นที่มีการรับรองขึ้นทะเบียนทำเนียบวัตถุมงคลหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ ของวัดบ้านไร่



สำหรับงานบุญซื้อแว่นตากันระเบิดในครั้งนั้น ทุกท่านร่วมบุญบริจาค 1 กอง จะได้รับ พระชุดหลวงพ่อคูณ ปาฏิหาริย์ EOD เนื้อมหาชนวน แจกทหาร ครบทั้ง 3 พิมพ์  เหรียญเสมา เหรียญไข่ครึ่งองค์ และรูปเหมือนปั้ม จัดสร้างเพียง พิมพ์ละ 999 องค์

“คืนเดียว 5 แสน ซื้อแว่นตากันระเบิด จำนวน 316 ชุด เพื่อทหาร ตำรวจEOD” “คืนเดียว 5 แสน ซื้อแว่นตากันระเบิด” จะได้รู้ที่มาของเงินทำบุญคืนเดียว 5 แสนบาท 

เช้าของวันที่ 9 สิงหาคม 2557 ทีมงานได้เช็คข้อความในไลน์กลุ่ม ปรากฎว่า ยอดเต็มแล้ว แต่ยังมีผู้ประสงค์ต้องการร่วมบุญอีกเป็นจำนวนมาก ทางทีมงาน EOD ได้ติดต่อ มาบอกให้ช่วย ประสานขอจำนวนเจ้าหน้าที่EODทุกหน่วย อีก 2 จังหวัด คือ จังหวัดยะลาและจังหวัดปัตตานี  สรุปการประสานชุด EOD เพิ่มมาได้อีก คือ จังหวัดยะลา ชุดตำรวจ"ศรชัย" จำนวน 29 นายจังหวัดปัตตานี ชุดตำรวจ"Xray" จำนวน 24 นาย, จังหวัดปัตตานี ชุดทหารEOD "อโณทัย" จำนวน 18 นาย, 

จังหวัดปัตตานี ชุด ศมว."วินิจ" จำนวน 36 นาย และ จังหวัดปัตตานี ชุดตำรวจตระเวนชายแดน ตชด. (รวม3จังหวัด) อีกจำนวน 32 นาย  รวมยอดเพิ่มเติมทั้งหมด 139 นาย (รวมเป็น 84+139=223 นาย) 

ในครั้งนั้นคณะศิษย์หลวงพ่อคูณ ได้เห็นในความตั้งใจของผู้ที่ประสงค์ที่ต้องการร่วมบุญ  จึงเปิดรับบริจาคต่อเพื่อให้ได้จำนวนแว่นตากันสะเก็ดระเบิดมากที่สุด แต่กำหนดเวลาปิดรับบริจาคในเวลา 18.00 น ของวันที่ 9 สิงหาคม 2557 

โดยเงินได้มาทั้งหมดจากการทำบุญจะจัดซื้อแว่นตากันสะเก็ดระเบิดให้หมด และมอบให้เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจหน่วยอื่นที่เกี่ยวข้องกับวัตถุระเบิดได้นำไปใช้  โดยเงินบริจาคทั้งหมดจะถูกกำหนด ให้โอนไปยังบัญชีผู้ประสานงานเจ้าหน้าที่ อรม.เมืองนราธิวาส เพราะบารมีหลวงพ่อคูณ ปาฏิหาริย์ช่วยทหารEOD ในสามจังหวัดชายแดนใต้ 

บารมีหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ ส่งผลมหัศจรรย์เป็นอย่างมาก  ใช้ในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง ยอดบริจาคเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 576,032 บาท  เหรียญหลวงพ่อคูณ รุ่นปาฏิหาริย์ EOD สร้างไว้แจกทหาร แต่ในวันนี้ กลับมาช่วยตำรวจ ทหาร EOD ในสามจังหวัดชายแดนใต้ มาถึงปลายทางสะพานบุญ ปาฏิหาริย์ หลวงพ่อคูณ 

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2557 มีการส่ง มอบแว่นตาป้องกันสะเก็ดระเบิดให้กับหน่วยงานแรกคือ ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิดหน่วย EOD  และชุดช่าง ฉก.นย.ทร. จำนวน 45 นาย โดยพลเรือโทศุภนิตย์ จูฑะพุทธิ หัวหน้าคณะทำงานที่3 จังหวัดนราธิวาส โครงการพระราชดำริฯ เป็นผู้ส่งมอบแว่นตาป้องกันสะเก็ดระเบิด มี น.อ.นพดล ฐิตวัฒนะสกุล ผบ.กรม ร3 พล.นย./ผบ.ฉก.นย.ทร./ผบ.ฉก.นย.ภต. เป็นผู้รับมอบ

วันที่ 23 ตุลาคม 2557 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการพิเศษ (นปพ.)  นราธิวาส หรือที่รู้จัก กันในนาม"เหยี่ยวดง 60" โดย พลโทอรรฐพร โบสุวรรณ เสนาธิการคณะทำงานโครงการ พระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ คณะที่ ๓ ชุดเดียวกับ หมวดแชน วีรบุรษชายแดนใต้ ที่หลายท่านรู้จัก  

สุดสุดท้ายที่ได้รับมอบตัวแทนเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ระเบิด EOD จากจังหวัดปัตตานี  ได้เข้าไปรับมอบแว่นตาป้องกันสะเก็ดระเบิดจากทางเจ้าหน้าที่ อรม. นราธิวาส มอบให้เจ้าหน้าที่EOD ทุกหน่วย ในพื้นที่ปฏิบัติงานในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้....



รายนาม คณาจารย์ร่วมนั่งปรก วัตถุมงคล "รุ่นปาฏิหาริย์ EOD2"

1. พระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ) วัดบ้านไร่ จ. นครราชสีมา
2. พระพุทไธศวรรย์วรคุณ (หลวงพ่อหวล ภูริภทฺโท) วัดพุทไธศวรรย์ จ. อยุธยา
3. พระนิโรธรักขิต (หลวงพ่อสุนทร ขนฺติโก) วัดท่าพระเจริญพรต จ. นครสวรรค์
4. พระครูอุปกิตสารคุณ (หลวงพ่อเสนห์) วัดพันสี จ. อุทัยธานี
5. พระครูพิศาลจริยาภิรม (พระมหาสุรศักดิ์) วัดประดู่พระอารามหลวง จ. สมุทรสงคราม
6. พระครูสุภัทรกาญจนกิจ (หลวงพ่อสนองชาติ) วัดเย็นสนิทธรรมาราม จ. กาญจนบุรี
7. พระครูวัชรวิหารคุณ (พระครูอุทัย) วัดวิหารสูง จ. พัทลุง
8. พระครูปลัดปิฏกวัฒน์ (หลวงพ่อจักษ์) วัดชุ้ง จ. สระบุรี
9. พระครูอดุลวิริยกิจ (หลวงพ่อเอื้อน) วัดวังแดงใต้ จ. อยุธยา
10. หลวงพ่อ แฉล้ม ฉันทวัณโณ วัดกระโดงทอง จ. อยุธยา
11. พระปลัดสราวุธ (อาจารย์ปืน) วัดลาดชะโด จ. อยุธยา
12. พระครูโกศลสุภกิจ (หลวงพ่อนงค์) วัดวังยาว จ. ประจวบศีรีขันธ์
13. พระครูประพัฒน์วรกิจ (หลวงพ่อซ่วน) วัดเขาแดง จ. ประจวบศีรีขันธ์
14. พระครูประทุมอรรถสุทร (หลวงพ่อโฉม) วัดตำหนัก จ. ปทุมธานี
15. พระครูปลัดมานิต ธมฺมธีโร วัดตึก จ. นนทบุรี
16. พระครูพิพัฒนานุกูล (หลวงพ่อเทียม) วัดใหม่อมตรส จ. กรุงเทพฯ
17. พระครูสรพาจน์โฆษิต (อาจารย์หนุ่ม) วัดบางแวก จ. กรุงเทพฯ
18. พระครูปลัดจารุวัช ธมฺมรกฺขิโต วัดคฤหบดีพระอารามหลวง จ. กรุงเทพฯ
19. พระอาจารย์สุรสิทธิ์ สุรสิทโธ วัดไทร จ. กรุงเทพฯ
20. พระครูพิทักษ์วีรธรรม (หลวงพ่อสืบ) วัดสิงห์ จ. นครปฐม

วันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2562

AI ไล่ล่าระบบราชการ ฟันธง 5 ปี ยึดงานแทนคน




หน่วยงานภาครัฐถือเป็นกลุ่มที่มีการปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีช้าสุด อย่างไรก็ตามด้วยแรงบีบจากประชาชน  และองค์กรธุรกิจ  จะเป็นตัวผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐต้องก้าวไปสู่การให้บริการด้านดิจิตอลมากขึ้น “ฐานเศรษฐกิจ” ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ถึงผลกระทบของปัญญา ประดิษฐ์ หรือ เอไอ (AI) ของระบบราชการ

5 ปี AIกระทบระบบราชการ

โดยนายปกรณ์ เชื่อว่าอีกไม่เกิน 5 ปีข้างหน้าจะเห็นผลกระทบของ AI ต่อระบบราชการมากขึ้น ซึ่งข้าราชการยุคใหม่จะเข้าใจกับเรื่องพวกนี้เพราะเขาโตมากับเทคโนโลยี ต่างจากขนาดข้าราชการยุคก่อนที่ไม่รู้ไม่เข้าใจไม่เอาเทคโนโลยี อย่างไรก็ตามเอไอจะไม่ทำให้ขนาดโครงสร้างของระบบราชการเล็กลงได้ในทันที เพราะบางงานยังต้องใช้คนในการทำงาน เชื่อว่าถ้านำเทคโนโลยีฉลาดมาใช้ ข้าราชการอาจจะมีจำนวนน้อยลง ไม่จำเป็นต้องตั้งกรมใหม่ ไม่ต้องเพิ่มจำนวนคน แต่จะมีความฉลาดมากขึ้นโดยใช้อุปกรณ์ แต่จะไม่มีทันที ไม่ใช่เข้ามาทำงานแทนคนแล้วปลดข้าราชการออกคงไม่ถึงขนาดนั้น แต่จะเป็นไปตามธรรมชาติ ค่อยเป็นค่อยไป ไม่เหมือนโรงงานผลิตรถยนต์ที่ไม่ต้องมีคนก็ได้

“สังคมบีบให้ราชการใช้เทคโนโลยีมากขึ้นเพราะสามารถซื้อของออนไลน์ จ่ายเงิน สามารถทำในโทรศัพท์มือถือได้ทั้งหมด เมื่อเอกชนเป็นแบบนั้นประชาชนก็คาดหวังภาครัฐแบบนั้นเช่นกัน ถามว่าทุกหน่วยพยายามหรือไม่ ตอบได้เลยว่าพยายาม”


ปกรณ์ นิลประพันธ์



เลขาธิการก.พ.ร. กล่าวอีกว่า งานราชการที่ยังต้องใช้กำลังคน คืองานด้านบริการ งานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์หรือครีเอทีฟ การติดต่อประสานงาน งานที่ต้องตัดสินใจ เช่น การวินิจฉัยโรค การว่าความด้านกฎหมาย ส่วนประเภทงานที่ใช้กำลังคนลดลงเรื่อยๆ คือ งานเดินเอกสาร งานการประมวลผล การคิดคำนวณ-สถิติ โดยเฉพาะในตำแหน่งบัญชี ยกตัวอย่างธนาคารที่ปิดสาขามากขึ้น เพราะใช้เอไอทำงานแทนได้แล้ว มีโมบายแบงกิ้ง ที่ทุกอย่างทำออนไลน์ได้หมด

แนะทักษะข้าราชการอนาคต

นายปกรณ์ กล่าวชี้ให้เห็นถึงทักษะของข้าราชการในอนาคตที่จะต้องมีคือ 1. มีความรู้เรื่องทางการเงิน หรือ Financial Literacy 2. ทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิตอล หรือ Digital Literacy ดังนั้น คนที่ทำงานอยู่กับกระดาษ เดินเอกสาร ประทับตราเอกสาร ที่ล้าสมัยมาก ที่ประเทศออสเตรเลียมีการปฏิรูประบบราชการใช้เวลาทด สอบเป็นปี ที่ทำให้ข้าราชการคนหนึ่งคนทำได้หมด ทั้งคิดได้ พิมพ์ได้และเดินไปส่งเอกสารได้ เช่นเดียวกับของเราตอนนี้ที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการส่งเอกสารแทนคน คนเดินเอกสารจึงน้อยลงไปเรื่อยๆ

“สำคัญคือผู้นำองค์กรต้องเป็นตัวอย่าง ถ้ายังเป็นผู้นำอนาล็อกอยู่ก็ช่วยไม่ได้ ถ้าไม่เข้าใจว่าเราอาศัยในโลกของคนรุ่นใหม่ โลกของไอทีที่เราไม่รู้จัก ถ้าเราเป็นคนโลกอนาล็อกที่อาศัยอยู่ในโลกไอที ถ้ายังไม่ปรับตัวไม่ทันจะยุ่ง และมีผลกระทบต่อระบบการทำงาน” นายปกรณ์ กล่าว

AI ช่วยแก้ปัญหาตรงจุด

เลขาธิการก.พ.ร. กล่าวถึงข้อดีของการใช้เอไอในระบบราชการว่า ถ้าระบบราชการเชื่อมโยงกันได้ทั้งหมด จะสามารถนำเอไอมาประกอบในการวิเคราะห์ หรือสังเคราะห์ข้อมูล แล้วจะทำให้เราสามารถให้บริการประชาชนได้ตรงกับความต้องการมากขึ้นได้ เร็ว สะดวกขึ้น ราคาถูกลง และไม่เหวี่ยงแหเหมือนแต่ก่อน ถ้าเหวี่ยงแหเหมือนแต่ก่อนก็เป็นการตำนํ้าพริกละลายแม่นํ้า เงินภาษีที่ใช้ไปก็ไม่คุ้มค่า เช่น เราบอกว่าชาวนาจน แต่เอไอบอกว่าชาวนาไม่ได้จนจากสาเหตุเดียวกัน วิเคราะห์ได้ว่าเขาจนเพราะอะไร จึงจะสามารถดีไซน์โปรแกรมในการช่วยเหลือชาวนาได้ง่ายขึ้น ตรงกับเป้าหมายมากขึ้น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเขาก็ใช้เอไอในการวิเคราะห์ข้อมูลว่าผู้ที่มาลงทะเบียนขอรับสวัสดิการมีข้อมูลอะไรบ้าง เพื่อช่วยเหลือได้ตรงเป้าแทนที่จะให้เงินเหมือนกันทุกคน

ด้านการท่องเที่ยว เมื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวในประเทศแล้วเขาเช่า Pocket wi-fi ซึ่งเราสามารถดูการประมวลผลการใช้งาน wi-fi ได้ว่านักท่องเที่ยวชอบไปเที่ยวที่ไหน และดูว่าทำไมแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียงกันแต่ไม่มีคนไปเที่ยวหรือเที่ยวน้อย ทำอย่างไรเราจึงจะทำให้เศรษฐกิจการท่องเที่ยวในท้องถิ่นที่ไม่มีคนไปเที่ยวเกิดขึ้นมาได้ ได้รับโอกาสบ้าง เพื่อกระจายความเจริญทุกพื้นที่

ส่วนการป้องกันการทุจริต กรณีคนเสียภาษีถ้าอยู่ในระบบ แล้วมีการใช้จ่ายเงินผิดปกติ เอไอสามารถเตือนเราได้ว่าผู้เสียภาษีรายไหนมีการใช้จ่ายที่ผิดปกติ ทั้งที่มีการซื้อรถ ซื้อข้าวของมหาศาล แต่กลับแจ้งเสียภาษีน้อยผิดปกติ ก็น่าสงสัยต้องมีอะไรบางอย่าง ซึ่งเรื่องนี้เริ่มมีการใช้กันแล้ว โดยในต่างประเทศมีการใช้กันแล้วเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ผิดปกติอะไร

การดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงก็ทำได้ง่ายขึ้น เพราะปัจจุบันมี “Smart watch” ถ้าสามารถให้กับทุกคน ทำให้ราคาถูกลง และฟีเจอร์ไม่ต้องเยอะ แค่สามารถวัดความดัน ชีพจร การออกกำลังกาย แล้วสวมให้ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยติดเตียง ส่งสัญญาณไปที่โรงพยาบาลที่มีการบันทึกข้อมูล หมอก็จะสามารถแทร็กข้อมูลได้ว่าคนไข้แต่ละรายเป็นอะไร สามารถนำไปใช้ในโครงการหมอชุมชน หมอครอบครัวได้ ก็จะทำให้ง่ายขึ้นในกรณีที่เกิดอะไรขึ้นกับคนไข้ เมื่อมีการส่งมาโรงพยาบาลก็ดึงข้อมูลจากนาฬิกาเพื่อรักษาได้แม่นยำขึ้น เพราะตลอด 1 สัปดาห์ หรือ 1 เดือนที่ผ่านมามันจะบันทึกว่าเรามีชีพจร ความดัน การออกกำลังกายเท่าไร หมอจะมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ สามารถรักษาได้ตรงกับสิ่งที่เขาเป็นมากขึ้น ไม่ใช่เดาสุ่ม สามารถเรียกดูข้อมูลได้บนจอ เลขที่บัตรประชาชนเลขนี้ คุณลุงคุณป้าคนนี้ ข้อมูลสามารถดูเป็นกราฟได้ทันที

“รัฐบาลสิงคโปร์เขาแจกสมาร์ทวอชต์ แล้วให้ประชาชนเดิน แล้วนำจำนวนก้าวเดินที่บันทึกในนาฬิกาสามารถนำมาแลกคะแนนได้ ถ้าเดินมากแสดงว่าคุณออกกำลังกายเยอะ ถ้าออกกำลังเยอะโอกาสป่วยก็น้อย การกินยาก็น้อยลง แข็งแรงขึ้น ดังนั้นผลที่ออกมาไม่ใช่ออกมาเพียงเรื่องเดียว แต่อยู่ที่ว่าเราจะมองเห็นโอกาสจากมันได้ขนาดไหนมากกว่า”

ใช้คิวอาร์โค้ดยันตัวตน

นายปกรณ์ กล่าวยกตัวอย่างว่า ตอนนี้มีการพัฒนาการเข้าระบบล็อกอินยืนยันตัวตนของระบบราชการ ด้วยคิวอาร์โค้ดส่วนตัวของแต่ละคน โดยที่ไม่ต้องพิมพ์ยูสเซอร์เนม และพาสเวิร์ด แต่จะใช่คิวอาร์โค้ดในการล็อกอินการทำงานซึ่งจะทำให้สะดวกขึ้น สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ ทั้งนี้มีการเริ่มการใช้คิวอาร์โค้ดในการทำงานแล้ว อย่างเช่นการประชุมก็ไม่ต้องแจกเอกสาร เพียงทำคิวอาร์โค้ดกลางขึ้นมาสำหรับการประชุม ผู้เข้าประชุมเพียงสแกนคิวอาร์โค้ดเอกสารการประชุมก็จะไปอยู่ในมือถือแล้ว


การทำคิวอาร์โค้ด ถ้าจะให้ดีคือข้อมูลไม่ควรไปอยู่ที่กูเกิลทำอย่างไรจะทำให้อยู่ในฐานข้อมูลของเราเองภายในประเทศ หรือการสั่งงานก็มีการสั่งงานผ่านไลน์ แต่ที่สำนักงาน ก.พ.ร. มีการใช้ระบบการสั่งงานผ่าน G-Chat เป็นระบบภายใน ข้อมูลจะที่อยู่ในคลาวด์ของ ก.พ.ร. เท่านั้น ไม่รั่วไหลไปไหน แต่ส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการใช้ไลน์  อย่างไรก็ตามเชื่อว่าหากระบบนี้เมื่อมีความเสถียรคนก็เริ่มไปใช้มากขึ้น

“ผมเองก็ไม่จำเป็นต้องเข้ามาเซ็นเอกสารที่สำนักงานก.พ.ร.เท่านั้น เพราะสามารถเซ็นเอกสารเป็นลายเซ็นดิจิตอล ผ่านสมาร์ทโฟน แท็บเลต ได้แล้ว ในระบบที่ใช้อยู่จะแจ้งเข้ามามีเอกสารรอการลงนาม ก็เพียงกดเข้าไปลงนาม ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ ที่จะไปดึงลายเซ็นมาใส่ในช่องว่างที่เรามาร์กไว้ ซึ่งมันก็คือตัวผมเซ็นเอง เพราะสามารถแทร็กดูได้ ก็จะมีการแจ้งเตือนกลับมาให้เราทราบว่าเราลงนามเรียบร้อยแล้ว มีเลขแจ้งยืนยัน ซึ่งเป็นระบบของ ก.พ.ร. ที่
กำลังจะแนะนำให้คนอื่นนำเอาไปใช้ ซึ่งเป็นมาตรการการลดการใช้กระดาษ ระบบราชการไปข้างหน้าเยอะ แต่ไม่ได้เป็นข่าวเปิดเผยกับประชาชน”

สัมภาษณ์ | หน้า 11 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ | ฉบับ 3,438 ระหว่างวันที่ 24-26 มกราคม 2562 http://m.thansettakij.com/content/378151

วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2562

จี้รัฐเร่งดับไฟใต้!ชาวพุทธร่วมขบวนแห่รถ100คัน




ชาวพุทธใต้ร่วมขบวนแห่รถ100คันจี้รัฐเร่งดับไฟใต้ พร้อมแสดงความอาลัยแก่พระครูประโชติรัตนานุรักษ์และพระลูกวัดรัตนานุภาพที่มรณภาพ ผอ.พศ.ลงใต้ร่วมพิธีสวดพระอภิธรรม  ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งชาติทำบุญอุทิศทอดผ้าป่าระดมทุนช่วย

วันที่ 23 ม.ค. 2562  ที่วัดรัตนานุภาพ บ้านโคกโก อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส สมาพันธ์คนพุทธจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ร่วมกิจกรรมเชิงสัญญลักษณ์ โดยการแห่ขบวนรถยนต์ ออกจากวัดรัตนานุภาพ จุดที่ถูกคนร้ายกราดยิงพระสงฆ์ เมื่อวันที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยข้อเรียกร้องสำคัญ คือ การแก้ไขปัญหาความไม่สงบอย่างจริงจัง  ตลอดเส้นทางของขบวนแห่ ได้มีการปราศรัย เชิญชวนให้ชาวพุทธ และ ชาวมุสลิม ในพื้นที่ ออกมาร่วมกันแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และยุติความรุนแรงทุกรูปแบบ  รถที่อยู่ในขบวนเกือบทุกคันจะผูกผ้าสีดำที่กระจกรถ เพื่อแสดงความอาลัยแก่พระครูประโชติรัตนานุรักษ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดวัดรัตนานุภาพ  อดีตเจ้าคณะอำเภอสุไหงปาดี  และพระสมุห์อรรถพร ขุนอำไพ อดีตพระลูกวัด และติดป้ายข้อความที่แสดงออกถึงการไม่เห็นด้วยกับการโจมตีเป้าหมายอ่อนแอและศาสนสถาน

ขบวนรถที่ออกจากวัดรัตนานุภาพได้ขับผ่าน อ.สุไหงปาดี ผ่าน อ.สุไหงโก-ลก ผ่านอ.ตากใบ และเข้าเมืองนราธิวาส ก่อนวนกลับไปยังวัดรัตนานุภาพ โดยแต่ละอำเภอที่รถขับผ่าน จะมีประชาชนมาสมทบอย่างต่อเนื่อง ทำให้ขบวนยาวกว่า 2 กิโลเมตร มีรถร่วมขบวนมากกว่า 100 คัน มีตำรวจแต่ละท้องที่นำขบวนตลอดเส้นทางด้วย


ขณะเดียวกันเมื่อเวลา 13.00 น.พระเทพสิทธิเวที เจ้าคณะจังหวัดระยอง ได้เดินทางไปให้กำลังใจแก่ชาวพุทธจังหวัดนราธิวาส พร้อมกันนี้ได้มอบเงินช่วยเหลือในพิธีสวดพระอภิธรรมในครั้งนี้้้ผ่านทางพระเทพศีลวิสุทธิ เจ้าคณะจังหวัดนราธิวาส ในการนี้ พันตำรวจโทพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติพร้อมคณะได้เดินทางไปร่วมในพิธีด้วย  

ที่ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งชาติ  วัดราชาธิวาสวิหาร กรุงเทพมหานคร ได้ทำบุญอุทิศถวายแแก่พระครูประโชติรัตนานุรักษ์และพระสมุห์อรรถพร พร้อมจัดทอดผ้าป่าระดมทุนช่วยวัดและพระสงฆ์ในจังหวัดชายแดนใต้   ในการนี้ได้เรียนนิมนต์พระครูขันติธรรมธร จากวัดโคกตาล อ.สุไหงปาดี จ.ปัตตานี  กล่าวถึงเหตุการณ์วันที่พระครูประโชติรัตนานุรักษ์พระสงฆ์ที่มรณภาพและบาดเจ็บ



พระครูขันติธรรมธรระบุว่า พระสงฆ์และชาวบ้านที่อยู่ใน 3 จังหวัดภาคใต้ อยู่กันด้วยความทุกข์ ความกลัว และมีความหวาดระแวงมาตลอด และได้เรียกร้องให้ภาครัฐแก้ปัญหามานานกว่า 10 ปีแล้ว มาถึงวันนี้ก็หมดหวัง ไม่มีที่พึ่ง ต้องหาทางเอาตัวรอดกันไป ผ่านมา 15 ปีทำให้พระสงฆ์มรณภาพไปแล้ว 21 รูป 



ในกิจกรรมครั้งนี้นายพลากร เทศนำ เลขาธิการพรรคแผ่นดินธรรม ได้ร่วมในพิธีแสดงความรู้สึกพร้อมเสนอความเห็นให้วัดต่างๆจัดพิธีสวดพระอภิธรรมอุทิศอีกทางหนึ่ง  

กกต.เคาะแล้ว! 24มี.ค.เป็นวันเลือกตั้ง



วันที่ 23 ม.ค.2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2562 แล้วต่อมาได้มีแถลงการณ์สำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องการเลือกตั้งทั่วไป ล่าสุดมีรายงานว่า คณะกรรมการเลือกตั้งได้ประชุมและมี มติ กำหนดให้วันที่ 24 มี.ค.2562 เป็นวันเลือกตั้ง โดยจะใช้วันที่ 4-8 ก.พ.62 เป็นวันรับสมัคร ส.ส. และจะประกาศรายชื่อผู้สมัครในวันที่ 15 ก.พ. สำหรับการลงคะแนนนอกราชอาณาจักร 4-16 มี.ค. และจะลงคะแนนนอกเขต 17 มี.ค.ที่จะถึงนี้

วันอังคารที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2562

แถลงการณ์สำนักนายกฯ เรื่องการเลือกตั้งทั่วไป



วันที่ 23 ม.ค.2562 หลังจากเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2562 แล้วต่อมาได้มีแถลงการณ์สำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องการเลือกตั้งทั่วไปความว่า 



'แผ่นดินธรรม'อกสั่นขวัญแขวนกับแผนให้ทหารบวชพระลงใต้



วันที่ 23 มกราคม 2562   ดร.ณวพงศ์ธร นิติภูวนนท์ แกนนำพรรคแผ่นดินธรรม  ระบุถึงกรณี พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหาร(ผบ.ทบ.) มีแนวคิดต้องการรับสมัครทหารสมัครใจบวช กระจายตามวัดในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า อ่านข่าวพาดหัวแล้วน่าชื่นใจ ที่ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ให้ความสำคัญต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะรั้วของชาติออกมาประกาศเจตนารมณ์ในการแก้ปัญหาความไม่ปลอดภัยของพระสงฆ์ ที่ส่งผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาในวงกว้าง
   
ความเป็นอดีตนักบวชเก่า เห็นข่าวปรับแผนรับมือไฟใต้ ให้ทหารบวชเป็นพระ รู้สึกอกสั่นขวัญแขวนกับแผนการนี้ หวั่นใจว่าหากแผนนี้นำไปใช้จริง เกรงจะเป็นการเพิ่มภัยให้กับพระสงฆ์ โดยสมณภาวะ พระสงฆ์เป็นภาพที่อบอุ่น เย็นใจ ปลอดภัยในสายตาชาวบ้านที่พบเห็น ปฏิบัติศาสนกิจ เช้ามืดทำวัตรสวดมนต์ ช่วงเช้าออกบิณฑบาตโปรดญาติโยม ช่วงสายศึกษาและปฏิบัติธรรม ตกค่ำทำวัตรสวดมนต์ ถือเป็นกิจวัตรโดยรวมของพระสงฆ์
  
ทหารกล้าคือรั้วของชาติ ด้วยภารกิจในชีวิตประจำวัน ย่อมมีความแตกต่างกับวิถีของพระสงฆ์โดยสิ้นเชิง จะให้ทหารมาปฏิบัติศาสนกิจดังกล่าวก็ใช่แนวทางของทหาร แต่ทหารในคราบผ้าเหลือง นอกจากจะไม่สามารถบำเพ็ญสมณวัตรให้เป็นสัมมาปฏิบัติได้สมบูรณ์แล้ว ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของพระสงฆ์เป็นที่หวาดระแวงของชาวบ้าน นำความมัวหมองมาสู่พระพุทธศาสนาอีกด้วย

เรื่องเล่าในอดีต ที่ฝ่ายบ้านเมืองขอความร่วมมือกับคณะสงฆ์ได้เคยเกิดขึ้นเหมือนกัน เช่น สมัยกรุงศรีอยุธยา ฝ่ายข้าศึกได้ส่งทหารปลอมตัวเป็นพระ ลอบเข้ามาสืบข่าวความเคลื่อนไหวในพระนคร  มีการร้องให้คณะสงฆ์ไทยโกนคิ้ว เพื่อให้เกิดความแตกต่างระหว่างพระไทยกับข้าศึกที่ปลอมบวชเป็นพระ แผนนี้นับว่าได้ผล ฝ่ายบ้านเมืองก็บรรลุผลในการปกป้องประเทศ ฝ่ายสงฆ์ก็ไม่มัวหมองเพราะผิดวินัย

"แผนการของฝ่ายบ้านเมืองมี 108 วิธี แต่แผนนี้ มีแต่จะเพิ่มภัยแก่พระสงฆ์และทำให้ภาพลักษณ์พระพุทธศาสนามัวหมอง หากมีปฏิบัติการระหว่างทหารในคราบผ้าเหลือง กับโจร ภายในวัด " ดร.ณวพงศ์ธร ระบุ

โปรดเกล้าฯ!พ.ร.ฎ.เลือกตั้งส.ส.แล้ว




วันที่ 23 ม.ค.2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2562 ความว่า 




http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/A/008/T_0001.PDF

#ฆาตกรรมสันติภาพ!!!พระครูประโชติรัตนานุรักษ์



การที่ผู้ก่อการร้ายสังหารพระครูประโชติรัตนานุรักษ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดรัตนานุภาพ และอดีตเจ้าคณะอำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส อย่างโหดเหี้ยมโดยใช้อาวุธสงครามกราดยิงสังหารนั้น  นับเป็นการ "ฆาตกรรมสันติภาพ" ให้ดิ้นตายลงไปพร้อมๆ กับร่างของพระครูฯ ที่ทรุดลงไปกองกับผืนดินหลังจากการดับลงของเสียงปืน

พระครูฯ เป็นสัญลักษณ์ของนกพิราบ ที่โบยบินนำเมล็ดพันธุ์แห่งสันติภาพไปโปรยปรายและบ่มเพาะจิตใจของชุมชนที่เป็นพี่น้องชาวมุสลิม และชาวพุทธในสามจังหวัดชายแดนใต้มาอย่างต่อเนื่อง สิ่งหนึ่งที่สะท้อนพื้นฐานของท่านพระครูฯ ที่มุ่งมั่นทำงานด้านนี้ คือ การจบหลักสูตร 4 ส ใต้ 2 หรือหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุข ซึ่งสถาบันพระปกเกล้า โดยพลเอกเอกชัย ศรีวิลาส ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล ได้จัดขึ้นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือเชื่อมสมานและทำงานร่วมกันของพี่น้องไทยพุทธและมุสลิม

การสังหารพระนักสันติภาพวัย 49 ปี ผู้ได้รับการฟูมฟักและกล่อมเกลาวิธีคิดและทักษะการทำงานด้านสันติภาพ ในช่วงวัยที่กำลังมุ่งมั่นทำงานด้านสันติภาพอย่างเป็นจริงเป็นจัง ย่อมเป็นการสังหารนกพิราบให้จบชีวิตลงอย่างเงียบงัน และนั่นคือการฆาตกรรมสันติภาพที่กำลังเบ่งบานและเติบโตให้เหี่ยวเฉาและมอดม้วยลงไปในเวลาเดียวกัน

นับจากนี้ ชุมชนในพื้นที่ชายแดนใต้จะไม่มีโอกาสได้สัมผัสร้อยยิ้ม และน้ำเสียงแห่งการเชื่อมสมานใจระหว่างพี่น้องไทยพุทธกับมุสลิมจากท่านพระครูฯ อีกแล้ว ร่างที่ไร้จิตวิญญาณอาบเลือดนอนแน่นิ่งอยู่ในโลงคือสิ่งสะท้อนของสภาวะแห่งสันติภาพที่กำลังเดินทางอยู่อย่างต่อเนื่องต้องพลอยหยุดนิ่ง ลมหายใจของพระครูฯ ที่หยุดนิ่ง คือ ลมหายใจแห่งสันติภาพที่หยุดนิ่ง

การฆาตกรรมสันติภาพในครั้งนี้ มิได้ทำให้เกิดความโศกเศร้าแก่พี่น้องไทยพุทธและมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนใต้เท่านั้น หากแต่โลกนี้ได้สูญเสียพระนักสันติภาพที่อุทิศชีวิตทำงานรับใช้เพื่อนมนุษย์ เฉกเช่นเดียวกับที่โลกเคยสูญเสียมหาตมะ คานธี และมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ จากอาวุธปืนที่ผู้ก่อการกระหน่ำยิงด้วยจิตใจที่คับแคบและมืดบอด

อย่างไรก็ตาม ท่านพระครูฯ ได้ก่อร้างสร้างอนุเสาวรีย์แห่งสันติภาพให้โลกนี้ได้จดจำ แม้จะเป็นอนุเสาวรีย์ที่เปื้อนและฉาบทาเลือดผ่านกระบอกปืนที่ผู้ก่อการร้ายหยิบยื่นให้ แต่อนุเสาวรีย์แห่งนี้ จะทำหน้าที่คอยเตือนใจมิให้คนทำงานด้านสันติภาพสิ้นหวังและหมดแรงบันดาลใจ

นักสันติภาพตายหนึ่ง จะทำให้นักสันติภาพเป็นหมื่นแสนตื่นขึ้นมาทำงานรับใช้มนุษย์และสังคม ทั้งในระดับชุมชนไปจนถึงระดับประเทศ เลือดที่อาบจีวรและผืนดินจะทำหน้าที่สูบฉีดให้นักสันติภาพอุทิศชีวิตเลือดเนื้อมุ่งมั่นทำงานรับใช้เพื่อนมนุษย์โดยมีพระครูประโชติรัตนานุรักษ์ เป็นแบบอย่างที่ทรงพลังต่อไป ดังคำพูดของท่านที่ว่า "ไม่ตาย!!! ไม่ขอเลิกทำความดี"


ด้วยจิตคารวะในความดี
พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส 
หลักสูตรสันติศึกษา มหาจุฬาฯ 
www.ps.mcu.ac.th

วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2562

พระพรหมวชิรญาณมอบกัปปิยภัณฑ์อุทิศพระวัดรัตนานุภาพ




พระพรหมวชิรญาณมอบกัปปิยภัณฑ์ร่วมบำเพ็ญกุศลศพพระครูประโชติรัตนานุรักษ์  สันติศึกษา'มจร-มหิดล'ร่วมพิธีฟังสวดพระอภิธรรม  

วันที่ 22 ม.ค.2562 พระพรหมวชิรญาณ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดยานนาวา ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ ของมหาเถรสมาคม มอบหมายให้ไวยาวัจกร จัดกัปปิยภัณฑ์เท่าจำนวนปัจจัย 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) เพื่อร่วมบำเพ็ญกุศลศพพระครูประโชติรัตนานุรักษ์ เจ้าอาวาสวัดรัตนานุภาพ เจ้าคณะอำเภอสุไหงปาดี และพระสมุห์อรรถพร กุสฺลจิตฺโต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดรัตนานุภาพ มรณภาพจากเหตุการณ์ไม่สงบในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ณ วัดรัตนานุภาพ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส 




สถาบันสันติภาพ 2 มหาวิทยาลัยร่วมเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรม




ขณะที่พระมหาหรรษา  ธมฺมหาโส,รศ.ดร. ผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติและหลักสูตรสันติศึกษา มหวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  ดร.พัทธ์ถีรา นาคอุไรรัตน์  ดร.สุภาสเมต ยุนยะสิทธิ์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และเจ้าหน้าที่ พร้อมด้วย นิสิตปริญญาเอกสาขาสันติศึกษา  มจร เข้ากราบสักการะ และถวายปัจจัยสำหรับภัตตาหารแก่พระราชปัญญามุนี เจ้าคณะจังหวัดยะลา ในฐานะเป็นศูนย์กลางใจของพุทธศาสนิกชนชาวยะลา พร้อมทั้งสนทนาธรรมเพื่อความรื่นเริงในการดำเนินชีวิตอย่างสันติสุขต่อไป หลังจากนั้นเดินทางไปวัดรัตนานุภาพเพื่อร่วมพิธีสวดพระอภิธรรม ในพิธีดังกล่าว มีพระเทพศีลวิสุทธิ์ เจ้าคณะจังหวัดนราธิวาส ได้เดินทางมาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และมีพระสงฆ์ในพื้นที่ภาคใต้ และจังหวัดต่างๆ พร้อมด้วยพุทธศาสนิกชนจากจังหวัดต่างๆ มาร่วมพิธีจำนวนมาก ทั้งหมดล้วนแล้วแต่มีการโศกเศร้า  




ขณะเดียวกันสมาคมศิษย์เก่า มจร นำโดย ผศ.ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ นายกสมาคมฯ และตัวแทนคณะกรรมการฯ จะเดินทางไปร่วมไว้อาลัย ฟังสวดพระอภิธรรมศพ "พระครูประโชติรัตนานุรักษ์" และเป็นกำลังใจแก่คณะสงฆ์และชาวพุทธที่จังหวัดนราธิวาส ในวันพุธที่ 23 มกราคม 2562 นี้

พระหลวงคูณไม่ได้เสกพระรุ่นสุดท้าย!ทั้งๆ ที่สร้างและเสกมา '๑ พันรุ่น กว่า ๑๐ ล้านเหรียญ'



 "เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด" เป็นฉายาที่เหล่าบรรดาลูกศิษย์ขนานนามให้ พระเทพวิทยาคม หรือ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา พระสงฆ์ผู้มีแต่ให้ กิตติคุณแห่งอำนาจบารมีของหลวงพ่อคูณที่ร่ำลือระบือไกลแทบจะทั่วโลกก็ยังรู้จัก

ประวัติของหลวงพ่อคูณมีการทำเป็นสารคดี เป็นหนัง เป็นหนังสือออกมาสารพัด มีเครื่องรางของขลังสารพัด ผลิตออกมาเพื่อให้หลวงพ่อปลุกเสก วางจำหน่ายในราคาจากสิบยี่สิบ จนไปถึงหมื่นถึงแสน อะไรๆ ที่เกี่ยวข้องกับหลวงพ่อคูณ มีเงินสะพัดทั้งในและนอกระบบ ยากจะจินตนาการได้ และในทางสายนี้ น่าจะสร้างความมั่งคั่งอย่างมหาศาลให้ใครไปหลายต่อหลายคน

อย่างไรก็ตาม ผลจากเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่สะพัดที่วัดบ้านไร่ ผู้เฒ่าผู้แก่เด็กเล็กเด็กแดง ตลอดจนข้าราชการประชาชนตาดำๆ ไม่เฉพาะคนอีสาน คนไทยทั้งประเทศ และ ประเทศเพื่อนบ้าน ต่างได้อานิสงส์จากการเป็นผู้ให้ของเทพเจ้าแห่งที่ราบสูงนี้ จากการสร้างและต่อยอดให้ เกือบทั้ง จ.นครราชสีมา จนไกลออกไปสู่หลายส่วนในประเทศ สารพัดวัตถุมงคลที่ผ่านการเป่ามนต์คาถาโดยเทพเจ้าแห่งด่านขุนทด ได้กลายสภาพมาเป็นโรงพยาบาล โรงเรียน สถานีตำรวจ มหาวิทยาลัย ถนน สะพาน วัดวาอาราม แม้กระทั่งห้องน้ำ รวมถึงกองทุนต่างๆที่เก็บกินดอกเบี้ย เพื่อใช้ทำกิจการสาธารณะอีก จนยากจะนับไหว น่าจะไม่ต่ำกว่าหลักหมื่นล้าน ชนิดที่เรียกว่า "เป็นอมตะตลอดกาลนิรันดร์ ตายแล้วเกิดอีกกี่ชาติก็คงอยู่"

เมื่อวัดต่างๆ มาขอสร้างเพื่อนำไปสร้างวัดนั้น หลวงพ่อคูณจะเมตตา "อนุญาต" ให้สร้างหมด จนยอดพระเครื่องของหลวงพ่อคูณพุ่งขึ้นไปกว่า ๑,๐๐๐ รุ่น หลังจากนั้น เมื่อของชักจะมากเข้า แต่ผู้คนยังมุ่งมาขอหลวงพ่อจัดสร้าง ท่านจึงเมตตาบอกว่า "อย่าทำเลยไอ้นายเอ๊ย มันขายบ่ออกดอก ของกูก็แทบจะล้นกุฏิอยู่แล้ว เห็นไหม มึงอยากได้พระก็เอาไปโลด หรือถ้าจะสร้าง มึงขอเงินกูไปเลยจะดีกว่า กูไม่อยากให้มึงขาดทุน" นอกจากวัตถุมงคลแล้ว ยังมีหนังสือหลวงพ่อคูณพิมพ์ออกมาวางขายนับร้อยๆ เล่ม แม้แต่ แอ๊ด คาราบาว ยังมีเพลงหลวงพ่อคูณ ออกมาอีกด้วย

วาทธรรมอมตะของเทพเจ้าแห่งด่านขุนทดที่เราได้ยินจนคุ้นหู กลายเป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัว คือ "กูให้มึง"  ตั้งแต่ชาวบ้านเดินดิน กระทั่งนายกรัฐมนตรีก็ไม่เว้น รวมถึงเจ้านายฝ่ายเหนือ คำสอนที่หลวงพ่อคูณมักพูดสั่งสอนลูกศิษย์บ่อยๆ คือ ๑.กูจะทำให้ชาวบ้าน เพื่อตอบแทนข้าวน้ำ ที่เขาให้กูกินทุกวัน ๒.กูให้พวกมึงรู้จักพอเพียง ๓.กูทำดีเขาจึงให้ของดีกูมา ๔.กูไม่เคยยินดียินร้ายในลาภยศสรรเสริญ ๕.กูดีใจที่เกิดมาเป็นคนจน เพราะได้สร้างทานบารมี ถ้ากูเกิดมาเป็นคนรวย ป่านนี้คำว่า บุญ ก็ไม่รู้จักกัน ๖.เงินเป็นทาสกู กูไม่ยอมเป็นทาสเงิน  ๗.การทำตัวให้เป็นผู้ยิ่งใหญ่นั้นง่าย แต่จะสร้างสมบุญให้มีบารมีนั้นเป็นเรื่องยาก...ต้องเป็นผู้ให้ด้วยธรรมอันบริสุทธิ์จริง
๘.ยิ่งเอามันยิ่งอด ยิ่งสละให้หมดมันยิ่งได้ ๙.เกิดมาแล้ว...รักความสงบ ให้มีศีลธรรมไว้ประจำใจทุกๆ คน โลกจะได้อยู่ชุ่มกินเย็น... ๑๐."...พระไม่ได้อยู่กับคนชั่ว แต่อยู่กับคนดี ให้นึกว่าพระมากับเราจะทำชั่วไม่ได้ อย่าทำตัวผิดศีลธรรม ผิดจารีตประเพณี โดยเฉพาะการทำผิดกฎหมายบ้านเมืองให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท"

พระเครื่องหลวงพ่อคูณเริ่มเป็นที่นิยมในหมู่มหาชน แม้แต่เซียนพระรุ่นใหญ่ยังมีเหรียญรุ่นแรก พ.ศ.๒๕๑๒  เหรียญหลวงพ่อคูณ ครึ่งองค์วัดสระแก้ว ออก พ.ศ.๒๕๑๗ และเหรียญสร้างบารมี พ.ศ. ๒๕๑๙  ส่วนเหรียญรุ่นใหม่ๆ ที่นิยมก็เป็นที่ใฝ่หาของศิษยานุศิษย์ของท่านเป็นอย่างมาก เนื่องจากเหรียญสวยๆ ออกปีหลังๆ เหล่านี้ เริ่มมีอนาคต นอกจากจะเป็นเหรียญที่สวยงามแล้ว ยังมีประสบการณ์มากขึ้นๆ โดยไม่ต้องมีแรงเชียร์แรงปั่นใดๆ ทั้งสิ้น

ทั้งนี้หากจะให้ประมาณการตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๑๒ ถึงปัจจุบันน่าจะมีการสร้างเหรียญของท่านเกือบ ๑,๐๐๐ รุ่น โดยเฉพาะช่วง ปี ๒๕๕๕ เป็นต้นมามีการสร้างออกมาอาทิตย์ละ ๑ รุ่น หรือ ๕๒ รุ่น/ปี โดยเฉพาะปลายปี ๒๕๕๖ ต่อเนื่องต้นปี ๒๕๕๘ มีการสร้างออกมาเกือบ ๑๐๐ รุ่น

เมื่อหลวงพ่อคูณมรณภาพจึงไม่สามารถระบุได้ว่ารุ่นไหนเป็นรุ่นสุดท้าย  เหรียญรุ่นแรกปี ๒๕๑๒ ออกที่วัดแจ้งนอก ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา เหรียญรุ่นแรกมีเนื้อเดียว คือ เนื้อทองแดงรมดำ โดยออกให้ประชาชนทำบุญบูชาเมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๑๒  เพื่อเป็นที่ระลึกงานฉลองพระประธาน วัดแจ้งนอก จ.นครราชสีมา จำนวนสร้าง ๑๐,๐๐๐ เหรียญ ลักษณะเหรียญ เป็นเหรียญรูปไข่ ครึ่งองค์มีเนื้อเดียว คือ เนื้อทองแดงรมดำ

สำหรับพระเครื่องที่ปลุกเสกและสร้างโดยหลวงพ่อคูณ มีอยู่รุ่นเดียวที่มีรอยเหล็กจารทำเหรียญ คือ เหรียญสมเด็จพระสังฆราช (ป๋า) หลังพระแก้วมรกต เนื้อทองแดงรมดำเหรียญยุคต้น หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ ปลุกเสกไตรมาส จารครบสูตร ๔ ตัว ดำเนินการจัดสร้างขึ้นเมื่อปี ๒๕๑๗ เพื่อสมทบทุนสร้างพระอุโบสถวัดมะระ ต.ดอนชมภู อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา จำนวนสร้าง ๑๐,๐๐๐ เหรียญ เปิดให้บูชาวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๑๕๑๗ ขณะนั้นให้บูชาเหรียญละ ๒๕ บาท ปัจจุบันอยู่ในหลักร้อยปลายๆ เท่านั้น

นาย“อนุชา ไชยบุตร” หรือที่วงการพระรู้จักกันในนามของ “เหม เมืองนนท์” เซียนพระผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการพระเครื่องมายาวนาน รอบรู้พระเครื่องอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะวัตถุมงคลหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่ บอกว่า “พระเครื่องวัตถุมงคลหลวงพ่อคูณมีจำนวนมาก แต่ที่วงการนิยมเล่นหามีเพียงไม่กี่รุ่น เช่น
เหรียญรุ่นแรก พ.ศ. ๒๕๑๒ เหรียญ พ.ศ. ๒๕๑๗ เหรียญรุ่นบารมี พ.ศ. ๒๕๑๙ เหรียญเจริญพร พ.ศ. ๒๕๓๖ เหรียญ พ.ศ. ๒๕๓๗ และเหรียญรุ่นเมตตา พ.ศ. ๒๕๕๕เหรียญเก๊พระหลวงพ่อคูณ ด้วยเหตุนี้จะมีเหรียญเก๊ เฉพาะที่เป็นเหรียญยอดนิยมเท่านั้น”

สำหรับภาพรูปหล่อลอยงองค์ หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ จ.นครราชสีมารุ่นค้ำคูณมรกดกไทย จัดสร้างขึ้นโดย ท่านพิศาล มูลศาสตรสาทร เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๖ องค์ที่นำมาเป็นองค์ครูวันนี้เป็นของ "เฮียกุ่ย รัชดา" หรือ นายสุขธรรม ปานศรี เป็นนักสะสมพระหลวงพ่อทวดเนื้อทองคำ และพระเนื้อทองคำอื่นมานานกว่า ๑๐ ปี นักสะสมพระเครื่องรุ่นใดรุ่นหนึ่ง หรือ เนื้อใดเนื้อหนึ่งมากที่สุดมักจะถูกเรียกว่า "เจ้ากรม พระ..."



อย่างกรณีของ "เฮียกุ่ย รัชดา" จึงถูกเรียกว่า "เจ้ากรมพระทองคำ" และ "เจ้ากรมพระหลวงปู่ทวดทองคำ"  สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาพระเนื้อทองคำ รวมทั้งพระองค์ที่ขึ้นชื้อว่า สวยแชมป์ หายาก สามารถเข้าชมความงามของพุทธศิลป์ของพระที่อยู่ในความครอบครองของเฮียกุ่ย ได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ที่
“WWW.SOONPRARATCHADA.COM”


#พระทองคำ
#เฮียกุ่ยรัชดา
#สมาคมพระเครื่อง
#ศูนย์พระรัชดา
#พระองค์ครู
#รูปหล่อลอยงองค์หลวงพ่อคูณ 
#วัดบ้านไร่ 
#รุ่นค้ำคูณมรกดกไทย #พิศาลมูลศาสตรสาทร
#Cr-เพจพระองค์ครู ไตรเทพ ไกรงู
#หนังสือที่ระลึกในงานพิธีพระราชทานเพลิงศพครูใหญ่ และครูใหญ่พระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ)
https://web.kku.ac.th/cadaver-cremation/?p=160

หนังสือที่ระลึกในงานพิธีพระราชทานเพลิงศพครูใหญ่ และครูใหญ่พระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ)


โดยสามารถโหลดอ่านได้ที่

https://web.kku.ac.th/cadaver-cremation/?p=160

https://www.youtube.com/watch?v=0WkpWbeHomk&feature=youtu.be

วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2562

หลวงปู่ทวดรุ่นเลื่อนสมณศักดิ์ กับประสบการณ์'เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง'



เหรียญหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ จ.ปัตตานี รุ่น "เลื่อนสมณศักดิ์” สร้าง เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๘ ได้รับความนิยมสูงมาก จนบางเหรียญที่สวยงามคมชัดมากๆ มีราคาเช่าหาแพงกว่า เหรียญหลวงพ่อทวด รุ่นแรก ปี ๒๕๐๐ ที่เรียกว่า “เหรียญหัวโต” เสียอีก ด้วยเหตุที่ว่า เหรียญเลื่อนสมณศักดิ์มีประสบการณ์ความศักดิ์สิทธิ์โด่งดังในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเมตตามหานิยม และความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน โดยเฉพาะในเรื่องการเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งและหน้าที่การงานที่สูงขึ้นดีขึ้น จนเป็นที่เลื่องลือทั่วไป

ทั้งนี้ เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๘ พระครูวิสัยโสภณ (ทิม ธมฺมธโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดราษฎร์บูรณะ (วัดช้างให้) (พ.ศ.๒๔๘๔-๒๕๑๒) สร้างเหรียญเลื่อนสมณศักดิ์ หลวงปู่ทวด ในโอกาสที่ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร ชั้นโทพัดขาว ฝ่ายวิปัสสนา  พ.ศ.๒๔๙๙ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็น พระครูสัญญาบัตร ชั้นตรี ที่ พระครูวิสัยโสภณ  เหรียญเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นเหรียญรูปทรงเสมา ด้านหนึ่งเป็นรูปหลวงปู่ทวดนั่งขัดสมาธิ มีอักษรรอบข้างเป็นภาษาขอม มีรูปช้างที่ด้านข้างทั้งสองฝั่ง ที่บริเวณฐานมีอักษรคำว่า "หลวงพ่อทวด วัดช้างให้" มีห่วงในเหรียญ

ส่วนอีกด้านหนึ่งมีรูปหลวงปู่ทิมครึ่งองค์หน้าตรง มีอักษรรอบข้างเป็นภาษาขอม และมีอักษรภาษาไทยคำว่า พระครูวิสัยโสภณ (ทิม) งานเลื่อนสมณศักดิ์ ๐๘ เหรียญเลื่อนสมณศักดิ์ เหรียญเลื่อนสมณศักดิ์ ปี ๒๕๐๘ พิมพ์นิยม เท่าที่ปรากฏในวงการพระมีหลายเนื้อ อาทิ เนื้อทองคำ เนื้อเงิน เนื้อทองแดงรมดำ และเนื้ออัลปาก้า สำหรับค่านิยมของเหรียญรุ่นนี้ มีข้อมูลที่น่าสนใจ คือ  ๑.เหรียญหลวงปู่ทวด วัดช้างให้ รุ่นเลื่อนสมณศักดิ์ ปี ๒๕๐๙ เนื้อทองคำ ค่านิยมกว่า ๑๐ ล้านบาท ๒.เหรียญเลื่อนสมณศักดิ์ เนื้อเงิน ค่านิยมแสนปลายๆ  ๓.เหรียญเลื่อนสมณศักดิ์ เนื้ออัลปาก้า ในอดีตค่านิยมเพียง ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาท แต่ปัจจุบันหาเช่ากันในราคาหลักแสนกลางๆ และ ๔.เหรียญเลื่อนสมณศักดิ์ เนื้อทองแดง ค่านิยมหลักแสนต้นๆ

"ใครแขวนพระหลวงปู่ทวดแล้วจะไม่ตายโหง" เป็นคติความเชื่อของคนวงการพระเครื่อง รวมทั้งผู้คนทั่วไป แต่มีพระหลวงปู่ทวดอยู่รุ่นหนึ่ง นอกจากคติความเชื่อเรื่องแขวนแล้วแคล้วคลาดปลอดภัย ยังมีความเชื่อที่ว่า  "แขวนแล้วได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง พระหลวงปู่ทวดรุ่นที่ว่าคือ เหรียญเลื่อนสมณศักดิ์ พ.ศ.๒๕๐๘ "

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา หรือ “บิ๊กแป๊ะ” ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) บอกว่า เมื่อคราวใดถึงเทศกาลการแต่งตั้งโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่งจะนิมนต์พระขึ้นคอ ๓ องค์ และทุกวันนี้ยังแขวนอยู่ คือ หลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง เหรียญหลวงปู่ทวด รุ่นเลื่อนสมณศักดิ์ และจตุคามรามเทพ เนื้อทองคำ รุ่นเหนือดวง วัดพุทไธศวรรค์ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยเฉพาะหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง ที่มีคำร่ำลือว่า "นึกอะไรไม่ออก มีทุกข์ร้อนอะไร ให้เอ่ยชื่อ หลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง"

ส่วนเหรียญหลวงปู่ทวด รุ่นเลื่อนสมณศักดิ์ นั้น ก็ขึ้นชื่อเลื่องลือด้านเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งอยู่แล้ว ประสบการณ์ "เหรียญหลวงปู่ทวดรุ่นเลื่อนสมณศักดิ์" ได้แสดงปาฏิหาริย์ แบบสุดๆ "เลื่อนทั้งยศเลื่อนทั้งต่ำแหน่ง" คือ เลื่อนตำแหน่ง บิ๊กโจ๊ก หวานเจี๊ยบ-พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ขยับจาก รอง ผบช.ทท. ขึ้นเป็น ผู้บัญชากาสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) ติดยศ พล.ต.ท.



"เหรียญหลวงปู่ทวดรุ่นเลื่อนสมณศักดิ์" เป็นพระเครื่องหนึ่งในหลายองค์ ที่ บิ๊กโจ๊ก หวานเจี๊ยบ แขวนติดคอทุกวัน  ที่สำคัญ คือ ผลสำรวจประชาชนที่ให้คะแนน ตำรวจท่องเที่ยว ถึง ๗.๑๗ คะแนน จากเต็ม ๑๐ และส่วนตัว พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ประชาชนก็ให้คะแนนการทำงาน ๗.๓๒ คะแนน พร้อมเหตุผลมีผลงานสู่สายตาประชาชน ปราบผู้ร้ายข้ามชาติ แชร์ลูกโซ่ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ ทำงานดี ทำงานรวดเร็ว ช่วยเหลือประชาชน ฯลฯ

อีกประสยการณ์หนึ่งที่ ชัดเจน คือพล.ต.นักรบ บุญบัวทอง รอง ผอ.ศปป.๕ กอ.รมน. บอกว่า ด้วยเหตุที่เกิด พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งตรงกับปีที่สร้างเหรียญรุ่นดังกล่าว จึงเป็นความชอบส่วนตัว ปัจจุบันมีอยู่ ๓ เหรียญ เป็นเนื้อทองแดง เนื้ออัลปาก้าชุบนิกเกิล และเนื้ออัลปาก้า

ส่วนเรื่องประสบการณ์ของพระหลวงปู่ทวดรุ่นนี้ ผมพูดได้เลยว่า เมื่อครั้งที่ยังมียศพันเอกก็จะห้อยพระหลวงปู่ทวด รุ่นเลื่อนสมณศักดิ์ติดตัวอยู่ประจำ ซึ่งเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ให้ตั้งอกตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ 

กระทั่งได้เลื่อนยศเป็นพลตรี หลังจากได้เลื่อนยศแล้ว มีเพื่อนๆ น้องๆ มาขอยืมไปห้อยคอ ปรากฏว่าได้รับเลื่อนยศทุกคน ซึ่งนี่เป็นความเชื่อส่วนบุคคลเท่านั้น

ขณะที่ พ.อ.นิคม อุดมเลิศวนสิน รองผู้บังคับการกรมทหารปืนใหญ่ที่ ๗๑ จ.ลพบุรี หรือชื่อที่คนวงการพระเรียกสั้นๆ ว่า "เสธ.นิคม" ครั้งหนึ่งเคยได้ฉายาว่า "เจ้ากรมเหรียญเลื่อนสมณศักดิ์ปี ๒๕๐๘"

ด้วยเหตุที่ว่า "เสธ.นิคม"เคยมีเหรียญเนื้อทองแดงมากถึง ๑๗ เหรียญ และเนื้ออัลปาก้ามีกว่า ๔๐ เหรียญ แต่ปัจจุบันทั้งให้ฟรีและให้เช่าไปเกือบหมดแล้ว  "เสธ.นิคม" บอกว่า นอกเหนือจากภารกิจตามปกติทางราชการทหารคือ หาพระให้นาย โดยเฉพาะเหรียญเลื่อนสมณศักดิ์ปี ๐๘ มักจะถูกสั่งให้หาในส่วนที่มีการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร ซึ่งเคยหาเหรียญเลื่อนสมณศักดิ์ให้นายไม่ต่ำกว่า ๑๐ เหรียญ

บางคนหาให้ไม่ทัน ก็ขอยืมไปแขวน เมื่อได้เลื่อนตำแหน่ง ก็เอามาคืน ซึ่งทุกครั้งจะแนะนำด้วยว่า ให้ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วระลึกถึงท่าน ขอบารมีต่างๆ ที่ต้องการแล้วสวดพระคาถาว่า "นะโม โพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา ๙ จบ"  สำหรับภาพ"เหรียญเลื่อนสมณศักดิ์หลวงปู่ทวดวัดช้างให้ พ.ศ. ๒๕๐๘ เหรียญผ่าปาก เนื้อทองคำ เป็นของ ของ นาย กิตติ พจนานุภาพ นายกสมาคมจิตรางค์คนางค์อนุรักษ์พระเครื่องไทย

ที่สำคัญ คือ นายกฯ กิตติ ได้สมบัติของ "เฮียเจี้ย" พ่อเกิดเกล้ามาทั้งหมด จึงกลาย เป็นผู้สะสมพระเครื่องหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ที่ขึ้นชื่อว่ามากที่สุด จนได้ฉายาว่า "นายกฯ กิตติ เจ้ากรมพระหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่" นายกฯ กิตติ บอกว่า สมัยรุ่นๆ พ่อเป็นคนชอบทำบุญ และ เช่าพระสร้างใหม่ทุกวัดทุกสำนัก โดยจะเช่าเนื้อทองคำ เช่าโดยไม่ได้คิดอะไร

ทั้งนี้ นายกฯ กิตติ แนะนำว่า ด้วยความนิยมของเหรียญรุ่นดังกล่าวจึงมีการทำออกมาปลอมขายจำนวนมากเช่นกันและสนนราคาอยู่ที่ หลักแสน หลักล้านสำหรับผู้ที่สนใจพระเครื่องสาย หลวงปู่ทิม อิสริโก และ สายอื่นๆ เข้าไปเยื่ยมชมข้อมูลได้ที่ https://www.facebook.com/ศูนย์พระเครื่องหลวงปู่ทิมอิสริโก…/…


#หลวงปู่ทวดรุ่นเลื่อนสมณศักดิ์
#เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง
#จักรทิพย์ชัยจินดา
#บิ๊กแป๊ะ
#บิ๊กโจ๊ก 
#สุรเชษฐ์หักพาล 
#สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
#นักรบบุญบัวทอง
#เจ้ากรม
#พระทองคำ
#หลวงปู่ทิมวัดละหารไร่
#พนิคมอุดมเลิศวนสิน
#Cr.เพจพระองค์ครู ไตรเทพ ไกรงู

รอดยาก! กล้อง จราจร AI ติดตามใบหน้าคน รถต้องสงสัย ใช้ในไทยแล้ว



18 ม.ค. ที่ห้องประชุมไทรทอง กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา พล.ต.ต.วัชรินทร์ บุญคง ผบก.จว.ภ.นครราชสีมา เปิดการประชุมชี้แจงและรับฟังความคิดเห็น “การจัดระบบงาน จราจรอัจฉริยะ โดยการใช้กล้องโทรทัศน์วงจรปิด CCTV” ซึ่งมีทีมงานเอกชนที่ดูแลรับผิดชอบระบบดังกล่าว ชี้แจงข้อมูลให้ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย ทหารกองทัพภาคที่ 2 ,สำนักงานจังหวัดนครราชสีมา,องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครราชสีมา,หอการค้า,สภาอุตสาหกรรม ฯ รับทราบถึงจุดติดตั้งและการปรับปรุงประสิทธิภาพของกล้องโทรทัศน์วงจรปิด โดยใช้ระบบ AI (Artificial Intelligence) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งมีขีดความสามารถจดจำตำหนิรูปพรรณสัณฐาน ใบหน้าทั้งมนุษย์และยานพาหนะ เพื่อใช้ในการติดตามตัวบุคคลต้องสงสัยหรือยานพาหนะเป้าหมายได้แม่นยำและรวดเร็วกว่ามนุษย์

https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_2104492

จนท.ใต้ใกล้บรรลุ! 'บิ๊กป้อม'ยกธรรมะเตือนสติ ย้ำรบ.ยังยึดหลักสันติวิธี



เมื่อวันมี่ 21 ม.ค.ที่กระทรวงกลาโหม พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนนรี และรมว.กลาโหม ได้กำชับ ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ ไม่หลงไปกับการยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งระหว่างศาสนา โดยให้ปฏิบัติตามหน้าที่อย่างมีสติและไม่ประมาท ไม่ผูกใจแค้น อาฆาต พยาบาท ในการติดตามและดำเนินการตามกฏหมายกับผู้กระทำผิด ทั้งนี้ขอให้ช่วยกันดูแลและปกป้องประชาชนที่บริสุทธิ์และสนับสนุนให้ทุกศาสนสถาน ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ สามารถปฏิบัติศาสนกิจได้ตามปกติ เพื่อให้ประชาชนในทุกศาสนา ยึดมั่นในหลักคำสอน “ เมตตา ให้อภัย” และการไม่ใช่ความรุนแรงต่อกัน ซึ่งจะนำไปสู่การช่วยเหลือให้กลุ่มที่เห็นต่างและยังใช้ความรุนแรงในปัจจุบัน สามารถหลุดพ้นจากวงจรมาใช้ชีวิตอย่างปกติของการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติสุข

โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวต่อว่า พล.อ.ประวิตร ยังกล่าวย้ำถึงนโยบายการแก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ว่า รัฐบาล ยังคงยึดหลักสันติวิธี ผ่านกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุข ซึ่งได้กำหนดเป็นวาระแห่งชาติ รวมทั้งการเดินหน้าใช้แนวทางการพัฒนา เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืนมาโดยตลอด ทั้งนี้ ได้ดำเนินการควบคู่กับ การมุ่งเน้นสร้างสังคมพหุวัฒนธรรม การอำนวยความเป็นธรรมภายใต้หลักสิทธิมนุษยชน รวมทั้งให้ความสำคัญกับ การพัฒนาการศึกษา การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้แก่ประชาชนในพื้นที่อย่างเข้มงวด

พระมหาไพรวัลย์โต้เดือน'ปวิน'ปมพระเล่นเฟซบุ๊ก(เป็นข้อมูล)




วันที่ 20 ม.ค.2562 เฟซบุ๊ก ไพรวัลย์ วรรณบุตร ได้โพสต์ข้อความว่า อาตมาว่า อาตมาจะไม่พูดถึงปวินแล้ว แต่ครั้งนี้เกินทนไปมาก เพราะปวินถ่อยทรามเกินกว่าจะปล่อยข้ามได้ จึงขอเขียนถึงปวินครั้งแรกและขอให้เป็นครั้งสุดท้าย

อาตมาเคยเห็นใจคนอย่างปวินนะ อันนี้พูดจากหัวใจ เห็นใจที่เขาถูกรัฐรังแกอย่างไม่เป็นธรรม และเห็นว่า การที่เขาแสดงความเห็นแม้จะด่าทอโกรธแค้นในการต่อต้านรัฐ ก็เป็นเรื่องที่ควรรับฟัง เพราะอย่างน้อยเขาก็กระทำในฐานะของคนที่พยายามต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง

แต่ตอนหลังมาปวินเหมือนคนเสียสติที่กัดเหวี่ยงคนอื่นไปทั่ว เกลียดคนอื่นที่พูดเรื่องเสียงไม่มีคุณภาพ แต่ตัวเองกับใช้วาทกรรมเดียวกันด่าคนอื่นเสียเอง มีปัญหากับการที่คนอื่นบ่นเหนื่อยผ่านเฟซบุ๊ก แต่ตัวเองบ่นเหนื่อยอย่างเดียวกัน ไม่รู้กี่สิบครั้ง

ตอนที่อาตมาโพสต์ข้อความธรรมะเป็นสาระ ปวินก็แขวะ ว่าเป็นพวกโพสต์ข้อความสวยสวยบ้าง เอาอะไรมาสอนชาวบ้านบ้าง ไปคิดเองว่าคนอื่นกำลังสอนเขาบ้าง

พออาตมาโพสต์เรื่อง 10 years challenge แม้จะประกอบการเขียนข้อความธรรมะพูดถึงความไม่เที่ยงของรูปร่างสังขารซึ่งเปลี่ยนไป ปวินก็มองไม่เห็นนะ แต่หาเรื่องที่จะแขวะว่า ไม่ใช้เฟซบุ๊กเป็นสื่อธรรมะ ถ้าอาตมาเป็นฆราวาส อาตมาคงจะถามคนอย่างปวินตรงตรงว่า (มึงต้องการอะไรจากกู ก็ตอนกูโพสต์ธรรมะ มึงก็ด่า ไม่โพสต์ธรรมะมึงก็ด่า ตกลงความผิดมันอยู่ที่ใคร)

ถ้าคนอย่างปวินมองคนกลุ่มอื่นว่า เป็นพวกแพร่เชื้อความเกลียดชังในสังคม อาตมาก็คงมองแบบเดียวกันว่า ในฝั่งประชาธิปไตยนี่เอง คนที่แพร่เชื้อโรคแห่งความเกลียดชังไม่แพ้กัน ก็คือคนอย่างปวิน

อาตมาเคยเขียนไปหลายครั้งแล้วว่า เฟซบุ๊กเป็นพื้นที่ของคนคนนั้น อาตมาไม่เคยมีปัญหา ที่คนอย่างปวินหรือใครก็ตามซึ่งเคยพูดทำนองว่า ฉันจะโพสต์เรื่องอื่นอื่น ที่ไม่ใช่วิชาการก็ได้ เพราะฉันไม่ใช่นักวิชาการตลอดเวลา

อาตมาไม่มีปัญหาเลย ที่คนแบบปวินหรือคนอื่นอื่นจะเหวี่ยงวีน จะถ่ายรูปโชว์ตูด โชว์กางเกงใน กอดจูบอะไรกับใคร หรือเขียนข้อความจิกกัดกัดทอต่างต่างนานาบนพื้นที่เฟซบุ๊กของตนเอง เพราะอาตมาถือเป็นสิทธิ์ และเฟซบุ๊ก ก็ควรมีไว้เพื่อสิ่งเหล่านี้

เราจะใช้มันเพื่อสื่อสารเรื่องราวของเรา ความรู้สึกนึกคิดของเรา อารมณ์ในช่วงนั้นนั้นของเรา ความรัก ความสุข ความเศร้า หรืออะไรก็ตามที่เราอยากจะถ่ายทอดมัน

ทำไมเราไม่มองแบบนี้ ทำไมเราต้องไปคาดหวังให้ใครต้องโพสต์หรือเขียนอะไรในแบบที่เราต้องการ

อาตมาไม่อยากเห็นคนอย่างปวินถูกพิษของความโกรธเกลียดครอบงำหัวใจแบบนี้นะ แม้ปวินจะบอกว่าตัวเองไม่ใช่คนมีศาสนาก็ตาม แต่อาตมาจะพูดในฐานะของเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง

ปล. ที่ปวินบอกว่า พ่อมึงตาย คือพ่ออาตมายังไม่ตายนะ และปวินก็ควรมาแช่งพ่ออาตมาด้วย




และโพสต์ต่อว่า พูดแบบปวิน คือพูดแบบคนย้อนแย้งและอคติมากมากนะ คืออาตมาไม่เคยมีปัญหาเลยนะ ที่ปวินเองก็โหนกระแสและวิจารณ์ในทุกเรื่องที่เป็นประเด็นของสังคม เพราะอาตมาถือว่า เวลามีประเด็นปัญหาอะไร เราต้องช่วยกันพูด ช่วยเสนอแนวทางแก้ไข โดยเฉพาะประเด็นสาธารณะเป็นเรื่องของทุกคน

ไม่เคยมีปัญหาที่คนแบบเขาจะวิจารณ์ทอะไรในทุกทุก 10 นาที ด่าคนนั้นในสเตตัสหนึ่ง แล้วอีกสเตตัสหนึ่งกระโดดไปด่าคนนี้ โพสต์รูปตัวเองวันละไม่รู้กี่รูป แต่มากกว่าอาตมาแน่นอน

ปวินไม่เห็นสิ่งที่ตัวเองกำลังด่าคนอื่น ซึ่งตัวเองก็เป็นและทำ นี่มันน่าสงสารมาก ไม่นับเรื่องการกล่าวหาคนอื่นว่าหลงระเริงทางโลก ทำตัวเป็นเซเลปอะไรอีก น่าเสียดายมากมาก ที่คนซึ่งมีอิทธิพลทางความคิดของคนกลุ่มหนึ่งจะทำตัวเป็นเด็กไร้วุฒิภาวะแบบนี้

ด่าพ่ออาตมาตาย เขียนแซะอาตมาไม่รู้กี่ครั้ง แต่พออาตมาถือโอกาสเขียนอธิบายโต้ตอบปกป้องตัวเอง กลับมานั่งสอนอาตมาเรื่องไม่ปล่อยวาง บลาบลา จะหาใครย้อนแย้งเท่านี้ได้อีก





ขณะที่เฟซบุ๊กWeerapot Phonjun ได้แชร์โพสต์พร้อมแสดงความเห็นว่า

เพราะ​สังคม​ตีกรอบ​ และคาดหวัง​ให้พระสงฆ์​ต้องเป็นอย่างนั้น​ อย่างนี้ไง.​จนลืมไปว่า​นักบวชในพระพุทธ​ศาสนา​ก็​คือคน.เป็น​มนุษย์​ เป็น​พลเมือง​ในรัฐนี้.. เรามีสิทธิของความเป็นมนุษ​ยชาติ​ที่สามารถ​จะ​แสดงความคิดเห็​น​ แสดงความเป็​น​ตัวตน​ผ่านโลก​และสังคมที่เปลี่ยน​ไป.​คุณ​จะคาดหวัง​ให้​เรา​ไปนั่งสมาธิ​อยู่​ในถ้ำ..โดย​ไม่สื่อสารกับโลก​ คงเป็น​ไปไม่ได้แล้ว.​. เพราะ​ฉะนั้น​มนุษย์​ที่ชอบเ​กัด​ ด่า​ คนอื่น​ สร้างวาทกรรม​ให้​ตัวเองดูดี​ มีตัวตน​ แต่ไปละเมิด​สิทธิของคนอื่น.​ให้​เขาดูด้อยค่ากว่า.. จึงถือว่าเป็นพลเมืองของรัฐ​ที่ไร้คุณภาพ​ ไม่มีวุฒิ​ภาวะ​ทางปัญญา​และสมควร​ประนาม

ครั้งหนึ่ง ตอนเป็นสามเณร ผมเคยฟัง ศ.ดร.จินตนา ยศสุนทร พูดที่กรมประชาสัมพันธ์ว่า ยุคสมัยใหม่พระควรใช้สื่อใหม่ให้เป็น สมัยนั้นท่านชม กิตติวุฑโฒภิกขุ ที่เป็นผู้บุกเบิกใช้สื่อวิทยุในการบรรยายธรรม(เนื้อหาอีกเรื่อง) ต่อมาการเทศน์ทางวิทยุก็เป็นเรื่องธรรมดา
ดังนั้น สมัยนี้หากเจ้ากูรู้จักใช้สื่อสมัยใหม่ก็น่าจะเป็นประโยชน์ด้วยซ้ำไป หากจะตำหนิท่าน ก็ว่ากันที่เนื้อหาสาระที่นำเสนอมากกว่าจะตำหนิช่องทางการสื่อสาร

คณะประเมินมาตรการสาธารณสุขป้องกันโควิด-19 เข้าตรวจวัดพระธรรมกาย

วันที่ 27 พ.ค.2563 พระมหานพพร ปุญฺญชโย ป.ธ.9 รองผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า วันนี้ (27 พ.ค. 63) เวลา 13.00 น. พ...