แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แก้จน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แก้จน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2566

กมธ.แก้ปัญหาความยากจนฯ วุฒิสภา ลงพื้นที่จังหวัดแพร่ ดูงานฝายชะลอน้ำแกนดินซีเมนต์

คณะกรรมาธิการการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ วุฒิสภา นำโดยนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ประธานคณะกรรมาธิการ ลงพื้นที่จังหวัดแพร่ ศึกษาดูงานเกี่ยวกับ “นวัตกรรมฝายชะลอน้ำชั่วคราว แกนดินซีเมนต์” ตามแนวทางการบริหารจัดการน้ำเพื่อท้องถิ่นพึ่งพาตนเอง ณ ฝายชะลอน้ำแกนดินซีเมนต์ บ้านบุญเจริญ หมู่ที่ 1 ตำบลแม่หล่าย อำเภอเมืองแพร่ และฝายชะลอน้ำแกนดินซีเมนต์ บ้านน้ำโค้ง ตำบลป่าแมต อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นแนวทางในการดำเนินการแก้ไขปัญหาความยากจนที่เป็นแบบอย่างของจังหวัดอื่น ๆ โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สามารถเข้ามาศึกษาดูงานและนำไปใช้ได้จริง

วันพุธที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2566

การแก้จนตามแนวปรัชญาพอเพียงศึกษาวิเคราะนโยบายของพรรคการเมืองในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งปี 2566

 ความเป็นมาและสภาพปัญหา

วัตถุประสงค์

นิยามความหมาย

แนวคิดทฤษฎี

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

แก้จน สร้างรายได้
บทวรรณกรรม

วิธีการดำเนินการ

ระยะเวลาเก็บข้อมูล 1 มี.ค.2566 

ศึกษาจาก

สโลแกน
นโยบาย
ของแต่ละพรรค

กรอบความคิด

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

"นฤมล" แนะออกแบบแก้จนยั่งยืนไม่หว่านแห ต้องจากล่างขึ้นบน ชู"ธุรกิจเพื่อสังคมระดับชุมชน"



วันที่ 11 ก.พ. 66 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน เหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐ ได้โพสต์แนวทางการแก้ปัญหาความยากจนผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวความว่า #แก้จนแบบไม่หว่านแห การแก้ปัญหาความยากจนเริ่มต้นที่ผู้มีรายได้น้อยส่วนใหญ่ คือ เกษตรกร จำเป็นต้องแก้ไขและจัดการเรื่องที่ทำกิน พร้อมกับการพัฒนาสภาพที่ดินและแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร 

นอกจากเรื่องดินและน้ำ ซึ่งคือปัจจัยพื้นฐานที่จะนำไปสู่การสร้างอาชีพและรายได้ การจัดสรรสวัสดิการแบบถูกฝาถูกตัว ยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขจัดความยากจน สวัสดิการในการเข้าถึงสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานด้านต่างๆ เช่น เครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น การศึกษาและการฝึกอาชีพ หลักประกันทางสุขภาพ เป็นต้น 

การเข้าถึงสวัสดิการเหล่านี้ไม่ควรจัดสรรแบบหว่านแห แต่ควรจัดเมนูเฉพาะที่ตรงกับสิ่งที่ผู้มีรายได้น้อยยังเข้าไม่ถึง และตรงกับพื้นฐานของผู้มีรายได้น้อยและความต้องการของตลาดแรงงาน 

คนจนในเมือง อาจจะมีรายได้เกิน 1 แสนบาทต่อปี ไม่เข้าข่ายผู้ที่มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ต้องแบกค่าครองชีพ ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าเดินทาง ค่าเช่าที่พัก จนรายได้ที่เหลือไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพอย่างมีคุณภาพ รัฐบาลจึงควรจัดสรรสวัสดิการให้กับกลุ่มคนจนในเมือง เช่น สวัสดิการค่าเดินทาง เพื่อป้องกันปัญหาการขยายตัวของกลุ่มคนจนในเมือง 


เราต้องเลิกแนวคิดแก้จนแบบบนลงล่าง การนั่งดูข้อมูลภาพรวมทั้งประเทศแล้วตัดสินใจออกแบบนโยบายแก้จนกันในห้องแอร์แบบหว่านแหจะไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างยั่งยืน


การแก้ความยากจนไม่ใช่แค่เรื่องการจัดสรรสวัสดิการเท่านั้น แต่ต้องแก้กันด้วยเมนูแก้จนที่ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลแบบแยกรายกลุ่ม (เช่น กลุ่มเกษตรกร กลุ่มแรงงานในระบบ กลุ่มแรงงานนอกระบบ กลุ่มผู้พิการ เป็นต้น) แยกรายพื้นที่ (แยกรายภาค และแยกย่อยลงหัวเมือง ชนบท แหล่งอุตสาหกรรม แหล่งทำการเกษตร) จนถึงระดับแยกรายชุมชน และแยกรายครัวเรือน ที่สำคัญที่สุด การแก้จนจะสามารถทำสำเร็จได้ต้องให้คนจนและชุมชนมีส่วนร่วมออกแบบเมนูที่จะทำให้เขาพ้นจากความยากจน 

กลไกที่จะเข้าไปช่วยขับเคลื่อนการแก้จนได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่หน่วยราชการ แต่ควรเป็น “ธุรกิจเพื่อสังคมระดับชุมชน”


แก้จนอย่างสัมฤทธิ์ผล ต้องแก้จากล่างขึ้นบนเป็นสำคัญ

 

วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

พรรคประชาชาติส่ง "มนตรี" เสวนาเวทีผู้นำฝ่ายค้านฯ ระดมสมองหาทางออก แก้หนี้ แก้จน เพื่อชีวิตใหม่


เมื่อวันที่ 11  กุมภาพันธ์ 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก โรงแรมสยามริเวอร์รีสอร์ท อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ว่า เมื่อเวลา 09.30น. ที่ผ่านมา นายมนตรี บุญจรัส กรรมการบริหารพรรคประชาชาติ และ รองโฆษกพรรคประชาชาติ, ที่ปรึกษากรรมาธิการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรม และ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย ในฐานะ ผู้แทนพรรคประชาชาติ เดินทางมาเสวนา “โครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน : ระดมสมอง หาทางออก แก้หนี้ แก้จน เพื่อชีวิตใหม่” โดยมีแกนนำและตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้าน รวมถึงประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมอย่างคึกคัก อาทิ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ฯลฯ เป็นต้น 

นายมนตรี บุญจรัส กรรมการบริหารพรรคประชาชาติ และ รองโฆษกพรรคประชาชาติ ระบุว่า “ภาครัฐควรมุ่งเน้นการให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรของประเทศ รวมถึงการลดต้นทุนการผลิต ทั้งนี้ ภาคเกษตรถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยเนื่องจากเป็นต้นทางของปัจจัยในการดำรงชีวิต ทั้งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค รวมทั้งยังเป็นแหล่งรองรับแรงงานจากภาคการผลิตอื่น ๆ และไม่ว่าราคาผลผลิตจะตกต่ำอย่างไร เกษตรกรควรต้องมีกำไร การลดต้นทุนการผลิตที่สำคัญ คือ การส่งเสริมสนับสนุนแนวคิดการลดต้นทุนปุ๋ยเคมีให้เป็นศูนย์ ซึ่งประเทศไทยมีแหล่งแร่โพแทสเซียมจำนวนมหาศาล อยู่ที่แอ่งชัยภูมิและแอ่งโคราช รัฐจึงควรเร่งสร้างโรงงานปุ๋ยผลิตเองและนำไปบาร์เตอร์กับแม่ปุ๋ยตัวอื่น ๆ เช่น ไนโตรเจนและ ฟอสฟอรัสจากประเทศผู้ส่งออก และให้ความสำคัญจากผลพลอยได้ แม่ปุ๋ยไนโตรเจน (N) ที่ได้จากการผลิตน้ำมัน สามารถนำมาใช้ในภาคการเกษตรให้มากขึ้น แทนที่จะไปเป็นสารตั้งต้นให้กลุ่มอุตสาหกรรมมากเกินไป เพื่อให้ปุ๋ยในประเทศมีราคาถูก เพื่อมุ่งลดต้นทุนให้เกษตรกร รวมถึงรัฐควรมีนโยบายส่งเสริมเรื่องการคืนสิทธิ์ที่ดินทำกินและโครงการล้างหนี้ให้เกษตรกรตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ด้วย”


นายมนตรี บุญจรัส กล่าวเพิ่มเติมว่า “ภาครัฐควรดำเนินนโยบายขับเคลื่อนภาคเกษตร ในมิติต่าง ๆ ทั้งการสนับสนุนปัจจัยพื้นฐานของการทำเกษตร การบริหารจัดการน้ำ และการพัฒนาระบบขนส่ง ทั้งระบบขนส่งทางรางและท่าเรือน้ำลึก การส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรอง การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาช่องทางการตลาดที่หลากหลาย ตลอดจนการแก้ไขปัญหาหนี้สินและพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่ออาชีพเกษตรกรครับ”

"โฆษก พปชร." ยันนโยบาย "บิ๊กป้อม 700" แก้จนถูกใจประชาชน เดินหน้าต่อ "มีเราไม่มีแล้ง มีที่ทำกิน ไม่มีจน"



เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ  พร้อมด้วย น.ส.เกณิกา อุ่นจิตร์ ทีมโฆษกพรรค และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดสระบุรี เขต 3 แถลงข่าวร่วมกันภายหลัง การประชุมคณะกรรมการจัดทำนโยบายของพรรคพปชร.ที่มี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)เป็นประธานว่า พรรคพลังประชารัฐขอขอบคุณสื่อมวลชน และประชาชนทุกท่านที่ให้ความสนใจในนโยบายของพรรค ตั้งแต่นโยบายหลักที่เพิ่มเงินสวัสดิการในบัตรประชารัฐจำนวน 700 บาท หรือลุงป้อม 700 บาท  มุ่ง ขจัดปัญหาความยากจน เป็นนโยบายที่ถูกใจประชาชน จนมาถึงวันนี้ที่พรรคพลังประชารัฐได้เปิดนโยบายต่อเนื่องที่ 2 และ 3   ซึ่งพล.อ.ประวิตร ได้มอบเป็นภาระกิจ ให้กับทุกคนในพรรค นำไป ปราบ และสู้ กับภัยน้ำแล้ง น้ำท่วม จัดการเรื่องที่ทำกิน ให้ประชาชนสามารถมีที่ดินเป็นของตนเอง เพื่อให้ประเทศไทยไร้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง อย่างยั่งยืน รวมไปถึงการทำให้เกษตรกรมีที่ดินเป็นของตัวเอง ใช้ที่ดินในการทำมาหากินต่อไป     “มีเราไม่มีแล้ง มีน้ำ ไม่มีจน"  “มีเรา มีที่ทำกิน มีที่ดินไม่มีจน” เราคาดหวังว่า นโยบายของพรรคพลังประชารัฐจะช่วยทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีให้ทัดเทียมกับประชาชนประเทศอื่นๆ"


โดยนโยบายการบริหารจัดการน้ำ ไม่ว่าจะเป็นเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุน การกักเก็บน้ำ เพิ่มแหล่งน้ำสำรอง และแหล่งน้ำทางเลือก เพื่อแก้ปัญหาน้ำแล้ง น้ำท่วมซ้ำซาก ซึ่งพรรคพลังประชารัฐจัดทำผังน้ำชุมชน และที่สำคัญในการบริหารจัดการระบบน้ำ เรามีผังในการบริหารทั่วประเทศ เพื่อจัดระเบียบทางเดินของน้ำ


นายอรรถกร ยังกล่าวต่อว่า ในส่วนนโยบายการจัดที่ดิน พรรคของเราจะทำให้คนไทย และเกษตรกรมีที่อยู่อาศัย และสามารถทำกินบนที่ดินของตัวเอง โดยกว่า 3 ปีที่ผ่านมา พลเอกประวิตร ได้เร่งแก้ปัญหาทั้ง 2 เรื่องมาโดยตลอด จนเป็นที่เรียกกันติดปากว่า" ไม่รู้ แต่ไม่แล้ง" และมีการระดมความคิดเห็น ทั้งส.ส.ในพรรค นักวิชาการ การทำประชาสังคมกับชาวบ้าน จนออกมาเป็นนโยบายในวันนี้ 


นอกจากนี้หัวหน้าพรรคเราก็ยังลงพื้นที่ แก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินให้กับพี่น้องประชาชน หลายคนถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา เพราะปัญหาที่รอคอยมาตลอดชีวิตได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้การทำงานของพรรคพลังประชารัฐประสบความสำเร็จก็มาจากการสะท้อนปัญหาจาก ส.ส.ในพื้นที่มาถึงผู้บริหารพรรค จนนำไปสู่การแก้ไข  



 

ธรรมนัส"มาแล้ว! ร่วม"บิ๊กป้อม700" เปิดนโยบาย "ดิน-น้ำ" ลั่น "มีลุง ไม่มีแล้ง" ยกเป็นวาระแห่งชาติ



เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แถลงข่าวเปิดนโยบายพรรคเพิ่มเติม  โดยมีนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง  และเลขาธิการพรรค  นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรค    ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค คณะกรรมการบริหาร และคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายพรรคพลังประชารัฐ  รวมถึงร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา และอดีตเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ด้วย ซึ่งเป็นการเปิดนโยบายที่สำคัญของพรรคอีก 2 เรื่อง ก็คือ เรื่องน้ำ และเรื่องที่ดิน  จากการทำงานในพื้นที่มาโดยตลอดของผม และทีมงาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เข้าไปติดตาม รับฟัง และ แก้ปัญหาน้ำ และที่ดินทั่วประเทศ โดยเฉพาะเรื่องน้ำ ที่ได้นำมาสู่การทำแผนแม่บท บูรณาการ 38 หน่วยงาน ทำผังน้ำ พัฒนาแหล่งน้ำผิวดิน น้ำบาดาล น้ำประปา น้ำเพื่อการเกษตร ออกมาตรการฤดูแล้ง มาตรการฤดูฝน ผลงานชัด ๆ ก็คือ 3 ปีนี้ ไม่มีการประกาศพื้นที่ภัยแล้งเลย เรายืนยันว่า "มีลุง ไม่มีแล้ง"  

ดังนั้น เรื่องน้ำและที่ดิน เป็นนโยบายต่อเนื่องจากนโยบายแรก  ซึ่งภายหลังจากพรรคได้เปิดนโยบายในการเพิ่มเงินสวัสดิการในบัตรประชารัฐเป็น 700 บาทต่อเดือน ได้รับกระแสตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี แต่นโยบายของพรรค ยังมีอีกหลายด้านที่มุ่งเน้นให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น "อยู่ดีกินดี" เพราะทุกวันนี้ ปัญหาความยากจน ยังคงมีอยู่ พรรคพลังประชารัฐ พร้อม ! ขจัดปัญหาความยากจน โดยประกาศเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อแก้ปัญหาที่สำคัญ เช่น ปัญหาหนี้สิน ปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ ปัญหาการบริหารจัดการน้ำ และ ปัญหาที่ดินทำกิน เป็นต้น

สำหรับนโยบายที่พรรคประกาศเพิ่มเติมในวันนี้  นโยบายที่ 1 เราพร้อม ! สานต่อนโยบายการบริหารจัดการน้ำ เติมน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ เพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำ เพิ่มแหล่งน้ำสำรอง และแหล่งน้ำทางเลือก แก้ปัญหา น้ำแล้งน้ำท่วมซ้ำซาก จัดทำผังน้ำชุมชน จัดระเบียบทางน้ำทั่วประเทศ ยกระดับการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำ พร้อมเผชิญภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ซึ่งจะเป็นการลดความสูญเสียทั่งชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนได้อย่างยั่งยืน

นโยบายที่ 2   เราพร้อม ! สานต่อนโยบายบริหารจัดการที่ดิน  “มีเรา มีที่ทำกิน มีที่ดินไม่มีจน” เพื่อให้คนไทยมีที่อยู่อาศัย และที่ทำกิน ด้วยการ "ปฏิรูประบบที่ดิน คืนที่ทำกินให้ประชาชน" โดย เร่งรัดออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินทุกประเภท เปลี่ยน ส.ป.ก. เป็นโฉนด จัดที่ดินของรัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ให้คนไร้ที่ทำกินกว่า 2 ล้านราย ยกระดับธนาคารที่ดิน ตั้งศูนย์พิสูจน์และคุ้มครองสิทธิประชาชน ชะลอการดำเนินคดีและนิรโทษกรรมความผิดเกี่ยวกับที่ดิน และสังคายนากฎหมายที่ดินทั้งระบบ เพื่อใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างคุ้มค่าสูงสุดรองรับการพัฒนาประเทศ และคืนความยุติธรรมให้กับประชาชนอย่างเท่าเทียม


 

วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2565

"ปลัด มท." พร้อมพระที่ปรึกษา ลงพื้นที่เมืองสองแคว ยกอำเภอมืองต้นแบบแก้จนตามแนวพอเพียง สอดรับ UN SDGsและBCGโมเดล



วันที่ 21 ธันวาคม 2565 เวลา 09.00 น. ที่ศูนย์เรียนรู้พัฒนาชุมชนแบบยั่งยืน บ้านวังส้มซ่า อ.เมืองพิษณุโลก จ.พิษณุโลก นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิด “ศูนย์เรียนรู้พัฒนาชุมชนแบบยั่งยืน บ้านวังส้มซ่า” และตรวจเยี่ยมประเมินผลเชิงประจักษ์อำเภอนำร่อง บำบัดทุกข์ บำรุงสุข เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นอำเภอ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ยอดเยี่ยม ซึ่งอำเภอเมืองพิษณุโลกได้นำเสนอ “โครงการปลุกพลังความคิด ปรับวิถีชีวิตด้วยเศรษฐกิจพอเพียง เปลี่ยนเมืองพิษณุโลกสู่ความยั่งยืน (SDGs) เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน” (โครงการ 3 ป. สู่ความพอเพียง อ.เมืองพิษณุโลก จ.พิษณุโลก)” โดยได้รับเมตตาจากท่านเจ้าคุณพระพิพัฒน์วชิโรภาส ที่ปรึกษาปลัด มท. ร่วมลงพื้นที่ 


โครงการ 3 ป. สู่ความพอเพียง อ.เมืองพิษณุโลก จ.พิษณุโลก ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 17 ข้อ (UN SDGs)  


 บูรณาการการทำงานด้วย “กลไก 357” คือ 3 ระดับ : ระดับชุมชน/หมู่บ้าน ระดับจังหวัด และระดับประเทศ 5 กลไก : การประสานงานภาคีเครือข่าย การบูรณาการแผนงานและยุทธศาสตร์ การติดตามหนุนเสริมและประเมินผล การจัดการความรู้ และการสื่อสารสังคม 7 ภาคีเครือข่าย : ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคผู้นำศาสนา ภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม และภาคสื่อสารมวลชน  มี B SEP  BCG เป็นฐาน เกิดส้มซ่าโมเดล


โดยสรุปว่า “ทีมอำเภอนำร่องฯ สร้าง "ผู้นำทำก่อน” อบรมเชิงปฏิบัติการ “สร้างนักขับเคลื่อนระดับตำบล (D-CAST)” จำนวน 3 รุ่น ๆ ละ 100 คน รวม 300 คน  และจัดเวทีประชาคมรับฟังความคิดเห็นและสร้างการรับรู้ในระดับตำบล ตำบลละ 100 คน รวม 2,000 คน และนำกิจกรรมปรับวิถีชีวิตด้วยเศรษฐกิจพอเพียงผ่าน 6 กิจกรรม คือ 1) น้อมนำแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” ขับเคลื่อนด้วยพลังบวร “บ้าน” โดยใช้ครัวเรือนต้นแบบ 19 ตำบล 173 หมู่บ้าน ๆ ละ 20 ครัวเรือน รวม 3,460 ครัวเรือน “วัด” ตำบลละ 1 วัด รวม 19 แห่ง “โรงเรียน” ตำบลละ 1 แห่ง รวม 19 แห่ง ซึ่งทุกคนในหมู่บ้านมีการปลูกพืชผัก ผลไม้ สมุนไพร อย่างน้อย 15 ชนิด ไว้บริโภคเพื่อลดรายจ่ายหลายแสนบาทและจำหน่ายสร้างรายได้เพิ่มเกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในเวลา 3 เดือนจำนวนกว่า 3 ล้านบาท มีการจัดทำบัญชีครัวเรือน ทำให้ทราบผลการลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้มากขึ้น และยังมีการจัดทำถังขยะเปียกลดโลกร้อนหมู่บ้านละ 20 ครัวเรือน และขยายผลครบทุกครัวเรือน ควบคู่กับ 1 ตำบล 1 ถนนกินได้ เป็นแหล่งอาหารชุมชนสร้างความมั่นคงทางอาหารอีก 19 แห่ง ในระยะทางกว่า 20 กิโลเมตร 


2) ทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา ผ่านกิจกรรมหว่านวันแม่ เกี่ยววันพ่อ ห้องเรียนหัวคันนา ครูพาทำ สร้างฐานสอนลูกดำนา ส.ว. เอามื้อสามัคคี ทำให้ยกระดับ บริหารพื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้สู่ประชาชนได้ 


3) ชุมชนสวัสดิการสร้างงาน สร้างรายได้ โดยนำกลุ่มเป้าหมายใน TPMAP และ ThaiQM จำนวน 370 ครัวเรือน มาอบรมให้ความรู้ สร้างงาน สร้างอาชีพ อบรมพัฒนาคุณภาพชีวิต จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในชุมชน เช่น ลูกประคบสมุนไพร ยาดม มีการทำกองทุนสวัสดิการเป็นรายได้เพื่อปันน้ำใจช่วยเหลือสังคม และไปพัฒนากลุ่มเปราะบางและผู้ประสบปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ 


4) ธนาคารพันธุกรรมพืชสร้างเครือข่าย โดยสามารถจัดตั้งธนาคารพันธุกรรมพืชในทุกตำบล และแหล่งรวบรวมอนุรักษ์ใช้ประโยชน์จากพันธุ์พืช สร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน 5) ตลาดประชารัฐ โดยจัดตลาดหน้าวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร (วัดใหญ่) เชื่อมโยงกิจกรรม “ชินะราชา เบิกฟ้าเสริมบุญ ตักบาตรรับอรุณ หน้าวิหารเสริมพลังศรัทธา @ เมืองสองแคว” ทุกเช้าวันเสาร์ ตั้งแต่ 5:00 – 10:00 น โดยนำผลผลิตจากกิจกรรมบ้านนี้มีรักปลูกผักกินเอง โคก หนอง นา ชุมชนสวัสดิการ และพื้นที่การเรียนรู้ชุมชนพัฒนา มาจำหน่ายสร้างรายได้ให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ จำนวนกว่า 50,000 บาทต่อครั้ง นอกจากนี้ ยังได้ขยายผลตลาดวัฒนธรรมตลาดชุมชนประจำหมู่บ้าน/ตำบลให้เป็นแหล่งจำหน่ายผลผลิตสร้างรายได้ และ 6) พื้นที่การเรียนรู้ชุมชน เป็นแปลงสาธิตต้นแบบบ้านนี้มีรักปลูกผักกินเอง แหล่งขยายพันธุ์ข้าวหลากสี ข้าวพันธุ์พื้นถิ่นกว่า 50 สายพันธุ์ เป็นที่เก็บเกี่ยว/จำหน่ายผลผลิต เป็นตลาดประชารัฐ แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และส่งเสริมขยายพื้นที่ต้นแบบให้มีมากขึ้น”


จากนั้น ภาคีเครือข่ายในพื้นที่ได้นำเสนอความก้าวหน้าการขับเคลื่อน ได้แก่ 1. โครงการถนนกินได้ ถนนแห่งความสามัคคี ด้วยการปลูกพืชผักสวนครัวตลอดแนวถนน 800 เมตร เพื่อให้เป็นถนนแห่งความสามัคคี เป็นถนนกินได้ 2. ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตำบลไผ่ขอดอน ปลูกพืชผักสวนครัว เลี้ยงหมูป่า โดยเอามูลหมูทำปุ๋ยบำรุงดิน เลี้ยงกบ ปลาเลี้ยงไก่ เพาะเห็ด พร้อมนำจุลินทรีย์บำบัดน้ำเสีย 3. โคก หนอง นา สาธิตฐานเรียนรู้ โดยมีหลุมพอเพียง ทำให้เราได้พืชผักสวนครัวไว้กินตลอดทั้งปี มีพืชประธานไว้กลางหลุม พืชเลี้ยงไว้บังแดด เพื่อลดและประหยัดการใช้น้ำ และทำแซนวิชปลา ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ 4. บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง ไม่ใช้สารเคมี แบ่งปันกันกิน พอเหลือกินก็จะขาย 5. วิชชาลัยชาวนา มีแปลงผัก 28 ชนิด บ่อปลา แปลงสาธิตนาข้าวกว่า 50 สายพันธุ์ โดยความร่วมมือกับคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร 6. สวนแปลงผักเศรษฐกิจพอเพียง ปลูกผักขั้นบันไดเพื่อชะลอน้ำมาหล่อเลี้ยงพืชผักสวนครัว ขั้นที่ 1 ถั่วฝักยาว ขั้นที่ 2 พริก ขั้นที่ 3 มะเขือแป้น มะเขือยาว มะเขือเปราะ ขั้นที่ 4 กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ผลผลิตทุกอย่างไม่ขาย แต่จะให้ลูกบ้านนำไปแจกจ่ายให้กับคนยากไร้ เด็กนักเรียน และวัด 7. กิจกรรมบ้านนี้มีรักปลูกผักกินเอง เอื้อต่อวิถีชีวิตสู่เศรษฐกิจพอเพียง ปลูกพืชผักสวนครัว ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ และ 8. ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง การบริการจัดการน้ำ การป้องกันการพังทลายหน้าดินด้วยการปลูกหญ้าแฝก สาธิตการปลูกนาข้าวในรูปแบบนาโยน และปลูกผักปลอดสารพิษ ปลูกผักในกระถาง ในยางรถยนต์ และจัดทำถังขยะเปียกลดโลกร้อน


น.ส.วรัญญา หอมธูป และ อ.ศรัณย์พร เกิดเกาะ กล่าวว่า ทีม อ.เมืองพิษณุโลก มุ่งพัฒนาโดยยึด”คน” เป็นฐาน สิ่งที่เป็นกลยุทธ์ที่แยบยลที่สุด คือ “การสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนและการลุกขึ้นมาเข้าใจในสิ่งที่เป็นหลักการ” ให้รู้ว่าการพัฒนาพื้นที่และการพัฒนาคนให้มีความสุขที่แท้จริง มีกระบวนการ คือ “ความพอเพียงที่จะทำให้เกิดความพอดี” และแม้ว่าโครงการอำเภอนำร่องฯ จะหมดไป แต่กระบวนการที่เกิดขึ้นนี้จะถูกสานต่อไปเรื่อย ๆ ด้วยความเข้าใจของคน เพราะคนเป็นองค์ความรู้ที่ยั่งยืนที่สุด เมื่อเขาเรียนรู้แล้วก็จะบอกต่อความรู้ไปยังคนอื่น ๆ จนกลายเป็นวิถีชีวิต และส่งต่อจากคนสู่คน ทำให้เกิดผลสำเร็จมากที่สุด และเกิดความสุขมวลรวมชุมชน (Gross Village Happiness : GVH ) โดยเติมเต็มด้วยงานวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาทักษะคน เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ให้ดีขึ้น


“นายอำเภอเมืองพิษณุโลกเป็นต้นแบบ ” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติม

Song: See the Aggregates, Then Let Go Inspired by the Radha Saṃyutta, Ayācana Vagga

[Verse 1] The body is born, then changes away, Feelings arise and pass through the day. Perception remembers, formations appear, Consciousne...