แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สื่อวิทยานิพนธ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สื่อวิทยานิพนธ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2562

ธรรมประกาศนโยบาย-พระพรหมบัณฑิตหลักการและวิธีการเทศน์




ตกปลานอกบ้าน-จรถ สื่ออนไลน์
ประสานสิบทิศ - รวบรวมคนมาทำงานให้เกิดประโยชน์  เครือข่าย สีหเสนาบดี
ผูกมิตรทั่วหล้า - ไม่ว่าศาสนาใด
บริหารปั้ญญา - รู้แหล่งข้อมูล อาศัยปัญญาตนเองและคนอื่น (เตรียมข้อมูลให้เป็นเรื่องๆหรือกัณฑ์เทศน์ หาโมเดล ไอดอล ต้นแบบ) การจัดการความรู้ 
สาลิกาป้อนเหยื่อ - เทศน์งามเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด - วิธีการ สี่ข้อข้างต้นคือหลักการ
ต้องมีปฏิสัมภิทาสี่ นิรุตติใช้ภาษาตรงกับผู้รับ

การตอบคำถามในพระไตรปิฎก 4 ต้องมี 3 นิเทศก์
ใช้สื่อให้ตรงกับผู้รับสาร
4ส.ตัวชี้วัดการสื่อสาร

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

สังฆสามัคคี: มองคณะสงฆ์ผ่านบทบาทการเมือง


ในการมีส่วนร่วมทางการเมืองนั้น พระเมธีธรรมาจารย์อธิบายว่า หากมองว่าพุทธศาสนาคือสันติภาพและความร่มเย็น นำมาซึ่งจิตใจโอบอ้อมอารีของผู้คนแล้ว เป็นไปได้ไหม ที่พระสงฆ์ควรมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น มีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ เพราะการร่างรัฐธรรมนูญจะมีประโยชน์อะไรหากไม่มีเรื่องของคุณธรรมจริยธรรมเข้าไปอยู่ด้วย
https://waymagazine.org/buddhist-monks-and-politics/

ใจรัก
ใจสู้
ใจจ่อ
ใจจด
ใจกว้าง

วันพุธที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

"พุทธเป็นราก..วิทย์" # 2 สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโต)



เทศโนโลยีแบบก้าวหน้าที่อาศัยวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบความจริงของธรรมชาติแบบไม่มีที่สิ้นสุด ช่วยให้มนุษย์สะดวกสบาย ทำให้ก้าวข้ามยุคอุตสาหกรรมไปสู่ยุคข้อมูลข่าวสารสนเทศ แต่พัฒนาไปสู่ความสุดโต่ง

การสื่อสารมีความสำคัญ
เดิมพูดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น ต่อไปจะต้องสื่อสารเป็น
ปากเป็นเอก
ต่อไปจะมีความสำคัญ

มองความแตกต่างเป็นความผสมประสานกลมกลืน (ธรรมชาติ) เป็นไปด้วยดี เกื้อกูล เติมเต็ม  ให้เกิดดุลยภาพ จะเกิดได้ด้วยการศึกษา

โดยเริ่มจาก คิดเป็นเจตคติ โดยเฉพาะเจตคติวิทยาศาสตร์ ทำให้จิตใจของมนุษย์มีความก้าวหน้ามากขึ้น แต่ไม่ควรหลงกับผลสำเร็จของวิทยาศาสตร์

เจตคติเชิงพุทธที่เอื้อต่อวิทยาศาสตร์ หลักการพื้นฐาน
มองสิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุปัจจัยคือสัมมาทิฏฐิคล้ายวิทยาศาสตร์แต่ไม่เหมือนกันทั้งหมด ส่วนพุทธสร้างสรรค์ชีวิตที่ดีงามด้วยคือจริยศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์


มนุษย์หากมีเจตคติเชิงพุทธเกี่ยวกับเทวดาแม้ว่าจะเชื่อว่ามีหรือไม่มีก็ไม่ใช่ปัญหาในการดำเนินชีวิต



วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

Media Disruption: EP8 ผลกระทบต่อ 'สิทธิแรงงาน' คนทำงานสื่อ

กรณีในไทย จากรายงาน 'ชีวิตคนข่าวยุคดิจิทัล: เมื่อวงการสื่อถูก Disrupt นักข่าวก็ถูก Disrupt' โดย อรวรรณ จิตรรัมย์, สื่อมวลชนอิสระ, TCIJ School รุ่นที่ 6 ได้ศึกษาชีวิตการทำงานของคนทำงานสื่อออนไลน์ 3 ตัวอย่าง พบปัญหาคือ คนทำงานองค์กรสื่อออนไลน์ที่เป็นองค์กรขนาดเล็กในไทย ต้องเผชิญกับสภาพการทำงานที่หนัก คนทำงานหนึ่งคนต้องทำงานหลายตำแหน่ง เช่น ผลิตเนื้อหา พิสูจน์อักษร ทำงานวีดีโอ ดูแลเพจ และงานหลังบ้านอื่นๆ เช่นเดียวกับนักข่าวมัลติมีเดียทีวีดิจิทัล ที่ต้องรับหน้าที่หลายอย่าง ทั้งหาประเด็น เขียนบท ถ่ายวิดีโอ สัมภาษณ์แหล่งข่าว และตัดต่อ ซึ่งเป็นการทำงานตั้งแต่ Pre-Production จนถึง Post-Production ให้จบในคนๆ เดียว
https://www.tcijthai.com/news/2019/11/scoop/9586

วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2562

แนะสติดิจิทัล! เสริมแกร่งพระธรมทูต แผ่ธรรมต่างแดน



วันที่ 19 มี.ค.2562  พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส รศ.ดร. ผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติและหลักสูตรสันติศึกษา  มหาวิทยาลัยมหาุจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) เปิดเผยว่า ถือโอกาสรับความเมตตานุเคราะห์จากพระโสภณวชิราภรณ์  รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มจร ให้ไปแบ่งปันประสบการณ์ทำงานกับว่าที่พระธรรมทูตกว่า 100 รูป ที่กำลังเก็บตัวฝึนฝนพัฒนาทั้งภาคทฤษฏีและปฏิบัติอย่างเข้มข้น

ยุคดิจิทัลเป็นยุคแห่งความเร็ว ไว แรง ยื้อแย่ง แข่งขัน และเสพแบบไร้รูปแบบด้วยพลังแห่งตัณหา มานะ และทิฐิ จึงเสนอให้เติมสติ ( Mindfulness) ที่เป็นจุดแข็งของพระพุทธศาสนาเข้าไปให้กลายรูปเป็น  Mindful Digital หรือ สติดิจิทัลเพื่อให้สติเข้าไปทำหน้ากำกับดิจิทัล เพื่อมิใช้การใช้สอยหลงทิศผิดทาง

"พระธรรมทูต เป็นทูตแห่งธรรม นำธรรมไปให้คนทำ เพื่อให้พัฒนาจากรู้จำ สู่การรู้จักและรู้แจ้งในธรรม เมื่อนั้น ธรรมจะทำหน้ารักษามนุษยชาติและโลกใบนี้ เช่นเดียวกับเหล่าพระธรรมทูตชุดแรก 60 รูป ที่ฝึกตนในป่าอิสิปนตนมฤทายวัน แล้วเดินทางออกไปเกื้อกูน ส่งต่อความสุข และร่วมอนุเคราะห์ชาวโลก"

พาโลกที่กำลังมืดบอดสู่ความสว่างไสวทางปัญญา พาคนออกจากตัญหามุ่งรักษากายใจให้ร่มเย็น ใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์แก่เพื่อนร่วมโลก พ้นทุกข์โศกวิโยคภัย ไร้การเบียดเบียนข่มเหงรังแก เหล่านี้ คือบทบาทและหน้าที่สำคัญของผู้เพียรศึกษาพัฒนาตนเพื่อเป็นพระธรรมทูต

พร้อมกันนี้วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ มจร  เปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรครูสติ (Certi.Programme in Mindfulness Master) เมื่อวันที่ 16 มี.ค.2562 ที่ผ่านมาโดยพระราชปริยัติกวี,ศ.ดร. อธิการบดี มจร เป็นประธานและให้โอวาทแก่นักศึกษานานาชาติ รุ่นที่ 1 ที่เข้ารับการพัฒนาและฝึกอบรม จำนวน 55 รูป/คน

อธิการบดี มจร ย้ำว่า การเรียนหลักสูตรครูสตินั้น ต้องเริ่มจากดารเป็นครูสอนตัวเอง ทั้งหลักการและวิธีในการปฏิบัติ เพื่อตนเข้าถึงความสุขอย่างแท้จริง แล้วจึงออกไปทำหน้าที่เป็นครูสอนผู้อื่นที่กำลังเผชิญหน้ากับความทุกข์ในโลกยุคดิจิทัลที่กำลังเปลี่ยนไป

สำหรับหลักสูตรประกาศนียบัตรครูสตินี้ มีจำนวน 24 หน่วยกิต ใช้ระยะศึกษา 1 ปี รายวิชาหลักประกอบด้วยสติในพระไตรปิฏก อาณาปานสติ สติปัฏฐาน จริยธรรมพื้นฐานสำหรับครูสติ เทคนิคการสอบอารมณ์ พุทธจิตวิทยาสำหรับครูสติ สติภาวนา การเรียนรู้ที่มีสติเป็นฐาน และการจัดตั้งและการพัฒนาสำนักสติภาวนา รวมถึงทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษสำหรับครูสติ เป็นต้น

วัตถุประสงค์หลักของการเปิดหลักสูตรเพื่อพัฒนาครูสตินั้น เกิดจากความต้องการของสังคมโลกที่มุ่งแสวงหากลุ่มคนที่เทคนิคและทักษะการสอนในประเทศต่างๆ ในระดับนานาชาติ #วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ มจร จึงบรรจุประเด็นนี้เอาไว้ในแผน 12 เพื่อตอบโจทย์ของสังคมโลก ให้สอดรับกับวิสัยทัศน์ของวิทยาลัยที่มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางพุทธศาสตร์ระดับนานาชาติ


วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2562

‘Data journalism’ ทางรอดสื่อยุคดิจิทัล



‘Data journalism’ กลยุทธ์ทางรอดการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนในยุคดิจิทัล
ในปัจจุบันวงการสื่อสาร มวลชนมีความเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตเป็นอย่างมาก การเข้ามาของโซเชี่ยลมีเดียทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้รวดเร็วมากว่าเดิมโดยไม่ต้องพึ่งพานักข่าวอย่างเดียวเหมือน ที่ผ่านมา   

ด้วยเหตุนี้จึงเกิดคำถามว่าสื่อมวลชนยังจำเป็นต้องมีอยู่หรือไม่ และอะไรจะเป็นตัวช่วยให้แขนงวิชาชีพนี้ กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง 

การเข้ามา Data journalism จึงเป็นคำตอบและอีกเป็นอีก 1 ตัวช่วยที่จะทำให้สื่อมวลชนสามารถเอาตัวรอดในช่วงสภาวะที่การนำเสนอข่าวในแขนงต่างๆถูกความไวและฉาบฉวยของโซเชี่ยลมีเดียบดบัง 

ดร.เอกพล เถียรถาวร อาจารย์ประจำสาขาวารสารศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้กล่าวถึงการรายงานข่าว โดยใช้ Data journalism ในโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกูรูออนไลน์ ปีที่ 4 ครั้งที่  1 โดยระบุว่า

Data journalism เป็นการรายงานข่าวจากข้อมูลเชิงประจักษ์ หรือข้อเท็จจริงที่จับต้องได้ เป็นหลักโดย วิเคราะห์ อย่างเป็นระบบ ผสมผสานกับการตั้งคำถามและการเล่าเรื่อง เพื่อให้เกิดเป็นประเด็นใหม่ แล้วนำเสนอข้อมูลในรูปแบบของตาราง หรืออินโฟกราฟฟิก ให้ประชาชนสามารถรับรู้และเข้าใจเรื่องดังกล่าวได้ง่ายขึ้น 

‘ในประเทศไทยเริ่มมีการใช้ Data journalism มารายงานข่าวบ้างแล้วโดยเฉพาะสื่อออนไลน์ ข่าวที่นำเสนอ Data journalism อันดับ 1 คือข่าวการเมือง รองลงมาคือด้านการเงินและลงทุน อย่างไรก็ตามข่าวบันเทิงและกีฬาก็นำมาใช้ได้เช่นกัน’   ดร.เอกพล กล่าว

ดร.เอกพล ยังได้ยกตัวอย่าง สำนักข่าวออนไลน์อย่าง The MATTER  ได้เริ่มใช้ Data journalism มาสร้างประเด็นใหม่ให้น่าสนใจ อย่างการนำเสนอเรื่องเปิด ‘กรุผีไทย’ จากรายการ The shock 

ดร.เอกพล ยังพูดถึงการเข้าถึงข้อมูลเพื่อรายงานข่าวในสไตล์  Data journalism สามารถ ทำได้หลากหลายวิธีไม่ว่าจะเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง การขอข้อมูลจากภาครัฐโดยการใช้พ.ร.บ. ข่าวสาร แม้กระทั่งข้อมูลจาก google data ก็สามารถนำใช้ได้

‘เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วเราสามารถหาประเด็นจากข้อมูล จากการนับความถี่ หรือ คิดเป็นสัดส่วน มากน้อยแค่ไหน กี่เปอร์เซ็น หรือจะเป็นการเปรียบเทียบทางสังคม,พื้นที่,เวลา แนวโน้มการเพิ่มหรือลดในแต่ละปี เพื่อมาสนับสนุนการรายงานข่าวจาก Data journalismได้’ ดร.เอกพล กล่าว 

อย่างไรก็ตาม ดร.เอกพล ระบุว่า ยังไม่มีคำตอบว่า Data journalism จะมาแทนที่การทำข่าวแบบเดิมหรือได้หรือไม่ แต่สิ่งที่ Data journalism ทำได้ในขณะนี้คือ ช่วยเหลือสื่อออนไลน์ หรือสื่อในแขนงต่างๆ ทำประเด็นข่าวให้ดูดีและมีประโยชน์ อีกทั้งเป็นการเจาะลึก ช่วยเปิดเผยเรื่องที่ปกปิดอยู่ในรูปแบบของข้อมูลที่กระจัดกระจาย เป็นส่วนซับพอร์ตที่ทำให้ข่าวน่าเชื่อถือมากขึ้น

 ‘โลกของเราเต็มไปด้วยทรัพยากรข้อมูล เราสามารถดึงมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ในแง่ต่างๆได้ และ Data journalism มีความสำคัญต่อผู้บริโภคเป็นอย่างมาก เพราะช่วยให้ผู้บริโภค สร้างความคุ้นเคยการบริโภคข่าวจากข้อเท็จจริง ทำให้ รู้เท่าทันไม่ถูกบิดเบือนข้อมูลจนเกิดความเข้าใจผิดได้’  ดร.เอกพล กล่าวทิ้งท้าย 

นับว่า ‘Data journalism’ เป็นทางรอดของสื่อยุคดิจิทัลที่ต้องใช้สู้กับกระแสข่าวจากโซเชี่ยลมีเดียที่เต็มไปด้วยความฉาบฉวย สามารถสร้างประโยชน์ให้กับผู้สื่อข่าวและผู้ที่รับข่าวสารได้อย่างแท้จริง

Cr. https://www.tnnthailand.com/content/14513?fbclid=IwAR1JFTjPqxhR2PfZVlQv7fTltipVAp9yn3Xq7fxoNxm-_trIT-y9n4UYpjQ

วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2562

ทักษะจำเป็นของคนทำงานยุคดิจิทัล ต้องมีอะไรบ้าง?

ทักษะจำเป็นของคนทำงานยุคดิจิทัล ต้องมีอะไรบ้าง? https://positioningmag.com/1217093?fbclid=IwAR3T14E3znQMx-zynP-Yt9Hb6-AdBfgIC86HYjKSZUeDKISWtcAibNeiukA

AI ของ IBM ช่วยเอาชนะความยากจน

AI ของ IBM ระบุว่า "โรงเรียนอนุบาลสามารถส่งเสริมความสำเร็จทางการศึกษาของเด็ก ช่วยเอาชนะความยากจน และนำไปสู่จำนวนอาชญากรรมที่ลดลง" - http://forbesthailand.com/news/it/เมื่อ-หุ่นยนต์-ai-ของ-ibm-ปะท.html?fbclid=IwAR3I7AdvsdTeVEV9eTFBDdxDyN4zUvCGK7oOl_gQ3pbc_7D3UvLsoScyshA

กว่าจะมาเป็นนักวิจัยเพื่อท้องถิ่น ต้องมีทักษะอะไรบ้าง : บทเรียนของนักวิจัยรุ่นพี่

กว่าจะมาเป็นนักวิจัยเพื่อท้องถิ่น ต้องมีทักษะอะไรบ้าง

: บทเรียนของนักวิจัยรุ่นพี่


https://www.vijaitongtin.com/บทความ/กว-าจะมาเป-นน-กว-จ-ยเพ-อท-องถ-น-ต-องม-ท-กษะอะไรบ-าง-บทเร-ยนของน-กว-จ-ยร-นพ?onlyContent=1&fbclid=IwAR3987AFlWAtdkoZCOUvNiwaG7kWLL71yHT-PGZyBJ8yE0VmrcKxZ92N0c0

LINE ประเทศไท นำปัญญาประดิษฐ์ (AI)

LINE ประเทศไท นำปัญญาประดิษฐ์ (AI)
“กวิน ตั้งอุทัยศักดิ์” ผู้อำนวยการธุรกิจคอนเทนต์ LINE ประเทศไท นำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยให้แนะนำคอนเทนต์ได้ตรงตามความต้องการผู้ใช้งานแต่ละรายมากขึ้น
“นรสิทธิ์ สิทธิเวชวิจิตร” ผู้อำนวยการฝ่ายขายและสื่อโฆษณา LINE กล่าวว่า ยอดโฆษณาบน LINE TV เติบโตกว่า 100% ต่อปี
ไม่หยุดแค่เบอร์ 1 ในตลาด ลุยปักธง “LINE TV = ทีวีออนไลน์”https://www.prachachat.net/ict/news-291104

หุ่นยนต์ทำงานแทนนักข่าวได้แล้ว!
AIแบ่งปันศรัทธา วัดญี่ปุ่นเปิดตัว "หุ่นยนต์" เผยแพร่คำสอนศาสนา


         วัดโคไดจิในเกียวโตเปิดตัว "Mindar" หุ่นยนต์เจ้าแม่กวนอิม เพื่อเผยแพร่คำสอนศาสนาให้แก่ผู้คน
         เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือที่พูดกันติดปากว่า “AI” (Artificial Intelligence) ถูกยกเป็นไฮเทคที่กำลังมาแรงที่สุดในยุคนี้ จากการที่มนุษย์พัฒนาขีดความสามารถของคอมพิวเตอร์ ให้สามารถจดจำ คำนวณ และวิเคราะห์ข้อมูลได้เอง จนพูดได้เต็มปากว่า AI ฉลาดไม่แพ้มนุษย์
         ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา AI อยู่ใกล้ชิดกับคนเรามากอย่างที่เราก็อาจจะไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นระบบสแกนใบหน้า หรือกล้องถ่ายรูปบนสมาร์ทโฟนที่สามารถจดจำและรู้ได้ว่ากล้องกำลังโฟกัสสิ่งใดอยู่ คน, สัตว์ หรือธรรมชาติ จนถูกนำมาพัฒนาใช้กับทุกแวดวง ไม่เว้นแม้แต่ “วงการความเชื่อ ความศรัทธา”
         โดยเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา วัดโคไดจิ ใน จ.เกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ได้เปิดตัว “Mindar” หุ่นยนต์เจ้าแม่กวนอิม เพื่อเผยแพร่คำสอนศาสนา ซึ่งหุ่นยนต์สามารถสวดปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร (พระสูตรสำคัญในพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน) และเทศน์ได้ โดยมินดาร์จะกล่าวคำสอนในภาษาญี่ปุ่น แต่ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่น เพราะหุ่นยนต์จะแปลซับไตเติ้ลเป็นภาษาอังกฤษและจีนฉายบนผนังให้ด้วย โดยขณะที่บรรยายก็จะมีซาวด์ดนตรีธรรมะเพราะๆ ให้ผู้ฟังได้รู้สึกสบายอกสบายใจด้วย
         มินดาร์ซึ่งมีความสูงประมาณ 195 ซม. หนัก 60 กก. ในตาซ้ายติดตั้งกล้อง ลำตัวทำจากอะลูมิเนียม ซึ่งมีชิ้นส่วนกลไกสามารถมองทะลุได้ ส่วนใบหน้าและมือทั้งสองข้างเป็นซิลิโคน สร้างขึ้นโดย บริษัท A-Lab Co จากความร่วมมือกันระหว่างวัดเซนและ ฮิโรชิ อิชิกุโระ ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์แห่ง ม.โอซากา โดยใช้งบประมาณ 100 ล้านเยน (ราว 29 ล้านบาท) ซึ่งวัดต้องการให้ทีมงานพัฒนาหุ่นยนต์ที่สามารถสั่งสอนคำสอนของชาวพุทธ ในแบบที่เข้าใจได้ง่ายๆ เพื่อช่วยให้ผู้คนได้รับความสงบสุข
         เทนโช โกโตะ หัวหน้าผู้ดูแลวัดในย่านฮิกาชิยามา ในเกียวโต เผยว่า ถ้าหุ่นยนต์ที่เปรียบเสมือนพระพุทธรูปเป็นผู้เผยแพร่คำสอนและเทศน์ชาวพุทธด้วยตัวเอง น่าจะทำให้ผู้ฟังสนใจและเข้าใจหลักคำสอนได้ง่ายมากยิ่งขึ้น “เราต้องการให้คนจำนวนมากมาดูหุ่นยนต์ เพื่อคิดเกี่ยวกับแก่นแท้ของพุทธศาสนา” โกโตะ กล่าว ขณะที่เจ้าหน้าที่วัดคนอื่นๆ เองก็หวังว่า หุ่นยนต์เจ้าแม่กวนอิมจะช่วยให้คนที่มีห่างไกลวัดหันมาสนใจพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น
         มินดาร์มีกำหนดจะออกเทศนาคนที่มาเยี่ยมชมวัดอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 มี.ค.- 6 พ.ค.นี้ โดยจะเริ่มจากผู้ชม กลุ่มเด็กมัธยมและผู้สูงอายุก่อน
         ทั้งนี้ เมื่อเดือน ต.ค. 2015 วัดพุทธในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ก็มีการเปิดตัวหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ “หลวงจีน” ที่มีชื่อว่า เซียนเอ๋อ เพื่อเพิ่มกลวิธีในการเผยแพร่คำสอนของพระพุทธเจ้าเช่นกัน ซึ่งหลวงจีนสามารถเคลื่อนที่ไปมาได้ สนทนาธรรม และตอบโต้แบบง่ายๆ ได้ ที่สำคัญสวดมนต์นำได้ด้วย
         ในยุคที่เทคโนโลยีเติบโตอย่างก้าวกระโดด วิถีชีวิตคนเราก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ความเชื่อกับวิทยาศาสตร์ฟังดูเป็นเรื่องที่ขัดแย้งและสวนทางกันอยู่ร่ำไป แต่สำหรับหุ่นยนต์ AI ในวัด เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ช่วยให้โลกทั้งสองใบดำเนินควบคู่กันไปได้อย่างสร้างสรรค์จริงๆ เป็นอีกหนึ่งความหวังของผู้สืบทอดศาสนาที่จะชักจูงคนรุ่นใหม่ ที่นับวันเริ่มมีวิถีชีวิตที่ห่างไกลหลักคำสอนมากขึ้นเรื่อยๆ ให้หันมาสนใจทำนุบำรุงและปฏิบัติศาสนกิจกันมากยิ่งขึ้น
         ภาพจากยูทูป KyodoNews


         ที่มา: https://www.posttoday.com/world/582231

วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2562

อธิการ มจร'แนะครูวิถีพุทธยุคดิจิทัลต้องมี'3A' ชี้สร้างคนด้วยไอทียังไม่สมบูรณ์หากขาดพัฒนาจิตวิญญาณ ชี้หุ่นยนต์เป็นเพียงตัวช่วยครู




วันที่ 2 มี.ค.2562  พระราชปริยัติกวี,ศ.ดร. อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) เป็นประธานพิธีเปิดโครงการปิจฉิมนิเทศนิสิตหลักสูตร ป.บัณฑิตวิชาชีพครู รุ่นที่ 4 โดยมีผู้บริหาร คณาจารย์ และนิสิต ป.บัณฑิต รุ่นที่ 4 และ 5 ร่วมงานประมาณ 350 รูป/คน ที่ห้องประชุมเธียร์เตอร์ D อาคารเรียนรวม มจร อ.วังน้อย จ.พระนครอยุธยา ได้ให้โอวาทและบรรยายพิเศษเรื่อง "การพัฒนาครูตามแนวพระพุทธศาสนาในยุคดิจิทัล" สาระสำคัญโดยสรุปว่า

ยุคติจิทัล เทคโนโลยี
ต้อง
ปรับตัว 
ก้าวทัน
 รู้เท่าทัน 
ใช้เป็น 
ทำประโยชน์ได้ ถึงแม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียง ก็ไม่สามารถสร้างคนให้เป็นคนที่สมบูรณ์ human being เพราะขาดจิตวิญญาณ เช่น 
หุ่นยนต์
ทำงาน 
อ่านข่าว 
ทำอาหาร 
สอนหนังสือ 
สื่อการเรียนรู้

แต่สอนแทนครูไม่ได้(พระพรหมบัณฑิต) 
 ครู ต้องปรับ  

ครูวิถีพุทธในยุคดิจิทัลควรมีทักษะ 3 ด้าน คือ Academic Leadership, Administrative Literacy และ Adept Life (Life Skill) 

Academic Leadership 
เป็นผู้นำด้านวิชาการ  
เป็นตัวอย่างได้  มีคุณสมบัติ 2  คือ 
1) มีบารมี  
2) มีทักษะในการสื่อสาร พูด สอน บรรยาย สื่อสารเก่ง
ทางพระพุทธศาสนา มีกัลยาณมิตรธรรม   7 อย่าง 
คือ ปิโย น่ารัก, 
ครุ น่าเคารพ, 
ภาวนีโย น่าเจริญใจ หรือน่ายกย่องในฐานทรงคุณคือความรู้และภูมิปัญญาแท้จริง, 
วตฺตา  รู้ว่าเมื่อไรควรพูดอะไรอย่างไร คอยให้คำแนะนำว่ากล่าวตักเตือน เป็นที่ปรึกษาที่ดี, 
วจนกฺขโม อดทนต่อถ้อยคำ ฟังได้ไม่เบื่อ ไม่ฉุนเฉียว, 
คมฺภีรญฺจ กถํ กตฺตา อธิบายเรื่องยุ่งยากซับซ้อน ให้เข้าใจ, 
โน จฏฺฐาเน นิโยชเย ไม่ชักนำ ไม่แนะนำไปในทางเสื่อมเสีย

Administrative Literacy มีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการ

คือสามารถบริหาร
ตน คน  งาน ได้
ตน เน้น 3 อย่างคือ 
1) Emotional Intelligence มีความฉลาดทางอารมณ์ ปรับอารมณ์ตามสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส สีหน้ารับแขก นักเรียนเข้าใกล้แล้วมีความสุข 
2) Anger Management การจัดการความโกรธ 
ไม่เจ้าอารมณ์ ไม่เบรกแตก ระงับอารมณ์ได้ จะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ถึงระดับ ดร. หรือศาสตราจารย์ ถ้าเก็บระงับความโกรธอารมณ์ไม่ได้ก็เสียคน เป็นครูถ้าระงับอารมณ์โมโหกับเด็กไม่ได้ก็เสียครู ต้องเรียนรู้วิธีระงับความโกรธ 10 อย่างในทางพุทธศาสนา  
3) Pro-active Person เป็นคนที่มีความกระตือรือร้น มุ่งมั่น และพอใจในงานที่เป็นด้านที่ดี ทางธรรมเรียกว่ามี กุศลฉันทะ พอใจ มุ่งมั่นทำในสิ่งที่เป็นกุศล

Adept Life (Life Skill) มีทักษะในการดำเนินชีวิต 
คือรู้หลักการดำเนินชีวิต ว่าจะเป็นอย่างไร ควรเป็นอย่างไร และควรทำอย่างไร มีความเชื่อมั่นในตนเอง แต่ก็เข้าใจธรรมชาติของชีวิต ชีวิตก็ย่อมจะมีอุปสรรค หรือเรียกว่า มาร 5  อย่าง แต่ต้องเข้าใจและมั่นคงในบุญกุศล ความดี จะสอดคล้องกับ
หลัก 3 ไตร ของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้แก่ 
1) ไตรรัตน์ ยึดมั่นศรัทธาในพระรัตนตรัย ซึ่งเป็นที่พึ่งทางใจ เป็นผู้ชี้แนวทางดำเนินชีวิต 
2)ไตรลักษณ์ คือเข้าใจรูปนาม ขันธ์ 5 ว่ามีลักษณะ 3 อย่างคือ อนิจจัง ทุกข์ อนัตตา ที่ต้องประสบพบเจอ 
3) ไตรสิกขา คือศีล สมาธิ ปัญญา เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ให้ดำรงตนอยู่ในศีล ระเบียบวินัย, จิตใจก็ให้มีสมาธิ สวดมนต์ อิ สวา สุ เป็นต้น, มีปัญญาความรู้ในทางโลกเพื่อการประกอบอาชีพและทางธรรมะเพื่อชีวิตที่ความสุข มีความรู้ความสามารถก็ต้องมีสติ และปฏิภาณประกอบด้วยในการดำเนินชีวิต ดังคำว่า "ยามเข้าป่าเสกคาถากันช้างไล่ ปีนต้นไม้อีกด้วยช่วยคาถา" ช้างมาคิดว่าแต่คาถาดี ไม่ยอมวิ่งหนีไปปีนต้นไม้ ช้างอาจเหยียบตายได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในยุคดิจิทัลที่เอไอเข้ามามีอิทธิพลสูง จึงน่าจะเพิ่มอีก 1 เอ เป็น 4A

วันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

แนะนำ ทักษะ 6 อย่างที่ผู้นำรุ่นใหม่ต้องมี


วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562  เพจ ศูนย์นวัตกรรมทางเทคโนโลยี ได้โพสต์ข้อความว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แนะนำ ทักษะ 6 อย่างที่ผู้นำรุ่นใหม่ต้องมี ประกอบด้วย

1. รู้เท่าทันสังคมและโลก : หมั่นติดตามข่าวสารรอบตัวในวงการต่าง ๆ ทั้งที่ใกล้ตัวและจากรอบโลก เพื่อจับสัญญาณความเปลี่ยนแปลง และนำมาบริหารความเสี่ยงและสร้างโอกาสให้กับทีมอนาคต

2. มีความรับผิดชอบ : กล้ารับผิดชอบในการตัดสินใจของตัวเองและทีม และคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดทุกครั้งก่อนลงมือทำ

3. สื่อสารอย่างสร้างสรรค์และทรงพลัง : รู้จักวิธีสื่อสารกับลูกทีม ลูกค้า และสังคมโดยรวม เพื่อกระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางบวกที่เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย

4. มีสุนทรียะในจิตใจ : มีความคิดสร้างสรรค์ รู้จักทำงานด้วยความสุข ส่งเสริมบรรยากาศในองค์กรให้มีความสนุกสนาน เปี่ยมแรงบันดาลใจ

5. มีความเป็นผู้นำทีม : กล้าคิด กล้าทำ กล้าแตกต่าง และสามารถสร้างความศรัทธาในกลุ่มผู้ตามได้

6. มีจิตวิญญาณรับใช้สังคม : มีอุดมการณ์ที่อยากเปลี่ยนโลกไปในทางที่ดีขึ้น

กด Like ศูนย์นวัตกรรมทางเทคโนโลยี เพื่อติดตามเคล็ดลับ ข่าวสาร เทรนด์ และบทวิเคราะห์ดี ๆ อัพเดตทุกวัน คัดสรรมาเพื่อเจ้าของธุรกิจโดยเฉพาะ

Cr.เพจ ศูนย์นวัตกรรมทางเทคโนโลยี

แนะบูรณาการปัญญาประดิษฐ์กับปัญญาจากธรรมชาติ



วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562  โครงการพัฒนาศักยภาพนักวิจัยรุ่นใหม่ผ่าน Multi Mentoring System โดยสำนักบริหารวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จัดการอบรม “แนวทางการขยายและต่อยอดโครงการวิจัย” ณ อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี ศ. นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นประธานเปิดงาน เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ในการบริหารจัดการ การทำวิจัย การสร้างเครือข่าย และการสร้างผลกระทบทางสังคมและใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์แก่นักวิจัยรุ่นใหม่



ขณะที่ ศ. ดร.สมศักดิ์ ปัญหา ศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น สกว. จากคณะวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า ยุคนี้เป็นยุคปัญญาประดิษฐ์แต่บ้านเรามีปัญญาจากธรรมชาติจำนวนมากที่ประดิษฐ์มาหลายร้อยล้านปีและผ่านการคัดเลือกโดยธรรมชาติ ทุกอย่างเป็นคำถามวิจัยได้หมด เมื่อเรามีสมบัติชีวภาพมากมายที่จะนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มได้ ดังนั้นการเข้าสู่อุตสาหกรรมทำให้เราต้องสร้างความรู้พื้นฐานให้แน่นไว้คนก็จะเข้าหาเราเอง”

 

Cr.เพจ #สกว. 

วันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

นิเวศน์สื่อใหม่เรื่อง#การพัฒนาสื่อสร้างสรรค์


วันที่ 26ก.พ.2562 เฟซบุ๊ก Sakulsri Srisaracam  ได้โพสต์ข้อความว่า 
นิเวศน์สื่อใหม่ เรื่อง #การพัฒนาสื่อสร้างสรรค์


สรุปให้อีกครั้ง (สำหรับท่านที่ไม่ได้มาฟัง และยังไม่ได้อ่านงานศึกษาชุดนี้)

1) สื่อไทยจะออกจากคำถามว่า #เราจะไปต่อยังไง #มีบทบาทอะไร #คุณค่าอะไร #สื่อจะแก้ไขและขับเคลื่อนสังคม ได้ เราจะเป็นมากที่ต้องเร่ง #พัฒนานวัตกรรมสื่อ ในความหมายว่า “ทำสิ่งใหม่ พัฒนาสิ่งเดิม การเปลี่ยนแปลง มีแนวทางที่แตกต่างจากเดิม” ... 

นวัตกรรมสื่อ มีทั้ง #เชิงเนื้อหา (ประเด็น และ 

รูปแบบการเล่าเรื่อง

) 
#เชิงกระบวนการ คิดมุมใหม่ ทำสิ่งใหม่ ปรับการทำงาน พัฒนา prosumer กระบวนการมีส่วนร่วม ระดับปัจเจก องค์กร media startup และพัฒนาคนในกระบวนการ #เชิงเครื่องมือและแพลตฟอร์ม คือการทดลองและ


พัฒนาใช้เทคโนโลยีเชิงรุกเพื่อการสื่อสาร


 พัฒนาช่องทางของคนไทยเอง ... ทั้งหมดนี้ต้องข้ามศาสตร์ ทำแบบผนวกความร่วมมือจากหลายศาสตร์ความรู้ 
2) กระบวนในข้อหนึ่ง เกิดจากการทำวิจัยแบบ R&D ได้ แต่ที่เราพบปรากฎการณ์การ R&D เพื่อหาการไปต่อ 


และสร้างนวัตกรรมสื่อในต่างประเทศ 


คือ การทำ Action Reaserch แบบ #MediaLab เมืองนอกมี Lab เพื่อทดลองพัฒนาสื่อเป็นร้อย หลากประเด็นเน้น ประเด็นขับเคลื่อน และโจทย์ที่หลากหลายของรูปแบบสื่อ #มันต้องเกิดในไทยด้วยเช่นกัน เพื่อหาคำตอบว่า

จะพัฒนาสื่ออย่างไร 


แบบมีคำอธิบาย #ที่สำคัญมีได้หลายแบบ #หลากหลาย #เกิดจากลักษณะความร่วมมือ #เจาะจงได้แต่ละareaสื่อที่อยากพัฒนา

3) Media Knowledge Tank ที่รวบรวมองค์ความรู้พัฒนาสื่อต้องเกิด

ขอบคุณ อ.Asawin Nedpogaeo ที่ต่อยอดประเด็นให้เน้นความยืดหยุ่นของนวัตกรรม เกิดจากการข้ามศาสตร์ จะทำให้เกิด hybrid ของการพัฒนานวัตกรรมสื่อได้จริง และอ.Mana Treelayapewat ที่เน้นว่า นวัตกรรมคือทำของใหม่ ไม่ใช่แค่เอาของเก่ามาทดลองซ้ำ

ขอบคุณ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ที่วันนี้ สิ่งที่เคยเสนอไป ถูกนำมาขับเคลื่อนให้ความสำคัญบ้างแล้ว ...

Channarong Vongvichai

รายงาน https://drive.google.com/…/1T7HYlSNI4M0ZcojN_F2YPkxP2u…/view


https://drive.google.com/file/d/1T7HYlSNI4M0ZcojN_F2YPkxP2uFSf2YQ/view?fbclid=IwAR1rSnuFS3w9L7ir-C0QYTfDv5UP8hE0wpocNmy7lpKbsH1RbpKTU5Js43U

วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2562

หนุนพระสงฆ์ศึกษาทักษะการสื่อสารการโค้ชแนวพุทธ




วันที่ 31 ม.ค.2562 เพจคิลานธรรม ได้โพสต์ว่า มูลนิธิจิตตาภิวัฒน์วิชชาลัย (Mind Coach Froundation) สนับสนุนส่งเสริมให้พระสงฆ์ได้ศึกษา

ทักษะการสื่อสาร

การโค้ช

ตามแนวพุทธ


 ในมายด์โค้ช รุ่นที่ 1 เรียนในกรุงเทพมหานคร 10 วัน และฝึกฝนอย่างเข้มข้นที่ไร่เชิญตะวัน อีก 3 วัน และได้รับวุฒิบัตรจาก พระอาจารย์ ว. วชิรเมธี 

วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2562

พระมหาไพรวัลย์โต้เดือน'ปวิน'ปมพระเล่นเฟซบุ๊ก(เป็นข้อมูล)




วันที่ 20 ม.ค.2562 เฟซบุ๊ก ไพรวัลย์ วรรณบุตร ได้โพสต์ข้อความว่า อาตมาว่า อาตมาจะไม่พูดถึงปวินแล้ว แต่ครั้งนี้เกินทนไปมาก เพราะปวินถ่อยทรามเกินกว่าจะปล่อยข้ามได้ จึงขอเขียนถึงปวินครั้งแรกและขอให้เป็นครั้งสุดท้าย

อาตมาเคยเห็นใจคนอย่างปวินนะ อันนี้พูดจากหัวใจ เห็นใจที่เขาถูกรัฐรังแกอย่างไม่เป็นธรรม และเห็นว่า การที่เขาแสดงความเห็นแม้จะด่าทอโกรธแค้นในการต่อต้านรัฐ ก็เป็นเรื่องที่ควรรับฟัง เพราะอย่างน้อยเขาก็กระทำในฐานะของคนที่พยายามต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง

แต่ตอนหลังมาปวินเหมือนคนเสียสติที่กัดเหวี่ยงคนอื่นไปทั่ว เกลียดคนอื่นที่พูดเรื่องเสียงไม่มีคุณภาพ แต่ตัวเองกับใช้วาทกรรมเดียวกันด่าคนอื่นเสียเอง มีปัญหากับการที่คนอื่นบ่นเหนื่อยผ่านเฟซบุ๊ก แต่ตัวเองบ่นเหนื่อยอย่างเดียวกัน ไม่รู้กี่สิบครั้ง

ตอนที่อาตมาโพสต์ข้อความธรรมะเป็นสาระ ปวินก็แขวะ ว่าเป็นพวกโพสต์ข้อความสวยสวยบ้าง เอาอะไรมาสอนชาวบ้านบ้าง ไปคิดเองว่าคนอื่นกำลังสอนเขาบ้าง

พออาตมาโพสต์เรื่อง 10 years challenge แม้จะประกอบการเขียนข้อความธรรมะพูดถึงความไม่เที่ยงของรูปร่างสังขารซึ่งเปลี่ยนไป ปวินก็มองไม่เห็นนะ แต่หาเรื่องที่จะแขวะว่า ไม่ใช้เฟซบุ๊กเป็นสื่อธรรมะ ถ้าอาตมาเป็นฆราวาส อาตมาคงจะถามคนอย่างปวินตรงตรงว่า (มึงต้องการอะไรจากกู ก็ตอนกูโพสต์ธรรมะ มึงก็ด่า ไม่โพสต์ธรรมะมึงก็ด่า ตกลงความผิดมันอยู่ที่ใคร)

ถ้าคนอย่างปวินมองคนกลุ่มอื่นว่า เป็นพวกแพร่เชื้อความเกลียดชังในสังคม อาตมาก็คงมองแบบเดียวกันว่า ในฝั่งประชาธิปไตยนี่เอง คนที่แพร่เชื้อโรคแห่งความเกลียดชังไม่แพ้กัน ก็คือคนอย่างปวิน

อาตมาเคยเขียนไปหลายครั้งแล้วว่า เฟซบุ๊กเป็นพื้นที่ของคนคนนั้น อาตมาไม่เคยมีปัญหา ที่คนอย่างปวินหรือใครก็ตามซึ่งเคยพูดทำนองว่า ฉันจะโพสต์เรื่องอื่นอื่น ที่ไม่ใช่วิชาการก็ได้ เพราะฉันไม่ใช่นักวิชาการตลอดเวลา

อาตมาไม่มีปัญหาเลย ที่คนแบบปวินหรือคนอื่นอื่นจะเหวี่ยงวีน จะถ่ายรูปโชว์ตูด โชว์กางเกงใน กอดจูบอะไรกับใคร หรือเขียนข้อความจิกกัดกัดทอต่างต่างนานาบนพื้นที่เฟซบุ๊กของตนเอง เพราะอาตมาถือเป็นสิทธิ์ และเฟซบุ๊ก ก็ควรมีไว้เพื่อสิ่งเหล่านี้

เราจะใช้มันเพื่อสื่อสารเรื่องราวของเรา ความรู้สึกนึกคิดของเรา อารมณ์ในช่วงนั้นนั้นของเรา ความรัก ความสุข ความเศร้า หรืออะไรก็ตามที่เราอยากจะถ่ายทอดมัน

ทำไมเราไม่มองแบบนี้ ทำไมเราต้องไปคาดหวังให้ใครต้องโพสต์หรือเขียนอะไรในแบบที่เราต้องการ

อาตมาไม่อยากเห็นคนอย่างปวินถูกพิษของความโกรธเกลียดครอบงำหัวใจแบบนี้นะ แม้ปวินจะบอกว่าตัวเองไม่ใช่คนมีศาสนาก็ตาม แต่อาตมาจะพูดในฐานะของเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง

ปล. ที่ปวินบอกว่า พ่อมึงตาย คือพ่ออาตมายังไม่ตายนะ และปวินก็ควรมาแช่งพ่ออาตมาด้วย




และโพสต์ต่อว่า พูดแบบปวิน คือพูดแบบคนย้อนแย้งและอคติมากมากนะ คืออาตมาไม่เคยมีปัญหาเลยนะ ที่ปวินเองก็โหนกระแสและวิจารณ์ในทุกเรื่องที่เป็นประเด็นของสังคม เพราะอาตมาถือว่า เวลามีประเด็นปัญหาอะไร เราต้องช่วยกันพูด ช่วยเสนอแนวทางแก้ไข โดยเฉพาะประเด็นสาธารณะเป็นเรื่องของทุกคน

ไม่เคยมีปัญหาที่คนแบบเขาจะวิจารณ์ทอะไรในทุกทุก 10 นาที ด่าคนนั้นในสเตตัสหนึ่ง แล้วอีกสเตตัสหนึ่งกระโดดไปด่าคนนี้ โพสต์รูปตัวเองวันละไม่รู้กี่รูป แต่มากกว่าอาตมาแน่นอน

ปวินไม่เห็นสิ่งที่ตัวเองกำลังด่าคนอื่น ซึ่งตัวเองก็เป็นและทำ นี่มันน่าสงสารมาก ไม่นับเรื่องการกล่าวหาคนอื่นว่าหลงระเริงทางโลก ทำตัวเป็นเซเลปอะไรอีก น่าเสียดายมากมาก ที่คนซึ่งมีอิทธิพลทางความคิดของคนกลุ่มหนึ่งจะทำตัวเป็นเด็กไร้วุฒิภาวะแบบนี้

ด่าพ่ออาตมาตาย เขียนแซะอาตมาไม่รู้กี่ครั้ง แต่พออาตมาถือโอกาสเขียนอธิบายโต้ตอบปกป้องตัวเอง กลับมานั่งสอนอาตมาเรื่องไม่ปล่อยวาง บลาบลา จะหาใครย้อนแย้งเท่านี้ได้อีก





ขณะที่เฟซบุ๊กWeerapot Phonjun ได้แชร์โพสต์พร้อมแสดงความเห็นว่า

เพราะ​สังคม​ตีกรอบ​ และคาดหวัง​ให้พระสงฆ์​ต้องเป็นอย่างนั้น​ อย่างนี้ไง.​จนลืมไปว่า​นักบวชในพระพุทธ​ศาสนา​ก็​คือคน.เป็น​มนุษย์​ เป็น​พลเมือง​ในรัฐนี้.. เรามีสิทธิของความเป็นมนุษ​ยชาติ​ที่สามารถ​จะ​แสดงความคิดเห็​น​ แสดงความเป็​น​ตัวตน​ผ่านโลก​และสังคมที่เปลี่ยน​ไป.​คุณ​จะคาดหวัง​ให้​เรา​ไปนั่งสมาธิ​อยู่​ในถ้ำ..โดย​ไม่สื่อสารกับโลก​ คงเป็น​ไปไม่ได้แล้ว.​. เพราะ​ฉะนั้น​มนุษย์​ที่ชอบเ​กัด​ ด่า​ คนอื่น​ สร้างวาทกรรม​ให้​ตัวเองดูดี​ มีตัวตน​ แต่ไปละเมิด​สิทธิของคนอื่น.​ให้​เขาดูด้อยค่ากว่า.. จึงถือว่าเป็นพลเมืองของรัฐ​ที่ไร้คุณภาพ​ ไม่มีวุฒิ​ภาวะ​ทางปัญญา​และสมควร​ประนาม

ครั้งหนึ่ง ตอนเป็นสามเณร ผมเคยฟัง ศ.ดร.จินตนา ยศสุนทร พูดที่กรมประชาสัมพันธ์ว่า ยุคสมัยใหม่พระควรใช้สื่อใหม่ให้เป็น สมัยนั้นท่านชม กิตติวุฑโฒภิกขุ ที่เป็นผู้บุกเบิกใช้สื่อวิทยุในการบรรยายธรรม(เนื้อหาอีกเรื่อง) ต่อมาการเทศน์ทางวิทยุก็เป็นเรื่องธรรมดา
ดังนั้น สมัยนี้หากเจ้ากูรู้จักใช้สื่อสมัยใหม่ก็น่าจะเป็นประโยชน์ด้วยซ้ำไป หากจะตำหนิท่าน ก็ว่ากันที่เนื้อหาสาระที่นำเสนอมากกว่าจะตำหนิช่องทางการสื่อสาร

วันเสาร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2562

ดร.เจ้าคณะตำบลแนะวิธีพระสงฆ์รู้เท่าทันเทคโนโลยีสารสนเทศ



วันที่ 5 มกราคม 2562 พระมหาไพวงษ์ พลญาโณ, ดร. เจ้าคณะตำบลสระขวัญ เขต 3 อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว ได้ระบุในบทความ "ธรรมะ PD สู่ชีวิตที่สมดุล"ความว่า บทบาทและหน้าที่พระสงฆ์กับ

การเผยแผ่ทางเทคโนโลยีสารสนเทศ


ก็คือ วิชาการอย่างหนึ่งที่พระสงฆ์ควรศึกษาและคณะสงฆ์ควรส่งเสริมให้พระได้มีโอกาสศึกษาให้มากขึ้น โดยใช้

หลักปฏิสัมภิทา 

คือรู้จักความหมาย รู้จักหลักการ รู้จักภาษา หรือศัพท์เฉพาะต่างๆ และสามารถคิดต่อได้ เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างรู้เท่าทัน และนำไปอธิบายหลักธรรมของพระพุทธศาสนาให้กับคนร่วมสมัยเข้าใจได้ พระสงฆ์ก็จะอยู่ในสังคมโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไปอีกนาน และเป็นที่พึ่งทางจิตวิญญาณให้กับชาวโลกได้อยู่อย่างมีความสุข โดยอาศัยหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผ่านเครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัยในการเผยแผ่ พระสงฆ์จึงมีบทบาทและหน้าที่เกี่ยวข้องกับ บ้าน วัด โรงเรียน มีความสัมพันธ์กันมาโดยตลอด เพราะพระพุทธศาสนาประกอบด้วย พุทธบริษัท 4 จึงต้องมีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ชาวบ้านก็ต้องพึ่งวัด พึ่งพระสงฆ์ 

"ฉะนั้น พระสงฆ์จึงมีบทบาทมากในการเผยแผ่เรียนรู้พระพุทธศาสนา จึงมีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยสงฆ์ขึ้น คือ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย ซึ่งมีทั้งพระสงฆ์และคฤหัสถ์เข้ารับการศึกษา พระสงฆ์จึงจำเป็นต้องเข้าไปมีบทบาทและทำหน้าที่ต่างๆ ในสังคมปัจจุบันให้เกิดประโยชน์มากที่สุด" เจ้าคณะตำบลสระขวัญ กล่าว

ขณะเดียวกันพระสมุห์สมบัตร เทวธมฺโม นิสิตปริญญาเอก สาขาการพัฒนาสังคม มจร ได้ระบุว่า  

เทคโนโลยีกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนา


นั้น  

สังคมเทคโนโลยี 

ในยุคปัจจุบันเราปฏิเสธกันไม่ได้ว่าเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องกับมนุษย์ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้


สังคมต้องสัมพันธ์กับเทคโนโลยี 


ทำให้โลกต้องมีสภาวะที่แปรเปลี่ยนไป สังคมโลกเปลี่ยนจากสังคมเกษตร อุตสาหกรรม มาเป็นสังคมแห่งข่าวสารข้อมูล ทำให้คนทั่วโลกติดต่อกันได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น ยุคสมัยนี้เราพูดได้ในแง่หนึ่งว่าเป็นยุคของเทคโนโลยี ความจริงนั้นยุคนี้มีชื่อเรียกกันหลายอย่าง จะเรียกอย่างไรก็แล้วแต่ จะเน้นให้อะไรเป็นสิ่งที่แสดงถึง ความเจริญที่สำคัญของยุค แต่ไม่ว่าจะเรียกเป็นยุคอุตสาหกรรมก็ดี เป็นยุคอวกาศก็ดี หรือจะเป็นยุคที่กำลังมีศัพท์ขึ้นมาใหม่ว่ายุคสารสนเทศ คือ ยุคข่าวสารข้อมูล

ดังนั้น 


เทคโนโลยี จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงและเผยแผ่พระพุทธศาสนา ให้กว้างขวางไปทั่วโลก 



ภายใต้บริบทและแนวโน้มของประชากรโลกที่จะใช้ชีวิตในโลกออนไลน์ หรืออินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผ่านเครื่องมือต่างๆ ทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ ดังนั้น 

ประเทศไทยควรใช้เทคโนโลยี และการสื่อสารเป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศ ให้เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก 



แต่การใช้เทคโนโลยี ต้องเป็นไปอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม รวมทั้งไม่เป็นการบิดเบือนพระธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาตามพระไตรปิฎก

Cr.เฟซบุ๊กพระสมุห์สมบัตร เทวธมฺโม


วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2561

'ซึมแทรก ซึมทรุด'! ส.สื่อรายงานสถานการณ์สื่อปี2561




วันที่ 30 ธันวาคม 2561 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้เผยแพร่รายงานสถานการณ์สื่อมวลชนประจำปี2561 ความว่า 

สถานการณ์ด้านสื่อมวลชนไทยในรอบปี พ.ศ. 2561 เป็นปีแห่งการ “ซึมแทรก ซึมทรุด” เพราะยังคงเผชิญความเสี่ยงและท้าทายหลายประเด็น โดยเฉพาะการไม่มีสิทธิและเสรีภาพอย่างเต็มที่ ภายใต้กฎหมายพิเศษของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในห้วงระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ขณะที่อุตสาหกรรมสื่อทั้งระบบยังอยู่ในภาวะยากลำบากอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผลกระทบด้านเทคโนโลยีและพฤติกรรมการเสพข้อมูลข่าวสารที่มุ่งไปสู่ทิศทางทางออนไลน์มากขึ้น ดังนั้นสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยจึงสรุปสถานการณ์สื่อฯใน 4 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

1.ถูกควบคุมด้วยกฎหมายพิเศษ : แม้ว่าปี 2560 มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ รองรับสิทธิในการแสดงความคิดเห็น การพูด การพิมพ์ไว้ ในมาตรา 34 และมาตรา35บัญญัติ ให้บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร หรือการแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ทว่ายังคงมีการบังคับใช้ ประกาศคสช.และคำสั่งหัวหน้าคสช.4ฉบับ เกี่ยวข้องกับสื่อมวลชนที่ยังไม่มียกเลิก สวนทางกับบรรยากาศของการปลดล็อคทางการเมืองเพื่อเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง ที่ประชาชนต้องการรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างครบถ้วนรอบด้าน แม้ว่าองค์กรสื่อจะร่วมกันรณรงค์ เรียกร้องและออกแถลงการณ์มาตลอด 4 ปีที่ผ่านมา แต่การยกเลิกประกาศคสช.และคำสั่งหัวหน้าคสช. ทั้ง 4 ฉบับก็ไม่เป็นผล

4 ประกาศคสช.และคำสั่งหัวหน้าคสช. ประกอบด้วย 1.ประกาศ คสช.ฉบับที่ 97/2557 เรื่อง การขอความร่วมมือต่อการปฏิบัติงานของคสช.และการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ 2.ประกาศคสช.ที่103 /2557 แก้ไขเพิ่มเติมประกาศคสช.ฉบับที่ 97 /2557 โดยห้ามวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติงานของคสช.โดยเจตนาไม่สุจริตเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของคสช.ด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ 3.คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่3/2558 (ข้อ5)ให้อำนาจเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยมีอำนาจออกคำสั่งห้ามการเสนอข่าว การจำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใด

และ 4.คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่41/2559 เรื่อง การกำกับดูแลการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ โดยมีเจตนาในการขยายอำนาจ ตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ให้ครอบคลุมไปถึงประกาศของคสช. ฉบับที่ 97/2557 และฉบับที่103/2557 รวมทั้งคุ้มครองการใช้อำนาจของ กสทช.

2.จับตากฎหมายกระทบเสรีภาพ : ประเทศไทยอยู่ในช่วงขับเคลื่อนตามแผนการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ รวมถึงแผนปฏิรูปด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ หนึ่งในนั้นคือการจัดทำ พระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน. พ.ศ. . ซึ่งก่อนหน้านี้องค์กรสื่อได้รวมพลังคัดค้านในหลายประเด็น แต่ในที่สุดร่างกฎหมายดังกล่าวก็ได้รับความเห็นชอบในหลักการจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2561 โดยมีข้อสังเกตบางประการ และคณะรัฐมนตรีได้ส่งให้คณะกรรมการกฤษฏีกาพิจารณาก่อนเสนอกลับคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง ในชั้นนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวจึงไม่น่าจะทันการพิจารณาของสภานิติบัญญัติชุดนี้ ถึงกระนั้น องค์กรสื่อก็ยังยืนยันหลักการในการกำกับดูแลกันเอง อันเป็นหลักการสากลที่นานาประเทศใช้กำกับดูแลเรื่องจริยธรรม อีกทั้งจะต้องไม่มีตัวแทนฝ่ายรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ยังมีร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับเสรีภาพบนโลกออนไลน์ ได้แก่ พระราชบัญญัติว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ที่ผ่านความเห็นชอบจากครม.แล้วเช่นกัน แต่หลายประเด็นอาจจะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชนตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ รวมทั้งติดตาม ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.... ร่างพระราชบัญญัติการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล พ.ศ... การแก้ไข พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ ว่าจะมีส่วนใดริดรอนเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชนหรือไม่

3.ธุรกิจสื่อยังระส่ำ : การใช้อำนาจพิเศษของคสช. ในการออกมาตรการบรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบกิจการทีวีดิจิทัล ด้วยการพักชำระหนี้ค่าสัมปทานเป็นเวลา 3 ปี ตามที่ผู้ประกอบการร้องขอ เป็นสัญญาณที่การแสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ของธุรกิจสื่อได้อย่างชัดเจนตลอดทั้งปีที่ผ่านมาต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2560

ฝั่งของสิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เปิดโครงการลาออกด้วยความสมัครใจในช่วงสิ้นปี ด้านนสพ.ยักษ์ภาคเหนือ “เชียงใหม่นิวส์” หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่ตีพิมพ์ข่าวสารในพื้นที่ภาคเหนือมานานกว่า 27 ปี อำลาแผงเมื่อ 5 มี.ค.2561 ผันตัวสู่ออนไลน์ และวันที่ 4 มกราคม 2562 นิตยสารวิเคราะห์ข่าวการเมืองรายสัปดาห์’สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์’ที่จะอำลาแผงเช่นกันหลังยืนหยัดมาได้ถึง 66 ปี ตามหลัง ‘เนชั่นสุดสัปดาห์’ ที่อำลาแผงไปก่อนหน้านี้ นิตยสารสตาร์พิคส์รายเดือน ที่อยู่คู่แผงหนังสือไทยมากว่า 52 ปี ประกาศปิดตัว ตีพิมพ์ ฉบับที่ 888 เดือนเม.ย. 2018 เป็นฉบับ 'รายเดือน' เล่มสุดท้าย

นิตยสาร Secret เครืออมรินทร์ ประกาศเลิกผลิต เดือนมิ.ย. วางแผงฉบับสุดท้าย ปรับรูปแบบการนำเสนอผ่านช่องทางออนไลน์ และช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ รวมทั้ง Student Weekly ในเครือ Bangkok Post ได้ประกาศวางแผงเป็นฉบับสุดท้าย ฉบับวันที่ 30 ก.ย. ถือเป็นการปิดตำนานนิตยสารภาษาอังกฤษที่อยู่คู่นักเรียนไทยมากว่า 50 ปu นิตยสารแพรวก้าวเข้าสู่ปีที่ 40 ประกาศปรับจากรายปักษ์ เป็นรายเดือนฉบับแรก เริ่มเดือนต.ค.

ฟากฝั่งของสื่อทีวี เริ่มตั้งแต่ “นิวทีวีช่อง18” เป็นช่องแรกของปี ที่ปรับโครงสร้างโดยมีคำสั่งลดพนักงาน 30 % ตามติดด้วยสปริงนิวส์ช่อง19 เลิกจ้างพนักงาน 80 พร้อมกับการต่อลมหายใจด้วยการขายหุ้นให้กับทีวีไดเร็ค และให้บางรายการไปออกอากาศทางช่อง NOW26 ในเครือเนชั่น ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่เนชั่นเปิดตัวทีมผู้บริหารชุดใหม่ได้ไม่นาน ปลายปีสถานีโทรทัศน์ ‘Money Channel ’ แจ้งยุติออกอากาศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 และจะรุกตลาดผลิตคอนเทน สร้างความเข้มแข็งในโลกออนไลน์ แม้กระทั่งสื่อยักษ์ใหญ่ อย่างสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง3 ก็ยอมเปิดโครงการเกษียณอายุให้แก่พนักงานอายุ 60 ปีขึ้นไป

ซึ่งภาวะธุรกิจเช่นนี้ สื่อระดับโลกอย่างสำนักข่าวรอยเตอร์เอง มีแผนลดพนักงาน 3,200 ตำแหน่ง ปิดสำนักงาน 133 แห่งทั่วโลก ภายใน 2 ปีข้างหน้า ตามแผนปรับโครงสร้างบริษัท

4. บทเรียนถ้ำหลวง : เป็นเหตุการณ์ที่ต้องบันทึกไว้กับเหตุการณ์ที่สื่อมวลชนทั่วโลกมากกว่าพันชีวิต ปักหลักทำข่าวต่อเนื่องยาวนาน 17 วัน ในภารกิจช่วย 13 ชีวิตทีมหมูป่าอะคาเดมี่ ติดอยู่ในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย เป็นสถานการณ์ที่ยากทั้งการช่วยเหลือ และยากต่อการรายงานข่าวบนเนื้อที่ปากถ้ำที่มีหลากหลายอุปสรรค เงื่อนไข ข้อจำกัดที่ต้องแข่งกับเวลา และการช่วงชิงยอดผู้ชมและเรตติ้งของข่าวให้ได้มากที่สุด นำมาซึ่งคำชื่นชม ตำหนิ และบทเรียนให้กับสื่อมวลชนนำกลับไปเป็นการบ้านเพื่อยกระดับมาตรฐานวิชาชีพต่อไป

วันอังคารที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2561

พระพรหมบัณฑิตแนะพระธรรมทูตยุค๔.๐ต้องใช้สื่อออนไลน์เป็น




วันอังคารที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๑  สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จไปหอประชุมพุทธมณฑล อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ทรงเปิดการประชุมสัมมนาพระธรรมทูตภายในประเทศ

โอกาสนี้ สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระโอวาท ความตอนหนึ่งว่า

“ในฐานะที่ผมได้รับภารธุระ ในงานพระธรรมทูตมานับแต่ยุคบุกเบิกจนถึงปัจจุบัน จึงขอใช้โอกาสนี้ ปรารภข้อคิดบางประการกับท่านทั้งหลายสักเล็กน้อย ในฐานะพระธรรมทูตรุ่นพี่พูดคุยกับพระธรรมทูตรุ่นน้อง

การเผยแผ่พระพุทธศาสนา เป็นหน้าที่โดยตรงของพระภิกษุ ท่านทั้งหลายเมื่อได้อุปสมบทเข้ามาสู่พระศาสนานี้ จึงมีหน้าที่เผยแผ่พระธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้ขจรขจายไป ด้วยน้ำใจกรุณาอย่างบริสุทธิ์ ไม่พึงมุ่งหวังลาภสักการะใดๆ แต่พึงมุ่งหมายเพื่อให้ธรรมะ เรืองรองขึ้นอย่างกว้างขวาง ให้เป็นแสงสว่างทางปัญญา ช่วยอนุเคราะห์เกื้อกูลชาวโลก

อย่างไรก็ตาม การช่วยกันหมุนกงล้อแห่งธรรม หรือที่เรียกว่า ‘ธรรมจักร’ ให้ขับเคลื่อนไปนั้น จำเป็นต้องอาศัยคุณสมบัติสำคัญ ๕ ประการ กล่าวคือ

๑. ธัมมัญญุตา ท่านต้องเป็นผู้รู้จักเหตุ คือ รู้หลักความจริง ต้องเป็นผู้รู้ธรรม ถ้าท่านเป็นพระธรรมทูต แต่ไม่รู้จักธรรมะอย่างถ่องแท้ ก็ทำงานให้สำเร็จสมตำแหน่งหน้าที่ที่ได้รับสมมติให้เป็นอยู่นี้ไม่ได้

๒. อัตถัญญุตา ท่านต้องเป็นผู้รู้จักผล คือ รู้ความหมาย รู้ประโยชน์ที่ประสงค์ ว่าธรรมะที่ท่านเผยแผ่นั้น มีความหมายอย่างไร และการทำหน้าที่ของท่านนั้นเพื่อประโยชน์อะไร

๓.มัตตัญญุตา ท่านต้องเป็นผู้รู้จักประมาณ คือ ความพอดี เช่น ภิกษุในพระพุทธศาสนา ย่อมรู้จักประมาณในการรับและบริโภคปัจจัยสี่

๔. กาลัญญุตา ท่านต้องเป็นผู้รู้จักกาลอันเหมาะสม รู้ระยะเวลาที่จะต้องใช้ในการประกอบกิจการงาน บริหารเวลาให้ถูกต้อง รู้ว่าเวลาใดควรทำ หรือควรพูดอะไร และอย่างไร

และ ๕. ปริสัญญุตา ท่านต้องเป็นผู้รู้จักบริษัท คือ รู้จักชุมชน รู้กิริยาที่จะประพฤติต่อชุมชนนั้นๆ ว่า ชุมชนนี้เมื่อเข้าไปหา จะต้องทำกิริยาอย่างนี้ จะต้องพูดอย่างนี้ ชุมชนนี้ควรสงเคราะห์อย่างนี้ เป็นต้น(Gen) 

ถ้าพระธรรมทูตมีคุณสมบัติทั้ง ๕ ประการดังกล่าวมานี้ครบถ้วน ขอรับรองว่า ท่านจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ แล้วเป้าหมายที่พึงประสงค์ คือความดำรงคงมั่นแห่งพระสัทธรรม นำประโยชน์สุขมาสู่มหาชนทั้งหลาย ก็ย่อมบังเกิดขึ้นได้ ตลอดกาลนาน”

เวลา ๑๕.๓๐ น. พระพรหมบัณฑิต (ป.ธ.๙, ศ.,ดร.,ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์, อัคคมหาบัณฑิต) กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาค ๒ เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ประธานศูนย์พระปริยัตินิเทศก์แห่งคณะสงฆ์ไทย ประธานสภาสากลวันวิสาขบูชาโลก เป็นวิทยากรบรรยายเรื่อง “บทบาทพระธรรมทูตในยุคประเทศไทย ๔.๐” ในการประชุมสัมมนาพระธรรมทูตทั่วประเทศ ประจำปี ๒๕๖๑ ณ หอประชุมพุทธมณฑล อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ทั้งนี้สามารถฟังคลิปเสียงได้ที่ https://www.watprayoon.com/main.php?url=news_view&id=2065&cat=B&table=news

พระพรหมโมลี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรรมการมหาเถรสมาคม ในฐานะเลขานุการแม่กองงานพระธรรมทูต สำนักงานกองงานพระธรรมทูต ได้บรรยายพิเศษ เรื่อง งานพระธรรมทูต โดยเน้นย้ำให้พระธรรมทูตทำงานการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ตลอดจนสงเคราะห์ประชาชนและเยาวชนให้รอบด้าน รวมถึงข้อสารสนเทศต่างๆ เกี่ยวกับการเผยแพร่พระพุทธศาสนาโดยได้ปรึกษาหารือซึ่งจะร่วมกับพศ.ทำเป็นข้อมูลทำเป็นเว็บไซต์เปิดให้ศึกษาได้

นวัตกรรมออกแบบเรือท้องแบน PVC 10 ฟุต รับมือน้ำท่วม เน้นโครงสร้างเบา-ลอยตัวด้วยโฟม

แนวคิดการประดิษฐ์เรือท้องแบนสำหรับใช้งานในช่วงเกิดอุทกภัยได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะรูปแบบที่ใช้วัสดุหาได้ง่ายและสามารถประกอบได้ในต้นทุนท...