แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สสส. แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สสส. แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559

“สมคิด”ดึง“ภาคประชาสังคม”ร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจ 

“สมคิด” ทิ้งทวนไตรมาส 4 ดึง “ภาคประชาสังคม” ร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจ สสส.ชง 5 โมเดล “ประชารัฐเพื่อสังคม” จูงใจเอกชนจ้างงานคนพิการ-ดูแลผู้สูงอายุ ตั้งเป้าสร้างรายได้หมุนเวียน 1 พันล้านบาท

               เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2559 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.) จัดเวที “ประชารัฐเพื่อสังคม” เพื่อผนึกกำลังภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิตด้านต่างๆ โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมจากหลากหลายหน่วยงานกว่า 100 คน เข้าร่วม ณ ห้องวิมานสุริยา โรงแรมดุสิตธานี โดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวบรรยายพิเศษเรื่อง “ภาคีธุรกิจ เพื่อการพัฒนาประเทศไทย” ว่า แนวทางประชารัฐเป็นการเปลี่ยนวิธีคิดครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งภาคเอกชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมเป็นกลไกทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศได้ อาทิ การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เด็ก และเยาชน

               ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า นโยบายประชารัฐตลอด 1 ปีที่ผ่านมาเป็นไปได้ดีมาก แต่ส่วนใหญ่เป็นไปในด้านเศรษฐกิจ ตนจึงได้หารือร่วมกับ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส อยากให้มีการเริ่มต้นนโยบายประชารัฐด้านสังคมอย่างจริงจัง ซึ่งมีหลายเรื่องที่ภาคเอกชน สามารถเข้ามาร่วมผลักดันไปได้ เช่น การผลักดันการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงสาธารณสุข แต่หากให้เฉพาะหน่วยงานดูแลก็มีกำลังน้อย ในขณะที่ภาคเอกชนมีกำลัง มีเครื่องมือ จึงอยากให้เข้ามามีส่วนร่วม ในครั้งนี้จึงเป็นการรับฟังข้อมูลจากภาคประชาสังคมที่จะช่วยเสนอประเด็นที่ภาคเอกชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดันเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ในขณะที่ภาครัฐจะร่วมสนับสนุน อาทิ ให้มีมาตรการทางภาษีสนับสนุนกรณีการจ้างงานผู้สูงอายุ เป็นต้น

               นพ.พลเดช ปิ่นประทีม เลขาธิการ สช. กล่าวว่า ประชารัฐเป็นกระบวนการทำงานแบบสานพลังระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคเอกชน ในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาประเทศและชุมชนท้องถิ่น ในช่วง 1 ปี ของการขับเคลื่อนนโยบายสานพลังประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากของรัฐบาล ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าภาคธุรกิจและภาคประชาสังคมไทย มีศักยภาพและความพร้อมที่จะเข้ามาช่วยเหลือและร่วมมือกับภาครัฐในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ดังนั้น ประชารัฐเพื่อสังคม จึงเป็นการขยายบทบาทความร่วมมือการพัฒนาจากประเด็นเศรษฐกิจสู่ประเด็นการพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิต


               ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่าในการประชุมนี้ได้มีการนำข้อมูลตั้งต้นของกิจกรรมความร่วมมือด้านสังคมที่จะประสานภาครัฐ ประชาสังคมและเอกชนได้ มาเป็นจุดตั้งต้นในการประสานความร่วมมือ ได้แก่ 1.การพัฒนาสุขภาวะเด็กปฐมวัย 2.การจ้างงานคนพิการ 3. การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ 4.การลดอุบัติเหตุและการบาดเจ็บ และ 5.การสร้างเครือข่ายเพื่อการแก้ปัญหาในพื้นที่ โดยให้ภาคเอกชนเข้ามาสนับสนุนกิจกรรม ร่วมบริหารจัดพื้นที่และชุมชนใกล้เคียง อาทิ ภาคธุรกิจเข้ามาสนับสนุนการจ้างงานคนพิการเพื่อทำงานสาธารณประโยชน์ใกล้บ้านในอัตรา 1 ต่อ 100 ตาม ม.33 หรือส่งเสริมอาชีพคนพิการตาม ม. 35 พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีคนพิการ 1.9 ล้านคน ลงทะเบียน 1.56 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้พิการไม่มีงานทำ 46% หรือ 352,859 ล้านคน หากภาคเอกชนเข้าร่วมสนับสนุนจ้างงานผู้พิการได้ตามเป้าอย่างน้อย 10,000 คน จะทำให้เกิดการสร้างรายได้ถึง 1 พันล้านบาท

               “ปัจจุบันผู้สูงอายุ 34% มีรายได้ต่ำกว่าเส้นยากจน หรือ 2,572 บาทต่อคนต่อเดือน และปัจจุบัน 1 ใน 10 ถูกทอดทิ้งให้อยู่ตามลำพัง ทำให้ในอนาคตรัฐจะต้องจัดสวัสดิการรักษาพยาบาลและการดูแลเพิ่มขึ้นเป็น 18 ล้านล้านบาท ในส่วนนี้ภาคเอกชนสามารถเข้ามาร่วมพัฒนาธุรกิจหรือระบบบริการเพื่อการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน พัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุได้ หรือในประเด็นการป้องกันอุบัติเหตุภาคเอกชน สามารถกำหนดมาตรการความปลอดภัยในนิคมอุตสาหกรรม สถานประกอบการและโรงงาน อาทิ มาตรการสวมหมวกนิรภัย 100% มาตรการเมาไม่ขับ มาตรการคาดเข็มขัดนิรภัย เป็นต้น โดยภาคประชาสังคมจะเป็นจุดจัดการในพื้นที่ เชื่อมโยงและประสานเครือข่ายในระดับชุมชน ติดตามการปฏิบัติงาน และเตรียมความพร้อมให้ในกลุ่มต่างๆ อาทิ ผู้พิการ ครอบครัว และชุมชน ซึ่งเหล่านี้เป็นพื้นที่มีการเตรียมดินไว้แล้ว หากมีความร่วมมือจากภาคเอกชน ไปร่วมกันลงแรงเพาะปลูกต่อในพื้นที่นั้น เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นก็จะงอกงามได้เร็วขึ้น และเกิดประโยชน์ที่ยั่งยืนต่อการพัฒนาประเทศ” ดร.สุปรีดา กล่าว

               นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานหอการค้าไทย และประธานสภาหอการค้าไทย กล่าวว่า ในส่วน 5 ประเด็นที่ นำเสนอมีความเป็นไปได้สูง ในการที่ภาคธุรกิจจะเข้ามาเป็นกลไกร่วมพัฒนาขุมขน สร้างความเข้มแข็งในพื้นที่ ในส่วนกลุ่มมิตรผลได้ร่วมเป็นภาคีเครือข่ายทำงานกับ สสส. โดยเฉพาะประเด็นการจ้างงานผู้พิการมาแล้วหลายปี และเชื่อว่าหากสร้างกลไกสนับสนุนให้องค์กรเอกชนที่เข้มแข็งได้รับรู้วิธีการก็จะเกิดประโยชน์ยิ่งขึ้น ที่ผ่านมากลุ่มมิตรผล ได้ร่วมกับ สสส.จ้างงานผู้พิการในพื้นที่ 77 คน ผลออกมาดีมาก โดยผู้พิการสามารถเข้าไปทำงานใน อบต.และ อบจ. ก็จะช่วยได้มาก และสร้างงานให้เอกชนได้

วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2559


เครือข่ายชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่-สสส.เปิดตัวเว็บไซต์ชอปปิงผลิตภัณฑ์ชุมชน www.hcspopping.org ช่วยสร้างรายได้ชุมชน ช่วยลดปัญหาการว่างงาน และสร้างสังคมสุขภาวะเข้มแข็ง เผยผลิตภัณฑ์มีหลากหลาย ผ้าพื้นเมือง ข้าวออร์แกนิก สินค้าสุขภาพ พร้อมติวพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ อบรมเทคนิคขายของออนไลน์เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า

น.ส.ดวงพร เฮงบุณยพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวว่า สสส.และเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ได้ร่วมกันเปิดตัวเว็บไซต์ www.hcshopping.org ซึ่งมาจากคำว่า healthy community หมายถึงสังคมชุมชนของคนรักสุขภาพ เพื่อเป็นช่องทางในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่น โดยจะทำหน้าที่เป็นตลาดเพื่อใช้ระบายสินค้าของชุมชน ด้วยระบบการตลาดแบบออนไลน์ (digital market)

โดยมีสินค้าหลัก 6 หมวด คือ 1. ผ้าพื้นเมือง ที่เป็นสินค้าจากภูมิปัญญา ซึ่งมีหลากหลาย ประกอบด้วย ผ้าไหม ผ้าคราม ผ้าไทยทรงดำ ผ้าไทใหญ่ ผ้าปากะญอ ผ้ามัดหมี่ และ ผ้าบาติค/ปาเตะ  2. ข้าว/โรงสี  ซึ่งเป็นสินค้าจากการเกษตรยั่งยืน เช่น ข้าวสารหลากสายพันธุ์ ขนมที่แปรรูปจากข้าว 3.สินค้าแปรรูป ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตและวัสดุในพื้นที่ เช่น หน่อไม้ดอง แหนมหมู ส้มปลา ถั่วตัด ข้าวเกรียบจากผลไม้ 4.สินค้าสุขภาพ เพื่อการพึ่งตนเองของชุมชน เช่น สมุนไพรรักษาสุขภาพ และของใช้ที่ผลิตจากสมุนไพร 5.สินค้าหัตกรรม จากภูมิปัญญาและแรงงานของชุมชน เช่น กระเป๋าสานจากไม้ไผ่ จากสายป่าน กระเป๋าผ้า กระเป๋าจากวัสดุเหลือใช้ 6. พืชผักผลไม้ ตามฤดูกาล เช่น กล้วยหอม ลองกอง และส้มโอ ซึ่งผลิตภัณฑ์มาจากเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ที่เป็นสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กว่า 2,500 แห่ง ทั่วประเทศ โดยที่สมาชิกจะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ในการจัดการสินค้านำมาลงเว็บไซต์


“เวลาลงไปในพื้นที่แล้วพบว่า สินค้าที่มีคุณภาพหลายตัวของชุมชนนั้น มักเป็นสินค้าที่กระจายไม่ออก ขายไม่ได้ ทำให้คิดกันไปเองว่า สินค้าชุมชนไม่มีคุณภาพ หรือขายไม่ดีเพราะทำสินค้าเหมือนกันหมด ทั้งที่ความจริงแล้วสินค้าส่วนใหญ่คุณภาพดี และไม่เหมือนกันเสมอไป เช่น กล้วยฉาบถึงแม้จะเป็นกล้วยฉาบเหมือนกัน แต่รสชาติความอร่อยไม่เหมือนกัน”


น.ส.ดวงพร กล่าวต่อว่า สสส. ร่วมพัฒนาองค์ความรู้ในการจัดการตนเองด้านเศรษฐกิจ ของชุมชนท้องถิ่นในเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ด้วยการส่งเสริม ยกระดับ และพัฒนาศักยภาพผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีรูปแบบ และอัตตลักษณ์เฉพาะ ตามทรัพยากรและภูมิปัญญาของท้องถิ่นสามารถสร้างงาน สร้างรายได้ ลดปัญหาการว่างงาน และการย้ายถิ่นฐานของคนในชุมชนได้ ส่งผลให้ครอบครัวและชุมชน มีความอบอุ่นและเกื้อกูลกัน  อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มช่องทางและโอกาสในการจำหน่ายสินค้าให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคจึงมีแนวคิดในการพัฒนาศักยภาพของนักชาการชุมชนท้องถิ่น  ซึ่งประกอบด้วยนักพัฒนาชุมชน นักวิเคราะห์ นักการศึกษาและอื่นๆ  ให้มีการพัฒนาศักยภาพด้านการตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์สินค้าสินค้าให้มีคุณภาพ จะสามารถเป็นกลไกหลักในการช่วยกลุ่มองค์กรด้านเศรษฐกิจทั้งอาชีพหลัก อาชีพเสริม สินค้าตามภูมิปัญญาและวัฒนาธรรม สามารถสร้างมูลค่าและเข้าถึงผู้บริโภคได้


วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2559


รับมือวิกฤต7ประเด็นสังคมวาระประเทศ สสส. ชูพลังชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง เสริมความเข้มแข็งชุมชนสร้างสุขภาวะทุกมิติ กระตุ้นอปท. เตรียมพร้อมรองรับสังคมผู้สูงอายุ คุมเหล้า-บุหรี่  พัฒนาระบบอาหารชุมชน ดูแลเด็กปฐมวัยและเยาวชน และจัดการสิ่งแวดล้อม

วันที่ 14 กันยายน ที่อาคารอิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่นเซ็นเตอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี  สำนกงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สน 3) เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่จัด เวทีสานพลังจัดการตนเอง เสริมความเข้มแข็งชุมชนท้องถิ่น สร้างสุขภาวะทุกมิติ ระหว่างวันที่ 14 – 16 กันยายน  2559 โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมกว่า 3,500 คน จากทั่วประเทศ


น.ส.ดวงพร  เฮงบุณยพันธ์  ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สสส . กล่าวว่า การจัดเวทีสานพลังจัดการตนเองฯ ครั้งนี้เพื่อขยายแนวคิด แนวทางการดำเนินงาน และวิธีการเชิงเทคนิคของทั้ง 7 ประเด็นทางสังคม ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของ สสส. และเป็นปัญหาที่เป็นวาระของประเทศ ที่ได้จากการสรุปบทเรียนและการดำเนินงานประมวลผลร่วมกับข้อมูลทางวิชาการที่เกี่ยวข้องพัฒนาเป็นแนวทางการดำเนินการงานของแต่ละประเด็นที่สามารถปรับใช้ได้ในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ของสมาชิกเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ที่มีการดำเนินการจัดทำข้อมูลครอบคลุมไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 หลังคาเรือนในแต่ละเขตความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ 1. การควบคุมการบริโภคยาสูบ 2. การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และลดอุบัติเหตุจราจร 3. ระบบอาหารชุมชน 4. การพัฒนาระบบการดูแลเด็กปฐมวัยโดยชุมชนท้องถิ่น 5. การเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน 6. ระบบการดูแลผู้สูงอายุโดยชุมชนท้องถิ่น 7. การจัดการสิ่งแวดล้อมและลดโลกร้อนโดยชุมชนท้องถิ่นเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการพัฒนาเป็นนโยบายสาธารณะระดับท้องถิ่นและเชื่อมโยงกับขบวนการขับเคลื่อนของทุกระดับ


“ระบบการดูแลผู้สูงอายุ เป็นประเด็นการทำงานที่มีผลเป็นรูปธรรมมากที่สุด โดยสสส.มีเป้าหมายให้ผู้สูงอายุทุกคนต้องได้เข้าโรงเรียนผู้สูงอายุตลอดชีพ ผู้สูงอายุที่ป่วย พิการ ติดเตียง ต้องได้รับการดูแลบ้านและที่สาธารณะต้องเอื้อให้ผู้สูงอายุมีอิสรภาพในการดำเนินชีวิต ซึ่งชมรมผู้สูงอายุ  อาสาสมัครช่วยเหลือดูแลเมื่อเจ็บป่วย กลุ่มช่างอาสา สามารถจัดการตนเองได้ และเป้าหมายในปี 2560 สสส.จะเชื่อมการทำงานกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ให้ระบบการดูแลผู้สูงอายุมีมาตรฐานยิ่งขึ้น”

น.ส.ดวงพร กล่าวต่อว่า สสส.และเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ทำงานภายใต้ 2 หลักการ คือ การพัฒนาโดยเอาพื้นที่เป็นฐาน และ ทุกนโยบายคำนึงถึงสุขภาวะ โดยมีเป้าหมาย 1 กระตุ้นและสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้นำแนวคิดและแนวทางการดำเนินงานของแต่ละประเด็นไปปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ 2. พัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชนท้องถิ่นและทีมงานให้มีความสามารถในการขยายผลการดำเนินงานให้ครอบคลุมกลุ่มประชากรเป้าหมายในพื้นที่ และ 3. เผยแพร่รูปธรรมนวัตกรรมการจัดการสุขภาวะโดยชุมชนท้องถิ่นอันนำไปสู่การขยายแนวคิดและวิธีการไปยังพื้นที่อื่นๆ และเชื่อมโยงกับวาระทางนโยบายของประเทศ


สำหรับภายในงาน มีการฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพ เช่น เทคนิคการคัดกรองผู้ติดเหล้าและทักษะการป้องกันอุบัติเหตุโดยชุมชน รูปแบบการปลูกผักและการจัดการบำรุงพันธุ์ การจัดทำหลักสูตรสำหรับโรงเรียนผู้สูงอายุ นอกจากนี้มีกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถ่ายทอดประสบการณ์รูปธรรมจากพื้นที่ กิจกรรมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เฉพาะประเด็นของเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่  การจัดแสดงนิทรรศการ 7 โซน ประกอบด้วย โซนผู้สูงอายุ โซนเด็กปฐมวัย โซนแอลกอฮอล์ โซนอาหารชุมชน โซนระบบข้อมูล โซนรณรงค์ และโซนผลิตภัณฑ์ชุมชน กิจกรรมรณรงค์และขับเคลื่อนประเด็นการจัดการสุขภาวะชุมชนโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งของเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่

เพลง: หนึ่งทัพพีแห่งศรัทธา หลักธรรมจากขุททกนิกาย อปทาน ภิกขทายิวรรค ภิกขทายกเถราปทาน

เพลง: หนึ่งทัพพีแห่งศรัทธา หลักธรรมจากขุททกนิกาย อปทาน ภิกขทายิวรรค ภิกขทายกเถราปทาน [เกริ่นนำ] หนึ่งทัพพีที่มอบให้ จากหัวใจที่ศรัทธา แม้เพี...