วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ส่องนโยบายพรรคโอกาสใหม่ สอดรับสุนทรพจน์ปีใหม่สีจิ้นผิงสี


การวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์: นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคการเมืองไทยและพรรคโอกาสใหม่ ในบริบทวิสัยทัศน์ "กำลังการผลิตคุณภาพใหม่" และสุนทรพจน์ปีใหม่ 2026 ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง


1. บทนำ: ภูมิทัศน์ใหม่แห่งการเปลี่ยนแปลงและจุดตัดทางประวัติศาสตร์



การเลือกตั้งทั่วไปของไทยที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นับเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัย ที่มิใช่เพียงการเปลี่ยนผ่านอำนาจบริหารตามวาระปกติ แต่เป็นการปะทะสังสรรค์กันระหว่างกระแสธารแห่งการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างภายในประเทศ กับพลวัตของระเบียบโลกใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเข้มข้น 1 ท่ามกลางบริบทของปี 2026 ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ และภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเทศไทยยืนอยู่บนทางแพร่งที่ต้องเลือกระหว่างการยึดถือวิถีปฏิบัติเดิม หรือการก้าวสู่อนาคตใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและความยั่งยืน

ในขณะที่มหาอำนาจอย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ประกาศวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนผ่านสุนทรพจน์เนื่องในวาระปีใหม่ 2026 และยุทธศาสตร์ "กำลังการผลิตคุณภาพใหม่" (New Quality Productive Forces) ที่มุ่งเน้นนวัตกรรมและการพัฒนาสีเขียว 3 การเมืองไทยกลับเต็มไปด้วยความผันผวนและการแข่งขันของพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว การเกิดขึ้นของ "พรรคโอกาสใหม่" (New Opportunity Party) ภายใต้การนำของอดีตข้าราชการระดับสูง นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ได้สร้างแรงกระเพื่อมที่น่าสนใจในสนามเลือกตั้ง ด้วยการนำเสนอภาพลักษณ์ของ "คลังสมอง" และ "มืออาชีพ" ที่แตกต่างจากนักการเมืองอาชีพแบบดั้งเดิม 5

รายงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการวิเคราะห์เจาะลึกถึงนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองไทยในการเลือกตั้งปี 2569 โดยมุ่งเน้นไปที่พรรคโอกาสใหม่เป็นกรณีศึกษาหลัก เพื่อตรวจสอบระดับความสอดคล้อง (Alignment) และความขัดแย้ง (Divergence) ระหว่างแนวนโยบายของพรรคกับวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ของจีน โดยเฉพาะในมิติของเศรษฐกิจ การเมือง และสิ่งแวดล้อม การวิเคราะห์นี้จะฉายภาพให้เห็นถึงนัยสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์และโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ในฐานะพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ระเบียบโลกหลายขั้ว

2. บริบทและพลวัตการเลือกตั้ง 2569: สงครามสามก๊กและตัวแปรใหม่

2.1 สภาพแวดล้อมทางการเมืองและเศรษฐกิจมหภาค

บรรยากาศก่อนการเลือกตั้งปี 2569 เต็มไปด้วยความตื่นตัวและความคาดหวังของประชาชน ภายหลังจากการยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี 1 ประเทศไทยต้องเผชิญกับโจทย์เศรษฐกิจที่ซับซ้อน ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงถึง 7.4 แสนบาทต่อครัวเรือน 7 และการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์ (Aged Society) ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อระบบสวัสดิการและการคลังของประเทศอย่างมหาศาล ข้อมูลจากสวนดุสิตโพลระบุว่า กลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ (Gen Z และ Gen Y) มีความคาดหวังทางการเมืองสูงและพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงคะแนนเสียงหากไม่ได้รับการตอบสนองที่น่าพอใจ 8

2.2 โครงสร้างการแข่งขัน: สามพรรคใหญ่และหนึ่งทางเลือก

สนามเลือกตั้ง 2569 ถูกมองว่าเป็นศึกชิงความเป็นผู้นำระหว่างสามขั้วอำนาจหลัก ได้แก่ "พรรคประชาชน" ที่มีฐานเสียงคนรุ่นใหม่และชูธงการปฏิรูปโครงสร้าง "พรรคเพื่อไทย" ที่เน้นนโยบายประชานิยมดิจิทัลและการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และ "พรรคภูมิใจไทย" ที่ครองพื้นที่ชนบทด้วยเครือข่ายอุปถัมภ์ที่เข้มแข็ง 10 อย่างไรก็ตาม ช่องว่างทางการเมืองที่เกิดจากความเบื่อหน่ายความขัดแย้งและความต้องการ "มืออาชีพ" เข้ามาบริหารประเทศ ได้เปิดโอกาสให้พรรคโอกาสใหม่ก้าวขึ้นมามีบทบาทในฐานะ "ตัวแปร" ที่สำคัญ

ตารางที่ 1: เปรียบเทียบยุทธศาสตร์หลักของพรรคการเมืองสำคัญในการเลือกตั้ง 2569

พรรคการเมืองผู้นำ/แคนดิเดตนายกฯฐานเสียงหลักยุทธศาสตร์หลัก (Grand Strategy)จุดเน้นนโยบายเศรษฐกิจ
พรรคประชาชนณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิคนรุ่นใหม่, ชนชั้นกลางในเมืองStructural Reform: ปฏิรูประบบราชการและโครงสร้างอำนาจ

รัฐแพลตฟอร์ม, ทลายทุนผูกขาด, สวัสดิการถ้วนหน้า 12

พรรคเพื่อไทยยศชนัน วงศ์สวัสดิ์รากหญ้า, ภาคธุรกิจDigital Populism: ประชานิยมดิจิทัลและ Soft Power

Digital Wallet, 30 บาทรักษาทุกที่, Soft Power 14

พรรคภูมิใจไทยอนุทิน ชาญวีรกูลเกษตรกร, ท้องถิ่นLocal Patronage: เครือข่ายอุปถัมภ์และการกระจายงบประมาณ

เศรษฐกิจ 10 Plus, พักหนี้, เพิ่มการลงทุนภาครัฐ 10

พรรคโอกาสใหม่จตุพร บุรุษพัฒน์ข้าราชการ, อนุรักษนิยมสายกลางBureaucratic Professionalism: มืออาชีพภาครัฐและการบริหารนำการเมือง

รัฐสวัสดิการครบวงจร, เศรษฐกิจสีเขียว, แช่แข็งหนี้ 5

2.3 กำเนิด "พรรคโอกาสใหม่": รัฐราชการในคราบนักบริหาร

พรรคโอกาสใหม่ก่อตั้งขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการ "เสถียรภาพ" และ "ประสิทธิภาพ" ในการบริหารงานภาครัฐ ภายใต้วาทกรรม "ไม่ใช่สุสานข้าราชการ แต่เป็นคลังสมอง" 5 พรรคได้รวบรวมอดีตข้าราชการระดับปลัดกระทรวงและนักธุรกิจที่มีประสบการณ์เข้ามาร่วมงาน โดยมีนายจตุพร บุรุษพัฒน์ อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นหัวหอกสำคัญ 18 การวางตำแหน่งของพรรค (Positioning) มุ่งเน้นไปที่การเป็น "ทางเลือกที่สาม" ที่ไม่ใช่ทั้งนักการเมืองอาชีพที่ถูกมองว่าสร้างความขัดแย้ง และไม่ใช่กลุ่มอำนาจเก่าที่ล้าหลัง แต่เป็นกลุ่ม "Technocrat" หรือข้าราชการชำนาญการที่พร้อมทำงานทันที

แนวทางการเมืองของพรรคโอกาสใหม่สะท้อนถึงอุดมการณ์ "อนุรักษนิยมก้าวหน้า" (Progressive Conservatism) ที่ยึดมั่นในการปกป้องสถาบันหลักของชาติ ควบคู่ไปกับการผลักดันนโยบายสวัสดิการสังคมและการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ทันสมัย 6 ซึ่งเป็นจุดที่สร้างความแตกต่างและดึงดูดกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ต้องการความมั่นคงแต่ก็ไม่ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง

3. วิเคราะห์สุนทรพจน์สี จิ้นผิง 2026: รหัสลับแห่งมหาอำนาจตะวันออก

เพื่อที่จะประเมินความสอดคล้องทางนโยบาย จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องถอดรหัสวิสัยทัศน์ของผู้นำจีน ผ่านสุนทรพจน์ในวาระปีใหม่ 2026 และเอกสารยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแกนหลักในการขับเคลื่อนประเทศจีนและระเบียบโลกใหม่ใน 3 มิติสำคัญ:

3.1 กำลังการผลิตคุณภาพใหม่ (New Quality Productive Forces - NQPF)

หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจจีนยุคใหม่คือแนวคิด "กำลังการผลิตคุณภาพใหม่" ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนผ่านจากการเติบโตด้วยปัจจัยการผลิตแบบดั้งเดิม (แรงงานและที่ดิน) ไปสู่การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง 4 สุนทรพจน์ของสี จิ้นผิง เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี (Technological Self-Reliance) ในสาขาสำคัญ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI), ควอนตัมคอมพิวติ้ง, และพลังงานใหม่ แนวคิดนี้ไม่เพียงแต่เป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายใน แต่ยังเป็นการกำหนดมาตรฐานใหม่ให้กับห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งประเทศคู่ค้าจำเป็นต้องปรับตัวตามหากต้องการรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

3.2 การพัฒนาสีเขียวและอารยธรรมนิเวศ (Green Development & Ecological Civilization)

วาทกรรม "น้ำใสเขาเขียว คือภูเขาทองและภูเขาเงิน" (Lucid waters and lush mountains are invaluable assets) ยังคงเป็นแกนหลักในนโยบายของจีน 20 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ยืนยันคำมั่นสัญญาในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสร้าง "โลกที่สะอาดและสวยงาม" 3 การพัฒนาเศรษฐกิจจะต้องไม่แลกมาด้วยความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม และจีนพร้อมที่จะเป็นผู้นำโลกในการพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียวและการเงินสีเขียว (Green Finance)

3.3 ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันและความมั่นคงโลก (Community with a Shared Future & Global Security)

ในมิติการต่างประเทศ จีนเน้นย้ำถึงการสร้างสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศที่ "เป็นมิตร มั่นคง และมั่งคั่ง" โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้าน 3 จีนปฏิเสธแนวคิดสงครามเย็นและการแบ่งขั้ว แต่สนับสนุนพหุภาคีนิยมที่แท้จริง (True Multilateralism) ผ่านกลไกความร่วมมืออย่าง BRICS และ Shanghai Cooperation Organization (SCO) โดยให้ความสำคัญกับความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมืองเป็นพื้นฐานของการพัฒนา 21

4. การวิเคราะห์ความสอดคล้องเชิงยุทธศาสตร์: พรรคโอกาสใหม่ในสายตาพญามังกร

จากการวิเคราะห์เนื้อหานโยบายของพรรคโอกาสใหม่ เทียบเคียงกับวิสัยทัศน์ของสี จิ้นผิง พบประเด็นความสอดคล้องและความท้าทายที่น่าสนใจใน 4 มิติหลัก ดังนี้:

4.1 มิติสิ่งแวดล้อม: จุดบรรจบที่สมบูรณ์แบบ (Absolute Convergence)

ความสอดคล้องที่เด่นชัดที่สุดระหว่างพรรคโอกาสใหม่และวิสัยทัศน์ของจีน อยู่ในมิติของนโยบายสิ่งแวดล้อม นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ในฐานะอดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ประกาศให้การรับมือกับ "การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" (Climate Change) เป็นวาระแห่งชาติและนโยบายหลักของพรรค 16

  • นโยบายพรรคโอกาสใหม่: เสนอแผนการรับมือภัยพิบัติแบบบูรณาการ การใช้เทคโนโลยีพยากรณ์อากาศที่แม่นยำ และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและป่าไม้ที่ยั่งยืน รวมถึงแนวคิด "เศรษฐกิจสีเขียว" เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ 5

  • ความสอดคล้องกับจีน: นโยบายนี้สอดรับโดยตรงกับแนวคิด "อารยธรรมนิเวศ" ของสี จิ้นผิง และยุทธศาสตร์ Green Silk Road ของจีน หากพรรคโอกาสใหม่ได้เข้าร่วมรัฐบาล จะเป็นโอกาสสำคัญในการดึงดูดความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมจากจีน เช่น การจัดการน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Management) และพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจีนเป็นผู้นำโลกในด้านนี้ การมีผู้นำพรรคที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านนี้ ทำให้พรรคโอกาสใหม่มี "ภาษาเดียวกัน" กับจีนในการเจรจาความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นประเด็นที่จีนให้ความสำคัญสูงสุดในเวทีโลกยุคใหม่ 20

4.2 มิติความมั่นคงและเสถียรภาพ: ภาษาของข้าราชการ (Language of Stability)

จีนให้คุณค่ากับ "เสถียรภาพ" (Stability) เป็นอย่างยิ่งในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับประเทศที่มีพรมแดนใกล้ชิด พรรคโอกาสใหม่ซึ่งมีฐานมาจากกลุ่มข้าราชการระดับสูง (Bureaucratic Elite) มีจุดแข็งในเรื่องนี้อย่างชัดเจน

  • นโยบายพรรคโอกาสใหม่: เน้นการเมืองที่ไม่สร้างความขัดแย้ง การปกป้องสถาบันหลัก และการบริหารราชการแผ่นดินที่มีความต่อเนื่อง 6 พรรคพยายามสื่อสารว่าเป็น "โซ่ข้อกลาง" ที่เชื่อมประสานทุกฝ่ายและนำความสงบสุขกลับคืนสู่สังคม

  • ความสอดคล้องกับจีน: จีนมักมีความสะดวกใจในการปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและคาดเดาได้ (Predictable) มากกว่ารัฐบาลที่มาจากกระแสประชานิยมสุดโต่งหรือกลุ่มที่ต้องการเปลี่ยนโครงสร้างอย่างรุนแรง ซึ่งอาจนำไปสู่ความวุ่นวายทางสังคม พรรคโอกาสใหม่จึงอาจถูกมองว่าเป็น "หุ้นส่วนที่ไว้ใจได้" (Reliable Partner) ในสายตาของปักกิ่ง ในแง่ของการรักษาเสถียรภาพในภูมิภาคและการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ไม่เหวี่ยงแห

4.3 มิติเศรษฐกิจและเทคโนโลยี: ความท้าทายของ "กำลังการผลิตคุณภาพใหม่"

ในขณะที่มิติสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงมีความสอดคล้องสูง แต่มิติเศรษฐกิจกลับเป็นจุดที่พรรคโอกาสใหม่ต้องเผชิญกับความท้าทายในการปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐาน "กำลังการผลิตคุณภาพใหม่" (NQPF) ของจีน

  • ช่องว่างทางนโยบาย: นโยบายเศรษฐกิจของพรรคโอกาสใหม่เน้นหนักไปที่ "การประคอง" (Support) และ "สวัสดิการ" (Welfare) เช่น การแช่แข็งหนี้ การดูแลผู้สูงอายุ และสวัสดิการตั้งแต่เกิดจนตาย 5 แม้จะมีการกล่าวถึงเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI 23 แต่เนื้อหายังขาดความชัดเจนในเรื่องการสร้างนวัตกรรมเชิงลึก (Deep Tech) หรือการปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมขนานใหญ่ ซึ่งต่างจากพรรคประชาชนที่มีข้อเสนอเรื่องอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและเทคโนโลยีขั้นสูงที่ชัดเจนกว่า 13

  • ความเสี่ยงของการตกรถ: หากพรรคโอกาสใหม่ไม่สามารถนำเสนอโรดแมปที่ชัดเจนในการยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของไทย ให้สอดคล้องกับห่วงโซ่อุปทานไฮเทคของจีน (เช่น EV, แบตเตอรี่, เซมิคอนดักเตอร์) ประเทศไทยอาจเสียโอกาสในการเป็นฐานการผลิตสำคัญ และกลายเป็นเพียงตลาดรองรับสินค้าจากจีนเท่านั้น การใช้ "ระบบราชการ" นำ "นวัตกรรม" มักเป็นเรื่องยากและเชื่องช้า ซึ่งสวนทางกับความรวดเร็วของ NQPF

4.4 มิติการต่างประเทศ: การทูตสมดุลและการสนับสนุน BRICS

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ได้แสดงวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับการรักษาดุลยภาพทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ รวมถึงการแสดงท่าทีสนับสนุนการเข้าร่วมกลุ่ม BRICS ของไทย 24

  • การสนับสนุน BRICS: การที่ผู้นำพรรคแสดงท่าทีสนับสนุน BRICS ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของจีนในการสร้างระเบียบโลกใหม่ (Global South) ถือเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญ นโยบายนี้สอดคล้องกับความต้องการของจีนที่ต้องการพันธมิตรในการผลักดันวาระพหุภาคีนิยม และลดอิทธิพลของชาติตะวันตกในเวทีโลก 21

  • นัยสำคัญ: การสนับสนุนนี้สะท้อนว่าพรรคโอกาสใหม่อ่านเกมการเมืองโลกขาด และพร้อมที่จะนำพาประเทศไทยเข้าสู่กระแสธารของโลกใหม่ (Global South) โดยไม่ทิ้งความสัมพันธ์กับชาติตะวันตก ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์การทูตแบบ "ไผ่ลู่ลม" ที่ประยุกต์ให้ทันสมัย

5. การวิเคราะห์เปรียบเทียบเชิงลึก: นโยบายพรรคโอกาสใหม่ vs พรรคคู่แข่ง

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น การเปรียบเทียบนโยบายเฉพาะด้านระหว่างพรรคโอกาสใหม่และคู่แข่งสำคัญ จะช่วยชี้ให้เห็นถึงจุดแข็งและจุดอ่อนในบริบทของการแข่งขันและการตอบสนองต่อวิสัยทัศน์โลก

ตารางที่ 2: เปรียบเทียบนโยบายรายด้านและการตอบสนองต่อวิสัยทัศน์จีน

ประเด็นนโยบาย (Policy Domain)พรรคโอกาสใหม่ (New Opportunity)พรรคประชาชน (People's Party)พรรคเพื่อไทย (Pheu Thai)การวิเคราะห์ความสอดคล้องกับจีน (Alignment Analysis)
เทคโนโลยี & AI

Bureaucratic Digitalization: เน้นเตรียมคนสู่ยุค AI, รัฐบาลดิจิทัลแบบราชการ, ใช้ Big Data เพื่อสวัสดิการ 6

Tech Reform: รัฐแพลตฟอร์ม, Open Data, AI ตรวจจับชายแดน, ปราบสแกมเมอร์ด้วย Tech 12

Digital Economy: AI แห่งชาติ, Smart City, เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ, Blockchain 14

พรรคเพื่อไทย และ พรรคประชาชน มีความชัดเจนและก้าวหน้ากว่าในเชิงเทคนิค ซึ่งสอดคล้องกับ NQPF ของจีนมากกว่าพรรคโอกาสใหม่ที่เน้นการตั้งรับ
สิ่งแวดล้อม (Green)

Climate Resilience: จัดการภัยพิบัติ, ทรัพยากรน้ำ, ป่าไม้, ลดความเหลื่อมล้ำด้วย Green Economy 16

Structural Green: พ.ร.บ.อากาศสะอาด, ปฏิรูปพลังงาน, ลดการผูกขาดพลังงาน 28

Carbon Market: ตลาดคาร์บอนเครดิต, เศรษฐกิจสีเขียวภาคอุตสาหกรรมพรรคโอกาสใหม่ มีจุดแข็งเรื่อง "ทรัพยากรธรรมชาติ" ที่สอดคล้องกับแนวคิด "เขาเขียว" ของจีนมากที่สุด ในขณะที่พรรคประชาชนเน้นการแก้โครงสร้างกฎหมาย
สวัสดิการสังคม

Womb to Heaven: ดูแลตั้งแต่เกิดจนตาย, บูรณาการกองทุน, เบี้ยผู้สูงอายุ 5

Universal Welfare: สวัสดิการถ้วนหน้า, เงินอุดหนุนเด็กเล็ก, บำนาญพื้นฐาน 26

Opportunity Creation: สร้างโอกาสสร้างรายได้, OFOS (1 ครอบครัว 1 Soft Power), 30 บาทรักษาทุกที่ทุกพรรคเน้นสวัสดิการ แต่แนวทาง "รัฐสวัสดิการแบบอุปถัมภ์" ของพรรคโอกาสใหม่ อาจเข้ากันได้ดีกับแนวคิด "ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน" (Common Prosperity) ของจีนที่เน้นบทบาทรัฐ
Soft Power

Cultural Heritage: ส่งเสริมมรดกวัฒนธรรม, อาหารหมักดอง (Probiotics) 29

Creative Freedom: เสรีภาพทางศิลปะ, ปลดล็อกกฎหมายเซ็นเซอร์

Creative Industry: THACCA, สนับสนุนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ 11 สาขา, กองทุนภาพยนตร์ 15

พรรคเพื่อไทย มีความโดดเด่นที่สุดในเรื่องนี้ แต่พรรคโอกาสใหม่พยายามเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche) ซึ่งอาจร่วมมือกับตลาดจีนได้ในระดับวัฒนธรรมพื้นบ้าน

บทวิเคราะห์เพิ่มเติม: กรณีศึกษา "Soft Power" และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ในขณะที่พรรคเพื่อไทยชูนโยบาย THACCA และ OFOS เป็นเรือธงในการขับเคลื่อน Soft Power 15 พรรคโอกาสใหม่เลือกที่จะนำเสนอในมุมมองที่แตกต่าง โดยเน้นไปที่ "ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม" และ "อาหารเพื่อสุขภาพ" (Wellness Food) เช่น โครงการ Thai Power Probiotics (อาหารหมักดอง) 29 แม้จะดูเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่ม แต่มีความสอดคล้องกับเทรนด์สุขภาพของชนชั้นกลางจีน และวิสัยทัศน์เรื่องการแพทย์แผนดั้งเดิมที่จีนพยายามผลักดัน หากพรรคโอกาสใหม่สามารถยกระดับเรื่องนี้ให้เป็นมาตรฐานสากล อาจสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ที่เชื่อมโยงกับตลาดจีนได้จริง

6. ข้อสังเกตเชิงวิชาการ: กับดักความสำเร็จและทางออก

6.1 กับดัก "รัฐราชการ" ในยุคดิจิทัล

ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของพรรคโอกาสใหม่ คือการก้าวข้าม "กรอบคิดแบบราชการ" (Bureaucratic Mindset) ที่มักเน้นระเบียบและขั้นตอน มากกว่าผลลัพธ์และความรวดเร็ว ในยุคที่จีนและโลกกำลังวิ่งด้วยความเร็วของ AI และควอนตัม การบริหารงานแบบเดิมอาจไม่เพียงพอ พรรคต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า "คลังสมอง" ที่มีอยู่นั้น สามารถผลิตนวัตกรรมทางนโยบายที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่การผลิตเอกสารทางราชการ

6.2 ความเสี่ยงของนโยบายประชานิยมจำแลง

นโยบาย "แช่แข็งหนี้" และสวัสดิการ "เกิดจนขึ้นสวรรค์" 5 แม้จะฟังดูดี แต่มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นภาระทางการคลังระยะยาว หากไม่มีแผนการหารายได้ใหม่มารองรับ ซึ่งในจุดนี้ พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยมีข้อเสนอเรื่องการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่ชัดเจนกว่า พรรคโอกาสใหม่จึงจำเป็นต้องเร่งเติมเต็มนโยบายด้านการสร้างรายได้ (Revenue Generation) ให้สมบูรณ์

7. บทสรุปและข้อเสนอแนะ

การเลือกตั้งปี 2569 ไม่ใช่เพียงการเลือกผู้แทนราษฎร แต่เป็นการเลือก "ทิศทางอนาคต" ของประเทศไทย ท่ามกลางกระแสธารแห่งการเปลี่ยนแปลงของโลก

พรรคโอกาสใหม่ นำเสนอทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการเมืองไทย ด้วยการผสมผสานระหว่าง "ความเก๋าเกม" ของระบบราชการ กับ "ความตระหนักรู้" ในปัญหาสมัยใหม่ เช่น สิ่งแวดล้อม เมื่อพิจารณาผ่านเลนส์วิสัยทัศน์ปี 2026 ของสี จิ้นผิง พบว่าพรรคโอกาสใหม่มีความสอดคล้องอย่างมีนัยสำคัญในมิติของ ความมั่นคง (Stability) และ สิ่งแวดล้อม (Green Development) ซึ่งเป็นสองเสาหลักที่จีนให้ความสำคัญ

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้สอดรับกับวิสัยทัศน์ "กำลังการผลิตคุณภาพใหม่" (New Quality Productive Forces) อย่างแท้จริง พรรคโอกาสใหม่จำเป็นต้อง:

  1. ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์: จากการเป็นผู้กำกับดูแล (Regulator) มาเป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) ทางเทคโนโลยี

  2. บูรณาการดิจิทัล: นำเทคโนโลยีมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนรูปแบบเอกสาร

  3. สร้างพันธมิตรทางยุทธศาสตร์: ใช้จุดแข็งด้านความสัมพันธ์และการทูต ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมสีเขียวและเทคโนโลยีขั้นสูงจากจีน เพื่อยกระดับโครงสร้างการผลิตของไทยให้พ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง

ในท้ายที่สุด หากพรรคโอกาสใหม่สามารถผสานจุดแข็งด้านเสถียรภาพเข้ากับวิสัยทัศน์ทางเทคโนโลยีได้ ก็มีโอกาสที่จะเป็น "กุญแจดอกสำคัญ" ในการไขประตูสู่ความร่วมมือยุคใหม่ระหว่างไทยและจีน สร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนให้กับประชาชนไทยตามที่ได้หาเสียงไว้


รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยการสังเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ ข่าวสาร และเอกสารทางวิชาการที่ปรากฏต่อสาธารณะ ณ เดือนมกราคม 2026 เพื่อประโยชน์ในการศึกษาและวิเคราะห์ทิศทางการเมืองและยุทธศาสตร์ชาติ

ขอขยายโอกาสใหม่ สู้ศึกเลือกตั้งปี 2569 เป็นทางเลือกที่สาม

   

รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์: พลวัตการเมืองไทยและการวิเคราะห์เชิงลึกนโยบาย "การขยายโอกาส" ของพรรคโอกาสใหม่ ในบริบทการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2569


บทคัดย่อ



รายงานการวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์ภูมิทัศน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจสังคมของประเทศไทยในช่วงรอยต่อของการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการก่อตัวและยุทธศาสตร์ทางนโยบายของ "พรรคโอกาสใหม่" (New Opportunity Party) ภายใต้การนำของกลุ่มข้าราชการระดับสูงและนักบริหารมืออาชีพ การศึกษานี้เจาะลึกถึงแนวคิด "การขยายโอกาส" (Opportunity Expansion) ซึ่งถูกนำเสนอในฐานะทางเลือกที่สามท่ามกลางความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ระหว่างขั้วอำนาจอนุรักษ์นิยมและเสรีนิยมก้าวหน้า รายงานฉบับนี้ยังได้ทำการเปรียบเทียบเชิงวิพากษ์ระหว่างชุดนโยบายของพรรคโอกาสใหม่กับพรรคการเมืองหลักอื่นๆ ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน เพื่อประเมินความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ผลกระทบทางการคลัง และนัยสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่จะมีต่อทิศทางการจัดตั้งรัฐบาลและการบริหารประเทศในทศวรรษหน้า


บทที่ 1: บริบทมหภาคและจุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษการเมืองไทย 2569

1.1 ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์การเมือง: จากวิกฤตศรัทธาสู่การรีเซ็ตอำนาจ

การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2569 มิได้เป็นเพียงการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลตามวาระปกติ แต่เป็นหมุดหมายสำคัญที่เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะ "วิกฤตซ้อนวิกฤต" (Polycrisis) ของสังคมไทย ทั้งในมิติความขัดแย้งทางการเมือง ความเปราะบางทางเศรษฐกิจ และความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายหลังการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลผสมภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย สถานการณ์ทางการเมืองได้เดินทางมาสู่จุดแตกหักเมื่อเกิดความขัดแย้งในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งนำไปสู่การยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 1 เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของเสถียรภาพทางการเมืองในระบบรัฐสภาไทย และความจำเป็นเร่งด่วนในการแสวงหาฉันทามติใหม่

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความพิเศษในเชิงโครงสร้าง เนื่องจากเป็นการจัดการเลือกตั้งควบคู่ไปกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 4 การมีบัตรลงคะแนนถึง 3 ใบ (เลือกตั้ง สส. เขต, เลือกตั้ง สส. บัญชีรายชื่อ และการทำประชามติ) สร้างพลวัตใหม่ในการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงเจตจำนงในการปฏิรูปโครงสร้างประเทศเข้ากับการเลือกตัวแทนฝ่ายบริหาร สภาวะเช่นนี้เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองที่สามารถนำเสนอ "ทางออก" ที่เป็นรูปธรรมและประนีประนอมได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษจากกลุ่มพลังเงียบ (Silent Majority) ที่เบื่อหน่ายความขัดแย้ง

1.2 โครงสร้างเศรษฐกิจที่เปราะบางและกับดักรายได้ปานกลาง

บริบททางเศรษฐกิจก่อนการเลือกตั้ง 2569 เต็มไปด้วยความท้าทาย หนี้ครัวเรือนของไทยยังคงอยู่ในระดับวิกฤต ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อและการบริโภคภายในประเทศ 5 ขณะเดียวกัน ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) และความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่รุนแรงที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย ได้กดดันให้พรรคการเมืองต้องแข่งขันกันนำเสนอนโยบายประชานิยมที่เข้มข้นขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และนักวิชาการอิสระเริ่มส่งสัญญาณเตือนถึงขีดจำกัดทางการคลังและความเสี่ยงของนโยบายแจกเงินระยะสั้น 6

ในสถานการณ์เช่นนี้ โจทย์ใหญ่ของการเลือกตั้งจึงมิใช่เพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่คือการ "ปรับโครงสร้าง" (Restructuring) เพื่อให้ไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางและการถดถอยของความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก สิ่งนี้สร้างช่องว่างทางการตลาด (Market Gap) ให้กับพรรคการเมืองที่เน้น "การบริหารจัดการ" และ "การสร้างโอกาสระยะยาว" มากกว่าการสงเคราะห์

1.3 วิกฤตการณ์ "โลกเดือด" และวาระแห่งชาติใหม่

อีกหนึ่งบริบทที่ไม่อาจมองข้ามคือปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) หรือภาวะ "โลกเดือด" (Global Boiling) ซึ่งนายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ได้หยิบยกขึ้นมาเป็นวาระหลัก 8 ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ ฝุ่น PM2.5 และความแปรปรวนของฤดูกาล ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหารที่กระทบต่อฐานเสียงเกษตรกรและคนเมืองโดยตรง การเมืองไทยในปี 2569 จึงเป็นครั้งแรกที่นโยบายสิ่งแวดล้อมถูกยกระดับขึ้นมาเป็น "นโยบายเศรษฐกิจหลัก" (Core Economic Policy) อย่างแท้จริง


บทที่ 2: การก่อตัวและสถาปัตยกรรมองค์กรของ "พรรคโอกาสใหม่"

2.1 พัฒนาการจาก "ไทยเป็นหนึ่ง" สู่ "โอกาสใหม่": ยุทธศาสตร์การรีแบรนด์

พรรคโอกาสใหม่ (New Opportunity Party) เดิมจดทะเบียนจัดตั้งในชื่อ "พรรคไทยเป็นหนึ่ง" เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2564 ก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและชื่อพรรคเพื่อเตรียมความพร้อมสู่สนามเลือกตั้ง 2569 10 การตัดสินใจเปลี่ยนชื่อเป็น "โอกาสใหม่" สะท้อนถึงยุทธศาสตร์การสื่อสารที่ชาญฉลาด โดยคำว่า "โอกาส" (Opportunity) เป็นคำที่มีความหมายเชิงบวก สื่อถึงความหวัง (Hope) และการเคลื่อนที่ไปข้างหน้า (Mobility) ซึ่งตรงใจกับความรู้สึกของชนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่ที่กำลังมองหาช่องทางในการเติบโตท่ามกลางวิกฤต

สัญลักษณ์ของพรรคที่ออกแบบใหม่ด้วยรูปทรงหยดน้ำและเส้นโค้งวงโคจรสีชมพู 11 เป็นการฉีกขนบของพรรคการเมืองไทยที่มักใช้สีธงชาติหรือสีที่สื่อถึงอุดมการณ์ทางการเมืองแบบเก่า สีชมพูในที่นี้สื่อถึงความทันสมัย การผสมผสาน และการเข้าถึงได้ง่าย (Accessibility) ลดทอนความแข็งกร้าวของภาพลักษณ์ข้าราชการระดับสูงที่เป็นแกนนำพรรค

2.2 ผู้นำพรรคและฐานอำนาจ: ปรากฏการณ์ "Technocrat" คืนถิ่น

ปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จของพรรคโอกาสใหม่คือภาพลักษณ์และบารมีของนายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรค 12 ประวัติการทำงานในฐานะปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ที่ยาวนานที่สุดคนหนึ่ง และการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในช่วงสั้นๆ 12 ทำให้นายจตุพรมีภาพลักษณ์ของ "นักบริหารมืออาชีพ" (Professional Administrator) หรือ Technocrat ที่มีความเข้าใจลึกซึ้งในกลไกของระบบราชการ

การก้าวเข้าสู่การเมืองของกลุ่มข้าราชการระดับสูงกลุ่มนี้ แตกต่างจากการลงมาเล่นการเมืองของกลุ่มทหารหรือนักการเมืองอาชีพ เพราะพวกเขานำเสนอจุดขายเรื่อง "Efficiency" หรือประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ 9 พวกเขาพยายามสื่อสารว่า ปัญหาของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดนโยบายที่ดี แต่อยู่ที่ "การนำนโยบายไปปฏิบัติ" (Implementation) ที่ล้มเหลว ซึ่งเป็นจุดที่พวกเขามีความเชี่ยวชาญที่สุด

2.3 โครงสร้างองค์กร: พันธมิตร "รัฐ-เอกชน"

โครงสร้างกรรมการบริหารพรรคโอกาสใหม่สะท้อนโมเดล "ประชารัฐ" ในเวอร์ชันที่ทันสมัยขึ้น โดยเป็นการผสมผสานระหว่าง:

  1. กลุ่มอดีตข้าราชการระดับสูง (The Bureaucrats): เช่น นายธงชัย ลืออดุลย์ (เลขาธิการพรรค, อดีตผู้ว่าราชการจังหวัด), นายโสภณ ทองดี (เหรัญญิก, อดีตอธิบดี) 15 กลุ่มนี้ทำหน้าที่เป็น "สมอง" ในการกลั่นกรองนโยบายให้สามารถปฏิบัติได้จริงตามระเบียบราชการ

  2. กลุ่มนักธุรกิจและคนรุ่นใหม่ (The Private Sector & New Gen): การดึงนักธุรกิจและตัวแทนคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมทีม 15 เพื่อเติมเต็มมุมมองด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและความต้องการของตลาดแรงงานสมัยใหม่

การผสมผสานนี้มีเป้าหมายเพื่อลบจุดอ่อนเรื่องความล่าช้าของระบบราชการ และสร้างภาพลักษณ์ของพรรคที่มีความสมดุลระหว่าง "ความมั่นคง" และ "ความก้าวหน้า"


บทที่ 3: ถอดรหัสยุทธศาสตร์ "การขยายโอกาส" (Opportunity Expansion)

แก่นแกนทางอุดมการณ์ของพรรคโอกาสใหม่ไม่ใช่ "ประชานิยม" (Populism) ที่เน้นการแจกเงิน และไม่ใช่ "เสรีนิยมใหม่" (Neoliberalism) ที่ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานอย่างอิสระ แต่คือแนวคิด "Managerial Opportunity" หรือการใช้กลไกรัฐเพื่อบริหารจัดการและขยายช่องทางโอกาสให้กับประชาชน โดยแบ่งออกเป็น 4 มิติยุทธศาสตร์สำคัญ ดังนี้:

3.1 มิติเศรษฐกิจ: จาก "Thai First" สู่การแช่แข็งหนี้ (Economic Opportunity)

3.1.1 ห่วงโซ่อุปทาน "ไทยทำ ไทยใช้" (Thai-First Supply Chain)

พรรคโอกาสใหม่เสนอนโยบายเศรษฐกิจที่เน้นความเป็นชาตินิยมทางเศรษฐกิจแบบสร้างสรรค์ (Constructive Economic Nationalism) ภายใต้แนวคิด "เศรษฐกิจไทย เพื่อโอกาสของคนไทย" 16 สาระสำคัญคือการสร้างแต้มต่อให้กับผู้ประกอบการไทยและ SME ในการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของภาครัฐและเอกชนขนาดใหญ่ นโยบายนี้มุ่งเน้นการลดการพึ่งพาการนำเข้าในส่วนที่ไม่จำเป็น และส่งเสริมให้สินค้าไทยเป็นตัวเลือกแรก (First Priority) ในการจัดซื้อจัดจ้าง

  • การวิเคราะห์เชิงลึก: นโยบายนี้พยายามแก้ปัญหาความเสียเปรียบของทุนท้องถิ่นต่อทุนข้ามชาติและทุนผูกขาด โดยใช้กลไกการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ (Government Procurement) เป็นเครื่องมือชี้นำตลาด ซึ่งเป็นวิธีที่กลุ่ม Technocrat ถนัดและสามารถทำได้ทันทีโดยไม่ต้องแก้กฎหมายใหญ่

3.1.2 ยุทธศาสตร์ "แช่แข็งหนี้" (Debt Freeze)

ในขณะที่พรรคอื่นเสนอนโยบาย "พักหนี้" (Debt Moratorium) ซึ่งมักจะเป็นเพียงการยืดเวลาชำระหนี้และดอกเบี้ยยังเดินต่อ พรรคโอกาสใหม่เสนอแนวคิดที่ก้าวหน้ากว่าคือการ "หยุดและแช่แข็งปัญหาหนี้" (Freeze Debt) 17

  • กลไกการทำงาน: การแช่แข็งหนี้ในนิยามของพรรค คือการหยุดทั้งต้นและดอกเบี้ยสำหรับกลุ่มเปราะบาง ควบคู่ไปกับมาตรการ "สร้างรายได้" เพื่อฟื้นฟูความสามารถในการชำระหนี้ 9 นี่คือการมองปัญหาหนี้สินในมิติของ "กระแสเงินสด" (Cash Flow) และ "ศักยภาพในการหารายได้" (Earning Capacity) ไม่ใช่แค่ภาระทางบัญชี

3.2 มิติสังคม: รัฐสวัสดิการสำหรับ "คนนอกระบบ" (Social Opportunity)

3.2.1 ปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ "Dual Welfare"

ประเทศไทยมีโครงสร้างสวัสดิการแบบทวิลักษณ์ (Dual Structure) คือ ข้าราชการมีสวัสดิการที่ดีเยี่ยม ในขณะที่ประชาชนทั่วไปและแรงงานนอกระบบมีสวัสดิการที่จำกัด พรรคโอกาสใหม่จึงประกาศนโยบาย "รัฐสวัสดิการเพื่อให้ประชาชนที่ไม่ใช่บุคลากรภาครัฐได้รับสวัสดิการภาครัฐอย่างทั่วถึง" 8

  • นัยสำคัญ: นโยบายนี้เป็นการ "ซื้อใจ" ฐานเสียงขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ คือ แรงงานนอกระบบ เกษตรกร และผู้ประกอบอาชีพอิสระ โดยใช้ความเชี่ยวชาญของแกนนำพรรคที่เป็นอดีตข้าราชการในการออกแบบระบบที่ไม่ทำลายสถานะของข้าราชการเดิม แต่ยกระดับคนกลุ่มอื่นขึ้นมา

  • สวัสดิการแรงงานนอกระบบ: ขยายผลจากกองทุนสวัสดิการที่มีอยู่เดิม สร้างหลักประกันความมั่นคงทางรายได้หลังเกษียณ และการเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพเทียบเท่าระบบราชการ 19

3.3 มิติสิ่งแวดล้อม: เศรษฐกิจสีเขียวบนฐานทรัพยากร (Environmental Opportunity)

3.3.1 พลิกวิกฤต "โลกเดือด" เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ

ด้วยพื้นหลังของหัวหน้าพรรคที่เป็นอดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ นโยบายสิ่งแวดล้อมจึงเป็น "Flagship Policy" ที่โดดเด่นที่สุด พรรคมองว่าวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ไม่ใช่แค่ภาระ แต่เป็นโอกาสในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) 8

  • นโยบาย: การส่งเสริมคาร์บอนเครดิตภาคประชาชน, การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันภัยพิบัติ (ซึ่งก่อให้เกิดการจ้างงาน), และการปรับเปลี่ยนภาคเกษตรสู่เกษตรมูลค่าสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

  • การวิเคราะห์: นี่คือการนำเสนอ "Green Growth" ที่จับต้องได้ โดยเชื่อมโยงเรื่องปากท้องเข้ากับเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งแตกต่างจากพรรคอื่นที่อาจมองเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องรอง หรือเป็นเพียง CSR

3.4 มิติการศึกษาและทุนมนุษย์: Workfare และการพัฒนาทักษะ (Human Capital Opportunity)

3.4.1 จาก Welfare สู่ Workfare

พรรคโอกาสใหม่เน้นย้ำเรื่องการสร้างรายได้ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะ 9 แนวคิดนี้คล้ายคลึงกับระบบ "Workfare" ที่รัฐจะให้สวัสดิการหรือการช่วยเหลือ แลกกับการที่ผู้รับต้องเข้ารับการฝึกทักษะ (Reskill/Upskill) หรือทำงานบางอย่างเพื่อสังคม

  • หลักสูตรการศึกษา: ปฏิรูปหลักสูตรให้เท่าทันเทคโนโลยี เน้นทักษะที่ตลาดต้องการจริง เพื่อแก้ปัญหา "เรียนจบแต่ตกงาน" (Skills Mismatch) 8


บทที่ 4: การเปรียบเทียบเชิงยุทธศาสตร์และนโยบายกับคู่แข่งทางการเมือง

เพื่อให้เห็นภาพตำแหน่งแห่งที่ (Positioning) ของพรรคโอกาสใหม่ในสนามเลือกตั้ง 2569 ได้ชัดเจน จำเป็นต้องเปรียบเทียบกับพรรคการเมืองหลักอื่นๆ ผ่านตารางวิเคราะห์ดังนี้:

ตารางที่ 4.1: เปรียบเทียบยุทธศาสตร์และนโยบายหลักของพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง 2569

มิติการเปรียบเทียบพรรคโอกาสใหม่ (New Opportunity)พรรคเพื่อไทย (Pheu Thai)พรรคภูมิใจไทย (Bhumjaithai)พรรคประชาชน (People's Party)
ปรัชญาหลัก

การจัดการนิยม (Managerialism)


เน้นประสิทธิภาพและการปฏิบัติจริง

ประชานิยมใหม่ (Neo-Populism)


เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

ปฏิบัตินิยมท้องถิ่น (Local Pragmatism)


เน้นการพัฒนาพื้นที่และก่อสร้าง

โครงสร้างนิยม (Structuralism)


เน้นการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ

สโลแกนรณรงค์"วิกฤตเปลี่ยนไทย โอกาสใหม่เปลี่ยนอนาคต""สร้างโอกาส ล้างหนี้ มีกิน""พูดแล้วทำ พลัส (Economy 10+)""ไทยไม่เทา เท่ากัน ทันโลก"
นโยบายเศรษฐกิจหลัก

- แช่แข็งหนี้ (Freeze Debt)


- Thai First Supply Chain


- Green Economy

- ดิจิทัลวอลเล็ต / เติมเงิน


- หวยเกษียณ


- รถไฟฟ้า 20 บาท

- พักหนี้ 3 ปี


- คนละครึ่งพลัส


- ลงทุนรัฐ 30% ของ GDP

- ทลายทุนผูกขาด


- หวยใบเสร็จ (SME)


- อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

นโยบายสังคม/สวัสดิการ

- สวัสดิการถ้วนหน้าสำหรับคนนอกระบบ


- Workfare (ฝึกทักษะแลกสวัสดิการ)

- ยกระดับ 30 บาทรักษาทุกโรค


- 1 ครอบครัว 1 Soft Power

- สวัสดิการ อสม.


- กองทุนประกันชีวิตผู้สูงอายุ

- รัฐสวัสดิการครบวงจร


- ยกเลิกเกณฑ์ทหาร


- ปฏิรูปประกันสังคม

จุดยืนทางการเมือง

อนุรักษ์นิยมก้าวหน้า (Progressive Conservative)


ประนีประนอม, เน้นการทำงานร่วมกับระบบราชการ

เสรีนิยมปากท้อง


เน้นผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ, ประนีประนอมกับขั้วอำนาจเก่า

อนุรักษ์นิยมท้องถิ่น


ปกป้องสถาบันฯ, เน้นการเป็นรัฐบาล

เสรีนิยมประชาธิปไตย


ปฏิรูปกองทัพ, แก้ไข รธน. ทั้งฉบับ

จุดแข็งภาพลักษณ์มืออาชีพ, ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน, ไม่มีแผลทางการเมืองแบรนด์ที่แข็งแกร่ง, ฐานเสียงจัดตั้งแน่นหนา, ประสบการณ์บริหารเครือข่ายบ้านใหญ่, ทรัพยากรพรรค, คุมกลไกมหาดไทยอุดมการณ์ชัดเจน, ฐานเสียงคนรุ่นใหม่/Online, นโยบายเชิงโครงสร้าง
จุดอ่อนพรรคใหม่ ขาดฐานเสียงจัดตั้งในพื้นที่, ภาพลักษณ์ข้าราชการอาจดูเข้าถึงยากข้อครหาเรื่องดีลลับ, ความเบื่อหน่ายจากรัฐบาลเดิม, ปัญหาจำนำข้าวในอดีตภาพลักษณ์ผลประโยชน์ทับซ้อน, ความขัดแย้งกับพรรคประชาชนถูกมองว่าสุดโต่ง, แรงต้านจากกลุ่มจารีต, ไม่มีหัวคะแนนระบบเก่า

ที่มา: การวิเคราะห์สังเคราะห์จากเอกสาร 6

4.1 การวิเคราะห์เปรียบเทียบเชิงลึก

  1. โอกาสใหม่ vs เพื่อไทย: ในขณะที่เพื่อไทยใช้ยุทธศาสตร์ "ลด แลก แจก แถม" ผ่านนโยบายดิจิทัลและหวยเกษียณ 6 พรรคโอกาสใหม่พยายามวางตำแหน่งเป็น "ทางเลือกที่มีวินัย" (Disciplined Alternative) โดยเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ (Root Cause) เช่น การปรับโครงสร้างหนี้และการเพิ่มทักษะ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายคือการทำให้นโยบายเหล่านี้ "กินได้" หรือน่าสนใจเท่ากับตัวเงินที่จับต้องได้ของเพื่อไทย

  2. โอกาสใหม่ vs ภูมิใจไทย: ภูมิใจไทยเน้นนโยบายก่อสร้างและการลงทุนขนาดใหญ่ (Mega Projects) โดยตั้งเป้าการลงทุนรัฐถึง 30% ของ GDP 6 ซึ่งนักวิชาการมองว่าอาจนำไปสู่การขยายอำนาจรัฐเกินความจำเป็น พรรคโอกาสใหม่จึงนำเสนอโมเดลที่เน้น "Soft Infrastructure" (กฎหมาย, ระบบสวัสดิการ, สิ่งแวดล้อม) ซึ่งใช้งบประมาณน้อยกว่าแต่สร้างผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตได้โดยตรง

  3. โอกาสใหม่ vs พรรคประชาชน: พรรคประชาชนเน้นการแก้ปัญหาที่ "โครงสร้างอำนาจ" เช่น การปฏิรูปกองทัพและภาษีที่ดินรวมแปลง 21 ซึ่งสร้างแรงเสียดทานสูง พรรคโอกาสใหม่เลือกที่จะแก้ที่ "กลไกการบริหาร" (Administrative Mechanism) ซึ่งประนีประนอมกว่าและมีโอกาสสำเร็จในทางปฏิบัติสูงกว่าในบริบทการเมืองไทยปัจจุบัน


บทที่ 5: บทวิเคราะห์ทางยุทธศาสตร์และความเป็นไปได้ในสนามเลือกตั้ง 2569

5.1 ยุทธศาสตร์ "พรรคตัวแปร" (The Kingmaker Strategy)

ด้วยระบบการเลือกตั้งบัตร 2 ใบ (สส.เขต และ บัญชีรายชื่อ) พรรคโอกาสใหม่อาจไม่สามารถกวาดที่นั่ง สส.เขต ได้เป็นกอบเป็นกำเหมือนพรรคที่มีฐานเสียงบ้านใหญ่ แต่โอกาสของพรรคอยู่ที่ "บัญชีรายชื่อ" (Party List) หากสามารถสร้างกระแส (Air War) ได้สำเร็จ โดยเฉพาะในกลุ่มคนชั้นกลางในเมืองใหญ่และหัวเมืองต่างจังหวัดที่เบื่อหน่ายการเมืองแบบเก่า

เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่เป็นไปได้มากที่สุดของพรรคโอกาสใหม่ ไม่ใช่การเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว แต่คือการได้รับที่นั่งในระดับ 25-40 ที่นั่ง เพื่อเป็น "พรรคตัวแปร" (Kingmaker) หรือ "พรรคร่วมรัฐบาลที่เนื้อหอมที่สุด" ด้วยภาพลักษณ์ที่เป็นกลาง มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และไม่เป็นศัตรูถาวรกับใคร ทำให้พรรคโอกาสใหม่สามารถเข้าร่วมได้กับทั้งขั้วเพื่อไทยและขั้วภูมิใจไทย (หรือแม้แต่ขั้วอนุรักษ์นิยมใหม่)

5.2 ความท้าทายและความเสี่ยง (Challenges & Risks)

  1. กับดักระบบราชการ (Bureaucratic Trap): การที่แกนนำพรรคส่วนใหญ่เป็นอดีตข้าราชการ อาจทำให้วัฒนธรรมองค์กรของพรรคขาดความยืดหยุ่นและการตอบสนองที่รวดเร็ว (Agility) ซึ่งจำเป็นมากในสนามการเมืองยุคดิจิทัล

  2. ความเป็นไปได้ทางการคลัง (Fiscal Feasibility): นโยบายรัฐสวัสดิการและการแช่แข็งหนี้ จำเป็นต้องใช้งบประมาณมหาศาล ในขณะที่พรรคยังไม่มีความชัดเจนเรื่องที่มาของรายได้ใหม่ นอกเหนือจากการกล่าวถึง "ประสิทธิภาพการงบประมาณ" ซึ่งอาจไม่เพียงพอและถูกโจมตีจากคู่แข่งได้

  3. การขาดฐานเสียงจัดตั้ง (Lack of Ground Game): ในการเลือกตั้งระบบเขต พื้นที่และหัวคะแนนยังคงมีบทบาทสำคัญ พรรคโอกาสใหม่ซึ่งเป็นพรรคใหม่อาจเสียเปรียบพรรคภูมิใจไทยและเพื่อไทยที่มีเครือข่ายท้องถิ่นเข้มแข็ง 22


บทสรุป: อนาคตประเทศไทยภายใต้ "โอกาสใหม่"

การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะเป็นจุดตัดทางประวัติศาสตร์ที่ชี้ชะตาว่า สังคมไทยจะเลือกเดินหน้าไปในทิศทางใด ระหว่าง "ประชานิยมสุดโต่ง", "การเมืองบ้านใหญ่", "การปฏิรูปโครงสร้างแบบถอนรากถอนโคน" หรือ "การบริหารจัดการแบบมืออาชีพ" ที่พรรคโอกาสใหม่นำเสนอ

พรรคโอกาสใหม่และนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ได้นำเสนอทางเลือกที่น่าสนใจผ่านนโยบาย "การขยายโอกาส" ที่พยายามผสานจุดแข็งของระบบราชการ (ความมั่นคง, ความรู้ลึก) เข้ากับความต้องการของโลกยุคใหม่ (สิ่งแวดล้อม, เทคโนโลยี) หากพรรคสามารถสื่อสารให้ประชาชนเชื่อมั่นได้ว่า "โอกาส" ที่พรรคมอบให้นั้นจับต้องได้จริง และสามารถเปลี่ยน "วิกฤต" ให้เป็น "โอกาส" ได้ตามสโลแกน พรรคโอกาสใหม่อาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดโฉมหน้าของรัฐบาลชุดต่อไป และนำพาประเทศไทยก้าวข้ามความขัดแย้งไปสู่เสถียรภาพใหม่ได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของพรรคในการก้าวข้ามภาพลักษณ์ "พรรคข้าราชการ" และพิสูจน์ให้เห็นว่า "โอกาสใหม่" ที่นำเสนอนั้น เป็นโอกาสสำหรับ "คนไทยทุกคน" อย่างแท้จริง มิใช่เพียงโอกาสของกลุ่มชนชั้นนำทางราชการที่ต้องการแปลงสภาพมาสู่อำนาจทางการเมือง


หมายเหตุ: รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยอ้างอิงข้อมูลและสถานการณ์จำลองตามเอกสารวิจัยที่ได้รับมอบหมาย ข้อมูลบางส่วนเป็นการวิเคราะห์แนวโน้ม (Trend Analysis) เพื่อฉายภาพอนาคตที่เป็นไปได้ในการเลือกตั้งปี 2569

เดินธรรมยาตราเพื่อสันติภาพ เขย่าภาพจำพุทธเถรวาทในสหรัฐฯ จากศาสนาบนหิ้งสู่ “ศรัทธาที่เดินดิน”

    การเดินธรรมยาตราเพื่อสันติภาพ: ปรากฏการณ์ "ศาสนาที่มีชีวิต" และการประกอบสร้างภาพจำใหม่ของพุทธศาสนาเถรวาทในสหรัฐอเมริกา บทนำ: ภ...