แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หงส์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หงส์ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

มหาหังสชาดก หงส์ชื่อสุมุขะ ไม่ละทิ้งพระยาหงส์ผู้ติดบ่วง

    ช่วยเขียนบทความทางวิชาการ  วิเคราะห์  มหาหังสชาดก  ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 28  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่  20  ขุททกนิกาย   ชาดก ภาค  2  อสีตินิบาตชาดก   ที่ประกอบด้วย  

 ๒. มหาหังสชาดก หงส์ชื่อสุมุขะ ไม่ละทิ้งพระยาหงส์ผู้ติดบ่วง

             [๑๙๙] หงส์เหล่านั้นถูกภัยคุกคามแล้ว ย่อมบินหนีไป ดูกรสุมุขะ ผู้มีขน

                          เหลือง  มีผิวพรรณดังทอง ท่านจงบินหนีไปตามความปรารถนาเถิด

                          หมู่ญาติละทิ้งเราซึ่งตกอยู่ในอำนาจบ่วงตัวเดียว  บินหนีไปไม่เหลียว

                          หลังเลย ท่านจะอยู่ผู้เดียวทำไม ดูกรสุมุขะผู้ประเสริฐกว่าหงส์ทั้งหลาย

                          ท่านจงกลับไปเสียเถิด ความเป็นสหายในเราผู้ติดบ่วงย่อมไม่มี ท่าน

                          อย่าคลายความเพียรเพื่อความไม่มีทุกข์ จงหนีไปเสียตามความปรารถนา

                          เถิด.

             [๒๐๐] ข้าแต่พระยาหงส์ธตรฐ ก็ข้าพระองค์แม้มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้า ก็จะ

                          ไม่ละทิ้งพระองค์เลย  ความเป็นอยู่หรือความตายของข้าพระองค์จักมี

                          พร้อมกับพระองค์ ข้าแต่พระยาหงส์ธตรฐ ก็ข้าพระองค์  แม้มีความ

                          ทุกข์เป็นเบื้องหน้าก็จะไม่ละทิ้งพระองค์เลย พระองค์ไม่ควรจะชักชวน

                          ข้าพระองค์ให้ประกอบในกรรมอันประกอบด้วยความเป็นคนไม่ประเสริฐ

                          เลย ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐสุดกว่าหงส์ทั้งหลาย ข้าพระองค์เป็น

                          สหายสหชาติของพระองค์ เป็นผู้ดำรงอยู่ในจิตของพระองค์ ใครๆ ก็รู้

                          ว่าข้าพระองค์เป็นเสนาบดีของพระองค์ ข้าพระองค์ไปจากที่นี่แล้ว จะ

                          กล่าวอวดอ้างในท่ามกลางหมู่ญาติได้อย่างไร  ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ

                          กว่าหงส์ทั้งหลาย ข้าพระองค์ละทิ้งพระองค์ไปจากที่นี่แล้ว จะกล่าวกะ

                          ฝูงหงส์เหล่านั้นได้อย่างไร ข้าพระองค์จักยอมสละชีวิตไว้ในที่นี้ ไม่

                          สามารถจะทำกิจของคนผู้ไม่ประเสริฐได้.

             [๒๐๑] ดูกรสุมุขะ ท่านไม่อาจจะละทิ้งเราผู้เป็นทั้งนายทั้งสหายชื่อว่าตั้งอยู่ใน

                          ทางอันประเสริฐ  นี้แลเป็นธรรมเนียมของโบราณกบัณฑิตทั้งหลาย

                          จริงอยู่ เมื่อเรายังเห็นท่าน ความกลัวย่อมไม่เกิดขึ้นเลย ท่านจักให้เรา

                          ผู้เป็นอยู่อย่างนี้รอดชีวิตได้.

             [๒๐๒] เมื่อสุวรรณหงส์ทั้งสองผู้ประเสริฐ ผู้ประพฤติธรรมอันประเสริฐ กำลัง

                          โต้ตอบกันด้วยประการฉะนี้  นายพรานถือท่อนไม้กระชับแน่นรีบเดิน

                          เข้ามา  สุมุขหงส์เห็นนายพรานนั้นกำลังเดินมา จึงได้ร้องเสียงดังยืนอยู่

                          ข้างหน้าพระยาหงส์ปลอบพระยาหงส์ผู้หวาดกลัวให้เบาใจด้วยคำว่าข้าแต่

                          พระองค์ผู้ประเสริฐกว่าหงส์ทั้งหลาย อย่าทรงกลัวเลย ด้วยว่า บุคคลทั้ง

                          หลายเช่นกับพระองค์ย่อมไม่กลัว ข้าพระองค์จะประกอบความเพียรอัน

                          สมควร ประกอบด้วยธรรม  พระองค์จะพ้นจากบ่วงด้วยความเพียรอัน

                          ผ่องแผ้วนั้นได้โดยพลัน.

             [๒๐๓] นายพรานได้ฟังคำสุภาษิตของสุมุขหงส์นั้น  แล้วขนลุกชูชันนอบน้อม

                          อัญชลีแก่สุมุขหงส์แล้วถามว่า เราไม่เคยได้ฟังหรือไม่เคยได้เห็นนกพูด

                          ภาษามนุษย์ได้  ท่านแม้จะเป็นนกก็พูดภาษาอันประเสริฐ เปล่งวาจา

                          ภาษามนุษย์ได้  พระยาหงส์ตัวนี้เป็นอะไรกับท่านหรือ ท่านพ้นแล้วทำไม

                          จึงเฝ้าหงส์ผู้ติดบ่วงอยู่ หงส์ทั้งหลายพากันละทิ้งไปหมด เพราะเหตุใด

                          ท่านจึงยังอยู่ผู้เดียว.

             [๒๐๔] ดูกรนายพรานผู้เป็นศัตรูของนก พระยาหงส์นั้นเป็นราชาของข้าพเจ้า ทรง

                          ตั้งข้าพเจ้าให้เป็นเสนาบดี  ข้าพเจ้าไม่สามารถจะละทิ้งพระองค์ผู้เป็น

                          อธิบดีของหงส์ ในคราวมีอันตรายได้ พระยาหงส์นี้เป็นนายของหมู่หงส์

                          เป็นอันมากและของข้าพเจ้า อย่าให้พระองค์ผู้เดียวพึงถึงความพินาศ

                          เสียเลย  ดูกรนายพรานผู้สหาย เพราะเหตุที่พระยาหงส์นี้เป็นนายของ

                          ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงยินดีรื่นรมย์อยู่.

             [๒๐๕] ดูกรหงส์  ท่านย่อมนอบน้อมก้อนอาหาร  ชื่อว่ามีประพฤติธรรมอัน

                          ประเสริฐ ข้าพเจ้าจะปล่อยนายของท่าน ท่านทั้งสองจงไปตามสบายเถิด.

             [๒๐๖] ดูกรสหาย  ถ้าท่านดักหงส์และนกทั้งหลายด้วยประโยชน์ของตน

                          ข้าพเจ้าจะขอรับทักษิณาอภัยของท่านนี้ ดูกรนายพราน ถ้าท่านไม่ได้ดัก

                          หงส์และนกทั้งหลายด้วยประโยชน์ของตนท่านไม่มีอิสระ ถ้าท่านปล่อย

                          เราทั้งสองเสีย ท่านก็ชื่อว่ากระทำความเป็นขโมย.

             [๒๐๗] ท่านเป็นคนรับใช้ของพระราชาพระองค์ใด จงนำข้าพเจ้าไปให้ถึงพระ-

                          ราชาพระองค์นั้น ตามปรารถนาเถิด พระเจ้าสัญญมนะจักทรงกระทำตาม

                          พระประสงค์ในพระราชนิเวศน์นั้น.

             [๒๐๘] นายพรานอันสุมุขหงส์กล่าวด้วยประการอย่างนี้แล้ว จึงเอามือทั้งสอง

                          ประคองพระยาหงส์ทองผู้มีสีดังทองคำ ค่อยๆ วางลงในกรง นายพราน

                          พาพระยาหงส์ทั้งสองผู้มีผิวพรรณอันผุดผ่อง คือสุมุขหงส์และพระยาหงส์

                          ธตรฐซึ่งอยู่ในกรงหลีกไป.

             [๒๐๙] พระยาหงส์ธตรฐอันนายพรานนำไปอยู่ได้กล่าวกะสุมุขหงส์ว่าดูกรสุมุขะ

                          เรากลัวนัก  ด้วยนางหงส์ผู้มีผิวพรรณดังทองคำมีขาได้ลักษณะ  นาง

                          รู้ว่าเราถูกฆ่า  ก็จักฆ่าตนเสียโดยแท้ ดูกรสุมุขะ ก็ราชธิดาของพระยา

                          ปากหงส์  นามว่าสุเหมามีผิวงามดังทองคำจักร่ำไห้อยู่ เหมือนนางนก

                          กระเรียนผู้กำพร้าร่ำไห้อยู่ที่ริมฝั่งสมุทรฉะนั้นเป็นแน่.

             [๒๑๐] การที่พระองค์เป็นใหญ่กว่าโลกคือ หงส์ ใครๆ ไม่สามารถจะประมาณ

                          คุณได้ เป็นครูของหมู่คณะใหญ่ พึงตามเศร้าโศกถึงหญิงคนเดียวอย่าง

                          นี้ เหมือนไม่ใช่ของผู้มีปัญญา ลมย่อมพัดพานทั้งกลิ่นหอมและกลิ่น

                          เหม็น  เด็กอ่อนย่อมเก็บผลไม้ทั้งดิบทั้งสุก คนตาบอดผู้โลภในรสย่อม

                          ถือเอาอาหาร ฉันใด ธรรมดาหญิงก็ฉันนั้น พระองค์ไม่รู้จักตัดสินในเหตุ

                          ทั้งหลายปรากฏแก่ข้าพระองค์เหมือนคนเขลา พระองค์จะถึงมรณกาล

                          แล้ว ยังไม่ทรงทราบกิจที่ควรและไม่ควร พระองค์เห็นจะเป็นกึ่งคนบ้า

                          บ่นเพ้อไปต่างๆ ทรงสำคัญหญิงว่าเป็นผู้ประเสริฐ แท้จริงหญิงเหล่านี้

                          เป็นของทั่วไปแก่คนเป็นอันมาก  เหมือนโรงสุราเป็นสถานที่ทั่วไปแก่

                          พวกนักเลงสุรา ฉะนั้น อนึ่ง หญิงเหล่านี้มีมารยาเหมือนพยับแดด

                          เป็นเหตุแห่งความเศร้าโศก เป็นเหตุเกิดโรคและอันตราย อนึ่ง หญิง

                          เหล่านี้เป็นคนหยาบคาย  เป็นเครื่องผูกมัด เป็นบ่วง เป็นถ้ำที่อยู่ของ

                          มัจจุราช  บุรุษใดพึงหลงระเริงใจในหญิงเหล่านั้น บุรุษนั้นชื่อว่าเป็น

                          คนเลวทรามในหมู่นระ.

             [๒๑๑] วัตถุใด อันท่านผู้เจริญทั้งหลายรู้จักดีแล้ว ใครควรจะติเตียนวัตถุนั้นเล่า

                          ขึ้นชื่อว่าหญิงทั้งหลายมีบุญมาก เกิดแล้วในโลก ความคะนองอันบุคคล

                          ตั้งไว้แล้วในหญิงเหล่านั้น ความยินดีอันบุคคลตั้งเฉพาะไว้แล้วในหญิง

                          เหล่านั้น  พืชทั้งหลาย (มีพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระ-

                          อริยสาวกและพระเจ้าจักรพรรดิเป็นต้น)  ย่อมงอกขึ้นในหญิงเหล่านั้น

                          สัตว์เหล่านั้นพึงเจริญ บุรุษไรมาเกี่ยวข้องชีวิตหญิงด้วยชีวิตของตนแล้ว

                          พึงเบื่อหน่ายในหญิงเหล่านั้น ดูกรสุมุขะ ท่านนั่นแหละ ไม่ต้องคนอื่น

                          ละก็ประกอบในประโยชน์ของหญิงทั้งหลาย เมื่อภัยเกิดขึ้นแก่ท่านใน

                          วันนี้ความคิดจึงเกิดขึ้นเพราะความกลัว จริงอยู่ บุคคลทั้งปวงผู้ถึงความ

                          สงสัยในชีวิต มีความหวาดกลัว ย่อมอดกลั้นความกลัวไว้ได้ เพราะว่า

                          บัณฑิตทั้งหลายเป็นผู้ดำรงอยู่ในฐานะอันใหญ่ ย่อมประกอบในประโยชน์

                          อันมากที่จะประกอบได้  พระราชาทั้งหลาย  ย่อมทรงปรารถนาความ

                          กล้าหาญของมนตรีทั้งหลาย  เพื่อทรงประสงค์ที่จะได้ความกล้าหาญนั้น

                          ป้องกันอันตรายและสามารถป้องกันพระองค์เองด้วย วันนี้ ท่านจงกระทำ

                          ด้วยประการที่พวกพนักงานเครื่องต้นของพระราชา  อย่าเชือดเฉือนเรา

                          ทั้งสองในโรงครัวใหญ่เถิด จริงอย่างนั้น สีแห่งขนปีกทั้งหลายจะฆ่า

                          ท่านเสียเหมือนขุยไม้ไผ่  ฉะนั้น ท่านแม้นายพรานจะปล่อยแล้ว

                          ไม่ปรารถนาจะบินหนีไป  ยังเข้ามาใกล้บ่วงเองอีกเล่า วันนี้ ท่านถึงความ

                          สงสัยในชีวิตแล้ว จงถือเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์ อย่ายื่นปากออกไปเลย.

             [๒๑๒] ท่านนั้นจงประกอบความเพียร ที่สมควรอันประกอบด้วยธรรม จง

                          ประพฤติการแสวงหาทางที่จะช่วยให้เรารอดชีวิต  ด้วยความเพียรอัน

                          ผ่องแผ้วของท่านเถิด.

             [๒๑๓] ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐกว่านกทั้งหลาย  อย่าทรงกลัวเลยผู้ที่สมบูรณ์

                          ด้วยญาณวิริยะเช่นพระองค์ย่อมไม่กลัวเลย ข้าพระองค์จักประกอบความ

                          เพียรที่สมควร อันประกอบด้วยธรรม  พระองค์จะหลุดพ้นจากบ่วง

                          ด้วยความเพียรอันผ่องแผ้วของข้าพระองค์  โดยเร็วพลัน.

             [๒๑๔] นายพรานนั้น เข้าไปยังประตูพระราชวังพร้อมด้วยหาบหงส์แล้ว จึงสั่ง

                          นายประตูว่า ท่านจงไปกราบทูลถึงเราแด่พระราชาว่า พระยาหงส์ธตรฐ

                          นี้มาแล้ว.

             [๒๑๕] ได้ยินว่า  พระเจ้าสัญญมนะทอดพระเนตรเห็นหงส์ทองทั้งสอง ตัวผู้

                          รุ่งเรืองด้วยบุญ  หมายรู้ด้วยลักษณะ แล้วตรัสรับสั่งกะพวกอำมาตย์ว่า

                          ท่านทั้งหลายจงให้ผ้า ข้าว น้ำ และเครื่องบริโภค แก่นายพราน เงิน

                          เป็นสิ่งกระทำความปรารถนาแก่เขา เขาปรารถนาประมาณเท่าใด ท่าน

                          ทั้งหลายจงให้แก่เขาประมาณเท่านั้น.

             [๒๑๖] พระเจ้ากาสีทอดพระเนตรเห็นนายพรานผู้มีความผ่องใส แล้วจึงตรัสว่า

                          ดูกรเขมกะผู้สหาย ก็สระโบกขรณีนี้เต็มไปด้วยฝูงหงส์ ตั้งอยู่ (น้ำ

                          เต็มเปี่ยม) อย่างไรท่านจึงถือบ่วงเดินเข้าไปใกล้พระยาหงส์ผู้อยู่ในท่าม

                          กลางฝูงหงส์ ที่น่าชอบใจเกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงหงส์ผู้เป็นญาติ ซึ่งมิใช่

                          หงส์ชั้นกลางได้และจับเอามาได้อย่างไร.

             [๒๑๗] วันนี้ เป็นราตรีที่ ๗ ของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นผู้ไม่ประมาท แอบ

                          อยู่ในตุ่ม คอยติดตามรอยเท้าของพระยาหงส์นี้  ซึ่งกำลังเข้าไปยังที่ถือ

                          เอาเหยื่อ ลำดับนั้น ข้าพระองค์ได้เห็นรอยเท้าของพระยาหงส์นั้น ผู้

                          กำลังเที่ยวแสวงหาเหยื่อ  จึงดักบ่วงลงในที่นั้น ข้าพระองค์จับ

                          พระยาหงส์นั้นมาได้ด้วยอุบายอย่างนี้ พระเจ้าข้า.

             [๒๑๘] ดูกรนายพราน หงส์นี้มีอยู่สองตัว ไฉนท่านจึงกล่าวว่ามีตัวเดียว จิต

                          ของท่านวิปริตไปแล้วหรือ หรือว่าท่านคิดจะหาประโยชน์อะไร.

             [๒๑๙] หงส์ตัวที่มีพื้นแดง มีสีงดงามดุจทองคำกำลังหลอม รอบๆ คอจรด

                          ทรวงอกนั้น เข้ามาติดบ่วงของข้าพระองค์  แต่หงส์ตัวที่ผุดผ่องนี้มิได้

                          ติดบ่วง  เมื่อจะกล่าวถ้อยคำเป็นภาษามนุษย์  ได้ยืนกล่าวถ้อยคำ

                          อันประเสริฐกะพระยาหงส์ผู้ติดบ่วง ผู้กระสับกระส่ายอยู่

             [๒๒๐] ดูกรสุมุขหงส์ เหตุไรหนอท่านจึงยืนขบคางอยู่ในบัดนี้ หรือว่าท่านมาถึง

                          บริษัทของเราแล้วกลัวภัย จึงไม่พูด.

             [๒๒๑] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่แห่งชนชาวกาสี ข้าพระองค์เข้ามาสู่บริษัทของ

                          พระองค์แล้ว จะกลัวภัยก็หาไม่ ข้าพระองค์จักไม่พูดเพราะกลัวภัยก็หา

                          ไม่ แต่เมื่อประโยชน์เช่นนั้นเกิดขึ้นแล้ว ข้าพระองค์จึงจักพูด.

             [๒๒๒] เราไม่เห็นบริษัทผู้ยิ่งใหญ่ พลรถ พลเดินเท้า เกราะ โล่ห์และนาย

                          ขมังธนูผู้สวมเกราะของท่านเลย ดูกรสุมุขหงส์ ท่านอาศัยสิ่งใดหรือว่า

                          เข้าไปในสถานที่ใดแล้วไม่กลัวสิ่งที่จะพึงกลัว เราไม่เห็นสิ่งนั้น  หรือ

                          สถานที่นั้นแม้เป็นเงิน  ทองหรือนครที่สร้างไว้อย่างดีซึ่งมีคูรายรอบ

                          ยากที่จะไปได้ มีหอรบและเชิงเทินอันมั่นคงเลย.

             [๒๒๓] ข้าพระองค์ไม่ต้องการด้วยบริษัทผู้ยิ่งใหญ่หรือนครหรือทรัพย์ เพราะข้า

                          พระองค์ไปสู่ทางโดยสถานที่มิใช่ทาง ข้าพระองค์เป็นผู้เที่ยวไปในอากาศ

                          ก็พระองค์ทรงสดับข่าวว่า ข้าพระองค์เป็นบัณฑิต และเป็นผู้ละเอียดคิด

                          ข้ออรรถ ถ้าพระองค์ทรงดำรงมั่นอยู่ในความสัตย์ไซร้ ข้าพระองค์จะพึง

                          กล่าววาจาอันมีอรรถ ด้วยว่า คำที่ข้าพระองค์กล่าวแม้จะเป็นสุภาษิต ก็

                          จักทำอะไรแก่พระองค์ผู้หาความสัตย์มิได้ ผู้ไม่ประเสริฐ มักตรัสคำเท็จ

                          ผู้หยาบช้า.

             [๒๒๔] พระองค์ได้รับสั่งให้ขุดสระชื่อว่าเขมะนี้ ตามถ้อยคำของพวกพราหมณ์

                          และพระองค์รับสั่งให้ประกาศอภัยทั่วสิบทิศ  หงส์เหล่านั้นจึงได้พากัน

                          บินลงสู่สระโบกขรณี อันมีน้ำใสสะอาด ในสระโบกขรณีนั้นมีอาหาร

                          อย่างเพียงพอ และไม่มีการเบียดเบียนนกทั้งหลายเลย พวกข้าพระองค์

                          ได้ยินคำประกาศนี้แล้ว จึงพากันบินมาในสระของพระองค์ พวก

                          ข้าพระองค์นั้นๆ ก็ถูกบ่วงรัดไว้  นี่เป็นคำตรัสเท็จของพระองค์ บุคคล

                          กระทำมุสาวาท และความโลภคือความอยากได้อันลามกเป็นเบื้องหน้า

                          แล้ว  ก้าวล่วงปฏิสนธิในเทวโลกและมนุษย์โลกทั้งสอง  ย่อมเข้าถึง

                          นรกอันไม่น่าเพลิดเพลิน.

             [๒๒๕] ดูกรสุมุขหงส์ เรามิได้ทำผิด ทั้งมิได้จับท่านมาด้วยความโลภ ก็เราได้

                          สดับมาว่า ท่านทั้งหลายเป็นบัณฑิต  เป็นผู้ละเอียด และคิดข้ออรรถ

                          ทำไฉนท่านทั้งหลาย  จึงจะมากล่าววาจาอันอาศัยอรรถในที่นี้  ดูกร

                          สุมุขหงส์ผู้สหาย  นายพรานผู้นี้เราส่งไป จึงไปจับเอาท่านมาด้วยความ

                          ประสงค์นั้น.

             [๒๒๖] ข้าแต่พระจอมแห่งชนชาวกาสี เมื่อชีวิตน้อมเข้าไปใกล้ความตายแล้ว

                          ข้าพระองค์ทั้งหลายถึงมรณกาลแล้ว  จะไม่พึงกล่าววาจาอันมีเหตุเลย

                          ผู้ใดฆ่าเนื้อด้วยเนื้อต่อ  ฆ่านกด้วยนกต่อ หรือดักผู้เลื่องลือด้วยเสียงที่

                          เลื่องลือ จะมีอะไรเป็นความเลวทรามยิ่งกว่าความเลวทรามของผู้นั้น ก็

                          ผู้ใดพึงกล่าววาจาอันประเสริฐแต่ประพฤติธรรมไม่ประเสริฐ  ผู้นั้นย่อม

                          พลาดจากโลกทั้งสองคือ โลกนี้และโลกหน้า บุคคลได้รับยศแล้วไม่พึง

                          มัวเมา  ถึงความทุกข์อันเป็นเหตุสงสัยในชีวิตแล้วไม่พึงเดือดร้อน พึง

                          พยายามในกิจทั้งหลายร่ำไป  และพึงปิดช่องทั้งหลาย ชนเหล่าใดเป็น

                          ผู้เจริญ  ถึงเวลาใกล้ตายไม่ล่วงเลยประโยชน์อย่างยิ่งประพฤติธรรมใน

                          โลกนี้  ชนเหล่านั้นย่อมไปสู่ไตรทิพย์ด้วยประการอย่างนี้ ข้าแต่พระจอม

                          แห่งชนชาวกาสี พระองค์ทรงสดับคำนี้แล้วขอจงทรงรักษาธรรมใน

                          พระองค์  และได้ทรงโปรดปล่อยพระยาหงส์ธตรฐ ผู้ประเสริฐสุดกว่า

                          หงส์ทั้งหลายเถิด พระเจ้าข้า.

             [๒๒๗] ชาวพนักงานทั้งหลาย จงนำน้ำ น้ำมันทาเท้าและอาสนะอันมีค่ามากมา

                          เถิด เราจะปล่อยพระยาหงส์ธตรฐ ผู้เรืองยศออกจากกรง และสุมุขหงส์

                          เสนาบดีผู้มีปัญญา เป็นผู้ละเอียดคิดอรรถที่ยากได้ง่าย ผู้ใดเมื่อพระราชา

                          มีสุขก็สุขด้วย เมื่อพระราชามีทุกข์ก็ทุกข์ด้วย ผู้เช่นนี้แลย่อมสมควร

                          เพื่อจะบริโภคก้อนข้าวของนายได้ เหมือนสุมุขหงส์เป็นราชสหายทั่วไป

                          แก่สัตว์มีชีวิต ฉะนั้น.

             [๒๒๘] พระยาหงส์ธตรฐเข้าไปเกาะตั่ง อันล้วนแล้วไปด้วยทองคำมี ๘ เท้า น่า

                          รื่นรมม์ใจ  เกลี้ยงเกลา  ลาดด้วยผ้าแคว้นกาสี สุมุขหงส์เข้าไปเกาะ

                          เก้าอี้อันล้วนแล้วไปด้วยทองคำ หุ้มด้วยหนังเสือโคร่ง ในลำดับแห่ง

                          พระยาหงส์ธตรฐ ชนชาวกาสีเป็นอันมาก ต่างถือเอาโภชนะอันเลิศที่เขา

                          ส่งไปถวายพระราชา นำเข้าไปให้แก่พระยาหงส์ทั้งสองนั้น ด้วยภาชนะ

                          ทองคำ.

             [๒๒๙] พระยาหงส์ธตรฐผู้ฉลาด เห็นโภชนะอันเลิศที่เขานำมาให้ อันพระเจ้ากาสี

                          ประทานส่งไป   จึงได้ถามธรรมเนียมเครื่องปฏิสันถารในกาลเป็นลำดับ

                          นั้นว่า  พระองค์ไม่มีโรคาพาธแลหรือ ทรงสำราญดีอยู่หรือ ทรง

                          ปกครองรัฐมณฑลอันสมบูรณ์นี้โดยธรรมหรือ.

             [๒๓๐] ดูกรพระยาหงส์ เราไม่มีโรคาพาธ อนึ่ง เรามีความสำราญดี และเราก็

                          ปกครองรัฐมณฑลอันสมบูรณ์นี้โดยธรรม.

             [๒๓๑] โทษอะไรๆ ไม่มีในหมู่อำมาตย์ของพระองค์แลหรือ และอำมาตย์เหล่า

                          นั้น  ไม่อาลัยชีวิตในประโยชน์ของพระองค์แลหรือ.

             [๒๓๒] โทษอะไรๆ ไม่มีในหมู่อำมาตย์ของเรา และอำมาตย์เหล่านั้นไม่อาลัย

                          ชีวิตในประโยชน์ของเรา.

             [๒๓๓] พระมเหสีซึ่งมีพระชาติเสมอกัน ทรงเชื่อฟังมีพระเสาวนีย์อันน่ารัก ทรง

                          ประกอบด้วยพระโอรส พระรูป พระโฉมและพระยศ เป็นไปตามพระ

                          ราชอัธยาศัยของพระองค์แลหรือ.

             [๒๓๔] พระมเหสีซึ่งมีพระชาติเสมอกัน ทรงเชื่อฟังมีพระเสาวนีย์อันน่ารัก ทรง

                          ประกอบด้วยพระโอรส พระรูป พระโฉมและพระยศเป็นไปตาม

                          อัธยาศัยของเรา.

             [๒๓๕] พระองค์มิได้ทรงเบียดเบียนชาวแว่นแคว้น ทรงปกครองให้ปราศจาก

                          อันตรายแต่ที่ไหนๆ  โดยความเกรี้ยวกราดโดยธรรม  โดยความ

                          สม่ำเสมอแลหรือ.

             [๒๓๖] เรามิได้เบียดเบียนชาวแว่นแคว้น ปกครองให้ปราศจากอันตรายแต่ที่

                          ไหนๆ โดยความไม่เกรี้ยวกราด โดยธรรม โดยความสม่ำเสมอ.

             [๒๓๗] พระองค์ทรงยำเกรงสัตบุรุษ ทรงเว้นอสัตบุรุษแลหรือ พระองค์ไม่ทรง

                          ละทิ้งธรรม ไม่ทรงประพฤติคล้อยตามอธรรมแลหรือ.

             [๒๓๘] เรายำเกรงสัตบุรุษ เว้นอสัตบุรุษ ประพฤติคล้อยตามธรรมละทิ้งอธรรม.

             [๒๓๙] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นกษัตริย์ พระองค์ทรงพิจารณาเห็นชัดซึ่งพระชนมายุ

                          อันเป็นอนาคตยั่งยืนยาวอยู่หรือ พระองค์ทรงมัวเมาในอารมณ์เป็นที่ตั้ง

                          แห่งความมัวเมา ไม่สะดุ้งกลัวปรโลกหรือ.

             [๒๔๐] ดูกรพระยาหงส์  เราพิจารณาเห็นชัดซึ่งอายุอันเป็นอนาคตยังยืนยาวอยู่

                          เราตั้งอยู่แล้วในธรรม ๑๐ ประการ จึงไม่สะดุ้งกลัวปรโลก เราเห็นกุศล

                          ธรรมที่ดำรงอยู่ในตนเหล่านี้ คือทาน ศีล การบริจาค ความซื่อตรง

                          ความอ่อนโยน ความเพียร ความไม่โกรธ ความไม่เบียดเบียน ความ

                          อดทนและความไม่พิโรธ แต่นั้นปีติและโสมนัสไม่ใช่น้อย ย่อมเกิด

                          แก่เรา ก็สุมุขหงส์นี้ไม่ทันคิดถึงคุณสมบัติของเรา ไม่ทราบความประทุษ

                          ร้ายแห่งจิต จึงเปล่งวาจาอันหยาบคาย ย่อมกล่าวถึงโทษที่ไม่มีอยู่ในเรา

                          คำของสุมุขหงส์นี้ ย่อมไม่เป็นเหมือนคำของคนมีปัญญา.

             [๒๔๑] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่กว่ามนุษย์ ความพลั้งพลาดนั้นมีแก่ข้าพระองค์

                          โดยความรีบร้อน ก็เมื่อพระยาหงส์ธตรฐติดบ่วง ข้าพระองค์มีความทุกข์

                          มากมาย ขอพระองค์ได้ทรงโปรดเป็นที่พึ่งของข้าพระองค์ เหมือนบิดา

                          เป็นที่พึ่งของบุตร และดุจแผ่นดินเป็นที่พึ่งของหมู่สัตว์ฉะนั้นเถิด ข้า

                          แต่พระองค์ผู้เป็นราชกุญชร ขอพระองค์ได้ทรงโปรดงดโทษแก่ข้าพระองค์

                          ผู้ถูกความผิดครอบงำเถิด.

             [๒๔๒] เราย่อมอนุโมทนาแก่ท่านด้วยอาการอย่างนี้  เพราะท่านไม่ปกปิดความ

                          ในใจ ดูกรหงส์ ท่านเป็นผู้ซื่อตรง จงทำลายความข้องใจเสียเถิด.

             [๒๔๓] ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่างใดอย่างหนึ่ง มีอยู่ในนิเวศน์ของเรา ผู้เป็น

                          พระเจ้ากาสี คือ เงิน ทอง แก้วมุกดา  แก้วไพฑูรย์อันมากมาย

                          แก้วมณี สังข์ ไข่มุก ผ้า จันทน์แดง และเหล็กอีกมาก เราขอให้

                          ทรัพย์เครื่องปลื้มใจทั้งหมดนี้แก่ท่าน และขอละความเป็นใหญ่ให้แก่ท่าน.

             [๒๔๔] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ  ข้าพระองค์ทั้งสองผู้อันพระองค์ทรงยำเกรง

                          และทรงสักการะโดยแท้ ขอพระองค์ทรงเป็น พระอาจารย์ ของข้าพระองค์

                          ทั้งสอง ผู้ประพฤติอยู่ในธรรมทั้งหลายเถิด ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นอาจารย์

                          ผู้ปราบปรามข้าศึก  ข้าพระองค์ทั้งสองอันพระองค์ทรงยอมอนุญาตแล้ว

                          จักกระทำประทักษิณพระองค์แล้ว จักกลับไปหาหมู่ญาติ.

             [๒๔๕] พระเจ้ากาสีทรงดำริ และทรงปรึกษาข้อความตามที่ได้กล่าวมาตลอดราตรี

                          ทั้งปวง  แล้วทรงอนุญาตพระยาหงส์ทั้งสองผู้ประเสริฐสุดกว่าหงส์ทั้ง

                          หลาย.

             [๒๔๖] เมื่อพระอาทิตย์อัสดงคต เมื่อราตรีสว่างจ้า พระยาหงส์ทั้งสองก็พากันบิน

                          ไปจากพระราชนิเวศน์ของพระเจ้ากาสี.

             [๒๔๗] หงส์เหล่านั้น เห็นพระยาหงส์ทั้งสองผู้ยิ่งใหญ่ไม่มีโรคกลับมาถึง จึง

                          พากันส่งเสียงว่า เกเก ได้เกิดเสียงอื้ออึงขึ้น หงส์ผู้มีความเคารพนาย

                          เหล่านั้นได้ปัจจัยมีปีติโสมนัส  เพราะนายหลุดพ้นกลับมา  พากัน

                          กระโดดโลดเต้นเข้าไปห้อมล้อมโดยรอบ.

             [๒๔๘] ประโยชน์ทั้งปวง ของบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยกัลยาณมิตรย่อมให้สำเร็จ

                          ความสุขความเจริญเหมือนพระยาหงส์ธตรฐและสุมุขหงส์ สมบูรณ์ด้วย

                          กัลยาณมิตร  เกิดประโยชน์  ให้สำเร็จความเจริญกลับมายังหมู่ญาติ

                          ฉะนั้น.

ในปริบทพุทธสันติวิธี: หลักธรรม ประยุกต์ใช้" โดยใช้สาระสำคัญของ มหาหังสชาดก  ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 28  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่  20  ขุททกนิกาย   ชาดก ภาค 2  อสีตินิบาตชาดก

บทวิเคราะห์มหาหังสชาดกในพระไตรปิฎก

1. บทนำ มหาหังสชาดกเป็นหนึ่งในนิบาตชาดกที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 28 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 20 ขุททกนิกาย ชาดก ภาค 2 อสีตินิบาตชาดก เรื่องราวของมหาหังสชาดกเน้นเรื่องคุณธรรมของมิตรแท้ ความเสียสละ และความจงรักภักดีระหว่างสหาย โดยมีตัวละครหลัก ได้แก่ พระยาหงส์ธตรฐและหงส์สุมุขะ ซึ่งเนื้อหาของชาดกสะท้อนถึงหลักธรรมและค่านิยมในสังคมพุทธศาสนา

2. เนื้อเรื่องโดยสังเขป มหาหังสชาดกกล่าวถึงฝูงหงส์ที่บินไปหากินยังแหล่งอาหาร แต่พระยาหงส์ธตรฐกลับติดบ่วงของนายพราน ฝูงหงส์ที่เหลือพากันบินหนีไป เหลือเพียงหงส์สุมุขะผู้เป็นเสนาบดีและสหายที่ซื่อสัตย์ ซึ่งไม่ยอมละทิ้งพระยาหงส์และพยายามช่วยให้รอดพ้นจากอันตราย หงส์สุมุขะแสดงความกตัญญูและภักดีต่อพระยาหงส์จนกระทั่งสามารถโน้มน้าวให้นายพรานปล่อยหงส์ทั้งสองเป็นอิสระ

3. การวิเคราะห์คุณค่าทางพุทธศาสนา

3.1 คุณค่าทางศีลธรรมและคุณธรรม

  • ความจงรักภักดีและสัจจะ (Sacca; สัจจะ): หงส์สุมุขะแสดงความซื่อสัตย์ต่อพระยาหงส์ธตรฐ ไม่ทอดทิ้งแม้ในยามทุกข์ยาก

  • เมตตากรุณา (Metta-Karuna; เมตตา-กรุณา): หงส์สุมุขะมีความเมตตาต่อสหายและพยายามช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถ

  • ขันติและอธิษฐานบารมี (Khanti-Adhitthana; ขันติ-อธิษฐานบารมี): หงส์สุมุขะแสดงความอดทนต่อความลำบากและตั้งปณิธานแน่วแน่ในการช่วยเหลือพระยาหงส์

3.2 แง่คิดด้านสังคมและจริยศาสตร์

  • มหาหังสชาดกสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของสหายที่แท้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่าเหนือกว่าความสะดวกสบายส่วนตัว

  • เรื่องนี้ยังสอนให้เห็นว่าความเสียสละเพื่อผู้อื่นสามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ที่เลวร้ายให้กลับกลายเป็นดีได้

  • การไม่ละทิ้งสหายในยามลำบาก เป็นหลักการที่สามารถประยุกต์ใช้ได้ในสังคมปัจจุบัน ทั้งในด้านมิตรภาพ การทำงาน และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล

4. การเปรียบเทียบกับแนวคิดในวรรณกรรมอื่น

  • มหาหังสชาดกมีแนวคิดที่คล้ายคลึงกับเรื่องราวในวรรณกรรมโลก เช่น "เพื่อนแท้" ในวรรณกรรมตะวันตก ซึ่งย้ำถึงคุณค่าของความจงรักภักดี

  • สามารถเปรียบเทียบกับสุภาษิตไทย เช่น "เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก" ซึ่งสื่อถึงความยากลำบากในการค้นพบมิตรแท้

  • มีความคล้ายคลึงกับวรรณคดีไทย เช่น "พระอภัยมณี" ที่ตัวละครบางตัวแสดงความภักดีและเสียสละเพื่อมิตรสหาย

5. บทสรุป มหาหังสชาดกเป็นชาดกที่มีเนื้อหาสอนใจเกี่ยวกับความจงรักภักดี ความเสียสละ และความเป็นมิตรแท้ที่ไม่ละทิ้งกันในยามยาก เรื่องนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงคุณค่าของคุณธรรมและความเมตตา ซึ่งเป็นหลักการที่สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวันเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในสังคม

AI วิเคราะห์จุลลหังสชาดกพบคุณธรรมของเพื่อนและภาวะผู้นำ

    ช่วยเขียนบทความทางวิชาการ  วิเคราะห์  จุลลหังสชาดก  ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 28  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่  20  ขุททกนิกาย   ชาดก ภาค  2  อสีตินิบาตชาดก   ที่ประกอบด้วย  

 

๑. จุลลหังสชาดก พระยาหงส์ทรงติดบ่วง

             [๑๖๓] ดูกรสุมุขะ ฝูงหงส์พากันบินหนีไปไม่เหลียวหลัง แม้ท่านก็จงไปเสีย

                          เถิด อย่าหวังอยู่ในที่นี้เลย ความเป็นสหายในเราผู้ติดบ่วงย่อมไม่มี.

             [๑๖๔] ข้าพระองค์จะพึงไปหรือไม่พึงไป ความไม่ตาย ก็ไม่พึงมีเพราะการไป

                          หรือการไม่ไปนั้น เมื่อพระองค์มีความสุขจึงอยู่ใกล้  เมื่อพระองค์ได้รับ

                          ทุกข์ จะพึงละไปอย่างไรได้ ความตายพร้อมกับพระองค์ หรือว่าความ

                          เป็นอยู่เว้นจากพระองค์ ความตายนั้นแลประเสริฐกว่า เว้นจากพระองค์

                          แล้วพึงเป็นอยู่ประเสริฐอะไร ข้าแต่พระมหาราชผู้เป็นจอมหงส์ ข้า

                          พระองค์พึงละทิ้งพระองค์ผู้ทรงถึงทุกข์อย่างนี้  ข้อนี้ไม่เป็นธรรมเลย

                          คติของพระองค์ ข้าพระองค์ย่อมชอบใจ.

             [๑๖๕] คติ ของเราผู้ติดบ่วงจะเป็นอื่นไปอย่างไรเล่า นอกจากเข้าโรงครัวใหญ่

                          คตินั้นย่อมชอบใจแก่ท่านผู้มีความคิดผู้พ้นแล้วอย่างไร  ดูกรหงส์สุมุขะ

                          ท่านจะพึงเห็นประโยชน์อะไรในการสิ้นชีวิตของเราและของท่านทั้งสอง

                          หรือของพวกญาติที่เหลือ  ดูกรท่านผู้มีปีกทั้งสองดังสีทอง เมื่อท่าน

                          ยอมสละชีวิตในเพราะคุณอันไม่ประจักษ์  ดังคนตาบอดกระทำแล้วใน

                          ที่มืดจะพึงยังประโยชน์อะไรให้รุ่งเรืองได้.

             [๑๖๖] ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐกว่าฝูงหงส์ทั้งหลาย ทำไมหนอ พระองค์จึงไม่

                          ทรงรู้อรรถในธรรม ธรรมอันบุคคลเคารพแล้วย่อมแสดงประโยชน์แก่

                          สัตว์ทั้งหลาย  ข้าพระองค์นั้นเพ่งเล็งอยู่ซึ่งธรรมและประโยชน์อันตั้ง

                          ขึ้นจากธรรม ทั้งเห็นพร้อมอยู่ซึ่งความภักดีในพระองค์ จึงมิได้เสียดาย

                          ชีวิต ความที่มิตรเมื่อระลึกถึงธรรมไม่พึงทอดทิ้งมิตรในยามทุกข์ แม้

                          เพราะเหตุแห่งชีวิต นี้เป็นธรรมของสัตบุรุษทั้งหลายโดยแท้.

             [๑๖๗] ธรรมนี้นั้นท่านประพฤติแล้ว และความภักดีในเราก็ปรากฏแล้ว ท่านจง

                          ทำตามความปรารถนาของเรานี้เถิด ท่านผู้เป็นอันเราอนุมัติแล้ว จงไป

                          เสียเถิด  ดูกรท่านผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา ก็แลเมื่อกาลล่วงไปอย่างนี้ คือ

                          เมื่อเราติดบ่วงอยู่ในที่นี้ ท่านพึงกลับไป ปกครองหมู่ญาติทั้งหลายของ

                          เราให้จงดีเถิด.

             [๑๖๘] เมื่อสุวรรณหงส์ผู้ประเสริฐ ผู้ประพฤติธรรมอันประเสริฐกำลังโต้ตอบ

                          กันอยู่ด้วยประการฉะนี้  นายพรานได้ปรากฏแล้วเหมือนดังมัจจุราช

                          ปรากฏแก่บุคคลผู้ป่วยหนัก  ฉะนั้น สุวรรณหงส์ทั้งสองผู้เกื้อกูลกันมาสิ้น

                          กาลนานนั้น เห็นศัตรูเดินมาแล้ว ก็นิ่งเฉยมิได้เคลื่อนจากที่ ฝ่ายว่านาย

                          พรานผู้เป็นศัตรูของพวกนก เห็นพระยาหงส์ธตรฐผู้เป็นจอมหงส์กำลัง

                          เดินส่ายไปมาแต่ที่นั้นๆ จึงรีบเดินเข้าไป ก็นายพรานนั้นครั้นรีบเดิน

                          เข้าไปแล้ว เกิดความสงสัยขึ้นว่า หงส์ทั้งสองนั้นติดบ่วงหรือไม่ จึง

                          ค่อยลดความเร็วลง ค่อยๆ เดินเข้าไปให้ใกล้สุวรรณหงส์ทั้งสอง

                          ได้เห็นตัวหนึ่งติดบ่วงอีกตัวหนึ่งไม่ติดบ่วง แต่มายืนอยู่ใกล้ตัวติดบ่วง

                          จึงเพ่งดูตัวที่ติดบ่วงผู้เป็นโทษ ลำดับนั้น   นายพรานนั้นเป็นผู้มีความ

                          สงสัยจึงได้กล่าวถามสุมุขหงส์ผู้มีผิวพรรณเหลือง มีร่างกายใหญ่ ผู้เป็น

                          ใหญ่ในหมู่หงส์ ซึ่งยืนอยู่ว่า เพราะเหตุไรหนอพระยาหงส์ตัวที่ติดบ่วง

                          ใหญ่  ย่อมไม่กระทำซึ่งทิศ  เมื่อเป็นเช่นนั้นเพราะเหตุไรท่านผู้ไม่ติด

                          บ่วง เป็นผู้มีกำลัง จึงไม่บินหนีไป พระยาหงส์ตัวนี้เป็นอะไรกับท่าน

                          หรือท่านพ้นแล้วทำไมจึงยังเฝ้าหงส์ผู้ติดบ่วงอยู่  หงส์ทั้งหลายพากัน

                          ละทิ้งหนีไปหมด เพราะเหตุไร ท่านจึงยังอยู่ผู้เดียว.

             [๑๖๙] ดูกรนายพรานนก พระยาหงส์นั้นเป็นราชาของเรา ทั้งเป็นเพื่อนเสมอ

                          ด้วยชีวิตของเราด้วย เราจึงไม่ละท่านไป จนกว่าจะถึงที่สุดแห่งกาละ.

             [๑๗๐] ก็ไฉนพระยาหงส์นี้จึงไม่เห็นบ่วงที่ดักไว้ ความจริงการรู้อันตรายของตน

                          เป็นเหตุของบุคคลผู้ใหญ่ทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น บุคคลผู้ใหญ่เหล่านั้น

                          ควรรู้อันตราย.

             [๑๗๑] เมื่อใดมีความเสื่อม เมื่อนั้น สัตว์แม้เข้าใกล้ข่ายหรือบ่วงก็ไม่รู้สึก

                          ในเมื่อถึงคราวจะสิ้นชีวิต.

             [๑๗๒] ดูกรท่านผู้มีปัญญามาก  ก็แลบ่วงทั้งหลายที่เขาดักไว้มีมากอย่าง สัตว์

                          ทั้งหลายย่อมเข้ามาติดบ่วงที่เขาดักอำพรางไว้ในเมื่อถึงคราวจะสิ้นชีวิต

                          อย่างนี้.

             [๑๗๓] เออก็การอยู่ร่วมกันกับท่านนี้ พึงมีสุขเป็นกำไรหนอ  และขอท่าน

                          อนุญาตแก่ข้าพเจ้าทั้งสองเถิด และขอท่านพึงให้ชีวิตแก่ข้าพเจ้าทั้งสอง

                          ด้วยเถิด.

             [๑๗๔] เรามิได้ผูกท่านไว้ และไม่ปรารถนาจะว่าท่าน เชิญท่านรีบไปจากที่นี้ตาม

                          ปรารถนา แล้วจงอยู่เป็นสุขตลอดกาลนานเถิด.

             [๑๗๕] ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ โดยเว้นจากชีวิตของพระยาหงส์นี้ ถ้า

                          ท่านยินดีเพียงตัวเดียว ขอให้ท่านปล่อยพระยาหงส์นี้ และจงกินข้าพเจ้า

                          ข้าพเจ้าทั้งสองเป็นผู้เสมอกัน ด้วยรูปทรงสัณฐานและวัย ท่านไม่เสื่อม

                          แล้วจากลาภ ขอท่านจงเปลี่ยนข้าพเจ้ากับพระยาหงส์นี้เถิด  เชิญท่าน

                          พิจารณาดูในข้าพเจ้าทั้งสอง  เมื่อท่านมีความปรารถนาเฉพาะตัวเดียว

                          จงเอาบ่วงผูกข้าพเจ้าไว้ก่อน จงปล่อยพระยาหงส์ในภายหลัง  ถ้าท่าน

                          ทำตามที่ข้าพเจ้าขอร้อง  ลาภของท่านก็คงมีประมาณเท่านั้นเหมือนกัน

                          ทั้งท่านจะได้เป็นมิตรกับฝูงหงส์ธตรฐจนตลอดชีวิต

             [๑๗๖] มิตร อำมาตย์ ทาส ทาสี บุตร ภรรยา และพวกพ้องหมู่ใหญ่ทั้งหลาย

                          จงดูว่า พระยาหงส์ธตรฐพ้นจากที่นี้ไปได้เพราะท่าน บรรดามิตรทั้งหลาย

                          เป็นอันมาก มิตรเช่นท่านนั้นหามีในโลกนี้ เหมือนท่านผู้เป็นเพื่อนร่วม

                          ชีวิต ของพระยาหงส์ธตรฐไม่ เรายอมปล่อยสหายของท่าน พระยา

                          หงส์จงบินตามท่านไปเถิด  ท่านทั้งสองจงรีบไปจากที่นี้ตามความ

                          ปรารถนา จงรุ่งเรืองอยู่ในท่ามกลางหมู่ญาติ.

             [๑๗๗] สุมุขหงส์ผู้มีความเคารพนาย มีความปลื้มใจ เพราะพระยาหงส์ผู้เป็น

                          นายหลุดพ้นจากบ่วง เมื่อจะกล่าววาจาอันรื่นหูได้กล่าวว่า ดูกรนายพราน

                          ขอให้ท่านพร้อมด้วยหมู่ญาติทั้งปวงจงเบิกบานใจ  เหมือนข้าพเจ้าเบิก

                          บานใจในวันนี้เพราะได้เห็นพระยาหงส์พ้นจากบ่วงฉะนั้น.

             [๑๗๘] เชิญท่านมานี่  เราจักบอกท่านถึงวิธีที่ท่านจักได้ทรัพย์เป็นลาภของท่าน

                          พระยาหงส์ธตรฐนี้ย่อมไม่มุ่งร้ายอะไรๆ ท่านจงรีบไปภายในบุรี  จง

                          แสดงข้าพเจ้าทั้งสองผู้ไม่ติดบ่วงเป็นอยู่ตามปกติ  จับอยู่ที่กระเช้า

                          ทั้งสองข้าง แก่พระราชาว่า ข้าแต่พระมหาราช หงส์ธตรฐทั้งสองนี้เป็น

                          อธิบดีแห่งหงส์ทั้งหลาย  เพราะว่าหงส์ตัวนี้เป็นราชาของหงส์ทั้งหลาย

                          ส่วนหงส์ตัวนี้เป็นอัครมหาเสนาบดี  พระราชาจอมประชาชนทอด

                          พระเนตรเห็นพระยาหงส์นี้แล้ว ก็จะทรงปราบปลื้มพระหฤทัย จักพระ-

                          ราชทานทรัพย์เป็นอันมากแก่ท่านโดยไม่ต้องสงสัย.

             [๑๗๙] นายพรานได้สดับคำของหงส์สุมุขะดังนั้นแล้ว จัดแจงการงานเสร็จแล้ว

                          รีบเข้าไปภายในบุรี แสดงหงส์ทั้งสองผู้มิได้ติดบ่วง เป็นอยู่ตามปกติ

                          จับอยู่ที่กระเช้าทั้งสองข้างแก่พระราชาว่า ข้าแต่มหาราช หงส์ธตรฐทั้ง

                          สองนี้ เป็นอธิบดีแห่งหงส์ทั้งหลาย เพราะว่าหงส์ตัวนี้เป็นราชาของ

                          หงส์ทั้งหลาย ส่วนหงส์ตัวนี้เป็นอัครมหาเสนาบดี.

             [๑๘๐] ก็หงส์ทั้งสองนี้มาอยู่ในเงื้อมมือของท่านได้อย่างไร ท่านเป็นพราน นำ

                          หงส์ผู้เป็นใหญ่ กว่าหงส์ผู้ใหญ่ทั้งหลายมาในที่นี้ได้อย่างไร.

             [๑๘๑] ข้าแต่พระจอมประชานิกร  ข้าพระองค์ดักบ่วงเหล่านี้ไว้ที่เปือกตม ซึ่ง

                          เป็นที่ๆ ข้าพระองค์เข้าใจว่า จะกระทำความสิ้นชีวิตแก่นกทั้งหลายได้

                          พระยาหงส์ได้มาติดบ่วงเช่นนั้น ส่วนหงส์ตัวนี้มิได้ติดบ่วงของ

                          ข้าพระองค์   แต่เข้ามาจับอยู่ใกล้ๆ พระยาหงส์นั้น ได้กล่าวกะ

                          ข้าพระองค์  หงส์นี้ประกอบแล้วด้วยธรรม ได้กระทำกรรมอันแสนยาก

                          ที่บุคคลผู้มิใช่พระอริยะจะพึงทำได้  ประกาศภาวะอันสูงสุดของตน

                          พยายามในประโยชน์ของนาย  หงส์นี้ควรจะมีชีวิตอยู่ ยอมสละชีวิต

                          ของตน มายืนสรรเสริญคุณของนาย ร้องขอชีวิตของนาย ข้าพระองค์

                          ได้สดับคำของหงส์นี้แล้ว เกิดความเลื่อมใส จึงปล่อยพระยาหงส์นั้น

                          จากบ่วง และอนุญาตให้กลับได้ตามสบาย สุมุขหงส์ผู้มีความเคารพนาย

                          มีความปลื้มใจ เพราะพระยาหงส์ผู้เป็นนายหลุดพ้นจากบ่วง เมื่อจะกล่าว

                          วาจาอันรื่นหู ได้กล่าวว่า ดูกรนายพราน ขอให้ท่านพร้อมด้วยหมู่ญาติ

                          ทั้งปวงจงเบิกบานใจ เหมือนข้าพเจ้าเบิกบานใจในวันนี้ เพราะได้เห็น

                          พระยาหงส์พ้นจากบ่วง ฉะนั้น เชิญท่านมานี่ เราจักบอกท่าน ถึงวิธี

                          ที่ท่านจักได้ทรัพย์อันเป็นลาภของท่าน  พระยาหงส์ธตรฐนี้ย่อมไม่มุ่งร้าย

                          อะไรๆ ท่านจงรีบเข้าไปภายในบุรี จงแสดงข้าพเจ้าทั้งสองผู้ไม่ติดบ่วง

                          เป็นอยู่ตามปกติ  จับอยู่ที่กระเช้าทั้งสองข้างแก่พระราชาว่า ข้าแต่

                          มหาราช หงส์ธตรฐทั้งสองนี้เป็นอธิบดีแห่งหงส์ทั้งหลาย เพราะว่าหงส์

                          ตัวนี้เป็นราชาของหงส์ทั้งหลาย  ส่วนหงส์ตัวนี้เป็นอัครมหาเสนาบดี

                          พระราชาผู้เป็นจอมประชาชน  ทอดพระเนตรเห็นพระยาหงส์นี้แล้ว

                          จะทรงปราโมทย์ปลาบปลื้มพระหฤทัย  จักพระราชทานทรัพย์เป็นอันมาก

                          แก่ท่านโดยไม่ต้องสงสัย  ข้าพระองค์จึงนำหงส์ทั้งสองนี้มา  ตามคำ

                          ของหงส์ตัวนี้อย่างนี้  และหงส์ทั้งสองนี้  ข้าพระองค์อนุญาตให้ไปยัง

                          เขาจิตรกูฏนั้นแล้ว หงส์ตัวนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมอย่างยิ่ง   ตกอยู่

                          ในเงื้อมมือของศัตรูอย่างนี้ ได้ทำให้นายพรานเช่นข้าพระองค์เกิดความ

                          เป็นผู้มีใจอ่อนโยน ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระองค์ ไม่เห็น

                          เครื่องบรรณาการอย่างอื่นนอกจากนี้ที่จะนำมาถวายแด่พระองค์  ข้าแต่

                          พระองค์ผู้เป็นจอมมนุษย์  ขอพระองค์ทรงทอดพระเนตรดูเครื่องบรร-

                          ณาการนั้น ณ บ้านพรานนกทั้งปวง.

             [๑๘๒] พระยาหงส์เห็นพระราชาประทับนั่งบนตั่งทองอันงดงาม  เมื่อจะกล่าว

                          วาจาอันรื่นหู จึงได้ทูลว่า พระองค์ไม่มีโรคาพาธหรือ ทรงสุขสำราญ

                          ดีอยู่หรือ พระองค์ทรงปกครอง รัฐมณฑลอันสมบูรณ์นี้โดยธรรมหรือ.

             [๑๘๓] ดูกรพระยาหงส์ เราไม่มีโรคาพาธ เราสุขสำราญดี อนึ่ง เราปกครอง

                          รัฐมณฑลอันสมบูรณ์นี้โดยธรรม.

             [๑๘๔] โทษอะไรๆ ย่อมไม่มีในหมู่อำมาตย์ของพระองค์แลหรือ  อำมาตย์

                          เหล่านั้น ย่อมไม่ห่วงใยชีวิต เพราะประโยชน์ของพระองค์แลหรือ.

             [๑๘๕] โทษอะไรๆ ย่อมไม่มีในหมู่อำมาตย์ของเรา และอำมาตย์เหล่านั้น ย่อม

                          ไม่ห่วงใยชีวิต เพราะประโยชน์ของเรา.

             [๑๘๖] พระอัครมเหสีของพระองค์ เป็นผู้มีพระชาติเสมอกัน ทรงเชื่อฟัง มี

                          ปกติตรัสวาจาอันน่ารัก  ทรงประกอบด้วยพระโอรส  พระรูปโฉม

                          และอิศริยยศ  ทรงคล้อยตามพระราชอัธยาศัยของพระองค์แลหรือ.

             [๑๘๗] พระอัครมเหสีของเรา เป็นผู้มีพระชาติเสมอกัน ทรงเชื่อฟัง มีปกติตรัส

                          วาจาอันน่ารัก  ทรงประกอบด้วยพระโอรสพระรูปโฉมและอิศริยยศ

                          ทรงคล้อยตามอัธยาศัยของเรา.

             [๑๘๘] ท่านตกอยู่ในเงื้อมมือของมหาศัตรู  ได้รับทุกข์ใหญ่หลวงในเบื้องต้น

                          พึงได้รับทุกข์นั้นบ้างแลหรือ  นายพรานวิ่งเข้าไปโบยตีท่านด้วยท่อนไม้

                          แลหรือ  เพราะว่าปกติของคนหยาบช้าเหล่านี้ ย่อมมีเป็นประจำอย่าง

                          นั้น.

             [๑๘๙] ข้าแต่พระมหาราช ในยามมีทุกข์อย่างนี้ ย่อมมีความปลอดโปร่งใจ จริง

                          อยู่ นายพรานนี้ มิได้ทำอะไรๆ ในข้าพระองค์ทั้งสองเหมือนศัตรู นาย

                          พรานค่อยๆ เดินเข้าไปและได้ปราศรัยขึ้นก่อน  ในกาลนั้น สุมุขหงส์

                          บัณฑิตผู้นี้ได้กล่าวตอบ  นายพรานได้ฟังคำของสุมุขหงส์นั้นแล้วก็เกิด

                          ความเลื่อมใส ปล่อยข้าพระองค์จากบ่วงนั้น และอนุญาตให้ข้าพระองค์

                          กลับได้ตามสบาย สุมุขหงส์ปรารถนาทรัพย์เพื่อนายพรานนี้ จึงคิดชวน

                          กันมาในสำนักของพระองค์เพื่อประโยชน์แก่นายพรานนี้.

             [๑๙๐] ก็การที่ท่านทั้งสองมาในที่นี้ เป็นการมาดีแล้ว และเราก็มีความปราโมทย์

                          เพราะได้เห็นท่านทั้งสอง แม้นายพรานนี้ก็จะได้ทรัพย์อันมากมายตามที่

                          เขาปรารถนา.

             [๑๙๑] พระราชาผู้เป็นจอมมนุษย์ ทรงยังนายพรานให้เอิบอิ่มด้วยโภคสมบัติทั้ง

                          หลาย พระยาหงส์ได้กล่าววาจาอันรื่นหูอนุโมทนา.

             [๑๙๒] ได้ยินว่า อำนาจของเราผู้ทรงธรรม ย่อมเป็นไปในที่เท่าใด ที่เท่านั้นมี

                          ประมาณน้อย ความเป็นใหญ่ในที่ทั้งปวงจงมีแก่ท่าน ขอท่านจงปกครอง

                          ตามปรารถนาเถิด ทานวัตถุก็ดี เครื่องอุปโภคก็ดี และสิ่งอื่นใดที่เข้าไป

                          สำเร็จประโยชน์เราขอยกสิ่งนั้นๆ ซึ่งล้วนเป็นของปลื้มใจให้แก่ท่าน

                          และขอสละความเป็นใหญ่ให้แก่ท่าน.

             [๑๙๓] ก็ถ้าว่า  สุมุขหงส์บัณฑิตนี้สมบูรณ์ด้วยปัญญา  พึงเจรจาแก่เราตาม

                          ปรารถนา ข้อนั้นพึงเป็นที่รักอย่างยิ่งของเรา.

             [๑๙๔] ข้าแต่มหาราช  ได้ยินว่า ข้าพระองค์หาอาจจะพูดสอดขึ้นในระหว่าง

                          เหมือนพระยานาคเลื้อยเข้าไปภายในศิลาฉะนั้นไม่ข้อนั้นไม่เป็นวินัยของ

                          ข้าพระองค์ พระยาหงส์ประเสริฐกว่าข้าพระองค์ และพระองค์ก็สูงสุด

                          กว่าสัตว์ทั้งหลาย เป็นพระเจ้าแผ่นดินจอมมนุษย์ ทั้งสองพระองค์ควร

                          แก่การบูชาด้วยเหตุมากมาย ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมมนุษย์  เมื่อ

                          พระองค์ทั้งสองกำลังตรัสกันอยู่ เมื่อการวินิจฉัยกำลังเป็นไปอยู่ ข้าพระ-

                          องค์ผู้เป็นสาวก ไม่พึงพูดสอดขึ้นในระหว่าง.

             [๑๙๕] ได้ยินว่า นายพรานกล่าวโดยความจริงว่า สุมุขหงส์เป็นบัณฑิต เพราะ

                          ว่านัยเช่นนี้ไม่พึงมีแก่บุคคลผู้ไม่ได้รับอบรมเลย  ความมีปกติอันเลิศ

                          และสัตว์อันอุดมอย่างนี้ มีเพียงเท่าที่เราเห็นแล้ว  เราไม่ได้เห็นผู้อื่น

                          เป็นเช่นนี้  เราจึงยินดีด้วยปกติและวาจาอันไพเราะของท่านทั้งสอง

                          ก็การที่เราพึงเห็นท่านทั้งสองได้นานๆ เช่นนี้ เป็นความพอใจของเรา

                          โดยแท้.

             [๑๙๖] กิจใดที่บุคคลพึงกระทำในมิตร กิจนั้นพระองค์ทรงกระทำแล้ว ใน

                          ข้าพระองค์ทั้งสอง ข้าพระองค์ทั้งสอง ย่อมเป็นผู้อันพระองค์คงปล่อย

                          ด้วยความภักดีในข้าพระองค์ทั้งสองโดยไม่ต้องสงสัย  ก็ความทุกข์คง

                          เกิดขึ้นในหมู่หงส์เป็นอันมากโน้น  เพราะมิได้เห็นข้าพระองค์ทั้งสอง

                          ในระหว่างญาติหมู่ใหญ่เป็นแน่  ข้าแต่พระองค์ผู้ปราบปรามศัตรู  ข้า-

                          พระองค์ทั้งสอง อันพระองค์ทรงอนุญาต กระทำประทักษิณพระองค์แล้ว

                          พึงไปพบญาติทั้งหลาย  เพื่อกำจัดความเศร้าโศกของหงส์เหล่านั้น

                          ข้าพระองค์ย่อมจะได้ปีติอันไพบูลย์  เพราะได้มาเฝ้าพระองค์ผู้ทรงพระ

                          เจริญโดยแท้ การสงเคราะห์ญาตินี้เป็นประโยชน์อันใหญ่หลวงแท้.

             [๑๙๗] พระยาหงส์ธตรฐ ครั้นกราบทูลพระเจ้าสาคลราชผู้เป็นจอมประชาชนเช่น

                          นี้แล้ว ได้เข้าไปหาหมู่ญาติ เพราะอาศัยเชาวน์อันสูงสุด หงส์เหล่านั้น

                          เห็นหงส์ทั้งสองผู้ยิ่งใหญ่มิได้ป่วยเจ็บกลับมา ต่างก็ส่งเสียงว่า เกเก

                          เกิดเสียงอื้ออึงไปทั่ว หงส์ผู้เคารพนายได้ที่พึ่งเหล่านั้น ต่างก็โสมนัส

                          ยินดี เพราะนายรอดพ้นภัย พากันห้อมล้อมนายโดยรอบ.

             [๑๙๘] ประโยชน์ทั้งปวง ของชนทั้งหลายผู้ถึงพร้อมด้วยกัลยาณมิตร ย่อม

                          สำเร็จผลเป็นสุขเปรียบเหมือนหงส์ธตรฐทั้งสอง ได้กลับมาอยู่ใกล้หมู่

                          ญาติ ฉะนั้น.

ในปริบทพุทธสันติวิธี: หลักธรรม ประยุกต์ใช้" โดยใช้สาระสำคัญของ จุลลหังสชาดก   ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 28  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่  20  ขุททกนิกาย   ชาดก ภาค 2  อสีตินิบาตชาดก

บทวิเคราะห์เชิงวิชาการ: จุลลหังสชาดก ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 28

1. บทนำ

จุลลหังสชาดกเป็นหนึ่งในชาดกที่ปรากฏใน พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ภาค 2 อสีตินิบาตชาดก ซึ่งมีเนื้อหากล่าวถึงความเสียสละ ความซื่อสัตย์ และคุณค่าของมิตรภาพระหว่างพระยาหงส์ธตรฐและหงส์สุมุขะ เนื้อเรื่องมีการเน้นถึงหลักธรรมที่สะท้อนแนวคิดด้านคุณธรรมของสัตบุรุษ รวมถึงความเมตตากรุณาและการไม่ทอดทิ้งเพื่อนในยามทุกข์ยาก

2. การวิเคราะห์โครงสร้างและสาระสำคัญของชาดก

2.1 เนื้อเรื่องโดยสังเขป

เรื่องราวกล่าวถึง พระยาหงส์ธตรฐ ซึ่งถูกบ่วงพรานดักไว้ ขณะที่หงส์อื่น ๆ ต่างบินหนีไป แต่ หงส์สุมุขะ ผู้เป็นสหายสนิทเลือกที่จะอยู่เคียงข้างพระยาหงส์ แม้ว่าเขาจะสามารถบินหนีไปได้ก็ตาม การสนทนาระหว่างทั้งสองแสดงให้เห็นถึงความเสียสละของหงส์สุมุขะที่ไม่ยอมทิ้งเพื่อนของตน เมื่อพรานเห็นความภักดีของหงส์สุมุขะ จึงเกิดความเมตตาและปล่อยพระยาหงส์เป็นอิสระ

2.2 ธรรมะที่ปรากฏในชาดก

  • ความภักดีต่อมิตร (สหธรรม): หงส์สุมุขะเป็นตัวแทนของมิตรแท้ที่ไม่ละทิ้งเพื่อนในยามทุกข์ยาก ซึ่งเป็นคุณธรรมสำคัญของผู้มีปัญญา

  • การเสียสละ (ปารามิตา): หงส์สุมุขะแสดงให้เห็นถึงความเสียสละ โดยพร้อมจะแลกชีวิตของตนเพื่อช่วยพระยาหงส์ธตรฐ

  • อำนาจของความเมตตา (กรุณา): ความเมตตาของหงส์สุมุขะส่งผลให้พรานเกิดความเห็นอกเห็นใจและตัดสินใจปล่อยพระยาหงส์ไป

2.3 การสะท้อนบริบททางสังคมและศีลธรรม

ชาดกเรื่องนี้สะท้อนหลักคุณธรรมที่สำคัญในพุทธศาสนา ซึ่งเน้นถึงบทบาทของ มิตรแท้ และการช่วยเหลือกันในยามยาก การที่หงส์สุมุขะเลือกจะอยู่กับพระยาหงส์แทนที่จะบินหนีไป เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงจริยธรรมของผู้นำและความสำคัญของความสัมพันธ์ที่มั่นคงและจริงใจในสังคม

3. บทสรุป

จุลลหังสชาดกเป็นเรื่องราวที่ให้ข้อคิดด้านมิตรภาพ ความเสียสละ และอำนาจของเมตตาธรรมที่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์เลวร้ายให้กลายเป็นสิ่งที่ดีได้ เรื่องราวนี้ยังคงเป็นแบบอย่างของจริยธรรมที่สามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งในบริบทของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและหลักธรรมในการดำเนินชีวิต

คำสำคัญ: จุลลหังสชาดก, มิตรภาพ, ความเสียสละ, พระไตรปิฎก, ชาดก, พุทธศาสนา

วันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

หังสชาดกว่าด้วยหงส์สุมุขะผู้ภักดี

    ช่วยเขียนบทความทางวิชาการ  วิเคราะห์  หังสชาดก   ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 27  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่  19  ขุททกนิกาย  ชาดก วิสตินิบาตชาดก   ที่ประกอบด้วย  

 ๖. หังสชาดกว่าด้วยหงส์สุมุขะผู้ภักดี

             [๒๑๒๔] ดูกรสุมุขะ ผู้มีผิวพรรณงามดังทองคำ หงส์เหล่านี้ถูกภัยคุกคามแล้ว มีตัว

                          งอบินหนีไป ท่านจงหนีไปตามปรารถนาเถิด. หมู่ญาติทั้งหลายละทิ้งเรา

                          ติดอยู่ในบ่วงผู้เดียว ไม่ห่วงใย พากันบินหนีไป ท่านผู้เดียวจะห่วงอยู่

                          ทำไม? ดูกรสุมุขะผู้ประเสริฐ ท่านควรจะบินหนีเอาตัวรอด เพราะ

                          ความเป็นสหายในเราผู้ติดบ่วงย่อมไม่มี ท่านอย่าทำความเพียรให้เสื่อม

                          เสียเพราะความไม่มีทุกข์เลย จงรีบบินหนีไปตามความปรารถนาเถิด.

             [๒๑๒๕] ข้าแต่ท้าวธตรฐมหาราช ถึงพระองค์จะถูกทุกข์ครอบงำ ข้าพระพุทธเจ้า

                          ก็จักไม่ละทิ้งพระองค์ไป ข้าพระพุทธเจ้าจักเป็น หรือจักตายก็จักร่วมอยู่

                          กับพระองค์.

             [๒๑๒๖] ดูกรสุมุขะ ท่านกล่าวคำใด คำนั้นเป็นคำดีงามของพระอริยเจ้า อนึ่งเล่า

                          เราเมื่อจะทดลองท่านจึงได้พูดกะท่านว่า จงบินหนีไป.

             [๒๑๒๗] ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐสูงสุดกว่าหงส์ทั้งหลาย นกตัวสัญจรไปใน

                          อากาศ ย่อมบินไปสู่ทางโดยที่มิใช่ทางได้ พระองค์ไม่ทรงทราบบ่วงแต่

                          ที่ไกลดอกหรือ?

             [๒๑๒๘] คราวใด จะมีความเสื่อม คราวนั้น เมื่อถึงคราวจะสิ้นชีพ สัตว์แม้จะ

                          ติดบ่วง ติดข่ายก็ย่อมไม่รู้สึก.

             [๒๑๒๙] ดูกรสุมุขะ ผู้มีผิวพรรณงามดังทองคำ หงส์เหล่านี้ถูกภัยคุกคามแล้ว มี

                          ตัวงอพากันบินหนีไป ท่านเท่านั้นมัวพะวงอยู่. หงส์เหล่านั้นกินและดื่ม

                          แล้วก็พากันบินหนีไป มิได้แลเหลียวถึงใคร ก็ท่านผู้เดียวจะมาเฝ้าอยู่

                          ทำไมเล่า? หงส์ตัวนี้เป็นอะไรกับท่านหนอ ท่านพ้นแล้วจากบ่วง

                          ทำไมจึงมาเป็นห่วงหงส์ผู้ติดบ่วงอยู่เล่า หงส์ทั้งหลายเขาพากันทอดทิ้ง

                          ไปแล้ว ท่านผู้เดียวมาพะวงอยู่ทำไม?

             [๒๑๓๐] หงส์ตัวนั้นเป็นราชาของเรา เป็นมิตรสหายเสมอด้วยชีวิตของเรา เรา

                          จักไม่ทอดทิ้งท่านไปจนตราบเท่าจนวันตาย.

             [๒๑๓๑] ท่านปรารถนาจะสละชีวิต เพราะเหตุแห่งสหาย เราจักปล่อยสหายของ

                          ท่านไป ขอพญาหงส์จงไปตามความประสงค์ของท่านเถิด.

             [๒๑๓๒] ดูกรนายพราน วันนี้ ข้าพเจ้าได้เห็นพญาหงส์ตัวเป็นใหญ่ในหมู่ทิชาชาติ

                          พ้นจากบ่วงแล้วย่อมชื่นชม ยินดี ฉันใด ขอท่านพร้อมกับหมู่ญาติ

                          ทั้งปวง จงชื่นชม ยินดี ฉันนั้นเถิด.

             [๒๑๓๓] พระองค์ผู้ทรงพระเจริญ ทรงเกษมสำราญดีหรือ โรคาพยาธิมิได้เบียด-

                          เบียนพระองค์หรือ รัฐสีมาอาณาจักรของพระองค์นี้สมบูรณ์ดีหรือ

                          พระองค์ปกครองประชาราษฎรโดยธรรมหรือ?

             [๒๑๓๔] ดูกรพญาหงส์ เราเกษมสำราญดี ทั้งโรคาพยาธิก็มิได้เบียดเบียน รัฐสีมา

                          อาณาจักรของเรานี้ก็สมบูรณ์ดี เราปกครองราษฎรโดยธรรม.

             [๒๑๓๕] โทษผิดอะไรๆ ในหมู่อำมาตย์ของพระองค์ไม่มีอยู่หรือ หมู่ศัตรูห่าง

                          ไกลจากพระองค์ เหมือนเงาย่อมไม่เจริญทางทิศทักษิณ แลหรือ?

             [๒๑๓๖] โทษผิดอะไรๆ ในหมู่อำมาตย์ของเราไม่มีเลย อนึ่ง หมู่ศัตรูก็ห่างไกล

                          จากเรา เหมือนเงาย่อมไม่เจริญทางด้านทิศทักษิณ ฉะนั้น.

             [๒๑๓๗] พระมเหสีของพระองค์ มิได้ทรงประพฤติล่วงละเมิดพระทัย ทรงเชื่อฟัง

                          ทรงปราศรัยน่ารัก พร้อมพรักไปด้วยปุตตสมบัติ รูปสมบัติ และ

                          ยศสมบัติ ยังเป็นที่โปรดปรานของพระองค์หรือ?

             [๒๑๓๘] มเหสีของเราเป็นเช่นนั้น ทรงเชื่อฟังถ้อยคำ ทรงปราศรัยน่ารัก พร้อม

                          พรักไปด้วยปุตตสมบัติ รูปสมบัติ และยศสมบัติ ยังเป็นที่โปรดปราน

                          ของเราอยู่.

             [๒๑๓๙] พระโอรสของพระองค์มีมากพระองค์ ทรงอุบัติมาเป็นศรีสวัสดี ใน

                          รัฐสีมาอันเจริญ ทรงสมบูรณ์ด้วยพระปรีชาเฉลียวฉลาด ย่อมทรงบันเทิง

                          พระทัยแต่ที่นั้นๆ อยู่แลหรือ?

             [๒๑๔๐] ดูกรพระยาหงส์ธตรฐ เราปรากฏว่ามีโอรสถึง ๑๐๑ คน ขอท่านได้โปรด

                          ชี้แจงกิจที่ควรแก่โอรสเหล่านั้นด้วยเถิด โอรสเหล่านั้นจะไม่ดูหมิ่นถ้อย

                          คำของท่านเลย.

             [๒๑๔๑] ถ้าแม้ว่า บุคคลประกอบด้วยชาติ หรือวินัย แต่กระทำความเพียรในภาย

                          หลัง เมื่อกิจที่จำต้องทำเกิดขึ้น ย่อมต้องจมอยู่ในห้วงอันตราย. ช่อง

                          ทางรั่วไหลแห่งโภคสมบัติเป็นต้น ก็จะเกิดใหญ่โตขึ้นกับบุคคลผู้มีปัญญา

                          ง่อนแง่นนั้น บุคคลนั้นย่อมมองเห็นได้แต่รูปที่หยาบๆ เหมือนความมืด

                          ในราตรี ฉะนั้น. บุคคลผู้ประกอบความเพียรในสิ่งอันไม่เป็นสาระว่าเป็น

                          สาระ ก็ย่อมไม่ประสบความรู้เลยทีเดียว ย่อมจะจมลงในห้วงอันตราย

                          อย่างเดียว เหมือนกวางวิ่งโลดโผนไปในซอกผา ตกจมเหวลงไปใน

                          ระหว่างทาง ฉะนั้น. ถึงหากว่า นรชนจะเป็นผู้มีชาติเลวทราม แต่เป็นผู้มี

                          ความขยันหมั่นเพียร มีปัญญา ประกอบด้วยอาจาระและศีล ย่อมจะรุ่ง

                          เรือง เหมือนกองไฟในกลางคืน ฉะนั้น ขอพระองค์ทรงทำข้อนั้นนั่นแล

                          ให้เป็นเครื่องเปรียบเทียบ แล้วทรงยังพระโอรสทั้งหลายให้ดำรงอยู่ใน

                          วิชา บุคคลผู้มีปัญญาย่อมงอกงาม เหมือนพืชในนางอกงามขึ้นเพราะ

                          น้ำฝน ฉะนั้น.

ในปริบทพุทธสันติวิธี: หลักธรรม ประยุกต์ใช้" โดยใช้สาระสำคัญของ หังสชาดก   ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 27  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่  19  ขุททกนิกาย  ชาดก   วิสตินิบาตชาดก

หังสชาดก: การวิเคราะห์เชิงพุทธสันติวิธี

บทนำ หังสชาดกเป็นหนึ่งในชาดกที่ปรากฏในพระไตรปิฎกเล่มที่ 27 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 19 ขุททกนิกายชาดก วิสตินิบาตชาดก ซึ่งแสดงถึงหลักธรรมสำคัญเกี่ยวกับความภักดี มิตรภาพ และการใช้ปัญญาในการดำรงชีวิต โดยมีพญาหงส์ธตรฐและสุมุขะเป็นตัวละครหลักที่สะท้อนหลักพุทธสันติวิธี (Buddhist Peacebuilding) ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในบริบททางสังคมและการบริหารความขัดแย้งได้อย่างลึกซึ้ง

หลักธรรมในหังสชาดก

  1. ความภักดีและคุณค่าของมิตรภาพ

    • หังสชาดกแสดงถึงความสำคัญของมิตรภาพที่แท้จริงผ่านตัวละครสุมุขะผู้ซึ่งปฏิเสธการละทิ้งพญาหงส์ธตรฐในยามวิกฤติ สิ่งนี้สะท้อนหลักธรรมแห่ง สหายธรรม (กัลยาณมิตร) และ สัจจะ (ความจริงใจ) ซึ่งเป็นรากฐานของสันติวิธี

    • สุมุขะเลือกที่จะอยู่เคียงข้างพญาหงส์แม้ว่าตนเองสามารถหนีเอาตัวรอดได้ แสดงให้เห็นถึงความเสียสละและจริยธรรมในการดำเนินชีวิตร่วมกับผู้อื่น

  2. ความอดทนและปัญญาในการเผชิญปัญหา

    • พญาหงส์ธตรฐถูกจับในบ่วงของนายพราน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสถานการณ์วิกฤติที่เกิดขึ้นในชีวิตมนุษย์ แต่แทนที่จะตื่นตระหนกหรือใช้ความรุนแรง พญาหงส์กลับใช้สติและปัญญาเจรจากับนายพรานเพื่อหาทางออกโดยสันติ

    • สิ่งนี้สอดคล้องกับหลัก ขันติ (ความอดทน) และ โยนิโสมนสิการ (การพิจารณาอย่างรอบคอบ) ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญของพุทธสันติวิธีในการแก้ไขข้อขัดแย้ง

  3. หลักการปกครองและความเป็นธรรม

    • ในตอนท้ายของชาดก มีการสนทนาเกี่ยวกับการปกครองของกษัตริย์ซึ่งสะท้อนหลัก ธรรมราชา (Dhamma Raja) ที่มุ่งเน้นการบริหารโดยธรรม

    • คำถามเกี่ยวกับสุขภาวะของประชาชน สภาพของบ้านเมือง และความซื่อสัตย์ของขุนนาง สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดในการปกครองที่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของศีลธรรมและความยุติธรรม

การประยุกต์ใช้พุทธสันติวิธีจากหังสชาดก

  1. ในชีวิตประจำวันและการบริหารความขัดแย้ง

    • บทเรียนจากหังสชาดกสามารถนำไปใช้ในการแก้ไขความขัดแย้งในชีวิตประจำวัน เช่น การใช้ขันติและเมตตาในการเผชิญหน้ากับปัญหาแทนการใช้ความรุนแรง

    • การสร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นในองค์กรหรือชุมชนผ่านหลัก สัจจะ และ กัลยาณมิตร

  2. ในระดับสังคมและการเมือง

    • ผู้นำทางการเมืองสามารถเรียนรู้จากพญาหงส์ธตรฐในด้านความเป็นธรรมและการปกครองที่ตั้งอยู่บนหลักศีลธรรม เพื่อสร้างสังคมที่สงบสุขและมีความมั่นคง

    • การส่งเสริมแนวคิดแห่งการเจรจาและสันติวิธีในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่าง ๆ โดยใช้สติและปัญญาเป็นหลัก

  3. ในกระบวนการสร้างสันติภาพระดับโลก

    • หลักธรรมจากหังสชาดกสามารถนำมาใช้ในแนวทางการทูตเพื่อสร้างสันติภาพระหว่างประเทศ โดยเน้นการใช้เมตตา การเจรจา และความซื่อสัตย์เป็นแนวทางหลัก

    • การส่งเสริมแนวคิดแห่งความเสียสละและการอยู่ร่วมกันโดยสันติในระดับโลก เพื่อสร้างความร่วมมือที่มั่นคงและยั่งยืน

สรุป หังสชาดกเป็นชาดกที่มีเนื้อหาลึกซึ้งและสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในพุทธสันติวิธีได้อย่างกว้างขวาง โดยแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของมิตรภาพ ความภักดี ปัญญา และความเป็นธรรม ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของการสร้างสังคมที่สงบสุขและยั่งยืน การเรียนรู้จากหังสชาดกจึงไม่เพียงแต่ช่วยให้เกิดความเข้าใจในหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและการสร้างสันติภาพในระดับบุคคล สังคม และโลกได้อย่างแท้จริง

ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม

  • ควรมีการศึกษาหังสชาดกร่วมกับชาดกเรื่องอื่น ๆ ที่มีแนวคิดเกี่ยวกับสันติวิธี เช่น เวสสันดรชาดก และ มฆเทวบุตรชาดก เพื่อให้เห็นภาพรวมของพุทธสันติวิธีในเชิงลึก

  • ควรมีการเปรียบเทียบหังสชาดกกับแนวคิดสันติวิธีในศาสนาอื่น ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจข้ามวัฒนธรรมและส่งเสริมสันติภาพในระดับโลก


นวัตกรรมออกแบบเรือท้องแบน PVC 10 ฟุต รับมือน้ำท่วม เน้นโครงสร้างเบา-ลอยตัวด้วยโฟม

แนวคิดการประดิษฐ์เรือท้องแบนสำหรับใช้งานในช่วงเกิดอุทกภัยได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะรูปแบบที่ใช้วัสดุหาได้ง่ายและสามารถประกอบได้ในต้นทุนท...