วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569

วัดสระเกศฯ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย "สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว)" ครบรอบวันมรณภาพปีที่ 13 เชิญพุทธศาสนิกชนร่วมรำลึกคุณูปการ 10 สิงหาคมนี้



วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร กำหนดจัด พิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถร ป.ธ.9) อดีตประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และอดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันมรณภาพ ปีที่ 13 ในวันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม 2569 เวลา 16.30 น. ณ ศาลาบำเพ็ญกุศล 1 วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร



ภายในพิธีจะมีสมเด็จพระราชาคณะ รองสมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ และพระเถรานุเถระผู้ทรงสมณศักดิ์ ร่วมประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ สวดมาติกา และประกอบพิธีบังสุกุลเพื่ออุทิศถวายแด่เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) โดยมี สมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และพุทธศาสนิกชนร่วมถวายเครื่องไทยธรรมและทอดผ้าไตรบังสุกุล

พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อแสดงกตัญญูกตเวทีและน้อมรำลึกถึงคุณูปการอันยิ่งใหญ่ของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) ผู้มีบทบาทสำคัญในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา การศึกษาพระปริยัติธรรม และการพัฒนาวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหารให้เป็นศูนย์กลางสำคัญของพระพุทธศาสนาไทย

วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ขอเชิญพระภิกษุ สามเณร พุทธศาสนิกชน และประชาชนทั่วไป ร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน เพื่อร่วมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลและน้อมรำลึกในคุณูปการของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) เนื่องในโอกาสครบรอบวันมรณภาพปีที่ 13


การแต่งกาย 

ข้าราชการ : ชุดปกติขาว

ประชาชน : ชุดสุภาพ


Song: Plant the Tree of Peace, Grow the Heart of Humanity Inspired by the Vanaropa Sutta

[Verse 1]

Plant a tree to give its cooling shade,
Plant a hope where every dream is made.
Build a bridge to join each heart as one,
Share life-giving water with compassion for everyone.

[Verse 2]

Build a shelter for the traveler on the way,
Open paths of love where all are welcome to stay.
Let humanity and nature live in harmony,
Together dreaming of a world in peace and unity.

[Chorus]

Plant the tree of peace with a selfless heart,
Sow the seeds of kindness in every land and every part.
When we build this world with faith, with love, and dignity,
The Dhamma will lead us all to lasting harmony.

[Bridge]

Every tree is hope for tomorrow's brighter day,
Every drop of water gives new life along the way.
Every bridge unites the hearts of humankind,
Together we'll build a peaceful world with Dhamma as our guide.

[English Chorus]

Plant the tree of peace today,
Let compassion lead the way.
Build with love, give hope to all,
Together we will never fall.
Hand in hand, side by side,
Peace will be our lasting guide.


The Vanaropa Sutta: Planting Trees, Building Communities, and Cultivating World Peace

The Vanaropa Sutta, found in the Samyutta Nikaya of the Pali Canon, presents a timeless vision of social responsibility and environmental stewardship. It teaches that creating public benefits through planting trees, providing water, building bridges, and offering shelter generates enduring merit while promoting harmony for all living beings.

In the discourse, a deva asks the Buddha: Who continually gains merit day and night? Who abides in the Dhamma, is perfected in moral conduct, and attains a fortunate destination?

The Buddha replies that those who establish parks and gardens, plant trees for shade, build bridges, provide drinking-water stations, dig wells, and build shelters for travelers and communities continually accumulate merit day and night. Their good deeds support countless lives, reflect their commitment to virtue, and lead to wholesome results.

Applied to today's world, the Vanaropa Sutta offers a practical framework for building global peace through sustainable development. Planting trees restores ecosystems and helps address climate change. Providing clean water improves health and dignity. Building bridges connects communities, while creating shelters protects vulnerable people and strengthens social resilience.

At a time when humanity faces environmental degradation, inequality, and conflict, the Vanaropa Sutta reminds us that lasting peace grows from acts of generosity that benefit everyone. Investing in green spaces, water security, public infrastructure, and shared resources nurtures trust, cooperation, and environmental sustainability.

The central message of the Vanaropa Sutta is that serving the common good creates a legacy far beyond one generation. Every tree planted, every bridge built, every well dug, and every shelter offered becomes a living symbol of compassion, responsibility, and a peaceful future for humanity.


"วนโรปสูตร" ชูแนวคิดสร้างโลกสีเขียว ปลูกต้นไม้ สร้างน้ำ และสาธารณประโยชน์ สู่สันติภาพที่ยั่งยืน

พระพุทธศาสนาได้เสนอแนวทางการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการสร้างคุณธรรม ผ่าน วนโรปสูตร ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ซึ่งชี้ให้เห็นว่า การสร้างประโยชน์แก่ส่วนรวมด้วยการปลูกต้นไม้ สร้างแหล่งน้ำ และจัดให้มีที่พักอาศัย เป็นการสั่งสมบุญที่ส่งผลทั้งต่อผู้ให้ สังคม และโลกโดยรวม

ในพระสูตร เทวดาได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า บุคคลประเภทใดมีบุญเจริญอยู่เสมอทั้งกลางวันและกลางคืน ผู้ใดตั้งมั่นอยู่ในธรรม สมบูรณ์ด้วยศีล และเป็นผู้มีสุคติในภายหน้า

พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า ผู้ที่สร้างอารามหรือสวนไม้ดอกไม้ผล ปลูกหมู่ไม้เพื่อให้ร่มเงา สร้างสะพาน ให้โรงน้ำเป็นทาน ขุดบ่อน้ำ และสร้างที่พักอาศัยเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ย่อมเป็นผู้มีบุญเจริญอยู่ทุกเมื่อทั้งกลางวันและกลางคืน เพราะการกระทำเหล่านี้ช่วยเกื้อกูลชีวิตของผู้คนและสัตว์ทั้งหลายอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นผู้ตั้งมั่นอยู่ในธรรม สมบูรณ์ด้วยศีล และได้รับผลแห่งกุศลอันประเสริฐ

เมื่อนำหลักธรรมในวนโรปสูตรมาประยุกต์ใช้กับการสร้างสันติภาพโลก จะเห็นได้ว่า การดูแลทรัพยากรธรรมชาติและการลงทุนในสาธารณูปโภคพื้นฐานเป็นรากฐานสำคัญของสังคมที่สงบสุข การปลูกต้นไม้ช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสร้างแหล่งน้ำสะอาดและที่พักอาศัยช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ขณะที่การสร้างสะพานไม่เพียงเชื่อมพื้นที่ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเชื่อมโยงผู้คนและวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ความเหลื่อมล้ำ และความขัดแย้ง หลักธรรมในวนโรปสูตรสะท้อนว่า การสร้างสาธารณประโยชน์ด้วยจิตสำนึกแห่งการเสียสละ คือการลงทุนเพื่ออนาคตของมนุษยชาติ การร่วมกันปลูกต้นไม้ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ พัฒนาแหล่งน้ำ และสร้างพื้นที่แห่งความเอื้อเฟื้อ จะช่วยลดความขัดแย้ง สร้างความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อม และนำพาโลกไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

สาระสำคัญของวนโรปสูตรจึงย้ำว่า การสร้างคุณประโยชน์แก่ส่วนรวมมิใช่เพียงการทำความดีเฉพาะตน หากแต่เป็นการสร้างมรดกแห่งความร่มเย็น ความอุดมสมบูรณ์ และสันติสุขให้แก่คนรุ่นปัจจุบันและอนาคต 

เพลง: ปลูกต้นไม้แห่งสันติ ปลูกหัวใจเพื่อโลก 

Plant the Tree of Peace, Grow the Heart of Humanity

(Inspired by the Vanaropa Sutta)

Verse 1

ปลูกต้นไม้ ให้ร่มเงา แก่ผู้คน
ปลูกความหวัง ให้ทุกคน ได้อาศัย
สร้างสะพาน เชื่อมหัวใจ ข้ามแดนไกล
แบ่งปันน้ำ หล่อเลี้ยงโลก ด้วยเมตตา

Verse 2

สร้างที่พัก เติมพลัง ให้ผู้เดินทาง
สร้างหนทาง แห่งความรัก ไม่แบ่งชนชั้น
ธรรมชาติ กับมนุษย์ อยู่ร่วมกัน
ด้วยความฝัน ถึงโลกที่ สงบงาม

Chorus

ปลูกต้นไม้แห่งสันติ ด้วยหัวใจที่เสียสละ
ปลูกเมล็ดแห่งเมตตา ให้ผลิบานทั่วพสุธา
เมื่อเราร่วมสร้างโลก ด้วยรักและศรัทธา
สันติธรรมจะนำพา โลกสู่ความยั่งยืน

Bridge

ทุกต้นไม้ คือความหวัง ของวันพรุ่งนี้
ทุกหยดน้ำ คือชีวิต ที่ยิ่งใหญ่
ทุกสะพาน คือสายใย แห่งหัวใจ
ร่วมสร้างโลกใบใหม่ ด้วยธรรมและสันติ

English Chorus

Plant the tree of peace today,
Let compassion lead the way.
Build with love, give hope to all,
Together we will never fall.
Hand in hand, side by side,
Peace will be our lasting guide.

[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

วนโรปสูตรที่ ๗
[๑๔๕] เทวดาทูลถามว่า ชนพวกไหนมีบุญ เจริญในกาลทุกเมื่อทั้งกลางวันและกลาง- *คืน ชนพวกไหนตั้งอยู่ในธรรม สมบูรณ์ด้วยศีลเป็นผู้ ไปสวรรค์ ฯ [๑๔๖] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ชนเหล่าใดสร้างอาราม (สวนไม้ดอกไม้ผล) ปลูกหมู่ไม้ (ใช้ร่มเงา) สร้างสะพาน และชนเหล่าใดให้โรงน้ำเป็นทาน และบ่อน้ำทั้งบ้านที่พักอาศัย ชนเหล่านั้นย่อมมีบุญ เจริญ ในกาลทุกเมื่อทั้งกลางวันและกลางคืน ชนเหล่านั้นตั้งอยู่ใน ธรรม สมบูรณ์ด้วยศีล เป็นผู้ไปสวรรค์ ฯ

Song: The Chariot of Dhamma: Journey to World Peace Inspired by the Accharā Sutta

[Verse 1]

Through forests dark where delusions grow,
Human hearts forget to know.
Greed and anger feed the flame,
Leaving sorrow in their wake.

[Pre-Chorus]
Conscience guards the human soul,
Mindfulness will keep us whole.
Right View lights the road ahead,
Where all fear and hate have fled.

[Chorus]
Ride the Chariot of Dhamma,
Cross the rivers of despair.
Hand in hand with love and wisdom,
Building peace for everyone.

Ride the Chariot of Dhamma,
Toward a brighter, kinder land.
Truth and compassion lead forever,
Healing every heart and hand.

[Verse 2]
No race or nation stands above
The power of enduring love.
Woman or man, we walk as one,
Beneath the same eternal sun.

[Bridge]
Let the voice of wisdom rise,
Higher than the battle cries.
When our hearts embrace the light,
Peace will shine for all mankind.

[Final Chorus]
Ride the Chariot of Dhamma,
Hope will guide the human race.
Together we create tomorrow,
A world embraced by lasting peace.

เพลง : ยานแห่งธรรม...สู่สันติภาพโลก 

Verse 1

ป่าแห่งโมหะยังมืดมน
ผู้คนเวียนวนในทางเดิม
โลภและโกรธคอยเติมไฟ
โลกจึงร้องไห้ทุกคืนวัน

Pre-Chorus
หิริคือเกราะแห่งหัวใจ
สติคือแสงส่องทางไกล
สัมมาทิฏฐินำก้าวไป
สู่หนทางไร้ความหวั่นไหว

Chorus
ยานแห่งธรรม พาเราก้าวไป
ข้ามพ้นความกลัวในหัวใจ
จับมือกันด้วยเมตตา
สร้างโลกใหม่ด้วยปัญญา

ยานแห่งธรรม จะนำผู้คน
หลุดพ้นความมืดทุกแห่งหน
เมื่อใจทุกดวงเห็นความจริง
โลกก็สงบอย่างยั่งยืน

Verse 2
ไม่มีชนชาติใดยิ่งใหญ่
เหนือหัวใจแห่งความเมตตา
หญิงหรือชายล้วนเดินได้
บนหนทางแห่งสันติธรรม

Bridge
เสียงแห่งธรรมดังกังวาน
แทนเสียงปืนที่เคยทำลาย
โลกทั้งใบจะเปลี่ยนไป
เมื่อทุกใจเลือกความดี

Final Chorus
ยานแห่งธรรม พาโลกก้าวไกล
สู่แสงอรุณแห่งความหวังใหม่
รักและกรุณาจะเบ่งบาน
นิรันดร์กาลแห่งสันติภาพ


 

Accharā Sutta Inspires a Global Vision of Peace: "The Chariot of Dhamma" Leads Humanity Beyond Delusion and Fear

The Accharā Sutta, found in the Samyutta Nikāya of the Pāli Canon, presents profound teachings that can be applied to building sustainable world peace by overcoming delusion, fear, and conflict.

The discourse begins with a deva asking the Buddha how beings can escape a dense forest of delusion, filled with enchanting celestial nymphs and haunted by evil spirits.

The Buddha replied that the path to liberation is the "Straight Path"—the direction free from danger. He compared this journey to riding a chariot whose wheels are the Dhamma. Moral shame (Hiri) forms its protective covering, mindfulness (Sati) serves as its shield, and Right View (Sammā Diṭṭhi) acts as the charioteer guiding the traveler.

The Buddha declared that anyone—whether man or woman—who possesses these virtues can reach the ultimate destination of Nibbāna by traveling in this Chariot of Dhamma.

Peace scholars suggest that the "forest of delusion" today symbolizes misinformation, greed, hatred, violent extremism, and geopolitical conflicts that continue to threaten humanity.

Likewise, the "Chariot of Dhamma" represents ethical leadership, integrity, mindfulness, wisdom, and right understanding as essential foundations for global governance and peaceful coexistence.

Experts emphasize that lasting peace cannot be achieved solely through military strength or political agreements. Genuine peace begins with inner transformation. When individuals and leaders cultivate moral conscience, mindfulness, compassion, and wisdom, conflicts naturally diminish, paving the way for international cooperation and sustainable peace.

Thus, the Accharā Sutta is more than an ancient Buddhist discourse—it serves as a timeless spiritual roadmap guiding humanity beyond ignorance, fear, and violence toward a future founded upon wisdom, compassion, and enduring peace.

 “อัจฉราสูตร” สู่การสร้างสันติภาพโลก ชี้ “ธรรมเป็นยานแห่งสันติ” นำมนุษยชาติพ้นความหลงและความหวาดกลัว

หลักธรรมใน อัจฉราสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 15 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 7 สังยุตตนิกาย สคาถวรรค อัจฉราสูตรที่ 6 ได้สะท้อนหลักคิดสำคัญในการก้าวข้ามความหลง ความหวาดกลัว และความขัดแย้ง ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการสร้างสันติภาพโลกได้อย่างลึกซึ้ง

เนื้อหาในพระสูตรเริ่มจากเทวดาทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ป่าชัฏอันเต็มไปด้วยความหลง มีนางอัปสรและหมู่ปีศาจเป็นเครื่องล่อลวงและคุกคามนั้น มนุษย์จะหลีกหนีออกไปได้อย่างไร

พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า ทางที่จะพ้นจากความหลงคือ “ทางตรง” ซึ่งเป็นทิศที่ปราศจากภัย เปรียบเสมือนการเดินตามหลักธรรม โดยมี “ธรรม” เป็นล้อของยาน มี “หิริ” หรือความละอายต่อบาปเป็นเครื่องคุ้มครอง มี “สติ” เป็นเกราะป้องกัน และมี “สัมมาทิฏฐิ” หรือความเห็นชอบเป็นสารถีคอยนำทาง

พระองค์ทรงยืนยันว่า ไม่ว่าผู้เดินทางจะเป็นหญิงหรือชาย หากมีคุณธรรมดังกล่าว ย่อมสามารถเดินทางสู่พระนิพพานได้ด้วยยานแห่งธรรมนี้

นักวิชาการด้านสันติศึกษามองว่า หากนำหลักธรรมในอัจฉราสูตรมาประยุกต์ใช้กับสถานการณ์โลกในปัจจุบัน จะพบว่า "ป่าชัฏแห่งโมหะ" เปรียบได้กับกระแสข้อมูลบิดเบือน ความโลภ ความเกลียดชัง การแข่งขันทางอำนาจ และสงครามที่เกิดขึ้นในหลายภูมิภาคของโลก

ขณะที่ "ยานแห่งธรรม" คือการสร้างระบบคุณธรรมในการบริหารประเทศและประชาคมโลก โดยมีความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ สติปัญญา และวิสัยทัศน์ที่ถูกต้องเป็นกลไกขับเคลื่อนการตัดสินใจ

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนไม่อาจเกิดขึ้นจากกำลังอาวุธเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากการพัฒนาจิตใจของมนุษย์ให้มีหิริ โอตตัปปะ สติ และสัมมาทิฏฐิ เพราะเมื่อผู้นำและประชาชนมีคุณธรรมร่วมกัน ความขัดแย้งย่อมลดลง และความร่วมมือระหว่างประเทศจะเกิดขึ้นอย่างมั่นคง

อัจฉราสูตรจึงมิได้เป็นเพียงพระธรรมเทศนาในอดีต หากยังเป็น "แผนที่ทางจิตวิญญาณ" ที่ชี้แนะแนวทางให้มนุษยชาติเดินออกจากความหลง ความหวาดกลัว และความรุนแรง สู่โลกที่ตั้งอยู่บนปัญญา ความเมตตา และสันติภาพอย่างยั่งยืน

[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

อัจฉราสูตรที่ ๖
[๑๔๓] เทวดาทูลถามว่า ป่าชัฏชื่อโมหนะ อันหมู่นางอัปสรประโคมแล้ว อันหมู่ ปีศาจสิงอยู่แล้ว ทำไฉนจึงจะหนีไปได้ ฯ [๑๔๔] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ทางนั้นชื่อว่าเป็นทางตรง ทิศนั้นชื่อว่าไม่มีภัย รถชื่อว่าไม่มี เสียงดัง ประกอบด้วยล้อคือธรรม หิริเป็นฝาของรถนั้น สติเป็นเกราะกั้นของรถนั้น เรากล่าวธรรมมีสัมมาทิฏฐินำหน้า ว่าเป็นสารถี ยานชนิดนี้มีอยู่แก่ผู้ใด จะเป็นหญิงหรือชาย ก็ตาม เขา (ย่อมไป) ในสำนักพระนิพพานด้วยยาน นี้แหละ ฯ

Song: Uproot the Darkness, Grow the Tree of Peace Inspired by the Ekamūla Sutta

[Verse 1]

The single root is ignorance, hidden deep within the heart,
Giving birth to fear, confusion, and a world torn apart.
When wisdom lights the path like the rising morning sun,
The darkness fades away, and a brighter day begins.

[Verse 2]

Greed, hatred, and delusion are the clouds that veil the sky,
Let go of all attachment, with understanding we can fly.
Hand in hand with loving-kindness, leaving no one left behind,
Then the flowers of peace will bloom in every heart and mind.

[Chorus]

Uproot the roots of suffering with wisdom and compassion,
Plant the tree of faithful hope across every land and nation.
When love replaces fear, the world becomes more bright,
The Dhamma leads humanity toward unity and light.

[Bridge]

The waves of conflict will one day become still,
When people understand the causes of all suffering.
Following the light of Dhamma, we will never lose our way again,
The world will walk together toward lasting peace forever.

[English Chorus]

Uproot the darkness, let wisdom lead the way,
Plant the tree of peace for every new day.
Where compassion grows, all hatred disappears,
Hope will rise above our doubts and fears.
Hand in hand, together we'll stand,
Building peace across every land.

The Ekamūla Sutta: Uprooting the Single Root of Conflict for World Peace

The Ekamūla Sutta, found in the Samyutta Nikaya of the Pali Canon, presents a profound symbolic teaching about the origin of suffering and the path to liberation. Its wisdom offers valuable insights for building lasting world peace.

In this discourse, a deva presents a spiritual riddle to the Buddha: "The deep abyss has one root, two whirlpools, three stains, five coverings, and a sea that turns in twelve directions. The sage has crossed beyond it."

According to the traditional interpretation, the "one root" represents ignorance (avijjā), the fundamental cause of suffering and conflict. The "two whirlpools" symbolize attachment and aversion, the opposing forces that divide humanity. The "three stains" refer to greed, hatred, and delusion—the mental defilements that give rise to violence and injustice. The "five coverings" represent attachment to the five sense pleasures, while the "sea turning in twelve directions" symbolizes the Twelve Links of Dependent Origination, the cycle through which suffering continues.

The "sage who has crossed beyond" represents one who has overcome ignorance through wisdom, broken the cycle of craving and attachment, and attained inner freedom.

Applied to today's world, the Ekamūla Sutta teaches that lasting peace cannot be achieved merely by suppressing conflict. Humanity must address its deepest causes: ignorance, prejudice, greed, hatred, and delusion. Promoting education, ethical values, mindfulness, compassion, and wisdom enables individuals and societies to remove the roots of violence rather than merely treating its symptoms.

The central message of the Ekamūla Sutta is that when humanity uproots the causes of conflict, it can break the cycle of suffering and move toward a peaceful, harmonious, and sustainable future for all. 

"เอกมูลสูตร" ชี้รากเดียวแห่งปัญหา สู่หนทางสร้างสันติภาพโลกด้วยปัญญา

หลักธรรมใน เอกมูลสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ได้สะท้อนคำสอนเชิงอุปมาอันลึกซึ้งเกี่ยวกับธรรมชาติของชีวิตและการหลุดพ้นจากความทุกข์ ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการสร้างสันติภาพโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ

ในพระสูตร เทวดาได้กราบทูลเป็นปริศนาธรรมว่า "บาดาลมีรากอันเดียว มีความวนสอง มีมลทินสาม มีเครื่องลาดห้า เป็นทะเลหมุนไปได้สิบสองด้าน ฤาษีข้ามพ้นแล้ว" ซึ่งเป็นถ้อยคำอุปมาที่สื่อถึงโครงสร้างของทุกข์และการเวียนว่ายของสรรพชีวิต

ตามแนวอรรถกถา "รากอันเดียว" หมายถึงอวิชชา หรือความไม่รู้ความจริงของชีวิต ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของความขัดแย้งทั้งปวง "ความวนสอง" สื่อถึงการยึดติดในความชอบและความชัง หรือความสุดโต่งที่ทำให้มนุษย์แบ่งแยกกัน "มลทินสาม" ได้แก่ โลภะ โทสะ และโมหะ ซึ่งเป็นเหตุแห่งความรุนแรงและความแตกแยกในสังคม ส่วน "เครื่องลาดห้า" หมายถึงกามคุณ ๕ ที่ดึงดูดจิตใจให้หลงติดอยู่กับวัตถุและความพอใจทางประสาทสัมผัส ขณะที่ "ทะเลหมุนไปได้สิบสองด้าน" สะท้อนวงจรแห่งปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ประการ อันเป็นกระบวนการเกิดขึ้นของทุกข์

พระสูตรกล่าวถึง "ฤาษีผู้ข้ามพ้น" ซึ่งหมายถึงผู้มีปัญญาที่สามารถก้าวข้ามอวิชชา ตัดวงจรแห่งกิเลส และหลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่นได้

เมื่อนำหลักธรรมในเอกมูลสูตรมาประยุกต์ใช้กับการสร้างสันติภาพโลก จะพบว่า การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งไม่อาจทำได้เพียงการจัดการกับผลลัพธ์ของความรุนแรง แต่ต้องเริ่มจากการขจัด "ราก" ของปัญหา ได้แก่ ความไม่รู้ อคติ ความโลภ ความโกรธ และความหลง การส่งเสริมการศึกษา การพัฒนาปัญญา การเจริญสติ และการสร้างวัฒนธรรมแห่งความเมตตา จะช่วยลดความแตกแยกและสร้างความเข้าใจระหว่างผู้คน

สาระสำคัญของเอกมูลสูตรชี้ให้เห็นว่า เมื่อมนุษย์สามารถตระหนักรู้ถึงต้นเหตุของปัญหาและร่วมกันดับเหตุแห่งความขัดแย้ง โลกย่อมก้าวพ้นวงจรแห่งความรุนแรง และเดินหน้าสู่สันติภาพที่มั่นคง ยั่งยืน และเกื้อกูลต่อมวลมนุษยชาติ

เพลง: ถอนรากแห่งทุกข์...ปลูกโลกด้วยสันติภาพ

Uproot the Darkness, Grow the Tree of Peace

(Inspired by the Ekamūla Sutta)

Verse 1

รากเดียวคืออวิชชา ซ่อนอยู่ในใจคน
ก่อกำเนิดความสับสน ความแตกแยกทุกแห่งหน
เมื่อปัญญาส่องนำทาง ดั่งแสงแห่งอรุณ
โลกจะพ้นความมืดมน ก้าวสู่วันใหม่

Verse 2

โลภ โกรธ หลง คือหมอกหนา ปิดฟ้าหัวใจ
ปล่อยวางความยึดมั่น แล้วก้าวไปด้วยความเข้าใจ
จับมือกันด้วยเมตตา ไม่แบ่งแยกผู้ใด
สันติภาพจะผลิบาน ในหัวใจทุกคน

Chorus

ถอนรากแห่งทุกข์ ด้วยปัญญาและเมตตา
ปลูกต้นไม้แห่งศรัทธา ให้เติบโตทั่วหล้า
เมื่อความรักแทนความกลัว โลกจะงดงามกว่า
สันติธรรมจะนำพา มนุษยชาติเป็นหนึ่งเดียว

Bridge

คลื่นแห่งความขัดแย้ง จะสงบลงสักวัน
เมื่อผู้คนรู้เท่าทัน เหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง
เดินตามแสงแห่งธรรม ไม่หลงทางอีกครั้ง
โลกจะก้าวสู่สันติ อย่างยั่งยืนตลอดไป

English Chorus

Uproot the darkness, let wisdom lead the way,
Plant the tree of peace for every new day.
Where compassion grows, all hatred disappears,
Hope will rise above our doubts and fears.
Hand in hand, together we'll stand,
Building peace across every land.

[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

เอกมูลสูตรที่ ๔
[๑๔๑] เทวดากราบทูลว่า บาดาล มีรากอันเดียว มีความวนสอง มีมลทินสาม มี เครื่องลาดห้าเป็นทะเล หมุนไปได้สิบสองด้าน ฤาษีข้ามพ้น แล้ว ฯ

Song: Bread of Faith, Path of Peace Inspired by the Anna Sutta



[Verse 1]

Share the gift of food with hearts of faithful love,
Giving strength and dignity so every life can rise.
A simple smile can change the world we dream of,
When compassion shines within our hearts and eyes.

[Verse 2]

Cast away the greed that's hidden deep inside,
Open wide the door of giving for everyone.
No one needs to walk alone or be denied,
When love unites us all as one beneath the sun.

[Chorus]

Bread of faith will nourish every land,
Planting joyful seeds with every helping hand.
Share with compassion, let lasting peace increase,
Together we'll build a world of Dhamma and peace.

[Bridge]

Worldly treasures may all fade away with time,
But the merit born of faith will never disappear.
When people freely share with love that comes from within,
The whole world will shine with peace, both bright and clear.

[English Chorus]

Bread of faith, feed every soul,
Love and kindness make us whole.
Share with hope, let compassion grow,
Seeds of peace the world will know.
Hand in hand, together we stand,
Building peace across the land.

The Anna Sutta: Sharing Food with Faith as a Foundation for World Peace

The Anna Sutta, recorded in the Samyutta Nikaya of the Pali Canon, highlights the profound significance of food and generosity as essential foundations for peaceful coexistence. It teaches that sharing food with faith nourishes not only the body but also the human spirit and strengthens harmony within society.

The discourse begins with a deva telling the Buddha that both devas and human beings depend upon and delight in food. One who has no appreciation for food is compared to a yaksha, symbolizing a being lacking compassion and generosity.

The Buddha explains that those who offer food with a pure heart and sincere faith receive blessings in both this life and the next. Giving food sustains life while cultivating kindness, gratitude, and mutual care among people.

The Buddha further encourages people to overcome stinginess, describing it as a stain upon the mind. By practicing generosity, people accumulate wholesome merit that becomes a source of support in this life and beyond. Giving is therefore not merely the transfer of material resources but the creation of trust, friendship, and social harmony.

Applied to the modern world, the Anna Sutta provides valuable guidance for building global peace. Eliminating hunger, reducing poverty, strengthening food security, and promoting the fair sharing of resources are practical ways to reduce conflict and foster compassion among nations.

Ultimately, the Anna Sutta reminds humanity that food is more than physical nourishment. It is a symbol of love, selflessness, and hope. When people share with faith and open hearts, selfishness diminishes, trust grows, and lasting peace can flourish across families, communities, nations, and the entire world.

"อันนสูตร" ชี้พลังแห่งการแบ่งปันอาหาร สร้างสันติภาพโลกด้วยศรัทธาและการให้

พระพุทธศาสนาได้สะท้อนแนวคิดสำคัญเกี่ยวกับคุณค่าของ "อาหาร" และ "การให้" ผ่าน อันนสูตร ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โดยชี้ให้เห็นว่าการแบ่งปันอาหารด้วยศรัทธาเป็นรากฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และเป็นพลังที่หล่อเลี้ยงทั้งชีวิตและจิตใจของผู้คน

เนื้อหาในพระสูตรเริ่มจากการที่เทวดากราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ทั้งเทวดาและมนุษย์ต่างอาศัยอาหารเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิต จึงล้วนมีความพอใจในอาหาร ส่วนผู้ที่ไม่เห็นคุณค่าของอาหารหรือไม่พอใจในอาหาร เปรียบเสมือนยักษ์ผู้ห่างไกลจากความเมตตาและการเกื้อกูล

พระพุทธองค์ตรัสว่า ผู้มีจิตใจผ่องใสและให้อาหารด้วยศรัทธา ย่อมได้รับอานิสงส์แห่งบุญทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เพราะการให้อาหารไม่เพียงช่วยประทังชีวิต แต่ยังเป็นการปลูกฝังความเอื้อเฟื้อ ความเมตตา และความสัมพันธ์อันดีในสังคม

พระองค์ยังทรงสอนให้ละความตระหนี่ ซึ่งเป็นมลทินของจิตใจ และส่งเสริมการให้ทาน เพราะบุญจากการให้เป็นที่พึ่งของสรรพสัตว์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต การแบ่งปันจึงมิใช่เพียงการส่งต่อทรัพย์สิน แต่เป็นการสร้างความมั่นคงทางจิตใจ ความไว้วางใจ และความสามัคคีในชุมชน

เมื่อนำหลักธรรมในอันนสูตรมาประยุกต์ใช้กับการสร้างสันติภาพโลก จะเห็นได้ว่าการแก้ไขปัญหาความหิวโหย ความยากจน และความเหลื่อมล้ำด้านอาหาร เป็นภารกิจสำคัญของประชาคมโลก การส่งเสริมระบบความมั่นคงทางอาหาร การแบ่งปันทรัพยากรอย่างเป็นธรรม และการปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งการให้ด้วยศรัทธา จะช่วยลดความขัดแย้งและสร้างสังคมที่เปี่ยมด้วยความเมตตา

สาระสำคัญของอันนสูตรจึงสะท้อนว่า "อาหาร" มิใช่เพียงปัจจัยดำรงชีวิต แต่เป็นสื่อแห่งความรัก ความเสียสละ และความหวัง เมื่อมนุษย์รู้จักแบ่งปันด้วยใจที่บริสุทธิ์ ความตระหนี่ย่อมลดลง ความไว้วางใจย่อมเพิ่มขึ้น และสันติภาพที่ยั่งยืนย่อมเกิดขึ้นได้ทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน ประเทศ และประชาคมโลก 

อาหารแห่งศรัทธา...นำโลกสู่สันติภาพ

Bread of Faith, Path of Peace

Verse 1

แบ่งปันอาหาร ด้วยหัวใจศรัทธา
เติมแรงกาย เติมคุณค่า ให้ชีวิตก้าวไกล
รอยยิ้มเล็ก ๆ เปลี่ยนโลกทั้งใบ
เมื่อเราหยิบยื่น ด้วยใจเมตตา

Verse 2

ขจัดความตระหนี่ ที่ซ่อนอยู่ในใจ
เปิดประตูแห่งการให้ เพื่อทุกชีวิตก้าวไป
ไม่มีผู้ใด ต้องเดียวดายอีกไกล
เมื่อความรักหลอมใจ เป็นหนึ่งเดียวกัน

Chorus

อาหารแห่งศรัทธา หล่อเลี้ยงโลกทั้งผืน
ปลูกเมล็ดแห่งความชื่น ให้เติบโตทุกวันคืน
แบ่งปันด้วยเมตตา สันติภาพยั่งยืน
จับมือกันสร้างโลกใหม่ ด้วยหัวใจแห่งธรรม

Bridge

ทรัพย์สินอาจเลือนหาย ตามกาลเวลา
แต่บุญแห่งศรัทธา ไม่มีวันจางหาย
เมื่อผู้คนแบ่งปัน ด้วยรักจากภายใน
โลกทั้งใบ จะสดใส ด้วยสันติธรรม

English Chorus

Bread of faith, feed every soul,
Love and kindness make us whole.
Share with hope, let compassion grow,
Seeds of peace the world will know.
Hand in hand, together we stand,
Building peace across the land.

[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

อันนสูตรที่ ๓
[๑๓๙] เทวดากราบทูลว่า เทวดาและมนุษย์ทั้งสองพวก ต่างก็พอใจอาหารด้วยกันทั้งนั้น เออ ก็ผู้ที่ไม่พอใจอาหารชื่อว่ายักษ์โดยแท้ ฯ [๑๔๐] พ. ชนเหล่าใดมีใจผ่องใสแล้ว ให้อาหารนั้นด้วยศรัทธา อาหารนั้นแลย่อมพะนอเขาทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เพราะ เหตุนั้นบุคคลพึงนำความตระหนี่ให้ปราศจากไป พึงข่มความ ตระหนี่ซึ่งเป็นตัวมลทินเสียให้ทาน เพราะบุญทั้งหลายเป็นที่ พึ่งของเหล่าสัตว์ในโลกหน้า ฯ

Song: Giving... The Path to Peace Inspired by the Kindada Sutta


[Verse 1]

Give the gift of food to strengthen every heart,
Free the hungry from their sorrow and their pain.
Give warm clothing to preserve each person's dignity,
Let compassion be the gift we all sustain.

[Verse 2]

Light a lamp to spark the wisdom deep inside,
Give safe journeys that connect us far and near.
Offer shelter, planting hope in every life,
Through loving kindness, drive away all fear.

[Chorus]

Give with love, give with an open heart, asking nothing in return.
Then the flowers of peace will blossom everywhere.
Share the Dhamma as a golden guiding light,
Leading every soul with wisdom beyond despair.

[Bridge]

Every worldly gift may fade with passing time,
Yet the seeds of virtue blossom evermore.
Those who share the timeless truth of Dhamma
Offer the Deathless Gift forever to the world.

[Chorus (Repeat)]

Give with kindness, give with grace,
Peace will bloom in every place.
Share the Dhamma, shine the light,
Guide the world from dark to bright.
Hand in hand, humanity,
Giving builds eternity.

Kindada Sutta: The Power of Giving as the Foundation of World Peace

The Kindada Sutta, found in the Samyutta Nikaya of the Pali Canon, presents a profound teaching that true giving is not merely the sharing of material possessions but the cultivation of lasting well-being for humanity.

In the discourse, a deva asks the Buddha: What gift gives strength? What gift gives beauty? What gift gives happiness? What gift gives sight? And what kind of giving is regarded as giving everything?

The Buddha replies that giving food is giving strength, because it sustains life. Giving clothing is giving beauty and dignity. Giving transportation brings happiness by making life easier. Giving lamps or light is giving sight, because light enables vision and wisdom. Providing shelter is considered giving everything, since it offers security, stability, and the necessities of life.

Above all, the Buddha declares that one who teaches the Dhamma gives the Deathless—the highest gift—because the Dhamma liberates people from greed, hatred, and delusion, the root causes of suffering and conflict.

Applied to today's world, the Kindada Sutta offers a practical framework for building global peace. Ending hunger, reducing poverty, ensuring access to housing, education, transportation, and energy, while promoting moral education and compassion, can create a more peaceful and harmonious society.

The Sutta reminds humanity that genuine giving is not only about material support but also about creating opportunities, inspiring hope, and cultivating wisdom. When people share both resources and virtue, inequality decreases, conflicts are reduced, and the world moves closer to lasting and sustainable peace. 

"กินททสูตร" ชี้พลังแห่งการให้ กุญแจสร้างสันติภาพโลก เริ่มจากอาหาร ที่พัก และธรรมะ

พระพุทธศาสนาได้สะท้อนหลักคิดสำคัญด้านการสร้างสังคมแห่งสันติผ่าน กินททสูตร ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ซึ่งแสดงให้เห็นว่า "การให้" มิใช่เพียงการแบ่งปันวัตถุ แต่เป็นการสร้างคุณค่าที่เกื้อกูลต่อชีวิตและสังคมอย่างยั่งยืน

เนื้อหาในพระสูตรเริ่มจากการที่เทวดาทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า สิ่งใดเป็นการให้กำลัง สิ่งใดเป็นการให้วรรณะ สิ่งใดเป็นการให้ความสุข สิ่งใดเป็นการให้จักษุ และการให้เช่นใดจึงนับว่าเป็นการให้ทุกสิ่งทุกอย่าง

พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า ผู้ให้อาหารชื่อว่าให้กำลัง เพราะอาหารหล่อเลี้ยงชีวิตและสร้างพลังในการดำรงอยู่ ผู้ให้ผ้าย่อมชื่อว่าให้วรรณะ เพราะเครื่องนุ่งห่มช่วยรักษาศักดิ์ศรีและความเหมาะสมของมนุษย์ ผู้ให้ยานพาหนะย่อมชื่อว่าให้ความสุข เพราะช่วยให้การเดินทางและการดำรงชีวิตสะดวกขึ้น ผู้ให้ประทีปหรือโคมไฟย่อมชื่อว่าให้จักษุ เพราะแสงสว่างนำไปสู่การมองเห็นและปัญญา ส่วนผู้ให้ที่พักอาศัยชื่อว่าให้ทุกสิ่งทุกอย่าง เนื่องจากเป็นรากฐานแห่งความปลอดภัย ความมั่นคง และคุณภาพชีวิต

อย่างไรก็ตาม พระพุทธองค์ทรงยกย่องสูงสุดว่า ผู้พร่ำสอนธรรมะคือผู้ให้อมฤตธรรม เพราะธรรมะเป็นแสงสว่างแห่งปัญญาที่นำมนุษย์ให้พ้นจากความทุกข์ ความโลภ ความโกรธ และความหลง ซึ่งเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งทั้งในระดับบุคคล สังคม และประชาคมโลก

นักวิชาการด้านสันติศึกษามองว่า หลักธรรมในกินททสูตรสามารถประยุกต์ใช้กับการสร้างสันติภาพโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยการร่วมกันขจัดความหิวโหย ลดความยากจน ส่งเสริมการเข้าถึงที่อยู่อาศัย การศึกษา ระบบคมนาคม และพลังงานที่ทั่วถึง ควบคู่กับการเผยแพร่คุณธรรมและการเรียนรู้เพื่อสร้างจิตสำนึกแห่งเมตตาและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม

สาระสำคัญของพระสูตรสะท้อนว่า การให้ที่แท้จริงมิใช่เพียงการมอบสิ่งของ แต่คือการสร้างโอกาส สร้างความหวัง และสร้างปัญญา เมื่อมนุษย์แบ่งปันทั้งทรัพยากรและคุณธรรมร่วมกัน ย่อมลดความเหลื่อมล้ำ ลดความขัดแย้ง และนำพาโลกไปสู่สันติภาพที่มั่นคงและยั่งยืนในที่สุด

ให้...คือหนทางแห่งสันติภาพ
(Giving Lights the Path to Peace)

Verse 1
ให้อาหาร เติมแรงใจ ให้ผู้คน
ให้หลุดพ้น ความหิวโหย ที่โศกศัลย์
ให้เสื้อผ้า รักษาศักดิ์ศรี ทุกคืนวัน
โลกแบ่งปัน ความเมตตา อย่างยั่งยืน

Verse 2
ให้แสงไฟ จุดปัญญา นำทางฝัน
ให้ยานนั้น เชื่อมผู้คน ทุกแห่งหน
ให้ที่พัก เติมความหวัง แก่ผู้คน
ให้ชีวิต พ้นทุกข์ทน ด้วยเมตตา

Chorus
ให้ด้วยรัก ให้ด้วยใจ ไม่หวังผล
สันติผล จะเบ่งบาน ทุกถิ่นฐาน
ให้ธรรมะ เป็นแสงทอง ส่องวิญญาณ
โลกจะผ่าน ความขัดแย้ง ด้วยปัญญา

Bridge
ของทุกชิ้น อาจเลือนหาย ไปตามกาล
แต่คุณธรรม ยังเบ่งบาน ทุกเวลา
ผู้แบ่งปัน ความจริงแท้ แห่งธรรมา
คือผู้มอบ อมตะธรรม แก่โลกเอย

English Chorus

Give with kindness, give with grace,
Peace will bloom in every place.
Share the Dhamma, shine the light,
Guide the world from dark to bright.
Hand in hand, humanity,
Giving builds eternity.


[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

กินททสูตรที่ ๒
[๑๓๗] เทวดาทูลถามว่า บุคคลให้สิ่งอะไรชื่อว่าให้กำลัง ให้สิ่งอะไรชื่อว่าให้วรรณะ ให้สิ่งอะไรชื่อว่าให้ความสุข ให้สิ่งอะไรชื่อว่าให้จักษุ และบุคคลเช่นไรชื่อว่าให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ข้าพระองค์ทูลถาม พระองค์ ขอพระองค์ตรัสบอกแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด ฯ [๑๓๘] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า บุคคลให้อาหารชื่อว่าให้กำลัง ให้ผ้าชื่อว่าให้วรรณะ ให้ยาน พาหนะชื่อว่าให้ความสุข ให้ประทีปโคมไฟชื่อว่าให้จักษุและ ผู้ที่ให้ที่พักพาอาศัยชื่อว่าให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ส่วนผู้ที่พร่ำสอน ธรรมชื่อว่าให้อมฤตธรรม ฯ

วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เพลง: สมุทยสูตรเมื่อรู้ความเกิด...โลกก็รู้ความดับแห่งทุกข์ (When We Know Arising, Peace Can Begin)


เพลง: สมุทยสูตร
เมื่อรู้ความเกิด...โลกก็รู้ความดับแห่งทุกข์ (When We Know Arising, Peace Can Begin)

[Verse 1]
ทุกปัญหามีเหตุให้เกิดขึ้น
ทุกความทุกข์มีวันที่ผ่านพ้น
เมื่อหัวใจเรียนรู้ความจริง
ก็ไม่หลงติดอยู่กับความกลัว

[Pre-Chorus]
สิ่งทั้งหลายเกิดแล้วก็ดับ
ดังสายน้ำที่ไม่เคยหยุดไหล

[Chorus]
เมื่อรู้ความเกิด ก็รู้ความดับ
ปล่อยใจล่องลอยไปกับความจริง
ไม่ยึดติด ไม่สร้างความชิงชัง
ให้สันติภาพผลิบานในหัวใจ

[Verse 2]
ต่างเชื้อชาติ ต่างศรัทธา ต่างภาษา
ล้วนมีความหวังไม่ต่างกัน
หากเข้าใจเหตุแห่งความขัดแย้ง
เราจะร่วมกันสร้างวันใหม่

[Bridge]
ดับความโลภ ดับความโกรธ
ดับความหลงที่กั้นทางเมตตา
เมื่อปัญญาส่องแสงในใจ
โลกก็เดินสู่หนทางแห่งสันติ

[Final Chorus]
รู้ความเกิด รู้ความดับ
รู้จักปล่อยวางด้วยปัญญา
จากหัวใจของทุกผู้คน
สันติภาพจะงอกงามทั่วโลก

[English Chorus]

Know what rises, know what fades,
Peace is born through wiser ways.
Let go of anger, fear, and pride,
Compassion be our global guide.

"สมุทยสูตร" เปิดมิติใหม่สู่สันติภาพโลก ชี้รู้ความเกิด–ความดับของขันธ์ ๕ คือกุญแจดับความขัดแย้งอย่างยั่งยืน

หลักธรรมใน สมุทยสูตรที่ ๑ และสมุทยสูตรที่ ๒ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ได้สะท้อนพระพุทธปัญญาเกี่ยวกับการรู้เท่าทัน ความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งขันธ์ ๕ อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาปัญญาและสามารถประยุกต์ใช้เป็นแนวทางสร้างสันติภาพโลกได้อย่างลึกซึ้ง

พระพุทธองค์ตรัสว่า ปุถุชนผู้ยังไม่ได้สดับพระธรรม ย่อมไม่รู้ตามความเป็นจริงถึงความเกิด ความดับ คุณ โทษ และหนทางแห่งการหลุดพ้นจากรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ จึงตกอยู่ในวงจรแห่งความยึดมั่น ความหลง และความทุกข์

ในทางตรงกันข้าม อริยสาวกผู้ได้สดับพระธรรม ย่อมเห็นตามความเป็นจริงว่า ขันธ์ ๕ ล้วนเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย ตั้งอยู่ชั่วคราว และดับไปตามธรรมชาติ พร้อมทั้งเข้าใจทั้งคุณและโทษของสิ่งเหล่านี้ ตลอดจนรู้จักวิธีปล่อยวางความยึดมั่น จึงสามารถดำรงชีวิตด้วยปัญญาและความสงบ

เมื่อนำหลักธรรมดังกล่าวมาประยุกต์ใช้กับการสร้างสันติภาพโลก จะเห็นได้ว่าความขัดแย้งทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และนานาชาติ ล้วนมีเหตุปัจจัยแห่งการเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความโลภ ความโกรธ ความหลง ความหวาดระแวง หรือการแข่งขันเพื่อผลประโยชน์ หากมนุษย์เข้าใจว่าความขัดแย้งมิใช่สิ่งถาวร แต่เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นและดับไปได้เมื่อเหตุแห่งความขัดแย้งหมดสิ้น ก็ย่อมสามารถแสวงหาแนวทางแก้ไขด้วยปัญญาแทนการใช้ความรุนแรง

สมุทยสูตรยังชี้ให้เห็นว่า การสร้างสันติภาพมิใช่เพียงการระงับเหตุแห่งความขัดแย้งภายนอก แต่ต้องเริ่มจากการรู้เท่าทันกระบวนการเกิดและดับของอารมณ์ ความคิด และความยึดมั่นภายในจิตใจ เมื่อบุคคลสามารถปล่อยวางอคติและความยึดติดได้ ความเมตตา ความเข้าใจ และการให้อภัยก็จะเกิดขึ้น นำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

นักวิชาการด้านสันติศึกษาระบุว่า หลักการรู้ความเกิดและความดับตามเหตุปัจจัยสอดคล้องกับการบริหารความขัดแย้งในโลกยุคใหม่ ซึ่งเน้นการวิเคราะห์สาเหตุเชิงระบบ การแก้ไขที่ต้นเหตุ และการสร้างความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน มากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

สมุทยสูตรจึงเป็นมากกว่าหลักธรรมเพื่อการพ้นทุกข์ส่วนบุคคล หากยังเป็นกรอบแนวคิดด้านสันติภาพที่ชี้ว่า ทุกปัญหาย่อมมีเหตุแห่งการเกิด และทุกความขัดแย้งย่อมมีหนทางแห่งการดับ เมื่อมนุษย์ร่วมกันพัฒนาปัญญา เข้าใจเหตุปัจจัย และปล่อยวางความยึดมั่น โลกก็มีโอกาสก้าวสู่สันติภาพที่มั่นคงและยั่งยืน

The Samudaya Suttas: Understanding the Arising and Cessation of the Five Aggregates as the Key to Sustainable World Peace

The First and Second Samudaya Suttas, found in the Samyutta Nikaya of the Pali Canon, present the Buddha's profound teaching on understanding the arising, cessation, benefits, dangers, and the path of release from the Five Aggregates. These teachings offer not only a path to personal liberation but also valuable principles for building lasting world peace.

The Buddha explained that ordinary people who lack true understanding fail to recognize the arising and cessation of form, feeling, perception, mental formations, and consciousness. Because of this ignorance, they become attached to impermanent phenomena and remain trapped in cycles of suffering and conflict.

In contrast, noble disciples clearly understand that the Five Aggregates arise because of causes and conditions, exist only temporarily, and inevitably cease. They recognize both the benefits and limitations of conditioned existence and understand the way to freedom through non-attachment.

Applied to modern society, these teachings reveal that conflicts—whether personal, social, or international—also arise from causes and conditions such as greed, hatred, delusion, fear, and attachment to power or identity. Since every conflict has identifiable causes, it can also cease when those causes are wisely addressed.

The Samudaya Suttas therefore encourage humanity to move beyond merely suppressing violence. Instead, they advocate understanding the roots of conflict, cultivating wisdom, reducing attachment, and promoting compassion, forgiveness, and dialogue.

Peace scholars observe that this principle aligns closely with contemporary conflict transformation, which emphasizes addressing root causes rather than merely treating symptoms. Through wisdom, empathy, and cooperative problem-solving, societies can create sustainable peace.

Ultimately, the Samudaya Suttas teach that genuine peace begins with understanding the law of arising and cessation. When individuals and nations recognize that all conditioned phenomena are impermanent and learn to let go of attachment, a more peaceful, compassionate, and harmonious world becomes possible. 

[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

๒. สมุทยสูตรที่ ๑
ว่าด้วยการไม่รู้ความเกิดดับแห่งขันธ์ ๕
[๑๕๐] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้ว ย่อมไม่ ทราบชัดตามความเป็นจริง ซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่ง รูป ฯลฯ แห่งเวทนา ฯลฯ แห่งสัญญา ฯลฯ แห่งสังขาร ฯลฯ แห่งวิญญาณ. ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ส่วนอริยสาวก ผู้ได้สดับแล้ว ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง ซึ่งความเกิด ความ ดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป ฯลฯ แห่งเวทนา ฯลฯ แห่งสัญญา ฯลฯ แห่งสังขาร ฯลฯ แห่งวิญญาณ.
๓. สมุทยสูตรที่ ๒
ว่าด้วยการรู้ความเกิดดับแห่งขันธ์ ๕
[๑๕๑] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อมรู้ชัด ตามความเป็นจริง ซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป ฯลฯ แห่งเวทนา ฯลฯ แห่งสัญญา ฯลฯ แห่งสังขาร ฯลฯ แห่งวิญญาณ.

เพลง: อัสสาทสูตรเห็นทั้งคุณ ทั้งโทษ แล้วปล่อยวาง (See the Benefit, Know the Danger, Let It Go)



เพลง: อัสสาทสูตรเห็นทั้งคุณ ทั้งโทษ แล้วปล่อยวาง (See the Benefit, Know the Danger, Let It Go)

[Verse 1]
ทุกสิ่งมีด้านที่งดงาม
ทุกสิ่งมีความเปลี่ยนแปลงซ่อนอยู่
สุขเพียงชั่วคราว มิอาจคงทน
หากยึดไว้มากเกิน ย่อมก่อทุกข์ในใจ

[Pre-Chorus]
มองให้ครบทั้งคุณและโทษ
ปัญญาจะเปิดทางแห่งอิสรภาพ

[Chorus]
เห็นทั้งคุณ เห็นทั้งโทษ
เรียนรู้ที่จะปล่อยวางด้วยหัวใจ
ไม่ยึดติด ไม่แบ่งแยกใคร
สันติภาพจะเริ่มต้นในวันนี้

[Verse 2]
เมื่อโลกเลือกปัญญาแทนอาวุธ
เมื่อเมตตาอยู่เหนือความหวาดกลัว
ทุกชนชาติจะจับมือกัน
สร้างวันพรุ่งนี้ที่งดงามกว่าเดิม

[Bridge]
อย่าให้ความโลภครอบงำชีวิต
อย่าให้ความโกรธเผาผลาญหัวใจ
ปล่อยอัตตา ปล่อยความหลงใหล
แล้วโลกจะสดใสด้วยสันติธรรม

[Final Chorus]
เห็นทั้งคุณ เห็นทั้งโทษ
นี่คือหนทางแห่งการตื่นรู้
ปล่อยวางด้วยปัญญาอันงดงาม
ให้โลกทั้งโลก...ก้าวสู่สันติภาพ

[English Chorus]

See the good, know the cost,
Do not cling to what is lost.
Wisdom lights the peaceful way,
Let compassion lead today.

"อัสสาทสูตร" ชี้หนทางสร้างสันติภาพโลก ด้วยการรู้เท่าทันคุณ โทษ และการปล่อยวางขันธ์ ๕

พระธรรมคำสอนใน อัสสาทสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 17 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 9 สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ข้อที่ 1 ได้สะท้อนหลักธรรมสำคัญเกี่ยวกับการรู้เท่าทัน คุณ (อัสสาทะ) โทษ (อาทีนวะ) และอุบายเครื่องสลัดออก (นิสสรณะ) แห่งขันธ์ ๕ ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาปัญญาและสามารถประยุกต์ใช้กับการสร้างสันติภาพโลกในยุคปัจจุบัน

พระพุทธองค์ตรัสว่า ปุถุชนผู้ยังไม่ได้สดับธรรม ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงถึงคุณ โทษ และอุบายแห่งการสลัดออกจากรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ จึงตกอยู่ในความยึดมั่น ความหลง และการแสวงหาความสุขจากสิ่งที่ไม่เที่ยง

ตรงกันข้าม อริยสาวกผู้ได้สดับพระธรรม ย่อมพิจารณาเห็นตามความเป็นจริงว่า ขันธ์ ๕ แม้จะมีด้านที่ให้ความพึงพอใจ แต่ก็แฝงไว้ด้วยความไม่เที่ยง ความแปรปรวน และความทุกข์ พร้อมทั้งรู้หนทางแห่งการปล่อยวาง ไม่ยึดติด จนเกิดความหลุดพ้นจากเครื่องร้อยรัดทั้งปวง

เมื่อนำหลักธรรมดังกล่าวมาประยุกต์ใช้กับการสร้างสันติภาพโลก จะพบว่าความขัดแย้งในสังคมและประชาคมโลกจำนวนมากเกิดจากการยึดติดในผลประโยชน์ อำนาจ ทรัพย์สิน ชื่อเสียง อัตลักษณ์ และอุดมการณ์ โดยมองเห็นเพียง "คุณ" หรือผลประโยชน์ที่ได้รับ แต่ละเลย "โทษ" ที่ตามมา ทั้งความแตกแยก ความรุนแรง และความสูญเสีย

อัสสาทสูตรจึงเสนอแนวคิดแห่ง "ปัญญาสมดุล" คือ การพิจารณาทุกสิ่งอย่างรอบด้าน เห็นทั้งประโยชน์และผลกระทบ พร้อมแสวงหาวิธีคลี่คลายความยึดมั่นอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่ด้วยการทำลายล้าง หากแต่ด้วยการเจรจา ความเข้าใจ และการปล่อยวางอคติ

นักสันติศึกษามองว่า หากผู้นำประเทศ นักการเมือง ภาคธุรกิจ และประชาชนทั่วโลกต่างฝึกฝนการมองเห็นทั้งคุณ โทษ และหนทางออกจากความยึดติด การตัดสินใจจะตั้งอยู่บนปัญญามากกว่าอารมณ์ ลดการแข่งขันที่นำไปสู่ความขัดแย้ง และเพิ่มความร่วมมือเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

อัสสาทสูตรจึงมิใช่เพียงหลักธรรมเพื่อการพ้นทุกข์ของปัจเจกบุคคล หากยังเป็นกรอบความคิดสำหรับการบริหารความขัดแย้งในระดับสังคมและนานาชาติ ชี้ให้เห็นว่าสันติภาพที่ยั่งยืนเกิดขึ้นได้ เมื่อมนุษย์เรียนรู้ที่จะมองเห็นทั้งคุณ โทษ และรู้จักปล่อยวางความยึดมั่นในขันธ์ ๕ ด้วยปัญญาอันถูกต้อง อันจะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจ ความเมตตา และสันติสุขที่ยั่งยืนของมวลมนุษยชาติ

The Assāda Sutta: Understanding Benefits, Dangers, and Liberation from the Five Aggregates as a Path to World Peace

The Assāda Sutta, found in the Samyutta Nikaya of the Pali Canon, presents a profound teaching on understanding the benefit (assāda), danger (ādīnava), and escape (nissaraṇa) concerning the Five Aggregates. This wisdom provides an important foundation for personal awakening and offers meaningful guidance for building lasting world peace.

The Buddha explained that ordinary people who have not deeply understood the Dhamma fail to recognize the true nature of form, feeling, perception, mental formations, and consciousness. They become attached to temporary pleasures and overlook the suffering and instability hidden within conditioned existence.

In contrast, noble disciples clearly understand both the attractive aspects and the inherent limitations of the Five Aggregates. More importantly, they know the path of release through non-attachment, thereby attaining freedom from suffering.

Applied to the modern world, this teaching highlights that many global conflicts arise because individuals, organizations, and nations focus only on immediate benefits—such as wealth, power, status, identity, or ideology—while ignoring the long-term dangers that accompany attachment, including division, violence, injustice, and suffering.

The Assāda Sutta therefore encourages balanced wisdom: seeing both advantages and disadvantages before making decisions, and seeking liberation from excessive attachment rather than domination over others. Such an approach promotes dialogue, mutual understanding, compassion, and peaceful conflict resolution.

Peace researchers suggest that if world leaders, policymakers, businesses, and citizens cultivate this balanced perspective, decisions will be guided by wisdom instead of greed or anger. Cooperation will replace confrontation, and sustainable peace will become more achievable.

Ultimately, the Assāda Sutta teaches that genuine peace begins with inner wisdom. By understanding benefits, recognizing dangers, and practicing the path of letting go, humanity can build a future founded on compassion, justice, mutual respect, and enduring world peace. 

[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

๑. อัสสาทสูตร

ว่าด้วยคุณโทษและอุบายสลัดออกแห่งขันธ์ ๕
[๑๔๙] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้ว ย่อมไม่ รู้ชัดตามความเป็นจริง ซึ่งคุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป ฯลฯ แห่งเวทนา ฯลฯ แห่งสัญญา ฯลฯ แห่งสังขาร ฯลฯ แห่งวิญญาณ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนอริยสาวก ผู้ได้ สดับแล้ว ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง ซึ่งคุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป ฯลฯ แห่งเวทนา ฯลฯ แห่งสัญญา ฯลฯ แห่งสังขาร ฯลฯ แห่งวิญญาณ.

เพลง: สุราธสูตร ปลดปล่อยใจจาก ตัวกู-ของกู เพื่อโลกสงบ (Let Go of Me, Embrace World Peace)


เพลง: สุราธสูตร 
ปลดปล่อยใจจาก ตัวกู-ของกู เพื่อโลกสงบ (Let Go of  Me, Embrace World Peace)

[Verse 1]
เมื่อใจยังยึดว่าเป็นของเรา
โลกก็เต็มไปด้วยเงาแห่งความกลัว
แบ่งเขาแบ่งเรา ไม่รู้จักพอ
ไฟแห่งความโกรธยังคงเผาผลาญ

[Pre-Chorus]
เมื่อมองด้วยปัญญาอันแจ่มใส
ทุกสิ่งล้วนแปรเปลี่ยนไปตามกาล

[Chorus]
ไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นตัวเรา
ปล่อยวางความยึดมั่นที่กักขังใจ
เมตตาจะผลิบาน ดุจแสงอรุณใหม่
สันติภาพเริ่มต้นจากภายใน

[Verse 2]
เมื่อทุกผู้คนลดละอัตตา
กำแพงแห่งความเกลียดชังก็พังทลาย
ต่างศาสนา ต่างภาษา ต่างเชื้อสาย
ยังร่วมแบ่งปันโลกใบเดียวกัน

[Bridge]
ไม่มีผู้ชนะจากสงคราม
แต่มีผู้ชนะจากการให้อภัย
เมื่อหัวใจเรียนรู้ความจริง
โลกทั้งใบก็ยิ้มได้อีกครั้ง

[Final Chorus]
ไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นตัวเรา
นี่คือทางแห่งอิสรภาพอันยั่งยืน
จากสุราธสูตรสู่โลกทั้งผืน
ให้สันติภาพเบ่งบาน...ตราบนานเท่านาน

[English Chorus]

This is not mine, this is not me,
Freedom begins when the heart can see.
Let compassion light the human way,

And peace will bloom across the world today. 

"สุราธสูตร" ชี้ทางสร้างสันติภาพโลก ด้วยการละอัตตา ปลดปล่อยใจจาก 'ตัวกู-ของกู' สู่สังคมแห่งความสงบ

พระธรรมคำสอนใน สุราธสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 17 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 9 สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ข้อที่ 10 ได้สะท้อนหลักธรรมอันลึกซึ้งว่าด้วยการมีจิตใจปราศจาก อหังการ มมังการ และมานานุสัย ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้เป็นแนวทางสำคัญในการสร้างสันติภาพทั้งในระดับบุคคล สังคม และประชาคมโลก

เนื้อหาในพระสูตรกล่าวถึงเหตุการณ์ที่พระสุราธะได้ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า บุคคลควรรู้และเห็นอย่างไร จึงจะสามารถละอหังการ ความยึดถือว่าเป็น "เรา" และ "ของเรา" รวมทั้งก้าวล่วงความถือตัวได้อย่างสิ้นเชิง

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า อริยสาวกพึงพิจารณารูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ด้วยปัญญาตามความเป็นจริงว่า "นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา และนั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา" เมื่อเห็นแจ้งเช่นนี้ ย่อมหลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่น จิตใจย่อมปลอดจากอหังการ มมังการ และมานานุสัย ก้าวล่วงความถือตัว เข้าสู่ความสงบอันประเสริฐ

หลักธรรมดังกล่าวสามารถประยุกต์ใช้กับการสร้างสันติภาพโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากความขัดแย้งในโลกส่วนใหญ่มีรากเหง้ามาจากการยึดมั่นในอัตลักษณ์ ผลประโยชน์ เชื้อชาติ ศาสนา อุดมการณ์ และอำนาจ เมื่อมนุษย์ลดการยึดติดใน "ตัวเรา" และเปิดใจยอมรับความแตกต่างด้วยปัญญา ความเกลียดชัง การแบ่งแยก และความรุนแรงย่อมลดลง

นักวิชาการด้านสันติศึกษามองว่า หลัก "ไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา" เป็นพื้นฐานของการสร้างวัฒนธรรมแห่งการให้อภัย การอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี มากกว่าการใช้อำนาจหรือความรุนแรง

สุราธสูตรจึงมิได้เป็นเพียงหลักธรรมเพื่อการพัฒนาจิตใจ หากยังเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับการสร้างสังคมแห่งสันติภาพอย่างยั่งยืน โดยเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจของแต่ละบุคคล เมื่อความยึดมั่นลดลง ความเมตตา ความกรุณา และปัญญาย่อมเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดความสงบสุขทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน ประเทศ และประชาคมโลก

พระสูตรยังบันทึกว่า ภายหลังได้รับฟังพระธรรมเทศนา พระสุราธะได้บรรลุพระอรหัตผล เป็นหนึ่งในพระอรหันต์ทั้งหลาย แสดงให้เห็นว่าการรู้แจ้งตามความเป็นจริงคือหนทางแห่งอิสรภาพจากทุกข์ และเป็นรากฐานสำคัญของสันติภาพที่แท้จริง

Suratha Sutta: Letting Go of Ego as the Foundation of World Peace

The Suratha Sutta, found in the Samyutta Nikaya of the Pali Canon, presents a profound teaching on eliminating ego, possessiveness, and latent pride. Its wisdom offers valuable guidance for cultivating peace within individuals, societies, and the global community.

In this discourse, Venerable Suratha asked the Buddha how one should understand reality in order to free the mind from ego, attachment to "I" and "mine," and the tendency toward conceit.

The Buddha replied that a noble disciple should contemplate all forms, feelings, perceptions, mental formations, and consciousness—whether past, present, or future—with true wisdom, realizing: "This is not mine. This I am not. This is not my self." Through such insight, one becomes liberated from attachment, transcends conceit, and attains inner peace.

Applied to today's world, this teaching provides a powerful foundation for global peacebuilding. Many conflicts arise from attachment to identity, nationality, religion, ideology, power, and personal interests. When individuals learn to let go of excessive self-centeredness and embrace wisdom, compassion naturally replaces hatred, discrimination, and violence.

The Suratha Sutta teaches that genuine peace begins within the human mind. By abandoning ego and cultivating insight, people become more compassionate, respectful of differences, and committed to peaceful coexistence.

This timeless Buddhist teaching demonstrates that lasting peace cannot be achieved solely through political agreements or military power. Instead, it arises from inner transformation—when humanity recognizes the impermanent and selfless nature of existence. Such wisdom creates the foundation for reconciliation, mutual respect, and sustainable world peace.

The sutta concludes by recording that Venerable Suratha attained arahantship after hearing the Buddha's teaching, illustrating that liberation through wisdom is the highest form of peace and the ultimate freedom from suffering.

[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

๑๐. สุราธสูตร
ว่าด้วยการมีใจปราศจากอหังการมมังการและมานานุสัย
[๑๔๘] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ณ ที่นั้นแล ท่านพระสุราธะ ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาค ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อบุคคลรู้เห็นอย่างไร จึงจะมีใจปราศจากอหังการ มมังการ และมานานุสัย ในกายที่มีวิญญาณนี้ และในสรรพนิมิตภายนอก ก้าวล่วงมานะด้วยดี สงบ ระงับ พ้นวิเศษแล้ว. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสุราธะ รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ฯลฯ อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ อริยสาวก พิจารณาเห็นรูปทั้งหมดนั้น ด้วยปัญญาอัน ชอบ ตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ดังนี้แล้ว เป็นผู้หลุดพ้นเพราะไม่ถือมั่น. เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง อริยสาวก พิจารณาเห็นวิญญาณทั้งหมดนั้น ด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง อย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ ตัวตนของเรา ดังนี้แล้ว เป็นผู้หลุดพ้นเพราะไม่ถือมั่น. ดูกรสุราธะ บุคคลเมื่อรู้เห็นอย่างนี้แล จึงจะมีใจปราศจากอหังการ มมังการ และมานานุสัย ในกายที่มีวิญญาณนี้ และในสรรพนิมิต ภายนอก ก้าวล่วงมานะด้วยดี สงบระงับ พ้นวิเศษแล้ว ฯลฯ ท่านพระสุราธะ ได้เป็นพระอรหันต์ องค์หนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย.

เพลง: ราธสูตรไม่ใช่ของเรา...โลกจึงเป็นหนึ่งเดียว (Not Mine, One World)


เพลง: ราธสูตร
ไม่ใช่ของเรา...โลกจึงเป็นหนึ่งเดียว (Not Mine, One World)

[Verse 1]
เมื่อใจปล่อยคำว่า "ของฉัน"
เมฆแห่งความหลงก็เลือนหาย
รูปนามล้วนแปรเปลี่ยนไป
ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ตลอดกาล

[Verse 2]
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
เพียงกระแสที่ผ่านเข้ามา
เมื่อเห็นตามจริงด้วยปัญญา
ใจจึงพ้นจากการยึดถือ

[Pre-Chorus]
ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวเรา
ทุกชีวิตต่างเดินบนทางเดียวกัน
เมตตาจะเชื่อมหัวใจทุกวัน
เปลี่ยนโลกนั้นให้เป็นสันติ

[Chorus]
ไม่ใช่ของเรา...โลกจึงเป็นหนึ่งเดียว
ไม่มีพรมแดนของความเกลียดชัง
เมื่ออัตตาสลาย ความรักก็เบ่งบาน
จับมือกันสร้างโลกแห่งความหวัง

[Bridge]
No "I", no "Mine", no walls divide,
With open hearts we walk beside.
Wisdom shines and fear will cease,
Together we become the path of peace.

[Final Chorus]
ไม่ใช่ของเรา...โลกจึงเป็นหนึ่งเดียว
ทุกศาสนา ทุกผู้คน คือเพื่อนร่วมทาง
ด้วยเมตตา ปัญญา และความเข้าใจ
สันติภาพจะงดงาม...ตลอดไป

[Ending]
"This is not mine, this is not me, this is not my self."

One World... One Peace... One Humanity. 

"ราธสูตร" เปิดหลักธรรมดับอัตตา สร้างสันติภาพโลกด้วยการละอหังการและมมังการ

พระพุทธศาสนายังคงนำเสนอหลักธรรมที่สามารถประยุกต์ใช้กับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของโลกได้อย่างลุ่มลึก โดย ราธสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ว่าด้วย "การไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัย" เป็นพระสูตรที่ชี้ให้เห็นว่าการยึดมั่นในตัวตนคือรากเหง้าของความขัดแย้งทั้งในระดับบุคคลและระดับสังคม

เนื้อหาในพระสูตรกล่าวถึงท่านพระราธะที่เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคและกราบทูลถามว่า บุคคลจะรู้เห็นอย่างไร จึงจะไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัย ทั้งในกายที่มีวิญญาณและในสรรพนิมิตภายนอก

พระพุทธองค์ตรัสว่า อริยสาวกพึงพิจารณารูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ทั้งภายในและภายนอก หยาบหรือละเอียด ไกลหรือใกล้ ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงว่า "นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา" เมื่อเห็นตามความจริงเช่นนี้ ย่อมไม่มีอหังการ ความถือว่า "เรา" ไม่มีมมังการ ความถือว่า "ของเรา" และไม่มีมานานุสัย ความถือตัวฝังลึกในจิตใจ จนในที่สุดท่านพระราธะได้บรรลุพระอรหัตผล

นักวิชาการด้านสันติศึกษามองว่า หลักธรรมในราธสูตรสามารถประยุกต์ใช้กับการสร้างสันติภาพโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากความขัดแย้งส่วนใหญ่ของโลกเกิดจากการยึดติดในอัตลักษณ์ เชื้อชาติ ศาสนา อุดมการณ์ อำนาจ ดินแดน และผลประโยชน์ เมื่อแต่ละฝ่ายยึดมั่นว่า "ฉัน" และ "ของฉัน" จึงนำไปสู่การแข่งขัน การแบ่งแยก และความรุนแรง

หากผู้นำประเทศ องค์กรระหว่างประเทศ และประชาชนทั่วโลกนำหลักการพิจารณาตามความเป็นจริงว่า ทุกสิ่งล้วนไม่เที่ยง ไม่ใช่ของเรา และไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง มาประยุกต์ใช้ จะช่วยลดอัตตา เปิดพื้นที่ให้เกิดการรับฟังซึ่งกันและกัน และส่งเสริมการเจรจาอย่างสันติ

ในระดับบุคคล หลักธรรมนี้ช่วยลดความเห็นแก่ตัว ความโกรธ และความหลง ทำให้เกิดเมตตาและกรุณา ในระดับสังคมช่วยลดการแบ่งแยกทางความคิดและวัฒนธรรม ส่วนในระดับโลก เป็นแนวคิดที่สนับสนุนการทูตเชิงสันติ การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการสร้างความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมของมนุษยชาติ

ราธสูตรจึงมิใช่เพียงคำสอนเพื่อการหลุดพ้นทางจิตวิญญาณ หากยังเป็นหลักคิดที่สามารถนำมาใช้เป็นรากฐานของ "วัฒนธรรมแห่งสันติภาพ" โดยเริ่มจากการละอหังการ มมังการ และมานานุสัย เพื่อสร้างโลกที่เต็มไปด้วยปัญญา ความเมตตา และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและยั่งยืน

The Rādha Sutta: Overcoming Ego and Attachment as a Path to World Peace

The Buddha's teachings continue to offer profound guidance for addressing global conflicts. The Rādha Sutta, found in the Saṃyutta Nikāya (Khanda Vagga), explains how to eliminate ego, possessiveness, and the latent tendency toward conceit. It teaches that attachment to the ideas of "I" and "mine" is the root cause of conflict, both within individuals and among societies.

In the discourse, Venerable Rādha asked the Buddha how one could live free from ego, possessiveness, and conceit regarding the body and all external phenomena.

The Buddha replied that noble disciples contemplate all forms, feelings, perceptions, mental formations, and consciousness—whether past, present, or future; internal or external; coarse or subtle; near or far—with right wisdom, realizing: "This is not mine. This I am not. This is not my self." Through this direct insight, ego, possessiveness, and conceit disappear. Venerable Rādha later attained arahantship.

Peace studies scholars explain that this teaching has significant value for building world peace. Many global conflicts arise from attachment to identity, race, religion, ideology, territory, power, and national interests. When individuals and nations cling to the notions of "I" and "mine," competition, division, and violence naturally follow.

Applying the wisdom of the Rādha Sutta encourages leaders and citizens alike to recognize the impermanent and selfless nature of all conditioned phenomena. Such understanding nurtures humility, mutual respect, dialogue, and peaceful cooperation.

At the personal level, the teaching reduces selfishness, anger, and delusion while cultivating compassion and wisdom. At the societal level, it promotes harmony among diverse cultures and beliefs. At the global level, it supports peaceful diplomacy, respect for human dignity, and international collaboration in solving common challenges.

The Rādha Sutta is therefore not only a path toward personal liberation but also a timeless framework for building a global culture of peace through the abandonment of ego, possessiveness, and conceit.

[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

๙. ราธสูตร
ว่าด้วยการไม่มีอหังการมมังการและมานานุสัย
[๑๔๗] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ณ ที่นั้นแล ท่านพระราธะ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลรู้เห็นอย่างไร จึงจะไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัย ในกายที่มีวิญญาณนี้ และในสรรพนิมิตภายนอก. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรราธะ รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ อริยสาวก ย่อมพิจารณาเห็นรูปทั้งหมดนั้น ด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง อย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวของเรา. เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง สัญญาอย่างใด อย่างหนึ่ง สังขาร เหล่าใดเหล่าหนึ่ง วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน ฯลฯ อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ อริยสาวก ย่อมพิจารณาเห็นวิญญาณทั้งหมดนั้นด้วยปัญญา อันชอบ ตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา. ดูกรราธะ บุคคลรู้เห็นอย่างนี้แล จึงไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัย ในกายที่มีวิญญาณนี้ และในสรรพนิมิตภายนอก ฯลฯ ท่านพระราธะได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในจำนวนพระ- *อรหันต์ทั้งหลาย.

เพลง: รชนิยสัณฐิตสูตร ปล่อยวาง...โลกจึงสงบ (Let Go, Let Peace Grow)



เพลง: รชนิยสัณฐิตสูตร ปล่อยวาง...โลกจึงสงบ (Let Go, Let Peace Grow)

[Verse 1]
รูปและนามล้วนแปรเปลี่ยนไป
สุขและทุกข์ไม่เคยอยู่ไกล
เมื่อใจยึดมั่น โลกก็วุ่นวาย
ปล่อยวางเสียได้ ใจเป็นอิสระ

[Pre-Chorus]
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ล้วนเป็นเพียงทางผ่านของกาลเวลา
เรียนรู้ความจริง ด้วยปัญญา
แล้วเมตตาจะผลิบาน

[Chorus]
ปล่อยวาง...โลกจึงสงบ
ปล่อยใจพบความสุขอันยั่งยืน
เมื่อไม่มีความโลภ ไม่มีความขุ่นขืน
สันติภาพก็จะคืน สู่ทุกหัวใจ

[Verse 2]
คนทุกชาติคือเพื่อนร่วมทาง
ต่างแสวงหาความหวังไม่ต่างกัน
หากแบ่งปันเมตตาทุกวัน
โลกทั้งผองจะเป็นบ้านเดียวกัน

[Bridge ]
Let go of craving, let wisdom shine,
Leave fear behind, let hearts align.
Compassion grows where egos cease,
Together we build a world of peace.

[Final Chorus]
ปล่อยวาง...โลกจึงสงบ
รักแทนความเกลียดทุกหนแห่ง
เมื่อปัญญาส่องทางให้เข้มแข็ง
โลกจะเปลี่ยนแปลง ด้วยสันติภาพ
Let Go, Let Peace Grow... Forever.


"รชนิยสัณฐิตสูตร" ชี้หนทางดับความกำหนัด สู่รากฐานแห่งสันติภาพโลกด้วยการปล่อยวางความยึดติด

พระพุทธศาสนาได้มอบหลักธรรมอันลึกซึ้งที่สามารถประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของมนุษยชาติได้อย่างร่วมสมัย โดย รชนิยสัณฐิตสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เป็นพระสูตรที่ว่าด้วย "การละความพอใจในสิ่งที่จูงใจให้กำหนัด" ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ต้นเหตุของความทุกข์และความขัดแย้งมิได้อยู่ที่สิ่งภายนอก แต่อยู่ที่ความยึดมั่นและความพอใจของจิตใจมนุษย์

เนื้อหาในพระสูตรกล่าวถึงภิกษุรูปหนึ่งที่เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อขอฟังธรรมโดยย่อ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "สิ่งใดจูงใจให้กำหนัด เธอควรละความพอใจในสิ่งนั้นเสีย" ภิกษุรูปนั้นได้อธิบายความเข้าใจว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ หรือขันธ์ ๕ ทั้งหมด ล้วนเป็นเหตุให้เกิดความกำหนัด จึงควรละความยึดติดในสิ่งเหล่านั้น พระพุทธองค์ทรงรับรองว่าภิกษุรูปนั้นเข้าใจธรรมอย่างถูกต้อง และในที่สุดได้บรรลุพระอรหัตผล

นักวิชาการด้านสันติศึกษาระบุว่า หลักธรรมดังกล่าวสามารถประยุกต์ใช้กับการสร้างสันติภาพโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะความขัดแย้งระหว่างบุคคล สังคม ประเทศ และประชาคมโลก มักเกิดจากความโลภ ความยึดมั่นในผลประโยชน์ อัตลักษณ์ อำนาจ และทรัพยากร เมื่อมนุษย์รู้จักลดความยึดติดและปล่อยวางความกำหนัดที่เกิดจากขันธ์ ๕ จะช่วยลดความเกลียดชัง ความอิจฉาริษยา และการแข่งขันที่นำไปสู่ความรุนแรง

ในระดับบุคคล หลักธรรมนี้ช่วยให้เกิดสติ รู้เท่าทันอารมณ์ และไม่ตกเป็นทาสของความอยาก ในระดับสังคมช่วยสร้างความเข้าใจ ความอดทน และการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพซึ่งกันและกัน ส่วนในระดับนานาชาติ หลักการไม่ยึดติดในผลประโยชน์ฝ่ายเดียว จะเอื้อต่อการเจรจา การประนีประนอม และความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาโลก ทั้งด้านสงคราม ความยากจน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และวิกฤตมนุษยธรรม

รชนิยสัณฐิตสูตรจึงมิได้เป็นเพียงหลักธรรมสำหรับการพัฒนาจิตใจของปัจเจกบุคคลเท่านั้น หากยังเป็นแนวทางแห่ง "สันติภาพเชิงโครงสร้าง" ที่เริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจ เมื่อมนุษย์ลดความกำหนัด ลดการยึดมั่นถือมั่น โลกก็มีโอกาสก้าวสู่สันติภาพที่ยั่งยืน อันตั้งอยู่บนพื้นฐานของปัญญา เมตตา และการปล่อยวางอย่างแท้จริง

Rajaniya-Saṇṭhita Sutta: Letting Go of Attachment as a Foundation for World Peace

The Buddha's teachings offer profound wisdom that remains relevant to solving today's global conflicts. The Rajaniya-Saṇṭhita Sutta, found in the Saṃyutta Nikāya (Khanda Vagga), teaches "the abandonment of delight in objects that arouse attachment." It reveals that the true source of suffering and conflict is not external circumstances but the mind's attachment and craving.

According to the sutta, a monk requested a brief teaching from the Buddha. The Buddha replied, "Whatever gives rise to attachment, abandon delight in that." The monk understood that form, feeling, perception, mental formations, and consciousness—the Five Aggregates—are all objects that can generate attachment. Therefore, one should let go of delight in each of them. The Buddha praised his understanding, and the monk eventually attained arahantship.

Scholars of peace studies suggest that this teaching has profound implications for building world peace. Most conflicts among individuals, communities, and nations arise from greed, attachment to power, identity, wealth, territory, and personal interests. When people learn to let go of attachment to the Five Aggregates, hatred, jealousy, and destructive competition naturally diminish.

On the personal level, the teaching cultivates mindfulness and emotional wisdom. At the social level, it encourages tolerance, mutual respect, and peaceful coexistence. At the international level, freedom from excessive attachment to self-interest promotes dialogue, reconciliation, and global cooperation in addressing war, poverty, climate change, and humanitarian crises.

The Rajaniya-Saṇṭhita Sutta is therefore not merely a teaching for personal liberation but also a practical philosophy for structural and global peace. By transforming the human mind through wisdom, compassion, and non-attachment, humanity can move toward a peaceful and sustainable future. 

[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

๘. รชนิยสัณฐิตสูตร
ว่าด้วยการละความพอใจในสิ่งที่จูงใจให้กำหนัด
[๑๔๖] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ภิกษุรูปหนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวาย อภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระ- *องค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดประทานพระวโรกาส โปรดแสดงพระธรรมเทศนา โดย สังเขปแก่ข้าพระองค์ ที่ข้าพระองค์ได้สดับแล้ว ฯลฯ มีใจมั่นคงอยู่เถิด. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ สิ่งใดแล จูงใจให้กำหนัด เธอควรละความพอใจ ในสิ่งนั้นเสีย. ภิ. ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ทราบแล้ว ข้าแต่พระสุคต ข้าพระองค์ทราบแล้ว. พ. ดูกรภิกษุ ก็เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารได้อย่างไร เล่า? ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ล้วนจูงใจให้ กำหนัด ข้าพระองค์ควรละพอใจในสิ่งนั้นๆ เสีย. ข้าพระองค์รู้ซึ้งถึงอรรถแห่งพระดำรัสที่ พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่างนี้แล. พ. ดีแล้วๆ ภิกษุ เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่างดี แล้ว. ดูกรภิกษุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ล้วนจูงใจให้กำหนัด ควรละ ความพอใจในสิ่งนั้นๆ เสีย. เธอพึงทราบอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่าง นี้เถิด ฯลฯ ภิกษุรูปนั้น ได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย.

เพลง: อนัตตนิยสูตร ปล่อยวางบ่แม่นของเฮา ก้าวสู่สันติภาพโลก



เพลง: อนัตตนิยสูตร  ปล่อยวางบ่แม่นของเฮา ก้าวสู่สันติภาพโลก

โอ้ละหนอ... สาธุชนทั้งหลายเอ้ย...

พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ในอนัตตนิยสูตรว่า
"อันใดบ่แม่นของเฮา อย่าไปยึด อย่าไปถือ อย่าไปหลงว่าเป็นของโต"

รูปกะเปลี่ยน เวทนากะแปร
สัญญากะเลือน สังขารกะเสื่อม
วิญญาณกะหมุนเวียนคือสายน้ำ
บ่มีหยังเที่ยงแท้ดอกพี่น้องเอ้ย

ย้อนความยึดถือ
โลกจั่งมีการแก่งแย่ง
ย้อนความอยากได้
โลกจั่งมีสงคราม
ย้อนอัตตาตัวตน
คนจั่งเบียดเบียนกันบ่แล้วบ่เลิก

ถ้าหัวใจฮู้จักปล่อยวาง
เมตตาสิเติบใหญ่
กรุณาสิผลิบาน
การให้อภัยสิเป็นสะพาน
เชื่อมหัวใจคนทั้งโลก

ผู้นำถ้าปล่อยวางอำนาจ
ประชาชนถ้าปล่อยวางความเกลียด
ประเทศต่าง ๆ ถ้าปล่อยวางความโลภ
โลกนี้กะสิเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
แทนเสียงปืน
แทนเสียงระเบิด
แทนความแตกแยก

พระธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
จึงบ่แม่นมีไว้เพื่ออ่าน
แต่มีไว้เพื่อปฏิบัติ

ปล่อยวางความยึดมั่น
ปล่อยวางความเห็นแก่โต
ปล่อยวางคำว่า "ของกู ของสู"

เมื่อใจเป็นอิสระ
ความทุกข์กะดับ
ความขัดแย้งกะลด
สันติภาพกะเกิด

ขอให้ทุกคนตั้งมั่นในเมตตา
ดำเนินชีวิตด้วยปัญญา
เห็นโลกตามความเป็นจริง
สร้างครอบครัวให้สงบ
สร้างสังคมให้สามัคคี
สร้างโลกใบนี้ให้เป็นแผ่นดินแห่งสันติสุข

สาธุ... สาธุ... สาธุ... 

“อนัตตนิยสูตร” ชี้ทางสร้างสันติภาพโลก นักวิชาการเสนอ ‘ละความยึดมั่นว่าเป็นของตน’ คือรากฐานแห่งการยุติความขัดแย้ง

พระนครสาวัตถี – หลักธรรมใน อนัตตนิยสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 17 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 9 สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ได้รับการยกขึ้นเป็นแนวทางสำคัญในการประยุกต์ใช้เพื่อการสร้างสันติภาพโลก โดยชี้ให้เห็นว่าต้นเหตุของความขัดแย้งทั้งในระดับบุคคล สังคม และนานาชาติ ล้วนเกิดจากความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เห็นว่าเป็น “ของเรา” หรือ “ตัวเรา”

เนื้อหาในพระสูตรกล่าวถึงภิกษุรูปหนึ่งที่เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและทูลขอพระธรรมเทศนาโดยย่อ พระพุทธองค์ตรัสว่า “สิ่งใดไม่ใช่ของตน เธอควรละความพอใจในสิ่งนั้นเสีย” ภิกษุได้แสดงความเข้าใจว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ หรือขันธ์ 5 มิใช่ของตน จึงไม่ควรยึดติดหรือหลงยินดีในสิ่งเหล่านั้น พระพุทธองค์ทรงรับรองว่าเป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง และภิกษุรูปนั้นได้บรรลุพระอรหันต์ในที่สุด

นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาและสันติศึกษาระบุว่า หลักธรรมดังกล่าวสามารถประยุกต์ใช้กับการสร้างสันติภาพโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะเมื่อมนุษย์ลดอัตตา ลดความเห็นแก่ตน และไม่ยึดติดในผลประโยชน์ อำนาจ เชื้อชาติ ศาสนา หรืออุดมการณ์ ความขัดแย้งย่อมลดลง เปิดโอกาสให้เกิดการรับฟัง การเจรจา และความร่วมมือระหว่างกัน

ในระดับบุคคล การปล่อยวางความยึดมั่นในขันธ์ 5 ช่วยลดความโกรธ ความโลภ และความหลง ทำให้เกิดเมตตา กรุณา และการให้อภัย ส่วนในระดับสังคมและนานาชาติ หลักอนัตตาช่วยส่งเสริมการเคารพศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์ ลดการแข่งขันที่นำไปสู่สงคราม และสร้างวัฒนธรรมแห่งสันติวิธี

ผู้เชี่ยวชาญด้านสันติศึกษามองว่า หากผู้นำประเทศ องค์กรระหว่างประเทศ และประชาชนทั่วโลกนำหลัก “ละความพอใจในสิ่งที่มิใช่ของตน” ไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากร การแก้ไขข้อพิพาท และการกำหนดนโยบายสาธารณะ จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม และนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

สาระสำคัญของอนัตตนิยสูตรจึงมิได้เป็นเพียงหลักธรรมสำหรับการพัฒนาจิตใจ หากยังเป็นปรัชญาสำคัญของการอยู่ร่วมกันในโลกยุคใหม่ ที่ชี้ให้เห็นว่าการละความยึดมั่นในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน คือจุดเริ่มต้นของการดับทุกข์ ลดความขัดแย้ง และร่วมกันสร้างสังคมโลกที่สงบสุขอย่างแท้จริง

Anattaniya Sutta: Letting Go of Attachment as a Path to World Peace

The Anattaniya Sutta, found in the Samyutta Nikaya (Book 17 of the Pali Canon, Sutta Pitaka Book 9), presents a profound Buddhist teaching that can be applied to the promotion of world peace. The discourse emphasizes that the root cause of conflict lies in attachment to what people perceive as "mine" or "myself."

In this discourse, a monk respectfully requested a brief teaching from the Buddha. The Buddha replied, "Whatever is not yours, abandon delight in it." The monk understood that the five aggregates—form, feeling, perception, mental formations, and consciousness—are not truly self and should not be clung to. The Buddha praised his understanding, and the monk eventually attained arahantship.

Scholars of Buddhism and Peace Studies explain that this teaching offers a practical framework for resolving conflicts at personal, social, and international levels. When individuals let go of ego, selfishness, possessiveness, and attachment to power, wealth, nationality, religion, or ideology, hostility gradually diminishes and dialogue becomes possible.

On the personal level, understanding non-self reduces greed, hatred, and delusion while cultivating loving-kindness, compassion, forgiveness, and wisdom. At the societal and global levels, the principle of non-self encourages respect for human dignity, peaceful coexistence, and cooperation instead of competition and violence.

Experts in Peace Studies suggest that if world leaders, governments, international organizations, and citizens embrace the principle of abandoning attachment to what is not truly one's own, they can foster justice, reduce inequality, resolve disputes peacefully, and establish lasting peace.

The Anattaniya Sutta therefore represents not only a spiritual teaching for personal liberation but also a universal philosophy for building a peaceful world. By abandoning attachment to the illusion of ownership and self, humanity can overcome conflict and move toward sustainable global harmony.

[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

๗. อนัตตนิยสูตร
ว่าด้วยการละความพอใจในสิ่งที่มิใช่ของตน
[๑๔๕] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ภิกษุรูปหนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดประทานพระวโรกาส โปรดแสดงพระธรรมเทศนา โดยสังเขปแก่ข้าพระองค์ ที่ข้าพระองค์ได้สดับแล้ว ฯลฯ มีใจมั่นคงอยู่เถิด. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ สิ่งใดแล ไม่ใช่เป็นของตน เธอควรละความพอใจ ในสิ่งนั้นเสีย. ภิ. ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ทราบแล้ว ข้าแต่พระสุคต ข้าพระองค์ทราบแล้ว. พ. ดูกรภิกษุ ก็เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารได้อย่างไร เล่า? ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ มิใช่เป็นของตน ข้าพระองค์ควรละความพอใจในสิ่งนั้นๆ เสีย. ข้าพระองค์รู้ซึ้งถึงอรรถแห่งพระดำรัสที่พระผู้มี พระภาคตรัสแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่างนี้แล. พ. ดีแล้วๆ ภิกษุ เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่างดี แล้ว. ดูกรภิกษุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ มิใช่เป็นของตน ควรละความ พอใจในสิ่งนั้นๆ เสีย. เธอพึงทราบอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่างนี้เถิด ฯลฯ ภิกษุรูปนั้น ได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย.


วัดสระเกศฯ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย "สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว)" ครบรอบวันมรณภาพปีที่ 13 เชิญพุทธศาสนิกชนร่วมรำลึกคุณูปการ 10 สิงหาคมนี้

วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร กำหนดจัด พิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถร ป.ธ.9) อดีตประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้า...