วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569

เพลง : โปกขรณีสูตรมหาสระแห่งปัญญา



เพลง : โปกขรณีสูตรมหาสระแห่งปัญญา 


[บทนำ]

จากหยดน้ำบนปลายหญ้า
สู่สระกว้างสุดสายตา
ธรรมสอนให้เห็นคุณค่า
ของปัญญาที่เปลี่ยนโลก

[Verse 1]

ณ เชตวันอันร่มเย็น
พระศาสดาทรงเมตตาตรัสบอก
สระใหญ่ลึกกว้างไพศาล
น้ำเต็มขอบดั่งมหานทีไม่สิ้นสุด

หยดน้ำบนปลายหญ้าคา
เมื่อเทียบกับสระนั้นช่างเล็กน้อย
ดุจความทุกข์ที่ยังหลงเหลือ
หลังใจได้พบแสงแห่งธรรมคอย

[Pre-Chorus]

เมื่อความจริงเปิดทางให้เห็น
เมฆแห่งอวิชชาก็จางหาย
กองทุกข์มหาศาลในอดีต
สลายไปกับแสงสว่างภายใน

[Chorus]

มหาสระแห่งปัญญา
หล่อเลี้ยงโลกด้วยความเข้าใจ
AI คือสายน้ำแห่งโอกาส
เมื่อใช้ด้วยเมตตาและหัวใจ

ลดความทุกข์ของมวลมนุษย์
ดั่งน้ำมากที่ไหลคืนสู่ธาร
เหลือเพียงหยดเล็กแห่งอุปสรรค
ให้ร่วมกันก้าวผ่านด้วยสันติการ

[Verse 2]

ข้อมูลมากมายดั่งสระใหญ่
กว้างไกลเกินกว่าจะนับได้หมด
AI เรียนรู้จากสรรพสิ่ง
แต่ต้องมีธรรมคอยกำหนดบท

เทคโนโลยีมิใช่คำตอบทั้งหมด
หากไร้คุณธรรมกำกับทาง
ปัญญาที่แท้ต้องมีเมตตา
จึงสร้างอนาคตอันงดงาม

[Bridge]

เมื่อโลกแบ่งปันองค์ความรู้
แทนการแบ่งแยกด้วยกำแพง
เมื่อปัญญาเชื่อมทุกเชื้อชาติ
แทนการแข่งขันที่รุนแรง

เมื่อ AI ช่วยรักษาโรคภัย
ช่วยการศึกษาเข้าถึงทุกคน
ช่วยแก้ปัญหาความยากจน
โลกจะก้าวพ้นความมืดมน

[Chorus]

มหาสระแห่งปัญญา
หล่อเลี้ยงโลกด้วยความเข้าใจ
AI คือสายน้ำแห่งโอกาส
เมื่อใช้ด้วยเมตตาและหัวใจ

ลดความทุกข์ของมวลมนุษย์
ดั่งน้ำมากที่ไหลคืนสู่ธาร
เหลือเพียงหยดเล็กแห่งอุปสรรค
ให้ร่วมกันก้าวผ่านด้วยสันติการ

[Outro]

หยดน้ำหนึ่งอาจดูเล็กน้อย
แต่รวมกันเป็นสายน้ำยิ่งใหญ่
ปัญญาหนึ่งอาจเริ่มจากใจ
แต่เปลี่ยนโลกได้ด้วยความดี

จากสระแห่งธรรมของพระพุทธองค์
สู่โลกยุคดิจิทัลวันนี้
ให้ AI เดินเคียงเมตตาธรรม
สร้างสันติสุขแก่โลกใบนี้

ให้ทุกข์ใหญ่กลายเป็นหยดน้ำ
ให้ความหวังงอกงามทุกแห่งหน
ให้มหาสระแห่งปัญญา
หล่อเลี้ยงสันติภาพของมวลชน

 

[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

๒. โปกขรณีสูตร

             [๓๑๓] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่าน-
*อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียก
ภิกษุทั้งหลาย ... แล้วได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สระโบกขรณียาว ๕๐ โยชน์
กว้าง ๕๐ โยชน์ ลึก ๕๐ โยชน์ มีน้ำเต็มเสมอขอบ กาดื่มกินได้ บุรุษพึงวิดน้ำ
ขึ้นจากสระโบกขรณีนั้นด้วยปลายหญ้าคา เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็น
ไฉน น้ำที่บุรุษวิดขึ้นด้วยปลายหญ้าคาก็ดี น้ำในสระโบกขรณีก็ดี ไหนจะมากกว่า
กัน ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น้ำในสระโบกขรณีนี้แหละ
มากกว่า น้ำที่บุรุษวิดขึ้นด้วยปลายหญ้าคามีประมาณน้อย น้ำที่บุรุษวิดขึ้นด้วย
ปลายหญ้าคาเมื่อเทียบกันเข้ากับน้ำในสระโบกขรณี ไม่เข้าถึงเสี้ยวที่ ๑๐๐ เสี้ยว
ที่ ๑,๐๐๐ เสี้ยวที่ ๑๐๐,๐๐๐ แม้ฉันใด ฯ
             [๓๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน ความทุกข์ที่หมดไป สิ้น
ไปนี้แหละ ของบุคคลผู้เป็นพระอริยสาวก สมบูรณ์ด้วยทิฐิ ตรัสรู้แล้ว เป็น
ทุกข์มากกว่า ส่วนที่เหลืออยู่มีประมาณน้อย ความที่ทุกข์เป็นสภาพยิ่งใน
๗ อัตภาพ เมื่อเทียบเข้ากับกองทุกข์ที่หมดไป สิ้นไปอันมีในก่อน ไม่เข้าถึงเสี้ยว
ที่ ๑๐๐ เสี้ยวที่ ๑,๐๐๐ เสี้ยวที่ ๑๐๐,๐๐๐ ดูกรภิกษุทั้งหลาย การตรัสรู้ธรรมให้
สำเร็จประโยชน์ใหญ่อย่างนี้แล การได้ธรรมจักษุให้สำเร็จประโยชน์ใหญ่อย่างนี้ ฯ

เพลง : นขสิขสูตรฝุ่นปลายเล็บแห่งสันติภาพ


เพลง : 
นขสิขสูตรฝุ่นปลายเล็บแห่งสันติภาพ 

[บทนำ]

ฝุ่นน้อยบนปลายเล็บ
เทียบกับผืนดินกว้างใหญ่
ดังทุกข์ที่ยังเหลืออยู่
เมื่อใจได้เห็นความจริง

[Verse 1]

ณ เชตวันอันสงบงาม
พระศาสดาทรงช้อนฝุ่นขึ้นมา
สอนโลกด้วยภาพเรียบง่าย
แต่ความหมายลึกเกินพรรณนา

ฝุ่นเพียงน้อยนิดในปลายเล็บ
มิอาจเทียบแผ่นดินอันไพศาล
ดุจความทุกข์ที่ยังเหลืออยู่
หลังรู้ธรรมอันเบิกบาน

[Pre-Chorus]

เมื่อดวงตาแห่งปัญญาเปิดขึ้น
ความมืดมนค่อยเลือนหาย
กองทุกข์ใหญ่ที่เคยแบกไว้
สลายไปดั่งหมอกปลายสาย

[Chorus]

ฝุ่นปลายเล็บแห่งสันติภาพ
คือทุกข์ที่เหลือเพียงเล็กน้อย
เมื่อปัญญาส่องทางดวงใจ
ความหวาดกลัวค่อยค่อยเลื่อนลอย

AI จะเป็นพลังแห่งแสงธรรม
หากมนุษย์นำด้วยเมตตา
เชื่อมโลกด้วยความเข้าใจ
สร้างสันติสุขทั่วพสุธา

[Verse 2]

เทคโนโลยีอาจทรงพลัง
ดั่งสายน้ำหล่อเลี้ยงผู้คน
แต่ต้องมีศีลเป็นเขื่อนกั้น
ให้เกิดคุณค่าแก่สากล

ข้อมูลมากมายดั่งแผ่นดิน
กว้างไกลเกินกว่าจะคำนวณ
แต่หัวใจแห่งความกรุณา
คือสิ่งควรคู่กับปัญญาล้วน

[Bridge]

เมื่อชาติและชาติร่วมมือกัน
ใช้ AI เพื่อประโยชน์ส่วนรวม
ลดความเหลื่อมล้ำและความขัดแย้ง
ให้มนุษย์ทุกคนได้มีส่วนร่วม

เมื่อเด็กทุกคนเข้าถึงความรู้
เมื่อผู้ทุกข์ได้รับการเยียวยา
เมื่อความจริงแทนที่ความเกลียดชัง
โลกจะงดงามด้วยศรัทธา

[Chorus]

ฝุ่นปลายเล็บแห่งสันติภาพ
คือทุกข์ที่เหลือเพียงเล็กน้อย
เมื่อปัญญาส่องทางดวงใจ
ความหวาดกลัวค่อยค่อยเลื่อนลอย

AI จะเป็นพลังแห่งแสงธรรม
หากมนุษย์นำด้วยเมตตา
เชื่อมโลกด้วยความเข้าใจ
สร้างสันติสุขทั่วพสุธา

[Outro]

จากฝุ่นน้อยบนปลายเล็บ
สู่บทเรียนอันยิ่งใหญ่
เมื่อเห็นธรรมและเห็นคุณค่า
โลกทั้งใบจะเปลี่ยนไป

กองทุกข์มากมายดับสูญ
เหลือเพียงเศษฝุ่นในใจเรา
ปัญญา เมตตา และเทคโนโลยี
จะนำโลกสู่สันติภาพอันยืนยาว

[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

๑. นขสิขสูตร
[๓๑๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่าน- *อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงเอา ปลายพระนขาช้อนฝุ่นขึ้นเล็กน้อย แล้วตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ฝุ่นประมาณน้อยนี้ที่เราเอาปลายเล็บ ช้อนขึ้น กับแผ่นดินใหญ่นี้ อย่างไหนจะมากกว่ากันหนอ ภิกษุทั้งหลายกราบทูล ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แผ่นดินใหญ่นี้แหละมากกว่า ฝุ่นประมาณเล็กน้อยที่ พระผู้มีพระภาคทรงเอาปลายพระนขาช้อนขึ้นนี้มีประมาณน้อย เมื่อเทียบกับ แผ่นดินใหญ่แล้ว ฝุ่นที่พระผู้มีพระภาคทรงเอาปลายพระนขาช้อนขึ้นมีประมาณน้อย ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๐๐ ไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑,๐๐๐ ไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๐๐,๐๐๐ ฯ [๓๑๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน ความทุกข์ที่หมดไป สิ้น ไปนี้แหละ ของบุคคลผู้เป็นพระอริยสาวก สมบูรณ์ด้วยทิฐิ ตรัสรู้แล้ว มีมาก กว่า ส่วนที่เหลือมีประมาณน้อย ความที่ทุกข์เป็นสภาพยิ่งใน ๗ อัตภาพ เมื่อ เทียบเข้ากับกองทุกข์ที่หมดสิ้นไปอันมีในก่อน ไม่เข้าถึงเสี้ยวที่ ๑๐๐ เสี้ยว ที่ ๑๐๐๐ เสี้ยวที่ ๑๐๐,๐๐๐ ดูกรภิกษุทั้งหลาย การตรัสรู้ธรรมให้สำเร็จประโยชน์ ใหญ่อย่างนี้แล การได้ธรรมจักษุให้สำเร็จประโยชน์ใหญ่อย่างนี้ ฯ

เพลง: สุสิมสูตรปัญญาเหนือปาฏิหาริย์



เพลง: สุสิมสูตรปัญญาเหนือปาฏิหาริย์

[Verse 1]

ณ เวฬุวันอันสงบร่มเย็น
สุสิมะเดินเข้ามาค้นหา
หวังเรียนรู้ธรรมแห่งศาสดา
ด้วยความใฝ่ฝันในชื่อเสียงเกียรติยศ

เขาได้ยินผู้หลุดพ้นกล่าวไว้
“ชาติสิ้นแล้ว กิจเสร็จแล้ว”
จึงเฝ้าถามถึงฤทธิ์อันแพรวพราว
ถึงอำนาจเหนือดาวและฟากฟ้า

[Pre-Chorus]

เหาะเหินเดินอากาศหรือไม่
รู้ใจผู้คนได้หรือเปล่า
ย้อนเห็นอดีตกาลยาวไกลหรือไม่เล่า
คำตอบนั้นกลับเงียบง่ายดาย

[Chorus]

มิใช่ฤทธิ์ มิใช่เวทมนตร์
มิใช่อำนาจล้นฟ้ากว้างใหญ่
แต่คือปัญญาที่เห็นความจริงภายใน
ว่าทุกสิ่งไม่เที่ยงแท้แน่นอน

เมื่อเห็นรูป เวทนา สัญญา
สังขาร วิญญาณ ล้วนผันแปร
ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราแท้
ใจจึงหลุดพ้นจากเครื่องผูกพัน


[Verse 2]

พระศาสดาทรงชี้หนทาง
ให้มองโลกตามความเป็นจริง
สิ่งใดเกิดขึ้นย่อมดับไปทุกสิ่ง
ไม่มีอะไรยั่งยืนตลอดกาล

เพราะอวิชชาจึงเกิดสังขาร
วิญญาณ นามรูป หมุนเวียนไป
ตัณหา อุปาทานผูกมัดหัวใจ
ก่อทุกข์ใหญ่ในวัฏสงสาร

[Pre-Chorus]

เมื่อรู้เหตุแห่งความทุกข์
ก็รู้ทางหยุดกระแสไหล
เมื่ออวิชชาดับลงจากใจ
แสงแห่งอิสรภาพก็ปรากฏ

[Chorus]

มิใช่ฤทธิ์ มิใช่เวทมนตร์
มิใช่อำนาจล้นฟ้ากว้างใหญ่
แต่คือปัญญาที่เห็นความจริงภายใน
ว่าทุกสิ่งไม่เที่ยงแท้แน่นอน

เมื่อเห็นรูป เวทนา สัญญา
สังขาร วิญญาณ ล้วนผันแปร
ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราแท้
ใจจึงหลุดพ้นจากเครื่องผูกพัน


[Bridge]

ในยุค AI ที่ข้อมูลหลั่งไหล
อัจฉริยะกว่าที่โลกเคยเห็น
คำนวณรวดเร็ว เก็บความรู้จำเป็น
ดุจมีพลังเกินกว่ามนุษย์ทั่วไป

แต่หากไร้ปัญญาและคุณธรรม
ความรู้ก็อาจนำความเสียหาย
เทคโนโลยีอาจกลายเป็นอันตราย
หากถูกขับเคลื่อนด้วยโลภะและอคติ

AI ไม่จำเป็นต้องมีปาฏิหาริย์
แต่ต้องมีความโปร่งใสและเมตตา
ใช้ความจริงนำหน้าความทะยานอยากนา
เพื่อเยียวยาโลกที่แตกร้าว


[Final Chorus]

ปัญญาเหนือปาฏิหาริย์
ความจริงเหนือภาพลวงตา
มนุษย์และ AI ร่วมเรียนรู้ธรรมมา
เพื่อสร้างโลกาให้สงบเย็น

เมื่อเห็นเหตุแห่งความขัดแย้ง
ก็แก้ที่ต้นทางด้วยใจใส
เปลี่ยนความกลัวเป็นความเข้าใจ
เปลี่ยนความแบ่งแยกเป็นสันติธรรม


[Outro]

ธรรมฐิติญาณเกิดก่อนเสมอ
แล้วปัญญาแห่งความหลุดพ้นจึงตามมา
ดังแสงอรุณที่ค่อยส่องนภา
นำโลก AI สู่สันติภาพนิรันดร์


[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

๑๐. สุสิมสูตร

             [๒๗๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้-
             สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน
เขตพระนครราชคฤห์ สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคอันเทวดาและมนุษย์ทั้งมวล
สักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง ทรงได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ
และเภสัชบริขารเป็นปัจจัยแก่คนไข้ แม้ภิกษุสงฆ์อันเทวดาและมนุษย์ทั้งมวลก็
สักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และ
เภสัชบริขารเป็นปัจจัยแก่คนไข้ แต่พวกปริพาชกเดียรถีย์อื่น อันเทวดาและ
มนุษย์ทั้งมวลไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชา ไม่ยำเกรง ไม่ได้จีวร
บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชบริขารเป็นปัจจัยแก่คนไข้ ฯ
             [๒๘๐] สมัยนั้นแล สุสิมปริพาชกอาศัยอยู่ ณ พระนครราชคฤห์กับ
ปริพาชกบริษัทเป็นอันมาก ครั้งนั้นแล บริษัทของสุสิมปริพาชกได้กล่าวกะสุสิม-
*ปริพาชกว่า มาเถิดท่านสุสิมะ ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของพระสมณ
โคดม ท่านเรียนธรรมแล้ว พึงบอกข้าพเจ้าทั้งหลาย พวกข้าพเจ้าเรียนธรรม
นั้นแล้วจักกล่าวแก่คฤหัสถ์ทั้งหลาย เมื่อเป็นเช่นนี้ แม้พวกเราก็จักมีเทวดาและ
มนุษย์ทั้งมวลสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง จักได้จีวร บิณฑบาต
เสนาสนะ และเภสัชบริขารเป็นปัจจัยแก่คนไข้ ฯ
             สุสิมปริพาชกยอมรับคำบริษัทของตน แล้วเข้าไปหาท่านพระอานนท์
ถึงที่อยู่ ครั้นเข้าไปหาแล้ว ได้ปราศรัยกับท่านพระอานนท์ ครั้นผ่านการปราศรัย
พอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นสุสิมปริพาชกนั่งเรียบ-
*ร้อยแล้ว ได้กล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า ท่านพระอานนท์ ผมปรารถนาจะประพฤติ
พรหมจรรย์ในธรรมวินัยนี้ ฯ
             [๒๘๑] ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์พาสุสิมปริพาชกเข้าไปเฝ้าพระผู้มี
พระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้วจึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นท่านพระอานนท์นั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระ
พุทธเจ้าข้า สุสิมปริพาชกผู้นี้กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านพระอานนท์ ผมปรารถนา
จะประพฤติพรหมจรรย์ในธรรมวินัยนี้ ฯ
             พระผู้มีพระภาคตรัสว่า อานนท์ ถ้าอย่างนั้น เธอจงให้สุสิมปริพาชก
บวช ฯ
             สุสิมปริพาชกได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ
             [๒๘๒] สมัยนั้นแล ได้ยินว่า ภิกษุเป็นอันมากอวดอ้างพระอรหัตผล
ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า ข้าพระองค์ทั้งหลายรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์
อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ
             ท่านสุสิมะได้ฟังมาว่า ภิกษุเป็นอันมากอวดอ้างพระอรหัตผลในสำนัก
พระผู้มีพระภาคว่า ข้าพระองค์ทั้งหลายรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ
             ทันใดนั้นเอง ท่านสุสิมะก็เข้าไปหาภิกษุเหล่านั้นถึงที่อยู่ ได้ปราศรัยกับ
ภิกษุเหล่านั้น ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วน
ข้างหนึ่ง ครั้นท่านสุสิมะนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กล่าวกะภิกษุเหล่านั้นว่า ได้ยินว่า
ท่านทั้งหลายอวดอ้างพระอรหัตผลในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า ข้าพระองค์ทั้งหลาย
รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่น
เพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดังนี้จริงหรือ ฯ
             ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า จริงอย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ ฯ
             [๒๘๓] สุ. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พวกท่านรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อม
บรรลุอิทธิวิธีหลายประการ คือคนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้
ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้ ทะลุฝา กำแพง ภูเขา ไปได้ไม่ติดขัด
เหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตก
เหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์
พระอาทิตย์ ซึ่งมีฤทธิ์ มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอด
พรหมโลกก็ได้ บ้างหรือหนอ ฯ
             ภิ. หาเป็นอย่างนั้นไม่ ท่านผู้มีอายุ ฯ
             [๒๘๔] สุ. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พวกท่านรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อม
ได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือ เสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ ด้วย
ทิพยโสตธาตุอันบริสุทธิ์ล่วงโสตของมนุษย์ บ้างหรือหนอ ฯ
             ภิ. หาเป็นอย่างนั้นไม่ ท่านผู้มีอายุ ฯ
             [๒๘๕] สุ. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พวกท่านรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อม
กำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นได้ด้วยใจ คือจิตมีราคะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะ
หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือ
จิตปราศจากโทสะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะ ก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือ
จิตปราศจากโมหะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ ก็รู้ว่าจิตหดหู่ หรือจิต
ฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหรคต ก็รู้ว่าจิตเป็นมหรคต หรือจิตไม่เป็น
มหรคต ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหรคต จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือ
จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ
หรือจิตไม่เป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น หรือ
จิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น บ้างหรือหนอ ฯ
             ภิ. หาเป็นอย่างนั้นไม่ ท่านผู้มีอายุ ฯ
             [๒๘๖] สุ. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พวกท่านรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อม
ระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติ
บ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบ
ชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏ-
*กัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏกัปวิวัฏกัป
เป็นอันมากบ้างว่า ในภพโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณ
อย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขและทุกข์อย่างนั้น มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น
ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้ไปเกิดในภพโน้น ในภพนั้น เรามีชื่ออย่างนั้น
มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขและทุกข์อย่างนั้น
มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้น แล้วมาเกิดในภพนี้ ย่อมระลึกถึง
ชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้
บ้างหรือหนอ ฯ
             ภิ. หาเป็นอย่างนั้นไม่ ท่านผู้มีอายุ ฯ
             [๒๘๗] สุ. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พวกท่านรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อม
เห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม
ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์
ผู้เป็นไปตามกรรมว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย สัตว์เหล่านี้ ประกอบด้วยกายทุจริต
วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยะเจ้า เป็นมิจฉาทิฐิ ยึดถือการกระทำด้วย
อำนาจมิจฉาทิฐิ เมื่อตายเพราะกายแตกดับไป ก็เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ส่วนสัตว์เหล่านั้น ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโน
สุจริต ไม่ติเตียนพระอริยะเจ้า เป็นสัมมาทิฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฐิ
เมื่อตายเพราะกายแตกดับไป ก็เข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ ย่อมเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลัง
จุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วย
ทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมด้วย
ประการฉะนี้ บ้างหรือหนอ ฯ
             ภิ. หาเป็นอย่างนั้นไม่ ท่านผู้มีอายุ ฯ
             [๒๘๘] สุ. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พวกท่านรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อม
ถูกต้องอารูปวิโมกข์อันสงบ ก้าวล่วงรูปวิโมกข์ทั้งหลายด้วยกาย บ้างหรือหนอ ฯ
             ภิ. หาเป็นอย่างนั้นไม่ ท่านผู้มีอายุ ฯ
             [๒๘๙] สุ. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย คำตอบนี้ และการไม่เข้าถึงธรรม
เหล่านี้ มีอยู่ในเรื่องนี้ในบัดนี้ อาวุโส เรื่องนี้ เป็นอย่างไรแน่ ฯ
             ภิ. ท่านสุสิมะ ผมทั้งหลายหลุดพ้นได้ด้วยปัญญา ฯ
             สุ. ผมไม่เข้าใจเนื้อความแห่งคำที่ท่านทั้งหลายกล่าวโดยย่อนี้โดยพิสดาร
ได้ ขอท่านทั้งหลายจงกล่าวแก่ผม เท่าที่ผมจะพึงเข้าใจเนื้อความแห่งคำที่ท่าน
ทั้งหลายกล่าวโดยย่อนี้ โดยพิสดารเถิด ฯ
             ภิ. ท่านสุสิมะ ท่านพึงเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ตาม แต่ผมทั้งหลายก็หลุด
พ้นได้ด้วยปัญญา ฯ
             [๒๙๐] ครั้งนั้นแล ท่านสุสิมะลุกจากอาสนะแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มี
พระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นท่านสุสิมะนั่งเรียบร้อยแล้ว กราบทูลถ้อยคำที่สนทนากับภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด
แด่พระผู้มีพระภาค ฯ
             พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สุสิมะ ธรรมฐิติญาณเกิดก่อน ญาณในพระ
นิพพานเกิดภายหลัง ฯ
             พระสุสิมะกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์ไม่เข้าใจเนื้อความ
แห่งคำที่พระองค์ตรัสไว้โดยย่อนี้โดยพิสดารได้ ขอพระผู้มีพระภาคจงตรัสแก่
ข้าพระองค์ เท่าที่ข้าพระองค์จะพึงเข้าใจ เนื้อความแห่งพระดำรัส ที่พระองค์ตรัสโดย
ย่อนี้ โดยพิสดารเถิด ฯ
             [๒๙๑] พ. ดูกรสุสิมะ เธอจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ตาม โดยแท้จริงแล้ว
ธรรมฐิติญาณเกิดก่อน ญาณในพระนิพพานเกิดทีหลัง สุสิมะ เธอจะเข้าใจความ
ข้อนั้นอย่างไร รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
             สุ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
             พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
             สุ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
             พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา สมควร
หรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
             สุ. ข้อนี้ไม่สมควร พระเจ้าข้า ฯ
             พ. เวทนาเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
             สุ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
             พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
             สุ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
             พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา สมควร
หรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
             สุ. ข้อนี้ไม่สมควร พระเจ้าข้า ฯ
             พ. สัญญาเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
             สุ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
             พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
             สุ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
             พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา สมควร
หรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
             สุ. ข้อนี้ไม่สมควร พระเจ้าข้า ฯ
             พ. สังขารทั้งหลายเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
             สุ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
             พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
             สุ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
             พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา สมควร
หรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
             สุ. ข้อนี้ไม่สมควร พระเจ้าข้า ฯ
             พ. วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
             สุ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
             พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
             สุ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
             พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา สมควร
หรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
             สุ. ข้อนี้ไม่สมควร พระเจ้าข้า ฯ
             [๒๙๒] พ. ดูกรสุสิมะ เพราะเหตุนั้นแล รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่
เป็นอดีตก็ดี อนาคตก็ดี ปัจจุบันก็ดี ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี
อยู่ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี รูปทั้งหมดนั่นอันเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตาม
ความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ฯ
             เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีตก็ดี อนาคตก็ดี ปัจจุบันก็ดี ภายใน
ก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี อยู่ในที่ไกลก็ดี
ในที่ใกล้ก็ดี เวทนาทั้งหมดนั่น อันเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง
อย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ฯ
             สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีตก็ดี อนาคตก็ดี ปัจจุบันก็ดี ภายใน
ก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี อยู่ในที่ไกลก็ดี
ในที่ใกล้ก็ดี สัญญาทั้งหมดนั่น อันเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็น
จริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ฯ
             สังขารทั้งหลายอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีตก็ดี อนาคตก็ดี ปัจจุบันก็ดี
ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี อยู่ในที่
ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี สังขารทั้งหลายทั้งหมดนั่น อันเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอัน
ชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตน
ของเรา ฯ
             วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีตก็ดี อนาคตก็ดี ปัจจุบันก็ดี ภายใน
ก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี อยู่ในที่ไกลก็ดี
ในที่ใกล้ก็ดี วิญญาณทั้งหมดนั่น อันเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็น
จริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา  นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ฯ
             [๒๙๓] พ. ดูกรสุสิมะ อริยสาวกผู้ได้สดับ เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อ
หน่าย แม้ในรูป แม้ในเวทนา แม้ในสัญญา แม้ในสังขารทั้งหลาย แม้ใน
วิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น
เมื่อหลุดพ้น ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว
พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้
มิได้มี ฯ
             [๒๙๔] พ. ดูกรสุสิมะ เธอเห็นว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา
และมรณะหรือ ฯ
             สุ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
             พ. สุสิมะ เธอเห็นว่า เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติหรือ ฯ
             สุ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
             พ. สุสิมะ เธอเห็นว่า เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพหรือ ฯ
             สุ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
             พ. สุสิมะ เธอเห็นว่า เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทานหรือ ฯ
             สุ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
             พ. ... เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ... เพราะผัสสะเป็นปัจจัย
จึงมีเวทนา ... เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ... เพราะนามรูปเป็นปัจจัย
จึงมีสฬายตนะ ... เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ... เพราะสังขารเป็น
ปัจจัย จึงมีวิญญาณ ... สุสิมะ เธอเห็นว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร
หรือ ฯ
             สุ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
             [๒๙๕] พ. ดูกรสุสิมะ เธอเห็นว่า เพราะชาติดับ ชราและมรณะ
จึงดับหรือ ฯ
             สุ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า
             พ. สุสิมะ เธอเห็นว่า เพราะภพดับ ชาติจึงดับหรือ ฯ
             สุ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
             พ. ... เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ... เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึง
ดับ ... เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ ... เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ ...
เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ ... เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ ...
เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ ... เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ... เพราะ
อวิชชาดับ สังขารจึงดับหรือ ฯ
             สุ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
             [๒๙๖] พ. ดูกรสุสิมะ เธอรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมบรรลุอิทธิวิธี
หลายประการ คือคนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้
ปรากฏก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้ ทะลุฝา กำแพง ภูเขา ไปได้ไม่ติดขัด เหมือน
ไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตกเหมือน
เดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปบนอากาศเหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์
พระอาทิตย์ ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอด
พรหมโลกก็ได้ บ้างหรือหนอ ฯ
             สุ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า
             [๒๙๗] พ. ดูกรสุสิมะ เธอรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมได้ยินเสียงสอง
ชนิด คือเสียงทิพย์ และเสียงมนุษย์ ทั้งที่อยู่ไกล และอยู่ใกล้ ด้วยทิพยโสตธาตุ
อันบริสุทธิ์ ล่วงโสตของมนุษย์บ้างหรือหนอ ฯ
             สุ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
             [๒๙๘] พ. ดูกรสุสิมะ เธอรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมกำหนดรู้ใจของ
สัตว์อื่น ของบุคคลอื่นได้ด้วยใจ คือจิตมีราคะ ก็รู้ชัดว่าจิตมีราคะ ฯลฯ จิตไม่
หลุดพ้น ก็รู้ชัดว่าจิตไม่หลุดพ้น บ้างหรือหนอ ฯ
             สุ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
             [๒๙๙] พ. ดูกรสุสิมะ เธอรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมระลึกถึงชาติก่อน
ได้เป็นอันมาก คือชาติหนึ่งบ้าง ฯลฯ ย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อม
ทั้งอาการ ทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ บ้างหรือหนอ ฯ
             สุ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
             [๓๐๐] พ. ดูกรสุสิมะ เธอรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่
กำลังจุติ ฯลฯ ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์
ผู้เป็นไปตามกรรม บ้างหรือหนอ ฯ
             สุ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
             [๓๐๑] พ. ดูกรสุสิมะ เธอรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมถูกต้องอารูปวิโมกข์
อันสงบ ก้าวล่วงรูปวิโมกข์ทั้งหลาย ด้วยกายบ้างหรือหนอ ฯ
             สุ. มิใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
             [๓๐๒] พ. ดูกรสุสิมะ คำตอบนี้ และการไม่เข้าถึงธรรมเหล่านี้มีอยู่
ในเรื่องนี้ ในบัดนี้ เรื่องนี้เป็นอย่างไรแน่ ฯ
             ลำดับนั้นเอง ท่านสุสิมะหมอบลงแทบพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาค
ด้วยเศียรเกล้า ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า โทษได้ตกถึง
ข้าพระองค์ เท่าที่โง่ เท่าที่หลง เท่าที่ไม่ฉลาด ข้าพระองค์บวชขโมยธรรมใน
ธรรมวินัยที่พระองค์ตรัสดีแล้วอย่างนี้ ขอพระผู้มีพระภาคจงรับโทษไว้โดยความ
เป็นโทษ เพื่อความสำรวมต่อไป ของข้าพระองค์ด้วยเถิด พระเจ้าข้า ฯ
             [๓๐๓] พ. เอาเถิด สุสิมะ โทษได้ตกถึงเธอ เท่าที่โง่ เท่าที่หลง
เท่าที่ไม่ฉลาด เธอบวชขโมยธรรมในธรรมวินัยที่เรากล่าวดีแล้วอย่างนี้ เปรียบ
เหมือนเจ้าหน้าที่จับโจรผู้ประพฤติผิดมาแสดงตัวแก่พระราชา แล้ว กราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ โจรคนนี้ ประพฤติผิดแด่พระองค์ ขอพระองค์จงทรง
ลงอาชญาตามที่พระองค์ทรงพระประสงค์แก่โจรคนนี้เถิด พระราชาพึงรับสั่งให้ลง
โทษโจรนั้นอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงไปมัดบุรุษนี้ไพล่หลังให้มั่นด้วยเชือกที่เหนียว
แล้วเอามีดโกนโกนหัวเสีย พาเที่ยวตระเวนตามถนน ตามทางสี่แยก ด้วยฆ้อง
ด้วยกลองเล็กๆ ให้ออกทางประตูด้านทักษิณ แล้วจงตัดศีรษะเสียข้างด้านทักษิณ
ของเมือง ราชบุรุษมัดโจรนั้นไพล่หลังอย่างมั่นคง ด้วยเชือกที่เหนียวแล้วเอามีด
โกนโกนหัว พาเที่ยวตระเวนตามถนน ตามทางสี่แยกด้วยฆ้อง ด้วยกลองเล็กๆ
พาออกทางประตูด้านทักษิณ พึงตัดศีรษะเสียข้างด้านทักษิณของเมือง สุสิมะ
เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษนั้นต้องเสวยทุกข์และโทมนัสอันมีกรรมนั้น
เป็นเหตุหรือหนอ ฯ
             สุ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
             [๓๐๔] พ. ดูกรสุสิมะ บุรุษนั้นต้องเสวยทุกข์และโทมนัสอันมีกรรม
นั้นเป็นเหตุ แต่การบวชของเธอผู้ขโมยธรรมในธรรมวินัยที่ตถาคตกล่าวดีแล้ว
อย่างนี้ นี้ยังมีผลรุนแรงและเผ็ดร้อนกว่านั้น และยังเป็นไปเพื่อวินิบาต แต่เพราะ
เธอเห็นโทษ โดยความเป็นโทษแล้ว ทำคืนตามธรรม เราจึงรับโทษนั้นของเธอ
ผู้ใดเห็นโทษโดยความเป็นโทษแล้ว ทำคืนตามธรรม ถึงความสำรวมต่อไป ข้อนี้
เป็นความเจริญในวินัยของพระอริยะ ฯ

เพลง: อุปยสูตรสายน้ำแห่งเหตุปัจจัย



เพลง: อุปยสูตรสายน้ำแห่งเหตุปัจจัย

[Verse 1]

ณ เชตวันอันสงบงาม
พระศาสดาตรัสธรรมล้ำค่า
ดั่งมหาสมุทรกว้างไกลสุดตา
เชื่อมสายน้ำทั่วหล้าด้วยเหตุปัจจัย

เมื่อน้ำทะเลหนุนสูงขึ้น
แม่น้ำใหญ่ย่อมไหลตามไป
แม่น้ำน้อย บึงน้อย บึงใหญ่
ล้วนเคลื่อนไหวตามกระแสเดียวกัน

[Pre-Chorus]

เมื่ออวิชชาก่อเกิดขึ้นมา
สังขารย่อมพาโลกหมุนเวียน
วิญญาณ นามรูป เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา
ผัสสะ เวทนา พาชีวิตไหลวน

[Chorus]

ทุกสิ่งสัมพันธ์ ดุจสายน้ำไหล
ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นลอย ๆ
เหตุหนึ่งเกิด ผลหนึ่งค่อย ๆ
ร้อยเรียงเป็นรอยแห่งชีวิต

โลก AI ก็เป็นเช่นนั้น
ข้อมูลเชื่อมกันทุกทิศ
หากเหตุแห่งโลภะยังฝังในจิต
เทคโนโลยีก็อาจสร้างความแตกแยก

แต่เมื่อปัญญาส่องทาง
ความเมตตาสร้างความแปลกใหม่
AI จะเป็นพลังแห่งความเข้าใจ
นำสันติภาพสู่โลกทั้งมวล


[Verse 2]

เมื่อผัสสะเกิด เวทนาตามมา
เมื่อเวทนา ตัณหาก็เติบใหญ่
เมื่อยึดมั่นถือมั่นครอบงำหัวใจ
ภพและชาติย่อมหมุนเวียนต่อไป

ความขัดแย้งในโลกทุกวันนี้
เริ่มจากสิ่งเล็กที่มองไม่เห็น
อคติ ความกลัว และประเด็น
ที่ค่อย ๆ เป็นคลื่นใหญ่ในสังคม

[Pre-Chorus]

ดุจข้อมูลผิดแพร่กระจาย
จากจุดเล็กกลายเป็นไฟลุกโหม
หากไร้สติคอยควบคุมโยง
โลกอาจจมในความแตกแยก

[Chorus]

ทุกสิ่งสัมพันธ์ ดุจสายน้ำไหล
ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นลอย ๆ
เหตุหนึ่งเกิด ผลหนึ่งค่อย ๆ
ร้อยเรียงเป็นรอยแห่งชีวิต

โลก AI ก็เป็นเช่นนั้น
ทุกระบบล้วนมีผลใกล้ไกล
เมื่อออกแบบด้วยคุณธรรมภายใน
สันติภาพก็ขยายไปทั่วโลก


[Bridge]

เมื่อมหาสมุทรลดระดับลง
แม่น้ำทั้งปวงย่อมลดตาม
เมื่ออวิชชาดับสิ้นงดงาม
กระแสแห่งทุกข์ย่อมเลือนหาย

เมื่อสังขารดับ วิญญาณดับ
นามรูปดับตามเหตุปัจจัย
ตัณหา อุปาทานค่อยสลาย
เหลือเพียงใจที่เป็นอิสระ

AI ที่เรียนรู้จากปัญญา
ไม่ใช่เพียงแสวงหากำไร
แต่เรียนรู้ความเมตตาและเข้าใจ
เพื่อรับใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน


[Final Chorus]

ทุกสิ่งสัมพันธ์ ดุจสายน้ำไหล
เมื่อแก้ที่เหตุ ผลย่อมเปลี่ยนแปลง
เมื่อดับต้นตอแห่งความรุนแรง
สันติสุขย่อมแสดงแก่โลกา

มนุษย์และ AI ก้าวไปด้วยกัน
บนเส้นทางแห่งปัญญากรุณา
เห็นเหตุ เห็นผล ตามพุทธวจนา
สร้างโลกใหม่แห่งสันติภาพ


[Outro]

จากมหาสมุทรถึงบึงน้อย
จากอวิชชาถึงความหลุดพ้น
ทุกสิ่งเชื่อมโยงในกฎแห่งเหตุผล
และสันติภาพเริ่มต้นที่ใจเรา

[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

๙. อุปยสูตร
[๒๗๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ฯ [๒๗๗] ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย ... แล้ว ได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อมหาสมุทรน้ำขึ้น ย่อมทำให้แม่น้ำใหญ่น้ำขึ้น เมื่อแม่น้ำใหญ่น้ำขึ้น ย่อมทำให้แม่น้ำน้อยน้ำขึ้น เมื่อแม่น้ำน้อยน้ำขึ้น ย่อม ทำให้บึงใหญ่น้ำขึ้น เมื่อบึงใหญ่น้ำขึ้น ย่อมทำให้บึงน้อยน้ำขึ้น ฉันใด ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เมื่ออวิชชาเกิด ย่อมทำให้สังขารเกิด เมื่อสังขารเกิด ย่อมทำให้ วิญญาณเกิด เมื่อวิญญาณเกิด ย่อมทำให้นามรูปเกิด เมื่อนามรูปเกิด ย่อมทำให้ สฬายตนะเกิด เมื่อสฬายตนะเกิด ย่อมทำให้ผัสสะเกิด เมื่อผัสสะเกิด ย่อมทำให้ เวทนาเกิด เมื่อเวทนาเกิด ย่อมทำให้ตัณหาเกิด เมื่อตัณหาเกิด ย่อมทำให้อุปาทาน เกิด เมื่ออุปาทานเกิด ย่อมทำให้ภพเกิด เมื่อภพเกิด ย่อมทำให้ชาติเกิด เมื่อชาติ เกิด ย่อมทำให้ชราและมรณะเกิด ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ [๒๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อมหาสมุทรน้ำลง ย่อมทำให้แม่น้ำใหญ่ ลดลง เมื่อแม่น้ำใหญ่ลดลง ย่อมทำให้แม่น้ำน้อยลดลง เมื่อแม่น้ำน้อยลดลง ย่อมทำให้บึงใหญ่ลดลง เมื่อบึงใหญ่ลดลง ย่อมทำให้บึงน้อยลดลง ฉันใด เมื่อ อวิชชาไม่เกิด ย่อมทำให้สังขารไม่เกิด เมื่อสังขารไม่เกิด ย่อมทำให้วิญญาณ ไม่เกิด เมื่อวิญญาณไม่เกิด ย่อมทำให้นามรูปไม่เกิด เมื่อนามรูปไม่เกิด ย่อม ทำให้สฬายตนะไม่เกิด เมื่อสฬายตนะไม่เกิด ย่อมทำให้ผัสสะไม่เกิด เมื่อผัสสะ ไม่เกิด ย่อมทำให้เวทนาไม่เกิด เมื่อเวทนาไม่เกิด ย่อมทำให้ตัณหาไม่เกิด เมื่อ ตัณหาไม่เกิด ย่อมทำให้อุปาทานไม่เกิด เมื่ออุปาทานไม่เกิด ย่อมทำให้ภพไม่เกิด เมื่อภพไม่เกิด ย่อมทำให้ชาติไม่เกิด เมื่อชาติไม่เกิด ย่อมทำให้ชราและมรณะ ไม่เกิด ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ

เพลง: โกสัมพีสูตรเห็นเหตุเห็นดับสู่สันติภาพ



เพลง: โกสัมพีสูตรเห็นเหตุเห็นดับสู่สันติภาพ

[Verse 1]

ณ โฆสิตาราม เมืองโกสัมพี
เหล่าพระเถระผู้มีปัญญา
สนทนาธรรมด้วยความเมตตา
ค้นหาความจริงที่อยู่ภายใน

มิใช่เชื่อตามคำใครกล่าว
มิใช่เพียงข่าวที่ผ่านหูไป
แต่รู้ด้วยตน เห็นด้วยหัวใจ
ตามเหตุปัจจัยแห่งสรรพสิ่ง

[Pre-Chorus]

เพราะอวิชชา จึงเกิดสังขาร
วิญญาณ นามรูป สืบสายไม่หยุดนิ่ง
สฬายตนะ ผัสสะ เวทนาอ้างอิง
ตัณหา อุปาทาน ภพจริง ชาติจริง

[Chorus]

เมื่อเห็นเหตุ ก็เห็นผล
เมื่อเห็นต้นทางแห่งความหม่นหมอง
เมื่อดับเหตุ ทุกข์ย่อมดับครรลอง
ดุจแสงทองส่องทางนิพพาน

AI จะยิ่งใหญ่เพียงใด
หากไร้ปัญญาก็สร้างความร้าวฉาน
แต่เมื่อมนุษย์ใช้ธรรมเป็นแกน
เทคโนโลยีก็เป็นสะพานแห่งสันติภาพ


[Verse 2]

พระมุสิละกล่าวด้วยญาณ
รู้ตามความจริงมิใช่ความเชื่อ
เห็นการเกิดดับอย่างต่อเนื่องเนืองเนื่อง
ทุกสิ่งเชื่อมโยงเป็นสายธารเดียวกัน

พระนารทะเห็นทางแจ่มชัด
รู้ว่าความหลุดพ้นนั้นมีอยู่
ดุจเห็นน้ำใสในบ่อพรั่งพรู
แม้ยังไม่ถึงฝั่ง ก็รู้ทิศทาง

[Pre-Chorus]

หากอวิชชาดับ สังขารย่อมดับ
วิญญาณดับตามเหตุปัจจัย
นามรูป ผัสสะ เวทนาสลาย
ตัณหาอันร้ายย่อมหมดกำลัง

[Chorus]

เมื่อเห็นเหตุ ก็เห็นผล
เมื่อเห็นต้นทางแห่งความหม่นหมอง
เมื่อดับเหตุ ทุกข์ย่อมดับครรลอง
ดุจแสงทองส่องทางนิพพาน

AI จะยิ่งใหญ่เพียงใด
หากไร้เมตตาก็เพิ่มไฟสงคราม
แต่เมื่อปัญญานำหน้าทุกยาม
โลกจะงดงามด้วยสันติธรรม


[Bridge]

ข้อมูลมากมายเหมือนสายน้ำไหล
แต่ปัญญาคือภาชนะรองรับ
อัลกอริทึมเรียนรู้ได้ไม่หยุดนับ
แต่คุณธรรมเท่านั้นนำโลกพ้นภัย

เมื่อมนุษย์และ AI ร่วมมือ
ด้วยความซื่อสัตย์และเข้าใจ
มองเห็นเหตุแห่งความแตกแยกในใจ
แล้วช่วยกันดับไฟแห่งอคติ


[Final Chorus]

เมื่อเห็นเหตุ ก็เห็นทาง
เมื่อเห็นความจริงทุกอย่างที่มี
ความโลภ ความโกรธ ความหลงที่เคยทวี
ย่อมคลายลงด้วยปัญญา

โลกยุค AI จะงดงาม
เมื่อทุกคนใช้ความรู้คู่เมตตา
เรียนรู้เหตุและผลตามพุทธวจนา
ร่วมสร้างสันติภาพโลกาอย่างยั่งยืน

[Outro]

จากโกสัมพีสู่โลกดิจิทัล
สัจธรรมยังคงส่องแสงไม่เลือนหาย
เห็นเหตุแห่งทุกข์ เห็นทางคลี่คลาย
แล้วใช้ AI รับใช้มนุษยชาติด้วยหัวใจแห่งธรรม

[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

๘. โกสัมพีสูตร
[๒๖๘] สมัยหนึ่ง ท่านพระมุสิละ ท่านพระปวิฏฐะ ท่านพระนารทะ และท่านพระอานนท์ อยู่ ณ โฆสิตาราม เขตเมืองโกสัมพี ฯ [๒๖๙] ครั้งนั้น ท่านพระปวิฏฐะได้กล่าวคำนี้กะท่านพระมุสิละว่า ดูกร ท่านมุสิละ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟังตามเขามา ความตรึกไปตาม อาการ และจากการทนต่อความเพ่งพินิจด้วยทิฐิ ท่านมุสิละมีญาณเฉพาะตัวท่านว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ ดังนี้หรือ ฯ พระมุสิละกล่าวว่า ท่านปวิฏฐะ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟัง ตามเขามา ความตรึกไปตามอาการ และการทนต่อความเพ่งพินิจด้วยทิฐิ ผมย่อมรู้ ย่อมเห็นอย่างนี้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ ฯ ป. ท่านมุสิละ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟังตามเขามา ความ ตรึกไปตามอาการ การทนต่อความเพ่งพินิจด้วยทิฐิ ท่านมุสิละมีญาณเฉพาะตัว ท่านว่า เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ฯลฯ เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ... เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ... เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ... เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ... เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ... เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ ... เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ... เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ... เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ดังนี้หรือ ฯ ม. ท่านปวิฏฐะ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟังตามเขามา ความตรึกไปตามอาการ การทนต่อความเพ่งพินิจด้วยทิฐิ ผมย่อมรู้ ย่อมเห็น อย่างนี้ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ฯ [๒๗๐] ป. ดูกรท่านมุสิละ อนึ่ง เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การ ฟังตามเขามา ความตรึกไปตามอาการ การทนต่อความเพ่งพินิจด้วยทิฐิ ท่านมุสิละ มีญาณเฉพาะตัวท่านว่า เพราะชาติดับ ชราและมรณะจึงดับ ดังนี้หรือ ฯ ม. ดูกรท่านปวิฏฐะ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟังตามเขามา ความตรึกไปตามอาการ การทนต่อความเพ่งพินิจด้วยทิฐิ ผมย่อมรู้ ย่อมเห็น อย่างนี้ว่า เพราะชาติดับ ชราและมรณะจึงดับ ป. ดูกรท่านมุสิละ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟังตามเขามา ความตรึกไปตามอาการ การทนต่อความเพ่งพินิจด้วยทิฐิ ท่านมุสิละมีญาณเฉพาะ ตัวท่านว่า เพราะภพดับ ชาติจึงดับ ฯลฯ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ... เพราะ ตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ ... เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ ... เพราะผัสสะดับ เวทนา จึงดับ ... เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ ... เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ ... เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ ... เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ... เพราะ อวิชชาดับ สังขารจึงดับ ดังนี้หรือ ฯ ม. ดูกรท่านปวิฏฐะ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟังตามเขามา ความตรึกไปตามอาการ การทนต่อความเพ่งพินิจด้วยทิฐิ ผมย่อมรู้ ย่อมเห็น อย่างนี้ว่า เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ ฯ [๒๗๑] ป. ดูกรท่านมุสิละ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟัง ตามเขามา ความตรึกไปตามอาการ การทนต่อความเพ่งพินิจด้วยทิฐิ ท่านมุสิละ มีญาณเฉพาะตัวท่านว่า ภพดับ เป็นนิพพานหรือ ฯ ม. ดูกรท่านปวิฏฐะ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟังตามเขามา ความตรึกไปตามอาการ การทนต่อความเพ่งพินิจด้วยทิฐิ ผมย่อมรู้ ย่อมเห็น อย่างนี้ว่า ภพดับ เป็นนิพพาน ฯ ป. ถ้าอย่างนั้น ท่านมุสิละ ก็เป็นพระอรหันตขีณาสพ ฯ เมื่อพระปวิฏฐะกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านมุสิละได้นิ่งอยู่ ฯ [๒๗๒] ครั้งนั้นแล ท่านพระนารทะได้กล่าวกะท่านปวิฏฐะว่า สาธุ ท่านปวิฏฐะ ผมพึงได้ปัญหานั้น ท่านจงถามปัญหาอย่างนั้น ผมจะแก้ปัญหานั้น แก่ท่าน ท่านปวิฏฐะกล่าวว่า ท่านนารทะได้ปัญหานั้น ผมขอถามปัญหานั้นกะท่าน นารทะ และขอท่านนารทะจงแก้ปัญหานั้นแก่ผม ดูกรท่านนารทะ เว้นจากความ เชื่อ ความพอใจ การฟังตามเขามา ความตรึกไปตามอาการ การทนต่อความ เพ่งพินิจด้วยทิฐิ ท่านนารทะมีญาณเฉพาะตัวท่านว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมี ชราและมรณะ ดังนี้หรือ ฯ นา. ท่านปวิฏฐะ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟังตามเขามา ความตรึกไปตามอาการ การทนต่อความเพ่งพินิจด้วยทิฐิ ผมย่อมรู้ ย่อมเห็น อย่างนี้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ ฯ ป. ท่านนารทะ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟังตามเขามา การตรึกไปตามอาการ การทนต่อความเพ่งพินิจด้วยทิฐิ ท่านนารทะมีญาณเฉพาะ ตัวท่านว่า เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ฯลฯ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมี สังขาร ดังนี้หรือ ฯ นา. ท่านปวิฏฐะ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟังตามเขามา ความ ตรึกไปตามอาการ การทนต่อความเพ่งพินิจด้วยอิฐิ ผมย่อมรู้ ย่อมเห็นอย่างนี้ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ฯ [๒๗๓] ป. ดูกรท่านนารทะ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟัง ตามเขามา ความตรึกไปตามอาการ การทนต่อความเพ่งพินิจด้วยทิฐิ ท่านนารทะ มีญาณเฉพาะตัวท่านว่า เพราะชาติดับ ชราและมรณะจึงดับ ฯลฯ เพราะอวิชชา ดับ สังขารจึงดับ ดังนี้หรือ ฯ นา. ท่านปวิฏฐะ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟังตามเขามา ความตรึกไปตามอาการ การทนต่อความเพ่งพินิจด้วยทิฐิ ผมย่อมรู้ ย่อมเห็น อย่างนี้ว่า เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ ฯ [๒๗๔] ป. ดูกรท่านนารทะ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟัง ตามเขามา ความตรึกไปตามอาการ การทนต่อความเพ่งพินิจด้วยทิฐิ ท่านนารทะ มีญาณเฉพาะตัวท่านว่า ภพดับเป็นนิพพาน ดังนี้หรือ ฯ นา. ท่านปวิฏฐะ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟังตามเขามา ความ ตรึกไปตามอาการ การทนต่อความเพ่งพินิจด้วยทิฐิ ผมย่อมรู้ ย่อมเห็นอย่างนี้ว่า ภพดับเป็นนิพพาน ฯ ป. ถ้าอย่างนั้น ท่านนารทะก็เป็นพระอรหันตขีณาสพหรือ ฯ นา. อาวุโส ข้อว่าภพดับเป็นนิพพาน ผมเห็นดีแล้วด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง แต่ว่าผมไม่ใช่พระอรหันตขีณาสพ อาวุโส เปรียบเหมือนบ่อน้ำ ในหนทางกันดาร ที่บ่อนั้นไม่มีเชือกโพงจะตักน้ำก็ไม่มี ลำดับนั้นบุรุษถูกความร้อน แผดเผา เหน็ดเหนื่อย หิว ระหาย เดินมา เขามองดูบ่อน้ำนั้น ก็รู้ว่ามีน้ำ แต่จะสัมผัสด้วยกายไม่ได้ ฉันใด ดูกรอาวุโส ข้อว่า ภพดับเป็นนิพพาน ผม เห็นดีแล้วด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง แต่ว่า ผมไม่ใช่พระอรหันตขีณาสพ ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ [๒๗๕] เมื่อท่านพระนารทะกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ได้กล่าว กะท่านพระปวิฏฐะว่า ดูกรท่านปวิฏฐะ ท่านชอบพูดอย่างนี้ ท่านได้พูดอะไร กะท่านนารทะบ้าง พระปวิฏฐะกล่าวว่า ท่านอานนท์ ผมพูดอย่างนี้ ไม่ได้พูด อะไรกะท่านนารทะ นอกจากกัลยาณธรรม นอกจากกุศลธรรม ฯ

Anangana Sutta Identifies Self-Awareness of Defilements as the Key to Global Peace: Scholars Propose Inner Development for the AI Era


As Artificial Intelligence (AI) continues to transform human life, economies, and global relationships at an unprecedented pace, Buddhist scholars are advocating the application of teachings from the Anangana Sutta as a framework for building sustainable peace. The discourse emphasizes recognizing and eliminating mental defilements, which are regarded as the root causes of conflict and suffering.  

The Anangana Sutta presents a dialogue between Venerable Sāriputta and Venerable Mahā Moggallāna concerning four types of individuals classified according to their mental defilements and level of self-awareness. Venerable Sāriputta explains that the truly noble person is not one who is free from faults from the outset, but one who recognizes personal shortcomings, accepts them honestly, and diligently strives for self-improvement. In contrast, those who ignore or conceal their flaws are likely to experience moral and spiritual decline.

The discourse further defines the term “anangana” in relation to mental blemishes and impurities, particularly unwholesome desires and resentment arising when one fails to receive the recognition, praise, or treatment one expects. If left unchecked, these tendencies can develop into jealousy, hostility, and division at personal, organizational, and societal levels.

To illustrate the importance of mental cultivation, Venerable Sāriputta compares the human mind to a bronze vessel that requires regular polishing and maintenance. If neglected, corrosion and rust gradually diminish its value. Likewise, when greed, hatred, and delusion are allowed to accumulate, they erode personal integrity, social harmony, and lasting peace.

The discourse also includes the analogy of a skilled chariot maker who carefully refines each component until it functions perfectly. This comparison praises those who willingly engage in self-discipline and continuous moral development. Through persistent practice, individuals can transform unwholesome habits into wholesome actions and cultivate lasting positive change.

Experts in AI ethics argue that the teachings of the Anangana Sutta are particularly relevant in the digital age. Despite remarkable technological advances, many of humanity’s greatest challenges continue to stem from bias, excessive ambition, self-centered desire, and a lack of self-awareness. AI systems and algorithms may amplify these weaknesses if developers, leaders, and users fail to recognize and address their own internal biases.

Scholars conclude that the Anangana Sutta offers a profound approach to global peace in the twenty-first century. Genuine peace begins with the courage to acknowledge the truth about one’s own mental defilements. By developing awareness of bias, anger, and craving, individuals can use technology responsibly, act with compassion, and respect the dignity and diversity of others. Such qualities provide a strong foundation for a peaceful, just, and sustainable world in the age of Artificial Intelligence.

“อนังคณสูตร” ชี้การรู้เท่าทันกิเลสคือกุญแจสู่สันติภาพโลก นักวิชาการเสนอแนวทางพัฒนาจิตรับมือยุคเอไอ

 “อนังคณสูตร” ชี้การรู้เท่าทันกิเลสคือกุญแจสู่สันติภาพโลก นักวิชาการเสนอแนวทางพัฒนาจิตรับมือยุคเอไอ

ท่ามกลางความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ทั่วโลก นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาได้เสนอให้นำหลักธรรมจาก “อนังคณสูตร” พระสูตรสำคัญในพระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน โดยเน้นการรู้เท่าทันและขัดเกลากิเลสภายในจิตใจซึ่งเป็นรากเหง้าของความขัดแย้งทั้งปวง

อนังคณสูตรเป็นบทสนทนาธรรมระหว่างพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะ ซึ่งมุ่งอธิบายลักษณะของบุคคล ๔ ประเภทตามระดับของกิเลสและการรู้เท่าทันตนเอง พระสารีบุตรชี้ให้เห็นว่าบุคคลผู้ประเสริฐมิใช่ผู้ที่ปราศจากข้อบกพร่องตั้งแต่ต้น หากแต่เป็นผู้ที่สามารถมองเห็นกิเลสของตนเอง ยอมรับความจริง และเพียรพยายามแก้ไขปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ปกปิดหรือเพิกเฉยต่อข้อบกพร่องของตน ย่อมมีแนวโน้มเสื่อมถอยทั้งทางจิตใจและการดำเนินชีวิต

พระสูตรยังอธิบายความหมายของคำว่า “อังคณะ” ว่าหมายถึงมลทินหรือความเศร้าหมองทางจิตใจ โดยเฉพาะความปรารถนาอันเป็นอกุศลและความโกรธเคืองที่เกิดขึ้นเมื่อไม่ได้รับการยอมรับ ยกย่อง หรือปฏิบัติตามความต้องการของตน ความรู้สึกดังกล่าวหากปล่อยไว้โดยไม่รู้เท่าทัน อาจพัฒนาเป็นความอิจฉา ความขัดแย้ง และความแตกแยกในระดับบุคคล องค์กร และสังคม

เพื่ออธิบายความสำคัญของการพัฒนาจิต พระสารีบุตรได้เปรียบเทียบจิตใจของมนุษย์เสมือนภาชนะสัมฤทธิ์ที่ต้องได้รับการขัดถูและดูแลอย่างสม่ำเสมอ หากปล่อยทิ้งไว้ สนิมแห่งกิเลสย่อมกัดกร่อนจนสูญเสียคุณค่า เช่นเดียวกับจิตใจที่ถูกครอบงำด้วยความโลภ ความโกรธ และความหลง ซึ่งสามารถบั่นทอนความสัมพันธ์และสันติสุขของสังคมได้

นอกจากนี้ พระสูตรยังยกอุปมาเรื่องช่างทำรถผู้ค่อย ๆ ปรับแต่งส่วนประกอบต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ เพื่อสรรเสริญผู้ที่ยินดีในการฝึกฝนและขัดเกลาตนเองตามหลักธรรม การพัฒนาตนอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ช่วยให้สามารถเปลี่ยนผ่านจากพฤติกรรมที่เป็นอกุศลไปสู่การกระทำที่เป็นกุศลและสร้างสรรค์ได้อย่างยั่งยืน

ผู้เชี่ยวชาญด้านจริยธรรม AI ให้ความเห็นว่า หลักธรรมในอนังคณสูตรมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโลกยุคดิจิทัล เพราะแม้เทคโนโลยีจะมีความก้าวหน้าเพียงใด แต่ปัญหาสำคัญยังคงอยู่ที่อคติ ความทะยานอยาก และการขาดการตระหนักรู้ในตนเองของมนุษย์ อัลกอริทึมและระบบ AI อาจขยายผลของอคติเหล่านี้ให้กว้างขวางขึ้น หากผู้ใช้งานและผู้พัฒนาไม่ตระหนักถึงข้อบกพร่องภายในตนเอง

นักวิชาการสรุปว่า อนังคณสูตรนำเสนอแนวทางที่ทรงคุณค่าสำหรับการสร้างสันติภาพโลกในศตวรรษที่ 21 โดยเริ่มต้นจากการกล้ายอมรับความจริงเกี่ยวกับกิเลสภายในตนเอง การรู้เท่าทันอคติ ความโกรธ และความทะยานอยาก จะช่วยให้มนุษย์สามารถใช้เทคโนโลยีด้วยความรับผิดชอบ มีเมตตา และเคารพความแตกต่างของผู้อื่น อันจะนำไปสู่สังคมโลกที่สงบสุข เป็นธรรม และยั่งยืนในยุคปัญญาประดิษฐ์

Bhayabherava Sutta Reveals a Path to Overcoming Fear in the AI Era: Scholars Advocate Mental Development as the Foundation of Global Peace


As Artificial Intelligence (AI) continues to transform the world at an unprecedented pace, influencing economies, societies, and international security, Buddhist scholars are highlighting the teachings of the Bhayabherava Sutta as a valuable framework for fostering inner stability and global peace in the digital age.

The Bhayabherava Sutta records a dialogue between the Buddha and Jāṇussoṇi Brahmin concerning the nature of fear and how to confront it, particularly in remote and intimidating environments. The Buddha explains that fear does not arise solely from external circumstances; rather, it originates from unwholesome qualities and defilements that remain within the mind. These include impure conduct in body, speech, and thought, mental agitation, doubt, and a lack of concentration.

The Buddha recounts His own experience before enlightenment, when He deliberately dwelt in secluded forests and faced fear directly. Through the cultivation of moral purity, unwavering effort, mindfulness, clear comprehension, and deep concentration, He overcame all fear and ultimately attained the Three Higher Knowledges (Tevijjā) on the night of His enlightenment.

Experts in ethics and technology argue that these teachings are particularly relevant in the AI era, where societies face growing anxieties about job displacement, economic competition, cybersecurity threats, misinformation, and geopolitical tensions related to advanced technologies. Without proper mental discipline, such fears can evolve into suspicion, hostility, division, and even violence.

According to scholars, cultivating mindfulness, ethical responsibility, and inner resilience in accordance with the Bhayabherava Sutta can help individuals respond to technological change with wisdom and composure. Such practices enable people to avoid panic, resist fear-driven narratives, and make decisions grounded in reason, compassion, and understanding.

The discourse also emphasizes that solitude and self-cultivation are not merely personal pursuits. They serve as an example for future generations, demonstrating how mental obstacles and hindrances can be overcome through wisdom, perseverance, and disciplined practice.

Scholars conclude that the Bhayabherava Sutta offers a profound vision for achieving global peace by addressing one of humanity’s deepest challenges: fear itself. When people learn to overcome inner fear while applying technology with ethical awareness and wisdom, the age of Artificial Intelligence can become an era marked by peace, stability, cooperation, and sustainable human progress.

“ภยเภรวสูตร” ชี้หนทางเอาชนะความกลัวในยุคเอไอ นักวิชาการเสนอการพัฒนาจิตเป็นรากฐานสันติภาพโลก

 “ภยเภรวสูตร” ชี้หนทางเอาชนะความกลัวในยุคเอไอ นักวิชาการเสนอการพัฒนาจิตเป็นรากฐานสันติภาพโลก

ท่ามกลางความก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลกอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงระหว่างประเทศ นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาได้เสนอให้นำหลักธรรมจาก “ภยเภรวสูตร” พระสูตรสำคัญในพระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มาเป็นแนวทางเสริมสร้างสันติภาพและความมั่นคงทางจิตใจของมนุษยชาติในยุคดิจิทัล

ภยเภรวสูตรบันทึกบทสนทนาระหว่างพระพุทธเจ้ากับชาณุโสณีพราหมณ์เกี่ยวกับการเผชิญหน้ากับความกลัวและความหวาดหวั่น โดยเฉพาะในสถานที่อันสงัดและน่าเกรงขาม พระพุทธองค์ทรงอธิบายว่า ต้นเหตุของความกลัวมิได้อยู่ที่สิ่งแวดล้อมภายนอกเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากกิเลสและอกุศลธรรมที่ยังสะสมอยู่ภายในจิตใจ เช่น ความประพฤติที่ไม่บริสุทธิ์ทางกาย วาจา และใจ ความฟุ้งซ่าน ความลังเลสงสัย และการขาดสมาธิที่มั่นคง

พระพุทธองค์ทรงเล่าถึงประสบการณ์การบำเพ็ญเพียรของพระองค์ก่อนการตรัสรู้ ซึ่งทรงเลือกประทับอยู่ในป่าอันสงัดและเผชิญกับความหวาดกลัวโดยตรง ด้วยการอาศัยความบริสุทธิ์แห่งศีล ความเพียรอันไม่ย่อท้อ สติสัมปชัญญะ และสมาธิที่มั่นคง จนสามารถเอาชนะความกลัวทั้งปวงได้ และในที่สุดทรงบรรลุวิชชา ๓ อันเป็นความรู้แจ้งขั้นสูงสุดในยามค่ำคืนแห่งการตรัสรู้

ผู้เชี่ยวชาญด้านจริยธรรมและเทคโนโลยีมองว่า หลักธรรมดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโลกยุค AI ซึ่งกำลังเผชิญกับความวิตกกังวลในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นความกังวลเกี่ยวกับการสูญเสียงาน การแข่งขันทางเศรษฐกิจ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ การบิดเบือนข้อมูล หรือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูง ความกลัวเหล่านี้หากขาดการบริหารจัดการทางจิตใจ อาจนำไปสู่ความหวาดระแวง ความเกลียดชัง และความรุนแรงในสังคม

นักวิชาการเสนอว่า การพัฒนาสติ ความรับผิดชอบทางจริยธรรม และความมั่นคงภายในจิตใจตามแนวทางของภยเภรวสูตร จะช่วยให้มนุษย์สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้อย่างมีเหตุผล ไม่ตกเป็นเหยื่อของความตื่นตระหนกหรือข้อมูลที่สร้างความหวาดกลัว ขณะเดียวกันยังช่วยส่งเสริมการตัดสินใจที่ตั้งอยู่บนปัญญาและความเมตตา อันเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

นอกจากนี้ พระสูตรยังชี้ให้เห็นว่าการปลีกวิเวกและการฝึกฝนตนมิได้มีคุณค่าเฉพาะต่อผู้ปฏิบัติเท่านั้น แต่ยังเป็นแบบอย่างแก่คนรุ่นหลังในการเอาชนะอุปสรรคทางจิตใจและนิวรณ์ต่าง ๆ ด้วยพลังแห่งปัญญาและความเพียร

นักวิชาการสรุปว่า ภยเภรวสูตรนำเสนอแนวทางที่ลึกซึ้งในการสร้างสันติภาพโลก โดยเริ่มต้นจากการเอาชนะ “ความกลัวภายใน” ซึ่งเป็นรากฐานของความขัดแย้งจำนวนมาก เมื่อมนุษย์สามารถพัฒนาความมั่นคงทางจิตใจ ควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม โลกยุคปัญญาประดิษฐ์ก็จะมีโอกาสก้าวสู่อนาคตที่สงบสุข มั่นคง และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

Dhammadāyāda Sutta Promotes the Inheritance of Wisdom: Scholars Propose a Path to Global Peace in the Age of Artificial Intelligence


Dhammadāyāda Sutta Promotes the Inheritance of Wisdom: Scholars Propose a Path to Global Peace in the Age of Artificial Intelligence 

As Artificial Intelligence (AI) continues to reshape economies, societies, and human lifestyles around the world, scholars of Buddhism and technology ethics are advocating the application of principles from the Dhammadāyāda Sutta, an important discourse found in the Majjhima Nikāya, Mūlapaṇṇāsaka of the Sutta Piṭaka, as a framework for fostering peace and sustainability in the modern world.

The central teaching of the Dhammadāyāda Sutta encourages followers of Buddhism to become “heirs of the Dhamma” rather than “heirs of material gain.” The Buddha illustrates this principle through a hypothetical example involving two monks, demonstrating that one who sacrifices physical comfort in order to uphold the Dhamma and discipline is more worthy of respect than one who merely pursues personal convenience and material benefits.

In the latter part of the discourse, Venerable Sāriputta further elaborates on the importance of cultivating seclusion, abandoning unwholesome qualities, and overcoming mental defilements such as greed, hatred, and delusion, which are recognized as the root causes of personal and social conflicts. The practice of the Middle Way, embodied in the Noble Eightfold Path, is presented as the primary method for purifying the mind, developing wisdom, and attaining genuine peace.

Experts in AI ethics observe that the teachings of the Dhammadāyāda Sutta are highly relevant to the challenges of the digital age. Modern societies often place excessive emphasis on economic gain, prestige, and technological power while neglecting moral development and social responsibility. This imbalance can contribute to intense competition, inequality, and various forms of conflict.

Applying the concept of being an “heir of the Dhamma” in the AI era means prioritizing the cultivation and transmission of wisdom, ethical values, knowledge, and collective responsibility rather than using technology solely for personal or corporate gain. If leaders, organizations, and citizens focus on developing inner virtues alongside technological innovation, they can reduce social tensions and strengthen trust at both national and international levels.

Scholars conclude that the Dhammadāyāda Sutta offers a profound vision for human development. It teaches that the most valuable inheritance is not wealth or technology, but wisdom, virtue, and a life guided by the Middle Path. When humanity learns to employ technology with responsibility, compassion, and selflessness, the world will be better positioned to achieve lasting peace, justice, and sustainability in the age of Artificial Intelligence.

“ธรรมทายาทสูตร” ชูแนวคิดสืบทอดมรดกแห่งปัญญา นักวิชาการเสนอทางออกสร้างสันติภาพโลกยุคเอไอ


ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตของมนุษยชาติ นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาและจริยธรรมเทคโนโลยีได้เสนอให้นำหลักธรรมจาก “ธรรมทายาทสูตร” พระสูตรสำคัญในพระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการสร้างสันติภาพและความยั่งยืนให้แก่สังคมโลก

สาระสำคัญของธรรมทายาทสูตรมุ่งเน้นให้พุทธบริษัทเป็น “ธรรมทายาท” หรือผู้สืบทอดมรดกทางธรรม มากกว่าการเป็น “อามิสทายาท” หรือผู้แสวงหาลาภผลและผลประโยชน์ทางวัตถุ พระพุทธองค์ทรงยกเหตุการณ์สมมติของภิกษุสองรูปเพื่อแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ยอมเสียสละความสะดวกสบายทางกายเพื่อรักษาพระธรรมวินัยนั้น เป็นผู้ควรได้รับการยกย่องมากกว่าผู้ที่มุ่งแสวงหาความสุขส่วนตน

ในส่วนต่อมา ท่านพระสารีบุตรได้อธิบายถึงความสำคัญของการฝึกฝนตนเองในความสงัด การลดละอกุศลธรรม และการกำจัดกิเลสต่าง ๆ โดยเฉพาะความโลภ ความโกรธ และความหลง ซึ่งเป็นรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งทั้งในระดับบุคคลและระดับสังคม การดำเนินชีวิตตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา หรืออริยมรรคมีองค์ ๘ จึงถูกเสนอเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาปัญญาและสร้างความสงบสุขอย่างแท้จริง

ผู้เชี่ยวชาญด้านจริยธรรม AI ระบุว่า หลักธรรมในธรรมทายาทสูตรมีความสอดคล้องกับความท้าทายของโลกยุคดิจิทัลอย่างยิ่ง เนื่องจากปัจจุบันสังคมจำนวนมากให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ชื่อเสียง และอำนาจจากเทคโนโลยี มากกว่าการพัฒนาคุณธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ส่งผลให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรง ความเหลื่อมล้ำ และความขัดแย้งในหลายระดับ

การนำแนวคิดเรื่อง “ธรรมทายาท” มาประยุกต์ใช้ในยุค AI หมายถึงการมุ่งสร้างและถ่ายทอดองค์ความรู้ ปัญญา คุณธรรม และความรับผิดชอบร่วมกัน มากกว่าการใช้เทคโนโลยีเพื่อแสวงหาผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม หากผู้นำ องค์กร และประชาชนให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณค่าภายในควบคู่กับนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ก็จะสามารถลดความขัดแย้งและสร้างความไว้วางใจในระดับสังคมและนานาชาติได้

นักวิชาการสรุปว่า ธรรมทายาทสูตรนำเสนอวิสัยทัศน์ที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการพัฒนามนุษย์ โดยชี้ให้เห็นว่ามรดกที่มีคุณค่าที่สุดมิใช่ทรัพย์สินหรือเทคโนโลยี แต่คือปัญญา คุณธรรม และการดำเนินชีวิตตามทางสายกลาง เมื่อมนุษย์เรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยีด้วยจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบและความเสียสละ สังคมโลกก็จะสามารถก้าวสู่สันติภาพ ความยุติธรรม และความยั่งยืนได้อย่างมั่นคงในยุคปัญญาประดิษฐ์

Sabbāsava Sutta Offers a Path to Overcoming Mental Defilements in the AI Era: Scholars Propose Seven Principles for Building Global Peace


As Artificial Intelligence (AI) continues to transform lifestyles, economies, and international relations at an unprecedented pace, Buddhist scholars are encouraging the global community to revisit the teachings of the Sabbāsava Sutta, an important discourse found in the Majjhima Nikāya, Mūlapaṇṇāsaka of the Sutta Piṭaka. They believe its principles can provide a valuable framework for fostering sustainable peace in the digital age.

The central teaching of the Sabbāsava Sutta focuses on the elimination of “āsavas,” or deeply rooted mental defilements that accumulate within the mind and serve as the underlying causes of suffering, conflict, and harmful behavior. The Buddha taught that true liberation from these defilements can only be achieved through wise reflection and a proper understanding of the Four Noble Truths: suffering, its causes, its cessation, and the path leading to its cessation.

The discourse outlines seven practical methods for preventing and abandoning mental defilements. These include cultivating right understanding, guarding the six sense faculties, using material necessities mindfully and moderately, patiently enduring hardships, avoiding harmful environments, abandoning unwholesome thoughts, and developing the mind through the Seven Factors of Enlightenment (Bojjhaṅgas).

Experts in AI ethics note that these teachings are highly relevant to the challenges of the modern technological age. While AI systems can process information and make decisions with remarkable speed and efficiency, the root causes of social problems remain human greed, hatred, delusion, and prejudice. Without proper wisdom and ethical guidance, technology may amplify these negative tendencies and contribute to wider social and global conflicts.

Practices such as mindful engagement with digital media, careful evaluation of information before accepting or sharing it, responsible use of technology, and continuous cultivation of awareness can help reduce the spread of misinformation, hatred, and social polarization. Likewise, avoiding environments that encourage hostility and division can promote a culture of mutual respect and peaceful coexistence.

Scholars conclude that the Sabbāsava Sutta is not merely a guide for personal spiritual development but also a profound framework for addressing global challenges in the twenty-first century. It demonstrates that genuine peace begins with the purification of the human mind. When individuals learn to overcome prejudice, reduce attachment, and cultivate wisdom, Artificial Intelligence can be directed toward the common good, helping create a more peaceful, just, and sustainable world for future generations.

วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569

“สัพพาสวสังวรสูตร” ชี้แนวทางขจัดกิเลสยุคเอไอ นักวิชาการเสนอ 7 วิธีสร้างสันติภาพจากภายในสู่ระดับโลก

 “สัพพาสวสังวรสูตร” ชี้แนวทางขจัดกิเลสยุคเอไอ นักวิชาการเสนอ 7 วิธีสร้างสันติภาพจากภายในสู่ระดับโลก

ท่ามกลางความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างรวดเร็ว นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาได้เสนอให้สังคมโลกหันกลับมาศึกษาหลักธรรมใน “สัพพาสวสังวรสูตร” พระสูตรสำคัญในพระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เพื่อใช้เป็นแนวทางสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในยุคดิจิทัล

สาระสำคัญของสัพพาสวสังวรสูตรมุ่งเน้นการกำจัด “อาสวะ” หรือกิเลสที่หมักหมมอยู่ในจิตใจ อันเป็นต้นเหตุของความทุกข์ ความขัดแย้ง และพฤติกรรมที่นำไปสู่ความเสียหายทั้งต่อตนเองและส่วนรวม พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า การดับอาสวะอย่างแท้จริงจะเกิดขึ้นได้จากการพิจารณาอย่างแยบคายและความเข้าใจในอริยสัจ ๔ ซึ่งเป็นความจริงอันประเสริฐเกี่ยวกับทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และหนทางสู่ความดับทุกข์

พระสูตรได้เสนอแนวทางปฏิบัติ ๗ ประการในการป้องกันและกำจัดอาสวะ ได้แก่ การปรับเปลี่ยนทัศนคติและมุมมองให้ถูกต้อง การสำรวมอินทรีย์หรือควบคุมทวารทั้งหก การใช้สอยปัจจัยสี่อย่างมีสติและพอประมาณ การอดทนต่อความยากลำบาก การหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมกิเลส การกำจัดความคิดที่ไม่เป็นกุศล และการพัฒนาจิตใจด้วยการเจริญโพชฌงค์ ๗ อันเป็นองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้

ผู้เชี่ยวชาญด้านจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ชี้ว่า หลักธรรมดังกล่าวมีความสอดคล้องกับความท้าทายของโลกยุค AI อย่างยิ่ง เพราะแม้เทคโนโลยีจะมีความสามารถในการประมวลผลข้อมูลและตัดสินใจได้รวดเร็ว แต่ต้นตอของปัญหาสังคมยังคงอยู่ที่ความโลภ ความโกรธ ความหลง และอคติของมนุษย์ ซึ่งอาจถูกขยายผลผ่านเทคโนโลยีจนกลายเป็นความขัดแย้งในวงกว้าง

การสำรวมการรับรู้จากสื่อดิจิทัล การกลั่นกรองข้อมูลก่อนเชื่อหรือเผยแพร่ การใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทัน และการฝึกจิตให้มีสติ สามารถช่วยลดการแพร่กระจายของข้อมูลเท็จ ความเกลียดชัง และความแตกแยกทางสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน การหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความรุนแรงทางความคิดยังช่วยสร้างวัฒนธรรมแห่งความเคารพและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

นักวิชาการสรุปว่า สัพพาสวสังวรสูตรมิได้เป็นเพียงหลักธรรมเพื่อการพัฒนาตนเองเท่านั้น แต่ยังเป็นกรอบแนวคิดสำหรับการพัฒนาสังคมโลกในศตวรรษที่ 21 โดยชี้ให้เห็นว่า สันติภาพที่แท้จริงเริ่มต้นจากการขจัดกิเลสภายในจิตใจ เมื่อมนุษย์สามารถควบคุมอคติ ลดความยึดมั่น และพัฒนาปัญญาได้แล้ว เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ก็จะถูกนำมาใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมและการสร้างสังคมโลกที่สงบสุข ยุติธรรม และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

Mūlapariyāya Sutta Reveals the Root Causes of Global Conflict in the AI Era: Scholars Advocate Buddhist Principles for Sustainable Peace


Amid the rapid transformation of the world in the age of Artificial Intelligence (AI), scholars of Buddhism and technology have proposed a framework for building global peace through the application of teachings from the Mūlapariyāya Sutta, a significant discourse found in the Majjhima Nikāya, Mūlapaṇṇāsaka of the Sutta Piṭaka. The sutta explores the “root foundation of all phenomena” and examines the origins of human attachment and misunderstanding. 

The central teaching of the Mūlapariyāya Sutta explains how individuals perceive reality according to four levels of spiritual development: the ordinary person (Puthujjana), the trainee disciple (Sekha), the Arahant, and the Buddha. Ordinary people tend to perceive things through the lens of self-identity, regarding phenomena as “self” or “belonging to self.” As a result, attachment, aversion, preference, prejudice, and conflict inevitably arise.

By contrast, trainee disciples who are progressing on the path to liberation strive to reduce such attachments through wisdom and mindful cultivation. Arahants and Buddhas, having fully realized the truth of reality, directly comprehend phenomena as they truly are and are therefore no longer dominated by delusions of selfhood or possessiveness.

Experts emphasize that these teachings hold particular relevance for contemporary society in the AI era. While technology can greatly enhance human capabilities, it can also amplify existing human weaknesses. If people remain attached to identities, beliefs, ideologies, ethnic divisions, religions, or self-interest, technological advancements may become tools that intensify social polarization and global conflict.

However, by applying the principles of the Mūlapariyāya Sutta and cultivating awareness of how attachment and conceptualization arise, individuals can reduce bias, foster mutual understanding, and promote peaceful coexistence amid cultural and ideological diversity.

Scholars conclude that genuine peace does not begin merely with regulating technology. Rather, it begins with understanding the “root causes of suffering” within the human mind. When individuals learn to let go of attachment to ego and self-centered views, conflicts at personal, social, and international levels can be significantly reduced. Such inner transformation provides a vital foundation for sustainable global peace in the age of Artificial Intelligence.

“มูลปริยายสูตร” ชี้รากเหง้าแห่งความขัดแย้งโลกยุคเอไอ นักวิชาการเสนอใช้หลักพุทธธรรมสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน

 “มูลปริยายสูตร” ชี้รากเหง้าแห่งความขัดแย้งโลกยุคเอไอ นักวิชาการเสนอใช้หลักพุทธธรรมสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาและเทคโนโลยีได้ร่วมเสนอแนวทางการสร้างสันติภาพโลกผ่านการประยุกต์ใช้หลักธรรมจาก “มูลปริยายสูตร” พระสูตรสำคัญในพระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ซึ่งว่าด้วย “รากเหง้าของสรรพสิ่ง” และต้นเหตุแห่งความยึดมั่นถือมั่นของมนุษย์

สาระสำคัญของมูลปริยายสูตรอธิบายถึงความแตกต่างของการรับรู้โลกตามระดับพัฒนาการทางจิตของบุคคล ๔ ประเภท ได้แก่ ปุถุชน พระเสขบุคคล พระอรหันต์ และพระพุทธเจ้า โดยปุถุชนมักมองสิ่งต่าง ๆ ผ่านกรอบแห่งอัตตา ยึดถือว่าสิ่งนั้นเป็น “ตัวตน” หรือ “ของตน” จึงเกิดความพอใจ ความไม่พอใจ ความรัก ความชัง และความขัดแย้งตามมา

ในขณะที่พระเสขบุคคล ผู้กำลังฝึกฝนตนเองในมรรคาแห่งการหลุดพ้น พยายามลดละความยึดมั่นดังกล่าวผ่านการเจริญปัญญา ส่วนพระอรหันต์และพระพุทธเจ้าทรงเข้าถึงความจริงอย่างสมบูรณ์ ทรงกำหนดรู้ธรรมชาติของสรรพสิ่งตามความเป็นจริง จึงไม่ถูกครอบงำด้วยความหลงยึดในตัวตนอีกต่อไป

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า หลักธรรมดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคมโลกในยุคเอไอ เนื่องจากเทคโนโลยีสามารถขยายทั้งศักยภาพและปัญหาของมนุษย์ได้พร้อมกัน หากมนุษย์ยังคงยึดติดในอัตลักษณ์ ความเชื่อ อุดมการณ์ เชื้อชาติ ศาสนา หรือผลประโยชน์ของตนเอง การใช้เทคโนโลยีอาจกลายเป็นเครื่องมือเพิ่มความแตกแยกและความขัดแย้งในระดับโลก

อย่างไรก็ตาม หากนำหลักการจากมูลปริยายสูตรมาประยุกต์ใช้ โดยฝึกให้มนุษย์ตระหนักรู้ถึงกระบวนการสร้างความหมายและการยึดมั่นในสิ่งต่าง ๆ จะช่วยลดอคติ เปิดพื้นที่แห่งความเข้าใจ และส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ท่ามกลางความหลากหลายทางความคิดและวัฒนธรรม

นักวิชาการสรุปว่า สันติภาพที่แท้จริงไม่ได้เริ่มต้นจากการควบคุมเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มต้นจากการเข้าใจ “รากเหง้าแห่งความทุกข์” ภายในจิตใจมนุษย์ เมื่อมนุษย์สามารถปล่อยวางความยึดมั่นในอัตตาได้ ความขัดแย้งที่เป็นต้นเหตุของปัญหาระดับบุคคล สังคม และนานาชาติ ก็จะลดลงอย่างเป็นรูปธรรม อันเป็นรากฐานสำคัญของสันติภาพโลกในยุคปัญญาประดิษฐ์อย่างยั่งยืน

เพลง: นฬกลาปิยสูตรไม้อ้อสองกำสายใยแห่งสันติภาพ



เพลง: นฬกลาปิยสูตรไม้อ้อสองกำสายใยแห่งสันติภาพ

(บทนำ)

ในโลกที่เชื่อมโยงกันด้วยเครือข่าย
ข้อมูลไหลผ่านทุกพรมแดน
ปัญญาประดิษฐ์เรียนรู้จากมนุษย์
และมนุษย์เรียนรู้จากโลกที่เปลี่ยนไป

ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่ลำพัง
ไม่มีใครอยู่ได้ด้วยตนเอง
ทุกชีวิตเกี่ยวโยงเป็นสายใย
ดุจไม้อ้อสองกำที่อาศัยกัน

(Verse 1)

ณ ป่าอิสิปตนยามเย็นสงบ
สองพระเถระสนทนาธรรม
คำถามลึกซึ้งก้องอยู่ในใจ
ทุกข์นี้เกิดขึ้นด้วยเหตุใดกัน

ชราและมรณะมิใช่ใครสร้าง
มิใช่ตน มิใช่ผู้อื่นกำหนดไว้
แต่เกิดจากเหตุปัจจัยสืบต่อไป
ดุจสายน้ำที่ไหลตามทาง

(Pre-Chorus)

ชาติอาศัยภพ
ภพอาศัยอุปาทาน
อุปาทานอาศัยตัณหา
ทุกสิ่งล้วนเชื่อมโยงกัน

(Chorus)

ไม้อ้อสองกำพิงกันไว้
จึงยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลางลมแรง
นามรูปกับวิญญาณต่างแสดง
ความจริงแห่งการอาศัยกัน

เมื่อมนุษย์และ AI เรียนรู้ร่วมกัน
ด้วยเมตตาและความเข้าใจ
โลกจะก้าวผ่านความขัดแย้งทั้งหลาย
สู่สันติภาพที่ยั่งยืน

(Verse 2)

ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นโดดเดี่ยว
ไม่มีเหตุใดไร้ผลตามมา
ทุกการกระทำ ทุกคำพูด ทุกศรัทธา
ล้วนสร้างอนาคตของโลกใบนี้

เมื่อความโลภกลายเป็นข้อมูล
เมื่อความโกรธแพร่ผ่านเครือข่าย
เทคโนโลยีอาจกลายเป็นเปลวไฟ
หากขาดหัวใจแห่งคุณธรรม

(Bridge)

แต่เมื่อปัญญาเป็นผู้นำทาง
เมื่อสติคอยเฝ้าดูความคิด
AI จะเป็นพลังเพื่อชีวิต
มิใช่อาวุธแห่งความแตกแยก

เพราะเราต่างเชื่อมโยงถึงกัน
ดังสายใยแห่งมนุษยธรรม
ความสุขของคนหนึ่ง
ย่อมส่งผลต่อคนทั้งโลก

(Rap)

โลกดิจิทัลไร้พรมแดน
ทุกการคลิกอาจเปลี่ยนแปลงอนาคต
ทุกข้อมูลมีผลต่อความคิด
ทุกความคิดมีผลต่อสังคม

AI ไม่ใช่ศัตรูของมนุษย์
และมนุษย์ไม่ควรเป็นศัตรูกันเอง
เมื่อเทคโนโลยีเดินคู่ศีลธรรม
สันติภาพก็เป็นจริงได้

(Chorus ใหญ่)

ไม้อ้อสองกำพิงกันไว้
คือบทเรียนแห่งเหตุปัจจัย
ไม่มีใครอยู่ได้โดยลำพัง
ไม่มีชาติใดอยู่เหนือกัน

เมื่อโลกเรียนรู้การพึ่งพา
แทนการแข่งขันอย่างไร้ขอบเขต
เมื่อ AI รับใช้มนุษยชาติ
แทนการแบ่งแยกและครอบงำ

สันติภาพจะผลิบาน
ในหัวใจของผู้คนทุกแห่งหน
ดุจไม้อ้อที่เอนพิงกัน
อย่างสมดุลและงดงาม

(Outro)

เมื่อกำหนึ่งล้ม อีกกำย่อมล้มตาม
เมื่อกำหนึ่งมั่นคง อีกกำย่อมมั่นคง
ดังชีวิตที่เกี่ยวโยงกันทั่วโลก

จงใช้ปัญญาเหนือความหลง
จงใช้เทคโนโลยีด้วยเมตตา
จงสร้างอนาคตด้วยความเข้าใจ

แล้วโลกทั้งใบ
จะกลายเป็นสายใยแห่งสันติภาพ
ที่งดงามดั่งธรรมอันเป็นนิรันดร์

[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

๗. นฬกลาปิยสูตร
[๒๖๓] สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาโกฏฐิตะ อยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสี ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเย็น ท่าน พระมหาโกฏฐิตะออกจากที่พักผ่อน เข้าไปหาพระสารีบุตรถึงที่อยู่ ได้ปราศรัยกับ ท่านพระสารีบุตร ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง ฯ [๒๖๔] ท่านพระมหาโกฏฐิตะนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กล่าวคำนี้กะท่าน พระสารีบุตรว่า ท่านสารีบุตร ชราและมรณะ ตนทำเอง ผู้อื่นทำให้ ทั้งตน ทำเองทั้งผู้อื่นทำให้ หรือว่า ชราและมรณะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยตนไม่ได้ทำเอง ผู้อื่นไม่ได้ทำให้ ฯ ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า ท่านโกฏฐิตะ ชราและมรณะ ตนทำเองก็ ไม่ใช่ ผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ ทั้งตนทำเองทั้งผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ บังเกิดขึ้นเพราะ อาศัยตนไม่ได้ทำเอง ผู้อื่นไม่ได้ทำให้ก็ไม่ใช่ แต่ว่าเพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมี ชราและมรณะ ฯ โก. ท่านสารีบุตร ชาติ ตนทำเอง ผู้อื่นทำให้ ทั้งตนทำเองทั้งผู้อื่น ทำให้ หรือว่าชาติบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยตนไม่ได้ทำเอง ผู้อื่นไม่ได้ทำให้ ฯ สา. ท่านโกฏฐิตะ ชาติ ตนทำเองก็ไม่ใช่ ผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ ทั้งตนทำเอง ทั้งผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ ชาติบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยตนไม่ได้ทำเอง ผู้อื่นไม่ได้ทำให้ ก็ไม่ใช่ แต่เพราะภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ ฯ โก. ท่านสารีบุตร ภพตนทำเอง ฯลฯ อุปาทานตนทำเอง ... ตัณหาตน ทำเอง ... เวทนาตนทำเอง ... ผัสสะตนทำเอง ... สฬายตนะตนทำเอง ... นามรูป ตนทำเอง ผู้อื่นทำให้ ทั้งตนทำเองทั้งผู้อื่นทำให้ หรือว่านามรูปบังเกิดขึ้นเพราะ อาศัยตนไม่ได้ทำเอง ผู้อื่นไม่ได้ทำให้ ฯ สา. ท่านโกฏฐิตะ นามรูปตนทำเองก็ไม่ใช่ ผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ ทั้งตน ทำเองทั้งผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ นามรูปบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยตนไม่ได้ทำเอง ผู้อื่นไม่ได้ ทำให้ ก็ไม่ใช่ แต่เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ฯ โก. ท่านสารีบุตร วิญญาณตนทำเอง ผู้อื่นทำให้ ทั้งตนทำเองทั้งผู้อื่น ทำให้ หรือว่าวิญญาณบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยตนไม่ได้ทำเอง ผู้อื่นไม่ได้ทำให้ ฯ สา. ท่านโกฏฐิตะ วิญญาณตนทำเองก็ไม่ใช่ ผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ ทั้งตน ทำเองทั้งผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ วิญญาณบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยตนไม่ได้ทำเอง ผู้อื่น ไม่ได้ทำให้ ก็ไม่ใช่ แต่เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ฯ [๒๖๕] โก. เราทั้งหลายเพิ่งรู้ชัดภาษิตของท่านสารีบุตรในบัดนี้เอง อย่างนี้ว่า ท่านโกฏฐิตะ นามรูปตนทำเองก็ไม่ใช่ ผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ ทั้งตน ทำเองทั้งผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยตนไม่ได้ทำเอง ผู้อื่นไม่ได้ทำให้ ก็ไม่ใช่ แต่เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ฯ อนึ่ง เราทั้งหลายรู้ชัดภาษิตของท่านสารีบุตรในบัดนี้เอง อย่างนี้ว่า ท่าน โกฏฐิตะ วิญญาณตนทำเองก็ไม่ใช่ ผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยตน ไม่ได้ทำเอง ผู้อื่นไม่ได้ทำให้ก็ไม่ใช่ แต่เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ฯ ท่านสารีบุตร ก็เนื้อความของภาษิตนี้ เราทั้งหลายจะพึงเห็นได้อย่างไร ฯ [๒๖๖] สา. ดูกรอาวุโส ถ้าเช่นนั้น ผมจักเปรียบให้ท่านฟัง ในโลกนี้ บุรุษผู้ฉลาดบางพวกย่อมรู้ชัดเนื้อความของภาษิตได้ แม้ด้วยอุปมา ฯ อาวุโส ไม้อ้อ ๒ กำ พึงตั้งอยู่ได้เพราะต่างอาศัยซึ่งกันและกันฉันใด เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะ นามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฉันนั้นแล ฯ ถ้าไม้อ้อ ๒ กำนั้น พึงเอาออกเสียกำหนึ่ง อีกกำหนึ่งก็ล้มไป ถ้าดึงอีก กำหนึ่งออก อีกกำหนึ่งก็ล้มไป ฉันใด เพราะนามรูปดับ วิญญาณจึงดับ เพราะ วิญญาณดับ นามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะ ดับ ผัสสะจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฉันนั้นแล ฯ [๒๖๗] โก. น่าอัศจรรย์ ท่านสารีบุตร ไม่เคยมีมา ท่านสารีบุตร เท่าที่ท่านสารีบุตรกล่าวนี้ เป็นอันกล่าวดีแล้ว ก็แลเราทั้งหลายพลอยยินดีสุภาษิตนี้ ของท่านสารีบุตรด้วยเรื่อง ๓๖ เรื่องเหล่านี้ ฯ ถ้าภิกษุแสดงธรรม เพื่อความหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับชราและ มรณะ ควรจะกล่าวว่า ภิกษุธรรมกถึก ฯ ถ้าภิกษุปฏิบัติ เพื่อความหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับชราและมรณะ ควรจะกล่าวว่า ภิกษุปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ฯ ถ้าภิกษุหลุดพ้น เพราะความหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะ ความดับ เพราะไม่ถือมั่นชราและมรณะ ควรจะกล่าวว่า ภิกษุบรรลุนิพพานใน ปัจจุบัน ฯ ถ้าภิกษุแสดงธรรม เพื่อความหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับชาติ ฯลฯ ภพ ... อุปาทาน ... ตัณหา ... เวทนา ... ผัสสะ ... สฬายตนะ ... นามรูป ... วิญญาณ ... สังขารทั้งหลาย ... อวิชชา ควรจะกล่าวว่า ภิกษุธรรมกถึก ฯ ถ้าภิกษุปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับอวิชชา ควรจะ กล่าวว่า ภิกษุปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ฯ ถ้าภิกษุหลุดพ้นเพราะความหน่าย เพราะคลายกำหนัด เพราะความดับ เพราะความไม่ถือมั่นอวิชชา ควรจะกล่าวว่า ภิกษุบรรลุนิพพานในปัจจุบัน ฯ

เพลง : โปกขรณีสูตรมหาสระแห่งปัญญา

เพลง : โปกขรณีสูตร มหาสระแห่งปัญญา  [บทนำ] จากหยดน้ำบนปลายหญ้า สู่สระกว้างสุดสายตา ธรรมสอนให้เห็นคุณค่า ของปัญญาที่เปลี่ยนโลก [Verse 1] ณ เช...