วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

พม. จับมือ มจร ปั้น “พระนักเทศน์ยุคใหม่” พลิกบทบาทสู่ผู้นำสื่อสารสังคม หนุนความมั่นคงมนุษย์


เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 เพจกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เผยแพร่ความสำเร็จของโครงการพัฒนาศักยภาพพระนักเทศน์ ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาสังคมไทยอย่างมีนัยสำคัญ

โดยเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.00 น. นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวง พม. เป็นประธานในพิธีปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “เสริมพลังสร้างศักยภาพเครือข่ายภายในประเทศ พัฒนาทักษะ (Up Skill / Re Skill) พระนักเทศน์ในการเทศน์สื่อสารงานด้านการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์” ณ อาคาร มวก. 48 พรรษา (ชั้นล่าง) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จังหวัด พระนครศรีอยุธยา



ภายในพิธี พระพรหมวัชรธีราจารย์ ศาสตราจารย์ ดร. อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นผู้มอบใบประกาศนียบัตรแก่พระนักเทศน์ที่ผ่านการอบรม โดยมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง พม. อาทิ นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว และนางศิริลักษณ์ มีมาก รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาวิชาการพัฒนาสังคม เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน


จุดเปลี่ยน “บทบาทพระสงฆ์” จากธรรมาสน์สู่กลไกพัฒนาสังคม

การจัดอบรมครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมตามแผนงานราชการ แต่สะท้อน “การเปลี่ยนกระบวนทัศน์” (Paradigm Shift) ของการพัฒนาสังคมไทย จากการทำงานแบบแยกส่วน สู่การบูรณาการ “ทุนทางสังคม” และ “ทุนทางวัฒนธรรม” โดยใช้สถาบันสงฆ์เป็นกลไกหลัก



นักวิชาการมองว่า แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับ “ทฤษฎีการเสริมพลัง” (Empowerment Theory) ที่เน้นการปลดล็อกศักยภาพทั้งระดับบุคคลและชุมชน ควบคู่กับ “การสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม” (Communication for Social Change) ซึ่งให้ความสำคัญกับการออกแบบสารที่เข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง

พระนักเทศน์ยุคใหม่จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงถ่ายทอดธรรมะ แต่กำลังก้าวสู่บทบาท “นักสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์” ที่สามารถเชื่อมโยงหลักธรรมกับปัญหาสังคมร่วมสมัย เช่น ความยากจน ความรุนแรงในครอบครัว และสุขภาพจิต


ยกระดับทักษะสู่ยุคดิจิทัล สื่อสารธรรมะเข้าถึงคนรุ่นใหม่

การอบรม Up Skill / Re Skill มุ่งพัฒนาทักษะรอบด้าน ทั้งการตีความพระธรรม การออกแบบบทเทศน์ การใช้จิตวิทยาการสื่อสาร และการประยุกต์เทคโนโลยีดิจิทัล



โดยเฉพาะการใช้สื่อออนไลน์ การสร้างชุมชนศรัทธาในโลกดิจิทัล (Digital Sangha) ไปจนถึงแนวคิด “พุทธเมตาเวิร์ส” ที่เปิดพื้นที่ให้เข้าถึงธรรมะได้ไร้พรมแดน

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การสื่อสารในยุคดิจิทัลยังต้องเผชิญความท้าทาย เช่น ข้อมูลบิดเบือน และแรงต้านจากค่านิยมดั้งเดิม ทำให้พระนักเทศน์จำเป็นต้องมี “ภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล” ควบคู่กับวุฒิภาวะทางอารมณ์


เชื่อมเครือข่าย “บวร-อพม.” สร้างตาข่ายความมั่นคงมนุษย์

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์นี้ คือการบูรณาการเครือข่าย “บวร” (บ้าน-วัด-ราชการ) และอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.)

พระนักเทศน์ที่ผ่านการอบรมจะทำงานร่วมกับ อพม. ในระดับพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ทั้งการเยียวยาทางจิตใจ การไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง และการสร้างเครือข่ายชุมชนเข้มแข็ง

บทบาทดังกล่าวทำให้วัดไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ทางศาสนา แต่กลายเป็น “ศูนย์กลางความมั่นคงของมนุษย์” ในระดับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม


วิเคราะห์ผลลัพธ์: ยกระดับสังคมไทยสู่ความยั่งยืน

การบูรณาการพระนักเทศน์เข้ากับนโยบายรัฐ มีศักยภาพในการยกระดับดัชนีความมั่นคงของมนุษย์ในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม

ไม่ว่าจะเป็นการลดปัญหาครอบครัว การสร้างวินัยทางการเงิน หรือการดูแลสุขภาพจิตของประชาชน โดยใช้หลักธรรมเป็นเครื่องมือ

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในระยะยาวยังขึ้นอยู่กับการพัฒนาศักยภาพองค์กรศาสนา การปรับใช้ในพื้นที่พหุวัฒนธรรม และการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมดิจิทัล


บทสรุป

ความร่วมมือระหว่างกระทรวง พม. และ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการผนวก “ศาสนธรรม” เข้ากับ “นโยบายสาธารณะ”

พระนักเทศน์จึงไม่ได้เป็นเพียงผู้สอนศีลธรรม แต่กำลังก้าวขึ้นเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางสังคม” ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างสังคมที่มั่นคง สมดุล และยั่งยืนในศตวรรษที่ 21

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

พม. จับมือ มจร ปั้น “พระนักเทศน์ยุคใหม่” พลิกบทบาทสู่ผู้นำสื่อสารสังคม หนุนความมั่นคงมนุษย์

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 เพจกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เผยแพร่ความสำเร็จของโครงการพัฒนาศักยภาพพระนักเทศน์ ซึ่งสะท้อน...