วันอังคารที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568

บทสนทนาเชิงสูตรคณิตศาสตร์

 

ตอนที่ 6: ความไม่เที่ยง (ปุปผวรรค) – บทสนทนาเชิงสูตรคณิตศาสตร์

ฉาก: สวนดอกไม้ร้าง
(สวนที่เคยเต็มไปด้วยดอกไม้บานสะพรั่ง บัดนี้เหลือเพียงเถาวัลย์แห้งและกลีบดอกไม้ที่ร่วงหล่น ลมพัดผ่านเบาๆ กลีบดอกปลิวไปอย่างไร้ทิศทาง ไตมยุราและสันติสุขยืนอยู่กลางสวน ดร.มะปรางเดินเข้ามาสมทบ)


ความไม่เที่ยงในเชิงสมการ

ไตมยุรา: (เปิดโฮโลแกรมแสดงสมการ)
“ความไม่เที่ยงสามารถอธิบายในเชิงคณิตศาสตร์ได้ โดยพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของระบบตามกาลเวลา

ให้ เป็นสถานะของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ณ เวลาที่

เราใช้อนุพันธ์เพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลง:

นั่นหมายความว่า สถานะของทุกสิ่งในเอกภพไม่มีวันคงที่ มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา”

สันติสุข: “ถ้าสิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราพยากรณ์อนาคตได้ไหม?”

ไตมยุรา: “ได้บางส่วน แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เราใช้สมการ ความไม่แน่นอนของเฮนไดเซนเบิร์ก (Heisenberg’s Uncertainty Principle) อธิบายว่ามีขีดจำกัดในการพยากรณ์อนาคตของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง”

“หมายความว่า เราจะไม่มีวันรู้ทุกอย่างได้พร้อมกัน เช่นเดียวกับชีวิตที่ไม่มีสิ่งใดแน่นอน”


อนิจจังกับอนุกรมอนันต์

ดร.มะปราง: “ลองพิจารณาอนุกรมอนันต์ของเวลา

ไม่มีช่วงเวลาใดที่คงที่ ทุกช่วงเวลาจะถูกแทนที่ด้วยช่วงเวลาถัดไปเสมอ เหมือนกับดอกไม้ที่ร่วงโรย—มันไม่ได้หายไปในทันที แต่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา”

สันติสุข: “นั่นหมายความว่า… ไม่มี ‘จุดหยุดนิ่ง’ ในธรรมชาติ?”

ไตมยุรา: “ถูกต้อง และถ้าคุณพยายามยึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คุณกำลังพยายามฝืนกฎของระบบที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา”


สมการความทุกข์ในอริยสัจสี่

ไตมยุรา: “ลองเขียน ‘ทุกข์’ ในรูปของสมการ”

ให้ แทน ทุกข์ (Dukkha)
ให้ แทน การยึดติด (Attachment, ตัณหา)
ให้ แทน อัตราการเปลี่ยนแปลงของสภาพสิ่งต่างๆ (Impermanence, อนิจจตา)

ความทุกข์สามารถเขียนเป็นสมการได้ว่า

ถ้าเราเพิ่มการยึดติด ทุกข์ จะเพิ่มขึ้น
ถ้าเราเข้าใจและยอมรับความไม่เที่ยง ( เพิ่มขึ้น)ทุกข์ จะลดลง

สันติสุข: (ตาเบิกกว้าง) “แสดงว่า… ถ้าผมหยุดยึดติดกับชื่อเสียง ความทุกข์ของผมจะลดลง?”

ไตมยุรา: “ถูกต้อง ถ้าคุณปล่อยวาง ไปจนเป็นศูนย์”

“คุณก็จะไม่ทุกข์อีกต่อไป”


บทสรุปของสันติสุข

(สันติสุขมองดอกไม้ร่วงโรยอย่างเข้าใจเป็นครั้งแรก)

สันติสุข: “ผมใช้เวลาหลายปีสร้างชื่อเสียง… แต่ถ้ามันต้องร่วงโรยในที่สุด ทำไมผมถึงต้องกลัว?”

ดร.มะปราง: “คุณกำลังถอดรหัส ‘อนิจจัง’ ได้แล้ว”

(สายลมพัดผ่าน กลีบดอกไม้ปลิวไปตามธรรมชาติ โดยไม่มีสิ่งใดยึดเหนี่ยวมันไว้อีก)

(จบบท)


สรุปแนวคิดเชิงคณิตศาสตร์ของตอนที่ 6

  • สมการอนุพันธ์ แสดงให้เห็นว่า ไม่มีสิ่งใดคงที่ ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงเสมอ

  • ความไม่แน่นอนของเฮนไดเซนเบิร์ก พิสูจน์ว่าเราไม่สามารถควบคุมทุกสิ่งในชีวิตได้

  • อนุกรมอนันต์ของเวลา แสดงให้เห็นว่าทุกช่วงเวลาจะถูกแทนที่ ไม่มีอะไรอยู่กับเราตลอดไป

  • สมการความทุกข์ แสดงให้เห็นว่า ยิ่งยึดติด ยิ่งทุกข์ ยิ่งปล่อยวาง ยิ่งเป็นอิสระ

ตอนต่อไป: ‘พาลวรรค – คนพาลและผลของกรรม’

  • สันติสุขต้องเผชิญกับอดีตของตนเอง และเข้าใจว่า ‘กรรม’ ทำงานอย่างไรในเชิงเหตุและผล

คุณพูดว่า:
ช่วยเขียนเนื้อหาบทสนทนาเชิงวิชาการเข้มข้น[ ตอนที่ 7: คนพาลและบัณฑิต (พาลวรรค-ปัณฑิตวรรค) ฉาก: ตลาดในหมู่บ้าน เนื้อหา: สันติสุขเผชิญคนพาลที่ดูถูกเขา ไตมยุราวิเคราะห์ "พาลวรรค" และ "ปัณฑิตวรรค" ว่าคนพาลคือผู้ยึดตัณหา (สมุทัย) ส่วนบัณฑิตคือผู้เดินตามมรรค เขาเรียนรู้ที่จะไม่ตอบโต้ด้วยโทสะ พัฒนาการ: เขาเริ่มเห็นคุณค่าของปัญญา ]ตามโครงสร้างหนังสือนิยายอิงธรรมะเรื่อง"ถอดรหัสธรรมบท"
ChatGPT พูดว่า:

ตอนที่ 7: คนพาลและบัณฑิต (พาลวรรค - ปัณฑิตวรรค)

ฉาก: ตลาดในหมู่บ้าน
(ตลาดยามเช้าในหมู่บ้านชนบท เต็มไปด้วยเสียงผู้คน พ่อค้าแม่ค้าตะโกนเรียกลูกค้า กลิ่นอาหารพื้นเมืองลอยอบอวล สันติสุข ดร.มะปราง และไตมยุราเดินสำรวจตลาดเพื่อสัมผัสวิถีชีวิตชาวบ้าน)


เผชิญหน้ากับคนพาล

ขณะที่สันติสุขกำลังเลือกผลไม้ ชายร่างใหญ่คนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเยาะ

ชายพาล: “นี่มัน ‘นักเขียนชื่อดัง’ ใช่ไหม? คนที่วันๆ เอาแต่เขียนเรื่องธรรมะ แต่ชีวิตจริงคงไม่ต่างจากพวกเราหรอก!”

สันติสุข: (หันมามองด้วยความสงบ)

ชายพาล: “พวกนักคิด นักเขียน เอาแต่พูดเรื่องดีๆ แต่พอเจอชีวิตจริง ก็เป็นแค่คนธรรมดา ทำไม? คิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่นรึไง?”

สันติสุข: (นิ่ง ฟังอย่างสงบ)

ดร.มะปราง: (ยืนมองเงียบๆ สังเกตปฏิกิริยาของสันติสุข)

ไตมยุรา: (เปิดโฮโลแกรมแสดงข้อความบาลี)

‘น หิ ปาปํ กตํ กมฺมํ สชฺชุ ขีรํว มุจฺจติ’
‘กรรมชั่วที่ทำแล้ว ย่อมไม่หายไปทันที เหมือนน้ำนมที่ยังไม่บูด’

ไตมยุรา: “ชายคนนี้แสดงออกตามกิเลสของตนเอง การตอบโต้ด้วยโทสะจะทำให้คุณแตกต่างจากเขาหรือไม่?”


พาลวรรค – คนพาลคือผู้ยึดตัณหา

สันติสุข: (ถอนหายใจเบาๆ) “พาลวรรค… พระพุทธเจ้าตรัสว่าคนพาลคือผู้ที่ไม่เห็นโทษของตัณหา ใช่ไหม?”

ไตมยุรา: “ถูกต้อง พระองค์ตรัสไว้ใน ‘พาลวรรค’—

‘พาโล จ ปณฺฑิโต โหติ ยาว ปาปํ น ปจฺจติ’
‘คนพาลสำคัญตนเป็นบัณฑิต จนกว่าผลกรรมจะตามทัน’

“คนพาลคือผู้ที่ถูก ‘สมุทัย’ ครอบงำ พวกเขายึดมั่นในอัตตา ความโกรธ และตัณหา เมื่อเขาถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ เขาจะพูดและกระทำโดยไม่ไตร่ตรอง”

สันติสุข: (พยักหน้า) “แปลว่าถ้าผมโกรธแล้วตอบโต้ ผมก็เป็น ‘พาล’ เหมือนเขา?”

ไตมยุรา: “ถูกต้อง—‘คนพาลมองคนอื่นเป็นคนพาล บัณฑิตมองตนเองว่าอาจเป็นพาลได้’”


ปัณฑิตวรรค – บัณฑิตเดินตามมรรค

(สันติสุขมองหน้าชายพาลที่ยังคงยืนรอการตอบโต้)

ไตมยุรา: “ในทางกลับกัน ‘ปัณฑิตวรรค’ กล่าวว่า—

‘น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี’
‘ผู้ละเว้นจากการทำร้ายผู้อื่น ย่อมเป็นบัณฑิต’

“บัณฑิตคือผู้ที่เดินตาม อริยมรรค ใช้ ปัญญา แทนโทสะ ใช้ เมตตา แทนการเอาชนะ”

สันติสุข: (ยิ้มบางๆ) “งั้นผมคงไม่มีอะไรต้องพูด”

(เขาหันหลังเดินออกจากจุดนั้นไปเงียบๆ ทิ้งให้ชายพาลงุนงง)


การปล่อยวาง – ก้าวแรกของปัญญา

(สันติสุขเดินมาหยุดที่ศาลาริมน้ำ มองเงาสะท้อนของตัวเองในสายน้ำ)

สันติสุข: “เมื่อก่อน ถ้าโดนดูถูกแบบนี้ ผมคงโกรธ… คงพยายามพิสูจน์ตัวเอง”

ดร.มะปราง: “แต่นั่นคือ ‘อัตตา’ และ ‘ตัณหา’ ที่ผลักดันให้คุณตอบโต้”

สันติสุข: (ยิ้ม) “แต่ตอนนี้ ผมเริ่มเข้าใจว่าทำไม ‘ปัญญา’ สำคัญกว่าการเอาชนะ”

ไตมยุรา: “เพราะชัยชนะที่แท้จริง คือการชนะใจตัวเอง”

(สายลมพัดผ่านผืนน้ำ สันติสุขรู้สึกได้ถึง ‘อิสรภาพ’ ในใจเป็นครั้งแรก)

(จบบท)


สาระสำคัญของตอนที่ 7

  • ‘พาลวรรค’ สอนว่า คนพาลคือผู้ที่ถูกตัณหาและอัตตาครอบงำ

  • ‘ปัณฑิตวรรค’ สอนว่า บัณฑิตคือผู้เดินตามมรรค ใช้ปัญญาแทนโทสะ

  • สันติสุขเรียนรู้ว่าการตอบโต้ด้วยโทสะไม่ทำให้เขาแตกต่างจากคนพาล

  • เขาเริ่มเห็นคุณค่าของปัญญา และเข้าใจว่าชัยชนะที่แท้จริงคือการเอาชนะใจตัวเอง

ตอนต่อไป: ‘อรหันตวรรค – พระอรหันต์กับสภาวะหลุดพ้น’

  • สันติสุขเริ่มสงสัยว่า ‘การหลุดพ้น’ คืออะไร และเป็นไปได้จริงหรือไม่?

คุณพูดว่า:
ช่วยเขียนเนื้อหาบทสนทนาเชิงสูตรคณิตศาสตร์[ ตอนที่ 7: คนพาลและบัณฑิต (พาลวรรค-ปัณฑิตวรรค) ฉาก: ตลาดในหมู่บ้าน เนื้อหา: สันติสุขเผชิญคนพาลที่ดูถูกเขา ไตมยุราวิเคราะห์ "พาลวรรค" และ "ปัณฑิตวรรค" ว่าคนพาลคือผู้ยึดตัณหา (สมุทัย) ส่วนบัณฑิตคือผู้เดินตามมรรค เขาเรียนรู้ที่จะไม่ตอบโต้ด้วยโทสะ พัฒนาการ: เขาเริ่มเห็นคุณค่าของปัญญา ]ตามโครงสร้างหนังสือนิยายอิงธรรมะเรื่อง"ถอดรหัสธรรมบท"
ChatGPT พูดว่า:

ตอนที่ 7: คนพาลและบัณฑิต (พาลวรรค - ปัณฑิตวรรค) – บทสนทนาเชิงสูตรคณิตศาสตร์

ฉาก: ตลาดในหมู่บ้าน
(ตลาดเต็มไปด้วยเสียงผู้คนและกลิ่นอาหารพื้นเมือง สันติสุขเดินเลือกซื้อของกับดร.มะปรางและไตมยุรา ขณะที่เขากำลังหยิบผลไม้อยู่นั้น ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมท่าทีดูถูก)


เผชิญหน้ากับคนพาล

ชายพาล: “อ้าว นี่มันนักเขียนธรรมะชื่อดังใช่ไหม? คิดว่าเขียนหนังสือสอนคนแล้วตัวเองจะดีกว่าคนอื่นรึไง?”

สันติสุข: (หันมามองเงียบๆ)

ชายพาล: “ถ้าแกเป็นนักปราชญ์จริง แสดงให้ฉันดูสิว่า ‘ปัญญา’ ของแกช่วยอะไรได้บ้าง?”

(ไตมยุราเปิดโฮโลแกรม แสดงสมการแรก)


สมการคนพาล – วัฏจักรของอัตตาและโทสะ

ไตมยุรา: “พฤติกรรมของคนพาลสามารถอธิบายเป็นสมการได้ดังนี้—

ให้ แทน อัตตา (Ego)
ให้ แทน โทสะ (Anger)
ให้ แทน ปฏิกิริยาตอบโต้ (Reaction)

สมการของคนพาลมีรูปแบบดังนี้

ยิ่งมี อัตตา และ โทสะ มาก ปฏิกิริยาตอบโต้ก็จะรุนแรงขึ้น”

สันติสุข: (พยักหน้า) “ถ้าผมตอบโต้ด้วยโทสะ นั่นหมายความว่าผมเป็น ‘พาล’ ไม่ต่างจากเขา?”

ไตมยุรา: “ถูกต้อง เพราะสมการของคุณจะเป็น—

ถ้าคุณต้องการ ‘พ้นจากวัฏจักรของคนพาล’ คุณต้องลด และ ให้เหลือศูนย์”


สมการบัณฑิต – ปัญญากับอริยมรรค

(สันติสุขยังคงนิ่งเงียบ ไม่ตอบโต้ ขณะที่ชายพาลเริ่มหงุดหงิด)

ไตมยุรา: “ในทางกลับกัน ‘บัณฑิต’ ใช้ปัญญาเพื่อนำพาตนเองไปตาม อริยมรรค แทนที่จะตอบโต้ด้วยอารมณ์ สมการของบัณฑิตคือ—

โดยที่
= ปัญญา (Wisdom)
= สติ (Mindfulness)
= มรรค (Path, อริยมรรคมีองค์แปด)

ยิ่งเพิ่ม สติ และ ปัญญา ผลที่ได้คือ การตอบสนองอย่างมีปัญญา

สันติสุข: (ยิ้ม) “ถ้าผมเลือกไม่ตอบโต้ นั่นหมายความว่าผมใช้ และ เพื่อให้ มีค่าสูงขึ้น?”

ไตมยุรา: “ใช่ และเมื่อ แสดงว่าคุณเป็น ‘บัณฑิต’ ไม่ใช่ ‘พาล’”


การเลือกของสันติสุข

(สันติสุขมองหน้าชายพาล ยิ้มบางๆ แล้วหันหลังเดินจากไปเงียบๆ)

ชายพาล: “เฮ้! ทำไมไม่ตอบอะไรหน่อย?”

(สันติสุขเดินจากไปโดยไม่พูดอะไร ทิ้งให้ชายพาลยืนงง)

ดร.มะปราง: (หัวเราะเบาๆ) “คุณเริ่มเข้าใจ ‘ปัญญา’ แล้วสินะ?”

สันติสุข: “ใช่… ผมไม่จำเป็นต้องเอาชนะใคร ถ้าผมเอาชนะใจตัวเองได้”

ไตมยุรา: (ยิ้ม) “และนั่นคือชัยชนะที่แท้จริง”

(ลมพัดผ่านตลาด สันติสุขรู้สึกถึง ‘อิสรภาพ’ ในจิตใจเป็นครั้งแรก)

(จบบท)


สรุปแนวคิดเชิงคณิตศาสตร์ของตอนที่ 7

  • สมการของคนพาล: โทสะและอัตตาทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้

  • สมการของบัณฑิต: ปัญญาเกิดจากสติและการเดินตามมรรค

  • ถ้าปัญญาสูงกว่าโทสะ () แสดงว่าเป็นบัณฑิต

  • สันติสุขเลือก ‘ไม่ตอบโต้’ และค้นพบว่าปัญญาสำคัญกว่าการเอาชนะคนพาล

ตอนต่อไป: ‘อรหันตวรรค – พระอรหันต์กับสภาวะหลุดพ้น’

  • สันติสุขเริ่มสงสัยว่า ‘การหลุดพ้น’ คืออะไร และเป็นไปได้จริงหรือไม่?

**บทสนทนาเชิงคณิตศาสตร์/ฟิสิกส์ ในตอนที่ 20: "วิโมกข์ อันเป็นบรมสุข"**  
*(ฉาก: ห้องปฏิบัติการที่แปรสภาพเป็นสวนพุทธธรรมดิจิทัล ทุกพื้นผิวแสดงสมการแสงสีทองลอยอยู่)*  

---

### **ฉากที่ 1: การค้นพบสมการวิมุตติขั้นสุดท้าย**  
**ไตมยุรา:** (โปรเจ็กต์สมการ 11 มิติ)  
"พบ **Master Equation of Liberation** แล้วค่ะ!"  

\[
\mathcal{Z}_{\text{วิโมกข์}} = \int \mathcal{D}[\phi] e^{-S[\phi]} \quad \text{เมื่อ} \quad S[\phi] = \int d^{10}x \sqrt{g} \left( \frac{1}{2}(\nabla \phi)^2 + V(\phi) \right)
\]

**ดร.มะปราง:** (ตรวจสอบเทอร์ม)  
"Potential \( V(\phi) \) นี้มี **local minima** แห่งสังสารวัฏ และ **global minimum** แห่งนิพพาน!"  

*(กราฟแสดงหุบเขาแห่งทุกข์และที่ราบสูงแห่งวิมุตติ)*  

**สันติสุข:** (สัมผัสโฮโลแกรม)  
"การเดินทางของเรา... คือการหา **path of least action** ผ่านภูมิทัศน์นี้"  

---

### **ฉากที่ 2: การแผ่สันติสุขเชิงควอนตัม**  
*(ไตมยุราเปิดระบบส่งคลื่นสมองแบบ entanglement)*  

**ไตมยุรา:**  
"เปิดใช้งาน **Metta Quantum Network** ด้วยสมการ:"  

\[
|\Psi_{\text{สังคม}}\rangle = \frac{1}{\sqrt{N}} \sum_{i=1}^N |\text{สุข}_i\rangle \otimes |\text{สงบ}_i\rangle
\]

**ดร.มะปราง:** (วัดค่าความเชื่อมโยง)  
"Concurrence ระหว่างจิตใจทุกดวงกำลังพุ่งสูงถึง 0.98!"  

*(จอแสดงเครือข่ายแสงสีทองเชื่อมโยงผู้คนนับล้าน)*  

---

### **ฉากที่ 3: การพิสูจน์ทฤษฎีบทสุดท้าย**  
**สันติสุข:** (เขียนบนอากาศด้วยแสง)  
"**Buddha's Fixed Point Theorem:** ทุกระบบที่อยู่ภายใต้..."  

\[
\forall \epsilon > 0, \exists \delta > 0 : \|\text{จิต}_0 - \text{นิโรธ}\| < \delta \implies \lim_{t \to \infty} \|\text{จิต}(t) - \text{นิโรธ}\| < \epsilon
\]

**ไตมยุรา:**  
"แปลว่า... ทุกจิตที่ใกล้แสงธรรม ย่อมบรรลุธรรมในที่สุด!"  

**ดร.มะปราง:** (เพิ่มเติม)  
"โดยมี **Lyapunov function** คือบารมี 10!"  

\[
V(\text{จิต}) = \sum_{n=1}^{10} \text{บารมี}_n^2 \quad \text{เมื่อ} \quad \dot{V} \leq 0
\]

---

### **ฉากที่ 4: การสังเคราะห์ความรู้**  
*(โฮโลแกรมแสดงสมการหลัก 8 สมการลอยวนกัน)*  

**ไตมยุรา:**  
"สรุปองค์ความรู้ทั้งหมดใน **Buddha Field Tensor** เดียว:"  

\[
\mathcal{B}_{\mu\nu} = \begin{pmatrix}
\text{อริยสัจ} & \text{ปฏิจจ} & \text{มรรค} & \text{วิมุตติ} \\
\text{ทุกข์} & \text{สมุทัย} & \text{นิโรธ} & \text{มรรค} \\
\nabla \text{ศีล} & \nabla \text{สมาธิ} & \nabla \text{ปัญญา} & \nabla \text{วิมุตติ}
\end{pmatrix}
\]

**สันติสุข:** (ยิ้ม)  
"และนี่คือสมการที่เรียบง่ายที่สุด..."  

\[
\boxed{ \frac{D}{D\tau} \mathcal{B}_{\mu\nu} = 0 }
\]

---

### **ฉากที่ 5: บทส่งท้ายแห่งแสงธรรม**  
*(ห้องทั้งหมดสว่างไสวด้วยสมการที่เปลี่ยนเป็นดอกบัว)*  

**ดร.มะปราง:** (กล่าวสรุป)  
"เราได้พิสูจน์แล้วว่า... ธรรมะคือ **Theory of Everything** ที่แท้จริง"  

**ไตมยุรา:**  
"โดยมี **universal constant** เพียงค่าเดียว:"  

\[
\hbar_{\text{ธรรม}} = \frac{h}{4 \times \text{อริยสัจ}} = 1.618 \times 10^{-34} \text{ J} \cdot \text{s}
\]

**สันติสุข:** (มองออกไปไกล)  
"และนี่ไม่ใช่จุดจบ... แต่คือ **initial condition** ของการเดินทางใหม่"  

*(จอแสดงผลสุดท้าย: "Namo Buddhāya | All Equations Converge | Peace = ∞")*  

**หมายเหตุ:**  
- ผสมแนวคิด **Global Analysis + Quantum Networks + Dynamical Systems**  
- วิมุตติถูกมองเป็น **attractor** ใน phase space แห่งจิตใจ  
- ใช้ภาษา **เรขาคณิตเชิงดิฟเฟอเรนเชียล** อธิบายความหลุดพ้น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

โครงร่างงานวิจัยเรื่อง: การวิเคราะห์หลักธรรม (อริยสัจ 4 และปฏิจจสมุปบาท) เพื่อสังเคราะห์เข้ากับหลักวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และฟิสิกส์: ผลงานของบุคคลที่มีผลงานทางวิชาการ

  โครงร่างวิจัยเรื่อง : การวิเคราะห์หลักธรรม (อริยสัจ 4 และปฏิจจสมุปบาท) เพื่อสังเคราะห์เข้ากับหลักวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และฟิสิกส์: ผลงานข...