วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2567

🇲🇲 🇹🇭 ธรรมจักรเชื่อมใจ AEC ! “สมเด็จพระสังฆราชแห่งเมียนมา” เป็นประธานในงานสัมมนา “ธรรมจักรเพื่อสันติภาพโลก”



เมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2567 เจ้าพระคุณพระภัททันตะ ซานดิมา ภิวังสะ (อัครมหาบัณฑิต อัครมหาสัทธัมมโชติกะธะชะ) สมเด็จพระสังฆราชแห่งประเทศเมียนมา (His Holiness Bhaddanta Candimar Bhivamsa (Agga Maha Pandita Agga Maha Saddhamma Jotikadhaja) Chairperson of the State Sangha Maha Nayaka Committee of Myanmar) เป็นประธานในงานสัมมนา “ธรรมจักรเพื่อสันติภาพโลก” ที่จัดขึ้น ณ ห้องเธียร์เตอร์ อาคาร 100 ปีคุณยายอาจารย์ ฯ วัดพระธรรมกาย โดยมีเจ้าคณะจังหวัดไพลิน คณะธรรมยุติ และคณะมหานิกาย ประเทศกัมพูชา, เจ้าอาวาสวัดจากจังหวัดดานัง และจังหวัดฮอยอัน ประเทศเวียดนาม, ฝ่ายต่างประเทศ อ.พ.ส. คณะสงฆ์ สปป.ลาว (ศูนย์กลางองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์ลาว) และเจ้าอาวาสและผู้นำองค์กรพุทธจากประเทศ AEC ทั้งเมียนมาร์, กัมพูชา, ลาว และเวียดนาม เข้าร่วมงานสัมมานาครั้งนี้ 

โดยในงานสัมมนา พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย บรรยายในหัวข้อ “ธรรมจักรคุ้มครองโลก” โดยนำความรู้เรื่องทุกข์ประจำสังขาร การบริหารขันธ์ สัมมาอาชีวะ การสร้างเครือข่ายคนดี แก้วิกฤตโลก และงานวิจัยปริญญาเอกในเรื่อง อนาคตภาพการขับเคลื่อนงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาของเครือข่ายองค์กรพุทธนานาชาติ ซึ่งสอดคล้องกับงานสัมมนาวันนี้ ซึ่งเป็นเรื่องของการพัฒนาจิตใจมนุษย์ ผ่านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือขององค์กรพุทธ ด้วยกิจกรรมการสวดธรรมจักรร่วมกันทั้งภูมิภาค AEC โดยมีเป้าหมายหลายพันล้านจบเป็นกุศโลบายในการทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาร่วมกัน และขอขอบคุณที่องค์กรที่ส่งยอดสวดธรรมจักร ทำให้ทุกครั้งที่ถึงวงรอบสวดธรรมจักร สามารถจัดพิธีฉลองชัยชิตังเม ได้ทุกครั้ง 

ส่วนพระมหาสุรัตน์ อคฺครตโน ผู้ช่วยอำนวยการสำนักต่างประเทศ และหัวหน้ากอง AEC บรรยายในหัวข้อ “ธรรมจักรใน AEC” โดยบรรยายถึงกิจกรรมการสวดธรรมจักรในประเทศเมียนมาร์ ลาว กัมพูชา เวียดนาม 

 ทั้งนี้ เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆนายก พระภัททันตะ จันธิมา อภิวังสะ อัครมหาบัณฑิต อัครมหาสัทธัมมโชติกะธะชะ สมเด็จพระสังฆราช ประธานคณะกรรมการมหาสังฆนายกแห่งรัฐ ประเทศเมียนมาร์ เมตตาให้โอวาทว่า “โครงการสวดธรรมจักรของวัดพระธรรมกาย ที่เชิญชวนประชาชนและคณะสงฆ์ประเทศต่างๆ ร่วมกันสวดเป็นกิจกรรมที่ดี โดยต้องอาศัยคุณธรรม ความศรัทธา ที่รวมกันทบทวนธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอชื่นชม และสนับสนุนโครงการนี้ เพื่อเชิญชวนชาวพุทธร่วมกันสวดธรรมจักร ซึ่งทำเป็นปกติอยู่แล้วในประเทศเมียนมาร์ และยินดีสนับสนุนส่งเสริมการสวดธรรมจักรร่วมกับวัดพระธรรมกาย ขอให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จในการเผยแผ่พระพุทธศาสนายิ่งๆ ขึ้นไป”  

โดยในช่วงท้ายงานสัมมนา คณะสงฆ์และผู้นำองค์กรพุทธ ได้ถวายใบปวารณาลงนามความร่วมมือ และมอบป้ายโครงการฯ ในการร่วมกันสวดและส่งยอดสวดธรรมจักร ในโครงการสวดธรรมจักร 24 น. กับวัดพระธรรมกาย และภาคีเครือข่ายองค์กรพุทธทั่วโลก ในวาระวันเกิดและบูชาธรรมอายุวัฒนมงคล 80 ปี หลวงพ่อธัมมชโย ในวันคุ้มครองโลก 22 เมษายน 2567 จากนั้นผู้เข้าร่วมสัมมนาได้ถ่ายภาพร่วมกัน เพื่อเป็นประวัติศาสตร์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในภูมิภาค AEC ด้วย


เจ้าคุณประสารเผย "มจร" เร่งฝึกอบรมผู้บริหารเพื่อการพัฒนาแบบก้าวกระโดด



เมื่อวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2567  พระราชวัชรสารบัณฑิต หรือเจ้าคุณประสาร รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา ในฐานะผู้อำนวยการฝึกอบรมพัฒนาผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หรือ มจร ได้กล่าวว่า มหาวิทยาลัยโดยนโยบายของพระธรรมวัชรบัณฑิต อธิการบดี ได้ออกนโยบายเรื่องการพัฒนาบุคคลากรในทุกระดับเพื่อเพิ่มสมรรถนะ เพิ่มศักยภาพและมองเห็นเป้าหมายร่วมกันเพื่อจะได้นำพาองคาพยพของมหาวิทยาลัยไปสู่การพัฒนาในรูปแบบก้าวกระโดดเพืัอให้ทันต่อโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา          

พระราชวัชรสารบัณฑิต ได้กล่าวต่อไปว่า การอบรมผู้บริการนั้นจะมีทุกระดับโดยเริ่มที่การฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรใหม่ จำนวน 312 รูป/คนในระหว่างวันที่ 12-14 กุมภาพันธ์ 2567 ณ หอประชุมอาคาร มวก. 48 พรรษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  การฝึกอบรมพัฒนาผู้บริการระดับต้น จำนวน 85 รูป/คน ระหว่างวันที่ 1-5 เมษายน 2567 ณ วิทยาลัยสงฆ์ลำพูน มจร ต.ต้นธง อ.เมือง จ.ลำพูน และในครั้งนี้เป็นการฝึกอบรมพัฒนาผู้บริหารระดับกลางทั้วประเทศ จำนวน 253 รูป/คน ระหว่างวันที่ 24-27 เมษายน 2567 วัตถุประสงค์ในการจัดการจัดฝึกอบรมพัฒนาอย่างเข้มงวดในครั้งนี้เพื่อฝึกทักษะในการบริหาร การจัดการให้มีประสิทธิภาพ เรียนรู้ทักษะวิชาการใหม่ๆ เรียนรู้รักสามัคคีในสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ วิเคราะห์และบริหารความเสี่ยงอย่างรู้เท่าทัน มีจิตสำนึกรักองค์กร และเรียนรู้โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อทันโลก ทันสมัย ทันสถานการณ์เพื่อจะสามารถนำพามหาวิทยาลัยไปสู่เป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพบนฐานของวิกฤติมหาวิทยาลัยทั่วประเทศและทั่วโลก นอกจากการฝึกอบรมด้านวิชาการ  แล้ว ยังมีการไปศึกษาดูงานของความสำเร็จด้านอุดมศึกษานอกสถานที่ื การทำวัตรสวดมนต์และการปฎิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานเพื่อพัฒนาปัญญาอีกด้วยและในอีกสองเดือนข้างหน้านี้ก็จะมีการฝึกอบรมพัฒนาผู้บริหารระดับสูงเพื่อเพิ่มสมรรถนะต่อไป        

"การอุดมศึกษาในทั่วโลกกำลังประสบภาวะวิกฤติ เฉพาะมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาเช่นมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยคงหนีไม่พ้นเช่นกัน เช่นโลกเปลี่ยนไปผู้คนสนใจเทคโนโลยีเพื่อหารายได้มากกว่าการเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย องค์ความรู้เปลี่ยนผ่าน การดำรงชีวิตเปลี่ยนไป ประชากรลดลง ศาสนทายาทถดถอย ทั้งหมดทั้งปวงนี้ล้วนเป็นสิ่งท้าทายมหาวิทยาลัยในดำรงอยู่บนฐานของศรัทธา ปัญญาและความมั่นคง การพัฒนาบุคคลากรในทุกระดับเพื่อรับมือ  เพื่อการรู้เท่าทันเพื่อให้ปรับตัวในการก้าวกระโดดจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในโลกปัจจุบันของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย" พระราชวัชรสารบัณฑิต กล่าวในตอนท้าย


วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2567

"พวงเพ็ชร" มาแล้วมอบสำนักพุทธจับมือ "พม." ตรวจสอบ พ่อ-แม่ ‘น้องไนซ์ เชื่อมจิต’ หากเข้าข่ายหลอกลวง ปชช. สั่งฟันทันที



เมื่อวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2567 นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีประชาชนเรียกร้องให้สำนักงานพระพุทธศาสนาตรวจสอบ “น้องไนซ์”เด็กอายุ 8 ขวบที่อ้างตัวเป็นบุตรพระพุทธเจ้า สอนธรรมะด้วยการเชื่อมจิตที่ไม่มีอยู่ในคำสอน  โดยได้สั่งการไปยังนายอินทพร จั่นเอี่ยม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ลงพื้นที่บ้านพักของครอบครัวเด็กอายุ 8 ขวบ พร้อมกับนายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือกัน จอมพลัง เพื่อตรวจสอบโดยด่วนแล้วว่าการกระทำของเด็กอายุ 8 ขวบ เป็นอย่างไรและมีความเหมาะสมหรือไม่ 

 นางพวงเพ็ชร ระบุว่า ได้สั่งการให้สำนักงานพระพุทธศาสนาประสานงานกับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม. ) ร่วมลงไปตรวจสอบโดยด่วน เนื่องจากมีประชาชนร้องเรียนเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้จะต้องเข้าไปตรวจสอบกับผู้ปกครองด้วยว่ามีการป้อนข้อมูลที่ผิดให้กับลูกหรือไม่ เพราะลำพังเด็กที่มีอายุยังน้อยน่าจะยังไม่มีการนึกคิดไตร่ตรองอะไรได้มาก รวมถึงตรวจสอบว่ามีใครอยู่เบื้องหลังเพื่อหวังหาประโยชน์จากน้องไนซ์หรือไม่

“ส่วนตัวมองว่าการที่นำเรื่องพระพุทธเจ้ามาอ้างอิงเช่นนี้ ไม่ตรงกับหลักคำสอนของพุทธศาสนา อีกทั้งทำให้ประชาชนหลงเชื่อ ดังนั้นจึงให้สำนักพุทธฯลงพื้นที่ไปตรวจสอบ และหากมีประเด็นใดที่เข้าข่ายหลอกลวงประชาชน จะดำเนินการตามกฎหมายหรือมีพระภิกษุสามเณรรูปใดเข้าไปเกี่ยวข้องให้ดำเนินทันทีโดยไม่มีการละเว้น ขณะเดียวกันขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณก่อนรับฟังคำสอนดังกล่าวด้วย” นางพวงเพ็ชร กล่าว


วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2567

22 เมษา วันคุ้มครองโลก วัดพระธรรมกายถวายสังฆทานคณะสงฆ์ 10,000 วัดทั่วประเทศ และถวายสังฆทานสงฆ์ 4 จ.ชายแดนใต้



วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2567 เป็นวันคุ้มครองโลก หรือ Earth Day เกิดขึ้นโดยวุฒิสภาชาวอเมริกันชื่อ Gaylord Nelson ที่ได้รณรงค์ให้ชาวอเมริกันร่วมมือกันรักษาคุ้มครองโลก ในส่วนของพระพุทธศาสนานั้นองค์กรยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (ยพสล.) มีมติให้วันที่ 22 เมษายนของทุกปีเป็น “วันธรรมะคุ้มครองโลก” ภายใต้คำขวัญ “Clean The World, Clean The Mind” เพราะทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมที่ทรงคุณค่าที่สุด คือ ใจของมนุษย์ ควรได้รับการคุ้มครองรักษาให้สะอาดบริสุทธิ์ ด้วยเหตุนี้ วัดพระธรรมกายจึงได้จัดงาน “วันธรรมะคุ้มครองโลก” เพื่อให้พุทธบริษัท 4 จากทั่วโลก ได้มาร่วมกันปฏิบัติตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่นคือ ละชั่ว ทำดี ทำใจ ให้ผ่องใส ด้วยการประกอบบุญกิริยาวัตถุ 3 คือ ทาน ศีล ภาวนา เพื่อกลั่นกาย วาจา ใจ ให้สะอาดบริสุทธิ์     มีเมตตา ไม่เบียดเบียนใคร  เพื่อให้โลกพบกับสันติภาพและความสุขสงบที่แท้จริง 

พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า ในวันคุ้มครองโลกปีนี้ วัดพระธรรมกาย จัดให้มีการนั่งสมาธิ เจริญสมาธิภาวนา, พิธีเจริญพุทธมนต์, พิธีถวายมหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 10,000 กว่าวัดทั่วประเทศ ภายในพิธีได้รับความเมตตาจากพระพรหมวชิรปัญญาจารย์ เจ้าอาวาสวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร พระอารามหลวง, ราชบัณฑิต, หัวหน้าพระธรรมทูตสายที่ 8 เมตตาเป็นประธานสงฆ์ และในโอกาสครบ 20 ปี พิธีถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงได้นิมนต์คณะสงฆ์จาก 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส) มารับถวายไทยธรรมในครั้งนี้ ซึ่งเป็นครั้งที่ 168 พร้อมกับมอบกองทุนหนุนแรงใจช่วยครูใต้ปีที่ 17 ครั้งที่ 133 โดยมีผู้แทนคุณครู 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ร่วมพิธี

“ในโอกาสวันคุ้มครองโลก 22 เมษายน 2567 วัดพระธรรมกายได้จัดให้มีพิธีถวายมหาสังฆทาน 10,000 วัด แด่พระสังฆาธิการทั่วประเทศ วัดพระธรรมกาย มูลนิธิธรรมกายจึงได้จัดพิมพ์หนังสือ "20 ปี 323 วัด รวมใจพุทธบริษัท 4 ทั้งแผ่นดินดับไฟใต้" อันเป็นการสนองพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการ “สืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” และเพื่อประกาศคุณงามความดีของพุทธบุตร 4 จังหวัดภาคใต้ให้เป็นที่ประจักษ์แก่คณะสงฆ์ทั่วสังฆมณฑล และชาวพุทธทั่วโลกว่าทุกรูป คือ "วีรบุรุษแห่งกองทัพธรรม" ที่ยอมสละชีวิตเป็นเดิมพัน รักษาพระพุทธศาสนา ให้ธรรมะอยู่คู่ปลายด้ามขวานไทยตลอดไป“ พระครูสมุห์สนิทวงศ์กล่าว

หมายเหตุ

มหาสังฆทาน วันคุ้มครองโลก 22 เมษายน

วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2545 มหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 3,000 กว่าวัด ทั่วประเทศ

วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2546 มหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 3,000 กว่าวัด ทั่วประเทศ

วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2547 มหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 12,000 กว่าวัด ทั่วประเทศ

วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2549 มหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 10,000 กว่าวัด ทั่วประเทศ

วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2550 มหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 20,000 กว่าวัด ทั่วประเทศ

วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2551 มหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 20,000 กว่าวัด ทั่วประเทศ 

วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2552 มหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 30,000 กว่าวัด ทั่วประเทศ 

วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2553 มหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 10,000 กว่าวัด ทั่วประเทศ 

วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2554 มหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 30,000 กว่าวัด ทั่วประเทศ 

วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2555 มหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 20,000 กว่าวัด ทั่วประเทศ

วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556 มหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 24,000 กว่าวัด ทั่วประเทศ

วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2557 มหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 30,000 กว่าวัด ทั่วประเทศ 

วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2558 มหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 30,000 กว่าวัด ทั่วประเทศ

วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2567 มหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 10,000 กว่าวัด ทั่วประเทศ 

พิธีถวายมหาสังฆทาน วัดพระธรรมกาย

วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2544 พิธีถวายทุนการศึกษาแด่พระภิกษุสามเณร 30,000 กว่าวัด 100,000 รูป ทั่วประเทศ

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2545 พิธีสลายร่างคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง และถวายมหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 30,000 กว่าวัด 100,000 รูป ทั่วประเทศ

วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2547 พิธีถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 12,000 รูป และพิธีหล่อพระธรรมกายเพื่อประดิษฐาน ณ อาคาร 60 ปีฯ

วันที่22 เมษายน พ.ศ. 2549 พิธีถวายมหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 10,000 กว่าวัด ทั่วประเทศ และพิธีกลั่นมหารัตนวิหารคด

วันที่ 6  สิงหาคม พ.ศ. 2549  พิธีถวายมหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 3,300 วัด ทั่วประเทศ และพุทธบุตร 266 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้

วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 พิธีทอดผ้าป่าช่วยเหลือวัดประสบภัยน้ำท่วม 1,000 กว่าวัด 

วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2550 พิธีถวายมหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 20,000 กว่าวัด ทั่วประเทศ และพุทธบุตร 266 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้

วันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2550 พิธีถวายมหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 2,000 กว่าวัด ทั่วประเทศ และพุทธบุตร 266 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้

วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2551 พิธีถวายมหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 20,000 กว่าวัด ทั่วประเทศ และพุทธบุตร 266 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และพิธีถวายองค์พระประธานเพื่อนำไปประดิษฐาน ณ วัดต่าง ๆ ในประเทศศรีลังกา จำนวน 222 องค์

วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2551 พิธีถวายมหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 3,000 กว่าวัด ทั่วประเทศ และพุทธบุตร 266 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้

วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2552 พิธีถวายมหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 30,000 กว่าวัด ทั่วประเทศ และพุทธบุตร 266 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้

วันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2552 พิธีถวายมหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์  3,000 กว่าวัด ทั่วประเทศ และพุทธบุตร 266 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้

วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2553 พิธีถวายมหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 10,000 กว่าวัด ทั่วประเทศ และพุทธบุตร 266 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้

วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2553 พิธีถวายมหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 3,000 กว่าวัดทั่วประเทศ และพุทธบุตร 266 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้

วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2554 พิธีถวายมหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 30,000 กว่าวัดทั่วประเทศ และพุทธบุตร 286 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้

วันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2554 พิธีถวายมหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์กว่า 3,000 วัดทั่วประเทศ และพุทธบุตร 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้

วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2555 พิธีถวายมหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 20,000 วัดทั่วประเทศ และพุทธบุตร 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้

วันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2555 พิธีถวายมหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 3,000 กว่าวัดทั่วประเทศ และพุทธบุตร 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้

วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556 พิธีถวายมหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 24,000 กว่าวัด ทั่วประเทศ และพุทธบุตร 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้

วันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2556 พิธีถวายมหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 3,000 กว่าวัด ทั่วประเทศ และพุทธบุตร 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้

วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2557 พิธีถวายมหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 30,000 กว่าวัด ทั่วประเทศ และพุทธบุตร 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้


วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2557 พิธีถวายไทยธรรมคณะสงฆ์กว่า 3,000 วัด ทั่วประเทศ และพุทธบุตร 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 


วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2558 พิธีถวายมหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 30,000 กว่าวัดทั่วประเทศ และพุทธบุตร 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 


วันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2558 พิธีถวายมหาสังฆทาน 3,000 กว่าวัด ทั่วประเทศ และพุทธบุตร 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 


วันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 พิธีถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์กว่า 3,000 วัด ทั่วประเทศ และคณะสงฆ์ 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้


วันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2560 พิธีถวายมหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 1,000 วัดทั่วประเทศ และคณะสงฆ์ 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้


วันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2561  พิธีถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์กว่า 1,000 วัด ทั่วประเทศ และคณะสงฆ์ 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้


วันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2566 พิธีถวายมหาสังฆทานคณะสงฆ์ 2,000 กว่าวัด ทั่วประเทศ และคณะสงฆ์ 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้


วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2567 พิธีถวายมหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 10,000 กว่าวัด ทั่วประเทศ และคณะสงฆ์ 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้

พระรับโล่รางวัล 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี”ปี66



 "เสริมศักดิ์"ชูเป็นหมุดหมายท่องเที่ยวของคนไทยและต่างชาติ สร้างงานสร้างรายได้แก่ชาวบ้านและชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน  ปี67เฟ้นเพิ่มอีก 10 ชุมชนคาดประกาศผลเดือนก.ค.นี้

วันที่ 22 เมษายน 2567 นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติ 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปีงบประมาณพ.ศ.2566 โดยมีโดยมีนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้นำชุมชน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วม ณ หอศิลป์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม

นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) มีนโยบายขับเคลื่อน Soft Power  อุตสาหกรรมสร้างสรรค์  11 ด้าน รวมถึงด้านท่องเที่ยวตามนโยบายรัฐบาลเพื่อสร้างงานสร้างรายได้แก่ประชาชนและชุมชน ส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น วธ.ได้ดำเนินโครงการยกระดับชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงขับเคลื่อนด้วยพลังบวรกว่า 27,000 แห่งทั่วประเทศสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมโดยดำเนินโครงการคัดเลือก 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ซึ่งเป็นชุมชนคุณธรรมฯ

ที่มีต้นทุนทางวัฒนธรรม มีศักยภาพและความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกมิติ โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564-2565 วธ.คัดเลือกสุดยอดชุมชนต้นแบบ“เที่ยวชุมชน ยลวิถี”พร้อมมอบโล่เชิดชูเกียรติไปแล้ว 20 ชุมชน เพื่อยกย่อง เชิดชูเกียรติ สร้างขวัญกำลังใจแก่ชุมชนและผู้ให้การสนับสนุนการขับเคลื่อน พร้อมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายในวงกว้าง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันในปีงบประมาณพ.ศ.2566 วธ.ได้ดำเนินโครงการคัดเลือกสุดยอดชุมชนต้นแบบ“เที่ยวชุมชน ยลวิถี”อย่างต่อเนื่อง โดยคัดเลือกชุมชนคุณธรรมฯที่มีศักยภาพและความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในระดับจังหวัดจาก 76 ชุมชนทั่วประเทศและมีชุมชนคุณธรรมฯที่ได้รับคัดเลือกเป็นสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” 10 ชุมชน ได้แก่ 1.ชุมชนคุณธรรมฯ วัดท่าขนุน ตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี 2.ชุมชนคุณธรรมฯ บ้านปากน้ำชุมพร ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร 3.ชุมชนคุณธรรมฯวัดพระธาตุผาเงา ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย 4.ชุมชนคุณธรรมฯ วัดพระธาตุช่อแฮ ตำบลช่อแฮ อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ 5.ชุมชนคุณธรรมฯ บ้านฟ้าหยาด ตำบลฟ้าหยาด อำเภอมหาชัยชนะ จังหวัดยโสธร 6.ชุมชนคุณธรรมฯ วัดบ้านหงาว ตำบลหงาว อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง 7.ชุมชนคุณธรรมฯ บ้านท่ามะขาม ตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี 8.ชุมชนคุณธรรมฯ วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม ตำบลนาทราย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน 9.ชุมชนคุณธรรม ฯ บ้านท่าฉลอม ตำบลท่าฉลอม อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร และ10.ชุมชนคุณธรรมฯ บ้านโนนกอก ตำบลหนองนาคำ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี

“ปัจจุบันวธ.ได้คัดเลือกและประกาศสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ไปแล้วทั้งหมด 30 ชุมชน  แต่ละชุมชนที่ได้รับคัดเลือกมีศักยภาพและความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกมิติ เป็นชุมชนที่มีเสน่ห์ ความงดงามของวิถีชีวิต วิถีวัฒนธรรมและธรรมชาติ มีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลาย มีการนำทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนมาพัฒนาต่อยอดสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ หรือ Soft Power ด้านต่างๆ เพื่อให้เกิดคุณค่าและมูลค่าอย่างสร้างสรรค์ มีการบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ ต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยความอบอุ่นและมิตรไมตรี  ก่อให้เกิดการปลุกกระแสการท่องเที่ยววิถีชุมชนสร้างงานสร้างรายได้แก่ชาวบ้านและชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน จะเป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและชาวต่างชาติและเป็นต้นแบบให้ชุมชนทั่วประเทศได้ศึกษาเรียนรู้และเกิดการขยายผลต่อไป โดยปีงบประมาณพ.ศ.2567 วธ.ได้คัดเลือกสุดยอดชุมชนต้นแบบฯอีก 10 ชุมชน คาดว่าจะประกาศผลคัดเลือกในเดือนกรกฎาคมนี้ ” นายเสริมศักดิ์ กล่าว


วันเสาร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2567

วธ.ประเดิมงานใต้ร่มพระบารมี 242 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ เปิดสารพันอาหารย่านกะดีจีน-คลองสาน”



กระทรวงวัฒนธรรมเปิด “งานวัดพัฒนาประชาคม ไหว้พระรับพรย้อนวันวาน สารพันอาหารย่านกะดีจีน-คลองสาน” ณ วัดประยุรวงศาวาส  ภายใต้งานใต้ร่มพระบารมี 242 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ 

เมื่อวันที่ 19 เมษายน เวลา 18.00 น. นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานพิธีเปิดงานวัดพัฒนาประชาคม ไหว้พระรับพรย้อนวันวาน สารพันอาหารย่านกะดีจีน-คลองสาน โดยพระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร กล่าวสัมโมทนียกถา และมีนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม  ผู้นำศาสนาต่างๆ หน่วยงานรัฐ เอกชน เครือข่ายทางวัฒนธรรม ข้าราชการ ประชาชนและสื่อมวลชน เข้าร่วม ณ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร

ภายในพิธีเปิดงานมีการแสดงชุด “มิตรไมตรี 242 ปี กรุงรัตนโกสินทร์” หลังพิธีเปิดงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมพร้อมด้วยปลัดกระทรวงวัฒนธรรมและผู้บริหารเยี่ยมชมซุ้มสาธิตภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชุมชนและซุ้มอาหารของชุมชน 

สำหรับงานวัดพัฒนาประชาคม ไหว้พระรับพรย้อนวันวาน สารพันอาหารย่านกะดีจีน-คลองสาน จัดขึ้นวันที่ 19-23 เมษายน 2567  ภายใต้งานใต้ร่มพระบารมี 242 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ มีกิจกรรม การแสดงทางศิลปวัฒนธรรม ได้แก่ การแสดงวงออร์เคสตร้า วงดนตรีสากล  วงดุริยางค์กรุงเทพมหานครและนักร้องศิลปินแห่งชาติ วงโยธวาทิต ลิเกรวมดาว  การประกวดร้องเพลงลูกทุ่งและเพลงลูกกรุง การแสดงหุ่นกระบอกไทย การประกวดอาหารสามศาสน์ กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม “ปั่นจักรยานเที่ยววัดยามค่ำคืน” การสาธิตภูมิปัญญาด้านอาหารและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม

ขณะเดียวกันงานใต้ร่มพระบารมี 242 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ จัดขึ้นวันที่ ๒๑ - ๒๕ เมษายน ๒๕๖๗ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โรงละครแห่งชาติ หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน และแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ภายในงานมีกิจกรรม เช่น ซุ้มเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จบูรพกษัตริย์ในพระบรมราชจักรีวงศ์ การแสดงสวนแสงเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครในยามค่ำคืน (Night Museum) นิทรรศการและการเสวนาวิชาการ การแสดงทางศิลปวัฒนธรรม ตลาดย้อนยุคกรุงรัตนโกสินทร์ ตลาดผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT) ตลาดอาหารไทย อาหารถิ่น เป็นต้น 

นอกจากนี้ ประชาชนยังสามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์แหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ๕ แห่ง ที่เข้าร่วมจัดงานใต้ร่มพระบารมี ๒๔๒ ปี กรุงรัตนโกสินทร์ เปิดให้ประชาชนเข้าชมนิทรรศการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้แก่ ๑.พิพิธภัณฑ์ศาลาว่าการกลาโหม ๒.พิพิธภัณฑ์ตำรวจ วังปารุสกวัน ๓.พิพิธภัณฑ์เหรียญกษาปณานุรักษ์ ๔.พิพิธบางลำพู และ ๕.มิวเซียมสยาม

ทั้งนี้ งานใต้ร่มพระบารมี 242 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชวงศ์จักรีและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ในราชวงศ์จักรี ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐยิ่งที่ได้ทรงนำพาประเทศชาติให้เจริญเป็นปึกแผ่นมั่นคง ทรงทำนุบำรุงศาสนา สร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรมให้เจริญรุ่งเรืองสืบมาจนปัจจุบัน และเพื่อให้เด็ก เยาวชน และประชาชนได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์และความภาคภูมิใจในความเป็นคนไทย รวมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวจากมรดกทางศิลปวัฒนธรรมและทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สร้างงานสร้างรายได้สู่ประชาชนและชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า  “วัดรั้วเหล็ก” ตั้งอยู่ใกล้กับเชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้าฝั่งธนบุรี เขตธนบุรี กรุงเทพฯ สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ โดยสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ) ขณะดำรงตำแหน่งเจ้าพระยาพระคลัง ผู้มีศรัทธาอย่างแรงกล้าในพระบวรพุทธศาสนา จึงได้อุทิศสวนกาแฟ ณ ตำบลกุฎีจีน ซึ่งเป็นที่ดินที่ได้รับพระราชทานสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามสำหรับพระภิกษุสงฆ์และฆราวาสศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยและปฏิบัติธรรม เริ่มสร้างเมื่อปีพ.ศ. ๒๓๗๑ ใช้เวลาก่อสร้างนานกว่า ๘ ปี จึงแล้วเสร็จในปี พ.ศ.๒๓๗๙  

ต่อมาปีพ.ศ.๒๓๙๓ ได้รับพระราชทานชื่อจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า  “วัดประยุรวงศาวาส” ซึ่งคล้องกันกับพระราชทินนามที่ได้รับในเวลาต่อมา โดยชื่อของวัดนั้นมีความหมายว่า  “อารามแห่งวงศ์พระประยูรญาติ”  ซึ่งถือเป็นเกียรติอย่างสูงแก่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์และเหล่า “ราชินิกุลบุนนาค”


วันศุกร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2567

“หมอชลน่าน” เปิดหอสงฆ์อาพาธดูแลสุขภาพพระสงฆ์ตามหลักพระธรรมวินัย รพ.หนองคาย



หมอชลน่าน เปิดศูนย์หัวใจชายแดน ระเบียงเศรษฐกิจสุขภาพสู่อินโดจีน รพ.หนองคาย เพิ่มศักยภาพการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจทั้งชาวไทย นักท่องเที่ยวและประเทศเพื่อนบ้าน ให้เข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพ ทันเวลาพร้อมเปิดหอสงฆ์อาพาธดูแลสุขภาพพระสงฆ์ตามหลักพระธรรมวินัย

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2567  นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดศูนย์หัวใจ และหอสงฆ์อาพาธ โรงพยาบาลหนองคาย โดยมี นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นางสาวมรกต ศรีสวัสดิ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ เวียงจันทน์ ท่านคำพัน อั่นลาวัน เอกอัครรัฐทูต สปป.ลาว ประจำประเทศไทย นายสมภพ สมิตะสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล เข้าร่วมงาน และกล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขมุ่งให้โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปเพิ่มศักยภาพเป็นศูนย์เชี่ยวชาญโรคเฉพาะทางสาขาต่างๆ ตามแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่มีมาตรฐานอย่างทั่วถึงและทันเวลา ลดการส่งต่อและลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ซึ่งจังหวัดหนองคายมีลักษณะภูมิประเทศเป็นแนวยาวตามลำน้ำโขงไปจนถึง จังหวัดบึงกาฬ ทำให้การส่งต่อผู้ป่วยต้องใช้เวลามาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยโรคหัวใจที่จำเป็นต้องสวนหัวใจให้การรักษาแบบเร่งด่วน และยังเป็นจังหวัดชายแดนที่รัฐบาลกำหนดให้เป็นจังหวัดท่องเที่ยวและจังหวัดเขตเศรษฐกิจพิเศษลุ่มน้ำโขงรองรับการเดินทางโดยรถไฟความเร็วสูงจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน และ สปป.ลาว ที่จะมีทั้งนักท่องเที่ยวและประชากรที่เพิ่มมากขึ้น จึงต้องเตรียมความพร้อมด้านสาธารณสุขในทุกด้าน 

“ศูนย์โรคหัวใจชายแดน ระเบียงเศรษฐกิจสุขภาพสู่อินโดจีน โรงพยาบาลหนองคาย เป็นอีกก้าวหนึ่งของการพัฒนาระบบสุขภาพ ที่มีความพร้อมทั้งด้านบุคลากรและเครื่องมือที่ทันสมัย มีห้องปฏิบัติการสวนหัวใจและหลอดเลือด (CATH LAB) พร้อมระบบปรับอากาศปลอดเชื้อ หออภิบาลผู้ป่วยโรคหัวใจปลอดเชื้อ (CCU) ช่วยให้ผู้ป่วยโรคหัวใจทั้งชาวหนองคายและพื้นที่ใกล้เคียง รวมทั้งชาว สปป.ลาว ได้เข้าถึงบริการที่มีคุณภาพอย่างรวดเร็ว ลดการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน” นายแพทย์ชลน่านกล่าว 

นายแพทย์ชลน่านกล่าวต่อว่า สำหรับการดูแลสุขภาพพระสงฆ์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนโยบายสำคัญของกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลหนองคายได้มีการจัดตั้งหอสงฆ์อาพาธขึ้นมาให้บริการโดยเฉพาะ โดยได้รับความเมตตาจาก พระเทพวชิรคุณ รศ.ดร. (พิศิษฐ์ ธรรมโรจน์) เจ้าคณะจังหวัดหนองคาย เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัยพระอารามหลวง บริจาคเงินจำนวน 10,000,000 บาท ปรับปรุงหอสงฆ์อาพาธ ณ อาคารพระสิริปุณโณเมตตา ชั้น 9 ประกอบด้วย ห้องพิเศษ ห้องพิเศษรวม และห้องแยก รวม 28 เตียง และยังมีห้องสำหรับทำกิจสงฆ์ ซึ่งการบริการและดูแลรักษาทั้งหมดเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย 


เพลง: สัตตตินิบาตชาดก ปัญญานำใจ กตัญญูนำทาง หลักธรรมจากขุททกนิกาย

  เพลง: สัตตตินิบาตชาดก ปัญญานำใจ กตัญญูนำทาง  หลักธรรมจากขุททกนิกาย  [ท่อนที่ 1] เจ้ากุสราชเดินทางไกล ด้วยหัวใจที่รักมั่น แม้ต้องทุกข์แม้โศ...