“ณพลเดช” เสนอเปิดทางกฎหมายช่วยสามเณรไร้สัญชาติ ดัน “พุทธศาสนบุคลากรคุณภาพ” ชูโมเดลต่างประเทศ แก้ปัญหาคนเกิดน้อย–วัดร้าง ยกระดับพระสงฆ์ผู้สร้างคุณูปการแก่ชาติ
เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 นายณพลเดช มณีลังกา สมาชิกวุฒิสภาสำรอง กลุ่ม 16 ศิลปะ วัฒนธรรม และกีฬา จ.เชียงราย และอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีปัญหาพระภิกษุและสามเณรที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนและสัญชาติไทย ซึ่งมีรายงานว่ามีสามเณรกลุ่มดังกล่าวประมาณ 3,000 รูป ว่า เรื่องนี้ควรได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ทั้งในมิติสิทธิมนุษยชน การศึกษา การบริหารจัดการสถานะบุคคล และการรักษาศักยภาพของพระพุทธศาสนาไทยในระยะยาว
นายณพลเดช กล่าวว่า สิ่งที่น่าเสียดายคือ สามเณรบางรูปศึกษาเล่าเรียนจนมีความรู้สูง สอบได้นักธรรมเอกหรือเปรียญธรรมระดับสูง แต่กลับยังมีข้อจำกัดด้านเอกสารประจำตัวและสถานะทางกฎหมาย ซึ่งอาจส่งผลต่อการศึกษาต่อ การเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน และโอกาสในการพัฒนาความสามารถเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับสังคมไทย
“เราไม่ควรมองเรื่องนี้เพียงว่าใครมีบัตรประชาชนหรือไม่มีบัตรประชาชน แต่ต้องมองด้วยว่าประเทศไทยจะบริหารจัดการคนที่อยู่ในประเทศอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมาย และจะรักษาคนที่มีความรู้ ความสามารถ ตลอดจนผู้ที่อุทิศตนทำประโยชน์ให้กับพระพุทธศาสนาได้อย่างไร โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในประเทศไทยมานาน เรียนในระบบไทย และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์”
เปิดช่องกฎหมายเดิมก่อนเสนอสิทธิที่เหมาะสม
นายณพลเดช กล่าวว่า ในทางกฎหมาย รัฐบาลควรเร่งตรวจสอบสิทธิของแต่ละบุคคลก่อนเป็นลำดับแรก โดยผู้ที่เกิดในประเทศไทย ผู้ที่มีบิดาหรือมารดาเป็นคนไทย และผู้ที่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมายสัญชาติ อาจมีช่องทางดำเนินการแตกต่างกัน ไม่ควรนำผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทยทั้งหมดไปอยู่ในกระบวนการเดียวกัน
สำหรับผู้ที่เกิดในประเทศไทยและมีคุณสมบัติตามกฎหมาย ควรตรวจสอบแนวทางตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 และบทบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงหลักเกณฑ์และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ส่วนผู้ที่เคยมีสัญชาติไทยหรืออยู่ในกลุ่มที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ ควรตรวจสอบสิทธิตามมาตรา 23 และบทบัญญัติอื่นที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี
ขณะเดียวกัน มาตรา 10 และมาตรา 11 (1) แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ควรศึกษาในกรณีผู้ที่มีคุณสมบัติในการขอแปลงสัญชาติ โดยมาตรา 11 (1) เปิดให้ยกเว้นเงื่อนไขบางประการตามมาตรา 10 สำหรับผู้ที่ทำความดีความชอบเป็นพิเศษต่อประเทศไทย หรือทำคุณประโยชน์แก่ทางราชการตามที่รัฐมนตรีเห็นสมควร ทั้งนี้ ต้องตรวจสอบเงื่อนไขอื่นและข้อกฎหมายที่ใช้บังคับในแต่ละกรณีด้วย
นายณพลเดช เสนอว่า กระทรวงมหาดไทยควรร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและหน่วยงานด้านการศึกษา จัดทีมกฎหมายลงพื้นที่สำรวจประวัติของพระภิกษุและสามเณร พร้อมจำแนกกลุ่มที่สามารถดำเนินการได้ทันที กลุ่มที่ต้องพิสูจน์สถานที่เกิดและความสัมพันธ์ทางครอบครัว และกลุ่มที่ต้องพิจารณาสถานะการพำนักหรือแนวทางอื่นตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้ผู้มีสิทธิต้องรอคอยโดยไม่ทราบขั้นตอน
ชูแนวคิด “พุทธศาสนบุคลากรคุณภาพ” ศึกษาแนวทางจากต่างประเทศ
นายณพลเดช กล่าวต่อว่า ประเทศไทยควรศึกษาประสบการณ์ของต่างประเทศในการแก้ปัญหาคนไร้สัญชาติ การคุ้มครองเด็ก และการเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถสร้างประโยชน์แก่สังคม โดยนำมาปรับใช้ให้เข้ากับระบบกฎหมายไทย
ตัวอย่างเช่น ประเทศฝรั่งเศสและสเปนมีหลักเกณฑ์บางประการเกี่ยวกับเด็กที่เกิดในประเทศและการป้องกันปัญหาความไร้สัญชาติ ขณะที่แนวทางของหลายประเทศให้ความสำคัญกับการลดอุปสรรคด้านเอกสาร การจัดทำทะเบียนการเกิด และการเปิดช่องทางให้ผู้ที่มีความผูกพันกับประเทศได้รับการพิจารณาสถานะอย่างเหมาะสม
ประเทศไทยจึงควรศึกษาว่าจะปรับปรุงขั้นตอนให้ผู้ที่มีปัญหาสถานะบุคคลเข้าถึงสิทธิที่มีอยู่ได้ง่ายขึ้นอย่างไร รวมถึงศึกษาหลักเกณฑ์การยกเว้นหรือผ่อนปรนเงื่อนไขตามกฎหมายสำหรับผู้ที่มีคุณูปการต่อประเทศ โดยเฉพาะด้านการศึกษา ศิลปวัฒนธรรม และพระพุทธศาสนา
สำหรับพระภิกษุและสามเณรที่มีความรู้ความสามารถสูง ควรศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำโครงการนำร่องเพื่อช่วยเหลือด้านทะเบียน การศึกษา และการพัฒนาศักยภาพ พร้อมเสนอให้หน่วยงานรัฐพิจารณาว่าผู้ที่มีผลงานด้านพระปริยัติธรรม การเผยแผ่พระธรรมคำสอน การศึกษาภาษาบาลี ภาษาต่างประเทศ และการพัฒนาชุมชน จะสามารถใช้หลักฐานผลงานประกอบการพิจารณาตามกฎหมายที่มีอยู่ได้อย่างไร
หากพบว่ากฎหมายหรือหลักเกณฑ์ปัจจุบันยังไม่ครอบคลุม ควรศึกษาทางเลือกในการปรับปรุงกฎระเบียบหรือเสนอหลักเกณฑ์เฉพาะที่มีความชัดเจน ตรวจสอบได้ และไม่เลือกปฏิบัติ โดยยังคงคำนึงถึงความมั่นคงของประเทศและการตรวจสอบประวัติอย่างเหมาะสม
ยกย่องคุณูปการพระสงฆ์ต่างชาติ สร้างแรงบันดาลใจให้พุทธศาสนาบุคลากร
นายณพลเดช กล่าวว่า กรณีสมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี หรือพระอาจารย์ชยสาโร ซึ่งได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะในเดือนกรกฎาคม 2569 เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับคุณูปการของพระสงฆ์ผู้ทุ่มเทให้กับพระพุทธศาสนา ทั้งด้านการศึกษา การเผยแผ่ธรรมะ และการสร้างประโยชน์แก่สังคมไทย
กรณีดังกล่าวควรเป็นแรงบันดาลใจให้ประเทศไทยพัฒนาระบบสนับสนุนพระสงฆ์ที่มีความรู้ความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์ไทยหรือพระสงฆ์จากต่างประเทศที่เข้ามาศึกษาและปฏิบัติศาสนกิจอย่างถูกต้อง โดยให้ความสำคัญกับการสร้างผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาและสังคม มากกว่าการพิจารณาเพียงภูมิหลังหรือสัญชาติ
“พระสงฆ์ที่อุทิศตนศึกษาพระธรรม เผยแผ่คำสอน พัฒนาการศึกษาของคณะสงฆ์ และสร้างคุณูปการแก่สังคม ควรได้รับการสนับสนุนให้สามารถทำงานได้เต็มศักยภาพ ภายใต้พระธรรมวินัยและกฎหมายของประเทศ เราควรสร้างระบบที่ส่งเสริมคนมีความรู้และคนทำความดีให้มีพื้นที่สร้างประโยชน์แก่ส่วนรวมอย่างต่อเนื่อง”
นายณพลเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า การสนับสนุนดังกล่าวไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เพียงเรื่องสถานะบุคคล แต่ยังรวมถึงทุนการศึกษา การพัฒนาหลักสูตรพระปริยัติธรรม การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ การใช้เทคโนโลยีเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันสงฆ์ไทยกับต่างประเทศ
รับมือสังคมสูงวัย คนเกิดน้อย และปัญหาวัดร้าง ด้วยการพัฒนาคุณภาพควบคู่จำนวน
นายณพลเดช กล่าวอีกว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านโครงสร้างประชากร ทั้งจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงและสังคมที่มีผู้สูงอายุมากขึ้น ขณะเดียวกัน ปัญหาวัดร้างและการขาดแคลนบุคลากรในบางพื้นที่ก็เป็นโจทย์ที่ต้องวางแผนรับมืออย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาวัดร้างไม่สามารถทำได้ด้วยการเพิ่มจำนวนพระสงฆ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาความพร้อมของชุมชน การสนับสนุนจากประชาชน การศึกษาพระธรรมวินัย และความสามารถในการดูแลศาสนสถานอย่างยั่งยืนควบคู่กัน
นายณพลเดช เสนอให้รัฐบาลพิจารณาแนวคิด “พุทธศาสนบุคลากรคุณภาพ” หรือ Quality Buddhist Human Capital โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาพระภิกษุและสามเณรที่มีความรู้ความสามารถ ทั้งด้านพระธรรมวินัย ภาษาบาลี ภาษาต่างประเทศ การศึกษา เทคโนโลยี และการทำงานเพื่อสังคม เพื่อยกระดับคุณภาพของบุคลากรทางพระพุทธศาสนาในอนาคต
หากมีผู้สนใจบรรพชาหรืออุปสมบทจากต่างประเทศ และประสงค์จะเข้ามาศึกษาพระพุทธศาสนาในประเทศไทย รัฐควรมีระบบบริหารจัดการที่ชัดเจน ตั้งแต่การเข้าศึกษา การพำนัก การรับรองประวัติ และการเข้าถึงสิทธิที่กฎหมายอนุญาต เพื่อให้ผู้ที่มีความตั้งใจจริงสามารถพัฒนาตนเองและสร้างคุณูปการแก่พระพุทธศาสนาได้อย่างเหมาะสม
เสนอรัฐบาลตั้งคณะทำงานระดับชาติ เร่งแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
นายณพลเดช กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอเสนอให้รัฐบาลตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คณะสงฆ์ และหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อสำรวจข้อมูลพระภิกษุและสามเณรที่มีปัญหาสถานะบุคคลทั่วประเทศ พร้อมกำหนดแผนดำเนินงานที่มีกรอบเวลาและระบบติดตามผล
ในระยะเร่งด่วน ควรช่วยเหลือผู้ที่มีหลักฐานครบถ้วนและเข้าเกณฑ์ตามกฎหมายก่อน ส่วนระยะต่อไปควรศึกษาการปรับปรุงกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรค และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุนผู้มีคุณูปการต่อประเทศ โดยเฉพาะผู้ที่อุทิศตนด้านการศึกษาและพระพุทธศาสนา
“การแก้ปัญหานี้ไม่ใช่เพียงการช่วยคนกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นการสร้างระบบที่ทำให้คนซึ่งอยู่ในประเทศไทยได้รับการจัดการสถานะอย่างถูกต้อง มีโอกาสพัฒนาความรู้ และสามารถสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้เต็มศักยภาพ ประเทศไทยควรรักษาทั้งหลักนิติรัฐและคุณค่าของผู้ทำความดี พร้อมวางแผนอนาคตพระพุทธศาสนาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของประชากร โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความสมัครใจ และความยั่งยืนเป็นหลัก” นายณพลเดช กล่าว
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น