วันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

พิลารโกสิยชาดก ให้ทานไม่ได้เพราะเหตุ ๒ อย่าง

    ช่วยเขียนบทความทางวิชาการ  เรื่องวิเคราะห์ พิลารโกสิยชาดก   ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 27  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่  19  ขุททกนิกาย  ชาดก ทสกนิบาตชาดก     ที่ประกอบด้วย  

 ๑๒. พิลารโกสิยชาดก ให้ทานไม่ได้เพราะเหตุ ๒ อย่าง

             [๑๔๔๓] สัตบุรุษทั้งหลายแม้ไม่หุงกินเอง ได้โภชนะมาแล้ว ย่อมปรารถนาจะให้

                          ท่านหุงโภชนะ ไว้มิใช่หรือ ไม่พึงให้โภชนะนั้น ไม่สมควรแก่ท่าน.

             [๑๔๔๔] บุคคลให้ทานไม่ได้ด้วยเหตุ ๒ อย่างคือ ความตระหนี่ ๑ ความประมาท

                          ๑ บัณฑิตผู้รู้แจ้ง เมื่อต้องการบุญพึงให้ทานแท้.

             [๑๔๔๕] คนผู้ตระหนี่กลัวยากจน ย่อมไม่ให้อะไรๆ แก่ผู้ใดเลย ความกลัวจน

                          นั่นแลจะเป็นภัยแก่คนผู้ไม่ให้ คนตระหนี่ย่อมกลัวความอยากข้าว

                          อยากน้ำ ความกลัวนั้นแหละ จะกลับมาถูกต้องคนพาลทั้งในโลกนี้

                          และโลกหน้า.

             [๑๔๔๖] เพราะเหตุนั้น บัณฑิตพึงครอบงำมลทิน กำจัดตระหนี่เสียแล้ว พึงให้

                          ทานเถิด เพราะบุญย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในโลกหน้า.

             [๑๔๔๗] ทานผู้ให้ได้ยาก เพราะต้องครอบงำความตระหนี่ก่อน แล้วจึงให้ได้

                          อสัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมไม่ทำทานตามที่สัตบุรุษทำแล้ว ธรรมของ

                          สัตบุรุษอันคนอื่นรู้ได้ยาก.

             [๑๔๔๘] เพราะเหตุนั้น คติจากโลกนี้ของสัตบุรุษ กับอสัตบุรุษจึงต่างกัน

                          อสัตบุรุษย่อมไปนรก สัตบุรุษย่อมไปสวรรค์.

             [๑๔๔๙] บัณฑิตพวกหนึ่ง ย่อมให้ไทยธรรมแม้มีส่วนเล็กน้อยได้ สัตว์พวกหนึ่ง

                          แม้มีไทยธรรมมาก ก็ให้ไม่ได้ ทักขิณาทานที่บุคคลให้จากของเล็กน้อย

                          ก็นับว่าเสมอด้วยการให้จำนวนพัน.

             [๑๔๕๐] แม้ผู้ใดเที่ยวไปขออาหารมา ผู้นั้นชื่อว่า ประพฤติธรรม อนึ่ง บุคคล

                          ผู้เลี้ยงบุตรและภรรยาของตน เมื่อไทยธรรมมีน้อยก็เฉลี่ย ให้แก่สมณะ

                          และพราหมณ์ บุคคลนั้นชื่อว่า ประพฤติธรรม ยัญที่คนตั้งแสนฆ่าสัตว์

                          มาบูชาแก่คนผู้ควรบูชาจำนวนพัน ยัญของคนเช่นนั้น ย่อมไม่ถึงแม้

                          เสี้ยวแห่งผลทาน ของคนเข็ญใจผู้ยังไทยธรรมให้เกิดโดยชอบให้อยู่.

             [๑๔๕๑] เพราะเหตุไร ยัญนี้ก็ไพบูลย์ มีค่ามาก จึงไม่เท่าค่าแห่งผลทานของ

                          บุคคลที่ให้โดยชอบธรรมเล่า ไฉนยัญที่คนตั้งแสนฆ่าสัตว์มาบูชา แก่

                          แก่คนที่ควรบูชาจำนวนพันๆ จึงไม่เท่าแม้ส่วนเสี้ยวแห่งผลทาน ของ

                          คนเข็ญใจผู้ยังไทยธรรม ให้เกิดโดยชอบให้อยู่?

             [๑๔๕๒] เพราะว่า คนบางพวกตั้งอยู่ในกายกรรมเป็นต้น อันไม่เสมอกัน

                          ทำสัตว์ให้ลำบากบ้าง ฆ่าให้ตายบ้าง ทำให้เศร้าโศกบ้าง แล้วจึงให้ทาน

                          ทักขิณาทานนั้น มีหน้าชุ่มไปด้วยน้ำตา พร้อมทั้งอาชญา จึงไม่เท่าถึง

                          ส่วนเสี้ยวแห่งผลทานที่บุคคลให้แล้วโดยชอบธรรม เพราะอย่างนี้

                          ยัญที่คนตั้งแสนฆ่าสัตว์มาบูชายัญ แก่คนที่ควรบูชาจำนวนพันๆ จึงไม่

                          เท่าถึงส่วนเสี้ยวแห่งผลทาน ของคนเข็ญใจผู้ยังไทยธรรมให้เกิดโดยชอบ

                          ให้อยู่.


ในปริบทพุทธสันติวิธี: หลักธรรม ประยุกต์ใช้" โดยใช้สาระสำคัญของ พิลารโกสิยชาดก   ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 27  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่  19  ขุททกนิกาย  ชาดก    ทสกนิบาตชาดก

วิเคราะห์พิลารโกสิยชาดกในปริบทพุทธสันติวิธี: หลักธรรมและการประยุกต์ใช้

บทนำ

พิลารโกสิยชาดก ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 27 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 19 ขุททกนิกาย ชาดก ทสกนิบาตชาดก เป็นชาดกที่กล่าวถึงการให้ทานและผลแห่งการให้ทาน โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับอุปสรรคของการให้ทาน ซึ่งประกอบด้วยความตระหนี่และความประมาท ตลอดจนการเปรียบเทียบผลของทานที่ให้โดยสุจริตกับการบูชายัญที่เกี่ยวข้องกับการเบียดเบียนสัตว์ บทความนี้มุ่งวิเคราะห์หลักธรรมจากพิลารโกสิยชาดกในปริบทของพุทธสันติวิธี และการประยุกต์ใช้ในบริบทสังคมปัจจุบัน

หลักธรรมจากพิลารโกสิยชาดก

  1. อุปสรรคของการให้ทาน
    พระพุทธเจ้าตรัสว่า บุคคลให้ทานไม่ได้เพราะเหตุสองประการคือ ความตระหนี่และความประมาท (วรรคที่ 1444) ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการทำบุญและการบำเพ็ญเมตตาธรรม ความตระหนี่เกิดจากความกลัวความยากจน ขณะที่ความประมาทเกิดจากการขาดสติและความเข้าใจในคุณค่าของทาน

  2. การให้ทานและผลแห่งทาน
    ทานที่ให้โดยสุจริตและปราศจากมลทินแห่งตัณหาจะนำมาซึ่งผลบุญอันยิ่งใหญ่ ในขณะที่ทานที่มาพร้อมกับการเบียดเบียน เช่น การบูชายัญที่ฆ่าสัตว์ ย่อมไม่มีผลบุญเทียบเท่า (วรรคที่ 1450-1452) การให้ทานที่แท้จริงคือการให้ด้วยจิตบริสุทธิ์ โดยไม่คำนึงถึงขนาดของสิ่งที่ให้ แต่เน้นที่เจตนาแห่งการให้

  3. คติของสัตบุรุษและอสัตบุรุษ
    สัตบุรุษผู้ประกอบด้วยเมตตาและศรัทธาในทานย่อมไปสู่สุคติ ส่วนอสัตบุรุษที่ตระหนี่และขาดเมตตาย่อมไปสู่อบายภูมิ (วรรคที่ 1448) นี่เป็นข้อเตือนใจให้เห็นถึงความสำคัญของการให้ทานว่าเป็นหนทางสู่สันติและความสุข

พิลารโกสิยชาดกในปริบทพุทธสันติวิธี

พุทธสันติวิธีเป็นแนวทางแห่งสันติภาพที่เน้นการขจัดเหตุแห่งทุกข์ผ่านการดำเนินชีวิตตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า พิลารโกสิยชาดกมีความเกี่ยวข้องกับพุทธสันติวิธีในแง่ของการส่งเสริมการให้ทาน ซึ่งเป็นพื้นฐานของการสร้างสังคมที่เปี่ยมด้วยเมตตาและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ หลักสำคัญที่เกี่ยวข้อง ได้แก่:

  1. การลดละตัณหาและอัตตา
    การให้ทานช่วยลดความยึดมั่นถือมั่นในทรัพย์สินและความเป็นตัวตน เป็นการฝึกตนให้มีเมตตาและกรุณาต่อผู้อื่น อันเป็นรากฐานของสังคมที่สงบสุข

  2. การขจัดความขัดแย้งด้วยเมตตาธรรม
    ในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การให้ทานเป็นเครื่องมือในการลดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน และช่วยเสริมสร้างความสามัคคีในสังคม

  3. การให้โดยไม่เบียดเบียน
    การให้ทานที่แท้จริงต้องไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือเกี่ยวข้องกับการเบียดเบียนผู้อื่น เช่น การบูชายัญที่ต้องฆ่าสัตว์เพื่อหวังผลบุญเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับพุทธสันติวิธี (วรรคที่ 1451-1452)

การประยุกต์ใช้ในสังคมปัจจุบัน

  1. ส่งเสริมวัฒนธรรมการแบ่งปัน
    สังคมควรส่งเสริมการให้ทานโดยสมัครใจ เช่น การบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ หรือการทำกิจกรรมอาสาสมัคร เพื่อสร้างจิตสำนึกแห่งเมตตาและความเอื้อเฟื้อ

  2. ลดการบริโภคที่เบียดเบียนผู้อื่น
    หลีกเลี่ยงการอุปโภคบริโภคที่มาจากการเบียดเบียน เช่น การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการทารุณสัตว์ และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีจริยธรรม

  3. บูรณาการหลักทานในเชิงนโยบาย
    รัฐบาลและองค์กรต่าง ๆ ควรบูรณาการหลักการให้ทานในเชิงนโยบาย เช่น การจัดสรรสวัสดิการให้แก่ผู้ด้อยโอกาส และสนับสนุนโครงการที่มุ่งเน้นการช่วยเหลือสังคมอย่างยั่งยืน

สรุป

พิลารโกสิยชาดกให้ข้อคิดสำคัญเกี่ยวกับการให้ทานและผลแห่งทาน โดยเน้นว่าการให้ทานควรทำด้วยจิตบริสุทธิ์และปราศจากการเบียดเบียน ซึ่งสอดคล้องกับหลักพุทธสันติวิธี การประยุกต์ใช้หลักธรรมนี้ในสังคมปัจจุบันจะช่วยส่งเสริมความสามัคคี ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างสังคมที่เปี่ยมด้วยเมตตาและสันติสุข

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เปิดวิสัยทัศน์ "Thailand Vision 2035" ถอดรหัสยุทธศาสตร์ "ยศชนัน" ชูสร้างรายได้สูงด้วยตำแหน่งสูงสุด

การเลือกตั้งทั่วไป 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังถูกจับตามองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย ท่ามกลางบริบทวิกฤตซ้อนวิกฤต หรือที่นักวิชาการเรียก...