รายงานสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ความคืบหน้าโครงการพัฒนาพระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์ รุ่น 8 (BUDSIR 8.0) เปิดภูมิทัศน์ใหม่พุทธศาสน์ศึกษาในยุคดิจิทัล
เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 โครงการพัฒนาพระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์ รุ่น 8 (BUDSIR 8.0) ของ มหาวิทยาลัยมหิดล เดินหน้าสู่หมุดหมายสำคัญอีกครั้ง หลังมีการเผยแพร่ความคืบหน้าผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยสะท้อนบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศขั้นสูงในการยกระดับการศึกษาพระพุทธศาสนาเถรวาทให้ก้าวทันโลกยุคดิจิทัล
โครงการ BUDSIR (Buddhist Scriptures Information Retrieval) ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ครั้งสำคัญของวงการพุทธศาสน์ศึกษา จากการจัดเก็บคัมภีร์ในรูปเล่มสู่การพัฒนา “โครงสร้างข้อมูลอัจฉริยะ” ที่สามารถสืบค้น วิเคราะห์ และเทียบเคียงเนื้อหาพระไตรปิฎกกว่า 84,000 พระธรรมขันธ์ ซึ่งมีความยาวกว่า 45 เล่ม รวมมากกว่า 24 ล้านตัวอักษร ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
จากจุดเริ่มต้นสู่ระบบฐานข้อมูลระดับโลก
โครงการริเริ่มเมื่อปี พ.ศ. 2530 โดยสำนักคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้การนำของ รศ.ดร.ศุภชัย ตั้งวงศ์ศานต์ และคณะนักวิจัย ก่อนเปิดตัว BUDSIR I อย่างเป็นทางการในปี 2531 นับเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการบันทึกพระไตรปิฎกภาษาบาลีอักษรไทยทั้งหมดลงในระบบคอมพิวเตอร์
ต่อมา โครงการได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพิ่มคัมภีร์อรรถกถาและฎีกา รวมถึงพัฒนาเป็นฉบับนานาชาติที่รองรับการแสดงผล 8 ชุดอักษร เช่น ไทย โรมัน เทวนาครี พม่า สิงหล เขมร ล้านนา และลาว ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการศึกษาพุทธศาสนาระดับสากล
โครงการยังได้รับคำปรึกษาทางวิชาการจาก สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ซึ่งได้วางกรอบแนวคิดด้านประโยชน์ของพระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์ไว้ 5 มิติ ได้แก่ งานสืบค้น งานตรวจสอบ งานประมวลผล งานวิจัย และงานสังคายนา
นวัตกรรม BUDSIR 8.0: เทียบเคียงข้อย่อยระดับจุลภาค
ความก้าวหน้าสำคัญของรุ่น 8.0 คือการพัฒนา “เครื่องมือเทียบเคียงข้อย่อย (Sub-item Alignment)” ที่ยกระดับโครงสร้างฐานข้อมูลจากระดับ “ข้อ” สู่ระดับ “ย่อหน้า” ทำให้สามารถจับคู่ข้อความบาลีกับคำแปลไทยได้อย่างละเอียด ลดความคลาดเคลื่อนในการอ้างอิงและการแปล
ระบบดังกล่าวทำงานบนสถาปัตยกรรม Inverted File Database และโครงสร้างดัชนีแบบ B-Tree ช่วยให้การค้นหาคำศัพท์ที่มีการผันรูปจำนวนมากในภาษาบาลี เช่น การใช้ Wildcards ค้นหารากศัพท์ ทำได้ในระดับเสี้ยววินาที
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า นวัตกรรมนี้ทำให้ BUDSIR 8.0 ก้าวจากการเป็น “เครื่องมือค้นหา” สู่การเป็น “คลังข้อมูลคู่ขนาน” (Parallel Corpus) ที่มีศักยภาพต่อยอดสู่การวิจัยด้านภาษาศาสตร์คอมพิวเตอร์ และการพัฒนา AI เพื่อการแปลภาษาโบราณ
สะท้อนการใช้งานจริงในแวดวงสงฆ์
ความสำเร็จของ BUDSIR 8.0 ปรากฏเป็นรูปธรรมเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 จากการโพสต์ข้อความของเพจ “จ. เขมจิตต์” ซึ่งเชื่อมโยงกับ พระมหาใจ เขมจิตฺโต เปรียญธรรม 9 ประโยค แห่ง วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร
ข้อความดังกล่าวสะท้อนการบูรณาการเทคโนโลยีฐานข้อมูลพระไตรปิฎกเข้ากับการเตรียมความพร้อมสำหรับการสังคายนาในอนาคต ณ อาคาร “เตปิฏกสังคีติสิทธาคาร” ของ มหาวชิราลงกรณบาลีเถรวาทราชวิทยาลัย ซึ่งมีเป้าหมายยกระดับการศึกษาบาลีสู่มาตรฐานนานาชาติ
นักวิชาการมองว่า นี่คือการบรรจบกันของ “ภูมิปัญญาจารีต” กับ “วิทยาการข้อมูล” อย่างแท้จริง โดยเทคโนโลยีมิได้แทนที่การศึกษาดั้งเดิม แต่ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพการตรวจชำระคัมภีร์ให้แม่นยำ โปร่งใส และตรวจสอบได้
ผลกระทบสหวิทยาการและอนาคต AI
ในมิติทางวิชาการ BUDSIR 8.0 ได้สร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ที่เอื้อต่อการศึกษาสหวิทยาการ เช่น จิตวิทยา สังคมวิทยา เศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์ และภาษาศาสตร์ โดยเฉพาะการวิเคราะห์วิวัฒนาการทางความหมายของคำบาลีที่เป็นรากศัพท์ภาษาไทย
นอกจากนี้ โครงสร้างข้อมูลคู่ขนานบาลี–ไทย ยังมีศักยภาพในการเป็นชุดข้อมูลฝึก (Training Data) สำหรับระบบประมวลผลภาษาธรรมชาติ (NLP) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในอนาคต
โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาระดับชาติ
ผู้เชี่ยวชาญสรุปว่า BUDSIR 8.0 มิใช่เพียงซอฟต์แวร์ฐานข้อมูล แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา” ที่ค้ำจุนการสืบสานพระสัทธรรมในโลกดิจิทัล
ตลอดเวลากว่า 4 ทศวรรษของการพัฒนา โครงการได้พิสูจน์ให้เห็นว่าการผสานวิศวกรรมข้อมูลเข้ากับคัมภีร์โบราณ มิได้ทำลายจารีต หากแต่ทำหน้าที่เป็น “ธรรมทูตดิจิทัล” ที่ช่วยปกป้องความบริสุทธิ์ของพระธรรมวินัย พร้อมเปิดประตูสู่ยุคใหม่ของพุทธศาสน์ศึกษาในระดับโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน.
ความคืบหน้าโครงการพัฒนาพระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์ รุ่น 8 (BUDSIR 8.0) และภูมิทัศน์ใหม่ของพุทธศาสน์ศึกษาในยุคดิจิทัล
บทนำ: ปฐมบทแห่งการสืบสานและปกป้องพระสัทธรรมด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศขั้นสูง
การดำรงอยู่ของพระพุทธศาสนาเถรวาทท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคโลกาภิวัตน์และยุคดิจิทัล ล้วนพึ่งพาความแม่นยำและความสมบูรณ์ของการรักษา "พระธรรมวินัย" ซึ่งถูกประมวลและจารึกไว้ในคัมภีร์พระไตรปิฎก อันเปรียบเสมือนตัวแทนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าภายหลังการเสด็จดับขันธปรินิพพาน
ความท้าทายเชิงโครงสร้างข้อมูลระดับมหึมาดังกล่าวได้นำไปสู่การก่อกำเนิด "โครงการพระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์" (Buddhist Scriptures Information Retrieval หรือ BUDSIR) โดยมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของการศึกษาพุทธศาสนา หรือพุทธศาสน์ศึกษา (Buddhist Studies)
บริบทของความก้าวหน้าทางวิชาการและเทคโนโลยีนี้ปรากฏเด่นชัดและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น เมื่อปรากฏหลักฐานเชิงประจักษ์ในพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 เฟซบุ๊กเพจในนาม "จ. เขมจิตต์" ซึ่งเป็นนามที่เชื่อมโยงกับพระมหาใจ เขมจิตฺโต (เปรียญธรรม 9 ประโยค) พระเถระและนักวิชาการภาษาบาลีผู้มีบทบาทสำคัญในโครงการสถาบันการศึกษาบาลีชั้นสูง
พลวัตและวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของโครงการ BUDSIR จากยุคบุกเบิกสู่นวัตกรรมร่วมสมัย
การทำความเข้าใจถึงความซับซ้อนและศักยภาพอันมหาศาลของ BUDSIR 8.0 จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสืบย้อนไปถึงรากฐานการพัฒนาของโครงการ ซึ่งสะท้อนถึงความวิริยะอุตสาหะในการหลอมรวมองค์ความรู้ทางวิศวกรรมคอมพิวเตอร์เข้ากับความลุ่มลึกของคัมภีร์ทางศาสนา โครงการนี้ได้รับการริเริ่มขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ปี พ.ศ. 2530 โดยสำนักคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้การนำของ รศ.ดร.ศุภชัย ตั้งวงศ์ศานต์ และคณะทำงาน ซึ่งประกอบด้วย ผศ.ดำรัส วงศ์สว่าง, น.ส.นันทิกา เบญจเทพานันท์ และ น.ส.จิราภร เกียรติไพบูลย์ ภายใต้การสนับสนุนของศาสตราจารย์ นพ.ณัฐ ภมรประวัติ อธิการบดีในขณะนั้น
ความสำเร็จเบื้องต้นในการนำเข้าข้อมูลคัมภีร์จำนวน 45 เล่มภายในระยะเวลาเพียง 7 เดือน นำไปสู่การเปิดตัว BUDSIR I อย่างเป็นทางการในวันวิสาขบูชาที่ 20 พฤษภาคม 2531
วิวัฒนาการของระบบฐานข้อมูลมิได้หยุดนิ่งเพียงการบันทึกข้อมูลเบื้องต้น ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีพระราชศรัทธาและได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ โครงการจึงสามารถขยายขอบเขตไปสู่การบันทึกคัมภีร์อรรถกถา (คำอธิบายพระไตรปิฎก) และคัมภีร์ฎีกา (คำอธิบายอรรถกถา) เพิ่มเติมอีกจำนวน 70 เล่ม รวมเป็นฐานข้อมูลคัมภีร์ขนาดใหญ่ถึง 115 เล่ม
ในระยะเวลาต่อมา โครงการได้ขยายพรมแดนทางภาษาเพื่อรองรับความเป็นสากล (Internationalization) อย่างเต็มรูปแบบ นำไปสู่การพัฒนาพระไตรปิฎกคอมพิวเตอร์ฉบับนานาชาติ (BUDSIR, International Edition in Multi-Scripts) ซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวาระการจัดงานเฉลิมพระเกียรติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี (พ.ศ. 2549) ฐานข้อมูลถูกขยายให้ครอบคลุมคัมภีร์สำคัญทางศาสนาถึง 194 เล่ม ประกอบด้วยพระไตรปิฎกภาษาไทยและบาลีอย่างละ 45 เล่ม อรรถกถาบาลี 57 เล่ม ฎีกาบาลี 27 เล่ม และคัมภีร์หลักสูตรเปรียญธรรมอีก 20 เล่ม
| ลำดับวิวัฒนาการหลัก | ช่วงปี พ.ศ. (ค.ศ.) | ขอบเขตข้อมูลและนวัตกรรมหลักทางเทคโนโลยีที่สำคัญ |
| BUDSIR I | 2531 (1988) | บันทึกข้อความพระไตรปิฎกภาษาบาลีอักษรไทย 45 เล่มลง Hard Disk สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก พัฒนาระบบค้นหาคำขั้นต้นบนระบบปฏิบัติการ DOS |
| BUDSIR IV | 2539 (1996) | เพิ่มคัมภีร์อรรถกถาและฎีกา รวมฐานข้อมูล 115 เล่ม เปลี่ยนสถาปัตยกรรมทำงานบน Windows รองรับการเปิดหน้าต่างเทียบเคียงเนื้อหาขนานได้ 8 หน้าต่าง |
| BUDSIR ฉบับนานาชาติ | 2549 (2006) | ขยายฐานข้อมูลมหาศาลเป็น 194 เล่ม แสดงผลแบบไดนามิกได้ 8 ชุดอักษร (เช่น โรมัน, เทวนาครี, พม่า, สิงหล) พัฒนาระบบเพื่อรองรับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เปิดได้ 15 หน้าต่าง |
| BUDSIR 8.0 | ปัจจุบัน (2569) | บูรณาการเครื่องมือเทียบเคียงข้อย่อย (Sub-item alignment) พัฒนาโครงสร้างเอกสารระดับย่อหน้า เพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์ข้อมูลข้ามภาษาระหว่างบาลีและไทย |
สถาปัตยกรรมข้อมูลและกลไกการสืบค้น: รากฐานทางวิศวกรรมของ BUDSIR
ความทรงพลังของโปรแกรม BUDSIR ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มิได้อยู่ที่ปริมาณของข้อมูลที่ถูกบันทึกลงไปเท่านั้น แต่อยู่ที่สถาปัตยกรรมโครงสร้างข้อมูลอันแยบยล ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อรองรับธรรมชาติของภาษาบาลีและภาษาไทยที่มีความซับซ้อนทางไวยากรณ์โดยเฉพาะ ระบบถูกสร้างขึ้นบนฐานของสถาปัตยกรรมข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูลผกผัน (Inverted File Database) ควบคู่กับการใช้โครงสร้างดัชนีพจนานุกรมแบบต้นไม้บี (B-Tree type dictionary file) ซึ่งเป็นมาตรฐานขั้นสูงของวิทยาการคอมพิวเตอร์ในการจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่
กลไกการทำงานของ Inverted File Database คือการพลิกกลับตรรกะการจัดเก็บและการสืบค้นข้อมูลแบบดั้งเดิม แทนที่ระบบจะเก็บข้อมูลในลักษณะไฟล์ข้อความยาวต่อเนื่องแล้วบังคับให้คอมพิวเตอร์วิ่งค้นหาทีละหน้าว่า "หนังสือเล่มนี้มีคำว่าอะไรอยู่บ้าง" ระบบจะทำการประมวลผลดัชนีล่วงหน้า (Pre-indexing) เพื่อสร้างตารางดัชนีชี้วัดที่บอกว่า "คำศัพท์แต่ละคำ ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มใด หน้าใด บรรทัดใด หรือย่อหน้าใดบ้าง"
ยิ่งไปกว่านั้น การออกแบบกลไกการค้นหา (Search Mechanisms) ภายใน BUDSIR ยังสะท้อนถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในลักษณะไวยากรณ์เฉพาะของภาษาบาลี ภาษาบาลีนั้นเป็นภาษาแบบวิภัตติปัจจัย (Inflectional Language) กล่าวคือ คำศัพท์คำหนึ่งๆ สามารถเปลี่ยนรูปหรือผันรูปส่วนท้ายของคำได้หลากหลายรูปแบบตามหน้าที่ของคำในประโยค (เช่น เป็นประธาน กรรม หรือแสดงความเป็นเจ้าของ) เพื่อแก้ปัญหานี้ BUDSIR ได้พัฒนาระบบการค้นหาที่รองรับการใช้เครื่องหมายตัวแทน (Wildcards) เช่น สัญลักษณ์ * ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการสืบค้นรากศัพท์ทางนิรุกติศาสตร์
การสืบค้นคำนำหน้า (Prefix Search): เมื่อผู้ใช้ป้อนคำว่า
dukkh*ระบบฐานข้อมูลจะประมวลผลผ่าน B-Tree เพื่อดึงคำศัพท์ทุกคำในพระไตรปิฎกที่ขึ้นต้นด้วย "dukkh" (เช่น dukkha, dukkham, dukkhata, dukkho) มาแสดงผลให้ผู้ใช้เลือกวิเคราะห์บริบทต่อไปการสืบค้นคำลงท้าย (Suffix Search): หากผู้ใช้ป้อนคำว่า
*veramaniระบบจะค้นหาคำศัพท์ทั้งหมดที่ลงท้ายด้วย "veramani" ซึ่งฟังก์ชันนี้มีประโยชน์อย่างมหาศาลในการค้นหาการสมาสคำศัพท์หรือสนธิคำที่ซับซ้อนในภาษาบาลีการสืบค้นกลุ่มคำหรือวลี (Phrase and Contextual Search): ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อความแบบต่อเนื่อง เช่น
dhammacari sukham setiหรือใช้วลีร่วมกับสัญลักษณ์ wildcard ในรูปแบบประโยคที่ซับซ้อน เช่นparimukham satim upat*เพื่อค้นหาข้อความเต็มที่มีความผันแปรทางไวยากรณ์ที่ส่วนท้ายของกริยา
กลไกการทำงานเหล่านี้ถือเป็นบรรทัดฐานทางวิศวกรรมซอฟต์แวร์ที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคของมัน และได้รับการต่อยอดอย่างมีนัยสำคัญในโครงการพัฒนารุ่นหลัง โดยเฉพาะความพยายามในการจัดโครงสร้างข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถเทียบเคียงข้ามภาษาได้อย่างไร้รอยต่อใน BUDSIR 8.0
ความก้าวหน้าทางนวัตกรรมใน BUDSIR รุ่น 8.0: การเทียบเคียงข้อย่อยระดับจุลภาค (Sub-item Alignment)
แม้ว่าโปรแกรม BUDSIR ในยุคแรกจะสามารถแก้ไขปัญหาความล่าช้าในการสืบค้นและการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่เมื่อพุทธศาสน์ศึกษาก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบที่ต้องการการวิเคราะห์เปรียบเทียบเชิงอรรถศาสตร์ (Philological and Semantic Comparison) ระหว่างคัมภีร์ต้นฉบับภาษาบาลีและคัมภีร์ฉบับแปลภาษาไทย ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของรูปแบบหนังสือดั้งเดิมที่สืบทอดมาแต่โบราณจึงเริ่มปรากฏให้เห็นเป็นอุปสรรคต่องานวิจัยขั้นสูง
ปัญหาหลักที่นักวิชาการพบคือ ในโครงสร้างการจัดพิมพ์คัมภีร์พระไตรปิฎกทั้ง 45 เล่ม การอ้างอิงเนื้อหามักใช้ "เลขที่เล่ม" และ "ข้อ" เป็นดัชนีหลักในการระบุตำแหน่ง ทว่าในบางพระสูตรหรือบางข้อความ โครงสร้างของ "ข้อ" (Item) นั้นมีความยาวมหาศาล บางข้อมีเนื้อหาครอบคลุมกินพื้นที่หลายหน้ากระดาษพิมพ์
เพื่อทลายข้อจำกัดระดับโครงสร้างนี้ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ริเริ่มดำเนินงานวิจัยเชิงลึกเพื่อยกระดับความละเอียดของโครงสร้างฐานข้อมูลไปสู่ระดับจุลภาค โดยมีทีมนักวิจัยนำโดย ณัฐพล บุญสม, บังอร กรวิรัตน์ และอุปถัมภ์ ชมภู (เผยแพร่ผลงานในปี พ.ศ. 2561) ได้สร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรม "เครื่องมือช่วยเทียบเคียงการกำหนดข้อย่อยในเนื้อหาพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทยกับบาลี" (Tool for comparing sub-items in Thai-Pali Tipitaka)
ภายใต้นโยบายของโครงการพระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์ (BUDSIR) ได้มีดำริและวิสัยทัศน์ที่จะเพิ่มโครงสร้าง "ย่อหน้า" (Paragraph หรือ Sub-item) เข้าไปในระบบฐานข้อมูล เพื่อให้เป็นหน่วยอ้างอิงย่อยที่รองลงมาจากระดับ "ข้อ" โดยมีเป้าประสงค์เพื่อประโยชน์ในการอ้างอิงและการเทียบเคียงเนื้อหาที่ละเอียดและชัดเจนยิ่งขึ้น
การพัฒนาเครื่องมือเทียบเคียงข้อย่อยนี้ ถือเป็นเสาหลักทางสถาปัตยกรรมข้อมูลที่สำคัญที่สุดของ BUDSIR 8.0 เพราะมันเป็นการพลิกโฉมวิธีการจัดเก็บฐานข้อมูล จากเดิมที่เป็นระดับเอกสารและข้อความยาว (Document and Item level) ไปสู่ระดับจุลภาค (Granular-level) ความสำเร็จทางเทคนิคชิ้นนี้ส่งผลให้ BUDSIR 8.0 หลุดพ้นจากสถานะการเป็นเพียงเครื่องมือค้นหาธรรมดา แต่ก้าวขึ้นเป็น "ระบบคลังข้อมูลคู่ขนาน" (Parallel Corpus) ที่เปิดโอกาสให้นักวิชาการสามารถคลิกเลือกข้อความภาษาไทย และระบบจะแสดงโครงสร้างประโยคภาษาบาลีที่เป็นคู่ขนานกันได้อย่างแม่นยำในระดับย่อหน้าต่อย่อหน้า ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นอย่างยิ่งต่องานแปลภาษาร่วมสมัยและงานสังคายนาในระดับสากล
นัยยะเชิงประจักษ์จากเหตุการณ์วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569: การผสานรอยต่อระหว่างวิจารณญาณทางวิชาการและการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี
ก้าวย่างแห่งความสำเร็จของ BUDSIR 8.0 มิได้ถูกจำกัดขอบเขตอยู่เพียงในห้องปฏิบัติการทางคอมพิวเตอร์ หรือในวิทยานิพนธ์ระดับบัณฑิตศึกษาเท่านั้น แต่มันได้แทรกซึมเข้าไปเป็นฟันเฟืองหลักในระบบนิเวศของการศึกษาสงฆ์ยุคใหม่อย่างเต็มรูปแบบ ความสัมพันธ์เชิงประจักษ์และการนำไปใช้จริงนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนและมีพลังจากเหตุการณ์ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ที่เฟซบุ๊กเพจในนาม "จ. เขมจิตต์" ได้เผยแพร่ข้อความที่สร้างความตื่นตัวในแวดวงปริยัติศึกษา [ตามข้อมูลที่ผู้ใช้ระบุ]
เพื่อทำความเข้าใจถึงความสำคัญและน้ำหนักทางวิชาการของเหตุการณ์นี้ จำเป็นต้องวิเคราะห์ภูมิหลังของนาม "จ. เขมจิตต์" ซึ่งเป็นนามที่เชื่อมโยงถึง พระมหาใจ เขมจิตฺโต พระเถระผู้ทรงคุณวุฒิระดับสูงสุดของการศึกษาคณะสงฆ์ไทย คือเปรียญธรรม 9 ประโยค (ท่านสอบไล่ได้เมื่อปี พ.ศ. 2546 สังกัดสำนักเรียนวัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร)
มหาวชิราลงกรณบาลีเถรวาทราชวิทยาลัยแห่งนี้ ก่อตั้งขึ้นโดยมีพันธกิจหลักที่แน่วแน่ในการจัดการศึกษาบาลีพระไตรปิฎก อรรถกถา และฎีกา ตามหลักสูตรที่เรียกว่า "เตปิฏกบาลีศากยสีหะ" โดยครอบคลุมตั้งแต่ระดับพื้นฐานจนถึงระดับปริญญาเอก สถาบันมีวิสัยทัศน์ที่ก้าวหน้าในการบูรณาการการเรียนการสอนแบบผสมผสาน เปิดสอนในหลักสูตร Pali English Program เพื่อสร้างศาสนทายาทที่เป็นสามเณรเยาวชนให้เติบโตขึ้นเป็นพระมหาเถระที่มีศักยภาพระดับโลก ที่สามารถนำพาสงฆ์ไทยและพระธรรมคำสอนสู่นานาชาติ
ข้อความที่ถูกโพสต์และเผยแพร่โดย "จ. เขมจิตต์" เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 จึงมิใช่เป็นเพียงการรายงานข่าวสารทั่วไปหรือการประชาสัมพันธ์งานบุญ แต่เป็นการประกาศนัยยะสำคัญทางวิชาการที่สะท้อนถึง การบรรจบกันอย่างสมบูรณ์ระหว่าง "ภูมิปัญญาจารีตดั้งเดิม" (Traditional Scholarship) และ "วิทยาการข้อมูลล้ำสมัย" (Data Science) ข้อความดังกล่าวเปรียบเสมือนตัวแทนของฉันทามติทางวิชาการในหมู่พระมหาเถระว่า โครงสร้างการศึกษาบาลีสัททาวิเสสโบราณที่คณะสงฆ์กำลังรื้อฟื้นและยกระดับขึ้นมาใหม่นั้น ไม่สามารถดำเนินไปได้ด้วยรูปแบบการท่องจำเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่แข็งแกร่ง แม่นยำ และปราศจากอคติ อย่างระบบ BUDSIR 8.0
เครื่องมือเทียบเคียงข้อย่อยภาษาไทย-บาลีที่ได้รับการวิจัยและพัฒนาโดยทีมวิจัยมหาวิทยาลัยมหิดล
มิติการประยุกต์ใช้และคุณูปการของพระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์ตามแนวทรรศนะของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
การประเมินความก้าวหน้าและคุณค่าที่แท้จริงของระบบ BUDSIR 8.0 จะมีความสมบูรณ์แบบได้ก็ต่อเมื่อมีการนำมาทาบทับและวิเคราะห์ร่วมกับกรอบแนวคิดเชิงพุทธทัศน์ โดยเฉพาะกรอบวิเคราะห์เชิงระบบที่ได้รับการวางรากฐานไว้โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระมหาเถระผู้เป็นปราชญ์แห่งยุคสมัยและผู้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาโครงการ BUDSIR มาตั้งแต่ยุคเริ่มต้นการก่อตั้ง
1. งานสืบค้น (Gavesana)
งานสืบค้นถือเป็นปราการด่านแรกและเป็นกิจกรรมพื้นฐานที่สุดของการศึกษาพระไตรปิฎก ในอดีตกาล การค้นหาว่าพระสูตรชื่อนั้นๆ หรือคำศัพท์เฉพาะคำหนึ่งๆ ปรากฏอยู่ที่ใด ต้องอาศัยการเปิดหาจากดัชนีที่เป็นหนังสือสิ่งพิมพ์ (Concordance) ซึ่งมักมีข้อจำกัดด้านความสมบูรณ์และผู้ศึกษาต้องใช้เวลากวาดสายตาสืบค้นนานนับชั่วโมงหรือเป็นวัน
2. งานตรวจสอบ (Sodhana)
การตรวจสอบถือเป็นหัวใจสำคัญและเป็นหน้าที่ทางจริยธรรมของนักวิชาการในการปกป้องพระสัทธรรมจากการบิดเบือนหรือการตัดทอน สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ได้เน้นย้ำถึงกลไกการตรวจสอบ 2 ประการหลัก ได้แก่ 1) การตรวจสอบว่าคำหรือข้อความที่มีบุคคลยกขึ้นอ้างว่า "พระพุทธเจ้าตรัสไว้" หรือมีจารึกในพระไตรปิฎกนั้น มีอยู่จริงในคัมภีร์หรือไม่ และ 2) การตรวจสอบหลักฐานที่มาที่บุคคลนั้นอ้างอิงว่า ถูกต้องตรงตามบริบททางไวยากรณ์และความหมายหรือไม่
3. งานประมวลผลและการจัดทำพจนานุกรมและสารานุกรม (Sankalana)
คำศัพท์ภาษาบาลี ศัพท์วิชาการเฉพาะทางพุทธศาสนา และชื่อเฉพาะบุคคล สถานที่ (Proper Nouns) ที่ถูกจารึกไว้ในพระไตรปิฎกมีจำนวนมหาศาลอย่างหาประมาณมิได้ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา แทบจะไม่มีนักปราชญ์บุคคลใดสามารถเก็บรวบรวมคำศัพท์เหล่านี้ไว้ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์
4. งานวิจัยและงานนิพนธ์ (Vijaya)
ความเจริญงอกงามและความมีชีวิตชีวาของพระพุทธศาสนาในระดับปัญญาชนและวงการวิชาการ ขึ้นอยู่กับปริมาณและคุณภาพของงานวิจัยที่ผลิตออกมา งานวิจัยและงานนิพนธ์ทุกชิ้นที่เกี่ยวข้อง พาดพิง หรือมีส่วนเชื่อมโยงถึงพระพุทธศาสนา ล้วนมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยพระไตรปิฎกเป็นข้อมูลปฐมภูมิในการอ้างอิง
5. งานสังคายนาและตรวจชำระพระไตรปิฎก (Sangiti)
ประโยชน์ในระดับสูงสุด และถือเป็นเป้าหมายสูงสุดเชิงสถาบันศาสนาของการริเริ่มสร้างคัมภีร์คอมพิวเตอร์ คือการนำระบบมารองรับงาน "สังคายนา" หรือกระบวนการตรวจชำระพระไตรปิฎก
| มิติประโยชน์ตามทรรศนะสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ | ลักษณะข้อจำกัดและปัญหาในอดีต (Analog Era) | โซลูชันทางวิศวกรรมและผลกระทบใน BUDSIR 8.0 |
| 1. งานสืบค้น (Gavesana) | สมุดดัชนีไม่ครบถ้วน การค้นหาด้วยมือกินเวลาหลายชั่วโมงถึงหลายวัน มีความผิดพลาดสูง | ค้นหาผ่านโครงสร้างดัชนี B-Tree และระบบ Wildcard ครอบคลุมคำผันแปรทางไวยากรณ์ ใช้เวลาแสดงผลระดับเสี้ยววินาที |
| 2. งานตรวจสอบ (Sodhana) | กระบวนการตรวจสอบข้อความอ้างอิงทำได้ยากยิ่ง หากผู้กล่าวอ้างระบุที่มาของหนังสือไม่ชัดเจน | ค้นหาข้อความจำเพาะได้ทันที ป้องกันและป้องปรามการแอบอ้างพุทธพจน์หรือบิดเบือนธรรมวินัยได้อย่างเด็ดขาด |
| 3. งานประมวลผล (Sankalana) | เป็นไปไม่ได้ที่จะรวบรวมคำศัพท์มหาศาลที่กระจัดกระจายในพระไตรปิฎกได้ครบ 100% ด้วยแรงงานมนุษย์ | สร้างดัชนีคำศัพท์อัตโนมัติ นำไปสู่การจัดทำพจนานุกรมและคลังข้อมูลทางภาษาศาสตร์ (Corpus) ที่สมบูรณ์แบบที่สุด |
| 4. งานวิจัย (Vijaya) | ผู้ทำวิจัยต้องใช้เวลาอ่านกวาดสายตาทีละหน้า ข้อมูลเชิงบริบทมักเกิดการตกหล่น ขาดตกบกพร่อง | สามารถสกัดบริบทแวดล้อมคำเชิงสถิติ สนับสนุนงานวิจัยแบบก้าวกระโดดในหลากหลายสาขาวิชาสหวิทยาการ |
| 5. งานสังคายนา (Sangiti) | กรรมการสังคายนาต้องนำคัมภีร์ทางกายภาพหลายอักษรมากางเทียบเคียงกันทีละเล่ม ทีละบรรทัด | เปิดระบบเทียบ 8 หน้าต่าง 8 อักษรแบบคู่ขนาน พร้อมใช้ระบบเทียบข้อย่อยระดับย่อหน้า ลดความคลาดเคลื่อนและย่นระยะเวลาการชำระคัมภีร์ |
ผลกระทบเชิงขยายต่อมิติสหวิทยาการและวิวัฒนาการระบบการศึกษาพระปริยัติธรรมยุคใหม่
ความสำเร็จและคุณูปการของโครงการพัฒนาพระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์มิได้จำกัดตัว สร้างผลกระทบอยู่เพียงภายในขอบรั้วของแวดวงสงฆ์และพุทธศาสนิกชนเท่านั้น แต่กระบวนการพัฒนาโครงสร้างข้อมูลนี้ยังได้สร้างแรงกระเพื่อมเชิงโครงสร้างระดับมหภาคต่อแวดวงวิชาการในระดับสหวิทยาการ (Interdisciplinary Studies) ดังที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ได้พรรณนาไว้เป็นเชิงประจักษ์ว่า คำสั่งสอนในพระธรรมวินัยและเรื่องราวในพระไตรปิฎกนั้น มีความเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับวิชาการหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็น จิตวิทยา กฎหมาย การปกครอง เศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์ สังคมวิทยา และมานุษยวิทยา ตลอดจนเป็นรากฐานสำคัญสูงสุดของการศึกษาในสาขาวิชาภาษาศาสตร์ไทย เนื่องจากโครงสร้างและคำศัพท์จำนวนมหาศาลในภาษาไทยได้หยิบยืมและมีรากฐานมาจากภาษาบาลี
ในมุมมองทางภาษาศาสตร์ (Linguistics) ระบบ BUDSIR 8.0 ได้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือและกลไกชั้นเยี่ยมในการตรวจสอบวิวัฒนาการทางอรรถศาสตร์ของคำศัพท์ (Semantic Evolution) นักวิชาการสามารถศึกษาและสืบย้อนได้ว่า คำศัพท์บาลีคำหนึ่งๆ ถูกนำมาใช้ในบริบทใดบ้างในคัมภีร์ดั้งเดิม และความหมายของคำนั้นได้คลี่คลาย หรือเปลี่ยนแปลงทางความหมายมาเป็นศัพท์ภาษาไทยที่ใช้กันในชีวิตประจำวันปัจจุบันได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น การทำงานของนวัตกรรมเครื่องมือเทียบเคียงข้อย่อยภาษาไทยกับบาลี
ในเชิงสถาบันการศึกษาและนโยบายการจัดการเรียนการสอน ผลลัพธ์จากการพัฒนาระบบที่ซับซ้อนของโครงการนี้ ได้สะท้อนให้เห็นผ่านวิสัยทัศน์และการปรับตัวของ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการเป็นเจ้าภาพและผู้ค้ำจุนโครงการนี้มาอย่างยาวนาน ในช่วงปีการศึกษา 2568-2569 (Academic Year 2026) คณะ ICT มหิดลยังคงดำเนินนโยบายเชิงรุกในการรับนักศึกษาเข้าศึกษาในหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิตด้าน ICT ที่มีมาตรฐานคุณภาพระดับนานาชาติ
สำหรับระบบการศึกษาสงฆ์และกระบวนการเรียนรู้พระปริยัติธรรม ผลกระทบของการมีอยู่ของระบบ BUDSIR 8.0 ได้ก่อให้เกิดพลวัตความเปลี่ยนแปลงในวงกว้างอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ดังเช่นบทบาทที่โดดเด่นของสำนักเรียนและองค์กรอย่าง มหาบาลีวิชชาลัย และ มหาวชิราลงกรณบาลีเถรวาทราชวิทยาลัย ที่กำลังเดินหน้าสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการจัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรม
บทสรุป
รายงานการวิเคราะห์เชิงวิชาการฉบับนี้ได้แสดงให้เห็นอย่างประจักษ์ชัดว่า โครงการพัฒนาพระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์ รุ่น 8 (BUDSIR 8.0) มิได้มีสถานะเป็นเพียงแค่ซอฟต์แวร์หรือแอปพลิเคชันฐานข้อมูลทางศาสนาทั่วไป หากแต่ถือเป็น "โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา" (Intellectual Infrastructure) ระดับชาติและระดับโลก การเดินทางวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่าสี่ทศวรรษนับจากการเริ่มต้นโครงการในปี พ.ศ. 2530 ภายใต้การริเริ่มของ รศ.ดร.ศุภชัย ตั้งวงศ์ศานต์ และความมุ่งมั่นทุ่มเทของสำนักคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ความก้าวหน้าและการค้นพบในรุ่น 8.0 โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของคณะนักวิจัยแห่งคณะ ICT มหิดล ในการประดิษฐ์และประยุกต์ใช้ "เครื่องมือช่วยเทียบเคียงการกำหนดข้อย่อยในเนื้อหาพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทยกับบาลี"
เหตุการณ์และความเคลื่อนไหวทางวิชาการที่ปรากฏขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านการสื่อสารสาธารณะของเพจ "จ. เขมจิตต์" [ตามข้อมูลที่ผู้ใช้ระบุ] จึงเป็นเสมือนภาพสะท้อนอันทรงพลังแห่งยุคสมัย ที่พิสูจน์ยืนยันว่า เทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูงได้สามารถหลอมรวมและบูรณาการเข้ากับปณิธานการสืบสานพระศาสนาอย่างแนบสนิท ฐานข้อมูลระดับมหาศาลของ BUDSIR 8.0 กำลังจะถูกนำไปใช้งานจริงอย่างเต็มศักยภาพสูงสุด ในฐานะเครื่องมือทางเทคโนโลยีหลักสำหรับการศึกษาบาลีสัททาวิเสสโบราณ และการเตรียมความพร้อมเชิงโครงสร้างสู่งานมหกรรมสังคายนาพระไตรปิฎกที่จะถูกจัดขึ้น ณ อาคาร เตปิฏกสังคีติสิทธาคาร ตลอดจนสนับสนุนวิสัยทัศน์การสร้างและบ่มเพาะศาสนทายาทให้เติบโตสู่ระดับสากล
เมื่อนำทุกบริบทมาพิจารณาวิเคราะห์ในองค์รวม โครงการ BUDSIR 8.0 จึงคือบทพิสูจน์ถึงปัญญาญาณและความสามารถของมนุษย์ในการผนวกเทคโนโลยีเข้าเพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดทางกายภาพของกาลเวลา วัสดุ และพื้นที่ จากยุคของการจารึกบนใบลาน ไปสู่การคัดลอกลงสมุดข่อย จากสมุดข่อยวิวัฒนาการสู่ระบบตัวพิมพ์อักษร และจากอักษรพิมพ์ก้าวข้ามสู่สถาปัตยกรรมเครือข่ายข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ไร้ซึ่งพรมแดน


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น