วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

BUDSIR 8.0 เปิดศักราชใหม่ พุทธศาสน์ศึกษา ฐานข้อมูลพระไตรปิฎก 24 ล้านตัวอักษร สู่ AI และ Big Data ระดับโลก


รายงานสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)  ความคืบหน้าโครงการพัฒนาพระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์ รุ่น 8 (BUDSIR 8.0) เปิดภูมิทัศน์ใหม่พุทธศาสน์ศึกษาในยุคดิจิทัล


เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569
  โครงการพัฒนาพระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์ รุ่น 8 (BUDSIR 8.0) ของ มหาวิทยาลัยมหิดล เดินหน้าสู่หมุดหมายสำคัญอีกครั้ง หลังมีการเผยแพร่ความคืบหน้าผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยสะท้อนบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศขั้นสูงในการยกระดับการศึกษาพระพุทธศาสนาเถรวาทให้ก้าวทันโลกยุคดิจิทัล

โครงการ BUDSIR (Buddhist Scriptures Information Retrieval) ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ครั้งสำคัญของวงการพุทธศาสน์ศึกษา จากการจัดเก็บคัมภีร์ในรูปเล่มสู่การพัฒนา “โครงสร้างข้อมูลอัจฉริยะ” ที่สามารถสืบค้น วิเคราะห์ และเทียบเคียงเนื้อหาพระไตรปิฎกกว่า 84,000 พระธรรมขันธ์ ซึ่งมีความยาวกว่า 45 เล่ม รวมมากกว่า 24 ล้านตัวอักษร ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

จากจุดเริ่มต้นสู่ระบบฐานข้อมูลระดับโลก

โครงการริเริ่มเมื่อปี พ.ศ. 2530 โดยสำนักคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้การนำของ รศ.ดร.ศุภชัย ตั้งวงศ์ศานต์ และคณะนักวิจัย ก่อนเปิดตัว BUDSIR I อย่างเป็นทางการในปี 2531 นับเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการบันทึกพระไตรปิฎกภาษาบาลีอักษรไทยทั้งหมดลงในระบบคอมพิวเตอร์

ต่อมา โครงการได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพิ่มคัมภีร์อรรถกถาและฎีกา รวมถึงพัฒนาเป็นฉบับนานาชาติที่รองรับการแสดงผล 8 ชุดอักษร เช่น ไทย โรมัน เทวนาครี พม่า สิงหล เขมร ล้านนา และลาว ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการศึกษาพุทธศาสนาระดับสากล

โครงการยังได้รับคำปรึกษาทางวิชาการจาก สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ซึ่งได้วางกรอบแนวคิดด้านประโยชน์ของพระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์ไว้ 5 มิติ ได้แก่ งานสืบค้น งานตรวจสอบ งานประมวลผล งานวิจัย และงานสังคายนา

นวัตกรรม BUDSIR 8.0: เทียบเคียงข้อย่อยระดับจุลภาค

ความก้าวหน้าสำคัญของรุ่น 8.0 คือการพัฒนา “เครื่องมือเทียบเคียงข้อย่อย (Sub-item Alignment)” ที่ยกระดับโครงสร้างฐานข้อมูลจากระดับ “ข้อ” สู่ระดับ “ย่อหน้า” ทำให้สามารถจับคู่ข้อความบาลีกับคำแปลไทยได้อย่างละเอียด ลดความคลาดเคลื่อนในการอ้างอิงและการแปล

ระบบดังกล่าวทำงานบนสถาปัตยกรรม Inverted File Database และโครงสร้างดัชนีแบบ B-Tree ช่วยให้การค้นหาคำศัพท์ที่มีการผันรูปจำนวนมากในภาษาบาลี เช่น การใช้ Wildcards ค้นหารากศัพท์ ทำได้ในระดับเสี้ยววินาที

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า นวัตกรรมนี้ทำให้ BUDSIR 8.0 ก้าวจากการเป็น “เครื่องมือค้นหา” สู่การเป็น “คลังข้อมูลคู่ขนาน” (Parallel Corpus) ที่มีศักยภาพต่อยอดสู่การวิจัยด้านภาษาศาสตร์คอมพิวเตอร์ และการพัฒนา AI เพื่อการแปลภาษาโบราณ

สะท้อนการใช้งานจริงในแวดวงสงฆ์

ความสำเร็จของ BUDSIR 8.0 ปรากฏเป็นรูปธรรมเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 จากการโพสต์ข้อความของเพจ “จ. เขมจิตต์” ซึ่งเชื่อมโยงกับ พระมหาใจ เขมจิตฺโต เปรียญธรรม 9 ประโยค แห่ง วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร

ข้อความดังกล่าวสะท้อนการบูรณาการเทคโนโลยีฐานข้อมูลพระไตรปิฎกเข้ากับการเตรียมความพร้อมสำหรับการสังคายนาในอนาคต ณ อาคาร “เตปิฏกสังคีติสิทธาคาร” ของ มหาวชิราลงกรณบาลีเถรวาทราชวิทยาลัย ซึ่งมีเป้าหมายยกระดับการศึกษาบาลีสู่มาตรฐานนานาชาติ

นักวิชาการมองว่า นี่คือการบรรจบกันของ “ภูมิปัญญาจารีต” กับ “วิทยาการข้อมูล” อย่างแท้จริง โดยเทคโนโลยีมิได้แทนที่การศึกษาดั้งเดิม แต่ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพการตรวจชำระคัมภีร์ให้แม่นยำ โปร่งใส และตรวจสอบได้

ผลกระทบสหวิทยาการและอนาคต AI

ในมิติทางวิชาการ BUDSIR 8.0 ได้สร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ที่เอื้อต่อการศึกษาสหวิทยาการ เช่น จิตวิทยา สังคมวิทยา เศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์ และภาษาศาสตร์ โดยเฉพาะการวิเคราะห์วิวัฒนาการทางความหมายของคำบาลีที่เป็นรากศัพท์ภาษาไทย

นอกจากนี้ โครงสร้างข้อมูลคู่ขนานบาลี–ไทย ยังมีศักยภาพในการเป็นชุดข้อมูลฝึก (Training Data) สำหรับระบบประมวลผลภาษาธรรมชาติ (NLP) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในอนาคต

โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาระดับชาติ

ผู้เชี่ยวชาญสรุปว่า BUDSIR 8.0 มิใช่เพียงซอฟต์แวร์ฐานข้อมูล แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา” ที่ค้ำจุนการสืบสานพระสัทธรรมในโลกดิจิทัล

ตลอดเวลากว่า 4 ทศวรรษของการพัฒนา โครงการได้พิสูจน์ให้เห็นว่าการผสานวิศวกรรมข้อมูลเข้ากับคัมภีร์โบราณ มิได้ทำลายจารีต หากแต่ทำหน้าที่เป็น “ธรรมทูตดิจิทัล” ที่ช่วยปกป้องความบริสุทธิ์ของพระธรรมวินัย พร้อมเปิดประตูสู่ยุคใหม่ของพุทธศาสน์ศึกษาในระดับโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน.

ความคืบหน้าโครงการพัฒนาพระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์ รุ่น 8 (BUDSIR 8.0) และภูมิทัศน์ใหม่ของพุทธศาสน์ศึกษาในยุคดิจิทัล

บทนำ: ปฐมบทแห่งการสืบสานและปกป้องพระสัทธรรมด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศขั้นสูง

การดำรงอยู่ของพระพุทธศาสนาเถรวาทท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคโลกาภิวัตน์และยุคดิจิทัล ล้วนพึ่งพาความแม่นยำและความสมบูรณ์ของการรักษา "พระธรรมวินัย" ซึ่งถูกประมวลและจารึกไว้ในคัมภีร์พระไตรปิฎก อันเปรียบเสมือนตัวแทนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าภายหลังการเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระไตรปิฎกไม่เพียงแต่เป็นแหล่งรวบรวมหลักคำสอนสูงสุดอันเป็นมาตรฐานเพื่อใช้ในการตรวจสอบความเชื่อและการปฏิบัติในประวดงการพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นขุมทรัพย์ทางปัญญาที่บันทึกร่องรอยทางประวัติศาสตร์ สังคมวิทยา ภาษาศาสตร์ และปรัชญาของมนุษยชาติในยุคโบราณไว้อย่างมหาศาล ทว่าด้วยปริมาณเนื้อหาที่ครอบคลุมถึง 84,000 พระธรรมขันธ์ ซึ่งเมื่อนำมาจัดพิมพ์เป็นอักษรไทยมีจำนวนมากถึง 45 เล่ม รวมความหนาได้เกือบ 22,000 หน้า หรือประกอบด้วยตัวอักษรมากกว่า 24,300,000 ตัว การเข้าถึงและศึกษาค้นคว้าจึงกลายเป็นความท้าทายอย่างยิ่งยวดสำหรับทั้งนักวิชาการและพุทธศาสนิกชนทั่วไป

ความท้าทายเชิงโครงสร้างข้อมูลระดับมหึมาดังกล่าวได้นำไปสู่การก่อกำเนิด "โครงการพระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์" (Buddhist Scriptures Information Retrieval หรือ BUDSIR) โดยมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของการศึกษาพุทธศาสนา หรือพุทธศาสน์ศึกษา (Buddhist Studies) โครงการนี้มิได้เป็นเพียงแค่การคัดลอกข้อความจากหน้ากระดาษลงสู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่มันคือการวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษ เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างข้อมูลทางภาษาศาสตร์โบราณให้สามารถประมวลผลได้ด้วยตรรกะทางคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ จนกระทั่งก้าวเข้าสู่การพัฒนารุ่นล่าสุด นั่นคือ รุ่นที่ 8 (BUDSIR 8.0) ซึ่งเป็นรุ่นที่บูรณาการความก้าวหน้าทางวิทยาการคอมพิวเตอร์ขั้นสูง โดยเฉพาะเครื่องมือการเทียบเคียงข้อมูลระดับจุลภาค เข้ากับการตรวจชำระคัมภีร์ทางศาสนา

บริบทของความก้าวหน้าทางวิชาการและเทคโนโลยีนี้ปรากฏเด่นชัดและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น เมื่อปรากฏหลักฐานเชิงประจักษ์ในพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 เฟซบุ๊กเพจในนาม "จ. เขมจิตต์" ซึ่งเป็นนามที่เชื่อมโยงกับพระมหาใจ เขมจิตฺโต (เปรียญธรรม 9 ประโยค) พระเถระและนักวิชาการภาษาบาลีผู้มีบทบาทสำคัญในโครงการสถาบันการศึกษาบาลีชั้นสูง ได้โพสต์ข้อความที่สะท้อนถึงความคืบหน้าและนัยยะสำคัญของการนำฐานข้อมูลพระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์มาประยุกต์ใช้เพื่อรองรับการสังคายนาในอนาคต บทความทางวิชาการฉบับนี้จึงมุ่งวิเคราะห์เชิงลึกถึงวิวัฒนาการทางสถาปัตยกรรมข้อมูลของ BUDSIR ตั้งแต่อดีตปฐมบทจนถึงการพัฒนารุ่น 8.0 โดยตรวจสอบนวัตกรรมเชิงเทคนิคอย่างละเอียด โดยเฉพาะการเทียบเคียงข้อย่อยในเนื้อหาพระไตรปิฎก ตลอดจนวิเคราะห์ผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อการสังคายนา การศึกษาภาษาบาลีแนวใหม่ และการต่อยอดในระดับสหวิทยาการที่เชื่อมโยงกับวิสัยทัศน์ในโพสต์ประวัติศาสตร์ดังกล่าว

พลวัตและวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของโครงการ BUDSIR จากยุคบุกเบิกสู่นวัตกรรมร่วมสมัย

การทำความเข้าใจถึงความซับซ้อนและศักยภาพอันมหาศาลของ BUDSIR 8.0 จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสืบย้อนไปถึงรากฐานการพัฒนาของโครงการ ซึ่งสะท้อนถึงความวิริยะอุตสาหะในการหลอมรวมองค์ความรู้ทางวิศวกรรมคอมพิวเตอร์เข้ากับความลุ่มลึกของคัมภีร์ทางศาสนา โครงการนี้ได้รับการริเริ่มขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ปี พ.ศ. 2530 โดยสำนักคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้การนำของ รศ.ดร.ศุภชัย ตั้งวงศ์ศานต์ และคณะทำงาน ซึ่งประกอบด้วย ผศ.ดำรัส วงศ์สว่าง, น.ส.นันทิกา เบญจเทพานันท์ และ น.ส.จิราภร เกียรติไพบูลย์ ภายใต้การสนับสนุนของศาสตราจารย์ นพ.ณัฐ ภมรประวัติ อธิการบดีในขณะนั้น การเริ่มต้นโครงการนี้นับเป็นก้าวแรกของประวัติศาสตร์โลกที่มีการริเริ่มนำเอาข้อความในพระไตรปิฎกภาษาบาลีอักษรไทยทั้งหมดบรรจุลงในจานแม่เหล็กชนิดแข็ง (Hard Disk) ซึ่งในบริบทของเทคโนโลยีสารสนเทศยุคทศวรรษ 1980 ถือเป็นความท้าทายทางวิศวกรรมระดับสูงอย่างยิ่งยวด

ความสำเร็จเบื้องต้นในการนำเข้าข้อมูลคัมภีร์จำนวน 45 เล่มภายในระยะเวลาเพียง 7 เดือน นำไปสู่การเปิดตัว BUDSIR I อย่างเป็นทางการในวันวิสาขบูชาที่ 20 พฤษภาคม 2531 ความสำเร็จอันเป็นประวัติการณ์นี้ได้รับเกียรติให้จารึกเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการศาสนาโลก โดยองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในประเทศไทย ได้ทำประกาศแจ้งให้ประเทศสมาชิกหลายสิบประเทศทราบถึงนวัตกรรมนี้อย่างเป็นทางการในการประชุมใหญ่ครั้งที่ 16 ณ นครลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2531 โครงการนี้ยังได้รับความเมตตาอย่างหาที่สุดมิได้จากพระเถระชั้นผู้ใหญ่ โดยเฉพาะสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ซึ่งในขณะนั้นดำรงสมณศักดิ์ที่พระพรหมคุณาภรณ์ ได้กรุณาตอบรับเป็นที่ปรึกษาโครงการ ทำให้มั่นใจได้ว่าการจัดการข้อมูลทางคอมพิวเตอร์นั้นมีความสอดคล้องกับหลักธรรมวินัยและบริบททางวิชาการพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ไร้ซึ่งความคลาดเคลื่อนทางหลักการ

วิวัฒนาการของระบบฐานข้อมูลมิได้หยุดนิ่งเพียงการบันทึกข้อมูลเบื้องต้น ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีพระราชศรัทธาและได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ โครงการจึงสามารถขยายขอบเขตไปสู่การบันทึกคัมภีร์อรรถกถา (คำอธิบายพระไตรปิฎก) และคัมภีร์ฎีกา (คำอธิบายอรรถกถา) เพิ่มเติมอีกจำนวน 70 เล่ม รวมเป็นฐานข้อมูลคัมภีร์ขนาดใหญ่ถึง 115 เล่ม การพัฒนานี้นำไปสู่การเปิดตัว BUDSIR IV for Windows ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2539 ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนผ่านแพลตฟอร์มครั้งสำคัญจากระบบปฏิบัติการ DOS ที่แสดงผลแบบข้อความธรรมดา มาสู่ระบบปฏิบัติการ Windows ที่มีระบบกราฟิกและสามารถรองรับการเปิดหน้าต่างทำงานเพื่อแสดงผลเนื้อหาพร้อมกันได้ถึง 8 หน้าต่าง เพื่ออำนวยความสะดวกอย่างเหนือระดับในการเทียบเคียงเนื้อหาข้ามคัมภีร์

ในระยะเวลาต่อมา โครงการได้ขยายพรมแดนทางภาษาเพื่อรองรับความเป็นสากล (Internationalization) อย่างเต็มรูปแบบ นำไปสู่การพัฒนาพระไตรปิฎกคอมพิวเตอร์ฉบับนานาชาติ (BUDSIR, International Edition in Multi-Scripts) ซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวาระการจัดงานเฉลิมพระเกียรติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี (พ.ศ. 2549) ฐานข้อมูลถูกขยายให้ครอบคลุมคัมภีร์สำคัญทางศาสนาถึง 194 เล่ม ประกอบด้วยพระไตรปิฎกภาษาไทยและบาลีอย่างละ 45 เล่ม อรรถกถาบาลี 57 เล่ม ฎีกาบาลี 27 เล่ม และคัมภีร์หลักสูตรเปรียญธรรมอีก 20 เล่ม นวัตกรรมขั้นสูงสุดในยุคนั้นคือความสามารถในการแสดงผลฐานข้อมูลโครงสร้างเดียวผ่านลักษณะตัวอักษรของชนชาติต่างๆ ได้ถึง 8 ลักษณะ ได้แก่ อักษรไทย บาลีโรมัน เทวนาครี สิงหล พม่า เขมร ล้านนา และลาว พร้อมเปิดหน้าต่างทำงานได้ถึง 15 หน้าต่างในคราวเดียว ความสามารถในการแปลงฐานข้อมูลชุดเดียวให้แสดงผลในหลากหลายอักษร (Multi-Scripts) เป็นการตอกย้ำและเสริมสร้างสถานะของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาของโลกอย่างสมบูรณ์แบบ

ลำดับวิวัฒนาการหลักช่วงปี พ.ศ. (ค.ศ.)ขอบเขตข้อมูลและนวัตกรรมหลักทางเทคโนโลยีที่สำคัญ
BUDSIR I2531 (1988)

บันทึกข้อความพระไตรปิฎกภาษาบาลีอักษรไทย 45 เล่มลง Hard Disk สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก พัฒนาระบบค้นหาคำขั้นต้นบนระบบปฏิบัติการ DOS

BUDSIR IV2539 (1996)

เพิ่มคัมภีร์อรรถกถาและฎีกา รวมฐานข้อมูล 115 เล่ม เปลี่ยนสถาปัตยกรรมทำงานบน Windows รองรับการเปิดหน้าต่างเทียบเคียงเนื้อหาขนานได้ 8 หน้าต่าง

BUDSIR ฉบับนานาชาติ2549 (2006)

ขยายฐานข้อมูลมหาศาลเป็น 194 เล่ม แสดงผลแบบไดนามิกได้ 8 ชุดอักษร (เช่น โรมัน, เทวนาครี, พม่า, สิงหล) พัฒนาระบบเพื่อรองรับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เปิดได้ 15 หน้าต่าง

BUDSIR 8.0ปัจจุบัน (2569)

บูรณาการเครื่องมือเทียบเคียงข้อย่อย (Sub-item alignment) พัฒนาโครงสร้างเอกสารระดับย่อหน้า เพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์ข้อมูลข้ามภาษาระหว่างบาลีและไทย

สถาปัตยกรรมข้อมูลและกลไกการสืบค้น: รากฐานทางวิศวกรรมของ BUDSIR

ความทรงพลังของโปรแกรม BUDSIR ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มิได้อยู่ที่ปริมาณของข้อมูลที่ถูกบันทึกลงไปเท่านั้น แต่อยู่ที่สถาปัตยกรรมโครงสร้างข้อมูลอันแยบยล ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อรองรับธรรมชาติของภาษาบาลีและภาษาไทยที่มีความซับซ้อนทางไวยากรณ์โดยเฉพาะ ระบบถูกสร้างขึ้นบนฐานของสถาปัตยกรรมข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูลผกผัน (Inverted File Database) ควบคู่กับการใช้โครงสร้างดัชนีพจนานุกรมแบบต้นไม้บี (B-Tree type dictionary file) ซึ่งเป็นมาตรฐานขั้นสูงของวิทยาการคอมพิวเตอร์ในการจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่

กลไกการทำงานของ Inverted File Database คือการพลิกกลับตรรกะการจัดเก็บและการสืบค้นข้อมูลแบบดั้งเดิม แทนที่ระบบจะเก็บข้อมูลในลักษณะไฟล์ข้อความยาวต่อเนื่องแล้วบังคับให้คอมพิวเตอร์วิ่งค้นหาทีละหน้าว่า "หนังสือเล่มนี้มีคำว่าอะไรอยู่บ้าง" ระบบจะทำการประมวลผลดัชนีล่วงหน้า (Pre-indexing) เพื่อสร้างตารางดัชนีชี้วัดที่บอกว่า "คำศัพท์แต่ละคำ ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มใด หน้าใด บรรทัดใด หรือย่อหน้าใดบ้าง" โครงสร้างสถาปัตยกรรมเช่นนี้ส่งผลให้ความเร็วในการสืบค้น (Retrieval Speed) เป็นไปอย่างฉับไวในระดับเสี้ยวของมิลลิวินาที แม้ว่าโปรแกรมจะต้องประมวลผลผ่านตัวอักษรหลายสิบล้านตัวก็ตาม โครงสร้างแบบ B-Tree ยังเข้ามาช่วยเสริมให้กระบวนการจัดเก็บคำศัพท์มีการจัดเรียงลำดับชั้นอย่างสมดุล ทำให้การอัปเดตหรือเพิ่มคำศัพท์ใหม่เข้าสู่พจนานุกรมดัชนีทำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยไม่ต้องทำการเรียงลำดับข้อมูลใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น

ยิ่งไปกว่านั้น การออกแบบกลไกการค้นหา (Search Mechanisms) ภายใน BUDSIR ยังสะท้อนถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในลักษณะไวยากรณ์เฉพาะของภาษาบาลี ภาษาบาลีนั้นเป็นภาษาแบบวิภัตติปัจจัย (Inflectional Language) กล่าวคือ คำศัพท์คำหนึ่งๆ สามารถเปลี่ยนรูปหรือผันรูปส่วนท้ายของคำได้หลากหลายรูปแบบตามหน้าที่ของคำในประโยค (เช่น เป็นประธาน กรรม หรือแสดงความเป็นเจ้าของ) เพื่อแก้ปัญหานี้ BUDSIR ได้พัฒนาระบบการค้นหาที่รองรับการใช้เครื่องหมายตัวแทน (Wildcards) เช่น สัญลักษณ์ * ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการสืบค้นรากศัพท์ทางนิรุกติศาสตร์ ตัวอย่างกลไกการสืบค้นที่ทรงประสิทธิภาพ ได้แก่:

  • การสืบค้นคำนำหน้า (Prefix Search): เมื่อผู้ใช้ป้อนคำว่า dukkh* ระบบฐานข้อมูลจะประมวลผลผ่าน B-Tree เพื่อดึงคำศัพท์ทุกคำในพระไตรปิฎกที่ขึ้นต้นด้วย "dukkh" (เช่น dukkha, dukkham, dukkhata, dukkho) มาแสดงผลให้ผู้ใช้เลือกวิเคราะห์บริบทต่อไป

  • การสืบค้นคำลงท้าย (Suffix Search): หากผู้ใช้ป้อนคำว่า *veramani ระบบจะค้นหาคำศัพท์ทั้งหมดที่ลงท้ายด้วย "veramani" ซึ่งฟังก์ชันนี้มีประโยชน์อย่างมหาศาลในการค้นหาการสมาสคำศัพท์หรือสนธิคำที่ซับซ้อนในภาษาบาลี

  • การสืบค้นกลุ่มคำหรือวลี (Phrase and Contextual Search): ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อความแบบต่อเนื่อง เช่น dhammacari sukham seti หรือใช้วลีร่วมกับสัญลักษณ์ wildcard ในรูปแบบประโยคที่ซับซ้อน เช่น parimukham satim upat* เพื่อค้นหาข้อความเต็มที่มีความผันแปรทางไวยากรณ์ที่ส่วนท้ายของกริยา

กลไกการทำงานเหล่านี้ถือเป็นบรรทัดฐานทางวิศวกรรมซอฟต์แวร์ที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคของมัน และได้รับการต่อยอดอย่างมีนัยสำคัญในโครงการพัฒนารุ่นหลัง โดยเฉพาะความพยายามในการจัดโครงสร้างข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถเทียบเคียงข้ามภาษาได้อย่างไร้รอยต่อใน BUDSIR 8.0

ความก้าวหน้าทางนวัตกรรมใน BUDSIR รุ่น 8.0: การเทียบเคียงข้อย่อยระดับจุลภาค (Sub-item Alignment)

แม้ว่าโปรแกรม BUDSIR ในยุคแรกจะสามารถแก้ไขปัญหาความล่าช้าในการสืบค้นและการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่เมื่อพุทธศาสน์ศึกษาก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบที่ต้องการการวิเคราะห์เปรียบเทียบเชิงอรรถศาสตร์ (Philological and Semantic Comparison) ระหว่างคัมภีร์ต้นฉบับภาษาบาลีและคัมภีร์ฉบับแปลภาษาไทย ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของรูปแบบหนังสือดั้งเดิมที่สืบทอดมาแต่โบราณจึงเริ่มปรากฏให้เห็นเป็นอุปสรรคต่องานวิจัยขั้นสูง

ปัญหาหลักที่นักวิชาการพบคือ ในโครงสร้างการจัดพิมพ์คัมภีร์พระไตรปิฎกทั้ง 45 เล่ม การอ้างอิงเนื้อหามักใช้ "เลขที่เล่ม" และ "ข้อ" เป็นดัชนีหลักในการระบุตำแหน่ง ทว่าในบางพระสูตรหรือบางข้อความ โครงสร้างของ "ข้อ" (Item) นั้นมีความยาวมหาศาล บางข้อมีเนื้อหาครอบคลุมกินพื้นที่หลายหน้ากระดาษพิมพ์ เมื่อนักวิชาการ ผู้แปล หรือผู้ศึกษาต้องการอ้างอิง เทียบเคียงความหมายเชิงไวยากรณ์ หรือวิเคราะห์ความสอดคล้องระหว่างข้อความภาษาบาลีบรรทัดหนึ่งกับคำแปลภาษาไทยในข้อที่มีความยาวเช่นนั้น การค้นหาตำแหน่งที่ตรงกันจึงต้องอาศัยการกวาดสายตาอ่านด้วยมนุษย์ ซึ่งกินเวลานานมากและเสี่ยงต่อความคลาดเคลื่อนทางความหมายอย่างยิ่ง

เพื่อทลายข้อจำกัดระดับโครงสร้างนี้ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ริเริ่มดำเนินงานวิจัยเชิงลึกเพื่อยกระดับความละเอียดของโครงสร้างฐานข้อมูลไปสู่ระดับจุลภาค โดยมีทีมนักวิจัยนำโดย ณัฐพล บุญสม, บังอร กรวิรัตน์ และอุปถัมภ์ ชมภู (เผยแพร่ผลงานในปี พ.ศ. 2561) ได้สร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรม "เครื่องมือช่วยเทียบเคียงการกำหนดข้อย่อยในเนื้อหาพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทยกับบาลี" (Tool for comparing sub-items in Thai-Pali Tipitaka)

ภายใต้นโยบายของโครงการพระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์ (BUDSIR) ได้มีดำริและวิสัยทัศน์ที่จะเพิ่มโครงสร้าง "ย่อหน้า" (Paragraph หรือ Sub-item) เข้าไปในระบบฐานข้อมูล เพื่อให้เป็นหน่วยอ้างอิงย่อยที่รองลงมาจากระดับ "ข้อ" โดยมีเป้าประสงค์เพื่อประโยชน์ในการอ้างอิงและการเทียบเคียงเนื้อหาที่ละเอียดและชัดเจนยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม กระบวนการแทรกข้อย่อยหรือย่อหน้าลงในข้อความนับสิบล้านตัวอักษรนี้เป็นกระบวนการที่ดำเนินการได้ยากยิ่ง หากใช้กระบวนการทำงานของมนุษย์ในการตรวจสอบเพียงอย่างเดียว เนื่องจากต้องใช้เวลาในการเทียบเคียงอย่างยาวนาน ต้องทำซ้ำหลายรอบ และต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญที่ชำนาญทั้งด้านวิทยาการเทคโนโลยีและไวยากรณ์ภาษาบาลีชั้นสูง ทีมวิจัยจึงได้คิดค้นและสร้างเครื่องมือช่วยเทียบเคียง (Alignment Tool) ที่มีกระบวนการทำงานแบบอัตโนมัติหรือกึ่งอัตโนมัติ เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยตรวจสอบ ช่วยลดภาระเวลาในการทวนสอบความถูกต้อง และร่นระยะเวลาในการเทียบเคียงให้สั้นลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

การพัฒนาเครื่องมือเทียบเคียงข้อย่อยนี้ ถือเป็นเสาหลักทางสถาปัตยกรรมข้อมูลที่สำคัญที่สุดของ BUDSIR 8.0 เพราะมันเป็นการพลิกโฉมวิธีการจัดเก็บฐานข้อมูล จากเดิมที่เป็นระดับเอกสารและข้อความยาว (Document and Item level) ไปสู่ระดับจุลภาค (Granular-level) ความสำเร็จทางเทคนิคชิ้นนี้ส่งผลให้ BUDSIR 8.0 หลุดพ้นจากสถานะการเป็นเพียงเครื่องมือค้นหาธรรมดา แต่ก้าวขึ้นเป็น "ระบบคลังข้อมูลคู่ขนาน" (Parallel Corpus) ที่เปิดโอกาสให้นักวิชาการสามารถคลิกเลือกข้อความภาษาไทย และระบบจะแสดงโครงสร้างประโยคภาษาบาลีที่เป็นคู่ขนานกันได้อย่างแม่นยำในระดับย่อหน้าต่อย่อหน้า ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นอย่างยิ่งต่องานแปลภาษาร่วมสมัยและงานสังคายนาในระดับสากล

นัยยะเชิงประจักษ์จากเหตุการณ์วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569: การผสานรอยต่อระหว่างวิจารณญาณทางวิชาการและการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี

ก้าวย่างแห่งความสำเร็จของ BUDSIR 8.0 มิได้ถูกจำกัดขอบเขตอยู่เพียงในห้องปฏิบัติการทางคอมพิวเตอร์ หรือในวิทยานิพนธ์ระดับบัณฑิตศึกษาเท่านั้น แต่มันได้แทรกซึมเข้าไปเป็นฟันเฟืองหลักในระบบนิเวศของการศึกษาสงฆ์ยุคใหม่อย่างเต็มรูปแบบ ความสัมพันธ์เชิงประจักษ์และการนำไปใช้จริงนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนและมีพลังจากเหตุการณ์ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ที่เฟซบุ๊กเพจในนาม "จ. เขมจิตต์" ได้เผยแพร่ข้อความที่สร้างความตื่นตัวในแวดวงปริยัติศึกษา [ตามข้อมูลที่ผู้ใช้ระบุ]

เพื่อทำความเข้าใจถึงความสำคัญและน้ำหนักทางวิชาการของเหตุการณ์นี้ จำเป็นต้องวิเคราะห์ภูมิหลังของนาม "จ. เขมจิตต์" ซึ่งเป็นนามที่เชื่อมโยงถึง พระมหาใจ เขมจิตฺโต พระเถระผู้ทรงคุณวุฒิระดับสูงสุดของการศึกษาคณะสงฆ์ไทย คือเปรียญธรรม 9 ประโยค (ท่านสอบไล่ได้เมื่อปี พ.ศ. 2546 สังกัดสำนักเรียนวัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร) ท่านไม่เพียงแต่มีบทบาทเชิงบริหารในฐานะผู้ช่วยเจ้าอาวาสระดับพระอารามหลวงเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญยิ่งในฐานะคณาจารย์และผู้นำการขับเคลื่อนโครงการสถาบันการศึกษาบาลีชั้นสูง ภายใต้ร่มเงาของสถาบัน "มหาวชิราลงกรณบาลีเถรวาทราชวิทยาลัย" (Sakyasiha)

มหาวชิราลงกรณบาลีเถรวาทราชวิทยาลัยแห่งนี้ ก่อตั้งขึ้นโดยมีพันธกิจหลักที่แน่วแน่ในการจัดการศึกษาบาลีพระไตรปิฎก อรรถกถา และฎีกา ตามหลักสูตรที่เรียกว่า "เตปิฏกบาลีศากยสีหะ" โดยครอบคลุมตั้งแต่ระดับพื้นฐานจนถึงระดับปริญญาเอก สถาบันมีวิสัยทัศน์ที่ก้าวหน้าในการบูรณาการการเรียนการสอนแบบผสมผสาน เปิดสอนในหลักสูตร Pali English Program เพื่อสร้างศาสนทายาทที่เป็นสามเณรเยาวชนให้เติบโตขึ้นเป็นพระมหาเถระที่มีศักยภาพระดับโลก ที่สามารถนำพาสงฆ์ไทยและพระธรรมคำสอนสู่นานาชาติ สิ่งสำคัญที่สุดที่เชื่อมโยงความก้าวหน้าของเทคโนโลยี BUDSIR 8.0 เข้ากับสถาบันแห่งนี้ คือโครงการริเริ่มก่อสร้างอาคารหอประชุมขนาดใหญ่ที่ใช้ชื่อว่า "เตปิฏกสังคีติสิทธาคาร" ซึ่งมีวัตถุประสงค์โดยตรงเพื่อรองรับ "งานสังคายนาบาลีพระไตรปิฎก" ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

ข้อความที่ถูกโพสต์และเผยแพร่โดย "จ. เขมจิตต์" เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 จึงมิใช่เป็นเพียงการรายงานข่าวสารทั่วไปหรือการประชาสัมพันธ์งานบุญ แต่เป็นการประกาศนัยยะสำคัญทางวิชาการที่สะท้อนถึง การบรรจบกันอย่างสมบูรณ์ระหว่าง "ภูมิปัญญาจารีตดั้งเดิม" (Traditional Scholarship) และ "วิทยาการข้อมูลล้ำสมัย" (Data Science) ข้อความดังกล่าวเปรียบเสมือนตัวแทนของฉันทามติทางวิชาการในหมู่พระมหาเถระว่า โครงสร้างการศึกษาบาลีสัททาวิเสสโบราณที่คณะสงฆ์กำลังรื้อฟื้นและยกระดับขึ้นมาใหม่นั้น ไม่สามารถดำเนินไปได้ด้วยรูปแบบการท่องจำเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่แข็งแกร่ง แม่นยำ และปราศจากอคติ อย่างระบบ BUDSIR 8.0

เครื่องมือเทียบเคียงข้อย่อยภาษาไทย-บาลีที่ได้รับการวิจัยและพัฒนาโดยทีมวิจัยมหาวิทยาลัยมหิดล จะถูกนำมาใช้ประยุกต์โดยตรงในกระบวนการจัดการเรียนการสอนของสามเณรศากยสีหะ เพื่อฝึกฝนกระบวนการคิดวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ และที่สำคัญที่สุดคือ ระบบนี้จะเป็นเครื่องมือกลไกหลักในการทวนสอบ ตรวจทาน และเทียบเคียงอักขระวิธีในการเตรียมความพร้อมสำหรับงานมหกรรมสังคายนาพระไตรปิฎกที่จะจัดขึ้น ณ เตปิฏกสังคีติสิทธาคาร ความสามารถดั้งเดิมของ BUDSIR ที่สามารถแสดงผลฐานข้อมูลได้ถึง 8 อักขระ ยังสอดรับพอดีกับเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของวิทยาลัยในการเผยแผ่พระศาสนาสู่สากล (Internationalization) ผ่านโปรแกรมภาษาอังกฤษและบาลี โพสต์ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 จึงเปรียบเสมือนหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันว่า เทคโนโลยีสารสนเทศมิได้เข้ามาบ่อนทำลายจารีตประเพณี แต่กลับเข้ามาทำหน้าที่เป็น "ธรรมทูตดิจิทัล" (Digital Dhammaduta) และ "ผู้พิทักษ์ข้อมูล" ที่คอยปกป้องและรักษาความบริสุทธิ์ของจารีตนั้นให้มีความมั่นคง แม่นยำ และสืบทอดต่อไปได้อย่างยั่งยืนยิ่งขึ้น

มิติการประยุกต์ใช้และคุณูปการของพระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์ตามแนวทรรศนะของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

การประเมินความก้าวหน้าและคุณค่าที่แท้จริงของระบบ BUDSIR 8.0 จะมีความสมบูรณ์แบบได้ก็ต่อเมื่อมีการนำมาทาบทับและวิเคราะห์ร่วมกับกรอบแนวคิดเชิงพุทธทัศน์ โดยเฉพาะกรอบวิเคราะห์เชิงระบบที่ได้รับการวางรากฐานไว้โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระมหาเถระผู้เป็นปราชญ์แห่งยุคสมัยและผู้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาโครงการ BUDSIR มาตั้งแต่ยุคเริ่มต้นการก่อตั้ง สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ได้ใช้ปรีชาญาณในการจำแนก "ประโยชน์ของการศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกด้วยคอมพิวเตอร์" ออกเป็น 5 มิติหลัก ซึ่งเมื่อนำมาพิจารณาในบริบทปัจจุบัน จะพบว่า BUDSIR 8.0 ได้ยกระดับขีดความสามารถในทุกมิติเหล่านี้ให้ก้าวล้ำไปสู่สภาวะอุดมคติของการศึกษาค้นคว้า ดังมีรายละเอียดเชิงลึกดังต่อไปนี้

1. งานสืบค้น (Gavesana)

งานสืบค้นถือเป็นปราการด่านแรกและเป็นกิจกรรมพื้นฐานที่สุดของการศึกษาพระไตรปิฎก ในอดีตกาล การค้นหาว่าพระสูตรชื่อนั้นๆ หรือคำศัพท์เฉพาะคำหนึ่งๆ ปรากฏอยู่ที่ใด ต้องอาศัยการเปิดหาจากดัชนีที่เป็นหนังสือสิ่งพิมพ์ (Concordance) ซึ่งมักมีข้อจำกัดด้านความสมบูรณ์และผู้ศึกษาต้องใช้เวลากวาดสายตาสืบค้นนานนับชั่วโมงหรือเป็นวัน BUDSIR 8.0 เข้ามาขจัดปัญหาความล่าช้าทางกายภาพนี้จนหมดสิ้น ด้วยสถาปัตยกรรม B-Tree ที่ทันสมัย ผู้ใช้งานสามารถสืบค้นพุทธพจน์ หลักธรรม หรือกรณีศึกษาได้ภายในเสี้ยววินาที ความสามารถในการใช้ตัวดำเนินการทางตรรกศาสตร์ (Boolean Operators) และเครื่องหมาย Wildcards ทำให้การค้นหากลุ่มคำมีความยืดหยุ่นระดับสูง ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อความแบบเจาะจงเฉพาะคำ หรือการค้นหาแบบระบุความสัมพันธ์ทางบริบท (Contextual Search) ได้อย่างทรงประสิทธิภาพ ซึ่งเปลี่ยนผ่านรูปแบบการศึกษาจากการ "งมเข็มในมหาสมุทร" ไปสู่การ "เชื่อมโยงข้อมูลแบบเครือข่ายประสาท"

2. งานตรวจสอบ (Sodhana)

การตรวจสอบถือเป็นหัวใจสำคัญและเป็นหน้าที่ทางจริยธรรมของนักวิชาการในการปกป้องพระสัทธรรมจากการบิดเบือนหรือการตัดทอน สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ได้เน้นย้ำถึงกลไกการตรวจสอบ 2 ประการหลัก ได้แก่ 1) การตรวจสอบว่าคำหรือข้อความที่มีบุคคลยกขึ้นอ้างว่า "พระพุทธเจ้าตรัสไว้" หรือมีจารึกในพระไตรปิฎกนั้น มีอยู่จริงในคัมภีร์หรือไม่ และ 2) การตรวจสอบหลักฐานที่มาที่บุคคลนั้นอ้างอิงว่า ถูกต้องตรงตามบริบททางไวยากรณ์และความหมายหรือไม่ การมีอยู่ของระบบ BUDSIR 8.0 ทำให้ข้ออ้างอิงทุกประการในโลกสื่อดิจิทัล โซเชียลมีเดีย หรือสิ่งพิมพ์ สามารถถูกตรวจสอบสอดคล้อง (Cross-validated) ได้ในทันที เมื่อประกอบเข้ากับเทคโนโลยีการแบ่งข้อย่อยระดับย่อหน้า (Sub-item alignment) ผู้ตรวจสอบไม่เพียงสามารถรู้ได้ว่าข้อความนั้นปรากฏอยู่ในเล่มใดหรือข้อใด แต่ยังสามารถระบุตำแหน่งได้อย่างแม่นยำลึกลงไปในระดับย่อหน้าหรือระดับบรรทัด ซึ่งกระบวนการนี้เปรียบเสมือนการสร้างภูมิคุ้มกันระดับชาติ เพื่อปิดช่องว่างการเกิดลัทธิความเชื่อที่บิดเบือนธรรมวินัย

3. งานประมวลผลและการจัดทำพจนานุกรมและสารานุกรม (Sankalana)

คำศัพท์ภาษาบาลี ศัพท์วิชาการเฉพาะทางพุทธศาสนา และชื่อเฉพาะบุคคล สถานที่ (Proper Nouns) ที่ถูกจารึกไว้ในพระไตรปิฎกมีจำนวนมหาศาลอย่างหาประมาณมิได้ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา แทบจะไม่มีนักปราชญ์บุคคลใดสามารถเก็บรวบรวมคำศัพท์เหล่านี้ไว้ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ด้วยฐานข้อมูลระดับ Big Data ที่ครอบคลุมทั้งคัมภีร์พระไตรปิฎก อรรถกถา และฎีกา รวม 194 เล่ม นักภาษาศาสตร์และนักวิชาการสามารถใช้ BUDSIR 8.0 เป็นคลังข้อมูล (Text Corpus) อันไร้ขีดจำกัด สำหรับการสกัดรากศัพท์ การนับความถี่และสถิติของการใช้คำ (Word Frequency) และการวิเคราะห์บริบทแวดล้อมทางข้อความ (Collocations) ศักยภาพการประมวลผลทางสถิตินี้เกื้อกูลอย่างมหาศาลต่อการจัดทำหนังสือพจนานุกรมภาษาไทยฉบับใหม่ๆ หรือพจนานุกรมบาลี-ไทย-อังกฤษ ให้มีความก้าวหน้าและสมบูรณ์เชิงวิชาการในระดับอุดมคติสากล

4. งานวิจัยและงานนิพนธ์ (Vijaya)

ความเจริญงอกงามและความมีชีวิตชีวาของพระพุทธศาสนาในระดับปัญญาชนและวงการวิชาการ ขึ้นอยู่กับปริมาณและคุณภาพของงานวิจัยที่ผลิตออกมา งานวิจัยและงานนิพนธ์ทุกชิ้นที่เกี่ยวข้อง พาดพิง หรือมีส่วนเชื่อมโยงถึงพระพุทธศาสนา ล้วนมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยพระไตรปิฎกเป็นข้อมูลปฐมภูมิในการอ้างอิง BUDSIR 8.0 จึงทำหน้าที่เสมือนเป็นผู้ช่วยวิจัย (Research Assistant) ชั้นยอด ที่มีขีดความสามารถในการสกัดข้อมูลจำเพาะเชิงลึกออกมาให้ผู้วิจัยทำการวิเคราะห์ต่อยอดได้ทันที ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ หากนักมานุษยวิทยา หรือนักเศรษฐศาสตร์ ต้องการศึกษาโครงสร้างระบบการจัดการเศรษฐกิจในสมัยพุทธกาล การสืบค้นคำว่า "โภคทรัพย์" หรือกลุ่มศัพท์บาลีที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐศาสตร์ผ่านกลไกค้นหาของ BUDSIR 8.0 จะนำมาซึ่งชุดข้อมูลมหาศาลที่รวบรวมเหตุการณ์ ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม และข้อบัญญัติต่างๆ ได้ครบถ้วนทุกมิติอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อาจเป็นไปได้เลยในยุคสมัยของการสืบค้นผ่านหนังสือสิ่งพิมพ์แบบดั้งเดิม

5. งานสังคายนาและตรวจชำระพระไตรปิฎก (Sangiti)

ประโยชน์ในระดับสูงสุด และถือเป็นเป้าหมายสูงสุดเชิงสถาบันศาสนาของการริเริ่มสร้างคัมภีร์คอมพิวเตอร์ คือการนำระบบมารองรับงาน "สังคายนา" หรือกระบวนการตรวจชำระพระไตรปิฎก ในกระบวนการตรวจชำระคัมภีร์นั้น งานพื้นฐานที่กินเวลาและใช้กำลังคนมากที่สุดคือการเทียบเคียงข้อความระหว่างพระไตรปิฎกฉบับอักษรและฉบับประเทศต่างๆ เช่น การนำฉบับอักษรไทยไปวางเทียบกับฉบับอักษรพม่า ฉบับอักษรสิงหล หรือฉบับอักษรโรมัน เพื่อค้นหาจุดที่อาจมีการจารึกตกหล่น หรือมีความคลาดเคลื่อนเชิงอักขรวิธี ระบบของ BUDSIR 8.0 ที่มีรากฐานความสามารถในการประมวลผลและแสดงผลฐานข้อมูลเดียวกันออกเป็น 8 ลักษณะตัวอักษร ทำให้พระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่และคณะกรรมการชำระคัมภีร์ สามารถตรวจสอบความแตกต่างทางอักขระ (Textual Variants) ได้ในรูปแบบคู่ขนาน (Side-by-side comparison) ในหน้าจอคอมพิวเตอร์เดียว ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยนวัตกรรมล่าสุดในการกำหนดเทียบเคียงข้อย่อยระดับย่อหน้า (Sub-item formatting alignment) การถกเถียงและวิเคราะห์ความหมายจะถูกจัดระเบียบให้มีความรัดกุม แม่นยำ และแคบที่สุด ซึ่งนวัตกรรมนี้เองคือรากฐานทางเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุด ที่เข้ามาสนับสนุนและส่งเสริมเป้าหมายการจัดตั้งอาคาร "เตปิฏกสังคีติสิทธาคาร" ของสถาบันมหาวชิราลงกรณบาลีเถรวาทราชวิทยาลัย เพื่อรองรับงานสังคายนาในโลกความเป็นจริง ดังที่ปรากฏเป็นประจักษ์พยานในการสื่อสารข้อความของ "จ. เขมจิตต์"

มิติประโยชน์ตามทรรศนะสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ลักษณะข้อจำกัดและปัญหาในอดีต (Analog Era)โซลูชันทางวิศวกรรมและผลกระทบใน BUDSIR 8.0
1. งานสืบค้น (Gavesana)สมุดดัชนีไม่ครบถ้วน การค้นหาด้วยมือกินเวลาหลายชั่วโมงถึงหลายวัน มีความผิดพลาดสูงค้นหาผ่านโครงสร้างดัชนี B-Tree และระบบ Wildcard ครอบคลุมคำผันแปรทางไวยากรณ์ ใช้เวลาแสดงผลระดับเสี้ยววินาที
2. งานตรวจสอบ (Sodhana)กระบวนการตรวจสอบข้อความอ้างอิงทำได้ยากยิ่ง หากผู้กล่าวอ้างระบุที่มาของหนังสือไม่ชัดเจนค้นหาข้อความจำเพาะได้ทันที ป้องกันและป้องปรามการแอบอ้างพุทธพจน์หรือบิดเบือนธรรมวินัยได้อย่างเด็ดขาด
3. งานประมวลผล (Sankalana)เป็นไปไม่ได้ที่จะรวบรวมคำศัพท์มหาศาลที่กระจัดกระจายในพระไตรปิฎกได้ครบ 100% ด้วยแรงงานมนุษย์สร้างดัชนีคำศัพท์อัตโนมัติ นำไปสู่การจัดทำพจนานุกรมและคลังข้อมูลทางภาษาศาสตร์ (Corpus) ที่สมบูรณ์แบบที่สุด
4. งานวิจัย (Vijaya)ผู้ทำวิจัยต้องใช้เวลาอ่านกวาดสายตาทีละหน้า ข้อมูลเชิงบริบทมักเกิดการตกหล่น ขาดตกบกพร่องสามารถสกัดบริบทแวดล้อมคำเชิงสถิติ สนับสนุนงานวิจัยแบบก้าวกระโดดในหลากหลายสาขาวิชาสหวิทยาการ
5. งานสังคายนา (Sangiti)กรรมการสังคายนาต้องนำคัมภีร์ทางกายภาพหลายอักษรมากางเทียบเคียงกันทีละเล่ม ทีละบรรทัดเปิดระบบเทียบ 8 หน้าต่าง 8 อักษรแบบคู่ขนาน พร้อมใช้ระบบเทียบข้อย่อยระดับย่อหน้า ลดความคลาดเคลื่อนและย่นระยะเวลาการชำระคัมภีร์

ผลกระทบเชิงขยายต่อมิติสหวิทยาการและวิวัฒนาการระบบการศึกษาพระปริยัติธรรมยุคใหม่

ความสำเร็จและคุณูปการของโครงการพัฒนาพระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์มิได้จำกัดตัว สร้างผลกระทบอยู่เพียงภายในขอบรั้วของแวดวงสงฆ์และพุทธศาสนิกชนเท่านั้น แต่กระบวนการพัฒนาโครงสร้างข้อมูลนี้ยังได้สร้างแรงกระเพื่อมเชิงโครงสร้างระดับมหภาคต่อแวดวงวิชาการในระดับสหวิทยาการ (Interdisciplinary Studies) ดังที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ได้พรรณนาไว้เป็นเชิงประจักษ์ว่า คำสั่งสอนในพระธรรมวินัยและเรื่องราวในพระไตรปิฎกนั้น มีความเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับวิชาการหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็น จิตวิทยา กฎหมาย การปกครอง เศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์ สังคมวิทยา และมานุษยวิทยา ตลอดจนเป็นรากฐานสำคัญสูงสุดของการศึกษาในสาขาวิชาภาษาศาสตร์ไทย เนื่องจากโครงสร้างและคำศัพท์จำนวนมหาศาลในภาษาไทยได้หยิบยืมและมีรากฐานมาจากภาษาบาลี

ในมุมมองทางภาษาศาสตร์ (Linguistics) ระบบ BUDSIR 8.0 ได้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือและกลไกชั้นเยี่ยมในการตรวจสอบวิวัฒนาการทางอรรถศาสตร์ของคำศัพท์ (Semantic Evolution) นักวิชาการสามารถศึกษาและสืบย้อนได้ว่า คำศัพท์บาลีคำหนึ่งๆ ถูกนำมาใช้ในบริบทใดบ้างในคัมภีร์ดั้งเดิม และความหมายของคำนั้นได้คลี่คลาย หรือเปลี่ยนแปลงทางความหมายมาเป็นศัพท์ภาษาไทยที่ใช้กันในชีวิตประจำวันปัจจุบันได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น การทำงานของนวัตกรรมเครื่องมือเทียบเคียงข้อย่อยภาษาไทยกับบาลี ยังมีศักยภาพในการช่วยเหลือกลุ่มนักภาษาศาสตร์คอมพิวเตอร์ (Computational Linguists) เพื่อนำโครงสร้างชุดข้อมูลคู่ขนานไปใช้เป็นฐานในการฝึกฝนโมเดลการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing - NLP) และระบบการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญแห่งความร่วมมือในการสร้างระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อการแปลภาษาโบราณสู่ภาษาร่วมสมัยในอนาคต

ในเชิงสถาบันการศึกษาและนโยบายการจัดการเรียนการสอน ผลลัพธ์จากการพัฒนาระบบที่ซับซ้อนของโครงการนี้ ได้สะท้อนให้เห็นผ่านวิสัยทัศน์และการปรับตัวของ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการเป็นเจ้าภาพและผู้ค้ำจุนโครงการนี้มาอย่างยาวนาน ในช่วงปีการศึกษา 2568-2569 (Academic Year 2026) คณะ ICT มหิดลยังคงดำเนินนโยบายเชิงรุกในการรับนักศึกษาเข้าศึกษาในหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิตด้าน ICT ที่มีมาตรฐานคุณภาพระดับนานาชาติ การรักษาสถานะความเป็นเลิศทางวิชาการและชื่อเสียงระดับโลกของคณะ ล้วนได้รับการเสริมแรงจากผลงานระดับสากลเชิงประจักษ์อย่างการพัฒนาระบบ BUDSIR ซึ่งถือเป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีถึงขีดความสามารถของสถาบันในการรับมือกับการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analytics) และการจัดการระบบฐานข้อมูลที่มีโครงสร้างสลับซับซ้อนที่สุด องค์ความรู้ที่ได้จากกระบวนการวิจัยและพัฒนาเครื่องมือประมวลผลฐานข้อมูลบาลี-ไทยนี้ ได้กลายมาเป็นองค์ความรู้ล้ำค่าที่ถูกถ่ายทอดกลับคืนสู่การเรียนการสอนของนักศึกษารุ่นใหม่ เป็นการสร้างบัณฑิตที่มีทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงบูรณาการทางวิศวกรรมข้อมูล ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอื่นๆ ได้อย่างกว้างขวาง

สำหรับระบบการศึกษาสงฆ์และกระบวนการเรียนรู้พระปริยัติธรรม ผลกระทบของการมีอยู่ของระบบ BUDSIR 8.0 ได้ก่อให้เกิดพลวัตความเปลี่ยนแปลงในวงกว้างอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ดังเช่นบทบาทที่โดดเด่นของสำนักเรียนและองค์กรอย่าง มหาบาลีวิชชาลัย และ มหาวชิราลงกรณบาลีเถรวาทราชวิทยาลัย ที่กำลังเดินหน้าสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการจัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรม การมีระบบคอมพิวเตอร์ที่ทรงความแม่นยำ ได้ช่วยให้คณาจารย์ผู้ทรงภูมิรู้ระดับเปรียญธรรม 9 ประโยค (เช่น พระมหาใจ เขมจิตฺโต) สามารถยกระดับวิธีการและระเบียบวิธีวิทยาสอน จากเดิมที่เคยเน้นหนักไปที่การท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทอง (Rote Learning and Memorization) ไปสู่กระบวนการเรียนรู้ที่เน้นการวิเคราะห์เชิงลึก (Analytical and Philological Study) สามเณรและพระนวกะรุ่นใหม่สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการเข้าถึงโครงสร้างไวยากรณ์บาลีที่เทียบเคียงกับคำแปลไทยได้อย่างไร้พรมแดน ก่อให้เกิดเป็น "วงศ์บาลีปริยัติ" ในยุคดิจิทัล ที่มีความพร้อมอย่างเต็มเปี่ยมในการเชื่อมโยงโลกแห่งเถรวาทในประเทศไทย เข้ากับประชาคมโลกและพุทธศาสนิกชนนานาชาติผ่านการศึกษาในระบบ Pali English Program นำพาปัญญาญาณตะวันออกสู่ความเป็นสากลอย่างยั่งยืน

บทสรุป

รายงานการวิเคราะห์เชิงวิชาการฉบับนี้ได้แสดงให้เห็นอย่างประจักษ์ชัดว่า โครงการพัฒนาพระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์ รุ่น 8 (BUDSIR 8.0) มิได้มีสถานะเป็นเพียงแค่ซอฟต์แวร์หรือแอปพลิเคชันฐานข้อมูลทางศาสนาทั่วไป หากแต่ถือเป็น "โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา" (Intellectual Infrastructure) ระดับชาติและระดับโลก การเดินทางวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่าสี่ทศวรรษนับจากการเริ่มต้นโครงการในปี พ.ศ. 2530 ภายใต้การริเริ่มของ รศ.ดร.ศุภชัย ตั้งวงศ์ศานต์ และความมุ่งมั่นทุ่มเทของสำนักคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพการยกระดับขีดความสามารถทางวิศวกรรมข้อมูลเพื่อมารับใช้และจัดการกับความละเอียดอ่อนขั้นสูงสุดแห่งคัมภีร์หลักของพระพุทธศาสนาอย่างไม่เคยหยุดนิ่ง

ความก้าวหน้าและการค้นพบในรุ่น 8.0 โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของคณะนักวิจัยแห่งคณะ ICT มหิดล ในการประดิษฐ์และประยุกต์ใช้ "เครื่องมือช่วยเทียบเคียงการกำหนดข้อย่อยในเนื้อหาพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทยกับบาลี" ได้เข้ามาทลายข้อจำกัดและแก้ไขจุดบอดที่สำคัญที่สุดของการเทียบเคียงคัมภีร์ข้ามภาษา ทำให้โครงสร้างข้อมูลของระบบ BUDSIR ก้าวไปสู่ความละเอียดในระดับจุลภาค เปิดทางสู่ระเบียบวิธีวิจัยเชิงลึกและการตรวจสอบทวนสอบหลักฐานทางประวัติศาสตร์และหลักธรรมที่แม่นยำที่สุดเท่าที่เคยมีปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์พุทธศาสน์ศึกษา นวัตกรรมขั้นสูงนี้ได้ตอบสนองและบรรลุผลโดยตรงต่อการทำให้วิสัยทัศน์ 5 ประการของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) กลายเป็นความจริงอันสมบูรณ์แบบ อันได้แก่ การสืบค้น การตรวจสอบ การประมวล การวิจัย และการก้าวไปสู่จุดสูงสุดคือการเป็นเครื่องมือรองรับงานสังคายนาพระไตรปิฎก

เหตุการณ์และความเคลื่อนไหวทางวิชาการที่ปรากฏขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านการสื่อสารสาธารณะของเพจ "จ. เขมจิตต์" [ตามข้อมูลที่ผู้ใช้ระบุ] จึงเป็นเสมือนภาพสะท้อนอันทรงพลังแห่งยุคสมัย ที่พิสูจน์ยืนยันว่า เทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูงได้สามารถหลอมรวมและบูรณาการเข้ากับปณิธานการสืบสานพระศาสนาอย่างแนบสนิท ฐานข้อมูลระดับมหาศาลของ BUDSIR 8.0 กำลังจะถูกนำไปใช้งานจริงอย่างเต็มศักยภาพสูงสุด ในฐานะเครื่องมือทางเทคโนโลยีหลักสำหรับการศึกษาบาลีสัททาวิเสสโบราณ และการเตรียมความพร้อมเชิงโครงสร้างสู่งานมหกรรมสังคายนาพระไตรปิฎกที่จะถูกจัดขึ้น ณ อาคาร เตปิฏกสังคีติสิทธาคาร ตลอดจนสนับสนุนวิสัยทัศน์การสร้างและบ่มเพาะศาสนทายาทให้เติบโตสู่ระดับสากล

เมื่อนำทุกบริบทมาพิจารณาวิเคราะห์ในองค์รวม โครงการ BUDSIR 8.0 จึงคือบทพิสูจน์ถึงปัญญาญาณและความสามารถของมนุษย์ในการผนวกเทคโนโลยีเข้าเพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดทางกายภาพของกาลเวลา วัสดุ และพื้นที่ จากยุคของการจารึกบนใบลาน ไปสู่การคัดลอกลงสมุดข่อย จากสมุดข่อยวิวัฒนาการสู่ระบบตัวพิมพ์อักษร และจากอักษรพิมพ์ก้าวข้ามสู่สถาปัตยกรรมเครือข่ายข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ไร้ซึ่งพรมแดน พระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์แห่งมหาวิทยาลัยมหิดลนี้ จะยังคงยืนหยัดอย่างสง่างามในฐานะประทีปทางวิชาการและนวัตกรรมที่ส่องสว่างนำทางพุทธศาสน์ศึกษา เป็นปราการปัญญาที่คอยปกป้องความบริสุทธิ์ของพระธรรมวินัย และเป็นรากฐานอันแสนมั่นคงที่จะเป็นหลักประกันสำหรับการสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่เป็นมรดกทางปัญญาคู่อารยธรรมมนุษย์ตราบนานเท่านาน.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เพลง : นะโม

(บทนำ – ทำนองช้า ลุ่มลึก) ณ แดนหิมวันตประเทศ ขุนเขาเขตงามตา สาตาคิรีสูงเด่นฟ้า ร่มรื่นรมณีย์สถาน พฤกษ์ไพรไหวลมหนาว ดาวพราวเหนือพงพาน ...