วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

เพลง: แผ่นดินนี้มีศาสนา


 

เพลง: แผ่นดินนี้มีศาสนา


[Intro – คำกล่าวกึ่งขับร้อง]
กราบเรียนท่านประธานในที่ประชุม
เสียงนี้ขอกลั่นจากใจ...เพื่อศรัทธาของแผ่นดิน


[Verse 1]
ใต้ร่มธงไตรรงค์ ที่โบกสะบัดกลางใจคน
มีพระธรรมเป็นเสา…ค้ำจิตวิญญาณของไทย
วัดไม่ใช่เพียงสถาน แต่คือที่พึ่งในยามไหว
เสียงระฆังไม่เพียงดัง...แต่สั่นใจให้น้อมธรรม


[Chorus]
แผ่นดินนี้มีศาสนา มีศีลธรรมอยู่กลางใจ
งบประมาณที่ให้ไป คือแสงไฟทางปัญญา
อุปถัมภ์เพื่อมั่นคง มิใช่เพียงรักษา
แต่เพื่อให้พุทธะ...ยังมีลมหายใจ


[Verse 2]
วัดคือโรงเรียนชีวิต สอนเมตตาและความพอเพียง
ยิ่งเศรษฐกิจยิ่งเปราะบาง...ศีลธรรมนั้นยิ่งจำเป็น
พระสงฆ์คือครูของใจ ให้คำตอบในวันที่ไม่เห็น
การอุดหนุนไม่ใช่เล่น...แต่คือรากฐานของคนไทย


[Bridge – Spoken Word]
จงใช้งบอย่างโปร่งใส…ไม่เป็นช่องให้คนลวง
จงให้ชุมชนร่วมสร้าง…ไม่ทิ้งวัดไว้ลำพัง
จงให้ธรรมะเดินคู่…เป้าหมายการพัฒนา
เพื่อไทยจะเดินหน้า...อย่างมีทั้งใจและปัญญา


[Chorus – Repeat]
แผ่นดินนี้มีศาสนา มีศีลธรรมอยู่กลางใจ
งบประมาณที่ให้ไป คือแสงไฟทางปัญญา
อุปถัมภ์เพื่อมั่นคง มิใช่เพียงรักษา
แต่เพื่อให้พุทธะ...ยังมีลมหายใจ


[Outro – กึ่งสวดคลอเสียงระฆังเบาๆ]
…เสียงระฆังบอกเวลา ว่าชาติใดไร้ธรรมย่อมอ่อนแรง
จงอย่าให้ศรัทธาเป็นเพียงเสียงแผ่วแสง
งบหนึ่งบาท…อาจจุดไฟ…ในใจล้านคน


หากต้องการเวอร์ชันเพื่อใช้ร้องนำ หรือใส่ทำนองร่วมสมัย (เช่นแนวโฟล์ค อะคูสติก หรือ spoken word แบบร็อคซอฟท์) ผมสามารถเรียบเรียงให้เพิ่มเติมได้ครับ 🙏✨

การสนับสนุนการอุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนาและการบริหารกิจการคณะสงฆ์ไทย ภายใต้ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท พร้อมข้อเสนอแนะการเพิ่มเติม:


คำอภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ (เป็นพิเศษ)
วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ
ข้าพเจ้าขออนุญาตอภิปรายเกี่ยวกับประเด็นการสนับสนุนการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ตลอดจนการบริหารกิจการคณะสงฆ์ไทย ภายใต้ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ที่รัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้นำเสนอ

แม้ว่าในถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีจะมุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นสำคัญ แต่จากการศึกษารายละเอียดร่างงบประมาณ พบว่ามีการจัดสรรงบประมาณในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาและการดูแลคณะสงฆ์อยู่ด้วย ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญและมีคุณูปการต่อสังคมไทยในมิติทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ

พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ และเป็นศูนย์กลางจิตใจของประชาชนไทยมาอย่างยาวนาน วัดและคณะสงฆ์มิใช่เพียงเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจเท่านั้น หากยังเป็นศูนย์กลางชุมชนและที่พึ่งทางใจของประชาชน โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบางเช่นนี้ วัดและคณะสงฆ์มีบทบาทสำคัญในการประคับประคองขวัญกำลังใจของสังคม

การจัดสรรงบประมาณให้กับหน่วยงาน เช่น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ การอุดหนุนการศึกษาสงฆ์ การบูรณปฏิสังขรณ์วัดและโบราณสถาน ตลอดจนกิจกรรมทางศาสนา ล้วนสะท้อนถึงความใส่ใจต่อการรักษามรดกทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของชาติ

อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าขอเรียนเสนอประเด็นเพิ่มเติมเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืนในการใช้งบประมาณด้านนี้ ดังนี้:

1️⃣ การกำหนดสัดส่วนงบประมาณอย่างชัดเจนและตรวจสอบได้

  • แม้ร่างงบประมาณมีการจัดสรรในเชิงโครงการ แต่ยังขาดการแสดงสัดส่วนงบประมาณที่จัดสรรให้กับกิจการพระพุทธศาสนาอย่างชัดเจน การระบุรายละเอียดเช่นนี้จะช่วยให้การติดตามและการประเมินผลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

2️⃣ การใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารงบประมาณ

  • การบริหารงบประมาณเพื่อกิจการคณะสงฆ์ ควรยึดหลักโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับบทบัญญัติของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ เพื่อให้การอุปถัมภ์ศาสนาเป็นไปอย่างมีคุณภาพและไม่เป็นช่องทางให้เกิดการทุจริต

3️⃣ การสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนและพระสงฆ์

  • การอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาไม่ใช่เพียงการจัดสรรงบประมาณจากภาครัฐเท่านั้น แต่ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ชุมชน และคณะสงฆ์ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนากิจการพระพุทธศาสนา เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

4️⃣ บูรณาการกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

  • ขอเสนอให้การสนับสนุนกิจการพระพุทธศาสนาสอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยเน้นการสร้างความเข้มแข็งในชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และฟื้นฟูคุณภาพจิตใจของประชาชนควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ

ท่านประธานที่เคารพ
การสนับสนุนพระพุทธศาสนาและการบริหารกิจการคณะสงฆ์ไทย จึงมิใช่เพียงเรื่องของศาสนา หากแต่ยังเกี่ยวข้องกับรากฐานทางวัฒนธรรม ศีลธรรม และความมั่นคงของสังคม ข้าพเจ้าขอเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับงบประมาณในส่วนนี้ และบริหารอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง

กราบขอบพระคุณท่านประธาน

เพลง: “งบประมาณแห่งความพอเพียง”

 


เพลง: “งบประมาณแห่งความพอเพียง”


[Verse 1]
3.78 ล้านล้าน บ่ใช่แค่ตัวเลขลอย
แต่คือความหวังที่ปล่อย สู่ดินสู่ใจของคน
เมื่อโลกกำลังแปรเปลี่ยน ฝนแล้งคนเจ็บจน
งบปีหกเก้านี้คือ “กลไกแห่งเหตุผล”


[Pre-Chorus]
หากใช้จ่ายด้วยปัญญา พาแผ่นดินไม่สั่นไหว
เศรษฐกิจพอเพียงต้องมั่นใจ ว่าทุกบาทไปถึงปลายทาง


[Chorus]
งบประมาณแห่งความพอเพียง
วางรากฐานให้เมืองไทยเข้มแข็ง
เสริมเกษตร ฟื้นป่า แบ่งเบาภาระแห่งรายแรง
ขับเคลื่อนฝันด้วยทางแห่งยั่งยืน

พัฒนาไม่ลืมรากเหง้า
ยึดหลักเศรษฐกิจที่พอใจไม่เกินฝืน
สร้างสังคมด้วยงบที่คืนคุณค่าเกินนับคืน
งบประมาณนี้คือ “ศรัทธา” สู่วันใหม่


[Verse 2]
เราสนับสนุนแหล่งน้ำ เติมฝันให้เกษตรกร
ศูนย์เรียนรู้สอนพอเพียงไม่ยากเกินจะสอน
ท้องถิ่นต้องเข้มแข็งด้วยมือของคนใน
พลังชุมชนไม่แพ้ใคร หากรัฐส่งใจจริงจัง


[Bridge]
ฟื้นฟูป่าไม้ ใช้พลังงานใหม่
ให้โครงการใส่ใจคนจนไม่หลงทิศ
SDGs ไม่ใช่เพียงคำขวัญ
แต่คือฝันที่เป็นจริง ด้วยงบที่คิดแล้วคิดอีก


[Chorus – ซ้ำ]
งบประมาณแห่งความพอเพียง
ไม่ใช่แค่จ่าย แต่จรรโลงหัวใจ
สุขภาพ การศึกษา กระจายโอกาสให้กว้างไกล
เพื่อไทยทุกคนจะยืนได้อย่างมั่นคง


[Outro – เบาลง อบอุ่น]
หากใช้เงินเพื่อเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เพื่อเพียงแค่ผ่าน
ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ…จะเป็นคำตอบของวันพรุ่งนี้


หากต้องการแนวทางทำเวอร์ชันลูกทุ่ง โฟล์ค หรือแบบใช้ร้องประกอบการอภิปราย/ละครเวทีเพื่อการศึกษา แจ้งเพิ่มเติมได้ครับ

ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท โดยมีประเด็นเน้น โครงการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และ การพัฒนาที่ยั่งยืน รวมถึงข้อเสนอแนะสำหรับการเพิ่มเติม:


คำอภิปราย

“เรียนท่านประธานที่เคารพ และเพื่อนสมาชิกสภาที่เคารพทุกท่าน

กระผม/ดิฉัน … (ชื่อนามสกุล) … สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด … ในฐานะตัวแทนประชาชน ขอใช้โอกาสนี้อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี

ก่อนอื่น กระผม/ดิฉัน ขอแสดงความชื่นชมต่อแนวทางการจัดทำงบประมาณในปีนี้ ที่มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อการลงทุนและพัฒนาโครงการหลายด้าน ซึ่งมีศักยภาพที่จะกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

อย่างไรก็ตาม กระผม/ดิฉัน เห็นว่ายังมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องเน้นการจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาไทย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศไทยและโลกต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทั้งทางเศรษฐกิจ ภัยพิบัติจากสภาพอากาศ และวิกฤติทางสังคม

หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งยึดหลัก ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันในตัว ควรเป็นแนวทางหลักในการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อให้การพัฒนามีความยั่งยืนและไม่ก่อให้เกิดภาระทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ในด้านการส่งเสริมโครงการตามหลักปรัชญาฯ กระผม/ดิฉัน ขอสรุปประเด็นสำคัญ ดังนี้:

1️⃣ ควรจัดสรรงบประมาณสนับสนุนโครงการเกษตรกรรมยั่งยืน และวิสาหกิจชุมชนที่ส่งเสริมการพึ่งพาตนเองในท้องถิ่น

  • ตัวอย่างเช่น การสนับสนุน โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ หรือ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง

  • การสนับสนุนแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรอย่างพอเพียง และการพัฒนาทักษะเกษตรกรให้ใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า

2️⃣ ควรให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาที่ยั่งยืน

  • เช่น การฟื้นฟูป่าไม้ การลดของเสียและการใช้พลังงานหมุนเวียนในโครงการต่าง ๆ

3️⃣ ควรเน้นการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก โดยจัดสรรงบประมาณสนับสนุนโครงการ พัฒนาทักษะอาชีพ และ ตลาดในท้องถิ่น เพื่อสร้างงานและรายได้อย่างมั่นคง

4️⃣ ที่สำคัญ งบประมาณปีนี้ควรเชื่อมโยงกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ โดยเฉพาะเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับการขจัดความยากจน ความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพ และความเท่าเทียม

ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม:

1️⃣ จัดสรรงบประมาณในโครงการ วิจัยและพัฒนานวัตกรรม ที่ตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน และสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ในภูมิภาค ให้สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

2️⃣ เพิ่มสัดส่วนงบประมาณสำหรับการ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม โดยเฉพาะด้านสุขภาพ การศึกษา และสวัสดิการพื้นฐานในพื้นที่ชนบทหรือห่างไกล

3️⃣ สร้างกลไกติดตามและประเมินผลการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อให้มั่นใจว่า งบประมาณทุกบาททุกสตางค์นำไปสู่การพัฒนาที่เกิดผลอย่างแท้จริง โดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ (Evidence-based policy)

เรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกสภาที่เคารพ

การจัดทำงบประมาณครั้งนี้ หากเราใช้โอกาสให้เป็นประโยชน์สูงสุด โดยบูรณาการ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กับ แนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน อย่างแท้จริง จะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างภูมิคุ้มกันต่อวิกฤต และก้าวไปสู่อนาคตที่มั่นคงสำหรับคนไทยทุกคน

กระผม/ดิฉัน ขอยืนยันว่า จะให้ความร่วมมือในการพิจารณางบประมาณนี้อย่างรอบคอบ และขอให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับข้อเสนอแนะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน

ขอบพระคุณครับ/ค่ะ”

วันพุธที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

เพลง: “งบใจแผ่นดิน”

 

เพลง: “งบใจแผ่นดิน”


[Verse 1]
งบสามล้านล้านกว่า บ่ได้แค่เรื่องเงิน
แต่คือใจที่เดิน เพื่อธรรมนำพา
แม้เศรษฐกิจคือแกนหลักแห่งพัฒนา
แต่ “ศาสนา” คือรากเหง้าของไทย


[Verse 2]
วัดบ่ใช่แค่ที่กราบไหว้
แต่คือแสงใจในวันที่โลกไหว
คณะสงฆ์คือผู้ปักหมุดให้
ศีลธรรมยังอยู่ในหัวใจผู้คน


[Pre-Chorus]
บูรณะวัดก็ปั้นฝันให้เศรษฐกิจโต
สอนเด็กให้โตแบบมีจริยธรรม
เพราะความเจริญที่แท้คือ “ความสงบ”
ที่เริ่มต้นจากธรรมะประจำใจ


[Chorus]
งบใจแผ่นดินนี้ มิใช่เพียงถนนตึกสูง
แต่คือการคุ้มครองแสงธรรมในใจไทยทุกภูมิภาค
วัดยังยืน คนยังมั่น ใจยังรักความดีไม่หล่นหาย
อุปถัมภ์พระธรรมให้โลกไม่มืดมน


[Bridge]
โปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่ให้ใครแอบแฝง
ชุมชนร่วมแรง วัดคือแหล่งพลังใจ
อย่าให้ “ร่าง พ.ร.บ.” เป็นเพียงบทถ้อยแถลง
แต่งบที่ใช้ไป ต้องยั่งยืนทุกบาทไทย


[Chorus - ซ้ำ]
งบใจแผ่นดินนี้ มิใช่แค่สร้างตึกให้สูงขึ้นฟ้า
แต่ต้องประคองศาสนาให้สูงขึ้นในใจคน
สามเณรได้เรียน พระได้สอน คนได้ยลแสงแห่งธรรม
นี่แหละ “งบประมาณ” ที่ควรค่าแก่แผ่นดิน


[Outro]
ถ้าใจไทยยังผูกไว้กับธรรม
งบประมาณจะไม่ใช่แค่เงิน
แต่คือ "ศรัทธา" ที่เดินทาง
ไปถึงใจ...ของทุกคน


หากอยากได้เวอร์ชันลูกทุ่ง ชาติไทยร่วมสมัย หรือฉบับใช้ในงานนิทรรศการ/เวทีอภิปราย แจ้งเพิ่มเติมได้ครับ

บทคัดย่อ

ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่รัฐบาลนำเสนอโดยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี วงเงิน 3,780,600 ล้านบาท ได้รับการออกแบบให้ตอบสนองต่อความจำเป็นในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและรักษาเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ นอกจากการกระตุ้นเศรษฐกิจและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ร่างงบประมาณดังกล่าวยังสนับสนุนการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมและจิตใจของสังคมไทย ตลอดจนการบริหารกิจการคณะสงฆ์ไทยตามกรอบกฎหมายและหลักการธรรมาภิบาล บทความนี้จะวิเคราะห์ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนพระพุทธศาสนาและการบริหารกิจการคณะสงฆ์ไทย ภายใต้ร่างงบประมาณดังกล่าว พร้อมทั้งอภิปรายถึงบทบาทและความสำคัญของงบประมาณในด้านนี้ต่อการพัฒนาสังคมไทยในมิติทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ


1. บทนำ
พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติและเป็นแกนหลักทางจิตใจของประชาชนไทยมายาวนาน การอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา รวมถึงการส่งเสริมการบริหารกิจการคณะสงฆ์ไทยอย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นพันธกิจสำคัญที่รัฐต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และตามบทบัญญัติในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อรักษาเสถียรภาพของสถาบันศาสนาและความสงบสุขของสังคม


2. ข้อมูลสำคัญจากร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 นายกรัฐมนตรีได้แถลงร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้:

  • วงเงินงบประมาณรวม 3,780,600 ล้านบาท

  • รายจ่ายประจำ 2,652,301.3 ล้านบาท (ร้อยละ 70.2)

  • รายจ่ายเพื่อการลงทุน 864,077.2 ล้านบาท (ร้อยละ 22.9)

  • รายจ่ายเพื่อชำระคืนต้นเงินกู้ 151,200 ล้านบาท (ร้อยละ 4.0)

  • การดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุล โดยกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลจำนวน 860,000 ล้านบาท

  • มีเป้าหมายกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ความเสมอภาคทางสังคม และความมั่นคงของประชาชน


3. การสนับสนุนพระพุทธศาสนาและกิจการคณะสงฆ์ไทย
แม้ในแถลงการณ์ของนายกรัฐมนตรีจะเน้นไปที่มิติทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ แต่ในทางปฏิบัติ ร่างงบประมาณรายจ่ายของแต่ละปีมักมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อกิจการพระพุทธศาสนาโดยตรงในหลายโครงการและหน่วยงาน อาทิ:

  • งบประมาณสำหรับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.): มีหน้าที่ดูแลและอุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนา ส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรม การทำนุบำรุงวัดและศาสนสถาน

  • งบอุดหนุนการศึกษาสงฆ์: การสนับสนุนการศึกษาของพระภิกษุสามเณรทั้งในส่วนบาลีและธรรมศึกษา

  • โครงการบูรณปฏิสังขรณ์วัดและโบราณสถาน: เพื่อรักษามรดกทางวัฒนธรรมและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

  • งบส่งเสริมกิจกรรมทางศาสนา: เช่น การจัดงานเทศกาลสำคัญของพระพุทธศาสนา การฝึกอบรมพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน


4. วิเคราะห์ความสำคัญของการสนับสนุนนี้

  1. ด้านวัฒนธรรมและจิตใจ
    พระพุทธศาสนาเป็นรากฐานของศีลธรรมและวัฒนธรรมไทย งบประมาณที่สนับสนุนพระพุทธศาสนามีบทบาทสำคัญในการธำรงรักษาหลักธรรมและค่านิยมที่ดีงาม ซึ่งส่งผลต่อความสงบสุขและความเข้มแข็งของสังคมโดยรวม

  2. ด้านความมั่นคงทางสังคม
    วัดและคณะสงฆ์ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางจิตใจและเครือข่ายชุมชน การสนับสนุนงบประมาณในการดูแลและพัฒนาวัดจึงเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงทางสังคม โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบาง

  3. ด้านเศรษฐกิจ
    การบูรณปฏิสังขรณ์วัดและศาสนสถานมีส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น เช่น การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและศาสนา ตลอดจนการสร้างงานและรายได้ให้แก่ชุมชน


5. บทสรุปและข้อเสนอแนะ
ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 มีศักยภาพในการสนับสนุนการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาอย่างรอบด้าน แม้จะไม่ปรากฏในแถลงการณ์ของนายกรัฐมนตรีโดยตรง แต่การจัดสรรงบประมาณให้กับหน่วยงานและโครงการที่เกี่ยวข้องสะท้อนถึงความสำคัญในฐานะศาสนาประจำชาติของพระพุทธศาสนา
ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนา:

  • ควรมีการระบุรายละเอียดงบประมาณด้านศาสนาในสัดส่วนที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดการติดตามและประเมินผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • การบริหารงบประมาณควรสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส และตรวจสอบได้

  • สนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์และสืบสานพระพุทธศาสนา เพื่อสร้างความเข้มแข็งทั้งทางจิตใจ เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของประเทศอย่างยั่งยืน

วันจันทร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

เพลง: แย้มขอโทษ

[Verse 1]

[Intro]
เสียงลมแผ่วพัดใจกลางคืนเงียบงัน
แสงดาวนำทาง รอยเท้ายังคงยืนมั่น
แต่คำที่เงียบหาย เจ็บลึกเกินใครรู้ทัน
แย้มขอโทษ… หากเคยทำให้เธอปวดใจ

[Verse 1]
วันวานนั้นฉันทำร้ายหัวใจเธอ
เหมือนฝนหล่นเผลอพรากน้ำตาเสมอ
อยากย้อนกลับไปเขียนคำว่า "ขอโทษ" ให้เธอ
แต่วันนี้… แค่ได้ยืนตรงนี้ก็สุขเสมอ

[Chorus]
แย้มขอโทษ… ต่อแผลลึกในใจเธอ
ขอเพียงได้ยืน… เป็นเงาที่คอยมองเสมอ
แม้ไม่มีวันย้อนคืนดังวันเก่า
แต่ขอโทษ… จากใจที่ยังรักไม่เคยเบา

[Verse 2]
สายลมยังพัด กล่อมเพลงเหงา
แต่ใจยังฝากคำรักไว้เบา ๆ
แม้เธอจะไม่มีวันหันมามอง
แย้มขอโทษ… ด้วยใจที่ยังเฝ้าปอง

[Outro]
เมื่อดอกไม้แย้มบานในฤดูใหม่
ฉันจะเฝ้าดูเธอ… ผ่านเงาในใจ
แย้มขอโทษ… ด้วยรักที่ไม่เคยจางหาย
ให้เธอรู้… รักยังคงอยู่… ไม่เสื่อมคลาย


เพลง: ฮีตธรรม


เพลง: “ไม่ทิ้งราก ไม่หยุดเดิน”

(Modernize Tradition)


[Verse 1]
ในรากเหง้า…เรายังหวงแหน
แม้โลกเปลี่ยนแปร ไม่รอใครทั้งนั้น
จารีตไม่ใช่โซ่ตรวนกั้น
หากเราเปิดใจ…ก็พร้อมจะปรับเปลี่ยน

[Verse 2]
ญี่ปุ่นกล้าคิด…แต่ยังเคารพราก
เกาหลีก็พลิกบทบาทบนเวทีโลก
ไต้หวันจุดไฟ นวัตกรรมบุกเบิก
ต่างหาคำตอบใหม่…ในวิถีที่ไม่หยุดเดิน

[Chorus]
เราจะปรับจารีต…ให้กลมกลืนยุคสมัย
ไม่ทิ้งคุณค่า…แต่อยู่ให้ได้ในวันใหม่
คนรุ่นใหม่ลุกขึ้น…เป็นแสงนำทางใจ
“Modernize Tradition” เดินไป…ไม่ทิ้งรากเหง้า

[Verse 3]
จีนยังยึดมั่น…ในคำสอนขงจื๊อ
อินเดียเดินหน้า แม้ท่ามกลางความหลากหลาย
บาห์เรน กาตาร์ ปรับสมดุลได้
ทุกชาติล้วนใช้รากเหง้า…สร้างก้าวใหม่ของตน

[Bridge]
จารีตไม่ใช่กรอบคอยกั้น
แต่เป็นรากฝังมั่นในใจเรา
เพียงตีความใหม่ ไม่ทิ้งเงา
ร่วมสร้างอนาคต…จากสิ่งเก่าที่เราภูมิใจ

[Outro]
เราจะปรับจารีต…ให้กลมกลืนยุคสมัย
ไม่ทิ้งคุณค่า…แต่อยู่ให้ได้ในวันใหม่
ให้เสียงหัวใจรุ่นใหม่…ดังก้องไปทั่วฟ้า
“Modernize Tradition” ก้าวไป…ก้าวไปด้วยหัวใจ


"ดร. สุวิทย์" ยัน "จารีตนิยม ไม่ใช่อุปสรรค หากกล้าปรับเปลี่ยน 



เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568   เฟซบุ๊ก ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ Dr. Suvit Maesincee ได้โพสต์ข้อความว่า "จารีตนิยม ไม่ใช่อุปสรรค หากกล้าปรับเปลี่ยน

ตัวอย่างประเทศที่สามารถ “ปรับเปลี่ยนจารีต” ได้สำเร็จ โดยไม่ทำลายรากวัฒนธรรมเดิม แต่แปลงจารีตให้กลายเป็นพลังของการพัฒนา 

~ญี่ปุ่น: “Modernize Tradition, Not Abandon It”

บริบท:

 • ญี่ปุ่นมีระบบจารีตที่เข้มแข็งมาก เช่น เคารพผู้ใหญ่ วัฒนธรรมลำดับชั้น ค่านิยมหมู่

 • หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นต้องปฏิรูประบบรัฐ เศรษฐกิจ และการศึกษาใหม่หมด


วิธีปรับเปลี่ยนจารีต:

1) รัฐธรรมนูญใหม่: ยกเลิกอำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์ของจักรพรรดิ แต่ยังคงสถานะเป็น “ศูนย์รวมใจ”

2) ระบบราชการ: ปรับจากระบบซามูไร-ขุนนาง เป็นระบบคุณธรรม ใช้การสอบแข่งขัน

3) วัฒนธรรมองค์กร: ปรับค่านิยม “เคารพผู้อาวุโส”  เป็น “การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง“ (Kaizen)

4) การศึกษา: สร้างพลเมืองประชาธิปไตย แต่ยังสอดแทรกคุณค่าดั้งเดิม เช่น ความขยัน อดทน


ผลลัพธ์:

 • เติบโตเป็น “มหาอำนาจเศรษฐกิจ” หลังสงครามภายใน 30 ปี

 • วัฒนธรรมญี่ปุ่นเป็น soft power ที่ทั่วโลกชื่นชม

~เกาหลีใต้: “From Dictatorship to Cultural Powerhouse”


บริบท:

 • เคยเป็นประเทศยากจน หลังสงครามเกาหลี (1950s)

 • ระบบจารีตแบบขงจื๊อฝังลึก เช่น พ่อเป็นใหญ่ หญิงอยู่หลังชาย เคารพผู้มีอำนาจ


วิธีปรับเปลี่ยนจารีต:

1) การเมือง: เคยมีเผด็จการ (Park Chung-hee) ปลุกพลังพลเมืองล้มรัฐบาลเผด็จการ (1987)

2) เศรษฐกิจ: ใช้รัฐเป็นผู้นำพัฒนาอุตสาหกรรม + เปิดให้เอกชนแข่งขัน

3) วัฒนธรรม: จาก “เชื่อฟังโดยไม่ตั้งคำถาม” สู่ “เสรีภาพในการคิดสร้างสรรค์” (K-pop, K-drama)

4)การศึกษา:  เคารพการเรียนรู้แบบแข่งขัน แต่เริ่มปรับเข้าสู่ soft skills, critical thinking


ผลลัพธ์:

 • เป็นประเทศอุตสาหกรรมขั้นสูง มีเทคโนโลยีระดับโลก (Samsung, Hyundai)

 • กลายเป็นผู้นำวัฒนธรรมเอเชีย (K-culture)

~ไต้หวัน: “ปรับจารีตเพื่อสร้างประชาธิปไตยและนวัตกรรม”


บริบท:

 • มีพื้นฐานจารีตขงจื๊อ ระบบราชการจีนแบบโบราณ

 • เคยอยู่ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการของพรรคก๊กมินตั๋ง


วิธีปรับเปลี่ยนจารีต:

1) การเมือง: ปฏิรูปจากพรรคเดียว เป็นประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ (1990s)

2) การศึกษา: ปรับจาก “เรียนตามตำรา”  เป็น “การเรียนรู้เชิงนวัตกรรม”

3) เทคโนโลยี: เคารพผู้นำจารีต แต่เปิดพื้นที่ให้ “คนรุ่นใหม่” นำเทคโนโลยี (เช่น Audrey Tang)

4) วัฒนธรรมประชาธิปไตย: ใช้เครื่องมือ Digital Democracy เช่น vTaiwan ให้คนรุ่นใหม่ร่วมกำหนดนโยบาย


ผลลัพธ์:

 • เป็นผู้นำด้าน Semiconductor ของโลก (TSMC)

 • เป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบประชาธิปไตยเปิดกว้างที่สุดในเอเชีย

 • คนรุ่นใหม่เป็นพลเมืองดิจิทัลที่ตื่นรู้และเคารพรากวัฒนธรรม) 

~จีน: “Modernization Without Westernization”


บริบท:

 • มีรากลึกในจารีตขงจื๊อ ระบบอาวุโส ครอบครัวนิยม และการรวมศูนย์อำนาจ

 • หลังปี 1949: ใช้คอมมิวนิสต์ปฏิเสธจารีตเก่า แต่หลัง 1978 (เติ้ง เสี่ยวผิง) ฟื้นฟูจารีตบางอย่างเพื่อเสถียรภาพ


วิธีปรับเปลี่ยนจารีต:

1) การเมือง: คงระบบรวมศูนย์แต่เสริมความชอบธรรมด้วยจารีตขงจื๊อ

2) เศรษฐกิจผสมกลไกตลาดกับวาทกรรม “ความสามัคคีและเสถียรภาพ” แบบจารีต

3) วัฒนธรรม: ส่งเสริม “ความเป็นจีน” เช่น การศึกษาแบบขงจื๊อ และวัฒนธรรมฮั่น

4) นโยบายสังคม: จารีตถูกใช้เพื่อควบคุมสื่อ เสรีภาพ และเนื้อหาทางวัฒนธรรม


ผลลัพธ์:

 • เป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจ แต่จำกัดเสรีภาพพลเมือง

 • ใช้จารีตเป็นเครื่องมือสร้างอำนาจรัฐ ไม่ใช่ส่งเสริมปัจเจกและนวัตกรรมเสรีp

~อินเดีย: “Pluralistic Tradition Meets Democracy”


บริบท:

 • มีจารีตหลากหลายมาก ทั้งศาสนาฮินดู ระบบวรรณะ ความเชื่อชนเผ่า ฯลฯ

 • หลังได้รับเอกราช (1947) อินเดียเลือกทาง “ประชาธิปไตยแบบพหุนิยม”


วิธีปรับเปลี่ยนจารีต:

 1) การเมือง: วางรากประชาธิปไตยบนโครงสร้างทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย

2) กฎหมาย: ยกเลิกระบบวรรณะอย่างเป็นทางการ แต่ยังฝังอยู่ในวิถีชีวิต

3) การศึกษา: ส่งเสริม ฆราวาสนิยม (Secularism) ร่วมกับวัฒนธรรมพื้นถิ่น

4) วัฒนธรรม: เปิดพื้นที่ให้ศิลปะ/สื่อสะท้อนปัญหาจารีต (เช่น หนังเรื่อง Caste-based)


ผลลัพธ์:

 • เป็นประชาธิปไตยขนาดใหญ่สุดของโลก

 • ยังมีความเหลื่อมล้ำและความขัดแย้งทางศาสนา/วรรณะสูง สะท้อนว่า “การแปรรูปจารีต” ต้องทำต่อเนื่องหลายระดับ

~บาห์เรน: “จารีตอาหรับ + โมเดลรัฐสมัยใหม่”


บริบท:

 • ปกครองโดยราชวงศ์ มีวัฒนธรรมอาหรับอิงศาสนาอิสลามชีอะห์-สุหนี่

 • เป็นรัฐเล็กที่ต้องเผชิญแรงกดดันจากสังคมโลกและเพื่อนบ้านในอ่าว


วิธีปรับเปลี่ยนจารีต:

1) การเมือง: ยังคงราชวงศ์ แต่มีรัฐสภาและการเลือกตั้งจำกัด (แบบ hybrid system)

2) วัฒนธรรม: คงจารีตศาสนา/ครอบครัว แต่เปิดรับสื่อสมัยใหม่ วัฒนธรรมตะวันตกบางส่วน

3) บทบาทสตรี: มีความพยายามเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงในวิชาชีพและการศึกษา

4) เศรษฐกิจ: พึ่งพาน้ำมัน แต่กำลังพัฒนา Fintech และธุรกิจบริการ


ผลลัพธ์:

 • เป็นรัฐแบบกึ่งเปิด: ไม่เสรีเท่าตะวันตก แต่ยืดหยุ่นกว่าเพื่อนบ้านอย่างซาอุฯ

 • ความขัดแย้งทางศาสนายังเป็นความท้าทายหลัก

~กาตาร์: “รักษาราชวงศ์ไว้บนโครงสร้างเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์”


บริบท:

 • ปกครองโดยราชวงศ์อิสลามสุหนี่ มีโครงสร้างจารีตเข้มแข็งในครอบครัว ชุมชน และบทบาทสุภาพสตรี

 • ใช้รายได้จากพลังงานเพื่อขับเคลื่อนโมเดลรัฐมั่งคั่งทันสมัย


วิธีปรับเปลี่ยนจารีต:

1) เศรษฐกิจ: รัฐลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานโลก เช่น Qatar Airways, World Cup

2) วัฒนธรรม: ใช้ Soft Power เช่น Al Jazeera เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์อาหรับ-มุสลิม

3) การศึกษา: เปิดมหาวิทยาลัยจากโลกตะวันตก (เช่น Georgetown, Northwestern University)

4) การเมือง: ยังจำกัดเสรีภาพการแสดงออกและการเมืองในประเทศ


ผลลัพธ์:

 • เป็น “รัฐร่ำรวยที่ทันสมัย” แต่ควบคุมเสรีภาพภายใน

 • ปรับเปลี่ยนจารีตเฉพาะในระดับเศรษฐกิจ ไม่ใช่ในระดับสถาบันพลเมือง


บทเรียนร่วม: 

1) แนวทาง: “ไม่ทิ้งจารีต แต่ตีความใหม่ให้สอดคล้องกับโลกสมัยใหม่”

2) กลยุทธ์: สร้างความสมดุลระหว่าง รากวัฒนธรรม กับ โครงสร้างใหม่ (สถาบัน นโยบาย)

3) ผู้ขับเคลื่อน: พลเมืองรุ่นใหม่ที่เข้าใจรากเดิมและกล้าทำลายวงจรเดิม

4) เป้าหมาย: เป็นประเทศที่ทันสมัย มีศักยภาพแข่งขัน โดยไม่สูญเสียอัตลักษณ์

 


เพลง: แย้มธรรม

[Verse 1]

ยามเช้าฟ้าเริ่มสาง ดอกไม้แย้มอย่างงดงาม
ราวกับใจคนมีธรรม นุ่มละมุนอ่อนโยนพลัน
สายลมแผ่วเบาพัดพา เสียงนกร้องพากัน
ปลุกหัวใจให้รักกัน… ด้วยพลังแห่งเมตตา

[Chorus]
แย้มธรรมในหัวใจ
ยิ่งให้ ยิ่งสุขได้
คลี่คลายทุกข์ที่ฝังลึกในใจ
หยดน้ำใจหลั่งรดดิน
ให้รักผลิบานไม่สิ้น
แย้มธรรม… งดงามทุกเส้นทางใจ

[Verse 2]
ยามราตรีดาวส่องแสง เห็นหนทางแม้จะไกล
แม้ชีวิตจะยากเย็นเพียงใด
ยังมีธรรมเป็นแสงไฟ
ลมหนาวผ่าน ฝนพรำปราย
แต่เรายังยิ้มได้… ด้วยศรัทธาไม่เสื่อมคลาย

[Bridge]
แย้มธรรมในหัวใจ
ยิ่งให้ ยิ่งสุขได้
แม้โลกหมุนด้วยความวุ่นวาย
ขอเพียงใจยังอ่อนโยน
พร้อมแบ่งปันและให้อภัย
แย้มธรรม… ดั่งแสงสว่างกลางใจ

[Outro]
แม้โลกนี้จะวุ่นวายเพียงใด
ใจยังแย้มธรรมไว้… ไม่เสื่อมสลาย
ปลุกความดีให้ผลิบาน… ในใจ
แย้มธรรมของเรา… อยู่คู่โลกตลอดไป


เพลง: แม่กกสะอื้น

[Verse 1]

เคยเป็นธารใสเย็น ลูบไล้ดินแดนงาม

เสียงเด็กเล่นพล่าน ล่องแพสุขทุกยาม
แต่วันนี้น้ำขุ่นคลั่ก ไร้ค่าไร้นิยาม
อาบก็ไม่ได้ ใช้ก็ไม่ได้ ปลาก็ไม่มีตาม

[Chorus]
โอ้… แม่กกเอ๋ย น้ำแห่งชีวิต
หากเธอมีจิต จะตอบว่าไฉน
ใครจะเจ็บปวดเท่าชาวบ้านไร้
จากน้ำพึ่งได้… กลายเป็นลมหายใจที่ร้างลา

[Verse 2]
เขาว่ามาจากภูเขาแร่
คือแผลที่ใครไม่ดูแลรักษา
นักท่องเที่ยวหาย สายตาก็หม่นล้า
แม้แต่ช้างยังต้องรอ ดื่มน้ำหยดสุดท้ายจากธารา

[Verse 3]
โอ้… แม่กกเอ๋ย น้ำแห่งวันวาน
จะคืนกลับมาได้ไหม สู่บ้าน
เสียงคนเฒ่าบ่นเบา เจือปนร้าวราน
“คงไม่เหมือนเก่า… อยู่กันไปตามยถากรรม”

[Outro]
แต่ใจเรา… ยังไม่สิ้นหวัง
หากมีใครสักครั้ง ยื่นมือร่วมกัน
อย่าให้แม่กกต้องดับสูญพลัน
ขอวันหนึ่ง… น้ำใสคืนฝันกลับมาเหมือนเดิม

วันเสาร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

เพลง: “ธรรมส่องไกล…ถึงแอลเอ”

เพลง: “ธรรมส่องไกล…ถึงแอลเอ”

(Dhamma Reaches LA)


[Verse 1]
แม้แดนไกลข้ามฟ้า…แผ่นดินใหม่
แสงธรรมยังส่องใจไม่แผ่วหาย
กลางมหานครที่สับสนวุ่นวาย
ยังมีเสียงสาธุ…กังวานกลางใจ

[Verse 2]
ปีสองหกแปด…วันใหม่ที่ยิ่งใหญ่
สอบบาลีเริ่มต้น ณ วัดไทยในแอลเอ
พระและโยมจากหลายรัฐร่วมเปล่งเสียงธรรมแท้
ใจมั่นแน่วแน่…แม้โลกจะสั่นไหว

[Chorus]
ธรรมส่องไกล…แม้อยู่ต่างถิ่น
ศรัทธายังโบยบินไม่รู้จบ
บาลีไม่ใช่เพียงศัพท์หรือบท
แต่คือเสาหลัก…แห่งพระธรรมที่มั่นคง

เราสืบทอด…ด้วยหัวใจไม่ย่อท้อ
แม้สังคมเปลี่ยนก็ยังขอเดินตาม
วัดไทยในแดนไกล…คือคำถาม
ที่ตอบด้วยศรัทธา…อย่างงดงาม

[Verse 3]
อเมริกายังเปี่ยมด้วยแรงศรัทธา
แม้เศรษฐกิจล้า หรือการเมืองสั่น
พุทธศาสนายังฝังรากในทุกวัน
ผ่านลูกหลาน…และชุมชนที่เข้มแข็ง

[Bridge]
จารึกบทบาลี…ด้วยใจไม่หยุดยั้ง
ทุกตัวอักษร…คือแสงกลางคืนมืด
เสียงพระสวด…คือสันติไม่อาจขุด
แม้ยืนอยู่คนละซีกโลก…ก็ยังเป็นหนึ่งเดียวกัน

[Chorus – repeat]
ธรรมส่องไกล…ถึงหัวใจรุ่นใหม่
สืบสายธรรมไม่ให้หล่นหาย
บาลีสนามหลวง…ไม่ใช่แค่การสอบปลาย
แต่คือการรวมใจ…ให้ธรรมมั่นยืนไกล

[Outro]
จากแผ่นดินไทย…สู่แคลิฟอร์เนีย
จากบทบาลี…สู่ใจโยมและสงฆ์
เราจะก้าวต่อ…แม้ทางจะสูงชันและคดงอ
ด้วยศรัทธา…ที่ไม่เคยเลือนหาย


หากต้องการให้เรียบเรียงเป็นทำนองร่วมสมัย เช่น acoustic folk, ลูกทุ่งธรรมะ หรือบรรเลงประสานเสียงสำหรับงานพิธี ก็สามารถขอได้เพิ่มเติมนะคะ

พระสงฆ์และฆราวาสร่วมสอบบาลีสนามหลวง ครั้งแรกปี 2568 ที่วัดไทยลอสแอนเจลิส แสดงถึงพลังศรัทธาและความมุ่งมั่นในการสืบสานหลักธรรมคำสอน แม้เผชิญความท้าทายของสังคมอเมริกัน

ระหว่างวันที่ 21-22 พฤษภาคม พุทธศักราช 2568 มีการจัดสอบประโยคบาลีสนามหลวง ครั้งที่ 1 ณ สนามสอบวัดไทยลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญของพระพุทธศาสนา ที่มุ่งเน้นการสืบทอดและพัฒนาความรู้ด้านภาษาบาลีให้กับพระภิกษุ สามเณร และผู้สนใจในพระพุทธศาสนา โดยการสอบครั้งนี้มีผู้เข้าสอบจากหลายรัฐในอเมริกา รวมถึงพระสงฆ์และฆราวาสที่มีความตั้งใจในการศึกษาพระธรรมคำสอนอย่างลึกซึ้ง  


การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในอเมริกาท่ามกลางความท้าทาย  

ในภาวะที่เศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกากำลังเผชิญกับความย่ำแย่และสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่มั่นคง พระพุทธศาสนาในอเมริกากลับยังคงดำเนินไปอย่างมั่นคงและเป็นปึกแผ่น พุทธศาสนิกชนในอเมริกาได้แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาและความตั้งใจในการปฏิบัติธรรม รวมถึงการสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ของวัดไทยในพื้นที่  

การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในอเมริกาดำเนินการในรูปแบบของโครงข่ายที่เชื่อมโยงกัน โดยแต่ละวัดจะมีชุมชนของตนเองที่เข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็นการจัดกิจกรรมทางศาสนา การอบรมภาษาไทยให้กับเยาวชนลูกหลานของชาวไทยในต่างแดน รวมถึงการปลูกฝังหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับพระพุทธศาสนาในอนาคต  


การสอบบาลี สนามหลวง เสาหลักแห่งความมั่นคงของพระพุทธศาสนา  

การสอบบาลี สนามหลวง ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่มีความสำคัญต่อการสืบทอดและพัฒนาพระพุทธศาสนาในต่างแดน การศึกษาภาษาบาลีไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้ศึกษาสามารถเข้าใจพระไตรปิฎกและคำสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างลึกซึ้ง แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงให้กับพระพุทธศาสนาในระดับสากลอีกด้วย  


วัดไทยในสหรัฐอเมริกาหลายแห่งได้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการศึกษาและการสอบบาลี สนามหลวง โดยมีการจัดการเรียนการสอนภาษาบาลีให้กับพระภิกษุ สามเณร และฆราวาสที่สนใจ นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนให้เยาวชนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมทางศาสนา เพื่อให้พวกเขาได้เรียนรู้และเข้าใจในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง  

การสอบประโยคบาลีสนามหลวง ครั้งที่ 1 ประจำปีพุทธศักราช 2568 ณ วัดไทยลอสแอนเจลิส ไม่เพียงแต่เป็นการสืบสานและพัฒนาความรู้ด้านภาษาบาลี แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงให้กับพระพุทธศาสนาในต่างแดนอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจและการเมืองในอเมริกา พระพุทธศาสนายังคงเป็นศูนย์รวมจิตใจและแหล่งพึ่งพิงที่สำคัญของพุทธศาสนิกชนในต่างแดน  

ขอบคุณข้อมูลจากคอลลัมนิสคุณานันทะ-Ai

 


วันศุกร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

เพลง: “เสือนอนกิน ศรัทธาไม่หลับ”

เพลง: “เสือนอนกิน ศรัทธาไม่หลับ”

(Sleeping Tiger, Awake Faith)


[Verse 1]
ฟ้าฝนโปรยมาแรงกลางเดือนห้า
แต่ศรัทธา…ยังแน่วแน่ไม่ไหวหวั่น
แห่จองแน่นวัด ดั่งเสียงธรรมสะท้านสวรรค์
“เสือนอนกิน” พลิกคืนวัน…ให้ใจตื่น

[Verse 2]
จากธรรมอุทยานถึงหัวใจศิษย์ทั่วหล้า
ทุกองค์สร้างมาด้วยพุทธะบริสุทธิ์
มวลสารชั้นครูรวมหลอมใจไม่สะดุด
คือศิลป์…คือศรัทธาที่พิสูจน์ในความจริง

[Chorus]
เสือนอนกิน…ศรัทธาไม่หลับใหล
แห่จองหมดในพริบตา ดั่งพลังจากฟ้าไหล
ไม่ใช่เพียงของบูชา…แต่คือแสงทางใจ
รุ่นแรกในแอลเอ…ศักดิ์สิทธิ์เกินจะอธิบาย

[Verse 3]
ลูกศิษย์ต่างแดน…ลาว จีน สิงคโปร์
ร่วมจองอย่างจริงใจ ไม่หวังเพียงกำไร
ทีมพี่เสือยืนยัน สร้างเท่าเดิมไม่เปลี่ยนไป
เพื่อรักษาความมั่นใจ…ในคำว่า “พุทธคุณ”

[Bridge]
รหัสชัด โค้ดตรง รันนัมเบอร์แม่นยำ
คือการกันปลอมด้วยจริยธรรม
ไม่ใช่เพียงรูปทรง…แต่คือพลัง
จากหลวงปู่…ผู้สั่งสมปัญญาธรรมมานาน

[Chorus – repeat]
เสือนอนกิน…คือแรงศรัทธาแท้
ผู้คนแห่…ด้วยใจไม่อิงกระแส
สร้างเพื่อกุฏิ…สร้างเพื่อแสงธรรมแท้
ให้วัดเป็นแหล่งพึ่ง…กลางโลกที่เปลี่ยนแปลง

[Outro]
รุ่นแรก…จากธรรมอุทยาน
เสือจำศีลในเหรียญ…แต่ศรัทธานั้นลุกโชน
จากร้อยเอ็ดถึงแอลเอ…ไม่เคยโดดเดี่ยวเลยสักคน
“เสือนอนกิน”…ศรัทธา…ยังตื่นอยู่ในทุกคน


ถ้าต้องการเวอร์ชันร้องจริง เช่น โทน ลูกทุ่งศรัทธา, ร็อกศักดิ์สิทธิ์, หรือแบบ กวีประกอบดนตรีพื้นบ้านอีสาน ก็แจ้งเพิ่มเติมได้เลยค่ะ จะช่วยเรียบเรียงให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมายและบรรยากาศการใช้งาน 🙏🐯✨

 พระสมเด็จเสือนอนกิน ฮือฮาทั่วไทย! ลูกศิษย์แห่จองแน่นวัด ราคาพุ่ง 3 เท่า 

แรงรับฤดูฝน..."สุดยอดเสือเเห่งยุค! แห่จองเกลี้ยงหมดวัดหลังปลุกเสก เนื้อบนราคาพุ่ง 2-3 เท่า ลูกศิษย์ต่างประเทศจอง 20%พระสมเด็จเสือนอนกิน เเห่งธรรมอุทยาน หลวงปู่ศิลา สิริจันโท รุ่นเเรก  มวลสารชั้นครู คนเเห่จองล้นวัด 

รายงานข่าวจากธรรมะอุทยานหลวงปู่ศิลา แจ้งว่า เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2568 ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชา ได้มีการประกอบพิธีพุทธาภิเษกและปั๊มเหรียญนำฤกษ์ "พระสมเด็จเสือนอนกิน" ซึ่งเป็นวาระที่ 2 


ปรากฏว่าได้รับความสนใจ จากลูกศิษย์ลูกหาและประชาชนที่ได้ทราบข่าวอย่างล้นหลาม ส่งผลให้ยอดจอมพระทุกรายการหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว ไม่เพียงพอกับกระแสความนิยม ส่งผลให้เหรียญบางเนื้อที่สร้างน้อยราคาขยับขึ้นทุกรายการ

พระสมเด็จรุ่นเสือนอนกิน เป็นชื่อตามสำนวนไทยที่ว่า เสือนอนกิน หมายถึง "คนที่ได้รับผลประโยชน์หรือผลกำไรโดยไม่ต้องลงทุนลงแรง" จัดสร้างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ ร่วมสร้างกุฏิ รองรับพระสงฆ์ ให้เป็นสถานธรรมที่สมบูรณ์ ถวายแด่หลวงปู่ศิลา ณ ธรรมอุทยาน 


โดยมีการประกอบพิธีพุทธาภิเษกวาระ 3

วาระ ดังนี้ วาระที่ 1 พลีมวลสาร  25 เมษายน 2568 ระที่ 2 พุทธาภิเษกวา  ปั้มนำฤกษ์  11 พฤษภาคม 2568 เเละจะประกอบพิธีมวาระที่ 3 วาระยิ่งใหญ่  วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน 2568 ณ อุทยานหลวงปู่พระมหาศิลา เวลา ประมาณ 8.09 น. 


นายนิภัทร สุวาส CEO บริษัท สมาร์ทอิมเมจ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หนึ่งในหัวหน้าทีมพี่เสือ บอกว่า ทีมพี่เสือได้รักษามาตรฐานการจัดสร้างพระเครื่องทุกรุ่นทุกเกจิ อย่างคงเส้นคงวาตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงรุ่นปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเกจิรูปใดวัดใด ทางทีมพี่เสือจะให้ความสำคัญทุกขั้นตอน


จากการรักษามาตรฐานการจัดสร้าง ส่งผลให้ได้รับความนิยมในหมู่ลูกศิษย์ชาวต่างประเทศ ซึ่งมีมากถึง 20-30 % ลาว มาเลย์ สิงคโปร์จีน ซึ่งถือว่าเป็นตลาด พระเครื่องที่ใหญ่ มีความสนใจวัตถุมงคลเช่นเดียวกับคนไทย


อย่างไรก็ตามไปนิภัทรยังบอกด้วยว่า แม้คณะผู้จัดสร้างจะรู้และมีข้อมูลว่า พระสมเด็จเสือนอนกิน มีกระแสจองมากกว่ายอดที่ประกาศสร้าง 5 เท่า แต่ทางผู้สร้างก็ยืนยัน สร้างจำนวนเท่าเดิม ยิ่งทำให้ได้รับความนิยมากยิ่งขึ้น  เมื่อประกาศไปแล้วสร้างเท่าใดก็จะสร้างเท่านั้น ไม่ได้มีการสร้างเพิ่มตามกระแสความนิยมแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้ทำให้ผู้ที่ศึกษาสะสมพระเครื่อง มีความมั่นใจในการจัดตั้งของกลุ่มพี่เสือ


นายนิภัทร ยังบอกด้วยว่า ประเด็นเรื่องการปั่นราคา ขอตอบได้เลยว่า ราคาเคลื่อนไหวตามกลไกของตลาด ตามประสบการณ์ของผู้นำไปใช้  ที่สำคัญคือมีจะมีลูกค้าจากต่างประเทศมาซื้อ ในแต่ละรุ่นล้วนได้รับความนิยมจากต่างชาติทั้งสิ้น


"ลูกค้าจากต่างประเทศเป็นที่รู้กันว่า จะสะสมเช่าซื้อพระที่มีประสบการณ์เท่านั้น เขาซื้อไปใช้พุทธคุุณไม่ได้ซื้อไปเพื่อเก็งกำไร ผลให้กระแสความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว" นายนิภัทรกล่าว



ในขณะที่ "ป้อม สกลนคร"  หรือ นายเกรียงไกร จิระสวัสดิ์ตระกูล หรือ  หัวหนัาทีมพี่เสือ มือวางอันดับ ๑ "อาจาย์ฝั้น-หลวงปู่ทิม" ผู้จัดพิมพ์หนังสือ "อมตะพระเครื่อง พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร"ให้ข้อมูลว่า 

กระแสความนิยมพระสร้างใหม่มีหลายเหตุุผล ประการแรกต้องยกให้ปฏิปทาและวัดปฏิบัติของหลวงปู่ศิลา ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาเป็นที่ประจำของลูกศิษย์ลูกหาทั่วประเทศ รวมทั้งวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนของการจัดสร้าง

"ผมได้ใช้ประสบการณ์ของการอยู่ในวงการพระเครื่องมาหลายสิบปี มาใช้ในสร้างพระใหม่ การสร้างพระในยุคปัจจุบัน จะแตกต่าง ในอดีตมาก กันมาก โดยเฉพาะการมีโค้ดที่ชัดเจนและ รันนัมเบอร์ องค์พระ ทำให้ง่ายต่อการศึกษาเก็บสะสมของคนเล่นพระใหม่"  ป้อม สกลกล่าวพร้อมบอกด้วยว่า


ทั้งนี้ถ้ามีการทำปลอมขึ้นมา จะยากมากยิ่งขึ้นเพราะต้อง ปลอมหลายๆอย่าง เช่น เนื้อหามวลสาร รูปแบบ การรันนัมเบอร์ และโค๊ด ด้วยเหตุนี้พระใหม่จึงได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษ

สำหรับชาติภูมิของหลวงปู่ศิลา เกิดเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2488 ปัจจุบันอายุ 79 ปี บรรพชาเป็นสามเณร ตอนอายุ 15 ปี ก่อนอุปสมบท เป็นพระมหานิกาย เมื่อปี พ.ศ.2509 ณ วัดบูรพาภิราม จ.ร้อยเอ็ด

หลวงปู่มุ่งมั่นศึกษาปริยัติ จนสอบได้นักธรรมชั้นเอก และเปรียญธรรม 6 ประโยค รับพัดเปรียญกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 เมื่อปี พ.ศ.2515

หลวงปู่ศิลา สิริจันโท ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาส วัดพระธาตุหมื่นหิน อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์. นอกจากนี้ ท่านยังมี ธรรมอุทยานหลวงปู่ศิลา ในบ้านแกเปะ ต.เชียงเครือ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์


ติดตามการจัดสร้างได้ทึ่สำหรับผู้สนใจติดตามความเคลื่อนไหวการจัดสร้างวัตถุมงคลทุกรุ่นของ "ทีมพี่เสือ" ได้ที่..

https://www.facebook.com/share/g/1FApFRT3D4/

https://www.facebook.com/groups/ 1242269399567579/?ref=share_group_link

https://www.facebook.com/share/g/19rLnEkXQA/

วันอังคารที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

เพลง: “เสียงมนุษย์ในยุคเอไอ”


เพลง: “เสียงมนุษย์ในยุคเอไอ”


[Intro – Spoken softly]
เนื้อหาอาจมากมาย...แต่ใจใครเขียน?
ในโลกที่ข่าวถูกสร้างทันทีที่กดคำสั่ง
ใครกันคือผู้เลือกจะพูด...ด้วยความรับผิดชอบ?


[Verse 1]
เมื่อก่อนเขียนข่าวต้องไว ต้องลึก ต้องเข้าใจ
แต่วันนี้เอไอก็ทำได้ไวกว่าใคร
มันวิเคราะห์ได้ครบ มันเล่าเรื่องได้ยาว
แต่ใจคนอ่านยังรอเสียงจริงอยู่หรือเปล่า?


[Pre-Chorus]
ในโลกที่ content เปิดได้หมด
สิ่งที่ยังปิดตาย…คือหัวใจมนุษย์
Character ไม่ใช่ code ไม่ใช่ data
แต่มันคือ "เจตนา" ที่ AI ไม่มีวันเข้าใจ


[Chorus]
เราเขียนข่าวด้วยใจ ไม่ใช่แค่ปัญญา
แม้ AI จะเร็ว…แต่มันไม่รู้ว่าเจ็บตรงไหน
เราเป็นเสียงของสังคม ไม่ใช่แค่หน้าจอ
ไม่ใช่แค่ใครพูดได้…แต่ต้องรู้ว่าเพื่อใคร


[Verse 2]
Character ของนักข่าว ไม่ใช่เพียงภาพที่เห็น
แต่มันคือเมตตาในวันที่ใครต้องทุกข์เข็ญ
ในห้องข่าวที่เงียบงัน ยังมีจิตสำนึกเคลื่อนไหว
รู้ว่า "ข่าวนี้พูดเพื่อใคร และจะกระทบใครในใจเขา"


[Bridge]
ไม่ใช่แค่รู้ แต่ต้องเข้าใจ
ไม่ใช่แค่ฉลาด แต่ต้องอ่อนน้อมไว้
แม้เราจะมีข้อมูลล้านบรรทัด
แต่บางครั้ง “ความเงียบ” ก็ชัดกว่าข่าวที่ดัง


[Chorus – Repeat]
เราเขียนข่าวด้วยใจ ไม่ใช่แค่ปัญญา
แม้ AI จะเร็ว…แต่มันไม่รู้ว่าเจ็บตรงไหน
เราเป็นเสียงของสังคม ไม่ใช่แค่หน้าจอ
ไม่ใช่แค่ใครพูดได้…แต่ต้องรู้ว่าเพื่อใคร


[Outro – Spoken fading out]
เพราะสื่อที่ดี…ไม่ได้ดังที่สุด
แต่คือเสียงที่มี Character
และเลือกจะพูด…เพื่อให้ใครบางคนยังมีความหวังอยู่…


ถ้าคุณต้องการให้ผมจัดวางทำนอง จังหวะ หรือเสนอแนวทางการเรียบเรียงดนตรีเพิ่มเติม ก็บอกได้เลยครับ เช่น แนว “Folk Acoustic” ที่ใช้กีตาร์โปร่งกับเสียงเปียโนเบา ๆ เพื่อพยุงน้ำหนักของ “คำ” ให้เด่นชัดครับ 🎙️✨

บทนำ

การเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence - AI) ส่งผลกระทบต่อหลากหลายอาชีพในศตวรรษที่ 21 หนึ่งในนั้นคือ “สื่อมวลชน” ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดข้อมูล ข่าวสาร และสร้างความเข้าใจในสังคม สื่อมวลชนในยุคก่อนอาศัยทักษะด้านเนื้อหา (Content-based Skills) แต่ในยุคปัจจุบันที่ AI สามารถสังเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลอย่างแม่นยำและรวดเร็ว สิ่งที่ AI ยังไม่สามารถแทนที่ได้คือ Character หรือ “ลักษณะภายในของมนุษย์” ที่สะท้อนคุณธรรม ทัศนคติ และแรงจูงใจในการสื่อสารอย่างรับผิดชอบ

บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ลักษณะ Character ที่จำเป็นสำหรับสื่อมวลชนในยุค AI โดยเน้นมุมมองเชิงพุทธและหลักการพัฒนา “ผลลัพธ์ลักษณะบุคคล (Character Outcomes)” ตามมาตรฐานการเรียนรู้ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อชี้ให้เห็นว่า Character คือหัวใจของสื่อในยุคใหม่


1. ปรากฏการณ์โลกยุคใหม่: เมื่อ Content ไม่ใช่คำตอบ

จากประสบการณ์ของผู้เขียนในแวดวงการพัฒนาและฝึกอบรม พบว่าโลกการศึกษาและการทำงานในยุคปัญญาประดิษฐ์เริ่มเปลี่ยนมุมมองอย่างชัดเจน ครู อาจารย์ และวิทยากรจำนวนมากยังให้ความสำคัญกับการผลิตเนื้อหาการเรียนรู้ ทั้งที่เนื้อหาส่วนใหญ่มักล้าหลังและไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล AI ในปัจจุบันสามารถให้คำตอบต่อคำถามแทบทุกประเภทอย่างแม่นยำ ทั้งในเชิงข้อมูล ข้อเท็จจริง และการวิเคราะห์เบื้องต้น

ในบริบทนี้ สื่อมวลชนซึ่งเคยเป็นผู้ “ผูกขาดข้อมูล” ในอดีต จำเป็นต้องปรับตัวจากการเป็นผู้ให้ข้อมูล มาเป็น “ผู้นำเสนออย่างมีความรับผิดชอบ” ที่มี Character ที่ AI ไม่อาจเลียนแบบได้


2. Character: หัวใจของสื่อมวลชนยุคเอไอ

Character คือคุณลักษณะภายในที่สะท้อนจิตสำนึก ความคิด จริยธรรม และความสามารถในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ ในบริบทของสื่อมวลชน Character จึงไม่ใช่เพียงบุคลิกภาพหรือมารยาทในการทำงาน แต่รวมถึงความสามารถในการแยกแยะ ถูก-ผิด จริง-เท็จ อย่างมีจริยธรรม ความเข้าใจผู้อื่น และการสื่อสารอย่างรับผิดชอบต่อสังคม

ในแง่นี้ Character แบ่งออกเป็น 4 มิติ ตามแนวคิด “ภาวนา ๔” ในพระพุทธศาสนา ได้แก่:

2.1 Character ด้านกายภาพ

สื่อมวลชนควรมีบุคลิกภาพอ่อนน้อม เคารพผู้อื่น มีความพร้อมทางร่างกายและวุฒิภาวะทางสังคม เข้าใจบริบทของข่าวที่รายงาน และอัปเดตความรู้ตลอดเวลา (Lifelong Learning) เพื่อให้เข้าใจเหตุการณ์โลกอย่างรอบด้าน

2.2 Character ด้านพฤติภาพ

การทำงานท่ามกลางความหลากหลายทางความคิด เชื้อชาติ ศาสนา และอุดมการณ์ สื่อมวลชนจำเป็นต้องมีความสามารถในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ไม่ใช้ถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง ไม่บูลลี่ และไม่เผยแพร่ข้อมูลที่กระทบต่อศักดิ์ศรีของผู้อื่น มีจิตสาธารณะ และใช้การสื่อสารอย่างสันติ

2.3 Character ด้านจิตภาพ

ในภาวะวิกฤตหรือความขัดแย้ง สื่อมวลชนต้องมีสติ (Mindfulness) ความอดทน (Patience) และความเมตตา (Compassion) ในการรายงานข่าว ควบคุมอารมณ์ภายใน และไม่ใช้อารมณ์ส่วนตัวเป็นเครื่องมือในการสร้างกระแสข่าว

2.4 Character ด้านปัญญา

สื่อมวลชนควรใช้ปัญญาเป็นฐานในการแก้ปัญหาและรายงานข่าว คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม ใช้วิจารณญาณในการนำเสนอ ไม่เผยแพร่ข่าวลวง มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ และมีวัฒนธรรมแห่งสันติภาพ (Culture of Peace) ได้แก่ การเคารพ ความเข้าใจผู้อื่น การให้อภัย ไม่ใช้ความรุนแรง และเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม


3. สื่อมวลชน: ผู้ออกแบบบทสนทนาใหม่ของสังคม

เมื่อเนื้อหาข่าวสามารถถูกสร้างได้โดย AI แต่จิตวิญญาณของข่าวยังต้องอาศัยมนุษย์ที่มี Character สื่อมวลชนยุค AI จึงเปรียบเหมือน “วิศวกรข้อมูลเชิงจริยธรรม” (Ethical Info Engineer) ซึ่งไม่เพียงกรองข้อมูล แต่ยังเลือกสื่อสารอย่างมีจริยธรรม และสร้างพื้นที่แห่งความเข้าใจในสังคม

นอกจากนี้ ยังควรสนับสนุนให้ผู้เรียนในสายสื่อสารมวลชนพัฒนา “AQ” (Adversity Quotient) ซึ่งเป็นทักษะการปรับตัวเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ไม่คาดฝัน มีความกล้าในการตั้งคำถามใหม่ ๆ ต่อโครงสร้างสื่อเดิม และมีแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม


สรุป

ในยุคที่เนื้อหา (Content) กลายเป็นทรัพยากรเปิด (Open Resource) ที่ AI เข้าถึงและเรียบเรียงได้ทุกเมื่อ สิ่งที่ครู อาจารย์ และวิทยากรควรพัฒนาในผู้เรียน โดยเฉพาะในสายงานสื่อสารมวลชน คือ Character ซึ่งเป็นคุณลักษณะเฉพาะที่ AI ไม่สามารถเลียนแบบได้

Character ในบริบทของสื่อมวลชน หมายถึง ความอ่อนน้อม สุภาพ เข้าใจผู้อื่น คิดอย่างมีวิจารณญาณ และสื่อสารอย่างมีจริยธรรม ซึ่งสามารถบูรณาการร่วมกับผลลัพธ์การเรียนรู้ทั้งด้านความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skills) จริยธรรม (Ethics) และลักษณะบุคคล (Character) ตามมาตรฐานกระทรวง อว. ได้อย่างลงตัว

เพราะสุดท้ายแล้ว การสร้าง “ข่าวสาร” ไม่ได้อยู่ที่ว่าเรารู้มากแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าเราจะ ใช้สิ่งที่รู้เพื่อสร้างสันติภาพ ความเข้าใจ และความหวังในสังคมได้อย่างไร

เพลง: “พื้นที่สร้างมนุษย์”

เพลง: “พื้นที่สร้างมนุษย์”


[Verse 1]
เมื่อโลกไม่หยุดที่คำตอบ
แต่เริ่มจากคำถามที่ใจกล้า
คลาสเรียนใหม่ไม่ใช่แค่ตำรา
แต่คือพื้นที่เปิดฟ้าให้คนเรียนรู้ใจ


[Verse 2]
โต๊ะเก้าอี้อาจดูธรรมดา
แต่ถ้าพาให้เด็กกล้านั่งฟัง
ห้องสี่เหลี่ยมกลายเป็นพลัง
ถ้าครูไม่หยุดที่ “สอน” แต่ “สร้าง”


[Pre-Chorus]
ต้นไม้ในห้องเรียน มีค่าไม่แพ้จอภาพ
ล้อมวงคุยก็สร้างศรัทธา
แสงอาทิตย์คือครูธรรมชาติ
ฝึกใจให้รู้จัก “หยุด” ก่อนจะ “ไป”


[Chorus]
นี่คือพื้นที่... พื้นที่สร้างมนุษย์
ที่ไม่หยุดที่ปัญญา แต่ก้าวต่อด้วยหัวใจ
อุปกรณ์ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่เป็นเพื่อนในทางไกล
ร่วมกันสร้าง Character ให้โลกใหม่เข้าใจ “ความเป็นคน”


[Bridge]
Chatbot อาจตอบได้เร็ว
แต่ไม่รู้ว่า “น้ำตา” มีรสชาติแบบไหน
AI อาจวิเคราะห์ได้ไกล
แต่ยังต้องอาศัย “ความเข้าใจ” ที่ลึกเกินรหัสใดจะเขียน


[Chorus - ซ้ำ]
นี่คือพื้นที่... ที่ใจต้องได้หายใจ
ไม่ใช่แค่ห้องเรียน แต่คือสนามใจที่ให้ฝันได้โต
สร้างมนุษย์จากภาวนา สร้างปัญญาจากความสงบ
เพื่อโลกใบใหม่... ที่ไม่ลืม “ความเป็นมนุษย์”


[Outro]
ในห้องที่มีต้นไม้ แสงแดด และเสียงเงียบ
มนุษย์คนหนึ่ง...กำลังเรียนรู้จะ “เป็นมนุษย์”


หากอยากให้มีทำนองแนวไหนเพิ่มเติม เช่น acoustic, ลูกกรุงร่วมสมัย หรือ modern pop ballad บอกได้นะคะ จะช่วยวางท่อนให้เข้ากับอารมณ์เสียงด้วยค่ะ

วิเคราะห์ Character ของสถานที่และอุปกรณ์ที่เอื้อต่อการสนับสนุนการเรียนการสอนในยุคเอไอ

บทนำ

การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) ได้พลิกโฉมแนวทางการจัดการศึกษาอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะบทบาทของครู อาจารย์ และวิทยากร ที่เคยเป็น “ผู้ให้ความรู้” กลับต้องแปรเปลี่ยนบทบาทเป็น “ผู้สร้างเสริม Character” ให้กับผู้เรียน เนื่องจาก AI สามารถเข้าถึงข้อมูลและตอบคำถามได้ดีกว่ามนุษย์ แต่ไม่สามารถพัฒนา Character หรือ “ลักษณะมนุษย์” อันลึกซึ้งซับซ้อนที่มีมิติของกาย วาจา ใจ และปัญญาได้ บทความนี้จึงมุ่งวิเคราะห์ Character ของ “สถานที่” และ “อุปกรณ์” ที่เอื้อต่อการเรียนรู้เชิงลึกในมิติของ Character ตามแนวทางที่สอดคล้องกับมาตรฐานของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และหลักภาวนา ๔ จากพระพุทธศาสนา


1. บริบทของการเปลี่ยนแปลงในยุค AI: จาก Content สู่ Character

จากประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาและฝึกอบรม ได้สะท้อนว่าความรู้เชิงเนื้อหาหรือ Content ในยุคนี้กลายเป็นสิ่งล้าหลัง เพราะ AI สามารถเข้าถึง ตอบ และวิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว ดังนั้น ภารกิจหลักของครูอาจารย์ในยุคใหม่นี้คือ การพัฒนา “Character” ของผู้เรียน ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ไม่สามารถเลียนแบบได้ เช่น ความสามารถในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง (Lifelong Learning), ความอดทน (Endurance), จิตอาสา (Altruism), ความอ่อนน้อม (Humility) และความสามารถในการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข (Peaceful Coexistence)


2. Character ของสถานที่ที่เอื้อต่อการพัฒนา Character ผู้เรียน

สถานที่ทางการศึกษาจะต้องปรับเปลี่ยนจากห้องเรียนแบบเดิมที่เน้นการสอนเนื้อหา ไปสู่ “พื้นที่แห่งการเรียนรู้” (Learning Space) ที่สร้าง Character ดังนี้:

2.1 ด้านกายภาพ (Physical Character)
  • สถานที่ต้องออกแบบให้ผู้เรียนรู้สึกปลอดภัย ผ่อนคลาย และมีอิสระในการคิด เช่น ห้องเรียนที่โปร่งโล่ง เปิดรับแสงธรรมชาติ มีต้นไม้หรือพื้นที่สีเขียว

  • มีพื้นที่สำหรับการนั่งล้อมวง สนทนา เพื่อส่งเสริมความอ่อนน้อม เคารพซึ่งกันและกัน

  • มีห้องพักผ่อนหรือพื้นที่เงียบสงบ เพื่อส่งเสริมการใคร่ครวญและสติตามแนวทาง “ภาวนา”

2.2 ด้านพฤติภาพ (Behavioral Character)
  • มีพื้นที่กิจกรรมกลุ่มหรือเวิร์กชอป เพื่อส่งเสริมความร่วมมือ ความเคารพในความหลากหลาย และการแก้ปัญหาด้วยสันติ

  • มีพื้นที่สำหรับการทำจิตอาสา เช่น จุดรับบริจาค มุมดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมความเสียสละและจิตสำนึกสาธารณะ

2.3 ด้านจิตภาพ (Emotional Character)
  • ออกแบบพื้นที่ที่ส่งเสริมความสงบ เช่น ห้องสมาธิ มุมอ่านหนังสือเงียบ หรือ Sound Therapy Zone

  • ใช้สีโทนอ่อน การตกแต่งเรียบง่าย เพื่อลดความเร่งรีบและกระตุ้นสมาธิในผู้เรียน

2.4 ด้านปัญญา (Cognitive Character)
  • มีพื้นที่ให้ทดลอง คิด วิเคราะห์ และเรียนรู้ด้วยตนเอง เช่น Maker Space, ห้องปฏิบัติการ AI หรือพื้นที่ออกแบบปัญหา

  • มีพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นแบบเปิด เพื่อนำไปสู่การเรียนรู้ที่มี “ปัญญาเป็นฐาน” ไม่ใช้ความรุนแรง แต่ใช้เหตุผล ความเข้าใจ และสันติวัฒนธรรม


3. Character ของอุปกรณ์ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ในยุค AI

อุปกรณ์การเรียนในยุคใหม่นี้จะต้องไม่ใช่แค่ “เครื่องมือในการเรียน Content” เท่านั้น แต่ต้องเป็น “สื่อกลาง” ที่กระตุ้นให้ผู้เรียนพัฒนา Character โดยมีลักษณะดังนี้:

3.1 ส่งเสริมการเรียนรู้แบบเปิด (Open Learning)
  • ใช้อุปกรณ์ที่สนับสนุนการตั้งคำถาม เช่น AI Chatbots, Search Engine, หรือ AR/VR ที่กระตุ้นให้ผู้เรียนกล้าถาม กล้าคิด ไม่ยึดติดกรอบเดิม

  • ให้ความสำคัญกับคำถามมากกว่าคำตอบ เพราะคำถามที่ถูกต้องเป็นจุดเริ่มของปัญญา

3.2 ส่งเสริมการสื่อสารอย่างสันติ (Peaceful Communication)
  • ใช้แพลตฟอร์มที่เอื้อให้เกิดการอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ เช่น Discussion Boards, Co-Learning Tools

  • เน้นการออกแบบ UI/UX ที่ไม่เน้นการแข่งขัน แต่เน้นการมีส่วนร่วม การฟัง และการให้ Feedback เชิงบวก

3.3 ส่งเสริมการเป็นจิตอาสาและการคิดเพื่อส่วนรวม
  • มีระบบแจ้งกิจกรรมจิตอาสา การลงทะเบียนโครงการชุมชน

  • มีระบบสะสมแต้ม Character มากกว่าแต้มเกรด เช่น ความสม่ำเสมอ ความเสียสละ การเป็นผู้ให้ เป็นต้น

3.4 ส่งเสริมวินัยภายใน (Inner Discipline)
  • ใช้เทคโนโลยีช่วยบริหารเวลา เช่น แอปพลิเคชันฝึกสติ Pomodoro, Mindfulness Tracker

  • สนับสนุนเครื่องมือที่สร้างความสงบ เช่น เสียงธรรมะ เพลงบำบัด หรือแอปการฝึกสมาธิ


4. ความสอดคล้องกับมาตรฐานผลลัพธ์การเรียนรู้ของกระทรวง อว.

Character ที่กล่าวมาข้างต้นสามารถบูรณาการกับมาตรฐานผลลัพธ์การเรียนรู้ของกระทรวง อว. ได้แก่:

  1. Knowledge – การรู้จักใช้ข้อมูลที่มีอย่างชาญฉลาด ไม่หลงอยู่กับ Content แต่ใช้ AI อย่างมีจริยธรรม

  2. Skills – มีทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง และการปรับตัวต่อเทคโนโลยีใหม่อย่างมีความยืดหยุ่น

  3. Ethics – มีจริยธรรมทั้งในโลกจริงและโลกดิจิทัล เช่น ไม่ใช้ AI เพื่อโกงหรือบูลลี่

  4. Character – แสดงออกทั้งภายนอก (กาย วาจา) และภายใน (จิต ปัญญา) สอดคล้องกับภาวนา ๔ ได้แก่ กายภาพ พฤติภาพ จิตภาพ และปัญญา


สรุป

ในยุคที่ AI สามารถให้คำตอบได้แทบทุกเรื่อง “Character” กลายเป็นเป้าหมายสำคัญของการศึกษา สถานที่และอุปกรณ์ที่สนับสนุนการเรียนรู้ในยุคนี้จึงต้องถูกออกแบบใหม่ให้เป็น “พื้นที่สร้างมนุษย์” ไม่ใช่แค่ “พื้นที่สอนเนื้อหา” โดยเน้นการพัฒนาคุณลักษณะภายในที่ลึกซึ้ง เช่น ความอ่อนน้อม ความมีจิตอาสา ความอดทน ความเข้าใจตนเอง และความสามารถในการใช้ปัญญาเพื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างสันติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ไม่สามารถให้ได้ และเป็นสิ่งที่ครู อาจารย์ และสถานศึกษาพึงตระหนักและปรับบทบาทอย่างเร่งด่วน

"ดร.เอ้" นำทีมไทยก้าวใหม่ลุยบางพลัด หนุน "ดร.เอ๋" เบอร์ 2 ชูนโยบายแก้น้ำท่วมเบ็ดเสร็จ ผสานวิศวกรรม–พุทธสันติวิธีพัฒนาเมือง

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2569 นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยก้าวใหม่ หรือ “ดร.เอ้” ลงพื้นที่เขตบางพลัด เพ...