“ดร.สำราญ สมพงษ์” ร่วมประชุมคณะอนุกรรมการศึกษาฯ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ชื่นชม “สามเณรวัดพระราม 9 นักสื่อสารยุค AI” เปรียบ “พระอานนท์” ผู้สืบทอดธรรมะ พร้อมเสนอปฏิรูปกฎหมายสงฆ์ เน้นโปร่งใส–ตรวจสอบได้
เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการประชุมคณะอนุกรรมการศึกษาข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 เพื่อสนับสนุนภารกิจตามหน้าที่และอำนาจของวุฒิสภา ครั้งที่ 9 ณ ห้องประชุม 406-407 วุฒิสภา โดยมีการพิจารณาประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัด สถานะความเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาของพระภิกษุและไวยาวัจกร รวมถึงกระบวนการบังคับให้พระภิกษุสละสมณเพศตามมาตรา 29
ในการประชุมดังกล่าว ดร.สำราญ สมพงษ์ ได้กล่าวถึงบรรยากาศระหว่างการประชุมว่า สิ่งหนึ่งที่สร้างความประทับใจคือการได้เห็น สามเณรน้อยซึ่งติดตามพระเถระจากวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก มาร่วมงาน และทำหน้าที่ช่วยถ่ายภาพให้กับอาจารย์ จนทำให้เกิดความคิดเชื่อมโยงไปถึงบทบาทของ พระอานนท์ ในสมัยพุทธกาล
ดร.สำราญ กล่าวว่า หากมองในมิติของการสื่อสาร พระอานนท์อาจเปรียบได้กับ “พระผู้สื่อข่าว” ในยุคพุทธกาล เพราะทำหน้าที่ใกล้ชิดพระพุทธเจ้า รับฟัง จำจด และถ่ายทอดพระธรรมคำสอน จนพระธรรมสามารถสืบทอดมาถึงคนรุ่นหลังได้
“ถ้าพระอานนท์ไม่ทำหน้าที่สื่อสาร คำสอนของพระพุทธเจ้าก็คงไม่ตกทอดมาจนถึงทุกวันนี้” ดร.สำราญ กล่าวในลักษณะชวนคิดถึงความสำคัญของผู้ทำหน้าที่สื่อสารพระธรรมในแต่ละยุค
สามเณรยุคใหม่ ใช้ AI แต่งเพลง–ChatGPT–Gemini–ตัดต่อวิดีโอ
จากความสนใจดังกล่าว ดร.สำราญจึงได้เข้าไปสอบถามและทราบว่า สามเณรรูปดังกล่าวไม่ได้มีความสามารถเฉพาะด้านการถ่ายภาพเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะ AI ในการแต่งเพลง รวมถึงใช้ ChatGPT และ Gemini ตลอดจนสามารถใช้โปรแกรม CapCut ในการตัดต่อวิดีโอได้อีกด้วย
นอกจากนี้ สามเณรยังมีประวัติที่น่าสนใจ คือเรียนจบระดับประถมศึกษาปีที่ 6 และได้บรรพชาเป็นสามเณรตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เมื่อสอบถามว่าจะลาสิกขาหรือไม่ สามเณรตอบว่ายังไม่ทราบ
ดร.สำราญจึงฝากคำชื่นชมและอนุโมทนาบุญผ่านพระเถระจากวัดพระราม 9 พร้อมมองว่า หากสามเณรและพระสงฆ์รุ่นใหม่ในประเทศไทยมีทักษะด้านเทคโนโลยีและการสื่อสารเช่นนี้เพิ่มขึ้นจำนวนมาก ก็จะเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุคดิจิทัล
“ถ้าสามเณรในประเทศมีความสามารถเช่นนี้มาก ๆ เราก็คงไม่ต้องทำหน้าที่แต่งเพลงธรรมะทุกวันแล้ว” ดร.สำราญ กล่าวด้วยความชื่นชม
เสนอปฏิรูปบริหารทรัพย์สินวัด สร้างระบบโปร่งใส ตรวจสอบได้
สำหรับสาระที่นำเสนอและแสดงความคิดเห็นต่อที่ประชุม ดร.สำราญให้ความสำคัญกับการสร้าง ธรรมาภิบาลในการบริหารศาสนสมบัติ โดยเห็นว่าปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่วัดมีทรัพย์สินมากหรือน้อย แต่อยู่ที่ระบบบริหารจัดการมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีระบบถ่วงดุลอำนาจเพียงพอหรือไม่
ข้อเสนอสำคัญ ได้แก่ การนำระบบบัญชีมาตรฐานมาใช้ การใช้ระบบ e-Donation การสร้าง “Digital Footprint” ของเงินบริจาค การตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีอิสระสำหรับวัดที่มีรายได้สูง รวมถึงการสร้างระบบคณะกรรมการที่มีทั้งฝ่ายสงฆ์และผู้เชี่ยวชาญฆราวาสเข้ามาช่วยตรวจสอบ
ทั้งนี้ หลักคิดสำคัญคือ “รับเงินอย่างโปร่งใส → บันทึกบัญชีอย่างเป็นระบบ → มีผู้ตรวจสอบอิสระ → เปิดเผยข้อมูลที่ตรวจสอบได้ → มีระบบถ่วงดุลอำนาจ” เพื่อให้ความเชื่อมั่นของประชาชนเกิดจาก “หลักฐาน” มากกว่าการขอให้ประชาชนเชื่อถือเพียงอย่างเดียว
เสนอทบทวนมาตรา 45 ไม่ลดความรับผิด แต่ปรับระบบให้เหมาะยุคปัจจุบัน
อีกประเด็นสำคัญคือสถานะ “เจ้าพนักงาน” ของพระภิกษุซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์และไวยาวัจกร ตามมาตรา 45 โดยความเห็นที่นำเสนอเห็นว่า ควร ทบทวนและปรับโครงสร้างกฎหมาย มากกว่าการคงรูปแบบเดิมไว้ เนื่องจากพระสงฆ์ไม่ได้มีสถานะเช่นเดียวกับข้าราชการ ขณะที่ไวยาวัจกรซึ่งเป็นฆราวาสจิตอาสาอาจไม่กล้าเข้ามาช่วยงานพระศาสนา หากต้องแบกรับความเสี่ยงทางอาญาในสถานะเจ้าพนักงาน
แนวทางที่เสนอจึงไม่ใช่การ “ยกเลิกความรับผิด” แต่เป็นการเปลี่ยนจากการผูกความรับผิดไว้กับสถานะเจ้าพนักงาน ไปสู่การกำหนด หน้าที่ อำนาจ ความรับผิด ระบบตรวจสอบ และกลไกคุ้มครองผู้ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ให้ชัดเจน
ชี้มาตรา 29 ควรทบทวน เปลี่ยน “บังคับสึก” เป็น “พักปฏิบัติหน้าที่”
ส่วนประเด็นมาตรา 29 ซึ่งเกี่ยวกับกระบวนการให้พระภิกษุสละสมณเพศ ดร.สำราญเห็นว่าเป็นเรื่องที่ควรทบทวนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะกรณีที่คดีอาญายังไม่ถึงที่สุด แต่กระบวนการตามกฎหมายอาจนำไปสู่การสละสมณเพศตั้งแต่ชั้นสอบสวน
ข้อเสนอสำคัญคือ เปลี่ยนจากแนวคิด “ถูกกล่าวหาและควบคุมตัว → สละสมณเพศ” เป็น “ถูกกล่าวหา → เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม → พักการปฏิบัติหน้าที่หรือควบคุมตัวอย่างเหมาะสม → ให้ฝ่ายสงฆ์พิจารณาด้านพระธรรมวินัย → เมื่อคดีถึงที่สุดจึงดำเนินการตามผลของคดี”
ทั้งนี้ เอกสารยังเสนอว่าควรจัดสถานที่ควบคุมตัวที่เหมาะสมสำหรับพระภิกษุ และหากภายหลังศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าไม่มีความผิด ควรมีกลไกฟื้นฟูสถานะทางศาสนาและคืนพรรษา เพื่อไม่ให้ผู้บริสุทธิ์ต้องรับผลกระทบที่เยียวยาไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ต้องแยกให้ชัดระหว่าง ข้อเสนอเชิงวิชาการ กับสถานะของกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน โดยเอกสารระบุว่าศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยที่ 22/2565 ว่ามาตรา 29 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ข้อวิจารณ์เรื่องความไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิและพระธรรมวินัยจึงเป็นประเด็นเชิงหลักการและวิชาการ มิใช่ข้อยุติทางกฎหมายในปัจจุบัน
จาก “พระอานนท์” สู่ “สามเณร AI” บทบาทใหม่ของผู้สื่อสารพระธรรม
ดร.สำราญมองว่า เรื่องราวของสามเณรรุ่นใหม่ที่สามารถใช้กล้อง AI ChatGPT Gemini และเครื่องมือตัดต่อวิดีโอได้ สะท้อนให้เห็นว่า การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุคใหม่จำเป็นต้องเข้าใจทั้งพระธรรมและเทคโนโลยี
จากพระอานนท์ผู้ทำหน้าที่จดจำและถ่ายทอดพระธรรมในอดีต วันนี้อาจถึงเวลาที่พระภิกษุและสามเณรรุ่นใหม่จะทำหน้าที่เป็น “นักสื่อสารพระธรรมยุคดิจิทัล” โดยนำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือ แต่ยังคงมีพระธรรมวินัยเป็นหลักยึด
พร้อมกันนี้ ดร.สำราญได้กล่าวชื่นชมและอนุโมทนาบุญกับสามเณรรูปดังกล่าว และเห็นว่าความสามารถของสามเณรเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของ “พุทธศาสนากับ AI” ซึ่งหากได้รับการส่งเสริมอย่างเหมาะสม อาจกลายเป็นพลังสำคัญในการสื่อสารธรรมะให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ในอนาคต

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น