ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มรูปแบบ รายงานวิจัยเรื่อง “ปรัชญาดุริยางค์แห่งอนาคต: การถอดรหัสพันธุกรรมทางธรรมจากสิริจุฑามณชาดกสู่จริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI Ethics) และวิถีชีวิตดิจิทัล” เสนอการตีความใหม่ของวรรณคดีพุทธศาสนาอย่าง สิริจุฑามณชาดก เพื่อสร้างกรอบจริยธรรมรองรับความท้าทายในยุค Artificial Intelligence
ปรัชญาดุริยางค์แห่งอนาคต: การถอดรหัสพันธุกรรมทางธรรมจากสิริจุฑามณชาดกสู่จริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI Ethics) และวิถีชีวิตดิจิทัล
บทนำ: รอยต่อระหว่างยุคสมัยและวิกฤตแห่งตัวตน
ในขณะที่กงล้อแห่งกาลเวลาหมุนเคลื่อนเข้าสู่ทศวรรษที่สามของศตวรรษที่ 21 มนุษยชาติกำลังยืนอยู่บนปากเหวแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วิวัฒนาการ นั่นคือการถือกำเนิดและการแพร่หลายของ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence - AI) เทคโนโลยีที่มิได้ทำหน้าที่เพียงแค่เป็น "เครื่องมือ" (Tool) ในการทุ่นแรงทางกายภาพเฉกเช่นเครื่องจักรไอน้ำในอดีต แต่กำลังก้าวเข้ามาทำหน้าที่เป็น "หุ้นส่วนทางความคิด" (Cognitive Partner) และในบางมิติ ได้กลายเป็น "กระจกเงา" ที่สะท้อนและบิดเบือนตัวตนของความเป็นมนุษย์
ท่ามกลางกระแสธารของข้อมูลมหาศาล (Big Data) ที่ไหลเวียนอย่างเชี่ยวกราก อัลกอริทึมที่ซับซ้อนเกินกว่าจะเข้าใจ (Black Box Algorithms) และความสามารถในการสร้างสรรค์ความจริงเสมือน (Generative AI) ที่แยกไม่ออกด้วยตาเปล่า สังคมโลกและสังคมไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตทางจริยธรรมที่ท้าทายรากฐานของความเชื่อดั้งเดิม
รายงานการวิจัยฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอการวิเคราะห์เชิงลึกที่เชื่อมโยงภูมิปัญญาตะวันออกผ่านวรรณคดีพุทธศาสนาเรื่อง "สิริจุฑามณชาดก" เข้ากับบริบทของสังคมยุค AI โดยมุ่งเน้นการตีความใหม่ (Re-interpretation) ในเชิงสัญญะและปรัชญา เพื่อสังเคราะห์แนวทางในการดำเนินชีวิต (Mode of Living) และกรอบจริยธรรม (Ethical Framework) ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง การศึกษาครั้งนี้มิใช่การนำหลักธรรมมาจับวางอย่างผิวเผิน แต่เป็นการขุดค้นลงไปในนัยยะของ "การเสียสละ" (Dana), "ความจริง" (Sacca), และ "ปัญญา" (Panna) ในชาดก เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาข่าวลวง (Fake News), การเสพติดโซเชียลมีเดีย, ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล, และความปลอดภัยทางไซเบอร์
ส่วนที่ 1: วรรณคดีวิเคราะห์ "สิริจุฑามณชาดก" - สัญญะแห่งการสละและกายภาพที่ถูกแบ่งแยก
1.1 โครงสร้างเรื่องเล่าและบริบททางธรรม
สิริจุฑามณชาดก (Siri Jataka) เป็นหนึ่งในชาดกที่ปรากฏในพระไตรปิฎก ว่าด้วยการบำเพ็ญทานบารมีของพระโพธิสัตว์ ซึ่งเสวยพระชาติเป็น พระเจ้าสิริจุฑามณี กษัตริย์ผู้ทรงธรรมแห่งเมืองพาราณสี
เรื่องราวเริ่มต้นด้วยความสมบูรณ์พร้อมของพระโพธิสัตว์ ผู้ทรงบริจาคทรัพย์วันละ 600,000 กหาปณะผ่านโรงทาน 6 แห่ง
1.2 สัญญะ "พราหมณ์กายครึ่งซีก" และ "การแบ่งภาค"
จุดที่น่าสนใจที่สุดในเชิงสัญลักษณ์นิยม (Symbolism) ของชาดกเรื่องนี้ คือการที่ท้าวสักกเทวราชแปลงกายลงมาเป็น "พราหมณ์ชราผู้มีร่างกายเพียงครึ่งซีก" (Half-bodied Brahmin) เพื่อมาขอส่วนแบ่งร่างกายอีกครึ่งหนึ่งจากพระเจ้าสิริจุฑามณี
ในมิติทางวรรณคดีและคติชนวิทยา สัญลักษณ์ "ร่างกายครึ่งซีก" (Half-body) มักสื่อถึงความไม่สมบูรณ์ (Incompleteness) หรือความต้องการการเติมเต็ม (Yearning for completion)
พระเจ้าสิริจุฑามณีไม่ได้ทรงแสดงความรังเกียจหรือหวาดกลัวต่อร่างกายน่าเกลียดน่ากลัวนั้น แต่กลับทรงโสมนัสยินดีประดุจได้เห็นขุมทรัพย์ การตัดสินใจ "ผ่า" ร่างกายตนเองเพื่อมอบให้ผู้อื่น เป็นการกระทำที่ท้าทายสัญชาตญาณการเอาตัวรอด (Self-preservation) อย่างรุนแรง แต่นี่คือหัวใจของ "ทานบารมี" คือการทำลายกำแพงแห่ง "อัตตา" (Self/Ego) อย่างสิ้นเชิง
1.3 บทบาทของตัวละครแวดล้อม: โครงข่ายการสนับสนุนทางจริยธรรม
ชาดกเรื่องนี้ยังให้ความสำคัญกับ พระนางอทุมาวดี (พระอัครมเหสี) และ พระจันทกุมาร (พระโอรส)
ส่วนที่ 2: ภูมิทัศน์ยุค AI - มนุษย์กึ่งจักรกลและการทดสอบจากฟากฟ้าดิจิทัล
เมื่อนำสิริจุฑามณชาดกมาทาบทับกับบริบทของศตวรรษที่ 21 เราจะพบภาพสะท้อนที่น่าตกใจและชวนให้ขบคิดในหลายมิติ
2.1 มนุษย์ในภาวะ "Half-Body" (Cyborgism Context)
หากพราหมณ์ในชาดกมีร่างกายครึ่งซีก มนุษย์ในยุคปัจจุบันก็กำลังตกอยู่ในสภาวะที่ไม่ต่างกัน ในทางปรัชญาเทคโนโลยี เราได้ก้าวเข้าสู่ยุคของ "มนุษย์กึ่งจักรกล" (Cyborgism) โดยพฤตินัย
ซีกที่เป็นชีวภาพ (Biological Half): คือร่างกายเนื้อหนัง ความรู้สึก เจ็บ ปวด หิว อิ่ม และสภาวะจิตใจที่ยังคงเป็นมนุษย์
ซีกที่เป็นดิจิทัล (Digital Half): คือ "ตัวตนดิจิทัล" (Digital Profile/Avatar) ข้อมูลส่วนบุคคล ประวัติการค้นหา รอยเท้าดิจิทัล (Digital Footprint) และสมาร์ทโฟนที่เปรียบเสมือนอวัยวะที่ 33
เราขาดซีกใดซีกหนึ่งไปไม่ได้ หากขาดอินเทอร์เน็ตหรือ AI ที่ช่วยประมวลผล เราจะรู้สึก "พิการ" ทางความรู้และการติดต่อสื่อสาร ในขณะเดียวกัน หากเราทิ้งซีกที่เป็นมนุษย์ แล้วไปจมดิ่งอยู่ในโลกเสมือน (Virtual Reality/Social Media) เราก็จะกลายเป็นเพียง "ข้อมูล" ที่ไร้จิตวิญญาณ
2.2 AI ในฐานะ "ท้าวสักกะผู้ทดสอบ" (The Digital Tester)
ในชาดก ท้าวสักกะลงมาทดสอบใจพระโพธิสัตว์ด้วยการขอสิ่งที่ให้ยากที่สุด ในยุคนี้ AI และแพลตฟอร์มเทคโนโลยีกำลังทำหน้าที่เสมือนผู้ทดสอบใจเราอยู่ทุกวินาที
การทดสอบเรื่อง "ทาน" (Data): แพลตฟอร์มต่างๆ เรียกร้อง "ข้อมูลส่วนตัว" ของเรา แลกกับความสะดวกสบาย
เรายินดีจะ "ให้" (Give consent) โดยไม่อ่านเงื่อนไขหรือไม่? การทดสอบเรื่อง "สติ" (Attention): อัลกอริทึมของโซเชียลมีเดีย (Recommendation Systems) พยายามดึงดูดความสนใจ (Attention Economy) ของเรา ให้เราจดจ่ออยู่หน้าจอนานที่สุด แลกกับเวลาในการใช้ชีวิตจริง
การทดสอบเรื่อง "สัจจะ" (Truth): Deepfakes และข่าวลวง (Misinformation) ทดสอบวิจารณญาณของเราว่า เราจะเชื่อในสิ่งที่เห็น หรือจะค้นหาความจริง
2.3 วิกฤตจริยธรรม: เมื่อเทคโนโลยีไร้หัวใจ
รายงานสถานการณ์ AI ในประเทศไทยและทั่วโลก
ความไม่เป็นธรรมและอคติ (Bias & Fairness): AI เรียนรู้จากข้อมูลในอดีต ซึ่งมักแฝงด้วยอคติทางเพศ เชื้อชาติ และสังคม ทำให้การตัดสินใจของ AI (เช่น การคัดเลือกคนเข้าทำงาน การอนุมัติสินเชื่อ) อาจซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ
การหลอกลวง (Scams): สถิติการฉ้อโกงออนไลน์ในไทยพุ่งสูงขึ้น โดยมิจฉาชีพใช้ AI สร้างเสียงหรือภาพปลอม (Voice Cloning/Deepfakes) เพื่อหลอกเอาทรัพย์สิน
ปัญหาสุขภาพจิต (Mental Health): การเสพติด AI และโซเชียลมีเดีย นำไปสู่ภาวะซึมเศร้า การเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น (Social Comparison) และการสูญเสียความภาคภูมิใจในตนเอง (Self-esteem)
ส่วนที่ 3: การประยุกต์ใช้หลักธรรมจากสิริจุฑามณชาดก - วิถีแห่ง "พุทธะดิจิทัล"
การจะอยู่รอดและเจริญงอกงามในยุค AI จำเป็นต้องมี "วัคซีนทางจิตวิญญาณ" ซึ่งสามารถสกัดได้จากหลักธรรมสำคัญในสิริจุฑามณชาดก ดังนี้
3.1 ทานบารมีใหม่: จาก "สละอวัยวะ" สู่ "ธรรมาภิบาลข้อมูล" (Data Dana & Governance)
ในชาดก พระราชาสละเลือดเนื้อเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น ในยุคดิจิทัล สิ่งที่มีค่าดั่งเลือดเนื้อคือ "ข้อมูล" (Data is the new oil). การประยุกต์ใช้ทานบารมีจึงมีมิติที่ซับซ้อนขึ้น:
ตารางที่ 1: การเปรียบเทียบและประยุกต์ใช้หลักทานบารมีในยุค AI
| มิติของทาน (Dimensions of Dana) | บริบทในสิริจุฑามณชาดก | การประยุกต์ใช้ในยุค AI (AI Era Application) |
| วัตถุทาน (Material Gift) | ทรัพย์สิน 600,000 กหาปณะ, อาหาร | Data Philanthropy: การบริจาคข้อมูลเพื่อการวิจัยทางการแพทย์ หรือสาธารณประโยชน์ (เช่น ข้อมูลจราจร, ข้อมูลสภาพอากาศ) เพื่อให้ AI ประมวลผลแก้ปัญหาสังคม |
| อภัยทาน (Forgiveness) | ไม่โกรธเคืองผู้มาขออวัยวะ | Cyber-Forgiveness: การให้อภัยต่อความผิดพลาดในโลกออนไลน์ (Digital footprint ในอดีต) และไม่ใช้ AI เพื่อการแก้แค้น (Cyberbullying) หรือขุดคุ้ยประวัติ (Doxing) |
| ธรรมทาน (Dhamma Gift) | ให้โอวาทแก่ประชาชน | Knowledge Sharing: การแบ่งปันความรู้ที่ถูกต้อง (Correct Information) เพื่อฝึกฝน AI (Training Data) ให้ฉลาดและมีจริยธรรม สนับสนุน Open Source AI เพื่อลดการผูกขาดทางเทคโนโลยี |
| อัชฌัตติกทาน (Inner Gift) | สละร่างกาย/อวัยวะ | Ego Transcendence: การสละ "ตัวตนสมมติ" ในโซเชียลมีเดีย ไม่ยึดติดกับยอดไลก์ ยอดวิว หรือภาพลักษณ์ที่ถูกปรุงแต่งโดย AI Filter |
บทวิเคราะห์เชิงลึก:
แนวคิด "Data Altruism" (การเห็นแก่ประโยชน์ผู้อื่นในการให้ข้อมูล) สอดคล้องกับเจตนาของพระโพธิสัตว์ที่ต้องการสละตนเพื่อ "ปัญญา" (พระสัพพัญญุตญาณ) ในบริบทปัจจุบัน การที่เรายินยอมให้ข้อมูล (Consent) เพื่อพัฒนา AI ควรตั้งอยู่บนฐานคิดนี้ คือเพื่อให้ระบบฉลาดขึ้นและกลับมาช่วยเหลือมนุษย์ (เช่น AI วินิจฉัยโรคมะเร็ง) มิใช่ให้ไปเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าของบริษัทเทคโนโลยีเพียงฝ่ายเดียว นี่คือจุดที่ "สติ" ต้องเข้ามากำกับ "ศรัทธา" ในเทคโนโลยี
3.2 สัจจะบารมี: เกราะป้องกัน Deepfakes และมายาคติ
พระเจ้าสิริจุฑามณียึดมั่นในสัจจะวาจา "ตรัสอย่างไร ทำอย่างนั้น" นี่คือคุณธรรมที่จำเป็นที่สุดในยุค Post-Truth (ยุคหลังความจริง) ที่ AI สามารถสร้าง "ความจริงเสมือน" ได้แนบเนียน
ความโปร่งใส (Transparency) คือสัจจะของผู้สร้าง: นักพัฒนา AI และองค์กรต้องยึดหลัก "สัจจะ" โดยการเปิดเผยที่มาของข้อมูล (Explainable AI - XAI) ไม่สร้างอัลกอริทึมที่เป็น "กล่องดำ" (Black Box) ที่ซ่อนเจตนาแอบแฝง
การตรวจสอบ (Verification) คือสัจจะของผู้เสพ: ผู้ใช้งานต้องไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวลวง หรือคลิปเสียงปลอม (Voice Cloning scams) ที่มิจฉาชีพใช้ AI สร้างขึ้น การ "เช็คก่อนแชร์" คือการปฏิบัติธรรมในข้อ "มุสาวาทา เวรมณี" (การงดเว้นจากการพูดเท็จ) ในรูปแบบดิจิทัล
ความจริงใจ (Authenticity) ในการแสดงออก: ในขณะที่ AI สามารถเขียนบทความ แต่งเพลง หรือสร้างศิลปะได้
มนุษย์ควรรักษา "สัจจะแห่งความรู้สึก" (Emotional Truth) ผลงานที่ออกมาจากใจมนุษย์จริงๆ ยังคงมีคุณค่าทางจิตวิญญาณที่ AI เลียนแบบไม่ได้
3.3 ปัญญาบารมีและโยนิโสมนสิการ: การเป็นนายเหนืออัลกอริทึม
พระโพธิสัตว์ใช้ปัญญาพิจารณาเห็นโทษของการยึดติดในกาย จึงสละกายได้ ในยุค AI เราต้องใช้ "โยนิโสมนสิการ" (Critical Reflection) พิจารณาโทษของการยึดติดในเทคโนโลยี
Human-in-the-loop (มนุษย์ในวงโคจร): แม้ AI จะเก่งกาจเพียงใด การตัดสินใจขั้นสุดท้ายในเรื่องคอขาดบาดตาย (เช่น การวินิจฉัยโรคระยะสุดท้าย, การตัดสินคดีความ, การใช้อาวุธ) ต้องมีมนุษย์ผู้มีหัวใจและจริยธรรมเป็นผู้กำกับเสมอ
ปัญญาของ AI เป็นเพียง "ปัญญาจำลอง" (Artificial Intelligence) แต่ปัญญาของมนุษย์คือ "ปัญญาญาณ" (Wisdom/Intuition) ที่ประกอบด้วยความเมตตา การรู้เท่าทัน Big Data: เราต้องตระหนักว่าข้อมูลที่ AI นำเสนอมานั้น ผ่านการกรอง (Filter) ของอัลกอริทึม ซึ่งอาจมีอคติ (Bias) เราต้องไม่เชื่อโดยดุษณี (Blind Faith) แต่ต้องใช้ปัญญาตรวจสอบเทียบเคียงกับแหล่งข้อมูลอื่น
3.4 เมตตาธรรมในโลกจักรกล (Digital Metta)
การที่พระเจ้าสิริจุฑามณีสละกายให้พราหมณ์ คือที่สุดแห่งความเมตตา ในโลกที่เต็มไปด้วย Bots และ AI Agent เราจะแผ่เมตตาอย่างไร?
แนวคิด Digital Bodhisattva (พระโพธิสัตว์ดิจิทัล): นักวิชาการพุทธศาสนาสมัยใหม่เสนอแนวคิดว่า AI สามารถเป็นเครื่องมือของพระโพธิสัตว์ได้ หากถูกออกแบบและโปรแกรมด้วยเจตนาที่ประกอบด้วยกุศล (Wholesome Intention) เพื่อลดความทุกข์ของสัตว์โลก
การพัฒนา AI จึงไม่ควรดูแค่ประสิทธิภาพ (Efficiency) แต่ต้องดูที่ความเอื้ออาทร (Care/Compassion) ด้วย การไม่เบียดเบียน (Ahimsa) ทางไซเบอร์: การใช้ AI ต้องไม่เป็นไปเพื่อการทำลายล้าง การโจมตีไซเบอร์ (Cyber Warfare) หรือการกลั่นแกล้ง (Cyberbullying)
ส่วนที่ 4: บทบาทของสถาบันทางสังคม - ถอดบทเรียนจาก "พระนางอทุมาวดี" และ "จันทกุมาร"
ในชาดก ครอบครัวของพระเจ้าสิริจุฑามณีไม่ได้ขัดขวางการทำความดี แต่เป็น "ลมใต้ปีก" ที่สำคัญ ในยุค AI สถาบันครอบครัวและการศึกษาต้องปรับตัวเพื่อเป็นเกราะป้องกันภัยทางดิจิทัล
4.1 ครอบครัวในฐานะ "Digital Safety Net"
การสร้างภูมิคุ้มกัน: พ่อแม่ต้องไม่เพียงแต่ห้ามลูกเล่นเกมหรือใช้ AI แต่ต้องทำหน้าที่เหมือนพระนางอทุมาวดี คือ "เข้าใจและสนับสนุนในทางที่ถูก" สอนให้ลูกรู้จัก Digital Literacy รู้ทันกลโกง และรู้จักแบ่งเวลา (Digital Detox)
พื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์: เมื่อสมาชิกในครอบครัวเผชิญกับ Cyberbullying หรือความเครียดจากโซเชียล ครอบครัวต้องเป็นที่พึ่งทางใจที่ AI ทดแทนไม่ได้ AI อาจเป็นผู้ฟังที่ดี (Active Listener Bot) แต่ไม่สามารถมอบ "ไออุ่น" แห่งความรักได้
4.2 การศึกษาและองค์กรสงฆ์
หลักสูตรจริยธรรม AI: สถาบันการศึกษาและวัด ควรบูรณาการหลักธรรมเรื่อง "หิริโอตตัปปะ" (ความละอายและเกรงกลัวต่อบาป) เข้ากับการสอนเรื่องเทคโนโลยี
การสอนให้เขียนโค้ด (Coding) ต้องมาคู่กับการสอนให้มีจริยธรรม (Ethics) พระสงฆ์ยุค AI: พระสงฆ์ต้องปรับตัวในการเผยแผ่ศาสนา ใช้ AI เป็นเครื่องมือ (Dhamma Vehicle) เช่น สร้าง Chatbot ตอบปัญหาธรรมะ หรือระบบแปลภาษาบาลี แต่ต้องระวังไม่ให้ AI บิดเบือนคำสอน (Dhamma Distortion)
ส่วนที่ 5: บทสังเคราะห์เชิงปรัชญา - ก้าวข้ามความเป็นมนุษย์ (Transhumanism) ด้วยวิถีพุทธ
5.1 ปุจฉาวิสัชนา: AI บรรลุธรรมได้หรือไม่?
เป็นประเด็นถกเถียงทางปรัชญาที่น่าสนใจ
5.2 การหลุดพ้นจากกับดัก "อัตตาดิจิทัล" (Digital Self-Ensnarement)
สิริจุฑามณชาดกสอนเรื่องการ "สละกาย" เพื่อความหลุดพ้น ยุคปัจจุบันเรากำลังสร้าง "กรงขัง" ให้ตัวเองผ่าน Digital Profile ที่เราต้องคอยดูแลรักษา (Curate) ตลอดเวลา การปฏิบัติธรรมในยุคนี้ คือการตระหนักว่า "ตัวตนในโลกออนไลน์ ก็คืออนัตตา" (Not-self) มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่เที่ยง และควบคุมไม่ได้จริง การถอนความยึดมั่นออกจากยอดไลก์ คอมเมนต์ และภาพลักษณ์ จะทำให้เราเบาใจและเป็นอิสระ (Digital Liberation)
บทสรุป: ดุลยภาพระหว่าง "จักรกล" และ "จิตวิญญาณ"
การเดินทางผ่านเรื่องราวของ สิริจุฑามณชาดก สู่โลกแห่ง ปัญญาประดิษฐ์ ทำให้เราค้นพบสัจธรรมที่ว่า เทคโนโลยีเป็นเพียง "กระจกเงา" ที่ขยายศักยภาพของมนุษย์ ทั้งด้านมืดและด้านสว่าง
หากเราใช้ AI ด้วยความโลภ (Lobha) มันจะกลายเป็นเครื่องมือสูบข้อมูลและเอาเปรียบ
หากเราใช้ด้วยความโกรธ (Dosa) มันจะกลายเป็นอาวุธทำลายล้างและสร้างความเกลียดชัง
หากเราใช้ด้วยความหลง (Moha) มันจะกลายเป็นเครื่องมอมเมาและสร้างโลกมายา
แต่หากเราน้อมนำหลักธรรมของพระเจ้าสิริจุฑามณีมาใช้:
ใช้ ทาน เพื่อแบ่งปันข้อมูลและความรู้
ใช้ สัจจะ เพื่อรักษาความจริงและความโปร่งใส
ใช้ ปัญญา เพื่อกำกับดูแลและรู้เท่าทัน
และใช้ เมตตา เพื่อสร้างเทคโนโลยีที่เกื้อกูลต่อสรรพชีวิต
เราจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ในยุค AI ได้อย่างสง่างาม ไม่ใช่ในฐานะทาสของเทคโนโลยี หรือ "ไซบอร์กที่ไร้หัวใจ" แต่ในฐานะ "มนุษย์ผู้ตื่นรู้" (Awakened Human) ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นนาวาพาตนและสังคมข้ามพ้นห้วงทุกข์ ไปสู่สังคมแห่งปัญญาและสันติสุขที่ยั่งยืน
เรื่องราวของกษัตริย์ผู้เฉือนเนื้อตัวเองในอดีต จึงไม่ใช่ตำนานที่ล้าสมัย แต่เป็น "คำพยากรณ์" และ "คู่มือเอาตัวรอด" ที่แม่นยำที่สุดสำหรับมนุษยชาติในศตวรรษที่ 21 ที่กำลังเฉือน "ความเป็นส่วนตัว" และ "จิตวิญญาณ" ของตนเองสังเวยแด่แท่นบูชาแห่งเทคโนโลยี เราเพียงต้องเลือกว่า จะเฉือนสิ่งเหล่านี้ทิ้งไปเปล่าๆ หรือจะสละออกเพื่อแลกกับ "ปัญญาญาณ" ที่จะทำให้เราเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
รายงานฉบับนี้เรียบเรียงขึ้นจากการสังเคราะห์ข้อมูลพหุวิทยาการ ทั้งพระพุทธศาสนา เทคโนโลยีสารสนเทศ และจริยธรรมศาสตร์ เพื่อตอบสนองต่อพลวัตของโลกยุคใหม่ โดยยึดมั่นในความถูกต้องทางวิชาการและหลักการอ้างอิงที่เชื่อถือได้

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น