วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

วงเสวนาสื่อสางปม "หลวงปู่แสง" ระบุชัดบก.ปฏิเสธรับผิดชอบไม่ได้ แนะอย่าคิดแต่เรตติ้ง ระวังกม.บุกรุก-หมิ่นสงฆ์



นายกสมาคมนักข่าววิทยุฯระบุเรตติ้งอยู่ตัวทำอย่างไรก็ไม่ทะลุเพดานแล้ววอนสื่อย่าเสียจุดยืน กองบรรณาธิการโบ้ยไม่รู้นักข่าวไปทำข่าวอะไรไม่ได้ ต้องเป็นเบ้าหลอมที่ดีให้นักข่าว ส่วนจรรยาบรรณสากลนักข่าวห้ามจัดฉาก   “สุภิญญา”ย้ำสื่อไทยขาดเสรีภาพในการวิจารณ์การเมือง จึงเลี่ยงไปนำเสนอข่าวอื่นจนล้ำเส้นละเมิดสิทธิบุคคล   แนะหาจุดสมดุลยึดประโยชน์ผู้บริโภค ส่วนอัยการเตือนนักข่าวระมัดระวังข้อกฎหมาย 

เมื่อวันพุธที่ 18 พฤษภาคม 2565 ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าวฯ จัดเสวนา “ถอดบทเรียนจริยธรรมสื่อ ทำงาน จัดฉาก ไสยศาสตร์ วงการสงฆ์” โดยมีผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย นายพีรวัฒน์ โชติธรรมโม นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ อดีต กสทช.และผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ Cofact Thailand นายวุฒิชัย พุ่มสงวน ศูนย์อัยการคุ้มครองสิทธิเด็ก เยาวชน และสถาบันครอบครัว 

นายพีรวัฒน์ กล่าวว่า คิดว่ากรณีที่เกิดขึ้นล่าสุดคือ หลวงปู่แสง ญาณวโร แม้ว่าดูว่าเป็นวิกฤตศรัทธาสื่อมวลชนมาก แต่ตนอยากให้เป็นจุดเปลี่ยนคือจุดที่เราจะได้หยุดทบทวนและมองเหตุการณ์ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ถอดบทเรียน แต่นำมาสู่การแก้ไขอย่างจริงจัง ภาวะที่เกิดเวลานี้คือการแข่งขันในอุตสาหกรรมสื่อทีวีดิจิตอลที่วัดกันด้วยเรตติ้ง แต่ตนมองว่าการแข่งขันมันเดินมาถึงจุดที่เรียกว่าคุณทำมากกว่านี้ เรตติ้งก็ไม่เพิ่มมากกว่านี้ 

เพราะกลุ่มคนดูในช่วงไพร์มไทม์มีอยู่ 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ติดตามเรื่องบันเทิงดูละคร เกมโชว์ กับกลุ่มที่สนใจเนื้อหาสาระของรายการข่าว ปัจจุบันนี้รายการข่าวตีตื้นขึ้นมาอยู่ในระดับที่เรียกว่าเกือบทำเรตติ้งไล่หรือชนะละครหลายเรื่อง ดังนั้นจะผลักดันอย่างไร ไม่ว่าเราจะสร้างคอนเทนต์ขนาดไหน เราก็ไม่ทะลุเพดานเรตติ้งที่มีอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อไม่ทะลุเพดานเรตติ้ง รายการทีวีที่เป็นรายการข่าวดังๆ ตนพบว่ามีพื้นที่อยู่ที่ประมาณ 1.5-1.7 พีคอยู่ที่ 2.8 ยกเว้นมีเหตุการณ์สด เช่น กรณีถ้ำหลวง จะทะลุถึง 3 กว่าได้ เมื่อหันมาดูรายได้ก็พบว่ารายได้บนราคาโฆษณาต่อนาทีก็ไม่สามารถเพิ่มรายได้ต่อนาทีได้มากกว่านี้ จึงทำให้บางสถานีต้องมีข่าวช่วงหนึ่ง ช่วงสอง เพื่อเพิ่มนาทีการขายให้มีรายได้มากขึ้น ดังนั้นภาพรวมยังมีโอกาสที่จะสามารถทบทวนได้ว่าการแข่งขันแบบนี้มันคุ้มค่า สร้างรายได้ มากเพียงพอที่จะเสียยืนสื่อหรือไม่

“เคสที่เกิดขึ้นกับหลวงปู่แสงเห็นได้ชัดเลยว่ากระแสโซเชียลหรือกระแสสังคม มีความไม่ยอมรับชัดเจนเกิดขึ้นและเมื่อสูญเสียตรงนี้ มันทำให้เห็นภาพว่าถ้ายังคงอยู่อย่างนี้ต่อไป โอกาสที่จะทำให้เกิดการแข่งขันหรือสิ่งที่คิดว่าจะสร้างเรตติ้งและรายได้มีโอกาสที่จะกระทบกระเทือน ผมถึงอยากจะมองภาพรวมว่ากระบวนการทำงานของสื่อที่อยู่ภายใต้เชิงพาณิชย์น่าจะถึงเวลาที่ต้องทบทวน สิ่งที่เกิดขึ้นภาพที่เราเห็นเป็นแค่ปลายเหตุ การแข่งขันที่รุนแรงทำให้การบริหารจัดการกองบรรณาธิการ รายการข่าว เนื้อหา ขาดความละเอียดอ่อน ขาดความรัดกุม ขาดการตรวจสอบ จึงทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมา เด็กคนเดียวไม่สามารถสร้างสิ่งเหล่านั้นได้ ถ้าเกิดเรามีมาตรฐานการควบคุมที่ดี สิ่งที่เกิดท่ามกลางการแข็งขันของรายการจึงบีบคั้นให้ผู้ที่ทำงานต้องทำทุกทางเพื่อให้ได้มาซึ่งคอนเทนต์ นอกจากนั้นมาตรฐานของผู้สื่อข่าวยังเป็นเรื่องของตัวตนในโซเชียลเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้การมีตัวตนต้องแสดงออกด้วยพฤติกรรมบางอย่าง เพราะคนที่ทำแบบนี้ได้รางวัล ได้รับการยอมรับและมีตัวตนในโซเชียลมีเดีย”นายพีรวัฒน์ กล่าวและว่า

ในทางกลับกันจึงได้เห็นว่าบวกกับลบนั้นอยู่ใกล้เคียงกันมาก เมื่อคุณพลาดมันลบแล้วก็ลงเหวทันที ถ้าเราทบทวนให้เห็นได้ว่ากระบวนการจัดการเนื้อหา กระบวนการสร้างตัวตนบนวิชาชีพสื่อ ใช้มาตรฐานปกติในการสร้างตัวตนบนโซเชียลมีเดียไม่ได้ ถึงเวลาที่ต้องมาคิดว่าเบ้าหลอม แม่พิมพ์ของคนที่จะทำให้คนที่จะก้าวเข้ามาสู่อาชีพผู้สื่อข่าว มองเห็นแล้วอยากเป็นตามนั้นเป็นรูปแบบไหน ทั้งนี้เราตั้งคำถามว่าจบที่ผู้สื่อข่าวแล้วจบจริงหรือไม่ สังคมกำลังตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับนักข่าวและทีมที่ไปกับหมอปลาสามารถมีอำนาจในการตัดสินใจทำข่าวได้จริงหรือ ในฐานะที่ตนเคยผู้บริหารกองบรรณาธิการหลายแห่ง เป็นขั้นตอนปกติมากที่ก่อนจะส่งผู้สื่อข่าวลงพื้นที่จะต้องมีการประชุมหารือกันว่าไปทำอะไร ข่าวอะไร ตัวละครเป็นใคร และมีประเด็นนี้จะเล่นแค่ไหน

“กองบรรณาธิการปฏิเสธการไม่รับรู้ไม่ได้ แต่ถ้าปฏิเสธว่าไม่รู้เลยว่านักข่าวไปทำข่าวอะไร อันนี้หนักกว่ารู้ เพราะมีการเบิกรถ อุปกรณ์ เครื่องมืออะไรต่างๆ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ขออนุญาตต้นสังกัดก่อน สิ่งที่กองบรรณาธิการหลีกเลี่ยงไม่ได้คือไม่รู้ว่านักข่าวไปทำอะไร แม้จะเป็นข่าว ว. 5 หรือลับขนาดไหน ที่สำคัญข่าว ว.5 เขาไม่ทำข่าวหมู่ แต่ต้องเป็นข่าวเดี่ยว และมีจรรยาบรรณสากลว่าผู้สื่อข่าวไม่สามารถเป็นตัวละครในข่าวหรือจัดฉากขึ้นเองได้ และก่อนออกอากาศก็ต้องมีการกลั่นกรองด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่ในเชิงการทำงานแนวสืบสวนสอบสวน ขาดการแวงแผนในการทำงานและการตรวจสอบอย่างชัดเจน ดังนั้นถ้ามีแผนในการทำงานที่ดีนักข่าวที่ต้องรับเคราะห์ต้องออกจากการทำงานก็จะไม่เกิดขึ้น ถ้าเบ้าหลอมหรือแม่พิมพ์เขาดี เขาจะรู้เลยว่าเขาทำได้หรือไม่ได้แค่ไหน”นายกสมาคมนักข่าววิทยุฯ ระบุ

น.ส.สุภิญญา กล่าวว่าเนื่องจากยุคปัจจุบันสื่อมีข้อจำกัดในประเด็นทางการเมือง เช่น วัคซีน หรือการตรวจสอบภาครัฐ จนถูกฟ้องร้อง ทำให้สื่อต้องไปเสนอเรื่องที่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เช่น กรณีบ้านกกกอก หรือกรณีหลวงปู่แสง ซึ่งเป็นจุดวิกฤตของสื่อไทยที่ถูกวิจารณ์ ขณะเดียวกันการกำกับดูแลของ กสทช.ก็ถือว่ายังไม่ได้ดุล ถ้าออกมาเตือน มีบทลงโทษในการละเมิดสิทธิเด็ก หรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ไม่ปล่อยจนทำให้สื่อยังทำตามกันไปจนเกิดกระแสตีกลับในครั้งนี้ จึงเป็นจุดที่เราต้องช่วยกันวางเส้นใหม่ที่ทั้งสื่อและกสทช.ต้องร่วมมือกัน 

อีกทั้งกรณีหลวงปู่แสงเราจะเห็นว่าพลังของผู้บริโภคคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในการแทรกแซงสื่อให้อยู่หมัด จนเป็นครั้งแรกที่เห็นองค์กรสื่อออกมาแสดงความรับผิดชอบกันมากขนาดนี้ จึงน่าจะเป็นจุดที่ดีในการแปรวิกฤตให้เป็นโอกาสในการหาจุดสมดุลร่วมกัน โดยยึดประโยชน์สาธารณะเป็นตัวตั้ง

นายวุฒิชัย กล่าวว่า  เวลาสื่อไปทำข่าวไม่ว่าจะเข้าไปในบ้านร้าง หรือรายการผีต่างๆ มีข้อกฎหมายในเรื่องการบุกรุกเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเข้าไปโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต การไปทำข่าวจึงต้องดูว่าเจ้าของอาคารสถานที่เขาอนุญาตหรือไม่ นอกจากนั้นข้อกฎหมายที่นักข่าวมักเจอคือ การดูหมิ่นซึ่งหน้า หมิ่นประมาท ดูหมิ่นศาล ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน มาตรา 112 ที่ต้องระวังอีกมาตราที่เข้ามาใหม่ คือ มาตรา 366/4 ดูหมิ่นเหยียดหยามศพ เป็นต้น เป็นสิ่งที่ผู้สื่อข่าวต้องระมัดระวังในการทำงาน นอกจากนั้นตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ดูหมิ่นพระสังฆราช ดูหมิ่นคณะสงฆ์ ความผิดเกี่ยวกับการศาสนา เป็นสิ่งที่สื่อต้องระมัดระวังในการทำหน้าที่ และขอย้ำว่าสื่อมืออาชีพคือสื่อที่รับผิดชอบต่อสังคม ถ้าเมื่อไรคุณรับผิดชอบต่อสังคม ถึงคุณจะมีมือถือเครื่องเดียวคุณก็คือสื่อมืออาชีพ

ส่วนนักข่าวที่ถูกให้ออกสามารถอุทธรณ์ได้หรือไม่นั้น นายวุฒิชัย กล่าวว่า กรณีนายจ้างและลูกจ้างในบริษัทเอกชน เราสามารถไปฟ้องที่ศาลแรงงานกลางได้ โดยไม่ได้ต้องทนาย และมีนิติกรคอยช่วยให้คำปรึกษาได้ ว่าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมหรือไม่ ส่วนการอุทธรณ์นั้นหมายถึงการทำงานในหน่วยงานภาครัฐมากกว่า ขณะที่การโต้แย้งคำสั่งภายในองค์กรได้หรือไม่นั้นก็แล้วแต่เป็นเรื่องภายในขององค์กรที่สังกัดว่าสามารถทำได้หรือไม่


วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

กมธ.ศาสนาฯสภาฯรับเรื่องปม"หมอปลา ยันไม่นำการเมืองมาพัน ไม่เป็นศาลเตี้ยชี้ถูกผิดรวบรวมข้อมูลส่งต่อ


เมื่อ​ วันพุธที่ 18 พฤษภาคม 2565 เวลา 09.45 น. ณ จุดรับยื่นหนังสือ ชั้น 1 (โซนกลาง) อาคารรัฐสภา นางพรเพ็ญ บุญศิริวัฒนกุล รองประธานคณะ กมธ. การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม คนที่หนึ่ง พร้อมด้วยนายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล รองประธานคณะ กมธ. คนที่สอง และคณะ รับยื่นหนังสือจาก นายสายันต์ สายเจียง เลขาธิการองค์กรประสานงานกลางพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย และคณะ กรณีนายจีรพันธ์ เพชรขาว หรือหมอปลา บุกรุกวัดป่าดงสว่างธรรม อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร อันเป็นพฤติการณ์ที่ทำร้ายจิตใจชาวพุทธเป็นอย่างยิ่ง และเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย จึงขอให้คณะ กมธ. ตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว 

โดยนางพรเพ็ญ กล่าวว่า ขอขอบคุณองค์กรประสานงานกลางพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ที่มีความห่วงใยต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งคณะ กมธ. มีความรักและความห่วงใยต่อทุกศาสนา และไม่นำเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องในการทำหน้าที่ภายในคณะ กมธ. ตลอดจนมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำนุบำรุงและปกป้องทุกศาสนาอย่างเท่าเทียมกัน 

"ทั้งนี้ โดยส่วนตัวมีความเห็นว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์เกี่ยวเนื่องกับศาสนา เราไม่ควรเอาตัวเองเป็นตุลาการในการชี้ผิดหรือถูก แต่หากพบพระสงฆ์กระทำความผิดจริงก็ควรร้องเรียนไปทางฝ่ายสงฆ์ให้ดำเนินการตามขั้นตอน หรือหากเป็นความผิดทางกฎหมาย ก็ควรแจ้งความเอาผิดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งคณะ กมธ. เองไม่มีอำนาจหน้าที่ในการชี้ความผิดดังกล่าวว่าถูกหรือผิด โดยจะรับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาเพื่อรวบรวมข้อมูลให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคมต่อไป" นางพรเพ็ญ กล่าว

ทำไมการขอโทษไม่สำเร็จยิ่งทวีขัดแย้งขั้นรุนแรง อ.สันติศึกษา"มจร" แนะต้องทำอย่างจริงจังตามหลักพุทธสันติวิธี



 วันพุธที่ 18 พฤษภาคม 2565  พระปราโมทย์  วาทโกวิโท,ดร.วิทยากรต้นแบบสันติภาพ อาจารย์หลักสูตรสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) เลขานุการศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน มจร  เปิดเผยว่า คำถามคือ ทำไมการขอโทษจึงไม่ได้ผลไม่สำเร็จ? โดยเฉพาะประเด็นในสังคมไทยปัจจุบัน ถ้ามองผ่านสันติศึกษาควรจะมองอย่างไร ? สิ่งที่เกิดขึ้นมันสร้างความเจ็บปวดอย่างมาก ซึ่งประเด็นแบบนี้แม้พระพุทธเจ้ายังเคยถูกกระทำเมื่อพระองค์เป็นศาสดา ซึ่งพระองค์บำเพ็ญบารมีอย่างยิ่งยวดคือ ขันติบารมีอย่างยิ่งยวด โดยจากสถานการณ์ตามข่าวจนนำไปสู่การขอโทษ การขอขมากรรมผ่านภาพ ซึ่งหัวใจของคนที่ให้อภัยได้ถือว่ายิ่งใหญ่มาก เพราะคนอ่อนแอให้อภัยใครไม่ได้จริงๆ คนที่สามารถให้อภัยได้จะต้องเป็นคนเข้มแข็งเท่านั้น เพราะมันเจ็บปวด

บางกลุ่มไม่ยอมรับการขอโทษและขอขมากรรมเพราะรู้สึกเจ็บปวดหรือทำเกินไป ทำให้องค์กรต้นสังกัดมีมติให้พ้นจากตำแหน่งการทำงานเพื่อลดกระแสขององค์กร แสดงให้เห็นถึงความเร็ว ความไว ความแรงของภาวะจิตใจและเทคโนโลยีที่เป็นมิจฉาทิฐิ รวมถึงการขาดโยนิโสมนสิการ ขาดการพิจารณาโดยกาลามสูตรในการพิจารณาอย่างมาก ทำให้เกิดประเด็นสร้างความขัดแย้ง  โดยความขัดแย้งจึงเกิดจากคำว่า ล่วง เพราะเห็นต่างจะนำไปสู่คำว่า ล่วง เพราะคำว่าล่วงที่เกิดสันติสุข ปนะกอบด้วย ล่วงรู้ =ฉลาดมีปัญญา ล่วงลุ=เกิดผลสำเร็จ ล่วงหน้า=มีความเจริญ  แต่มีล่วง 5 ประเภทที่นำไปสู่ความขัดแย้งแบบฝังรากลึก จากการศึกษามิติการจัดการความขัดแย้ง สิ่งที่เป็นสาเหตุที่นำไปสู่ความขัดแย้ง ประกอบด้วย 5 ล่วง คือ

1) #ล่วงเกิน  เป็นการล่วงเกินกันด้วยกาย วาจา ใจ ใช้ความรุนแรงล่วงเกิน นับว่าเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะอะไรที่มันเกินๆ มักจะไม่พอดี การล่วงเกินกันจึงเป็นการก่อเวรกรรมต่อกัน ถ้าเราไม่สามารถอโหสิกรรมให้กัน ใครล่วงเกินเรา เราก็อยากให้เขาขอโทษ  แต่เราล่วงเกินใคร เราเคยคิดจะขอโทษหรือไม่ ? ล่วงเกินจึงเป็นการวีซ่าให้กับเจ้ากรรมนายต่อไป จึงระวังการล่วงเกินบุคคลที่คู่ขัดแย้งเคารพนับถือ หรือ ล่วงเกินบุคคลเป็นผู้คนเคารพนับถือ ประเด็นล่วงเกินแบบเจตนาจึงเป็นบ่อเกิดของการสร้างกรรม  

2) #ล่วงล้ำ เป็นการล่วงล้ำเขตแดน ดินแดน บุกรุกพื้นที่สาธารณะ ที่ดิน ไร่สวน บุกรุกวัดวาอาราม มองผ่านๆ อาจจะเป็นเรื่องธรรมดา แต่การล่วงล้ำนี่คือ เป็นต้นเหตุของการใช้ความรุนแรงมามากแล้ว โดยเฉพาะเรื่องเขตแดนที่ดินที่สวน ที่ส่วนตัว มีการล่วงล้ำกันนำไปสู่การขึ้นศาลฟ้องร้องกันมามากแล้ว จนมีคำกล่าวว่า "ถ้าจะมีเรื่องฟ้องร้องกินขี้หมาดีกว่า" มิติของการล่วงล้ำจึงต้องอาศัยการเจรจาไกล่เกลี่ยพูดคุย เพื่อหาทางออกร่วมกันอย่างสันติวิธี สิ่งที่พึงตระหนักคือ อย่าใช้ความรุนแรงเด็ดขาดในการหาทางออกแบบสันติวิธี 

3) #ล่วงเลย เป็นการล่วงเกี่ยวกับเวลา หรือ การละเลยไม่สนใจ อยู่ตามยถากรรม ปล่อยทิ้ง การล่วงเลยเวลาผ่านไปแล้วผ่านไปเลย มีคำกล่าวว่า " เป็นนักพูดอย่าให้เกินเวลา เป็นนักศรัทธาอย่าให้เกินกำลัง " อะไรที่ดีๆ ถ้าล่วงเลยไปก็ทำให้ของดีเป็นของเสียไป  ชีวิตของเราปล่อยให้ล่วงเลยโดยไม่ทำอะไรเลยก็ไม่มีประโยชน์อะไร การล่วงเลย จึงก่อให้เกิดความขัดแย้งในกับตนเองและผู้อื่น เพราะความไม่พอดี  มันเลยไปเยอะ จึงเกิดความขัดแย้ง ล่วงเลยหรือละเลยบุคคลสำคัญของชีวิต เช่น ไม่ดูแลบิดามารดา ตามหน้าที่ของทิศ 6 ในทางพระพุทธศาสนา 

4) #ล่วงละเมิด  เป็นการล่วงที่ก่อให้เกิดความรุนแรงทางความรู้สึกมากๆ  เช่น การล่วงละเมิดทางเพศ นำไปสู่ความเจ็บปวดเป็นอย่างมาก เพราะเป็นความรุนแรงทางด้านร่างกายและจิตใจ  รวมไปถึงการล่วงละเมิดสิทธิ ทรัพย์สินของบุคคลอื่นๆ นำไปสู่ความขัดแย้ง แม้แต่การล่วงละเมิดทางวาจากล่าวจาบจ้วงบุคคลอื่น ด้วยคำพูดที่ใส่ร้ายป้ายสี พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ  พูดเพ้อเจ้อ  ล้วนแต่ละเมิดบุคคลอื่น นำไปสู่ความขัดแย้งอย่างแน่นอน พึงระวังมาก แม้แต่ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ยังให้ความใส่ใจอย่างมาก ปัจจุบันเราเห็นการล่วงเมิดกันด้วยการสื่อสารที่ละเมิดกันผ่านการสื่อสารด้วยทักษะการเขียน รวมถึงการล่วงละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น  

5) #ล่วงลับ  การที่เราทำให้บุคคลอื่นต้องล่วงลับตายจากไปเพราะความประมาทของเรา หรือ ความมึนเมาของเรา เช่น ขับรถด้วยความเร็ว ทำให้เกิดอุบัติเหตุจนนำไปสู่ให้บุคคลอื่นล่วงลับไป ย่อมก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างแน่นอน หรือ มีบุคคลล่วงลับเพราะโทสะความโกรธของเรา ทำให้ทำร้ายร่างกาย เบียดเบียนคนอื่น เหล่านี้ล้วนแต่เป็นบ่อเกิดของความขัดแย้ง การล่วงลับมันหมายชีวิตของคนหนึ่งคน เราจึงต้องมีสติในการดำเนินชีวิต เพราะบางคนมีคติ "ชีวิตต้องแลกด้วยชีวิต"

คำว่าล่วงที่นำไปสู่ความขัดแย้งนั้น เป็นความขัดแย้งภายใน ย่อมเกิดปฏิฆะ คือ ความขุ่นข้องหมองใจกัน เป็นความขัดแย้งภายในจิตใจ ถ้าไม่ได้รับการเยียวยาจะนำไปสู่ความรุนแรง ถือว่าเป็นระเบิดเวลา การขอโทษเป็นเครื่องมือที่เยียวยาที่ดีที่สุดในโลก จึงควรหาทางป้องกันไม่ให้เกิดการล่วง แต่ถ้าล่วงแล้วควรใช้แนวทางของปธาน ๔ ในทางพระพุทธศาสนา คือ แก้ไข และ เยียวยา ซึ่งเมื่อล่วงแล้วจะหาทางออกอย่างไรให้เจ็บน้อยที่สุด  จึงควรใช้วิธีการสื่อสารตามแนวพุทธศาสนา ประกอบด้วย จริง ไพเราะ เหมาะกาล ประสานสามัคคี มีประโยชน์ ประกอบด้วนเมตตา ควรใช้อำนาจร่วมมากกว่าอำนาจเหนือ วิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดจะต้องใช้อำนาจร่วมมือและอำนาจภายในจิตใจ หาความต้องการที่แท้จริง

คำถามคือ ทำไมการขอโทษจึงไม่สำเร็จผล เพราะไม่ได้เข้าไปเยียวยาความเจ็บปวดที่ถูกกระทำไว้ ที่เข้าไปล่วงล้ำ ล่วงเกิน ล่วงเลย ละเมิด  ล่วงลับ โดยมีการนำเสนอแต่เอกังสวาทีคือเสนอมุมเดียวเท่านั้น การนำเสนอข่าวสารจะต้องนำเสนอแบบวิภัชชวาทีคือ นำเสนอให้เกิดการแยกแยะ ไม่ใช่มุ่งยอดไลฟ์เท่านั้น ข่าวควรมีความจริงความดีความงามในการสื่อสารออกไป ถ้าจะสื่อสารความไม่ออกไปจะต้องใช้การพิจารณาโดยละเอียดผ่านโนยิโสมนสิการ  เพราะข่าวประกอบด้วย ข่าวทั่วไป ข่าวดราม่า ข่าวสร้างคุณค่า แม้จะเป็นข่าวดราม่าจะต้องสะท้อนให้ทราบว่า เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า นิโรธการนำเสนอข่าวควรเป็นสัมมาทิฐิมากกว่ามิจฉาทิฐิ 

หลักสูตรสันติศึกษามหาจุฬาจึงขอนำเสนอกระบวนการขอโทษอย่างจริงจังตามหลักพุทธสันติวิธี ประกอบด้วย 1 ขั้นตอน คือ 1)ต้องมีสติดับอารมณ์สร้างการรับฟังค้นหาความจริงของความจริง 2)บอกว่าฉันเสียใจอย่างยิ่งกับเรื่องที่เกิดขึ้น 3)ไม่ว่าจะเป็นการกระทำใดๆก็ตามที่ผ่านมาในสิ่งที่ฉันกระทำลงไป 4)มันทำให้คุณเจ็บปวดจากการกระทำของฉันอย่างมาก เข้าใจความรู้สึกอย่างยิ่ง โดยเข้าไปรับรู้ความรู้สึกถึงความเจ็บปวด 5)ฉันขอรับผิดชอบทั้งหมดจากการกระทำของฉัน ขอให้คุณยกโทษจากการกระทำผิดนี้  6)ฉันขอโทษขอขมากรรมด้วยการสำนึกผิดจริงๆ เช่น พิธีขอขมา การทำการลงโทษผ่านชดใช้ หรือ พิธีกรรม ดอกไม้ธูปเทียน7)ฉันขอสัญญาว่าจะไม่ให้เกิดการกระทำแบบนี้ขึ้นอีกโดยเด็ดขาด จึงสะท้อนคำว่า "ผิดมากผิดน้อยไม่สำคัญ มันคือผิดแต่สำคัญที่ว่าสำนึกผิดหรือ" โดยจะต้องมีสติเป็นฐานการสำนึกผิดในการกระทำนั้นๆ ที่ผ่านการล่วงทั้งปวง        


วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์ "มจร" มรณภาพ สิริอายุ 62 ปี



วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระครูโสภณพุทธิศาสตร์ (เชี่ยว ชิตินฺทฺริโย) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา กรุงเทพฯ รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแผ่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) ได้มรณภาพลงอย่างสงบแล้วเนื่องจากเกิดอาการวูบและล้มในห้องน้ำ  สิริอายุ 62 ปี โดยทางวัด และมจร จะมีการแจ้งรายละเอียดการจัดพิธีสวดอภิธรรม และสาเหตุการมรณภาพต่อไป

พระเมธีธรรมาจารย์ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา มจร กล่าวว่า อาตมาได้รับมอบหมายจากอธิการบดี มจร เป็นผู้แทนมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ให้เดินทางไปที่วัดปทุมคงคาราชวรวิหาร (คณะ4 )เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ เพื่อดูแลประสานงาน กรณี ได้รับแจ้งว่า พระครูโสภณพุทธิศาสตร์,ผศ.ดร.(เชี่ยว ชิตินฺทริโย ,ตอทองหลาง)มรณภาพ ไปถึงกุฏิ คณะ 4 เวลาประมาณเที่ยงได้พบหลวงพ่อ พระมหาเสงี่ยม อายุ81 ปี เจ้าคณะ น้องสาว ของพระครูโสภณพุทธิศาสตร์ คณะสงฆ์ ญาติโยม และมูลนิธิปอเต๊กตึ๊ง หลวงพ่อพระมหาเสงี่ยม เจ้าคณะ4 เล่าว่า ปกติคณะนี้อยู่ด้วยกัน 3 รูป เจ้าคณะอายุ 81 ปี พระครูโสภณพุทธิศาสตร์(เชี่ยว ชิตินฺทริโย) อายุ 61 ปีและพระอีก 1 รูป 

พระเมธีธรรมาจารย์ ได้ทราบจากหลวงพ่อพระมหาเสงี่ยมต่อว่า เช้าวันที่ 15 ก่อนเวลา 07:00 น. ยังพบพระครูโสภณพุทธิศาสตร์ เดินอยู่บนคณะและหลังจากนั้นก็ไม่ได้พบกันอีกเลย จนเช้าวันนี้ (17 พค.) เดินมาดูที่ห้องเห็นไฟเปิด ประตูห้องเปิดแต่ไม่พบท่านพระครูฯไปดูที่ห้องน้ำด้านล่าง ซึ่งเป็นห้องน้ำส่วนตัวท่าน ล๊อคกลอนข้างใน เปิดไฟ และมีกลิ่นเน่าเหม็นรุนแรง จึงเรียกให้คนพังประตูเข้าไปดู ก็เห็นสภาพเป็นศพอยู่ในห้องน้ำ นี่คือคำบอกเล่าจากเจ้าคณะที่เห็นเหตุการณ์ท่านแรก

"หลังจากนั้น อาตมาก็ได้คุยร่วมกันกับเจ้าคณะ ญาติ และฝ่ายมหาจุฬาฯ ก็ได้มอบหมายให้ติดตามเรื่องและรับศพจากสถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อนำมาประกอบพิธี ณ วัดปทุมคงคาราชวรวิหารต่อไป ส่วนพิธีจะเริ่มวันไหน กี่วัน พระเดชพระคุณเจ้าอาวาส คณะสงฆ์ จะแจ้งให้ทราบต่อไป" พระเมธีธรรมาจารย์  กล่าวและว่า 

เบื้องต้นจึงแจ้งให้ทุกคนทราบว่า พระครูโสภณพุทธิศาสตร์,ผศ.ดร.( เชี่ยว ชิตินฺทริโย/ตอทองลาง) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา ราชวรวิหาร รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแผ่ มจร ได้มรณภาพแล้ว ส่วนสาเหตุของการมรณภาพต้องรอผลการพิสูจน์จากสถาบันนิติเวช ต่อไป ซึ่งก็ได้แต่ทราบว่าท่านมีโรคส่วนตัวอยู่หลายโรค

พระครูโสภณพุทธิศาสตร์ วิสาขบูชา: วันแห่งการกล่าวคำอำลาครั้งสุดท้าย

ทางด้าน พระครูปลัดปัญญาวรวัฒน์,ศ.ดร. ผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา  มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) และผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ มจร เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊ก  Hansa Dhammahaso ว่า  พระครูโสภณพุทธิศาสตร์ วิสาขบูชา: วันแห่งการกล่าวคำอำลาครั้งสุดท้าย



"มาให้กำลังใจทีมงานประชาสัมพันธ์ก่อนเสร็จหรือ??ท่านรองอธิการบดี"  หลวงพ่อพรหมบัณฑิต (กรรมการมหาเถรสมาคม อดีตอธิการบดี มจร) กล่าวทักทายพระครูโสภณพุทธิศาสตร์ หรือ อ.เชี่ยว รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์ มจร คำตอบที่ได้คือ รอยยิ้ม พร้อมกับการน้อมกายไหว้ อันเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวคือ พูดน้อย นิ่งขลึม และอ่อนน้อมถ่อมตน

อาจารย์เชี่ยว เป็นอดีตเลขานุการคณะพุทธศาสตร์ มจร ที่คอยทำหน้าที่จับปูใส่กระด้ง ตอนที่ผู้เขียนเป็นอดีตนิสิตคณะพุทธศาสตร์  ท่านคอยตามเก็บพวกเราที่ออกจากเรือนกรรมฐาน แล้วออกไปพักข้างนอกนานเกินไป ท่านก็จะคอยถามให้เข้ามาปฏิบัติกรรมฐาน หลักจากนั้น ท่านไปเรียนต่อที่อินเดีย กลับมาเป็นทำงานที่คณะครุศาสตร์จนเจริญเติบโตเป็นคณบดี และต่อเนื่องมาจนถึงรองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์ มจร

13 พฤษภาคม 2565 ท่านอาจารย์ได้เดินทางไปศูนย์ประชุมสหประชาชาติช่วงเวลา 15:00 น. เพื่อมาให้กำลังใจช่วงท้ายก่อนที่หลวงพ่อพระพรหมบัณฑิตจะกล่าวปิดงานช่วงเวลา 17:00 น.   ช่วงท้ายหลังจากถ่ายรูปหมู่ด้วยกันแล้ว และก่อนจะแยกย้ายจากกัน ผู้เขียนได้เข้าไปกราบขอบคุณ และกราบลาท่าน ท่านอาจารย์ได้บีบมือผู้เขียนและพูดกับผู้เขียนครั้งสุดท้ายก่อนออกจากห้องประชุมด้วยเสียงที่ค่อนข้างจะนิ่งเงียบว่า ทำดีแล้ว... ช่วยกัน!! ช่วยกัน!!

เหตุผลเบื้องลึกของการจากลา ยากที่จะพรรณาและอรรถาธิบาย แต่ตลอดเวลาของการรู้จักและทำงานกับท่านอาจารย์นั้น เราได้เห็นพลังของการทุ่มเท และเสียสละ อุทิศตนทำงานรับใช้มหาจุฬาฯ และพระพุทธศาสนามาอย่างต่อเนื่อง จนถึงวันวิสาขบูชา.วันสำคัญสากลของโลก ปี 2565 

ขอบุญบารมีที่เพียรสร้าง ได้โปรดนำทางให้ท่านอาจารย์อยู่เย็นเป็นสุขในร่มธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกภพทุกชาติ ตราบจนบรรลุมรรค ผล นิพพาน จงทุกประการ ด้วยเทอญฯ


ทั้งนี้พระครูโสภณพุทธิศาสตร์ เป็นบุคลากรสำคัญของมจร ทำงานในมจร มาตั้งแต่พ.ศ. 2533 เป็นนิสิตทดลองปฏิบัติงานคณะพุทธศาสตร์ พ.ศ. 2534 เป็นพนักงานพิมพ์ดีด คณะพุทธศาสตร์ พ.ศ. 2535 เป็นเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป คณะพุทธศาสตร์ พ.ศ. 2535 เป็นรักษาการเลขานุการคณะพุทธศาสตร์ พ.ศ. 2537 เป็นเลขานุการคณะพุทธศาสตร์ พ.ศ. 2555 เป็นผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการวิทยาเขต พ.ศ. 2548 เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาหลักสูตรและการสอนสังคม พ.ศ. 2548 เป็นผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการวิทยาเขต พ.ศ.2553 เป็นรักษาการผู้อำนวยการกองแผนงาน พ.ศ. 2553 เป็นผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการวิทยาเขต พ.ศ. 2557 เป็นรักษาการผู้อำนวยการกองกิจการวิทยาเขต พ.ศ.2557 เป็นผู้ช่วยอธิการบดี ฝ่ายบริหาร พ.ศ.2557 เป็นคณบดี คณะครุศาสตร์ พ.ศ.2561 ถึงปัจจุบัน เป็นรองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแผ่

"พระสงฆ์-ผู้แทนองค์กรพุทธ" จัดพิธีพุทธบูชา วิสาขบูชารำลึกที่ทำเนียบขาว



วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม 2565 เฟซบุ๊ก"Thanat Inthisan" พระวิเทศรัตนาภรณ์  (ดร.พระมหาถนัด  อินทิสัน พธ.บ.36) เลขาธิการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา วัดไทยกรุงวอชิงตัน ดีซี   ได้โพสต์ภาพและข้อความว่า พิธีพุทธบูชา วิสาขบูชารำลึก (Vesak in White House 2022) ฉลองวิสาขบูชาที่ทำเนียประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดยคณะกรรมการบริหารองค์กรสมาคมชาวพุทธนานาชาติ (international Buddhist Association of America IBAA) พระวิเทศรัตนาภรณ์ เป็นผู้แทนชาวพุทธเถรวาท พร้อมด้วยพระเกาหลี ภิกขุณีเกาหลี และพระทิเบต พร้อมด้วยประธานมูลนิธิแสงพุทธธรรม Mrs. Wangmo Dixey and Matt Reagan เลขานุการ IBC ทำพิธีที่ห้องทำงานรองประธานาธิบดี Kamala Harris ตอนบ่ายสองโมงวันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม 2565



พิธีเริ่มโดย Mr. Second Gentleman (สามีของรองประธานาธิบดี) กล่าวต้อนรับคณะกรรมการ IBAA จากนั้น Mrs. Wangmo Dixey กล่าวแนะนำคณะกรรมการบริหารองค์กร IBAA จบแล้วนิมนต์พระวิเทศรัตนาภรณ์ สวดพุทธคุณ พร้อมด้วยกล่าวสุนทรพจน์เรื่องความสำคัญของวันวิสาขบูชา แล้วต่อด้วยพระเกาหลีสวดมนต์ พระทิเบตสวดมนต์ จากนั้นเชิญแขกผู้มีเกียรติ นำโดย Mr. Second Gentleman จุดเทียนบูชาพระพุทธรูป และผู้แทนองค์กรตามลำดับ จบแล้ว



มอบของที่ระลึกแก่ท่านประธานาธิบดีโจ ไบเด็นและภริยา (เศียรพระพุทธรูปภายในใบโพธิ์) และมอบแก่รองประธานาธิบดี เป็นภาพพระพุทธรูปปิดทองเครื่องเขิน และคณะทีมงานที่จัดต้อนรับเป็นของที่ระลึกจากวัดไทยกรุงวอชิงตัน ดีซี (จานรองแก้วน้ำไม้แกะสลักช้างคลิปเงิน) จำนวน 12 ชิ้น เสร็จแล้วถ่ายภาพหมู่เป็นที่ระลึก รับของที่ระลึกจาก office of U.S. Vice-President และทักทาย พูดคุยด้วยความอบอุ่น เป็นกันเองในบรรยากาศฉลองวิสาขบูชากับผู้นำระดับสูงของสหรัฐอเมริกา



2 สมเด็จฯพร้อมพระคณาจารย์ไทยจีน ร่วมเททองหล่อพระชัยวัฒน์มหามงคล



สมเด็จพระพุฒาจารย์และสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี พร้อมพระคณาจารย์ไทยจีน ร่วมเททองหล่อพระชัยวัฒน์มหามงคล (มิตรภาพไทยจีน ไทยจีนพี่น้องกัน) 

เมื่อวันศุกร์ที่ 13 พ.ค. 2565  เวลา 15.19 น. ณ วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร  มีพิธีเททองพระพุทธชัยวัฒน์มหามงคล พร้อมเหรียญหล่อโบราณเจ้าคณะใหญ่จีนนิกายน้อมถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา เทศกาลวิสาขบูชา โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก เป็นประธานในพิธี 










พร้อมด้วยสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี ( สมเด็จธงชัย ) กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง พระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร  ( ลพ.เย็นเต็ก ) เจ้าอาวาสวัดโพธิ์แมนคุณาราม เจ้าคณะใหญ่สงฆ์จีนนิกาย พระอาจารย์จีนคณาณัติจีนพรต ( ลพ.เย็นงี้ ) เจ้าอาวาสวัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่-เยาวราช) เลขานุการคณะสงฆ์จีนนิกาย พระคณาจารย์นั่งปรกประจำทิศรอบมณฑลพิธีราชวัตรฉัตรธง  หลวงปูนนท์ สำนักสง์เขาพราณธูป อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ อายุ 93 ปี หลวงพ่อสะอาด วัดเขาแก้ว อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ อายุ 88 ปี  หลวงพ่อแม้น วัดหน้าต่างนอก อ.บางไทร จ.อยุธยา อายุ 85 ปี หลวงพ่อ เอื้อน วัดวังแดงใต้ อ.ท่าเรือ จ.อยุธยา อายุ 83 ปี หลวงพ่ออวยพร วัดดอนยายหอม อ.เมือง จ.นครปฐม อายุ 80 ปีหลวงพ่อ แถม วัดช้างแทงกระจาด อ.หัวหิน จ.เพชรบุรี อายุ 80 ปี ลหลวงพ่อวิชัย วัดถ้ำผาจม อ.แม่สาย จ.เชียงราย อายุ 77 ปี 






ส่วนประธานฝ่ายฆาราวาส ท่านเมทินี ชโลธร อดีตประธานศาลฏีกา คุณณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทยจีน ดร.แสงชัย โสตถีวรกุล นายกสมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย ดร .จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมพ่อค้าทองคำ คุณชาญวิทย์ หิรัญอัศว์ ประธานกรรมการ รพ.เทียนฟ้ามูลนิธิ พร้อมด้วยพุทธบริษัทร่วมอนุโมทนาบุญ




ติดต่อสอบถามขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อาจารย์แฮรี่ 0625942345

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

วันวิสาขบูชาโลก! ปธน.อินโดฯจุดโคมไฟถวายเป็น "พุทธบูชา" ที่มหาเจดีย์บุโรพุธโธ มูลนิธิธรรมกายจับมือองค์กรพุทธ 5 สมาคมร่วมฉลอง


วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม 2565  สมาคมชาวพุทธวาลูบี้ (WALUBI) ร่วมกับมูลนิธิธรรมกาย จับมือองค์กรพุทธมหายาน เถรวาท นานาชาติ 15 สมาคม ร่วมฉลองวันวิสาขบูชา ประเทศอินโดนีเซีย ช่วงสาย ร่วมขบวนรถบุปผชาติ และขบวนอัญเชิญพระพุทธรูป ไฟและน้ำศักดิ์สิทธิ์จาก 15 สถานที่ทั่วอินโดนีเซีย  โดยเดินจากวัดเมนดุต ไปยังมหาเจดีย์บุโรพุธโธ ระยะทาง 5 กิโลเมตร จากนั้น เป็นพิธีคณะสงฆ์เจริญมนต์  ช่วงค่ำเป็นพิธีนั่งสมาธิ จุดโคมลานและโคมลอยฟ้า ถวายเป็นพุทธบูชา ขณะที่ เฟซบุ๊ Uthai Manee ได้โพสต์ภาพและข้อความว่า ภาคเช้างาน "วิสาขบูชาโลก" ประเทศอินโดนีเซีย..ประเทศมุสลิม แต่ จัด ใหญ่กว่าไทยเยอะ..คืนนี่ประธานาธิบดีเขาจะเป็นประธานจุดโคมไฟถวายเป็น "พุทธบูชา"

เพลง: สัตตตินิบาตชาดก ปัญญานำใจ กตัญญูนำทาง หลักธรรมจากขุททกนิกาย

  เพลง: สัตตตินิบาตชาดก ปัญญานำใจ กตัญญูนำทาง  หลักธรรมจากขุททกนิกาย  [ท่อนที่ 1] เจ้ากุสราชเดินทางไกล ด้วยหัวใจที่รักมั่น แม้ต้องทุกข์แม้โศ...