วันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

สีวิราชชาดกว่าด้วยการให้ดวงตาเป็นทาน

     ช่วยเขียนบทความทางวิชาการ  วิเคราะห์ สีวิราชชาดก ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 27  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่  19  ขุททกนิกาย  ชาดก วิสตินิบาตชาดก   ที่ประกอบด้วย  


 ๓. สีวิราชชาดกว่าด้วยการให้ดวงตาเป็นทาน

             [๒๐๖๖] ข้าพระพุทธเจ้าเป็นคนชรา ไม่แลเห็นในที่ไกล มาเพื่อจะทูลขอ

                          พระเนตร ข้าพระพุทธเจ้ามีตาข้างเดียว ข้าพระพุทธเจ้าทูลขอแล้ว

                          ขอพระองค์ทรงโปรดพระราชทานพระเนตรข้างหนึ่งแก่ข้าพระพุทธเจ้า

                          เถิด.

             [๒๐๖๗] ดูกรวณิพก ใครเป็นผู้แนะนำท่านจึงมาขอดวงตาฉัน ณ ที่นี้ บัณฑิต

                          ทั้งหลายกล่าวดวงตาใดว่า ยากที่บุรุษจะสละได้ ท่านมาขอดวงตานั้น

                          อันเป็นอวัยวะเบื้องสูง ยากที่เราจะสละได้ง่ายๆ.

             [๒๐๖๘] ในเทวโลก เขาเรียกท่านผู้ใดว่า สุชัมบดี ในมนุษยโลก เขาเรียกท่าน

                          ผู้นั้นว่า มฆวา ข้าพระพุทธเจ้าเป็นวณิพก ท่านผู้นั้นแนะนำให้มา

                          ขอพระเนตร ณ ที่นี้. ข้าพระพุทธเจ้าเป็นวณิพก การขอของข้าพระ-

                          พุทธเจ้าไม่มีสิ่งใดยิ่งไปกว่า ขอพระองค์ทรงพระราชทานพระเนตร

                          แก่ข้าพระพุทธเจ้า ผู้มาขอเถิด บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า ดวงตาใดยาก

                          ที่บุรุษจะสละได้ ขอพระองค์โปรดพระราชทานดวงเนตรนั้นที่ไม่มีสิ่ง

                          อื่นจะยิ่งกว่าแก่ข้าพระพุทธเจ้าเถิด.

                          ท่านมาด้วยประโยชน์อันใด ปรารถนาประโยชน์สิ่งใด ความดำริ

                          เหล่านั้นเพื่อประโยชน์นั้นๆ ของท่านจงสำเร็จเถิด ดูกรพราหมณ์

                          ท่านจงได้ดวงตาเถิด. เมื่อท่านขอข้างเดียว เราจะให้ทั้งสองข้าง

                          ขอท่านนั้นจงเป็นผู้มีนัยน์ตาไปเถิด ท่านปรารถนาสิ่งใดจากเราผู้มุ่งหมาย

                          ขอสิ่งนั้นจงสำเร็จแก่ท่านเถิด.

             [๒๐๖๙] ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ของข้าพระองค์ทั้งหลาย

                          พระองค์อย่าทรงพระราชทานดวงพระเนตรเลย อย่าทรงทอดทิ้งข้าพระ-

                          พุทธเจ้าทั้งปวงเลย ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์พระราชทาน

                          ทรัพย์เถิด แก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์ มีเป็นอันมาก ข้าแต่พระ-

                          มหาราชเจ้าผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ พระองค์จะพระราชทานรถ

                          ทั้งหลายที่เทียมแล้วม้าอาชาไนย ช้างตัวประเสริฐที่ตบแต่งแล้ว ที่อยู่

                          และเครื่องบริโภคที่ทำด้วยทองคำเถิด. ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอ

                          พระองค์ทรงพระราชทานเหมือนกับชาวสีพีทั้งปวง ที่มีเครื่องใช้สอย

                          สีรถ แวดล้อมพระองค์อยู่โดยรอบทุกเมื่อ ฉะนั้นเถิด.

             [๒๐๗๐] ผู้ใดแลพูดว่าจักให้ แล้วมากลับใจว่าไม่ให้ ผู้นั้นเหมือนกับสวมบ่วง

                          ที่ตกลงยังพื้นดินไว้ที่คอ. ผู้ใดแล พูดว่าจักให้ แล้วมากลับใจว่าไม่ให้

                          ผู้นั้นเป็นคนลามกกว่าผู้ที่ลามก ทั้งจะต้องเข้าถึงสถานที่ลงอาชญาของ

                          พญายม. ความจริงผู้ขอได้ขอสิ่งใดไว้ ผู้ให้ก็ควรจะให้สิ่งนั้นแหละ

                          ผู้ขอยังไม่ได้ขอสิ่งใดไว้ ผู้ให้ก็อย่าพึงให้สิ่งนั้น พราหมณ์ได้ขอ

                          สิ่งใดไว้กะเรา เราก็จักให้สิ่งนั้นนั่นแหละ.

             [๒๐๗๑] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน พระองค์ทรงปรารถนาพระชนมายุ

                          วรรณะ สุขะ และพละอะไรหรือ จึงทรงพระราชทานพระเนตร

                          พระองค์ทรงเป็นราชาแห่งชาวสีพี ไม่มีใครจะประเสริฐยิ่งไปกว่า ทรง

                          พระราชทานพระเนตร เพราะเหตุปรโลกหรืออย่างไร?

             [๒๐๗๒] เราให้ดวงตาเป็นทานนั้น เพราะยศก็หาไม่ เราจะได้ปรารถนาบุตร

                          ทรัพย์หรือแว่นแคว้น เพราะผลแห่งการให้ดวงตานี้ก็หาไม่ อีก

                          ประการหนึ่ง ธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย ท่านได้ประพฤติกันมาแล้ว

                          แต่โบราณ เพราะเหตุนี้แหละ ใจของเราจึงยินดีในทาน.

             [๒๐๗๓] ดวงตาทั้ง ๒ ข้างจะได้เป็นที่เกลียดชังของเราก็หาไม่ ตนของตนเอง

                          ก็หาได้เป็นที่เกลียดชังของเราไม่ พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา

                          เพราะฉะนั้น เราจึงได้ให้ดวงตา.

             [๒๐๗๔] ดูกรนายสีวิกะ ท่านเป็นมิตรสหายของเรา ท่านเป็นคนศึกษามาดีแล้ว

                          จงกระทำตามถ้อยคำของเราให้ดี จงควักดวงตาทั้ง ๒ ของเราผู้ปรารถนา

                          อยู่แล้ววางลง ในมือของพราหมณ์วณิพกเถิด.

             [๒๐๗๕] พระเจ้าสีวิราชทรงเตือนให้หมอสีวิกะกระทำตามพระราชดำรัสแล้ว หมอ

                          สีวิกะควักดวงพระเนตรของพระราชาส่งให้แก่พราหมณ์ พราหมณ์เป็น

                          ผู้มีจักษุ พระราชาเป็นคนตาบอดเสด็จเข้าที่ประทับ.

             [๒๐๗๖] ตั้งแต่นั้นมาสองสามวัน เมื่อพระเนตรทั้ง ๒ มีเนื้องอกขึ้นเต็มแล้ว

                          พระราชาผู้บำรุงสีพีรัฐ จึงตรัสเรียกนายสารถีผู้เฝ้าอยู่นั้นว่า ดูกรนายสารถี

                          ท่านจงเทียมยานเถิด เสร็จแล้วจงบอกให้เราทราบ เราจะไปยังอุทยาน

                          จะไปยังสระโบกขรณี และราวป่า. พอพระเจ้าสีวิราชเข้าไปประทับขัด

                          สมาธิริมขอบสระโบกขรณีแล้ว ท้าวสุชัมบดีสักกเทวราชก็ปรากฏแก่

                          พระเจ้าสีวิราชนั้น.

             [๒๐๗๗] หม่อมฉันเป็นท้าวสักกะจอมแห่งเทพ มาในสำนักของพระองค์แล้ว

                          ข้าแต่พระราชฤาษี ขอพระองค์จงเลือกเอาพรตามที่พระทัยปรารถนาเถิด.

             [๒๐๗๘] ข้าแต่ท้าวสักกะ ทรัพย์ กำลังของหม่อมฉันมีพอแล้ว อนึ่ง คลังของ

                          หม่อมฉันก็มีเป็นอันมาก บัดนี้ หม่อมฉันเป็นคนตาบอด พอใจ

                          ความตายเท่านั้น.

             [๒๐๗๙] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นกษัตริย์ ผู้เป็นใหญ่กว่าสัตว์สองเท้า พระองค์จง

                          ตรัสถ้อยคำที่เป็นสัจจะ เมื่อพระองค์ตรัสแต่ถ้อยคำที่เป็นสัจจะ พระ-

                          เนตรจักเกิดขึ้นอีก.

             [๒๐๘๐] บรรดาวณิพกทั้งหลายผู้มีโคตรต่างๆ กัน มาขอหม่อมฉัน แม้วณิพกใด

                          มาขอหม่อมฉัน แม้วณิพกนั้นก็เป็นที่รักแห่งใจของหม่อมฉัน ด้วยการ

                          กล่าวคำสัตย์นี้ ขอจักษุจงบังเกิดขึ้นแก่หม่อมฉันเถิด.

             [๒๐๘๑] พราหมณ์ผู้ใด มาขอหม่อมฉันว่า ขอจงพระราชทานพระเนตรเถิด

                          หม่อมฉันได้ให้ดวงตาทั้งสองแก่พราหมณ์ผู้นั้นซึ่งเป็นวณิพก. ปีติและ

                          โสมนัสเป็นอันมากเกิดขึ้นแก่หม่อมฉันยิ่งนัก ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้

                          ขอจักษุจงเกิดขึ้นแก่หม่อมฉันเถิด.

             [๒๐๘๒] ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงบำรุงสีพีรัฐ พระองค์ตรัสพระคาถาแล้วโดยธรรม

                          พระเนตรทั้งสองของพระองค์ จะปรากฏเป็นตาทิพย์เห็นได้ทะลุภาย

                          นอกฝา ภายนอกกำแพง และภูเขาตลอดร้อยโยชน์โดยรอบ.

             [๒๐๘๓] ใครหนอในโลกนี้ ถูกขอทรัพย์อันน่าปลื้มใจแล้ว แม้จะเป็นของ

                          พิเศษ แม้จะเป็นของที่รักอย่างดีของตน จะไม่พึงให้ ฉันขอตักเตือน

                          ท่านทั้งหลายผู้เป็นชาวสีพีรัฐทุกๆ คนที่มาประชุมกัน จงดูดวงตาทั้งสอง

                          อันเป็นทิพย์ของเราในวันนี้. ตาทิพย์ของเราเห็นได้ทะลุภายนอกฝา

                          ภายนอกกำแพง และภูเขาตลอดร้อยโยชน์โดยรอบ. ในโลกที่เป็นอยู่

                          ของสัตว์ทั้งหลายนี้ ไม่มีอะไรที่จะยิ่งไปกว่าการบริจาคทาน เราได้ให้

                          จักษุที่เป็นของมนุษย์แล้ว เราได้จักษุทิพย์. ดูกรชาวสีพีรัฐทั้งหลาย

                          ท่านทั้งหลายเห็นจักษุทิพย์ที่เราได้นี้แล้ว จงให้ทานเสียก่อนจึงค่อย

                          บริโภคเถิด ท่านทั้งหลายได้ ให้ทานตามสติกำลังและได้บริโภคทานแล้ว

                          ไม่มีใครติเตียนได้ ย่อมเข้าถึงสัคคสถาน.


ในปริบทพุทธสันติวิธี: หลักธรรม ประยุกต์ใช้" โดยใช้สาระสำคัญของ  สีวิราชชาดก ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 27  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่  19  ขุททกนิกาย  ชาดก  วิสตินิบาตชาดก

วิเคราะห์ สีวิราชชาดก ในบริบทพุทธสันติวิธี: หลักธรรม และการประยุกต์ใช้

บทนำ

สีวิราชชาดกเป็นเรื่องราวในพระไตรปิฎกเล่มที่ 27 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 19 ขุททกนิกาย ชาดก วิสตินิบาตชาดก ที่กล่าวถึงพระเจ้าสีวิราช ผู้ทรงเป็นพระโพธิสัตว์ ได้ถวายดวงตาให้แก่พราหมณ์วณิพก ซึ่งเป็นการเสียสละขั้นสูงสุด แสดงถึงพุทธธรรมที่เกี่ยวข้องกับการให้ทาน (ทานบารมี) และสัจจะ (ความจริงใจ) ซึ่งสามารถนำมาวิเคราะห์ในบริบทของพุทธสันติวิธี อันเป็นแนวทางของพระพุทธศาสนาในการสร้างสังคมที่สงบสุข

หลักธรรมสำคัญในสีวิราชชาดก

  1. ทานบารมี (การให้ทาน)

    • พระเจ้าสีวิราชทรงให้ดวงตาทั้งสองข้างแก่พราหมณ์ แสดงให้เห็นถึงการเสียสละสูงสุด ทานในที่นี้มิใช่เพียงวัตถุทาน แต่เป็นอวัยวะของพระองค์เอง ซึ่งสะท้อนถึงความเมตตาและการให้ที่แท้จริง

    • แนวคิดของ "ปัญญาทาน" และ "ธรรมทาน" ก็สามารถนำมาเชื่อมโยงกับกรณีนี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความรู้และสัจจะที่นำไปสู่ปัญญา

  2. สัจจะบารมี (การรักษาคำมั่นสัญญา)

    • พระเจ้าสีวิราชทรงมีความมั่นคงในสัจจะ เมื่อได้กล่าวว่าจะให้ ก็ไม่กลับคำแม้จะต้องเผชิญกับการคัดค้านจากประชาชน

    • การกล่าวคำสัตย์ของพระองค์เป็นไปโดยบริสุทธิ์ใจ ซึ่งนำไปสู่การได้รับดวงตาทิพย์ อันเป็นรางวัลแห่งสัจจะบารมี

  3. อุเบกขา (ความวางเฉยต่อสุขและทุกข์)

    • พระองค์มิได้หวั่นไหวต่อความเจ็บปวดทางกาย และไม่หลงใหลในยศถาบรรดาศักดิ์ แต่ทรงตั้งมั่นในหลักธรรม

  4. กุศลกรรม (การกระทำที่เป็นบุญกุศล)

    • การให้ทานโดยไม่หวังผลตอบแทน แสดงถึงกุศลกรรมที่บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของพุทธสันติวิธี

พุทธสันติวิธีในสีวิราชชาดก

พุทธสันติวิธีเป็นแนวทางที่พระพุทธศาสนาใช้ในการส่งเสริมสังคมที่สงบสุขผ่านหลักธรรมะ โดยสีวิราชชาดกสามารถสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางดังต่อไปนี้

  1. การส่งเสริมความเมตตากรุณาผ่านการให้ทาน

    • พระเจ้าสีวิราชทรงแสดงให้เห็นว่า การให้ทานมิใช่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือผู้อื่น แต่ยังเป็นเครื่องมือในการสร้างสันติสุขทั้งต่อตนเองและสังคม

  2. ความซื่อสัตย์และสัจจะในการดำเนินชีวิต

    • การรักษาสัจจะเป็นหลักสำคัญของสังคมที่สงบสุข เพราะช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจและลดความขัดแย้งในสังคม

  3. การเสียสละเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น

    • พระเจ้าสีวิราชแสดงให้เห็นถึงการเสียสละซึ่งเป็นหัวใจของสันติวิธี เพราะการเอื้อเฟื้อแบ่งปันเป็นรากฐานของความสงบสุขในชุมชน

การประยุกต์ใช้สีวิราชชาดกในสังคมปัจจุบัน

  1. การบริจาคและการให้ทานในรูปแบบที่เหมาะสม

    • สังคมปัจจุบันสามารถนำแนวคิดเรื่องการให้ทานไปประยุกต์ใช้ในรูปแบบของการช่วยเหลือสังคม เช่น การบริจาคโลหิต อวัยวะ หรือทรัพย์สินเพื่อสาธารณประโยชน์

  2. การยึดมั่นในสัจจะและคุณธรรมในภาคธุรกิจและการเมือง

    • ผู้นำและบุคคลทั่วไปควรยึดมั่นในความซื่อสัตย์และความจริงใจ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดปัญหาคอร์รัปชันและสร้างความน่าเชื่อถือในสังคม

  3. การสร้างสังคมที่มีความเมตตาและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

    • การเสียสละเพื่อส่วนรวมเป็นแนวทางที่สามารถนำไปใช้ในระดับบุคคลและองค์กร เพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและสงบสุข

สรุป

สีวิราชชาดกเป็นชาดกที่ทรงคุณค่าและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างกว้างขวางในบริบทของพุทธสันติวิธี พระเจ้าสีวิราชทรงเป็นแบบอย่างของความเสียสละ ความซื่อสัตย์ และความเมตตา ซึ่งเป็นคุณธรรมที่สามารถนำไปสร้างสรรค์สังคมที่สงบสุขได้ในปัจจุบัน แนวทางแห่งพุทธสันติวิธีที่ปรากฏในชาดกนี้จึงเป็นแนวทางที่สามารถช่วยเสริมสร้างความเป็นธรรมและสันติสุขให้เกิดขึ้นในสังคมได้อย่างแท้จริง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ไทยร่วมเวทีโลก! งานวันวิสาขบูชานานาชาติในปากีสถาน ชูเอกภาพศรัทธาหลากศาสนาอย่างยิ่งใหญ่

พระพรหมศากยวงศ์วิสุทธิ์ เผยบรรยากาศงานวิสาขบูชานานาชาติ ณ ตักศิลา ปากีสถาน 5 ประเทศร่วมจัดอย่างยิ่งใหญ่ ท่ามกลางผู้นำระดับสูงและความหลากหลาย...