วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เพลง: ขัชชนิยสูตรเมื่อปล่อยวาง โลกจึงสงบ (When We Let Go, the World Finds Peace)

เพลง: ขัชชนิยสูตรเมื่อปล่อยวาง โลกจึงสงบ (When We Let Go, the World Finds Peace)

[Verse 1]

เราสร้างกำแพงไว้รอบชื่อของเรา
รอบความภาคภูมิใจ และชื่อเสียงของเรา
แต่ทุกสิ่งที่เรายึดถือ ย่อมเลือนหายไป
ดั่งหมอกยามเช้า เมื่อแสงอรุณมาเยือน

[Pre-Chorus]

กายนี้ย่อมแปรเปลี่ยน
ความรู้สึกไหลเวียนไม่หยุดนิ่ง
ความคิดเกิดขึ้น
แล้วก็ดับจากไป

[Chorus]

ปล่อยวาง...
โลกก็เริ่มเยียวยา
ปล่อยวาง...
เมตตากลายเป็นความจริง

ไม่มี "ของฉัน"
ไม่มี "ตัวฉัน"
ไม่มีการต่อสู้ที่ไม่สิ้นสุด
มนุษยชาติคือครอบครัวเดียวกัน
ก้าวเดินไปสู่แสงแห่งปัญญา

[Verse 2]

ไม่มีเชื้อชาติใดครอบครองดวงอาทิตย์ยามเช้า
ไม่มีประเทศใดเป็นเจ้าของโลกใบนี้
หัวใจที่หลุดพ้นจากความโลภ
ย่อมหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งสันติอันยั่งยืน

[Bridge]

ก้าวข้ามความหวาดกลัว
ก้าวพ้นความทุกข์ระทม
ความรักจะหวนคืนมา
ดุจสายฝนอันอ่อนโยน

สันติภาพเริ่มต้น
จากภายในดวงใจ
เมื่อเราก้าวไปด้วยกัน
โลกทั้งใบก็สมบูรณ์

[Final Chorus]

ปล่อยวาง...
ความเกลียดชังก็เลือนหาย
ปล่อยวาง...
ก้าวข้ามความสงสัยและความหวาดหวั่น

ด้วยปัญญา
ด้วยความเมตตา
จับมือกันไว้
เราจะร่วมสร้าง
แผ่นดินแห่งสันติภาพตลอดกาล

[Outro]

เมื่อเราปล่อยวาง
โลกก็พบสันติภาพ
เมื่อหัวใจตื่นรู้
สงครามก็ยุติลง

จากทุกดวงวิญญาณ
แสงสว่างหนึ่งเดียวจะส่องประกาย
สันติภาพจะดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์
ใต้ผืนฟ้าอันกว้างไกลไร้ขอบเขต

“ขัชชนิยสูตร” ชี้รากเหง้าความขัดแย้งโลก เกิดจากการยึดมั่นขันธ์ 5 นักวิชาการพุทธเสนอใช้หลัก “ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวเรา” สร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน

กรุงเทพฯ – หลักธรรมใน ขัชชนิยสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 17 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 9 สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระสูตรสำคัญที่อธิบายถึงธรรมชาติของชีวิตและต้นเหตุแห่งความทุกข์ โดยพระพุทธเจ้าทรงเปรียบมนุษย์ว่า “กำลังถูกขันธ์ 5 เคี้ยวกิน” ทั้งรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ซึ่งล้วนเป็นสภาวธรรมที่ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลง และไม่ควรยึดถือว่าเป็นตัวตน

สาระสำคัญของพระสูตรระบุว่า ไม่ว่าบุคคลจะระลึกชาติได้มากเพียงใด สิ่งที่ระลึกได้ก็ยังเป็นเพียงอุปาทานขันธ์ 5 เท่านั้น มิใช่ตัวตนอันแท้จริง พระพุทธองค์ทรงอธิบายว่า รูปย่อมเสื่อมสลายเพราะความหนาว ความร้อน ความหิว ความกระหาย และปัจจัยแวดล้อม เวทนาเป็นเพียงการเสวยอารมณ์ สัญญาเป็นเพียงการจำได้หมายรู้ สังขารเป็นเพียงการปรุงแต่ง และวิญญาณเป็นเพียงการรับรู้

พระสูตรยังชี้ให้เห็นว่า มนุษย์ทุกคนกำลังถูกขันธ์ 5 ครอบงำหรือ "เคี้ยวกิน" อยู่ตลอดเวลา หากยังยึดมั่นในรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ก็ย่อมตกอยู่ในวัฏจักรแห่งความทุกข์ไม่รู้จบ แต่หากพิจารณาเห็นตามความเป็นจริงว่า "สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา และไม่ใช่ตัวตนของเรา" ก็จะเกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และนำไปสู่ความหลุดพ้น

นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาเห็นว่า หลักธรรมในขัชชนิยสูตรสามารถประยุกต์ใช้กับการสร้างสันติภาพโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากความขัดแย้งระดับบุคคล สังคม และนานาชาติ ล้วนมีรากฐานมาจากการยึดมั่นในอัตลักษณ์ เชื้อชาติ ศาสนา อุดมการณ์ และผลประโยชน์ เมื่อแต่ละฝ่ายมองว่าสิ่งเหล่านั้นเป็น "ของเรา" หรือ "ตัวเรา" จึงนำไปสู่การแข่งขัน ความหวาดระแวง และสงคราม

ผู้เชี่ยวชาญเสนอว่า หากผู้นำโลกและประชาชนร่วมกันพัฒนาปัญญาในการมองเห็นความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง ลดการยึดมั่นถือมั่น และยอมรับความแตกต่างด้วยเมตตาและกรุณา ก็จะช่วยลดความเกลียดชัง เปิดพื้นที่แห่งการให้อภัย และสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศได้มากขึ้น

นอกจากนี้ แนวคิดเรื่องการ "ไม่ก่อ ไม่สะสม ไม่ยึดถือ" ในพระสูตร ยังสามารถประยุกต์ใช้กับการบริหารจัดการความขัดแย้งในยุคปัจจุบัน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการใช้เทคโนโลยี โดยเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุของความโลภ ความโกรธ และความหลง มากกว่าการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

นักวิชาการสรุปว่า ขัชชนิยสูตรมิได้เป็นเพียงคำสอนเพื่อการหลุดพ้นส่วนบุคคล หากยังเป็นหลักคิดที่สามารถพัฒนาเป็นแนวทางสร้างวัฒนธรรมแห่งสันติภาพของโลกในศตวรรษที่ 21 โดยเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจของมนุษย์แต่ละคน เมื่อความยึดมั่นลดลง ความขัดแย้งย่อมลดลง และสันติภาพที่แท้จริงย่อมเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน


English Translation

Khajjaniya Sutta: "Consumed by the Five Aggregates" — A Buddhist Path Toward World Peace

Bangkok — The Khajjaniya Sutta, found in the Samyutta Nikaya of the Pali Canon, presents a profound teaching on the nature of human existence and the root causes of suffering. The Buddha describes human beings as being "consumed by the Five Aggregates"—form, feeling, perception, mental formations, and consciousness—which are all impermanent, ever-changing, and not worthy of attachment.

The discourse explains that even those who recollect countless past lives remember nothing beyond the Five Aggregates. Form decays through heat, cold, hunger, thirst, and external conditions. Feelings merely experience pleasure or pain. Perception simply recognizes objects. Mental formations construct conditioned experiences, while consciousness merely knows sensory objects.

The Buddha teaches that people continue to be "consumed" by these aggregates because they mistakenly identify them as "mine," "I," or "my self." By realizing that all aggregates are impermanent, unsatisfactory, and non-self, one develops dispassion, abandons attachment, and ultimately attains liberation.

Contemporary Buddhist scholars suggest that this teaching offers valuable guidance for building world peace. Most global conflicts originate from attachment to identity, nationality, religion, ideology, ethnicity, or material interests. When individuals and nations cling to these identities as absolute realities, conflict becomes inevitable.

Applying the Khajjaniya Sutta encourages leaders and citizens alike to cultivate wisdom, reduce ego-centered attachment, embrace compassion, and respect diversity. Such an approach can transform hatred into understanding, competition into cooperation, and violence into peaceful coexistence.

The Sutta also emphasizes "not creating, not accumulating, and not clinging," principles that can inspire peaceful governance, conflict resolution, environmental responsibility, ethical technology, and international cooperation.

Ultimately, the Khajjaniya Sutta is more than a path toward personal enlightenment. It offers a timeless framework for cultivating inner transformation, which becomes the true foundation of sustainable global peace.


เพลง (Song)

ชื่อภาษาไทย

"เมื่อปล่อยวาง โลกจึงสงบ"

English Title

"When We Let Go, the World Finds Peace"

Verse 1

We build our walls around our name,
Around our pride, around our fame.
Yet all we hold will fade away,
Like morning mist at break of day.

Pre-Chorus

The body changes,
Feelings flow,
Thoughts arise,
Then come and go.

Chorus

Let go...
The world begins to heal.
Let go...
Compassion becomes real.
No "mine,"
No "me,"
No endless fight.
One human family,
Walking toward the light.

Verse 2

No race can own the morning sun,
No nation owns what has begun.
The heart that frees itself from greed
Plants the everlasting seed.

Bridge

Beyond the fear,
Beyond the pain,
Love returns
Like gentle rain.
Peace begins
Inside the soul,
Together now,
We become whole.

Final Chorus

Let go...
And hatred disappears.
Let go...
Beyond our doubts and fears.
With wisdom,
Kindness,
Hand in hand,
We'll build forever
A peaceful land.

Outro

When we let go,
The world finds peace.
When hearts awaken,
Wars shall cease.
From every soul,
One light shall rise...
Peace forever,
Under endless skies.

[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป] 

๗. ขัชชนิยสูตร

ว่าด้วยสิ่งที่ถูกขันธ์ ๕ เคี้ยวกิน
[๑๕๘] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่า หนึ่ง เมื่อตามระลึก ย่อมตามระลึกถึงชาติก่อน ได้เป็นอันมาก สมณะหรือพราหมณ์ทั้งปวงนั้น ก็ย่อมตามระลึกถึงอุปาทานขันธ์ ๕ หรือกองใดกองหนึ่ง. อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นไฉน? คือ ย่อม ตามระลึกถึงรูปดังนี้ว่า ในอดีตกาล เราเป็นผู้มีรูปอย่างนี้. ย่อมตามระลึกถึงเวทนาดังนี้ว่า ใน อดีตกาล เราเป็นผู้มีเวทนาอย่างนี้. ย่อมตามระลึกถึงสัญญาดังนี้ว่า ในอดีตกาล เราเป็นผู้มี สัญญาอย่างนี้. ย่อมตามระลึกถึงสังขารดังนี้ว่า ในอดีตกาล เราเป็นผู้มีสังขารอย่างนี้. ย่อมตาม ระลึกถึงวิญญาณดังนี้ว่า ในอดีตกาล เราเป็นผู้มีวิญญาณอย่างนี้. [๑๕๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอะไรจึงเรียกว่ารูป เพราะสลายไป จึงเรียกว่า รูป สลายไปเพราะอะไร สลายไปเพราะหนาวบ้าง เพราะร้อนบ้าง เพราะหิวบ้าง เพราะกระหายบ้าง เพราะสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานบ้าง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะ อะไร จึงเรียกว่า เวทนา เพราะเสวย จึงเรียกว่า เวทนา เสวยอะไร เสวยอารมณ์สุขบ้าง เสวย อารมณ์ทุกข์บ้าง เสวยอารมณ์ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขบ้าง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอะไร จึงเรียก ว่า สัญญา เพราะจำได้หมายรู้ จึงเรียกว่า สัญญา จำได้หมายรู้อะไร จำได้หมายรู้สีเขียวบ้าง สีเหลืองบ้าง สีแดงบ้าง สีขาวบ้าง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอะไรจึงเรียกว่า สังขาร เพราะ ปรุงแต่งสังขตธรรม จึงเรียกว่า สังขาร ปรุงแต่งสังขตธรรมอะไร ปรุงแต่งสังขตธรรม คือ รูป โดยความเป็นรูป ปรุงแต่ง สังขตธรรม คือ เวทนา โดยความเป็นเวทนา ปรุงแต่งสังขตธรรม คือ สัญญา โดยความเป็นสัญญา ปรุงแต่งสังขตธรรม คือ สังขาร โดยความเป็นสังขาร ปรุงแต่งสังขตธรรม คือ วิญญาณ โดยความเป็นวิญญาณ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอะไรจึงเรียก ว่า วิญญาณ เพราะรู้แจ้ง จึงเรียกว่า วิญญาณ รู้แจ้งอะไร รู้แจ้งรสเปรี้ยวบ้าง รสขมบ้าง รสเผ็ดบ้าง รสหวานบ้าง รสขื่นบ้าง รสไม่ขื่นบ้าง รสเค็มบ้าง รสไม่เค็มบ้าง. [๑๖๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในข้อนั้น อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า บัดนี้เราถูกรูปกินอยู่ แม้ในอดีตกาล เราก็ถูกรูปกินแล้ว เหมือนกับที่ถูกรูปปัจจุบันกินอยู่ในบัดนี้ ก็เรานี้แล พึงชื่นชมรูปอนาคต แม้ในอนาคตกาล เราก็พึงถูกรูปกิน เหมือนกับที่ถูกรูปปัจจุบัน กินอยู่ในบัดนี้. เธอพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ย่อมไม่มีความอาลัยในรูปอดีต ย่อมไม่ชื่นชมรูปอนาคต ย่อมปฏิบัติเพื่อเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับรูปในปัจจุบัน. อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า บัดนี้เราถูกเวทนากินอยู่ ... บัดนี้เราถูกสัญญากินอยู่ ... บัดนี้เราถูกสังขาร กินอยู่ ... บัดนี้เราถูกวิญญาณกินอยู่ แม้ในอดีตกาล เราก็ถูกวิญญาณกินแล้ว เหมือนกับที่ถูก วิญญาณปัจจุบันกินอยู่ในบัดนี้. ก็เรานี้แล พึงชื่นชมวิญญาณอนาคต แม้ในอนาคตกาล เราก็พึง ถูกวิญญาณกินอยู่เหมือนกับที่ถูกวิญญาณปัจจุบันกินอยู่ในบัดนี้. เธอพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ย่อม ไม่มีความอาลัยในวิญญาณ แม้ที่เป็นอดีต ย่อมไม่ชื่นชมวิญญาณอนาคต ย่อมปฏิบัติเพื่อความ เบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับวิญญาณปัจจุบัน. [๑๖๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้น เป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่ เที่ยง? ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ ที่จะตาม เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา? ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า. พ. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง? ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ ที่จะตาม เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา? ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า. [๑๖๒] พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ รูปทั้งหมดนั้น เธอทั้งหลาย พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง อย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา. เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง สัญญาอย่างใดอย่าง หนึ่ง สังขารอย่างใดอย่างหนึ่ง วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน ฯลฯ อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ วิญญาณทั้งหมดนั้น เธอทั้งหลาย พึงเห็นด้วยปัญญาอัน ชอบตามความเป็นจริง อย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกนี้ เราเรียกว่า ย่อมทำให้พินาศ ย่อมไม่ก่อ ย่อมละทิ้ง ย่อมไม่ถือ มั่น ย่อมเรี่ยราย ย่อมไม่รวบรวมเข้าไว้ ย่อมทำให้มอด ไม่ก่อให้ลุกโพลงขึ้น. [๑๖๓] อริยสาวก ย่อมทำอะไรให้พินาศ ย่อมไม่ก่ออะไร? ย่อมทำรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ให้พินาศ ย่อมไม่ก่อรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ. ย่อมละทิ้งอะไร ย่อมไม่ถือมั่นอะไร? ย่อมละทิ้งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ย่อมไม่ถือมั่นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ. ย่อมเรี่ยรายอะไร ย่อมไม่รวบรวมอะไรไว้? ย่อมเรี่ยรายรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ย่อมไม่รวบรวมรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ. ย่อมทำอะไร ให้มอด ย่อมไม่ก่ออะไรให้ลุกโพลงขึ้น? ย่อมทำรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ให้มอด ย่อมไม่ก่อรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ให้ลุกโพลงขึ้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวก ผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในรูป ทั้งในเวทนา ทั้งในสัญญา ทั้งในสังขาร ทั้งในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น. เมื่อหลุด พ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว. รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกนี้ เราเรียกว่า ย่อมไม่ก่อ ย่อมไม่ทำให้พินาศ แต่เป็นผู้ทำให้พินาศได้แล้วตั้งอยู่ ย่อมไม่ละ ย่อม ไม่ถือมั่น แต่เป็นผู้ละได้แล้วตั้งอยู่ ย่อมไม่เรี่ยราย ย่อมไม่รวบรวมไว้ แต่เป็นผู้เรี่ยรายได้แล้ว ตั้งอยู่ ย่อมไม่ทำให้มอด ย่อมไม่ก่อให้ลุกโพลงขึ้น แต่เป็นผู้ทำให้มอดได้แล้วตั้งอยู่. [๑๖๔] อริยสาวก ย่อมไม่ก่ออะไร ย่อมไม่ทำอะไรให้พินาศ แต่ทำให้พินาศแล้ว ตั้งอยู่. ย่อมไม่ก่อรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ให้พินาศ แต่เป็นผู้ทำให้พินาศได้ แล้วตั้งอยู่. ย่อมไม่ละอะไร ย่อมไม่ถือมั่นอะไร แต่เป็นผู้ละได้แล้วตั้งอยู่ ย่อมไม่ละรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ย่อมไม่ถือมั่นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่ เป็นผู้ละได้แล้วตั้งอยู่. ย่อมไม่เรี่ยรายอะไร ย่อมไม่รวบรวมอะไรไว้ แต่เป็นผู้เรี่ยรายได้แล้ว ตั้งอยู่. ย่อมไม่เรี่ยรายรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ย่อมไม่รวบรวมรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่เป็นผู้เรี่ยรายได้แล้วตั้งอยู่. ย่อมไม่ทำอะไรให้มอด ย่อมไม่ก่อ อะไรให้ลุกโพลงขึ้น แต่เป็นผู้ทำให้มอดได้แล้วตั้งอยู่. ย่อมไม่ทำรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ให้มอด ย่อมไม่ก่อรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ให้ลุกโพลงขึ้น แต่เป็น ผู้ทำให้มอดได้แล้วตั้งอยู่. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาพร้อมด้วยอินทร์ พรหม และท้าวปชาบดี ย่อมนมัสการ ภิกษุผู้มีจิตพ้นแล้ว อย่างนี้แล แต่ที่ไกลทีเดียวว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุรุษอาชาไนย ข้าพเจ้าทั้งหลายขอนอบน้อม ต่อท่าน ข้าแต่ท่านผู้เป็นอุดมบุรุษ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอนอบน้อม ต่อท่าน ผู้ซึ่งข้าพเจ้าทั้งหลายมิได้รู้จักโดยเฉพาะ และผู้ซึ่งได้ อาศัยเพ่งท่านพินิจอยู่ ดังนี้.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Song: The Treasure That Never Fades Inspired by the Ajarasā Sutta

[Verse 1] Gold may rust, And kingdoms fall. But truth and virtue Outshine all. Faith will guide Through every night, Leading hearts Toward t...