วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2569

เพลง: เห็นความจริง ปล่อยวาง หลักธรรมจากหลักธรรมจากอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์ พระสูตรที่ไม่สงเคราะห์เข้าในวรรค

เพลง: เห็นความจริง ปล่อยวาง หลักธรรมจากหลักธรรมจากอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์ พระสูตรที่ไม่สงเคราะห์เข้าในวรรค 

[ท่อนที่ 1]

เมื่อมองเข้าไปในใจของเรา
จะเห็นเรื่องราวที่เคยยึดถือ
ความหลง ความโกรธ ความอยาก ความกลัว
ค่อย ๆ มืดมัวเมื่อขาดปัญญา

[ท่อนก่อนฮุก]
มีสติไว้เป็นแสงส่องทาง
มีความเพียรสร้างใจให้มั่นคง
เรียนรู้ความจริงที่ดำรง
แล้วปล่อยลงด้วยใจรู้ทัน

[ท่อนฮุก]
เห็นว่าไม่เที่ยง จึงไม่ยึดมั่น
เห็นทุกข์ทุกวัน จึงรู้จักวาง
เห็นความเป็นอนัตตาในทุกหนทาง
ความกำหนัดจาง ความโกรธดับไป
เมื่อใจรู้เท่าทันกิเลสทั้งหลาย
ความสงบภายในจึงเริ่มงอกงาม

[ท่อนที่ 2]
ศรัทธาคู่กับปัญญา
หิริโอตตัปปะนำพาไม่หลง
เรียนรู้ ขยัน มีสติยืนยง
ใช้ปัญญาดำรงอยู่บนทางธรรม

[ท่อนก่อนฮุก]
ราคะไม่ใช่สิ่งต้องตามใจ
โทสะไม่ใช่ไฟที่ต้องเติมเชื้อ
โมหะดับได้ด้วยการรู้เหนือ
เมื่อใจไม่เชื่อความหลงของตน

[ท่อนฮุก]
เห็นว่าไม่เที่ยง จึงไม่ยึดมั่น
เห็นทุกข์ทุกวัน จึงรู้จักวาง
เห็นความเป็นอนัตตาในทุกหนทาง
ความกำหนัดจาง ความโกรธดับไป
เมื่อใจรู้เท่าทันกิเลสทั้งหลาย
ความสงบภายในจึงเริ่มงอกงาม

[ท่อนจบ]
รู้แล้วละ ละแล้ววาง
วางแล้วใจเบาสบาย
เดินด้วยสติและปัญญา

มุ่งสู่ความพ้นทุกข์ด้วยใจที่เป็นอิสระ 

พระสูตรนอกวรรคชี้ 7 ธรรมที่ต้องทำลาย สู่ความเป็นภิกษุ–สมณะ–อรหันต์ เปิดแนวทางเจริญสติปัญญาเพื่อรู้เท่าทันกิเลส

โปรยข่าว:
พระไตรปิฎกเล่ม 23 อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต หมวดพระสูตรที่ไม่สงเคราะห์เข้าในวรรค นำเสนอหลักธรรมสำคัญว่าด้วย “ธรรม 7 ประการ” ตั้งแต่สิ่งที่ภิกษุต้องทำลาย คุณสมบัติของสัตบุรุษ บุคคลผู้เป็นนาบุญของโลก ตลอดจนแนวทางเจริญธรรมเพื่อรู้ยิ่งและละราคะ โทสะ โมหะ และกิเลสเครื่องเศร้าหมองอื่น ๆ

เนื้อข่าว:
พระสูตรที่ไม่สงเคราะห์เข้าในวรรค ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 23 พระสุตตันตปิฎก เล่ม 15 อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต นำเสนอชุดคำสอนที่ใช้ “ธรรม 7 ประการ” เป็นกรอบในการอธิบายพัฒนาการของผู้ปฏิบัติ ตั้งแต่การทำลายกิเลส การสร้างคุณธรรม ไปจนถึงการเจริญปัญญาเพื่อความหลุดพ้น

ในพระสูตรที่ 82 พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่า ผู้ที่ชื่อว่าเป็น “ภิกษุ” เพราะสามารถทำลายธรรม 7 ประการ ได้แก่ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ราคะ โทสะ โมหะ และมานะ หลักธรรมชุดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความเป็นภิกษุในความหมายทางธรรมมิได้จำกัดอยู่เพียงสถานะทางสังคมหรือเครื่องแบบ หากเกี่ยวข้องกับกระบวนการลดละเครื่องร้อยรัดจิตใจ

พระสูตรที่ 83 ขยายความต่อไปถึงคำเรียกต่าง ๆ ได้แก่ “สมณะ” ผู้สงบธรรม 7 ประการ “พราหมณ์” ผู้ลอยธรรมเหล่านี้ “โสตถิกะ” ผู้ไม่ถูกร้อยรัดด้วยธรรมเหล่านี้ “นหาตกะ” ผู้ชำระด้วยธรรม “เวทคู” ผู้รู้ชัด และ “อรหันต์” ผู้ไกลจากธรรม 7 ประการดังกล่าว โดยเน้นสาระร่วมกันที่การก้าวพ้นสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ราคะ โทสะ โมหะ และมานะ

ขณะที่พระสูตรที่ 84 แสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่าง อสัทธรรม 7 ประการ กับ สัทธรรม 7 ประการ ฝ่ายอสัทธรรมประกอบด้วย ความไม่มีศรัทธา ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ มีสุตะน้อย เกียจคร้าน สติหลงลืม และปัญญาทราม ส่วนฝ่ายสัทธรรมประกอบด้วย มีศรัทธา มีหิริ มีโอตตัปปะ เป็นพหูสูต ปรารภความเพียร มีสติ และมีปัญญา

สาระสำคัญของตอนนี้จึงอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงจากคุณสมบัติที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาจิต ไปสู่คุณธรรมที่สนับสนุนการเรียนรู้ การมีสติ ความเพียร และการใช้ปัญญาพิจารณาความจริง

พระสูตรที่ 85 กล่าวถึงบุคคล 7 จำพวกที่เป็น “นาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า” โดยใช้การพิจารณาความไม่เที่ยงเป็นแกนสำคัญ ผู้ปฏิบัติพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในจักษุและสิ่งที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ทางตา พร้อมน้อมจิตและหยั่งลงด้วยปัญญาอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่ระดับแห่งความหลุดพ้นที่แตกต่างกัน

บุคคลทั้ง 7 ได้แก่ ผู้ทำให้แจ้งเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้ ผู้มีการสิ้นอาสวะสัมพันธ์กับการสิ้นชีวิตไม่ก่อนหรือไม่หลังกัน ตลอดจน อันตราปรินิพพายี อุปหัจจปรินิพพายี อสังขารปรินิพพายี สสังขารปรินิพพายี และอุทธังโสโตอกนิฏฐคามี ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับการสิ้นโอรัมภาคิยสังโยชน์ 5 และความก้าวหน้าไปสู่ความดับทุกข์ตามลำดับ

พระสูตรที่ 86 ขยายการพิจารณาให้ครอบคลุมประสบการณ์ทั้งระบบ ตั้งแต่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ รวมถึงวิญญาณ สัมผัส เวทนา สัญญา สัญเจตนา ตัณหา วิตก วิจาร และขันธ์ โดยให้พิจารณาในแง่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ความสิ้นไป ความเสื่อมไป ความคลายไป ความดับ และการสละคืน

แนวทางดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า การเจริญปัญญาไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่สามารถนำมาใช้พิจารณาประสบการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านอายตนะทั้งหก เพื่อให้ผู้ปฏิบัติเห็นความเปลี่ยนแปลงและไม่ยึดมั่นถือมั่น

ในพระสูตรที่ 87 พระพุทธเจ้าทรงแสดง ธรรม 7 ประการเพื่อรู้ยิ่งราคะ ได้แก่ สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของการเจริญโพชฌงค์เพื่อพัฒนาจิตให้รู้เท่าทันกิเลส

พระสูตรที่ 88 เสนออีกชุดหนึ่ง คือ อนิจจสัญญา อนัตตสัญญา อสุภสัญญา อาทีนวสัญญา ปหานสัญญา วิราคสัญญา และนิโรธสัญญา เป็นธรรมที่พึงเจริญเพื่อรู้ยิ่งราคะ โดยเน้นการเปลี่ยนมุมมองต่อสิ่งที่จิตเคยยึดติด ผ่านการเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นอนัตตา โทษของความยึดติด การละคลาย และความดับ

พระสูตรที่ 89 เพิ่มแนวทางพิจารณาอีก 7 ประการ ได้แก่ อสุภสัญญา มรณสัญญา อาหาเรปฏิกูลสัญญา สัพพโลเกอนภิรตสัญญา อนิจจสัญญา อนิจเจทุกขสัญญา และทุกเขอนัตตสัญญา เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการรู้ยิ่งราคะ

ส่วนพระสูตรที่ 90 ขยายหลักการเจริญธรรม 7 ประการจากการรู้ยิ่งราคะ ไปสู่การกำหนดรู้ การละ การสิ้นไป ความเสื่อม ความคลาย ความดับ การสละ และการสละคืนกิเลสหลายประเภท ทั้ง ราคะ โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเถยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ และปมาทะ

เมื่อพิจารณาภาพรวม พระสูตรชุดนี้จึงนำเสนอเส้นทางตั้งแต่ “รู้กิเลส–พัฒนาคุณธรรม–เจริญสติและปัญญา–เห็นความไม่เที่ยง–คลายความยึดมั่น–ละกิเลส” โดยมีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่ความหลุดพ้น

หลักธรรมดังกล่าวยังสะท้อนแนวคิดสำคัญว่า การปฏิบัติธรรมมิใช่เพียงการเพิ่มพูนความรู้ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงท่าทีของจิตต่อโลกและประสบการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเห็นความไม่เที่ยง ทุกข์ และอนัตตาอย่างแจ่มชัด ปัญญาย่อมทำหน้าที่นำไปสู่ความคลายกำหนัดและการปล่อยวาง

สาระจากพระสูตรจึงสามารถนำมาพิจารณาในบริบทชีวิตร่วมสมัยได้ในฐานะหลักเตือนใจว่า ศรัทธาควรคู่กับปัญญา ความเพียรควบคู่กับสติ และความรู้ควรนำไปสู่การลดกิเลส มิใช่เพิ่มความยึดมั่นในตัวตน

[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

"ณพลเดช" น้อมถวายมุทิตา "พระพรหมเสนาบดี" พระมหาเถระผู้เสียสละ อุทิศตนเพื่อพระศาสนาด้วยหัวใจ ชี้ "กรุงรัตนโกสินทร์ยังไม่ไร้ซึ่งพระดี"

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569  นายณพลเดช มณีลังกา สมาชิกวุฒิสภาสำรอง กลุ่ม 16 กลุ่มศิลปะและวัฒนธรรม และอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐม...