เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 นายณพลเดช มณีลังกา สมาชิกวุฒิสภาสำรอง กลุ่ม 16 กลุ่มศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดงและบันเทิง นักกีฬา และอดีตอนุกรรมาธิการพระพุทธศาสนา สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า กรณี “สีกาเอ๋–อดีตพระโชติ” ซึ่งมีพฤติการณ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเพศจนเกิดผลทางพระธรรมวินัยถึงขั้นพระต้องพ้นจากสมณเพศ สะท้อนช่องว่างสำคัญของกฎหมายไทย เพราะ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 กำหนดกระบวนการลงนิคหกรรมและการพ้นจากสมณเพศของพระภิกษุไว้ แต่ยังไม่ได้กำหนดความรับผิดของบุคคลภายนอกที่จงใจชักนำหรือเป็นเหตุโดยตรงให้พระภิกษุกระทำการอันเป็นปาราชิกไว้เป็นความผิดเฉพาะ
นายณพลเดชกล่าวว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 67 กำหนดให้รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา และกำหนดให้รัฐต้องมีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด ดังนั้น เมื่อเกิดกรณีที่บุคคลภายนอกมีพฤติการณ์จงใจจนพระภิกษุถึงขั้นปาราชิกและพ้นจากสมณเพศ จึงควรมีการตรวจสอบว่ากฎหมายปัจจุบันเพียงพอต่อการคุ้มครองพระพุทธศาสนาตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่
“ปัจจุบันกฎหมายกำหนดผลทางพระธรรมวินัยไว้ชัดเจนว่าพระภิกษุที่ต้องอาบัติปาราชิกย่อมพ้นจากความเป็นพระ แต่ยังไม่มีบทบัญญัติเฉพาะสำหรับบุคคลภายนอกที่จงใจชักนำ ล่อลวง หรือสนับสนุนให้พระกระทำการอันเป็นปาราชิก จึงควรศึกษาการออกกฎหมายหรือแก้ไขกฎหมายให้มีองค์ประกอบความผิดและโทษอย่างชัดเจน” นายณพลเดชกล่าว
ทั้งนี้ ข้อเสนอดังกล่าวไม่ควรหมายความว่าบุคคลใดที่มีความสัมพันธ์กับพระจะมีความผิดโดยอัตโนมัติ แต่ต้องกำหนดองค์ประกอบให้แคบและชัดเจน โดยต้องพิสูจน์ถึงเจตนา การกระทำที่เป็นเหตุโดยตรง และผลที่เกิดขึ้น เช่น การจงใจชักนำ ล่อลวง จัดสถานการณ์ หรือสนับสนุนให้พระภิกษุกระทำการอันเป็นปาราชิก จนเป็นเหตุให้ต้องพ้นจากสมณเพศและเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อพระพุทธศาสนา
นายณพลเดชกล่าวว่า สำหรับกรณีสีกาเอ๋ การดำเนินการตามกฎหมายปัจจุบันต้องแยกออกจากเรื่องปาราชิกให้ชัดเจน หากพบว่ามีการกระทำอื่นที่เข้าองค์ประกอบความผิดอาญา ก็ต้องดำเนินคดีตามฐานความผิดนั้น ขณะที่การปาราชิกและการสึกเป็นผลทางพระธรรมวินัยตามกฎหมายคณะสงฆ์ ส่วนในระยะยาวควรนำกรณีนี้เป็นบทเรียนเพื่ออุดช่องว่างทางกฎหมายให้บุคคลภายนอกที่จงใจบ่อนทำลายพระธรรมวินัยด้วยวิธีดังกล่าวไม่สามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดได้
“เราไม่ควรออกกฎหมายเพื่อเอาผิดบุคคลใดเป็นรายคน แต่ควรออกกฎหมายเพื่อป้องกันเหตุในอนาคต หากใครจงใจชักนำหรือทำให้พระภิกษุกระทำการอันเป็นปาราชิกจนพ้นจากสมณเพศ และการกระทำนั้นสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อพระพุทธศาสนา กฎหมายต้องมีมาตรการรับผิดที่ชัดเจน ทั้งทางอาญาและทางแพ่ง โดยต้องเคารพหลักนิติธรรมและการพิสูจน์ความผิดตามกระบวนการยุติธรรม” นายณพลเดชกล่าว
นายณพลเดชกล่าวทิ้งท้ายว่า การคุ้มครองพระพุทธศาสนาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 จะต้องไม่หยุดอยู่เพียงถ้อยคำในรัฐธรรมนูญ แต่ต้องมีมาตรการทางกฎหมายที่สามารถป้องกันและรับมือกับพฤติการณ์ที่บ่อนทำลายพระพุทธศาสนาได้จริง และกรณีสีกาเอ๋–อดีตพระโชติควรเป็นบทเรียนสำคัญให้ฝ่ายนิติบัญญัติพิจารณาอุดช่องว่างดังกล่าวอย่างจริงจัง

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น