เพลง: ปัญญา “จำนงค์ ทองประเสริฐ” นำทาง สร้างสันติภาพโลก
[เพลงรำลึก ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ และวิสัยทัศน์พุทธปัญญาประดิษฐ์]
]บทนำ]
แม้กาลเวลาพาพรากร่างกาย
แต่ความหมายยังอยู่ไม่เลือนหาย
จากเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาที่หว่านไว้
จะเติบโตส่องทางให้โลกงดงาม
]ท่อนที่ 1]
จากวัดสระเกศสู่โลกกว้างไกล
ท่านเดินทางด้วยหัวใจใฝ่ศึกษา
ตรรกศาสตร์ปรัชญาคือแสงแห่งปัญญา
สอนให้เราค้นหาความจริงด้วยเหตุผล
จากภาษาของเราสู่ความรู้ของโลก
ปลุกความคิดให้หลุดพ้นจากความสับสน
แม้ความเห็นแตกต่างกันในผู้คน
จงใช้เหตุผลนำทางแทนความชิงชัง
]ท่อนก่อนฮุก]
เมื่อโลกหมุนไปด้วยพลังเทคโนโลยี
อย่าลืมความดีที่หัวใจต้องมี
ปัญญาจะยิ่งใหญ่เพียงไหนก็ตาม
หากไร้เมตตา โลกคงไม่งดงาม
]ท่อนฮุก]
ปัญญานำทาง สร้างสันติภาพ
ให้ความเมตตาโอบกอดโลกเรา
มหาเอไอพลัส จงเป็นแสงแห่งเงา
นำมนุษย์ก้าวพ้นความเกลียดชัง
ใช้เหตุผลคู่คุณธรรม
ใช้ถ้อยคำสร้างความเข้าใจ
ให้เทคโนโลยีรับใช้หัวใจ
ร่วมสร้างโลกใหม่ด้วยสันติธรรม
[ท่อนที่ 2]
ข่าวสารมากมายไหลผ่านหน้าจอ
อย่าเพิ่งเชื่อเพียงคำที่ใครร้องขอ
หยุดคิดสักนิด พิจารณาให้พอ
ค้นหาความจริงก่อนส่งต่อไป
เมื่อข้อมูลขัดแย้ง อย่ารีบตัดสิน
ฟังทุกเสียงด้วยใจที่เปิดกว้างไว้
ความต่างไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรูใคร
เรายังเดินร่วมทางกันได้เสมอ
[ท่อนเชื่อม]
เมตตาคือภาษาที่โลกเข้าใจ
กรุณาคือมือที่ยื่นให้กัน
ปัญญาคือแสงส่องคืนและวัน
สันติภาพเริ่มต้นที่ใจของเรา
ให้มนุษย์กับเครื่องจักรร่วมสร้างสิ่งดี
ให้ความรู้คู่ความรับผิดชอบ
ไม่ใช่เพียงความเร็วหรือคำตอบ
แต่ต้องมอบประโยชน์แก่คนทุกคน
[ท่อนฮุกซ้ำ]
ปัญญานำทาง สร้างสันติภาพ
ให้ความเมตตาโอบกอดโลกเรา
มหาเอไอพลัส จงเป็นแสงแห่งเงา
นำมนุษย์ก้าวพ้นความเกลียดชัง
ใช้เหตุผลคู่คุณธรรม
ใช้ถ้อยคำสร้างความเข้าใจ
ให้เทคโนโลยีรับใช้หัวใจ
ร่วมสร้างโลกใหม่ด้วยสันติธรรม
[ท่อนจบ]
จำนงค์ ทองประเสริฐ นามนี้ยังส่องแสง
มรดกทางปัญญาจะไม่โรยแรง
จากครูผู้ให้ สู่คนรุ่นใหม่
ขอใช้ปัญญาสร้างสันติภาพนิรันดร์
ตราบใดที่โลกยังมีความหวัง
ตราบนั้นพลังแห่งธรรมยังยิ่งใหญ่
ให้ปัญญานำทาง ให้เมตตานำใจ
สร้างสันติภาพไว้...เพื่อมนุษยชาติ
สืบสานปัญญา “จำนงค์ ทองประเสริฐ” ชูตรรกศาสตร์ผสานพุทธธรรม สู่แนวคิด “Maha AI Plus” พัฒนาปัญญาประดิษฐ์เพื่อสันติภาพโลก
ชูมรดกทางวิชาการปราชญ์แห่งแผ่นดินเป็นแรงบันดาลใจ พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ที่มีจริยธรรม ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ รู้เท่าทันข่าวปลอม ลดความเกลียดชัง และสร้างสังคมดิจิทัลที่เคารพความแตกต่าง
การเสียชีวิตของศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต อดีตเลขาธิการราชบัณฑิตยสถาน และศิษย์พุทธศาสตรบัณฑิตรุ่นแรกของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ในวัย 97 ปี นับเป็นการสูญเสียบุคลากรสำคัญของวงการภาษาไทย ปรัชญา ตรรกศาสตร์ และพระพุทธศาสนา ขณะเดียวกัน มรดกทางปัญญาของท่านยังเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการต่อยอดองค์ความรู้ เพื่อรับมือความท้าทายของโลกยุคปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI)
ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัล เทคโนโลยี AI มีบทบาทเพิ่มขึ้นทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา การสื่อสาร และการบริหารภาครัฐ แต่ความก้าวหน้าดังกล่าวมาพร้อมคำถามสำคัญเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของข้อมูล อคติของอัลกอริทึม การสร้างข่าวปลอม การแพร่กระจายวาทกรรมเกลียดชัง และความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับมนุษย์
แนวคิดการพัฒนา “มหาเอไอพลัส” (Maha AI Plus) ซึ่งนำเสนอโดย ดร.สำราญ สมพงษ์ จึงเสนอให้พิจารณาการบูรณาการตรรกศาสตร์ พุทธปรัชญา และวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เพื่อเป็นแนวทางพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ที่ให้ความสำคัญกับเหตุผล จริยธรรม ความเมตตา และสันติภาพ ควบคู่ไปกับประสิทธิภาพทางเทคโนโลยี
ทั้งนี้ Maha AI Plus เป็นกรอบแนวคิดที่นำเสนอเพื่อการพัฒนาและศึกษาต่อยอด โดยองค์ประกอบต่าง ๆ จำเป็นต้องผ่านการวิจัย การทดสอบ และการประเมินผลอย่างเป็นระบบก่อนสรุปประสิทธิผลในการใช้งานจริง
จำนงค์ ทองประเสริฐ กับรากฐานแห่งตรรกศาสตร์และการคิดอย่างมีเหตุผล
ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ เกิดเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2472 สอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยคในปี พ.ศ. 2495 และสำเร็จการศึกษาพุทธศาสตรบัณฑิต รุ่นแรกของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในปี พ.ศ. 2497 ต่อมาศึกษาระดับปริญญาโทด้านปรัชญาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ณ มหาวิทยาลัยเยล สหรัฐอเมริกา ก่อนอุทิศตนให้กับงานวิชาการ ภาษาไทย และปรัชญาอย่างต่อเนื่อง
ท่านเป็นนักวิชาการผู้มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาการศึกษาของ มจร รวมทั้งเป็นอาจารย์สอนวิชาตรรกศาสตร์ให้แก่นิสิตคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาอย่างยาวนาน และเคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการราชบัณฑิตยสถาน ระหว่างปี พ.ศ. 2538–2542
คุณูปการสำคัญประการหนึ่งคือการถ่ายทอดความรู้ด้านตรรกศาสตร์และภาษาให้เข้าถึงผู้คนในวงกว้าง ผ่านงานวิชาการและผลงานเผยแพร่ความรู้ เช่น “ภาษาของเรา” “ภาษาไทยไขขาน” และ “ภาษาไทย 5 นาที” ซึ่งส่งเสริมการใช้ภาษาอย่างถูกต้องและการสื่อสารอย่างมีเหตุผล
เมื่อนำมาพิจารณาในบริบทปัจจุบัน หลักคิดด้านการนิยามความหมาย การตรวจสอบข้ออ้าง และการแยกแยะเหตุผลที่สมเหตุสมผลออกจากตรรกวิบัติ สามารถนำมาใช้เป็นพื้นฐานในการพัฒนาทักษะรู้เท่าทันสื่อ ตลอดจนออกแบบระบบ AI ที่ต้องอธิบายเหตุผลและตรวจสอบแหล่งข้อมูลได้
จากตรรกศาสตร์สู่ AI ที่เข้าใจความซับซ้อนของมนุษย์
ปัญหาสำคัญของระบบ AI ในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงความผิดพลาดในการประมวลผล แต่ยังรวมถึงการสร้างคำตอบที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง การสะท้อนอคติจากข้อมูลฝึกฝน และการนำเสนอข้อสรุปที่ดูน่าเชื่อถือทั้งที่หลักฐานไม่เพียงพอ
การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ที่รับผิดชอบจึงจำเป็นต้องอาศัยทั้งเทคนิคทางคอมพิวเตอร์ หลักฐานเชิงประจักษ์ และกรอบจริยธรรมที่เหมาะสม ตรรกศาสตร์สามารถช่วยตรวจสอบโครงสร้างการให้เหตุผล ขณะที่ปรัชญาและพุทธธรรมสามารถเป็นแหล่งแนวคิดสำหรับการพิจารณาความเมตตา ความรับผิดชอบ และผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
หนึ่งในแนวคิดที่สามารถนำมาศึกษาต่อยอดได้คือ “จตุสโกฏิ” (Catuskoti) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพิจารณาข้อเสนอในสี่ลักษณะ ได้แก่ การยืนยัน การปฏิเสธ การพิจารณาว่าทั้งสองด้านมีนัยสำคัญ และการพิจารณาว่าไม่อาจยืนยันหรือปฏิเสธได้ในกรอบที่กำหนด
แนวคิดนี้มีประโยชน์ในฐานะกรอบปรัชญาสำหรับตั้งคำถามต่อความคิดแบบแบ่งขั้ว และช่วยเตือนให้ผู้พัฒนาระบบพิจารณาความไม่แน่นอนกับความขัดแย้งของข้อมูลอย่างรอบด้าน อย่างไรก็ตาม จตุสโกฏิไม่ใช่สิ่งเดียวกับตรรกศาสตร์พาราคอนซิสเทนต์สมัยใหม่โดยตรง และการนำไปใช้กับ AI จำเป็นต้องกำหนดนิยาม กฎการอนุมาน และวิธีประเมินผลอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้เลขฐานสองไม่ได้หมายความว่า AI ทุกระบบต้องคิดได้เพียงสองสถานะ เพราะการประมวลผล AI สามารถใช้ความน่าจะเป็น ตรรกศาสตร์หลายค่า และเทคนิคการให้เหตุผลรูปแบบอื่นได้ ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การออกแบบระบบให้จัดการความไม่แน่นอน ความขัดแย้ง และบริบททางสังคมได้อย่างเหมาะสม
“Maha AI Plus” เสนอ 3 กลไกหลัก ผสานสติ ปัญญา และสันติวาจา
กรอบแนวคิด Maha AI Plus นำเสนอองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ เพื่อเชื่อมโยงหลักธรรมกับการออกแบบระบบ AI ดังนี้
1. โมเดล SMCMR — เพิ่มขั้นตอนการไตร่ตรองก่อนสื่อสาร
แนวคิดนี้ต่อยอดจากกรอบการสื่อสาร SMCR ด้วยการเพิ่มองค์ประกอบ “มนสิการ” เพื่อเน้นการพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนสร้างคำตอบ ในทางวิศวกรรม อาจพัฒนาเป็นกระบวนการตรวจสอบแหล่งข้อมูล ประเมินความไม่แน่นอน ทบทวนบริบท และตรวจสอบความเสี่ยงก่อนเผยแพร่ผลลัพธ์
เป้าหมายคือช่วยลดการตอบสนองที่หุนหันพลันแล่น และลดความเสี่ยงจากการสร้างข้อมูลที่ไม่มีหลักฐานรองรับ โดยต้องมีการทดสอบประสิทธิภาพอย่างเป็นรูปธรรม
2. โมเดล 14 ส. สื่อเพื่อสันติภาพ — ส่งเสริมการใช้ภาษาที่รับผิดชอบ
แนวคิดนี้ให้ความสำคัญกับสัมมาวาจาและพรหมวิหาร 4 ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เพื่อเป็นกรอบในการพัฒนาการสื่อสารที่ไม่สร้างความเกลียดชัง ไม่ลดทอนศักดิ์ศรีของบุคคล และเปิดพื้นที่ให้เกิดการสนทนาอย่างสร้างสรรค์
ในทางเทคนิค อาจนำไปพัฒนาเป็นเกณฑ์ประเมินข้อความ ระบบตรวจจับวาทกรรมเกลียดชัง และกลไกปรับปรุงคำตอบให้เหมาะสมกับบริบท โดยต้องระวังไม่ให้การกลั่นกรองกลายเป็นการปิดกั้นความคิดเห็นที่แตกต่างโดยไม่เป็นธรรม
3. โมเดล 4 ป. “ปลาพาฉลาด” — สร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล
แนวคิดนี้มุ่งให้ AI เป็นผู้ช่วยพัฒนาความสามารถของมนุษย์ ไม่ใช่เพียงเครื่องมือป้อนคำตอบสำเร็จรูป โดยส่งเสริมการตรวจสอบที่มาของข้อมูล การตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ การประเมินความน่าเชื่อถือ และการรู้เท่าทันกลวิธีหลอกลวงในโลกออนไลน์
หากนำไปพัฒนาอย่างเป็นระบบ อาจช่วยสนับสนุนการศึกษา การตรวจสอบข่าวปลอม และการป้องกันอาชญากรรมทางไซเบอร์ โดยผู้ใช้ยังคงมีบทบาทสำคัญในการใช้วิจารณญาณและตัดสินใจด้วยตนเอง
อรรถศาสตร์กับธรรมาภิบาล AI
แนวคิดจาก “เกาฏิลย อรรถศาสตร์” ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปกครอง การบริหารรัฐกิจ และการจัดการทรัพยากร ยังเป็นอีกแหล่งความคิดที่สามารถนำมาศึกษาเพื่อพัฒนากรอบธรรมาภิบาล AI ได้ โดยเฉพาะหลักการที่ให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพของประชาชน การตรวจสอบการใช้อำนาจ และการป้องกันการทุจริต
เมื่อประยุกต์กับโลกดิจิทัล หลักคิดเหล่านี้สามารถนำไปสู่ข้อเสนอเรื่องการตรวจสอบอัลกอริทึม การประเมินอคติของข้อมูล การคุ้มครองความเป็นส่วนตัว และการกำหนดความรับผิดชอบของผู้พัฒนาและผู้ใช้งาน
นอกจากนี้ แนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียงเชิงคำนวณ” ยังเสนอให้คำนึงถึงการใช้ทรัพยากรในการประมวลผลอย่างเหมาะสม ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น และส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับความต้องการของสังคมอย่างยั่งยืน
ส่วนแนวคิด “ไซเบอร์สังฆะ” สามารถใช้เป็นภาพแทนของเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนักวิจัย นักพัฒนา นักการศึกษา ภาคประชาสังคม และชุมชนผู้ใช้ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ตรวจสอบความเสี่ยง และร่วมกันกำหนดหลักปฏิบัติด้านจริยธรรม โดยไม่จำเป็นต้องหมายความว่า AI มีศีลธรรมหรือจิตสำนึกเช่นเดียวกับมนุษย์
เสนอผลักดันตรรกศาสตร์และ AI Literacy สู่การศึกษาไทย
เพื่อให้มรดกทางปัญญาของศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ เกิดประโยชน์ต่อคนรุ่นใหม่อย่างเป็นรูปธรรม มีข้อเสนอให้หน่วยงานด้านการศึกษาและการวิจัยพิจารณาดำเนินการ 3 ด้านสำคัญ
ประการแรก ส่งเสริมการเรียนรู้ตรรกศาสตร์ การคิดเชิงวิพากษ์ และการรู้เท่าทัน AI ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถตรวจสอบข้ออ้าง แยกแยะข้อเท็จจริงกับความคิดเห็น และประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลได้
ประการที่สอง สนับสนุนการวิจัยร่วมกันระหว่างนักปรัชญา นักวิชาการพระพุทธศาสนา นักภาษาศาสตร์ นักกฎหมาย และวิศวกรคอมพิวเตอร์ เพื่อพัฒนาระบบ AI ที่มีมาตรฐานการประเมินด้านความถูกต้อง ความเป็นธรรม ความปลอดภัย และการเคารพสิทธิมนุษยชน
ประการที่สาม พิจารณายกระดับห้องสมุดจำนงค์ ทองประเสริฐ ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตวังน้อย ให้เป็นแหล่งรวบรวมผลงานทางวิชาการและพื้นที่ส่งเสริมการศึกษา วิจัย และเผยแพร่ความรู้ด้านตรรกศาสตร์ ปรัชญา ภาษาไทย และจริยธรรมเทคโนโลยี
บทสรุป: ใช้ปัญญานำเทคโนโลยี สร้างสันติภาพจากโลกดิจิทัลสู่โลกจริง
มรดกทางปัญญาของศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ เป็นเครื่องเตือนใจว่าความก้าวหน้าของสังคมไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรวดเร็วของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการใช้เหตุผล แสวงหาความจริง และรับผิดชอบต่อผลกระทบของการตัดสินใจ
แนวคิด Maha AI Plus จึงเป็นข้อเสนอให้เชื่อมโยงตรรกศาสตร์ พุทธปรัชญา และวิศวกรรม AI เพื่อสร้างระบบที่ไม่เพียงมีความสามารถในการประมวลผล แต่ยังได้รับการออกแบบให้คำนึงถึงความปลอดภัย ความเป็นธรรม และประโยชน์ของมนุษย์
หากได้รับการพัฒนาและประเมินผลอย่างจริงจัง แนวทางดังกล่าวอาจช่วยขยายบทบาทของ AI จากเครื่องมือผลิตข้อมูลไปสู่เครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้ การสื่อสารอย่างสันติ และการแก้ปัญหาความขัดแย้งบนพื้นฐานของข้อมูลและเหตุผล
แม้ปราชญ์ผู้ทรงคุณวุฒิจะจากไป แต่ผลงานและองค์ความรู้ที่ท่านฝากไว้ยังสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังสานต่อภารกิจสำคัญ นั่นคือการใช้ปัญญาควบคู่คุณธรรม เพื่อให้เทคโนโลยีรับใช้มนุษยชาติ และร่วมกันสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนทั้งในโลกดิจิทัลและโลกแห่งความเป็นจริง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น